Group Blog
 
All Blogs
 

ผู้ทำลายวงศ์ตระกูล

สามก๊กภาคปลาย

..ผู้ทำลายวงศ์ตระกูล

“เล่าเซี่ยงชุน”

เมื่อขุนนางจัดการศพพระเจ้าซุนฮิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปรึกษากันจะยก ซุนเปียน พระราชบุตรขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากบิดาตามประเพณี แต่ขุนนางผู้ใหญ่สองคนเห็นว่าซุนเปียนนั้นสติปัญญาน้อย ยังเยาว์แก่ความนัก เห็นจะว่าราชการไปได้ไม่ตลอด ขอให้เอา ซุนโฮ บุตรของพระเจ้าซุนเหลียง หลานปู่ของพระเจ้าซุนกวนมาสืบราชสมบัติแทนจะดีกว่า ด้วยมีสติปัญญาหลักแหลมเห็นจะปกป้องอาณาประชาราษฎรได้ เหล่าขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบกับขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองนั้น จึงให้จัดการพระราชพิธีอภิเษกซุยโฮขึ้นเป็นฮ่องเต้ เมื่อวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนเก้า และตั้งให้ซุนเปียนเป็น เจ้าเจี๋ยงอ๋อง

พระเจ้าซุนโฮซึ่งพระราชบิดาถูกเนรเทศไปตั้งนานแล้ว แต่ตนเองกลับมาได้เนฮ่องเต้อีกโดยไม่นึกไม่ฝันนั้น ก็มิได้เอาใจใส่ต่อกิจการบ้านเมืองทั้งปวง เหมือนอย่างที่ขุนนางทั้งหลายได้ตั้งความหวังไว้ มัวแต่หลงระเริงไปกับความสุขสบาย เสพสุราเป็นนิจ ขุนนางผู้ใดเห็นว่าทำผิด เข้าไปทูลทัดทานห้ามปราม ก็ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย จนไม่มีผู้ใดกล้าที่จะยุ่งด้วยอีก ฮ่องเต้ก็เลยได้ใจเกณฑ์ทแกล้วทหาร ไพร่พล และอาณาประชาราษฎร ไปตัดไม้มาสร้างวังขึ้นใหม่ ที่ตำบลบู๊เฉียง ต่างก็ได้รับความลำบากเป็นอันมาก

ครั้งสร้างเสร็จแล้วแทนที่จะอยู่ให้สุขสบาย ก็กลับคิดจะยกทัพไปตีไต้จิ้นของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน ที่ปรึกษาก็พากันห้ามปรามว่า เมื่อพระเจ้าซุนฮิวยังอยู่ก็มิได้คิดจะยกไป เพียงแต่ให้ตั้งด่านอยู่ตามริมชายทะเล เป็นการป้องกันเมืองกังตั๋งเท่านั้น สมควรจะได้รักษาเมืองไว้ให้มั่นคง ถ้ามิเชื่อฟังขืนยกไปบัดนี้ ก็เหมือนเอาฝอยไปทุ่มเข้ากองเพลิงสัยเปล่า ๆ พระเจ้าซุนโฮก็โกรธ ให้ขับที่ปรึกษาออกไปจากกที่เฝ้าเสีย จากนั้นจึงให้ ลกข้อง บุตรของลกซุนแม่ทัพใหญ่เมืองกังตั๋งที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว เตรียมยกกองทัพจากเมืองเกงจิ๋ว ไปตีเมืองซงหยงเป็นอันดับแรก

เมื่อพระเจ้าสุมาเอี๋ยนรู้ข่าว ก็ให้ เอียวเก๋า เจ้าเมืองซงหยงเตรียมทหารรักษาบ้านเมืองไว้ให้มั่นคง ถ้าได้โอกาสเมื่อไร ก็จะยกทัพใหญ่ไปช่วยตีโต้กลับเอาเมืองกังตั๋งให้ได้ เอียวเก๋านั้นเกรงฝีมือ ลกข้องจึงตั้งมั่นรออยู่

ฝ่ายพระเจ้าซุนโฮก็เร่งให้ลกข้อง ยกทหารไปตีข้าศึกให้ได้ ลกข้องก็แจ้งว่าอย่าวิตกเลย ถ้าได้ช่องเมื่อไรก็จะยกทหารไปตีข้าศึก เอาชัยชนะให้ได้ ขอให้ไว้ใจเถิด แต่พระเจ้าวุนโฮใจร้อนไม่ยอมฟังเสียงจึงให้ถอดลกข้องออกจากตำแหน่ง เอียวเก๋าจึงแจ้งให้พระเจ้าสุมาเอี๋ยน รีบยกกองทัพมาตีเอาเมืองกังตั๋งได้แล้ว เพราะพระเจ้าซุนโฮพระพฤติผิดขนบธรรมเนียมแต่ก่อน มากขึ้นทุกที ราษฎรทั้งหลายทั้งปวงก็มีความชิงชังเป็นอันมาก แต่พระเจ้าสุมาเอี๋ยนกลับไปเชื่อขุนนางในเมืองหลวง ไม่ยอมยกกองทัพมา เอียวเก๋าก็ได้แต่ทอดใจใหญ่ว่าเมืองกังตั๋งนี้ เสียไปแล้วเก้าส่วน ยังแต่ส่วนเดียวก็จะได้โดยง่าย คิดเสียดายนักมิรู้แล้ว เลยตรอมใจป่วยตายลง ในปลายปีนั้นเอง

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนจึงตั้งให้ ตังอี้ มาเป็นนายทหารรักาเมืองซงหยงแทน ครั้นได้ข่าวว่าพระเจ้าซุนโฮประพฤติตนฟั่นเฟือน เสพสุราเป็นนิจ มีขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกราบทูลห้ามปราม ก็ตัดปากตัดจมูกเสีย ทั้งไพร่ฟ้าประชาราษฎรก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก จึงมีหนังสือขออนุญาตพระเจ้าสุมาเอี๋ยน จะยกไปตีเมืองกังตั๋ง พระเจ้าสุมาเอี๋ยนก็มีรับสั่งให้เตาอี้คุมทหารสิบหมื่น เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองกังเหลง และให้นายทหารอีกห้านาย คุมทหารกองละห้าหมื่น แยกเข้าตีเมืองกังตั๋งอีกห้าทาง รวมเป็นหกทัพ กำลังพลสามสิบห้าหมื่น และให้ขึ้นอยู้ในบังคับบัญชาของเตาอี้ทั้งสิ้น แม่ทัพใหญ่จึงสั่งให้ องโยย กับ ตงปิน คุมเรือสำหรับบรรทุกทหารทั้งปวงข้ามทะเลไปตีเมืองกังตั๋ง

พระเจ้าซุนโฮได้รู้ข่าวจากม้าใช้ ก็เรียกประชุมที่ปรึกษาทั้งปวง เตรียมรับศึกใหญ่ เตียวเต้า เสนอให้ยกกองทัพไปตั้งรับ ทางเมืองกังเหลงกองหนึ่ง ทางเมืองแฮเค้ากองหนึ่ง ส่วนตนเองกับ สิมเอ๋ง และ จูกัดเจง จะคุมทหารอีกสิบหมื่นไปตั้งรับที่ตำบลเอียวจู๊ พระเจ้าซุนโฮก็เห็นชอบด้วย พอกลับเข้าไปข้างใน ขันทีคนสนิทก็ทูลถามข่าวการศึก พระเจ้าซุนโฮก็รับสั่งว่า ทางบกนี้เราเกณฑ์กองทหารไปสกัดอยู่ทุกตำบลแล้ว วิตกอยู่แต่ทางเรือ ยังหาผู้ใดออกไปต้านทานมิได้ ขันทีจึงเสนอความคิดบ้างว่า ให้เอาเหล็กมาตีเป็นสายโซ่สักห้าร้อยสาย ยาวสายละสิบห้าวา ขึงกั้นแม่น้ำเมืองกังตั๋ง และปักขวากเหล็กไว้ใต้น้ำนอกสายโซ่ออกไป เพื่อดักเรือของข้าศึกที่บรรทุกทหารเข้ามาตามแม่น้ำ ถ้าเรือโดนขวากทะลุ ทหารข้าศึกก็จมน้ำตายเอง แม้ว่าจะเป็นเพียงความคิดของขันที พระเจ้าซุนโฮก็เห็นด้วย จึงสั่งให้จัดแจงตามนั้น ทุกหัวเลี้ยวของแม่น้ำ

ฝ่ายเตาอี้แม่ทัพใหญ่ของไต้จิ้น เมื่อคุมพลไปถึงตำบลเขาปาสัน ในตอนกลางคืน ก็ซุ่มกองทัพไว้ พอรุ่งเช้าฝ่ายง่อก๊กจากเมืองกังตั๋ง ก็ยกทหารทั้งทางบกและทางเรือ เข้าโจมตีกองทัพของเตาอี้เป็นสามารถ จนถึงเที่ยงทหารล้มตายลงไปเป็นอันมาก และเมื่อมีทหารน้อยกว่า ก็อิดโรยระส่ำระสาย นายทัพก็ตายในที่รบ ลงท้ายก็แตกยับเยิน เตาอี้ได้ทีก็ตีตะลุยหัวเมืองรายทางเรื่อยมา จนถึงเมืองกังตั๋งอย่างรวดเร็ว

ทางกองทัพเรือขององโยย ก็ใช้ทหารสอดแนมเข้าไปตามแม่น้ำ จนเจอขวากเหล็กกับสายโซ่ขวางลำน้ำอยู่ จึงให้ตัดไม้มาทำแพเป็นอันมาก เอาดินถมหลังแพและตั้งเตาสูบไว้บนมูลดินนั้น แล้วใช้ใบลอยเรื่อยเข้าไปในแม่น้ำ นำหน้ากองเรือบรรทุกทหาร พอแพติดขวากคลื่นซัดแพโคลงเคลง ขวากก็หลุดจากพื้นดินใต้น้ำ แพก็ลอยเลื่อนต่อไปถึงสายโซ่ เตาเพลิงบนหลังแพก็เผาสายโซ่จนแดง ทหารก็เข้าไปตัดโซ่นั้นขาดจนหมด เรือรบก็แล่นเลยเข้าไปจนถึงตัวเมืองกังตั๋ง

สิมเอ๋ง จูกัดเจง และ เตียวเค้า คุมทหารเข้าต่อสู้ป้องกันเมือง ก็พ่ายแพ้แก่ข้าศึก ถึงแก่ความตายทั้งสามคน เตาอี้แม่ทัพบกและองโยยแม่ทัพเรือของไต้จิ้น ก็ยกทหารขึ้นบกล้อมเมืองกังตั๋งไว้
พระเจ้าซุนโฮทอดพระเนตรจากกำแพงเมือง เห็นทหารเมืองกังตั๋งที่พ่ายแพ้หนีไปมิได้ต่อสู้ ก็สลดพระทัย ชักกระบี่ออกจะเชือดคอตายเสีย ขุนนางทั้งปวงก็ยึดกระบี่ไว้ แล้วทูลว่า

“.....พระองค์ประหารชีวิตเสียนั้น หาประโยชน์มิได้ เป็นสำหรับประเพณีแผ่นดินแล้ว ขอให้พระองค์นบนอบ เหมือนพระเจ้าเล่าเสี้ยน ตามธรรมเนียมเถิด.....”

พระเจ้าซุนโฮก็เห็นชอบด้วย จึงให้เปิดประตูเมืองทั้งสี่ด้าน แล้วพาขุนนางทั้งหลายออกไปคำนับข้าศึก พร้อมกับมอบบัญชีพลเมือง และทรัพย์สินในท้องพระคลังให้แต่โดยดี เตาอี้จึงอยู่ว่าราชการ ณ เมืองกังตั๋ง แล้วให้พาพระเจ้าซุนโฮกับขุนนางทั้งปวง ไปเฝ้าพระเจ้าสุมาเอี๋ยนที่เมืองหลวง

พระเจ้าสุมาเอี๋ยนทอดพระเนตร เห็นพระเจ้าซุนโฮเข้ามาคำนับแล้วซบพระพักตร์อยู่ ก็ตรัสสัพยอกว่า

“.........ที่อันนี้เราแต่งไว้คอยต้อนรับท่าน ก็นานมาแล้ว.....”

พระเจ้าซุนโฮ ก็ทูลสนองตอบว่า

“......ข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองกังตั๋งนั้น ก็ได้แต่งที่ไว้คำนับพระองค์เหมือนอย่างนี้ มาช้านานหลายปีแล้วเหมือนกัน.........”

แล้วทั้งสองฮ่องเต้ก็ถ้อยทีถ้อยสัพยอกกัน แล้วก็ทรงพระสรวลชื่นชมยินดี และแต่งโต๊ะมาเลี้ยงดูกันตามประเพณี ราวกับไม่เคยได้เป็นข้าศึกศัตรูกันมาแต่ก่อนเลย

ขณะเมื่อเสพสุราอยู่ กาอุ้น ขุนนางของพระเจ้าสุมาเอี๋ยน คงจะตึงหน้าเข้าไปแล้ว จึงทูลถามพระเจ้าซุนโฮว่า

“........เมื่อท่านอยู่ที่เมืองกังตั๋งนั้น ได้ยินเขาลือกันว่า ท่านตัดจมูกตัดปากควักลูกตาขุนนางเสีย ด้วยเหตุอันใด.......”

พระเจ้าซุนโฮเห็นว่า แม้จะยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าสุมาเอี๋ยน แต่ไม่ควรที่ขุนนางจะมาอาจเอื้อมว่ากล่าว จึงตวาดเอาว่า

“.......ตัวเราเป็นเจ้า ขุนนางทั้งปวงมิได้ตั้งอยู่ในบังคับบัญชา ทำละเมิดจากขนบธรรมเนียม เราจึงทำโทษ เหตไรท่านมาถามฉะนี้ ใคร่แจ้งการอันใด....”

กาอุ้นได้ฟังดังนั้น ก็อัปยศแก่ใจ เงียบเสียงไปในทันที

จากนั้นพระเจ้าสุมาเอี๋ยน ก็แต่งตั้งให้พระเจ้าซุนโฮเป็นที่ อุ้ยเบ้งเฮา อาศัยอยู่ในฐานะเจ้าประเทศราช ต่อไปอีกสี่ปีจนถึง พ.ศ.๘๒๗ จึงสิ้นพระชนม์ ราชวงศ์ซุน ซึ่งเริ่มต้นมาจากพระเจ้าซุนกวน ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้แห่งง่อก๊ก ณ เมืองกังตั๋ง เมื่อห้าสิบห้าปีก่อน ก็ถึงกาลอาวสานสิ้นสุดลง เพียงชั่วสี่รัชกาลเท่านั้น

และอีกสามปีต่อมา เมื่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน ฮ่องเต้เจ้าสำราญแห่งจ๊กก๊ก ซึ่งอยู่ในฐานะ อ่านลกก๋ง เจ้าประเทศราชเหมือนกัน ได้สิ้นพระชนม์ลงอีกองค์หนึ่งแล้ว ก็คงเหลือแต่ พระเจ้าสุมาเอี๋ยน ต้นราชวงศ์จิ้น ซึ่งได้ครองมหาอาณาจักรไต้จิ๋นเป็นเอกเทศ ต่อไปอีกถึงสิบห้ารัชกาล จึงเปลี่ยนราชวงศ์อื่น ๆ อีกนับพันปี

พงศาวดารจีนภาคภาษาไทยอันลือชื่อนี้ จึงดำเนินมาถึงหน้าสุดท้ายที่ว่า

“ ธรรมดาแผ่นดินมีความสุขมาก็นาน แล้วก็ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็ได้ความสุขเล่า และกระจายกันออก เป็นแว่นแคว้นแดนประเทศของตัว แล้วก็กลับรวมกันเข้า แยกเป็นสามก๊ก แล้วก็รวมกันเข้าเป็นก๊กเดียวกัน..................โดยบรรยายเรื่องราวสามก๊กนี้ก็บริบูรณ์..........”

#############

วารสารสยามอารยะ
ตุลาคม ๒๕๓๙




 

Create Date : 17 มีนาคม 2560    
Last Update : 17 มีนาคม 2560 7:23:06 น.
Counter : 284 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผู้กำจัดหอกข้างแคร่

สามก๊กภาคปลาย

.ผู้กำจัดหอกข้างแคร่

"เล่าเซี่ยงชุน"

ขณะเมื่อ ซุนหลิม ขึ้นครองตำแหน่งมหาอุปราชของ พระเจ้าซุนเหลียงนั้นจูกัดเอี๋ยน เจ้าเมืองห้วยหลำและห้วยเข ซึ่งเดิมอยู่ที่เมืองหลงเส เป็นลูกพี่ลูกน้อง กับขงเบ้ง แต่ทำราชการอยู่ฝ่ายวุยก๊ก เมื่อสมัยขงเบ้งเป็นมหาอุปราชอยู่ฝ่ายจ๊กก๊ก ก็ไม่มีตำแหน่งใหญ่โตอะไร ด้วยต่างก็เกรงว่าจะไปเข้ากับขงเบ้ง จนกระทั่งขงเบ้งตายแล้ว จึงได้เป็นเจ้าเมืองสองเมืองควบ รู้ว่าสุมาเจียวมหาอุปราชของ พระเจ้าโจมอ ที่สืบ ราชสมบัติต่อจากพระเจ้าโจฮอง จะชิงราชสมบัติ จึงยกทัพไปยึดเมืองเกงจิ๋วไว้ แล้วให้
ที่ปรึกษาพาตัว จูกัดเจ้ง ผู้บุตรไปจำนำไว้ที่เมืองกังตั๋งขอกองทัพไปกำจัดสุมาเจียว

ซุนหลิมก็จัดให้ จูอี้ เป็นทัพหน้าให้สองคนพี่น้อง คือ จวนต๋วน กับ จวนเต๊ก เป็นทัพหลวง อีจ้วน เป็นทัพหนุน คุมทหารทั้งสามกองเจ็ดหมื่นคน ไปช่วย จูกัดเอี๋ยน แต่ก็สู้ สุมาเจียวไม่ได้ ต้องถอยเข้าไปตั้งรับที่เมืองชิวฉุน พร้อมกับ จูกัดเอี๋ยน ซุนหลิมก็คาดโทษจูอี้ไว้ครั้งหนึ่ง แต่เมื่อจูอี้ออกรบแก้ตัวก็แตกพ่ายอีกเป็นครั้งที่สอง พอหนีมาหาซุนหลิม จึงให้เอาตัวไปฆ่าเสีย แล้วสั่งให้ จวนฮุย บุตรจวนต๋วน ไปบอกบิดาให้ตีทัพวุยก๊ก ให้ถอยไปจงได้ ถ้ามิฉะนั้นก็อย่ากลับมา จวนฮุยก็เลยไปเข้าด้วยกับสุมาเจียว แล้วเขียนหนังสือถึงบิดาชักชวนให้พาจวนเต๊กผู้เป็นอาสมัครมาอยู่กับสุมาเจียวเถิด เพราะซุนหลิม นั้นเป็นคนโหดร้าย ไม่มีความเมตตากรุณา สองพี่น้องก็พากันไปเข้ากับ สุมาเจียว

จูกัดเอี๋ยนก็เป็นทุกข์หนักจิตใจชักจะแปรปรวนไป ทหารเอกก็เลยหนีไปเข้ากับข้าศึกหมด ลงท้ายก็ถูกตีเมืองแตก ตนเองหนีออกจากเมืองแต่ไม่พ้น โดนฟันด้วยง้าวตายในที่รบ สุมาเจียวก็ปล่อยทหารของเมืองกังตั๋งให้กลับบ้าน เหลือแต่ กึ่งจู นายทหารผู้หนึ่งขอไม่กลับ สุมาเจียวจึงตั้งให้เป็นขุนนางในเมืองชิวฉุน พอซุนหลิมรู้ข่าว ก็ให้ทหารไปจับสมัครพรรคพวกของกึ่งจูมาฆ่าเสียสิ้น พระเจ้าซุนเหลียงซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ประมาณสิบเจ็ดปี ก็สังเวชพระทัยในความโหดเหี้ยมของซุนหลิม

อยู่มาวันหนึ่ง เสด็จออกพระที่นั่งเย็น จวนกี๋ ซึ่งเป็นน้าของ พระเจ้าซุน เหลียง ก็เข้าเฝ้า พระเจ้าซุนเหลียงก็กรรแสงตรัสว่า

"...ซุนหลิมตั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นอันมาก แล้วก็ทำการตามแต่อำเภอใจ นานไปจะเป็นขบถชิงเอาราชสมบัติเราเป็นมั่นคง เราจะคิดอ่านฆ่าซุนหลิมเสียจึงจะชอบ...."

จวนกี๋ก็รับอาสาจะช่วย พระเจ้าซุนเหลียงจึงให้ไปหา เล่าเสง นายตำรวจวัง ให้จัดพรรคพวกคอยซุ่มอยู่ริมประตู ถ้าซุนหลิมเข้ามาเฝ้าก็ให้จับตัวฆ่าเสียและกำชับว่าเรื่องนี้อย่าให้แพร่งพรายไป เพราะซุนหลิมเป็นน้องมารดาของท่าน จวนกี๋ก็ขอหนังสือรับสั่งไว้เป็นสำคัญ แล้วกลับบ้านไปเล่าเรื่องให้บิดาฟัง บิดาของจวนกี๋ก็เล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็ให้คนไปบอกซุนหลิมน้องชายรู้เรื่อง

ซุนหลิมก็ตามตัวน้องชายอีกสี่คน ที่แต่งตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ บอกเรื่องราวแล้วก็ให้เอาทหารไปล้อมวังของพระเจ้าซุนเหลียงไว้โดยรอบ

เล่าเสงก็ไปทูลพระเจ้าซุนเหลียง ในเวลากลางคืนนั้น พระเจ้าซุนเหลียง ก็เสด็จเข้าไปข้างใน ตรัสแก่มารดาว่า พี่น้องของท่านทำการใหญ่จะทำร้ายแก่ข้าพเจ้า ว่าแล้วก็จับพระแสงกระบี่ จะเสด็จออกไปสู้ด้วยกำลังโทโส มารดาและขันทีทั้งปวงก็ยึดชายฉลองพระองค์ และห้ามปรามไว้

ครั้นเวลาเช้า ซุนหลิมก็เข้าไปในวัง จับตัวเล่าเสงฆ่าเสีย และให้หาขุนนางทั้งปวงมาแจ้งว่า บัดนี้พระเจ้าซุนเหลียงคิดการมิชอบไม่เอาใจใส่ในกิจราชการบ้านเมือง มัวเมาด้วยสตรี เราจะเนรเทศออกจากราชสมบัติเสีย ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด

ฮวนอี ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็ร้องด่าซุนหลิมว่าอ้ายโจร พระเจ้าซุนเหลียงมีสติปัญญาหลักแหลม แกล้งเอาความร้ายมาใส่ หวังจะชิงเอาสมบัติ ตัวกูนี้ถึงจะตายก็ไม่เข้าด้วย ซุนหลิมก็ชักกระบี่ออกฟันฮวนอีตายคาที่ ขุนนางทั้งปวงก็เกรงกลัวหัวหด ยอมทำตามด้วยทั้งสิ้น

ซุนหลิมจึงว่าแก่พระเจ้าซุนเหลียงว่า

"......ท่านเป็นคนเขลา มิได้มีสติปัญญาถือผิดเป็นชอบ หากว่าเราใจบุญคิดถึงคุณพระเจ้าซุนกวน ท่านจึงรอดชีวิต เราจะให้ท่านไปเป็นเจ้าเมืองห้อยเข ท่านเร่งไปให้พ้นความตายเถิด...."

พระเจ้าซุนเหลียงก็ทรงพระกรรแสง แล้วก็เสด็จออกจากเมืองไปตามคำสั่งของมหาอุปราชโดยดี

เมื่อซุนหลิมถอดพระเจ้า ซุนเหลียง ออกจากราชสมบัติแล้ว ก็ไปเชิญ ซุนฮิว บุตรคนที่หกของพระเจ้าซุนกวน ซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่อหลิมมาครองราชย์แทน ซุนฮิวก็ไม่ค่อยจะแน่ใจในโชคชะตาของตน จัดแจงขึ้นเกวียนออกจากเมืองมาถึงตำบลปอเซ็กตั้งก็หยุดรออยู่ ซุนหลิมจึงจัดรถและเครื่องแห่สำหรับกษัตริย์ พาขุนนางใหญ่น้อยไปรับเสด็จ ซุนฮิวก็ไม่ยอมขึ้นรถคงขี่เกวียนเข้าไปถึงเมืองกังตั๋ง

ซุนหลิมและขุนนางก็เชิญให้ขึ้นนั่งบนแท่นประทับ แล้วเอาตรากับเครื่องกษัตริย์ ซึ่งยึดจากพระเจ้าซุนเหลียงมาถวายให้ และกราบถวายบังคมลงพร้อมกัน พระเจ้าซุนฮิวก็ตั้งให้ซุนหลิม เป็นมหาอุปราชว่าราชการต่อไปตามเดิม

พระเจ้าซุนฮิว แห่งง่อก๊ก ซึ่งได้ครองราชสมบัติโดยบังเอิญ ต่อจาก พระเจ้าซุนเหลียง เมื่อ พ.ศ.๘๐๑ นั้น ต้องนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยความหวาดระแวงโดยไม่รู้ว่า ซุนหลิม มหาอุปราชผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง จะยินยอมให้อยู่ในตำแหน่งไปนานสักเท่าใด

ต่อมาไม่นานนักแค่เดือนยี่ปลายปีนั้นเอง ถึงวันประสูติของพระเจ้าซุนฮิว ซุนหลิมก็แต่งข้าวของ เข้าไปถวายตามประเพณีเป็นอันมาก พระเจ้าซุนฮิวคิดรังเกียจก็มิได้เสวย กลับส่งคืนออกมา ซุนหลิมก็โกรธปรารภกับ เตียวปอ ขุนนางผู้ใหญ่ว่า เมื่อเราเนรเทศพระเจ้าซุนเหลียงนั้น ขุนนางทั้งปวงก็ยอมสมัครให้เราเป็นเจ้า แต่เราคิดถึงคุณพระเจ้าซุนกวน จึงเชิญพระเจ้าซุนฮิวมาครองสมบัติ ที่ทำดูหมิ่นมิได้คิดถึงไมตรีเรานั้น ก็คอยดูไปเถิด ว่าแล้วก็เตรียมการให้ลิ่วล้อคุมทหารหมื่นห้าพัน พร้อมเครื่องสาตรวุธ ไปตั้งอยู่นอกเมืองกังตั๋ง

รุ่งเช้าเตียวปอไปเฝ้าพระเจ้าซุนฮิว ก็ทูลเนื้อความ ที่ได้ยินมาทั้งสิ้นพระเจ้าซุนฮิวก็เรียก เตงฮอง นายทหารเก่าแก่มาปรึกษา เตงฮองก็ทูลว่า พรุ่งนี้เข้าปีใหม่เป็นวันตรุษ พระองค์จงแต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางตามธรรมเนียม แล้วเชิญซุนหลิมเข้ามากินโต๊ะ ก็คงจะจับตัวได้โดยง่าย

รุ่งขึ้นอีกวัน ขันทีก็ไปเชิญซุนหลิมเข้าวัง ซุนหลิมลุกขึ้นแต่งตัวก็กลับล้มลงกับที่ นึกประหลาดใจ แต่ก็แต่งตัวเต็มยศมหาอุปราชจะเข้าไปเฝ้า คนใช้สนิทก็ท้วงว่า เมื่อคืนนี้ก็เกิดพายุพัดต้นไม้หักโค่น เช้านี้ท่านก็เกิดเป็นลมล้มลง น่าสงสัยนัก ซุนหลิมก็ว่าตัวเรานี้เป็นมหาอุปราช พี่น้องสี่คนกับหลานอีกคนก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ผู้ใดจะบังอาจคิดร้ายต่อเรา ถึงจริงก็ไม่กลัว ทหารของเราอยู่นอกเมืองก็จะเข้ามาช่วยได้ แล้วซุนหลิมก็นั่งรถเข้าไปในวัง

พระเจ้าซุนฮิวก็ออกมารับถึงประตูตำหนักจูงมือเข้าไปเสพสุรากินเลี้ยงอยู่ในตำหนักใน ส่วนข้างนอก คนของเตงฮองก็จับบรรดาสมัครพรรคพวกของซุนหลิมเอาไปฆ่าเสียบ้าง จำคุกไว้บ้าง มีเสียงอื้ออึง พอซุนหลิมขยับจะลุกออกมาดู พระเจ้าซุนฮิวก็ฉุดมือไว้ แล้วว่าขุนนางและทหารข้างนอกเมาสุราวิวาทกันก็ตามทีมันเถิด ทันใดนั้นทหารทั้งปวงก็ออกมาจากฉาก รุมกันจับตัวซุนหลิมไว้ได้ เมื่อเห็นว่าสิ้นหนทางจะต่อสู้ ซุนหลิมก็ร้องขอชีวิตไว้ สัญญาว่าจะไม่คิดการอย่างนี้อีก จะถวายบังคมลาออกไปทำมาหากิน อยู่ที่บ้านเก่า

พระเจ้าซุนฮิวก็ว่าเมื่อครั้งที่ฆ่า เตงอิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่ก็อ้อนวอนขอชีวิต จะลาไปอยู่บ้านเก่าเหมือนกันทำไมไม่ยกโทษให้เล่า จึงสั่งให้เอาตัวไปประหารเสีย แล้วให้ทหารจับเอาสมัครพรรคพวกของซุนหลิม ที่รับราชการอยู่ประมาณร้อยคนเศษ กับพี่น้องทางบ้านไปฆ่าเสียทั้งโคตร ส่วนบรรดาขุนนางซื่อสัตย์ที่ถูกซุนหลิมฆ่าเสียแต่ก่อน ก็ให้แต่งการศพตามบรรดาศักดิ์ ผู้ที่ถูกจำขังไว้ก็ให้ปล่อยออกมารับราชการตำแหน่งเดิมทั้งสิ้น

พระเจ้าซุนฮิวก็ปกครองง่อก๊ก อยู่ด้วยความสบายพระทัยโดยไม่มีหอกข้างแคร่ ให้หวาดระแวงต่อไปอีกสองปี ทาง พระเจ้าโจมอ แห่งวุยก๊ก ก็ถูกสุมาเจียวมหาอุปราชทำอุบายฆ่าเสีย แล้วเชิญ โจฮวน ขึ้นครองราชย์แทน ต่อมาอีกประมาณสามปี พระเจ้าเล่าเสี้ยน แห่งจ๊กก๊ก พันธมิตรของพระเจ้าซุนฮิว ก็ยอมอ่อนน้อมต่อวุยก๊ก เป็นที่เรียบร้อย

พระเจ้าซุนฮิวก็เห็นว่า เมืองเสฉวนของพระเจ้าเล่าเสี้ยน กับเมืองกังตั๋ง นั้นเปรียบเสมือนปากกับฟัน ถ้าปากเป็นอันตรายฟันก็อยู่ไม่ได้ จึงให้เกณฑ์ทหารไปตั้งค่ายเรียงรายอยู่ตามริมแม่น้ำเมืองกังตั๋ง ถึงสามร้อยค่าย เพื่อป้องกันมิให้กองทัพของ วุยก๊กเข้ามาย่ำยีได้โดยง่าย แต่กองทัพของพระเจ้าโจฮวนก็มิได้ยกมาเลย

จนถึง พ.ศ.๘๐๘ สุมาเจียวเกิดเป็นลมตายไป สุมาเอี๋ยน บุตรชายได้เป็น จีนอ๋องมหาอุปราชของวุยก๊กแทนบิดา ก็มิได้รอช้ารีบจัดการบังคับ ให้พระเจ้าโจฮวน มอบราชสมบัติให้ตนขึ้นครองราชย์แทน และเปลี่ยนชื่อวุยก๊กเป็นไต้จิ๋น แล้วจึงเกณฑ์กองทัพจะยกมาตีเมืองกังตั๋ง

พระเจ้าซุนฮิวรู้กิตติศัพท์ ก็มีพระทัยทุกข์ตรอม ด้วยความเป็นห่วงบ้านเมือง จนถึงกับประชวรลง และในไม่ช้าก็สิ้นพระชนม์.

############

วารสารสยามอารยะ
ตุลาคม ๒๕๓๙




 

Create Date : 16 มีนาคม 2560    
Last Update : 16 มีนาคม 2560 11:26:22 น.
Counter : 169 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ลูกไก่ในมืออุปราช

สามก๊กภาคปลาย

..ลูกไก่ในมืออุปราช

“เล่าเซี่ยงชุน”

เมื่อพระเจ้าซุนกวนสิ้นพระชนม์แล้ว ขุนนางใหญ่น้อยซึ่งมี จูกักเก๊ก เป็นมหาอุปราชอยู่ในเวลานั้น ก็ได้เชิญ ซุนเหลียง ซึ่งมีอายุประมาณสิบเอ็ดปี ขึ้นเสวยราชย์ต่อจากบิดา พออยู่มาอีกหกเดือน สุมาสู บุตรของ สุมาอี้มหาอุปราชของพระเจ้าโจฮองแห่งวุยก๊ก ก็ให้ สุมาเจียว น้องชายเป็นแม่ทัพคุมทหารยี่สิบหมื่น มาตีเมืองตังหินหน้าด่านของเมืองกังตั๋ง จูกัดเก๊กก็คุมทหารไปป้องกัน โดยมี เตงฮอง เป็นแม่ทัพเรือ คุมทหารสามพันลงเรือสามสิบลำเป็นทัพหน้า ส่วนทัพบกมีกำลังสองหมื่น

ฝ่ายอ้าวจุ๋น แม่ทัพหน้าของสุมาเจียวมีทหารห้าหมื่น แต่เข้าตีเมืองตังหินไม่สำเร็จ เพราะหน้าเมืองมีป้อมสูงใหญ่ซ้ายขวา แข็งแรงมั่นคงอยู่ ก็ตั้งค่ายยันเอาไว้ ทหารใรป้อมน้อยกว่าก็ไม่ออกมารบ ขณะนั้นเป็นหน้าหนาว อ้าวจุ๋นเห็นทหารในเมืองไม่ออกมาต่อกรด้วย ก็ชล่าใจ จัดโต๊ะสุราอาหารเลี้ยงดูนายทัพนายกองกันอยู่บนค่าย มองเห็นทัพหน้าของเมืองกังตั๋ง มีเรืองเพียงสามสิบลำแล่นเข้ามา ก็ประมาณว่ามีทหารไม่เกินสามพัน คิดประมาทจึงเสพสุราต่อไป จนเมาหมดทั้งนายและลิ่วล้อ

เตงฮองก็นำทหารลงจากเรือ แล้วให้ถอดหมวก
ถอดเสื้อออกทุกคน ไม่ถืออาวุธยาวมีแต่กระบี่และดาบ ทหารในค่ายกำลังครึ้มดี ก็หัวเราะกัน เตงฮองก็จุดประทัดเป็นสัญญาณสามนัด แล้ววิ่งนำทหารกล้าตายตีแหกค่ายเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว นายทหารฝ่ายอ้าวจุ๋นชื่อ ฮั่งจ๋ง ถือทวนวิ่งสวนเข้าแทงพลาด ก็โดนเตงฮองฟันศีรษะขาดกระเด็นไป หวนแก ถือง้าววิ่งทะเร่อทะร่าเข้ามา ก็ถูกเต็งฮองเอารักแร้หนีบง้าวไว้ได้ หวนแกก็กลับหลังหันวิ่งหนี เตงฮองก็เอาดาบขว้างถูกแขนซ้ายล้มลง ก็เลยโดนแทงตายไปอีกคน ทหารของเตงฮองกไล่ฆ่าฟันทหารของอ้าวจุ๋น แตกหนีตกน้ำตกแพตายไปประมาณสองส่วน ตัวอ้าวจุ๋นขี่ม้าหนีออกไปได้พร้อมทหารอีกส่วนหนึ่ง รีบถอยไปหาสุมาเจียว แล้วก้เลยพากันล่าทัพกลับไปเมือง ลกเอี๋ยง

จูกัดเก๊กดีใจที่ทัพหน้ามีชัยชนะแก่ข้าศึก ก็จะยกตามไปตีเมืองลกเอี๋ยงให้ได้ แม้ใครจะห้ามปราม หรือมีลางร้ายอย่างใดก็ไม่เชื่อ ขืนยกไปจนถึงด่านซินเสีย เตียวเต๊ก ผู้รักษาด่านฝ่ายวุยก๊ก เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ ก็ปิดประตูตั้งมั่นรักษาอยู่อย่างแข็งแรง จูกัดเก๊กก็ตั้งค่ายล้อมไว้ แล้วให้ทหารเร่งทำลายกำแพงเมืองซินเสีย ทั้งกลางวันและกลางคืน จนกำแพงด้านเหนือทำท่าจะพังมิพังแหล่ เตียวเต๊กรอให้กองทัพของเมืองลกเอี๋ยงมาช่วย ก็ไม่เห็นโผล่มาสักที จึงแต่งหนังสือถึงจูกัดเก๊กว่า

ธรรมเนียมของวุยก๊ก ถ้ามีข้าศึกมาตีเมืองแล้วรักษาไว้ได้ร้อยวัน และไม่มีทัพเมืองหลวงมาช่วยเลย เจ้าเมืองนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะยอมอ่อนน้อมแก่ข้าศึกได้ไม่เป็นโทษ เวลานี้ก็รักษาด่านมาได้ถึงเก้าสิบวันแล้ว ขอให้รออีกสักสิบวัน ก็จะยอมแพ้

จูกัดเก๊กก็หลงเชื่อ จึงให้ทหารพักเลิกการทำลายกำแพงเมือง เตียวเต๊กก็ให้ทหารซ่อมแซมกำแพงด้านเหนือนั้นให้มั่นคงขึ้น และเตรียมพร้อมอยู่บนกำแพงเมือง เมื่อครบสิบวันแล้วเตียวเต๊กไม่ออกมายอมแพ้ จูกัดเก๊กก็ยกทหารไปถึงกำแพงเมืองแล้วทวงสัญญา เตียวเต๊กก็ร้องประกาศแก่จูกัดเก๊กว่า

“.....เสบียงอาหารของกูยังบริบูรณ์อยู่ จะเลี้ยงทหารอีกสักปีหนึ่งกูก็หากลัวไม่ กูจะยอมไปเข้าด้วยเองเหล่าชาติสุนัขเมืองกังตั๋งนั้นมิชอบ............”

จูกัดเก๊กก็โกรธ เร่งทหารเข้าโจมตีทำลายกำแพง ทหารเตียวเต๊กก็ยิงเกาทัณฑ์ลงมา ถูกจูกัดเก๊กที่หน้าผากตกจากม้า ทหารต้องอุ้มเข้าไปในค่าย จูกัดเก๊กก็สั่งให้ทหารทำลายกำแพงเมืองข้าศึกให้ได้ท ผู้ใดไม่เป็นใจด้วยการบอกป่วย ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงที่กลัวตายก็หนีไปเป็นอันมาก แม้แต่ท ชัวหลิม ซึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่ ก็พาทหารหนีไปเข้ากับข้าศึก จนทหารเหลือน้อยตัวเต็มที ที่ยังอยู่ก็ป่วยไข้ เพราะกินน้ำกินอาหารผิดสำแดง พุงโรหน้าบวมผอมเหลืองแทบทั้งนั้น ไม่สามารถจะรบต่อไปได้ จึงต้องถอยทัพกลับ ทหารฝ่ายข้าศึกก็ยกติดตาม ฆ่าฟันทหารของจูกัดเก๊กล้มตายลงไปอีกเป็นอันมาก

เมื่อกลับมาถึงเมืองกังตั๋ง จูกัดเก๊กก็ลงนอนป่วยด้วยบาดแผลเกาทัณฑ์ และความเจ็บช้ำละอายใจ ที่ดื้อดันไปทำศึกพ่ายแพ้กลับมา พระเจ้าซุนเหลียงก็พาพวกขุนนางไปเยี่ยม จูกัดเก๊กก็ยิ่งอายหนัก พาลพาโลว่าไปทำการรบทุกครั้ง ก็มีแต่ชัยชนะ มาคราวนี้เคราะห์ร้าย เสียทหารเป็นอันมาก และตัวก็เกือบตาย เพราะนายทัพนายกองไม่เต็มใจด้วย ดังนั้นใครติเตียนนินทาว่ากล่าว จะจับตัวฆ่าเสีย

ขุนนางทั้งหลายก็ไม่พอใจแต่ไม่กล้าพูด รวมทั้งพระเจ้าซุนเหลียง ก็พากันลากลับไป จูกัดเก๊กก็พาลถอด ซุนจุ๋น นายทหารรักษาพระองค์ออกจากตำแหน่ง ปรากฏว่าซุนจุ๋นผู้นี้ เป็นเชื้อพระวงศ์ คือเป็นบุตรของซุนหอง หลานของ ซุนเจ้ง ซึ่งเป็นน้องของซุนเกี๋ยน บิดาของพระเจ้าซุนกวน หรือปู่ของพระเจ้าซุนเหลียงนี่เอง เมื่อถูกถอดก็คิดแก้แค้น จึงปรึกษากับ เตงอิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่ที่ไม่ชอบหน้าจูกัดเก๊ก พากันไปเฝ้าพระเจ้าซุนเหลียง ให้จัดการกับจูกัดเก๊ก เสียก่อนที่จะสายเกินไป พระเจ้าซุนเหลียงก็เชิญจูกัดเก๊กมา กินโต๊ะ โดยให้ทหารมีฝีมือ ถืออาวุธซุ่มอยู่ในฉาก เตรียมลงมือฆ่าในเวลาเผลอ

จูกัดเก๊กนอนป่วยอยู่ที่บ้าน เกิดมีคนนุ่งขาวห่มขาวโพกผ้าขาว เดินเข้าไปจะนิมนต์หลวงจีน ไปทำบุญให้บิดาที่ตายอยู่ในบ้าน เพราะนึกว่าเป็นวัด ไม่รู้ว่าเป็นจวนของจูกัดเก๊กมหาอุปราช จูกัดเก๊กก็โกรธจัด เรียกทหารที่รักษาประตูสี่สิบคนมาสอบสวน ปรากฏว่าไม่มีใครเห็นคนที่เดินผ่านเข้ามาเลย จึงให้เอาตัวไปประหารเสียทั้งหมด รวมทั้งคนเคราะห์ร้ายผู้นั้นด้วย ตกกลางคืนนอนฝันร้ายแถมฟ้าผ่าอกไก่ของจวนหักออกเป็นสองท่อน จนรุ่งเช้าก็มีผู้ถือรับสั่งให้มาเชิญไปกินโต๊ะ พอเดินออกมาขึ้นเกวียน สุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ก็กัดเอาเสื้อขาดแหว่งไป พอขี่เกวียนไปกลางทาง นายทหารคนสนิทก็ทักว่า ที่มีรับสั่งให้ไปกินโต๊ะนี้ ไม่เห็นมีเหตุผลอะไร ขอให้คิดดูให้ดี อย่าเพิ่งเชื่อ

จูกัดเก๊กก็ให้เกวียนหันกลับบ้าน เตงอื๋นก็ขี่ม้าตามมายืนยันว่า พระเจ้าซุนเหลียงคิดถึงจึงเชิญมากินโต๊ะ จะกลับเสียทำไม จูกัดเก๊กก็แก้ว่า เมื่อมาถึงนี่แล้วเกิดปวดท้องเป็นกำลัง เห็นจะเฝ้าไม่ได้ เตงอิ๋นก็อ้อนวอนว่า พระเจ้าซุนเหลียงเห็นว่าท่านค่อยทุเลาป่วยแล้ว จึงอยากจะปรึกษาราชการ เมื่อมาถึงที่แล้วก็แข็งใจเข้าไปเฝ้าเสียหน่อยหนึ่งเถิด พระเจ้าซุนเหลียงจะได้สบายพระทัย

จูกัดเก๊กก็หายสงสัยยอมเข้าไปเฝ้าฮ่องเต้ในวัง พระเจ้าซุนเหลียงกระทำคำนับก่อน แล้วก็เชิญให้เสพสุรา จูกัดเก๊กบ่ายเบี่ยงว่ายังป่วยอยู่ เสพสุราไม่ได้ ซุนจุ๋นซึ่งอยู่ในที่เลี้ยงนั้นด้วย ก็ว่า ท่านมหาอุปราชกินยาดองสุราอยู่บ้างแล้ว จึงให้คนใช้ไปเอายาดองที่บ้าน มากินพอเป็นเพื่อนฮ่องเต้ แล้วก็เลยเผลอกินจนมึนเมา ซุนจุ๋นก็เข้าไปในฉากถอดเสื้อออกแล้วแต่งตัวให้มั่นคง ถือกระบี่เข้ามาร้องว่า

“.....มีรับสั่งให้ฆ่าอ้ายจูกัดเก๊ก ศัตรูแผ่นดินให้สิ้นชีวิต.......”

จูกัดเก๊กตกใจจับกระบี่ขยับตัวจะต่อสู้ ซุนจุ๋นก็ฟันศีรษะขาดตกลง ทหารคนสนิทก็รำง้าวเข้าแทงถูกมือซุนจุ๋น แต่ก็โดนซุนจุ๋นฟันถูกไหล่ ทหารที่แอบอยู่ก็ออกมากลุ้มรุม ฆ่าทหารคนสนิทของจูกัดเก๊กตายตามไปด้วย

แล้วซุนจุ๋นจึงให้ทหารเอาเสื่อพันศพทั้งสองไปทิ้งเสียที่นอกกำแพงเมืองทางทิศใต้ และจับภรรยาจูกัดเก๊กกับคนในเรือน เอาไปฆ่าเสียที่กลางตลาด พร้อมกับริบทรัพย์สมบัติทั้งปวงไว้เป็นของหลวง พระเจ้าซุนเหลียงจึงแต่งตั้งให้ซุนจุ๋นเป็นมหาอุปราชว่าราชการทั้งปวงแทน

แต่ต่อมาอีกไม่นานนักซุนจุ๋นก็ป่วยตายลง ซุนหลิม น้องชายก็ได้เป็นมหาอุปราชแทนพี่ ก็กลับไปฆ่าเตงอิ๋นกับพวกตายหมด เพื่อตนเองจะได้มียศศักดิ์สูงกว่าขุนนางทั้งปวง และกุมอำนาจการปกครองไว้ในมือทั้งสิ้น จนพระเจ้าซุนเหลียงซึ่งยังเป็นเด็ก ต้องกลายเป็นลูกไก่อยู่ในกำมือของซุนหลิม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นฉะนใด.

##############

วารสารสยามอารยะ
กันยายน ๒๕๓๙




 

Create Date : 16 มีนาคม 2560    
Last Update : 16 มีนาคม 2560 8:45:34 น.
Counter : 220 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผํู้ยิ่งใหญ่ในทักษิณ


สามก๊กภาคปลาย

..ผู้เป็นใหญ่ในทักษิณ

“เล่าเซี่ยงชุน”

ในยุคสมัยของสามก๊กนั้น ก๊กแรกและใหญ่ที่สุดคือ วุยก๊ก ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ พระเจ้าโจผี แย่งราชสมบัติมาจาก พระเจ้าเหี้ยนเต้ เมื่อพ.ศ.๗๖๓ ก๊กที่สองคือ จ๊กก๊ก ซึ่งพระเจ้าเล่าปี่ ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ทางภาคตะวันตก อ้างว่าสืบเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นเมื่อ พ.ศ.๗๖๔ ก๊กที่สามคือง่อก๊ก โดย พระเจ้าซุนกวน ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้อยู่ทางภาคใต้เมื่อ พ.ศ.๗๗๒

ซุนกวนนั้นเป็นบุตรนางงอฮูหยิน เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.๗๒๔ เมื่ออยู่ในครรภ์มารดาฝันว่าดวงอาทิตย์เข้าไปอยู่ในท้อง บิดาคือซุนเกี๋ยน เป็นนักรบที่เข้มแข็งคนหนึ่ง ในสมัยพระเจ้าเลนเต้ พระราชบิดาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เดิมเป็นเจ้าเมืองเตียงสา ต่อมาย้ายไปเป็นเจ้าเมืองกังแฮ ในยุคที่ตั๋งโต๊ะมหาอุปราชของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ทำการปกครองอย่างโหดร้ายทารุณต่อประชาชน จนโจโฉรวบรวมพลพรรค สิบหกสิบเจ็ดหัวเมือง ยกทัพไปปราบปรามนั้น ซุนเกี๋ยนก็ได้เป็นแม่ทัพหน้า ของกองทัพปลดแอก

แต่บังเอิญในระหว่างการศึกคราวนั้น ซุนเกี๋ยนเก็บตราหยกสำหรับฮ่องเต้ได้จากเมืองลกเอี๋ยง ซึ่งเป็นราชธานีเดิม ก็เกิดความโลภอยากจะตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ ยอมทวนสาบานว่าไม่ได้เก็บตราหยกไว้ จนสุดท้ายต้องตายตามสบถไปในการรบ ที่เมืองเกงจิ๋ว ด้วยฝีมือของหองจอ ทหารเอกของเล่าเปียว เมื่ออายุเพียงสามสิบปีเท่านั้น

แม้อายุยังไม่มากนัก แต่ซุนเกี๋ยนก็มีบุตรถึงหกคน จากภรรยาสองคนที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน คือนางงอฮูหยินพี่สาวมีบุตรชื่อ ซุนเซ็ก ซุนกวน ซุนเสียง ซุนของ เป็นชายทั้งหมด นางงอก๊กไถ้ คนน้อง มีบุตรชายชื่อ ซุนลอง และบุตรหญิงชื่อ ซุนหยิน เมื่อซุนเกี๋ยนตาย ซุนเซ็กบุตรชายคนโตอายุสิบห้าปี ก็ได้อาศัยทำราชการอยู่กับอ้วนสุด น้องชายของอ้วนเสี้ยว ผู้เป็นใหญ่อยู่ในภาคเหนือ และได้เอาตราหยกซึ่งรับมรดกมาจากบิดา จำนำไว้กับอ้วนสุด ขอทหารเดินเท้าห้าพัน ทหารม้าห้าร้อย เพื่อไปแก้แค้นแทนบิดา พอชนะแล้วก็เที่ยวรบดะเรื่อยไป เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดปี ได้เมืองตองง่อ เมืองห้อยเข เมืองอ้วยเสีย เมืองโลกั๋ง เมืองอิเจี๋ยง จนมีกำลังมากมายหลายสิบหมื่น ตั้งมั่นอยู่ที่เมืองกังตั๋ง ซึ่งมีหัวเมืองชั้นโทหกหัวเมือง ชั้นตรีจัตวาแปดสิบเอ็ดหัวเมือง ขึ้นอยู่ด้วย

แต่ลงท้ายก็เสทีถูกทหารเลวเมืองง่อกุ๋น ดักแก้แค้นแทนนายที่ถูกซุนเซ็กฆ่าตาย โดยการแอบรุมทำร้ายในป่าชายแดนเมืองกังตั๋ง และเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผาก แล้วรักษาไม่หายต้องถึงแกความตาย เมื่ออายุเพียงยี่สิบหกปีเท่านั้น ภรรยาของซุนเซ็กชื่อนางใต้เกี้ยว หรือเกียวฮูหยิน ยังไม่มีบุตรสืบสกุล ก่อนตายซุนเซ็กจึงได้มอบให้ซุนกวนเป็นเจ้าเมืองกังตั๋งสืบต่อไป และสั่งให้ซุนเสียงและซุนของคอยช่วยเหลือพี่ชาย กับตั้งให้เตียวเจียวเป็นที่ปรึกษาฝ่ายพลเรือน ให้จิวยี่เพื่อนรักเพื่อนเกลอเป็นที่ปรึกษาทางทหาร

ซุนกวนจึงได้ครอบครองเมืองกังตั๋งตั้งแต่ พ.ศ.๗๔๒ มีอายุประมาณสิบแปดปี ซุนกวนนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม หน้าผากใหญ่ ปากกว้าง จักษุแดง เคยมีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งได้ทำนายไว้ว่า จะเป็นคนมีบุญวาสนามากกว่าพี่น้องทั้งปวง และอายุยืน นานไปจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เมื่อซุนกวนได้ครองเมืองกังตั๋งนั้น จิวยี่คุมทหารไปรักษาด่านอยู่ตำบลปากิ๋ว พอรู้ข่าวว่าซุนเซ็กตายก็กลับมาเมืองกังตั๋ง ซุนกวนก็แจ้งเรื่องที่ซุนเซ็กสั่งความไว้ทั้งหมด จิวยี่ก็รับปากว่าจะช่วยทำนุบำรุงซุนกวนโดยสุจริต แต่ถ่อมตัวว่าสติปัญญายังไม่ถึงขั้น จึงขอให้ไปชวน โลซก ชาวเมืองตังฉวนซึ่งเป็นคนมีทรัพย์บริบูรณ์ และกำลังมีคนมาชักชวนให้ไปทำราชการที่เมืองเจ่เอ๋อ แต่ยังไม่ตกลงใจ ซุนกวนก็ขอร้องให้จิวยี่ไปชักชวนให้มาทำราชการอยู่ด้วยกัน จากนั้นโลซกก็ไปชวนเพื่อนชื่อ จูกัดกิ๋น ซึ่งเป็นพี่ชายของ จูกัดเหลียง หรือขงเบ้ง บ้านเดิมอยู่เมืองเกงจิ๋ว เป็นผู้มีสติปัญญามาก มาทำราชการด้วย ซุนกวนก็ตั้งให้เป็นที่ปรึกษา

โจโฉก็คิดอ่านจะเอาใจซุนกวน จึงถือรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองกังตั๋งโดยถูกต้อง และให้เตียวเหียนขุนนางเก่าของซุนเซ็กเป็นปลัดเมือง ซุนกวนจึงให้เตียวเหียนกับเตียวเจียว เป็นขุนนางผู้ใหญ่สำหรับจัดแจงบ้านเมือง อยู่มาเตียวเหียนก็พา โกะหยง ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญา และความซื่อสัตย์มั่นคง ไม่เสพสุรายาเมามาฝากอีก ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง สำหรับตัดสินคดีความของอาณาประชาราษฎร และเนื่องจากซุนกวนได้ปกครองบ้านเมือง ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม บำรุงทหารและเลี้ยงดูไพร่บ้านพลเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข บรรดาราษฎรและเมืองขึ้นทั้งปวง ก็ชื่นชมยินดีกันทั่วหน้า

ซุนกวนครองเมืองกังตั๋งมาได้สามปี บ้านเมืองก็เจริญขึ้นเป็นอันมาก มีที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นอีกเก้าคน มีนายทหารเอกห้าคน ขณะนั้นโจโฉไปรบกับอ้วนเสี้ยว จึงมีหนังสือมาถึงซุนกวน ให้ส่งบุตรไปรับราชการกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ตามประเพณี ซุนกวนปรึกษากับนางงอฮูหยินมารดา และเตียวเจียว กับจิวยี่แล้วก็ลงความเห็นว่า จะไม่ส่งบุตรไปให้เป็นตัวจำนำ แม้ว่าโจโฉจะโกรธ แล้วยกทัพมาทำอันตราย ก็จะสู้กันจนกว่าจะสิ้นความคิด แต่โจโฉยังติดพันเรื่องการศึกกับอ้วนเสี้ยวทางภาคเหนืออยู่ จึงยังไม่ได้ทำอะไร

ซุนกวนก็ปกครองบ้านเมือง เป็นสุขสืบมาอีกห้าปี พอถึงข้างขึ้นเดือนสิบสอง นางงอฮูหยินมารดาก็ป่วยหนักลง นางจึงเรียก ซุนกวน จิวยี่ เตียวเจียว เข้ามาสั่งเสียไว้อย่างละเอียดว่า

“....แม้สืบไปเมื่อหน้า เจ้าจะทำการสิ่งใด จงปรึกษาหารือจิวยี่และเตียวเจียวซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ให้รู้จักผิดแลชอบ อย่าถือทิฐิมานะ จงคารวะนับถือท่านทั้งสองนี้ เป็นอาจารย์ใหญ่ อย่าได้ทำการแต่อำเภอน้ำใจ อนึ่งนางงอก๊กไถ้น้องเราผู้เป็นแม่น้าของเจ้านั้น ถ้าแม่ตายแล้วอย่าได้ละเมินเสีย จงตั้งใจอุปถัมภ์บำรุง ปฏิบัติรักษาดุจตัวของแม่ อนึ่งน้องหญิงอันร่วมบิดากับเจ้านั้น จงตั้งใจเลี้ยงรักษาไว้ให้ปกติด้วย แม้จะให้มีสามีเจ้าจงพิเคราะห์ดู ผู้ใดมีสติปัญญาจึงยกให้เป็นภรรยา.........”

ว่าแล้วก็สิ้นใจตายไปอย่างหมดห่วง

พอย่างเข้าปีใหม่ ข้างขึ้นเดือนสาม ซุนกวนก็ยกทัพไปตีเมืองกังแฮซึ่ง หองจอผู้ที่ฆ่าซุนเกี๋ยนบิดาของตนเป็นเจ้าเมืองอยู่ ก็ได้ชัยชนะ ตัดศีรษะหองจอเอาไปเซ่นศพบิดาสมใจนึก ต่อมาได้ข่าวว่า เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋วป่วยตาย เล่าปี่ก็แตกหนีโจโฉไปอาศัย เลากี๋ บุตรของเล่าเปียว ซึ่งเป็นเจ้าเมืองกังแฮแทนหองจออยู่ ส่วนโจโฉก็ยกกองทัพบกกองทัพเรือ มาชุมนุมที่เมืองเกงจิ๋ว ฝั่งตรงข้ามทะเลสาบหน้าเมืองกังตั๋ง จำนวนนับร้อยหมื่น จึงใช้ให้โลซกไปสืบข่าวคราว โลซกกลับไปเชิญ ขงเบ้ง มาที่เมืองกังตั๋ง เพื่อพบกับจูกัดกิ๋นพี่ชาย แต่ขงเบ้งนั้นตั้งใจจะมาเกลี้ยกล่อมซุนกวน ให้ยอมร่วมมือกับเล่าปี่รบกับโจโฉ

ขุนนางของซุนกวนนั้นแบ่งออกเป็นสองพวก ฝ่ายพลเรือนแนะนำให้ยอมอ่อนน้อมเข้าเป็นพวกโจโฉ เพราะเกรงกลัวแสนยานุภาพของข้าศึก ส่วนฝ่ายทหารคิดจะต่อสู้กับโจโฉให้แพ้ชนะกันไป เมื่อขงเบ้งไปถึงก็เจรจาต่อปากต่อคำกับพวกพลเรือนให้อัปจนปัญญาไปถึงเจ็ดคน ครั้นเข้าไปพบซุนกวนก็หว่านล้อมด้วยสำนวนโวหาร คารมคมคายทั้งล่อทั้งชน เล่นเอาวุนกวนหัวหมุน ไม่รู้ที่จะตกลงใจอย่างไรดี จึงต้องขอคิดดูก่อน พอดีจิวยี่ซึ่งอยู่เมืองกวนหยง รู้ข่าวก็เข้ามาหา ขุนนางพลเรือนก็คอยดักพบขอให้เข้าพวกยอมแพ้ด้วย พอเจอนายทหารเอกสามนายคือ เทียเภา ฮันต๋ง และ อุยการ กับนายทหารรองอีกหลายคน ก็ชักชวนให้รบกับโจโฉให้รู้ดีรู้ชั่วไป จิวยี่ก็รับปากกับทั้งสองฝ่าย ว่าจะลองเจรจากับขงเบ้งดูก่อน

พอจิวยี่ได้พบกับขงเบ้ง ก็ตกหลุมของขงเบ้งในทันที ที่เอ่ยถึงปราสาทอันสวยงามของโจโฉริมแม่น้ำเจียงโห ว่าโจโฉตั้งใจที่จะสร้างไว้ให้บุตรหญิงทั้งสองคนของนางเกียวก๊กโล่ แห่งเมืองกังตั๋ง ถ้าต้องการให้โจโฉเลิกทัพกลับไป ก็จงส่งนางทั้งสองคนนั้นออกไปให้โจโฉเถิด จิวยีถามว่ามีหลักฐานอะไรที่ยืนยันในเรื่องนี้ ขงเบ้งก็ว่า โจโฉให้ลูกชายผูกเป็นโคลงไว้บนปราสาทนั้น มีใจความว่า

“.......ปรัศว์ซ้ายขวาซึ่งเราทำไว้ ชื่อหยกหลงกับกิมฮอง ข้าจะกอดนางสองเกี้ยวไว้ทั้งซ้ายขวา ให้มีความสุขทุกเวลา มิได้อาทรเลย............”

เท่านั้นเองจิวยี่ก็โกรธดังเอาเพลิงไปจุดเข้าในหัวใจ เพราะนางแซ่เกี้ยวทั้งสองนั้น นางไต้เกี้ยว ผู้พี่เป็นภรรยาของซุนเซ็ก และนางเสียวเกี้ยว ผู้น้อง ก็เป็นภรรยาจิวยี่อยู่ในขณะนั้น จึงลุกขึ้นประกาศสงครามกับโจโฉ โดยมิได้ลังเลอีกเลย

การศึกสงครามทางเรืออันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่ตำบลเซ็กเพ็กในอ่าวหน้าเมืองกังตั๋งครั้งนั้น เป็นที่เลื่องลือกันมาถึงพันเจ็ดร้อยกว่าปี เพราะขงเบ้งใช้ลิ้นกว้างเพียงสองนิ้ว กับความรู้ความสามารถ รวมทั้งสติปัญญาของจิวยี่แม่ทัพใหญ่ ใช้กำลังทหารที่มีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่า เอาชนะข้าศึกได้โดยเด็ดขาด จนโจโฉต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ เสียทหารไปประมาณแปดสิบหมื่น กองทัพเรือถูกเผาทำลายไปหลายพันลำ ตัวโจโฉต้องหนีซอกซอนไป จนเหลือทหารติดตามไม่ถึงสามสิบคน เอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิดเต็มที

หลังจากนั้นซุนกวนและจิวยี่ ก็ถูกเล่าปี่กับขงเบ้งหักหลัง ยึดเอาเมืองลำกุ๋น เมืองซงหยง และเมืองเกงจิ๋วไปได้หมด โดยไม่ต้องลงแรงเท่าใดเลย จิวยี่ช้ำใจนัก จึงออกอุบายให้ซุนกวนเชิญเล่าปี่มาแต่งงานกับนางซุนหยินน้องสาว เพื่อจะได้จับตัวมาฆ่าเสีย แต่ขงเบ้งก็วางแผนซ้อนกล ให้เล่าปี่ได้แต่งงานสำเร็จ และนางซุนฮูหยินก็รักใคร่เล่าปี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงพากันหนีซุนกวนมาอยู่ที่เมืองเกงจิ๋วเสียอีก

ต่อมาเมื่อจิวยี่ช้ำใจหลายครั้ง จนเจ็บป่วยตายไปแล้ว และเล่าปี่ยกทัพไปตีเมืองเสฉวนเพื่อขยายอาณาเขต ซุนกวนจึงหลอกเอาตัวนางซุนฮูหยินกลับคืนไปอยู่ที่เมืองกังตั๋งดังเดิม แต่นางก็ยังคงจงรักภักดีต่อเล่าปี่ตลอดมา เมื่อซุนกวนไม่มีห่วงแล้วก็ยกทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งกวนอูน้องร่วมสาบานของเล่าปี่รักษาอยู่ จนแตกพ่ายและได้ตัวกวนอูมาประหารชีวิต ทำให้เล่าปี่แค้นมาก ถึงกับตัดญาติขาดมิตรกับซุนกวนตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อเล่าปี่ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊กแล้ว ก็ยกกองทัพมาคิดบัญชีแค้นกับซุนกวน และรบชนะมาตลอด ซุนกวนหาหนทางที่จะเอาตัวรอดจากเงื้อมมือของพระเจ้าเล่าปี่ จึงให้เตียวจี๋เป็นทูตถือหนังสือไปอ่อนน้อมต่อพระเจ้าโจผีแห่งวุยก๊ก ขอความช่วยเหลือ พระเจ้าโจผีจึงแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเงาอ๋อง มีเครื่องยศเก้าสิ่งตามอย่างแต่โบราณ แล้วซุนกวนก็จัดทัพไปสู้รบกับพระเจ้าเล่าปี่ โดยให้ ลกซุน เป็นแม่ทัพใหญ่ จนได้รับชัยชนะ ตีกองทัพของพระเจ้าเล่าปี่แตกพ่ายยับเยินไป พระเจ้าเล่าปี่ก็ช้ำใจนัก ถึงกับประชวรและสิ้นพระชนม์ลงที่เมืองเป๊กเต้ นางซุนฮูหยินรู้ข่าวก็โจนลงแม่น้ำฆ่าตัวตายตาม

แต่ปรากฏว่าพระเจ้าโจผีกลับยกกองทัพ มาตีเมืองกังตั๋งของซุนกวนถึงสามทาง แต่ก็พ่ายแพ้ลกซุนไปอีกทั้งสามทาง ซุนกวนจึงตั้งตัวเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นกับพระเจ้าโจผีอีกต่อไป ครั้นพระเจ้าโจผีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโจยอยได้สืบราชสมบัติต่อ จ๊กก๊กกับง่อก๊กก็ร่วมมือกันรบวุยกีกอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีฝ่ายใดเพลี้ยงพล้ำแก่กัน

จนถึง พ.ศ.๗๗๒ ขึ้นเดือนสี่ ขุนนางเมืองกังตั๋งก็แต่งการราชาภิเษกพระเจ้าซุนกวน เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นง่อก๊ก ทรงพระนามว่า พระเจ้าไต้ฮ่องเต้ เสร็จแล้วจึงมีพระราชสาส์นไปทำพระราชไมตรีกับ พระเจ้าเล่าเสี้ยนแห่งจ๊กก๊ก อย่างเป็นทางการ ขงเบ้งจึงยกทัพไปรบกับพระเจ้าโจยอยซึ่งมีสุมาอี้เป็นมหาอุปราชอีกสี่ครั้งโดยไม่ต้องกังวลกับฝ่ายใต้ จนขงเบ้งถึงแก่ความตายเมื่อ พ.ศ.๗๗๗ พระเจ้าวุนกวนก็ยังให้ขุนนางนุ่งขาวห่มขาวไว้ทุกข์แก่ขงเบ้ง และให้ทหารคุมสิ่งของมาเซ่นไหว้ศพขงเบ้ง พร้อมกับให้สัตย์สาบานว่า จะไม่คิดร้ายต่อจ๊กก๊กเป็นอันขาด

จากนั้นก๊กทั้งสามก็ว่างเว้นการทำสงครามต่อกันไปหลายปี จนกระทั่งพระเจ้าโจยอยสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโจฮองขึ้นเสวยราชย์เป็นฮ่องเต้ของของวุยก๊กแล้ว ในบ้านเมืองก็ยังยุ่งเหยิง แย่งกันเป็นใหญ่อีกหลายปี จนถึง พ.ศ.๗๙๔ พระเจ้าซุนกวนได้เสวยราชย์มาประมาณยี่สิบสามปี ก็ตั้งให้ ซุนเต๋ง บุตรนางซีฮูหยิน มเหสีเอกเป็นรัชทายาทแต่เสียชีวิตไปก่อน จึงตั้งให้ ซุนโฮ น้องนางกิมกงจู๋ บุตรนางฮองฮูหยินมเหสีรองขึ้นเป็นรัชทายาทแทน ต่อมาเกิดวิวาทกับพี่สาว นางกิมกงจู๋ ไปฟ้องพระเจ้าซุนกวนให้ถอดออกเสียจากตำแหน่ง ก็เลยตรอมใจเป็นไข้ตายไปอีกคน ซุนเหลียง บุตรของนางพัวฮูหยินมเหสีคนสุดท้ายจึงได้เป็นรัชทายาทแทน

ครั้งถึงเดือนสี่ ขึ้นหนึ่งค่ำปีเดียวกัน บังเกิดกมีพายุใหญ่ ทำให้คลื่นในแม่น้ำและทะเลกำเริบหนัก น้ำท่วมใหญ่ในเมืองกังตั๋งถึงแปดศอก พายุก็หอบเอาต้นสนใหญ่ซึ่งปลูกอยู่หน้ากุฏิศพของ ซุนเซ็ก พี่ชายของพระเจ้าซุนกวน ลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วตกลงมาเอาปลายปัก อยู่ที่ริมประตูเมืองกังตั๋ง พระเจ้าซุนกวนก็ประชวรตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลาปีกว่า จนถึงเดือนหก พ.ศ.๗๙๕ ก็สิ้นพระชนม์เมื่อายุได้เจ็ดสิบเอ็ดปี.

############

วารสารสยามอารยะ
สิงหาคม ๒๕๓๙




 

Create Date : 15 มีนาคม 2560    
Last Update : 15 มีนาคม 2560 19:29:45 น.
Counter : 124 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ผลไมที่หล่นไกลต้น


สามก๊กภาคปลาย

๗..ผลไม้ที่หล่นไกลต้น

“เล่าเซี่ยงชุน”

เมื่อสมัยที่เล่าปี่ต้องซัดเซพเนจร ไปอาศัยเล่าเปียว ญาติห่าง ๆ อยู่ที่เมืองซินเอี๋ยเมื่อประมาณ พ.ศ.๗๕๐ นั้น นางกำฮูหยินภรรยาคนแรก ได้คลอดบุตรเป็นชายเมื่อเวลาข้างขึ้นเดือนสาม ตอนอยู่ในครรภ์มารดาฝันว่าได้กลืนดาวจระเข้ลงไปในท้อง บิดาจึงตั้งชื่อว่าอาเต๊า ซึ่งแปลว่าดาวจระเข้

เมื่ออาเต๊ายังเยาว์ เล่าปี่พาครอบครัว คือนางกำฮูหยิน นางบีฮูหยิน ภรรยารอง และอาเต๊า พร้อมทั้งราษฎรประมาณสามสี่หมื่นคน อพยพหนีโจโฉ ออกจากเมืองซินเอี๋ย ผ่านเมืองอ้วนเสีย ไปเมืองซงหยง โจโฉยกทัพตามมาทันที่เขาเกงสันเขตแดนเมืองตงหยง ก็ให้ทหารเข้าโจมตีตลุย จนครอบครัวและราษฎรแตกกระจัดพลัดพรายกันไปหมด นางกำฮูหยินฝากอาเต๊าลูกชายไว้กับนางบีฮูหยิน แต่นางบีฮูหยินก็ไปไม่ตลอดถูกทวนแทงที่ขา กอดอาเต๊าอยู่ที่ข้างบ่อน้ำแห่งหนึ่งในเมืองตงหยง จูล่งตามไปพบเข้าจะช่วยพากลับก็ไม่ยอม กลัวจะหนีไม่พ้นข้าศึก นางจุงโดดบ่อน้ำตาย ทิ้งอาเต๊าไว้ให้ให้จูล่งห่อเอาใส่ในอกเสื้อเกราะ ควบม้าตีฝ่าทหารของโจโฉ โดยฆ่ารองแม่ทัพไปสองนาย และทหารเอกอีกห้าสิบคน ทหารเลวมากมายก่ายกอง จนรอดผ่านสะพานเตียงปันเกี้ยวที่มีเตียวหุยรักษาอยู่ และเลยจากนั้นมาอีกสามร้อยเส้นจึงพบเล่าปี่ อาเต๊าจึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดเต็มที

ต่อมาเมื่อนางกำฮูหยินตายลง ซุนกวนก็ลวงเล่าปี่ให้ไปแต่งงานกับนางซุนฮูหยิน ซึ่งเป็นน้องสาวเพื่อจะหลอกฆ่า แต่นางซุนฮูหยินกลับพาเล่าปี่หนีรอดมาจากเมืองกังตั๋งได้ นางอยู่กับเล่าปี่มานานไม่มีบุตร ภายหลังซุนกวนหลอกว่ามารดาป่วยหนัก จึงกลับไปเมืองกังตั๋ง ต่อมาเล่าปี่จึงได้นางงอซีมาเป็นภรรยาคนสุดท้าย มีบุตรชื่อเล่าเอ๋ง กับ เล่าลี

เมื่อเล่าปี่ได้ครอบครองเมืองเกงจิ๋วของเล่าเปียว และเมืองเสฉวนของเล่าเจี้ยงญาติของตนเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ในแคว้นตะวันตก ไม่ยอมขึ้นกับโจโฉ และต้องสู้รบกับก๊กอื่นอยู่ตลอดเวลา จนพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกถอดออกจากบัลลังก์ พระเจ้าโจผีเป็นฮ่องเต้แทน ชาวเมืองและขุนนางทั้งหลายจึงยกให้เล่าปี่เป็นฮ่องเต้บ้าง ถวายพระนามว่า พระเจ้าเจี๋ยงบู๋ นางงอซีจึงได้เป็นฮองเฮาอัครมเหสี และแต่งตั้งให้บุตรเป็นเจ้าต่างกรมคือ เล่าเสี้ยนหรืออาเต๊า เป็นไทจู เล่าเอ๋งเป็นเล่าอ๋อง เล่าลีเป็นเสียงอ๋อง ครองราชย์สมบัติอยู่ท่ามกลางศึกสงคราม จนกวนอู เตียวหุย น้องร่วมสาบานเสียชีวิตหมด และเมื่อยกกองทัพไปแก้แค้นซุนกวนที่ฆ่ากวนอู ก็ไม่สำเร็จ ต้องสิ้นพระชนม์ลงที่เมืองเป๊กเต้ เมื่อแรมเก้าค่ำเดือนหก พ.ศ.๗๖๖ อายุได้หกสิบสามปี

เล่าปี่ได้เขียนหนังสือไว้ว่า

“......ด้วยบิดาไปทำการครั้งนี้ หวังจะกำจัดศัตรูราชสมบัติ จะบำรุงแผ่นดินพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เป็นสุข ก็ไม่ทันจะสำเร็จ กรรมมาถึงบิดาจะลาไปก่อนแล้ว เจ้าพี่น้องทั้งสามค่อยเลี้ยงรักษากัน ตามประเพณีผู้ใหญ่ผู้น้อย และอาเต๊าผู้พี่นั้นให้รักษาราชสมบัติต่อไป ถ้าขัดสนสิ่งใดจงไต่ถามขงเบ้ง ให้รัก ขงเบ้งเหมือนบิดา......”

ทั้งนี้เมื่อก่อนจะสิ้นใจ เล่าปี่ก็ได้มอบหมายให้ขงเบ้งดูแลบ้านเมืองว่า

“...........ปัญญาความคิดของท่านนี้ไม่มีใครเสมอแล้ว ดีกว่าโจผสักร้อยส่วน ท่านดูเอาแต่การซึ่งจะบำรุงแผ่นดิน ให้เป็นสุขพอประมาณเถิด ถ้าเห็นลูกเราไม่อยู่ในสัตย์ธรรม ทำผิดประเพณีไม่ฟังท่าน ก็ให้ท่านรักษาเมืองเสฉวนบำรุงแผ่นดินเองเถิด.........”

ซึ่งทำให้ขงเบ้งตกใจจนตัวสั่น กราบลงกับแผ่นดินจนหน้าแตกโลหิตไหล และยืนยันอย่างหนักแน่นว่า

“..................ข้าพเจ้าคิดจะบำรุงบุตรพระองค์ไปกว่าจะตาย อย่าได้คิดว่าข้าพเจ้าจะเบียดเบียนบุตรพระองค์เลย...............”

แม้จูล่งทหารเสือชั้นยอดที่เหลืออยู่ ก็ได้ให้คำมั่นว่า

“.......พระองค์อย่าได้ปรารมภ์เลยถ้ามีการสงคราม ข้าพเจ้าจะขอตายก่อนพระราชบุตร...”

เมื่ออาเต๊าขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยน ก็ตั้งขงเบ้งเป็นมหาอุปราช และแต่งการศพพระเจ้าเล่าปี่ตามประเพณี เชิญศพไปฝังไว้ ณ ตำบลหุ้ยเหลงเมืองเสฉวน กับจารึกชื่อไว้หน้ากุฏิที่ฝังศพนั้นว่า พระเจ้าเลียดฮ่องเต้ ตั้งให้นางงอซีแม่เลี้ยงมารดาของเล่าเอ๋งเล่าลี เป็นพระราชมารดาผู้ใหญ่ ส่วนนางกำฮูหยินซึ่งตายไปก่อนหน้านี้ จารึกว่าพระมารดาพระเจ้าเล่าเสี้ยน มเหสีของพระเจ้าเล่าปี่ นางบีฮูหยินผู้ช่วยชีวิตเมื่อยังเป็นทารก ก็ให้จารึกว่ามเหสีของพระเจ้าเล่าปี่ ขงเบ้งก็จัดการแต่งตั้งนางเตียวซีบุตรสาวของเตียวหุยอายุสิบเจ็ดปี ให้เป็นมเหสีพระเจ้าเล่าเสี้ยนด้วย

จากนั้นขงเบ้งในฐานะมหาอุปราชของพระเจ้าเล่าเสี้ยน ซึ่งถือว่าสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็ยกกองทัพไปทำสงครามเพื่อปราบปราม วุยก๊ก ที่เป็นเชื้อสายของโจโฉ ซึ่งถือว่าเป็นขบถ เพราะพระเจ้าโจผีได้ถอดพระเจ้าเหี้ยนเต้ ออกจากราชสมบัติ แต่แม้ว่าขงเบ้งจะมีความรู้ความสามารถ และมีสติปัญญาล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่เคยเอาชนะกองทัพฝ่ายแซ่โจ ให้เด็ดขาดลงไปได้ เพราะเจอเอามหาอุปราชของฝ่ายตรงข้ามที่มีฝีมือทัดเทียมกันคือ สุมาอี้

ขงเบ้งยกทัพไปรบกับสุมาอี้ถึงหกครั้ง ก็ไม่สามารถจะเอาชนะสุมาอี้ได้ จนต้องแพ้กรรมของตนเองป่วยตายในสนามรบครั้งสุดท้าย

เมื่อศพของชงเบ้งมาถึงเมืองเสฉวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ทรงเครื่องขาว ให้ขุนนางทั้งปวงนุ่งขาวห่มขาว แล้วเสด็จขึ้นรถออกไปรับศพ ระยะทางประมาณสองร้อยเส้น แล้วเชิญศพเข้ามาให้จูกัดจี๋ยมบุตรชาย นำไปฝังไว้ ณ เขาเต็งกุนสาน หน้าด่านเส้นทางเข้าสู่เมืองเสฉวน

เมื่อจัดการศพขงเบ้งเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็แต่งตั้งขุนนางตามที่ขงเบ้งสั่งไว้ โดยให้ เจียวอ้วน เป็นมหาอุปราช บิฮุย เป็นผู้ช่วย งออี้ เป็นนายทหารใหญ่ว่าราชการเมืองฮันต๋ง เกียงอุย เป็นขุนนาง สำหรับบังคับบัญชานายทหารทำการสงคราม ของเมืองฮันต๋ง ฝ่าย เอียวหงี ซึ่งทำการแทนขงเบ้ง ได้ควบคุมกองทัพในการถอยออกจากสมรภูมิ และปราบปราม อุยเอี๋ยน ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งขงเบ้งและจะคิดขบถ จนฆ่าได้สำเร็จ แล้วนำศพขงเบ้งกลับมาถึงเมืองเสฉวนโดยเรียบร้อย ก็น้อยใจว่าไม่ได้เป็นมหาอุปราช บ่นกับบิฮุยว่า เมื่อขงเบ้งตายนั้นได้มอบตราตำแหน่งไว้แก่เรา แม้เราคิดจะเอาใจออกห่าง ไปเข้าด้วยโจยอยก็จะมีความสุข จะได้ไม่ต้องอยู่ใต้บังคับของเจียวอ้วน บิฮุยก็นำความไปทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยนตามที่ได้ฟังมา พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เรียกตัวมาสอบถาม เอียวหงีก็ไม่ปฏิเสธ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตเสีย ตัวเจียวอ้วนเองต้องเป็นคนกราบทูลขออภัยโทษประหาร แต่ให้ถอดออกเป็นไพร่ไปอยู่เมืองแก่กุ๋น ซึ่งขึ้นกับเมืองฮันต๋ง เอียวหงีแค้นใจจึงเชือดคอตายเสีย

จากนั้น สงครามระหว่างวุยก๊กกับจ๊กก๊ก ก็สงบมาได้ถึงสิบห้าปี จนฝ่ายวุยก๊กเปลี่ยนจาก พระเจ้าโจยอย เป็น พระเจ้าโจฮอง เกียงอุยก็พยายามดำเนินการตามรอยขงเบ้ง ด้วยการยกไปตีวุยก๊กอีก โดยมีง่อก๊กหรือเมืองกังตั๋งเป็นพันธมิตร แต่ก็ไม่สำเร็จตามเคย จนวุยก็กเปลี่ยนแผ่นดินไปเป็น พระเจ้าโจมอ เกียงอุยก็ยกทัพไปตีวุยก๊กอีก แต่ก็เสียทีต้องยกทัพกลับ ต่อมาได้ข่าวว่า สุมาเจียวบุตรของสุมาอี้ ซึ่งเป็นมหาอุปราชแทนบิดา รบกับจูกัดอี๋ยน ญาติของขงเบ้งซึ่งเป็นเจ้าเมืองห้อยหลำ ก็ยกทัพไปช่วยรบกับสุมาเจียวอีก คราวนี้เจอเอา เตงงาย ทหารเอกของวุยก๊ก คอยหลอกล่อจนเสบียงขัดสน จึงต้องยกทัพกลับจนได้ แต่อีกไม่นานนัก พอฝ่ายง่อก๊กแห่งเมืองกังตั๋ง เปลี่ยนราชสมบัติใหม่จาก พระเจ้าซุนเหลียง เป็น พระเจ้าซุนฮิว และส่งหนังสือมากระชับสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าเล่าเสี้ยน

เกียงอุยก็อาสาไปตีเมืองลกเอี๋ยงของวุยก๊กอีกหน ก็ฟาดกับเตงงายคู่แค้นเก่า พอกำลังมันจะได้เป้นต่อแก่ข้าศึก ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเหมือนขงเบ้ง ถูกรับสั่งของพระเจ้าเล่าเสี้ยนเรียกตัวกลับเสียอีก เพราะพระเจ้าเล่าเสี้ยน ไม่สนใจว่าราชการงานเมือง เชื่อฟังแต่ ฮุยโฮ ขันทีคนสนิทอยู่เพียงผู้เดียว ฮุยโอนั้นเป็นคนโลภ ใครติดสินบนด้วยแก้วแหวนเงินทอง ก็จะได้เลื่อนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ราชการแผ่นดินเมืองเสฉวนก็รวนเรไปหมด เตงงายรู้เรื่องดีจึงติดสินบนฮุยโอ ให้ทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน ว่าเกียงอุยคิดเอาใจออกห่าง ไปเข้ากับสุมาเจียว พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็รีบเชื่อทันที เมื่อกลับมาเฝ้าถึงเมืองเสฉวนแล้ว เกียงกุยก็ถามว่าเรียกตัวมาทำไม พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตอบไม่ได้เหมือนอย่างที่ขงเบ้งเคยโดนมาแล้ว เกียงอุยจึงว่า

“.........ตัวข้าพเจ้าตั้งใจทำการ สนองพระคุณให้สิ้นศัตรูจงได้ ควรหรือพระองค์มาเชื่อฟัง อ้ายคนเล็กน้อยปากตลาด คิดสงสัยข้าพเจ้าเปล่า ๆ .............”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็อายพระทัย โมเมว่าถ้าท่านเห็นได้ที จะยกจากเมืองฮันต๋งไปตีวุยก๊กก็เชิญเถิด เกียงอุยก็ถอนใจใหญ่ แล้วกลับไปบำรุงทหารอยู่ที่เมืองฮันต๋งตามเดิม

ครั้งสุดท้ายฝ่ายวุยก๊ก เปลี่ยนแผ่นดินจากพระเจ้าโจมอ เป็นพระเจ้าโจฮวน เกียงอุยก็ยกไปรบกับเตงงายที่เขากิสาน สมรภูมินรกที่ขงเบ้งเคยผจญมาแล้วถึงหกปี เกียงอุยล้อมค่ายเตงงายไว้ได้เตรียมการเข้าตีหักขั้นเด็ดขาด ส่วนพระเจ้าเล่าเสี้ยนที่อยู่ทางเมืองเสฉวนนั้น ไม่สนใจว่าใครจะรบกับใคร คงเสพสุราเคล้านารี หลงนางนักสนมกรมในทุกวันมิได้ขาด จนบรรดาขุนนางเก่าที่มีสติปัญญา ก็เสียใจถวายบังคมลาออกไปเลี้ยงหลานเสียมาก คงมีแต่คนรุ่นใหม่ที่เป็นพวกของฮุยโฮนั้นทั้งสิ้น

ขุนนางคนหนึ่งชื่อ เงียมอู อยากจะมีความดีความชอบ จึงขอให้ฮุยโฮทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน ให้เรียกตัวเกียงอุยกลับ แล้วให้ตนเป็นแม่ทัพไปแทน พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เชื่อ ส่งหนังสือรับสั่งไปถึงสามครั้ง เกียงอุยขัดไม่ได้ก็เลิกล้อมเขากิสาน ยกทัพกลับเมืองฮันต๋ง แล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าเสี้ยนที่เมืองเสฉวน แต่ก็ไม่ได้เฝ้า เป็นเพราะพระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่ออกว่าราชการถึงสามเดือน จึงสอบถามขุนนางคนหนึ่งจนได้เรื่องว่าฮุยโฮยุยง

วันหนึ่งจึงพาทหารสิบคน เข้าไปในสวนของพระราชวัง ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าเล่าเสี้ยนกำลังเสพสุราอยู่กับฮุยโฮ เกียงอุยก็กล่าวโทษฮุยโฮ ว่าถ้าขืนเชื่อถ้อยคำของขันทีสอพลอผู้นี้อีกต่อไป บ้านเมืองจะยุ่งเหยิง เหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าเลนเต้ เชื่อขันที เตียวเหยียง อย่างแน่นอน พระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่เห็นด้วย เกียงอุยก็น้อยใจกราบลงจนหน้ากระแทกแผ่นดิน แล้วทูลว่า

“...........ซึ่งพระองค์ไม่ฟังข้าพเจ้าก็แล้วไปเถิด แต่เห็นว่าอันตรายจะพลันถึงพระองค์เป็นมั่นคง...”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เถียงแทนขันทีคนสนิทว่า

“..................ประเพณีคนทั้งปวงนี้ ถ้ารักกันแล้วก็สรรเสริญว่าดี ถ้าชังแล้วก็ว่าชั่ว ซึ่งท่านมาคิดอิจฉาอ้ายฮุยโฮนี้ จะปรารถนาสิ่งใด.......”

แล้วก็ให้ฮุยโฮคำนับนอบน้อมต่อเกียงอุย ฮุยโฮก็ร้องไห้ขอฝากชีวิตไว้ เกียงอุยก็เลยใจอ่อนหายโกรธ คำนับลาพระเจ้าเล่าเสี้ยน ขอออกไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลหลงเส เพื่อฝึกสอนทหารให้ชำนาญการรบ และทำไร่ไถนาหาเสบียงเก็บสะสมไว้ โดยยกทหารในบังคับบัญชาแปดหมื่นคนไปด้วย

คราวนี้สุมาเจียว ซึ่งยังคงเป็นมหาอุปราชของพระเจ้าโจฮวน จึงให้เตงงายกับ จงโฮย คุมกองทัพไปตีเมืองเสฉวนบ้าง และจัดทัพสกัดไม่ให้เกียงอุยเข้าไปช่วยเสฉวนได้ด้วย ฝ่ายพระเจ้าเล่าเสี้ยนรู้ข่าวข้าศึกยกมาแทนที่จะจัดการตามที่เกียงอุยได้แนะนำไว้ก่อนไป กลับให้ฮุยโฮไปหาคนทรงเจ้าเข้าผี มาถามเรื่องศึกสงคราม ยายท้าวหมอผีก็ว่า ซึ่งข้าศึกมานี้หาจริงไม่ อันบ้านเมืองเรานี้จะอยู่เย็นเป็นสุขหาเป็นอันตรายไม่ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็สบายพระทัย เสพสุรากับฮุยโฮต่อไปไม่มีกังวล แม้เกียงอุยจะมีหนังสือเตือนมาอีก ก็ไม่เอาใจใส่

ในที่สุดเตงงายก็ยกทัพฝ่าความยากลำบากของภูมิประเทศ ข้ามเขามอเทียนเนีย เข้ามาจนถึงเมืองปวยเสีย ห่างจากเมืองเสฉวนอีกพันหกร้อยเส้น พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ให้ จูกัดเจี๋ยม บุตรของขงเบ้งซึ่งเป็นมหาอุปราชอยู่ในขณะนั้นออกรบ จนเสียชีวิตกลางสมรภูมิ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ปรึกษากับขุนนางที่ยังเหลืออยู่ ขุนนางฝ่ายหนึ่งทูลว่า

“........บัดนี้ทแกล้วทหารของเราก็ระส่ำระสายอิดโรยนักแล้ว ซึ่งจะต่อสู้ด้วยทหารเตงงายนั้นเห็นมิได้ ขอให้พระองค์หนีไปทางทิศใต้เถิด มีหัวเมืองอยู่หกหัวเมือง เราจะไปอาศัยยับยั้งอยู่ ซ่องสุมทหารพร้อมกันแล้ว จึงจะไปคำนับเมืองกังตั๋ง ขอกำลังมาช่วย จะได้คิดทำการต่อไป..........”

ขุนนางผู้ใหญ่ที่ชื่อ เจียวจิ๋ว ขัดว่า

“...............เมื่อต่อด้วยข้าศึกมิได้ เข้าไปนบนอบเมืองกังตั๋งนั้น ใช่ว่าเมืองกังตั๋งจะตั้งมั่น เป็นเอกโทอยู่ก็หาไม่ ก็จะเสียแก่วุยก๊กเป็นมั่นคง นานไปก็ต้องกลับไปคำนับเขา ก็จะมิเป็นการอัปยศเป็นซ้ำสองไปหรือ..............ถ้าเข้าคำนับแก่พระเจ้าวุยก๊กเสียครั้งนี้ เห็นจะได้อายแต่ครั้งเดียว.......”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็เห็นชอบด้วย จึงให้จัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการ เตรียมออกไปคำนับยอมอ่อนน้อมแก่เตงงาย

ส่วนบุตรของ พระเจ้าเล่าเสี้ยนมีอยู่หกคน ต่างก็ไม่มีความคิดเห็นประการใด เว้นแต่ เล่าขำ บุตรคนที่ห้า ด่าคนที่แนะให้ยอมแพ้ว่า

“.......การศึกมีมามิได้คิดอ่ฟานรักษาเจ้า ธรรมเนียมมีหรือกษัตริย์จะไปคำนับแก่ผู้อื่น ถึงมาตรว่าจะตายก็ควรจะสู้เสียชีวิต จะนบนอบแก่ข้าศึกหาควรไม่........”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ว่า

“........เป็นไฉนตัวเจ้าก็เป็นเด็ก ถิอทิษฐิมานะว่าฝีมือกล้าแข็งรู้กว่าผู้ใหญ่ จะให้อาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อนนั้นมิชอบ..........”

เล่าขำก็เถียงว่า ทหารในเมืองเสฉวน ยังมีอีกหลายหมื่นพอจะจัดกองทัพออกไปสู้รบได้ และเกียงอุยก็รักษาด่านอยู่ภายนอก ถ้าให้ยกเข้ามาสมทบตลบหลัง ก็จะเอาชนะข้าศึกได้ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตวาดเอาว่า เป็นเด็กไม่รู้ลักษณะดีร้าย จะมาขัดขืนผู้ใหญ่นั้นเราไม่เชื่อฟัง เล่าขำน้อยใจก็เอาหน้ากระทบลงกับศิลาแล้วรำพันว่า

“.............พระอัยกาทรงอุตส่าห์กระทำความเพียรมา ก็ได้ความลำบากพระองค์เป็นสาหัส จึงได้มาตั้งภูมิฐานอยู่ ณ เมืองเสฉวน จนได้สมบัติสืบวงศ์มา....ยังมิทันไรจะเอาสมบัติไปยกให้ผู้อื่นนี้มิควรนัก มาตรว่าการจวนตัวเข้าก็ดี พระองค์กับข้าพเจ้าผู้บุตรทั้งเจ็ดคน และเสนาบดีทั้งปวง ควรจะช่วยกันไปต่อต้านข้าศึก ให้ตายเสียในกลางสงคราม ประเสริฐกว่าอัปยศแก่คน ถึงว่าตายไปพบพระอัยกาในเมืองผี ก็หามีความติโทษมิได้.........”

พระเจ้าเล่าเสี้ยนทนฟังไม่ไหว โกรธจัดก็ไล่ออกไปเสีย แล้วสั่งให้ขุนนางสามนายคุมเครื่องบรรณาการ พร้อมด้วยตราหยกสำหรับว่าราชการเมือง ออกไปคำนับอ่อนน้อมต่อเตงงาย ณ เมืองปวยเสีย กับส่งมอบบัญชีพลเมือง และทรัพย์สินของเสฉวน ซึ่งมีครัวสิบแปดหมื่นครัว หญิงชายใหญ่น้อยเก้าสิบสี่ หมื่นทหารกินเบี้ยหวัดสิบหมื่นกับเศษอีกสองพัน มีข้าวในฉางสี่สิบหมื่นเศษ ทองสองพันชั่ง เงินสองพันชั่ง แพรดีสีต่าง ๆ อย่างละสิบหมื่นพับ ให้ไปพร้อมกันอีกด้วย

เล่าขำก็ถอดกระบี่เดินไปหา นางซุยฮูหยิน ภรรยา และบอกว่า

“..........บัดนี้ทหารเมืองวุยก๊ก ยกเข้ามาย่ำยีขอบขันฑเสมา พระบิดาเราก็มิได้คิดอ่านจะต่อสู้ ให้ออกไปนบนอบแก่ข้าศึกแล้ว ตัวเราเกิกมาในวงศ์ของพระเจ้าเล่าปี่ มิเคยได้อ่อนน้อมแก่ผู้ใด ครั้งนี้จะพลอยคำนับข้าศึกนั้น ก็เสียดายชาติตระกูลของเรา ผิดก็จะเชือดคอตายเสียดีกว่า อย่าให้เสียศักดิ์.....”

นางซุนฮูหยินจึงว่า

“.....ตัวข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพระองค์ ก็จะไปให้อัปยศแก่ศัตรู หาประโยชน์มิได้ ข้าพเจ้าจะขอตายไปกับพระองค์ ดูจะประเสริฐกว่า...........”

ว่าแล้วก็เอาศีรษะฟัดลงกับศิลา ถึงแก่ความตายในทันใด เล่าขำก็ฆ่าบุตรทั้งสามคนเสีย แล้วเอาศีรษะบุตรภรรยา ไปบูชาไว้หน้ากุฏิฝังศพพระเจ้าเล่าปี่ แล้วร้องไห้ว่า

“.........ตัวข้าพเจ้าเป็นหลานของพระองค์ ตั้งใจจะรักษาแผ่นดิน มิให้เสียเกียรติยศของพระองค์ไป ทบัดนี้ข้าพเจ้าจะรักษาจารีตประเพณีของพระองค์ไว้มิได้ ข้าพเจ้ามีแต่ชีวิต จะขอบูชาสนองคุณพระองค์.........”

แล้วก็เอากระบี่เชือดคอตายตามครอบครัวไป

ฝ่ายเกียงอุยอยู่ไกลแก้ไขปัญหาไม่ทัน ก็ยังคงจงนักภักดีต่อพระเจ้าเล่าเสี้ยน ก็เข้าไปอ่อนน้อมต่อจงโฮย ซึ่งอยู่ในแนวรบคนละด้านกับเตงงาย แล้วก็ยุแหย่จงโฮยให้แตกกับเตงงาย เพื่อหาโอกาสแก้แค้นโดยให้ทั้งสองคนฆ่าฟันกันเอง จะได้เข้ายึดเมืองเสฉวน คืนเจ้านายของตน แต่ไม่สำเร็จแม้เตงงายกับจงโฮยจะตายสมความตั้งใจ แต่ตนเองก็เข้าที่อับจน ต้องเชือดคอตายเหมือนกัน เมืองเสฉวนจึงตกเป็นของวุยก๊กโดยสิ้นเชิง

ส่วนพระเจ้าเล่าเสี้ยนนั้น ได้ถูกส่งตัวไปให้สุมาเจียว ที่เมืองเตียงฮัน แล้วก็พากะนกลับไปวุยก๊ก สุมาเจียวจะให้ประหารชีวิตพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสีย แต่ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันขอโทษไว้ สุมาเจียวจึงตั้งให้เป็น อ่านลกก๋ง จัดหญิงคนใช้ให้ร้อยหนึ่ง กับแพรอย่างดีหมื่นพับ และเงินทองอีกเป็นอันมาก แล้วตั้งทหารที่ติดตามมาเป็นขุนนางประจำตัวพอสมควร พร้อมทั้งจัดบ้านเรือนให้อยู่ตามประเพณี

พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็มีความสุขสบายดีท เวลามีงานเลี้ยงซึ่งสุมาเจียวเชิญพระเจ้าเล่าเสี้ยนมากินโต๊ะด้วย ก็ทอดพระเนตรดูการละเล่นยิ้มพรายรื่นเริง ไม่มีทุกข์ร้อนอะไร สุมาเจียวจึงถามว่า ทุกวันนี้ท่านระลึกถึงเมืองเสฉวนอยู่หรือไม่ พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ตอบว่า

“......ข้าพเจ้าได้มาพึ่งวาสนาของท่าน ก็เป็นสุขอยู่ หาได้ระลึกถึงบ้านไม่.....”

ลิ่วล้อที่ตามพระเจ้าเล่าเสี้ยนมาด้วย ก็ต่อว่าที่ตอบเช่นนั้น ควรจะทำโศกเศร้าบ้าง วันหลังพอเข้าไปกินเลี้ยงอีก ถูกสุมาเจียวถามอย่างเดิม พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็แกล้งเอามือปิดหน้าร้องไห้ แต่พอสุมาเจียวดึงมือออก ก็ไม่เห็นมีน้ำตา คงเป็นปกติอยู่ ทุกคนที่มาร่วมกินเลี้ยงก็พากันหัวเราะชอบใจ ตั้งแต่นั้น สุมาเจียวก็ไม่เอาใจใส่อีกต่อไป เพราะเห็นว่าเป็นคนโฉดเขลาหาปัญญามิได้ ไม่มีพิษมีภัยอะไรอีกแล้ว

ดังนั้น ภาษิตที่ว่า “ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น “ นั้น ก็คงจะไม่ถูกต้องเป็นความจริงในทุกกรณี เพราะผลไม้บางชนิด ลูกที่หล่นลงโคนต้น อาจจะกลิ้งออกไปไกล และอาจจะไกลมากถ้าปลูกไว้บนที่เนิน ดังเช่นเล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ผู้ยากจนต้องทอเสื่อขาย แต่มีความมานะบากบั่นสร้างตัว จนได้เป็นฮ่องเต้จ๊กก๊กอยู่ในแผ่นดินจีนได้สำเร็จ แต่บุตรผู้สืบสกุล กลับไม่สามารถรักษาสมบัตินั้นไว้ได้ คงมีชีวิตอยู่อย่างคนสิ้นคิด พอใจในความสุขสำราญส่วนตัว ที่ได้รับเพียงวัน ๆ ไปอีกยี่สิบปี จึงแก่ตายไปเมื่อ พ.ศ.๘๓๐ อายุประมาณแปดสิบปี

เป็นอันสิ้นสุดเชื้อสายของราชวงศ์ฮั่น แต่เพียงนี้.


###########




 

Create Date : 15 มีนาคม 2560    
Last Update : 15 มีนาคม 2560 6:04:40 น.
Counter : 145 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.