Group Blog
 
All Blogs
 

พ่อค้าหมูใจถึง

เสี้ยวสามก๊ก

พ่อค้าหมูใจถึง

เล่าเซี่ยงชุน

ในเมืองตุ้นก้วนมีพ่อค้าหมูคนหนึ่ง เป็นคนร่างสันทัดสูงประมาณห้าศอก เขาชื่อเตียวหุยหรือเอ๊กเต๊ก เป็นคนรวยมีทรัพย์สินไร่นาเป็นอันมาก วันหนึ่งขณะยืนอ่านประกาศติดอยู่ที่ประตูเมือง รับสมัครผู้กล้าหาญ ที่จะอาสาไปช่วยทหารหลวง ปราบโจรโพกผ้าเหลือง ก็ได้พบเพื่อนที่มีความคิดเดียวกันสองคน คนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบห้าปี เป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นเกงเต้ แต่ขณะนั้นยากจนต้องทอเสื่อขายเลี้ยงมารดา อยู่ที่หมู่บ้านเล่าชองฉุน ชื่อเล่าปี่หรือเหี้ยนเต๊ก และอีกคนหนึ่งเป็นชาวเมือง ฮอตั๋งไกเหลียง เดินทางหนีคดีฆ่าคนพาลสันดานหยาบ จะมาสมัครไปรบกับพวกโจร ชายผู้นี้ชื่อกวนอูหรือหุนเตี๋ยง

เตียวหุยจึงชวนเพื่อนใหม่ทั้งสองคนว่า

“……..เราทั้งสามคิดการต้องกัน เชิญท่านทั้งสองไปบ้านเรา ที่หลังบ้านเรามีสวนดอกไม้แล้วเป็นที่สงัด ดอกยี่โถก็บานอยู่เป็นอันมาก จะได้บูชาพระแลเทพดา แล้วจะได้ให้สัตย์ต่อกันทั้งสามให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะได้คิดการใหญ่สืบไป……”

เล่าปี่กับกวนอูก็ยินดี ชวนกันไปบ้านเตียวหุย รุ่งขึ้นเตียวหุยจึงจัดม้าขาวกระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวง แล้วชวนกันออกมายังสวนดอกไม้ จุดธูปเทียนไหว้พระแลบูชาเทพดา แล้วจึงตั้งสัตย์สาบานต่อกันว่า

ข้าพเจ้าเล่าปี่กวนอูเตียวหุย ทั้งสามคนนี้ อยู่ต่างเมืองวันนี้ได้มาพบกัน จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวซื่อสัตย์ต่อกัน สืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใดแลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันจนกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพดาทั้งปวง จงเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพดาสังหารผลาญชีวิต ให้ประจักษ์แก่ตาโลก

แล้วทั้งสามก็ให้เล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลาง เตียวหุยเป็นน้องสุดท้อง ต่อมาก็ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อค้าม้าสองคน ให้ม้าห้าสิบม้า เงินห้าร้อยตำลึง เหล็กร้อยหาบ เป็นกำลังเบื้องต้น เล่าปี่จึงให้ช่างทำกระบี่สองเล่มเป็นอาวุธคู่มือ อวนอูให้ช่างตีง้าวเล่มหนึ่ง ยาวสิบเอ็ดศอกหนักแปดสิบสองชั่ง เตียวหุยทำทวนเล่มหนึ่ง ยาวสิบศอกหนักแปดสิบห้าชั่ง แล้วทั้งสามพี่น้องก็นำชาวบ้านห้าร้อยคน ไปเป็นอาสาสมัครปราบโจรกับเจ้าเมือง และได้เข้าร่วมรบกับกองทหารหลวง หลายครั้งหลายหน หลายสมรภูมิ จนมีความชอบได้เป็นเจ้าเมืองอันห้อก้วน ซึ่งเป็นเมืองชั้นจัตวา

เล่าปี่ปกครองเมืองบ้านด้วยความเรียบร้อย อยู่มาได้ประมาณเดือนหนึ่ง ก็มีขุนนางชื่อต๊กอิ้วมาตรวจราชการ จะเรียกเอาส่วยจากเจ้าเมืองที่ได้ตำแหน่งใหม่ เล่าปี่ไม่มีจะให้ต๊กอิ้วก็จับเอาปลัดเมืองมาขู่เข็ญโบยตี จะให้กล่าวหาว่าเล่าปี่ฉ้อโกงราษฎร แต่ปลัดก็ไม่เอาด้วย ชาวบ้านหลายสิบคนก็สงสารปลัด ที่ถูกเฆี่ยนโดยไม่มีความผิด

บังเอิญเตียวหุยเสพสุราแล้วขี่ม้าผ่านมาทางหน้าบ้านต๊กอิ้ว เห็นชาวบ้านยืนร้องไห้อยู่ ก็ถามเรื่องราวได้ความแล้วก็โกรธ โจนลงจากม้าวิ่งฝ่านายประตูเข้าไปในบ้าน เห็นต๊กอิ้วนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง ปลัดเมืองถูกมัดมือมัดเท้ากลิ้งอยู่ข้างหน้า เตียวหุยก็เข้าจิกผมต๊กอิ้วกระชากตกลงมา แล้วเอาผมกระหมวดมือลากมาจนถึงศาลากลาง เอาผมต๊กอิ้วผูกกับหลักผูกม้า และหักเอากิ่งสนมาตีจนต๊กอิ้วเจ็บปวดสาหัส

เล่าปี่รู้ความก็ตกใจรีบวิ่งมาถามเตียวหุย ว่าเอาข้าหลวงมาตีด้วยเหตุใด เตียวหุยก็ว่า

“….อ้ายนี่มันขี้ฉ้อใหญ่ แล้วเป็นคนหยาบคายช้ามันไว้มิได้ ชอบตีเสียให้ตาย…”

ต๊กอิ้วเห็นหน้าเล่าปี่ก็ขอร้องให้ช่วย เล่าปี่จึงห้ามเตียวหุยให้หยุด พอกวนอูออกมาเห็นเข้าจึงบอกเล่าปี่ว่า

“…..เราทำความชอบอาสาแผ่นดินมาเป็นหลายครั้ง ก็ได้เป็นแต่เพียงนี้ แต่ต๊กอิ้วถือรับสั่งมา แล้วว่าหยาบช้านอกรับสั่งให้ได้อัปยศดังนี้ อันเราพี่น้องสามคนอุปมาประดุจหงส์ ซึ่งจะอาศัยในป่านี้ไม่สมควร เราจะฆ่าต๊กอิ้วเสีย แล้วชวนกันไปอยู่บ้านเมืองที่อาศัยแห่งเราดีกว่า ภายหลังจึงค่อยคิดการใหญ่สืบไป……”

เล่าปี่ได้ยินดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงกลับเข้าไปเอาตราประจำตำแหน่งเจ้าเมือง มาผูกคอต๊กอิ้วไว้แล้วว่า

“……ตัวเอ็งเป็นข้าหลวงมาทำขี้ฉ้อดังนี้ ควรแต่เราตัดศีรษะเสีย นี่เราให้ชีวิตตัวไว้ บัดนี้เราไม่พอใจอยู่ทำราชการแล้ว เอ็งจงเอาตรานี้กลับไปเมืองด้วยเถิด……”

แล้วสามพี่น้องก็พาพรรคพวกยี่สิบคน ออกจากเมืองอันห้อก้วน ไปแอบหลบซ่อนอยู่กับญาติ ที่เมืองเต๊งจิ๋ว

จนกระทั่งโจโฉหนีออกจากเมืองหลวง มารวบรวมผู้คนจากสิบหกหัวเมือง จัดเป็นกองทัพยกไปตีเมืองลกเอี๋ยง สามพี่น้องจึงเข้าร่วมขบวนการด้วย ในกองทหารของกองซุนจ้าน เจ้าเมืองปักเป๋ง ในการรบครั้งนี้แม้ว่าทางฝ่ายหัวเมืองไม่ได้รับชัยชนะ ต้องยกกลับบ้านเมืองของตน แต่กวนอูก็ได้แสดงฝีมือให้เป็นที่เลื่องลือกันมาก

เตียวหุยก็ติดตามพี่ทั้งสองคนไปเป็นกำลัง ในการสู้รบกับก๊กอื่นหลายครั้งหลายครา เคยรบกับลิโป้ที่เมืองชีจิ๋ว ต่อมารบกับทหารเอกของโจโฉ ที่สะพานเตียงปันเกี้ยวแดนเมือง ซงหยง เพื่อช่วยจูล่ง ทหารคนสนิทของเล่าปี่ ให้พาอาเต๊าบุตรคนแรกของเล่าปี่ไปหาบิดา และรบกับม้าเฉียวที่เมืองเสฉวน จนเล่าปี่ได้ครองเมืองเสฉวน

แต่ก่อนหน้านั้น เมื่อซุนกวนหลอกเล่าปี่ให้ไปแต่งงาน กับนางซุนหยินน้องสาวเพื่อจะจับตัวฆ่าเสีย แต่ขงเบ้งซ้อนกลให้เล่าปี่พานางซุนฮูหยินกลับมา อยู่ด้วยกันที่เมืองเกงจิ๋วได้สำเร็จ พอเล่าปี่ยกทัพไปตีเมืองเสฉวน ซุนกวนก็ให้จิวเสี้ยนไปรับนางซุนฮูหยินกลับ บอกว่ามารดาป่วยหนัก นางซุนฮูหยินหลงเชื่อจึงยอมกลับ และเอาอาเต๊าไปด้วย

จูล่งพยายามขัดขวางแต่ไม่สำเร็จ ต้องติดอยู่บนเรือของนางซุนฮูหยิน ซึ่งแล่นกลับไปเมืองกังตั๋ง ขณะนั้นเตียวหุยไปลาดตระเวนทางเรือ รู้ความก็รีบกลับมาเอาเรือขวางหน้าไว้ แล้วคว้าทวนคู่เมือโดดลงเรือนางซุนฮูหยิน จิวเสี้ยนก็ชักกระบี่ออกต่อสู้กับเตียวหุย จึงถูกเตียวหุยแทงล้มลง แล้วเอากระบี่ตัดศีรษะโดยไปให้นางซุนฮูหยิน นางก็ตกใจร้องว่าเหตุใดเตียวหุยจึงมาทำหยาบช้าดังนี้ เตียวหุยตอบว่า

“……ท่านเป็นพี่สะใภ้ เมื่อมิได้รักพี่เราโดยสุจริตจะทิ้งเสีย หนีไปเมืองมิได้ยำเกรงถึงเพียงนี้ เราว่าชอบกลับว่าทำหยาบช้าต่อท่านอีกเล่า……”

นางซุนฮูหยินก็ว่า

“…….บัดนี้มารดาเราป่วยหนักจึงรีบไป ครั้นจะบอกพี่ท่านก่อนก็จะช้าอยู่มิทันไปเห็นใจ ท่านทั้งสองจะขัดขวางไว้มิให้เราไป เราก็จะโจนน้ำตายเสีย…….”

เตียวหุยจึงปรึกษาจูล่งว่า ถ้าจะขัดขวางไว้ก็เหมือนแกล้งให้นางซุนฮูหยินตาย ด้วยมารดานั้นป่วยหนัก เป็นประเพณีแม่กับลูกย่อมตัดกันไม่ได้ ควรเราจะเอาแต่อาเต๊าไว้ ซึ่งตัวนางซุนฮูหยินจะไปก็ตามอัชฌาสัยเถิด แล้วเตียวหุยจึงบอกว่า

“……..อันเล่าปี่พี่เราก็เป็นอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ซึ่งท่านได้มาอยู่กับพี่เรา พี่เราก็กรุณาเอ็นดูมิสู้ได้ความอายนัก ถึงมาตรว่าตัวท่านจะไป ก็จงคิดถึงความอาลัยแต่หนหลัง ซึ่งได้เป็นภรรยาสามีกัน ตามประเพณีโลกทั้งปวง แล้วเร่งกลับมา……..”

ว่าแล้วก็อุ้มอาเต๊าพาจูล่ง ลงเรือของตนกลับเข้าฝั่ง ปล่อยนางซุนฮูหยินกลับไปเมืองกังตั๋งแต่ผู้เดียว

และครั้งสุดท้ายเมื่อเล่าปี่ได้เป็นเจ้าเมืองเสฉวนแล้ว กวนอูไปเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ถูกซุนกวนกับโจโฉร่วมมือกัน ยกทัพมาตีเมืองเกงจิ๋ว จับตัวกวนอูได้เอาไปประหารชีวิตนั้น เตียวหุย อยู่ที่เมืองลองจิ๋ว เมื่อรู้ความแล้วก็ร้องไห้ทั้งกลางวันกลางคืน จนน้ำตาเป็นเลือดไหลออกมา ขุนนางทั้งปวงก็ตกใจกลัวเตียวหุยจะตาย จึงเข้ามาปลอบเล้าโลมเอาใจ ชวนให้เตียวหุยเสพสุราหวังจะให้คลายความโศก ครั้นเตียวหุยเมาสุราแล้วก็บ่ายหน้าไปทางเมืองกังตั๋ง ตั้งท่าจะทิ่มแทงแล้วก็ขบฟันร้องไห้คิดถึงพี่ชาย ด้วยความโกรธแค้นเป็นกำลังจะใคร่แก้แค้นซุนกวน ก็โลดเต้นไปมาด้วยกำลังเมา เตะต่อยถูกทหารศีรษะแตกก็มี ลางคนแขนหักขาหัก ลางคนก็ตาย

พอดีมีข้าหลวงจากเมืองเสฉวน ถือตรามาแต่งตั้งให้เตียวหุยเป็นเจ้าเมือง เตียวหุย จึงเชิญข้าหลวงมาเลี้ยงโต๊ะ แล้วถามว่า

“……..ซุนกวนฆ่าพี่เราเสีย ความแค้นอันนี้ลึกกว้างใหญ่กว่าท้องทะเลอีก ขุนนางผู้ใหญ่ที่ปรึกษาอยู่เมืองเสฉวน ผู้ใดยังทูลให้ยกทัพไปตีซุนกวนแก้แค้นหรือหามิได้…….”

ข้าหลวงผู้นั้นก็บอกว่า

“…….ขุนนางทั้งปวงปรึกษาจะให้ยกไปตีโจผีก่อน แล้วจึงจะให้ไปตีซุนกวน…..”

เตียวหุยก็โกรธจึงว่า

“…….ปรึกษาอะไรอย่างนี้ เราพี่น้องสามคนได้ให้ความสัตย์กันไว้แต่ก่อนว่า จะเป็นตายด้วยกัน บัดนี้กวนอูพี่เรายังมิถึงกำหนดอายุ มาตายเสียแล้ว ยังแต่เราจะเป็นเจ้าเมืองเอาความสบายหาควรไม่ จะเสียความสัตย์ไป เราจะไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ จะขออาสาเป็นทัพหน้า จะแต่งกองทัพให้นุ่งขาวห่มขาว ถือธงขาวขี่ม้าขาว ไปจับอ้ายศัตรูมาฆ่าเสีย เซ่นกวนอูแล้วจึงจะหายแค้น……..”

แล้วเตียวหุยก็ตามข้าหลวงผู้ถือหนังสือ ไปเมืองเสฉวนด้วย เตียวหุยเข้าไปถึงที่ว่าราชการของพระเจ้าเล่าปี่ ท่ามกลางขุนนางน้อยใหญ่ รวมทั้งขงเบ้งมหาอุปราชด้วย ก็เข้าไปกราบลงเอาสองมือกอดพระบาทไว้ แล้วก็ร้องไห้ พระเจ้าเล่าปี่ก็ทรงกันแสงไปด้วย เตียวหุยจึงทูลถามว่า

“……..พระองค์ได้เสวยราชสมบัติแล้ว ลืมความสัตย์ซึ่งให้กันไว้แต่ก่อนเสียแล้วหรือ พระองค์จึงไม่คิดแก้แค้นแทนกวนอูเลย……”

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า

“…….เราคิดนักว่าจะยกทัพไปแก้แค้น แต่ว่าขุนนางทั้งปวงเข้าห้ามไว้ เราจึงงดอยู่……”

เตียวหุยก็ว่า

“…….คนทั้งปวงเขาหาได้ให้ความสัตย์ไว้ในกวนอู เหมือนพระองค์กับข้าพเจ้าไม่ ถ้าพระองค์ไม่ยกไปแล้ว ข้าพเจ้านี้หาคิดชีวิตไม่เลย จะขอยกกองทัพไปแก้แค้น ถ้าแก้แค้นมิได้ก็ตายเสีย ดีกว่ากลับมาเห็นหน้าพระองค์…….”

พระเจ้าเล่าปี่จึงตัดสินพระทัยว่า

“…….ถ้ากระนั้นเราจะยกไปด้วยกัน ท่านจงกลับไปเมืองลองจิ๋ว จัดแจงกองทัพยกไปเมืองเกงจิ๋ว เราก็จะยกกองทัพไปบรรจบพร้อมกันที่นั่น…….”

เตียวหุยก็รีบกลับมาเมืองลองจิ๋ว แล้วสั่งทหารให้ตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธ แลม้าขาวธงขาวเครื่องแต่งกายขาว ให้พร้อมในสามวัน จะได้ยกกองทัพไปให้ทันทัพหลวงที่เมือง เกงจิ๋ว นายทหารสองคนคือฮอมเกียงกับเตียวตัด ก็บอกว่าท่านสั่งให้พร้อมในสามวันนั้นเร็วนัก เห็นจะหาไม่ทัน ขอให้เนิ่นออกไปหน่อยเถิด เตียวหุยก็โกรธจึงว่า

“……..กูจะเร่งยกทัพไปเป็นการเร็วให้ทันกำหนด แต่การเท่านี้สิว่าไม่ทันเล่า ….”

แล้วเตียวหุยก็สั่งเอาตัวนายทหารทั้งสองนายผูกเข้ากับต้นไม้ เฆี่ยนเสียคนละห้าสิบที ทั้งสองก็เจ็บปวดเป็นอันมาก โลหิตไหลออกปากจมูก แล้วเตียวหุยก็คาดโทษว่า

“……ถ้าการของกูมิทันกำหนดในพรุ่งนี้ กูจะให้ฆ่าเสียทั้งสองคน…….”

เมื่อทั้งสองนายกลับมาถึงที่พักแล้วก็ปรึกษากันว่า ก่อนที่เราจะตายในพรุ่งนี้ เราควรจะฆ่ามันเสียก่อน ถ้าฆ่ามันได้แล้ว เอาศีรษะไปถวายพระเจ้าซุนกวน ก็จะมีความชอบเป็นอันมาก และคงจะชุบเลี้ยงเรา เตียวตัดก็เสี่ยงบุญเสี่ยงกรรมว่า

“……ถ้าบุญของเราจะไม่ตายเพราะมัน มันก็จะกินเหล้าเมาออกมานอนอยู่ที่ว่าราชการ เหมือนแต่ก่อน เราก็จะฆ่ามันเสียให้ตาย ถ้ากรรมของเราจะถึงที่ตายแล้ว มันก็ไม่เมาเหล้า เราก็มิรู้ที่จะทำประการใด……”

แต่กรรมเป็นของเตียวหุย จึงให้ร้อนอกร้อนใจนอนไม่หลับ ให้ทหารเอาสุรามากิน จนเมาเหลือกำลัง ลงนอนตาค้างอยู่ในหมู่ทหารที่ร่วมวงนั้น เมื่อฮอมเกียงกับเตียวตัดซ่อนกระบี่เข้าไปใกล้แล้ว ก็ไม่กล้าลงมือ จนได้ยินเสียงกรนจึงเชื่อว่าหลับสนิทแน่ คนหนึ่งเอากระบี่แทงเข้าที่ซอกคอ อีกคนหนึ่งแทงเข้าที่ท้อง เตียวหุยสะดุ้งขึ้นร้องได้คำเดียวก็ขาดใจตาย

ชีวิตของพ่อค้าขายหมูแห่งเมืองตุ้นก้วน ที่ฝ่าฟันการศึกสงครามมากับเพื่อนร่วมน้ำสาบาน เป็นเวลากว่าสามสิบปี แม้ว่าจะมีหน้าตาดุร้าย กิริยากระด้างมุทะลุดุดัน แต่ก็มีน้ำใจมั่นคงต่อมิตร และมาถึงที่สุดแห่งชีวิต ด้วยความซื่อถือสัตย์ต่อคำสาบาน ที่ให้แก่กันไว้ที่สวนหลังบ้านของตน นั้นเอง.

#########




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2560 7:19:44 น.
Counter : 392 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เสือพบสิงห์

เสี้ยวสามก๊ก

เสือพบสิงห์

เล่าเซี่ยงชุน

ในสงครามอันยาวนานเกือบร้อยปี ของยุคสามก๊กนั้น มีทหารเอกที่ฝีมือทัดเทียมกันอยู่หลายคู่ ในตอนต้นโจโฉกับอ้วนเสี้ยวก็รบกันอยู่หลายปี ต่อมาเมื่อพระเจ้าโจผีบุตรของโจโฉ ชิงราชสมบัติจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ มาเป็นฮ่องเต้แห่งวุยก๊กเสียเอง จนถึงรัชสมัยของพระเจ้าโจยอย สุมาอี้ทหารเอกของวุยก๊กก็รบกับขงเบ้ง ทหารเอกของพระเจ้าเล่าเสี้ยนแห่งจ๊กก๊กถึงหกครั้ง จนขงเบ้งป่วยตายในสนามรบ ทางวุยก๊กก็เปลี่ยนฮ่องเต้เป็น พระเจ้าโจฮอง สุมาอี้หาทางกำจัดพวกแซ่โจให้หมดไป แฮหัวป๋าญาติของโจซอง เชื้อสายของโจโฉ จึงหนีมาสามิภักดิ์กับพระเจ้าเล่าเสี้ยน และได้เป็นนายทหารคู่กับ เกียงอุยศิษย์เอกของขงเบ้ง ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของจ๊กก๊ก แทนอาจารย์

แฮหัวป๋าก็บอกว่าในเวลานี้ทางวุยก๊กมีทหารเอกคนสำคัญอยู่สองคน คือ เตงงาย และจงโฮย ทั้งคู่เป็นผู้มีฝีมือและสติปัญญา รู้พิชัยสงครามชำนิชำนาญ แต่เกียงอุยเห็นว่าทั้งสองนี้ยังกระดูกอ่อนนัก คงจะทานฝีมือของตนไม่ได้ จึงขออาสาพระเจ้าเหี้ยนเต้สืบทอดเจตนารมย์ของขงเบ้ง ที่จะกำจัดวุยก๊กให้พระเจ้าเล่าเสี้ยน เชื้อสายราชวงศ์ฮั่น เป็นฮ่องเต้แต่ผู้เดียวในแผ่นดิน แล้วก็ยกกองทัพไปตีเมืองเองจิ๋วเป็นประเดิม สุมาอี้ก็ให้สุมาสูบุตรชายคนโตคุมทหารมาต่อสู้ คราวนั้นเกียงอุยเพลี่ยงพล้ำ ต้องถอยกลับมาตั้งหลักที่เมืองฮันต๋ง

ต่อมาสุมาอี้ถึงแก่ความตาย สุมาสูกับสุมาเจียวน้องชายได้เป็นใหญ่ ว่าการทหารและพลเรือนในวุยก๊ก เกียงอุยก็ยกทัพไปตีวุยก๊กเป็นครั้งที่สอง คราวนี้สุมาเจียวเสียทีถูกตีแตก ต้องหนีขึ้นไปอาศัยอยู่บนเขาเทียดลองสัน กับทหารประมาณหกพัน น้ำในลำห้วยก็ไม่พอกินกำลังจะอดตาย สุมาเจียวก็เสี่ยงสัตย์อธิษฐานต่อเทพยดา ก็มีน้ำไหลมาจึงพากันรอดไปได้ พอดีกับนายทหารรองของเกียงอุยทรยศ ไปเข้าด้วยข้าศึกแล้วยกเข้ามาแย่งชิงค่าย เกียงอุยกับแฮหัวป๋าจึงต้องแตกถอยกลับมาอีก

ต่อมาสุมาสูถอดพระเจ้าโจฮองออกจากราชสมบัติ ยกให้พระเจ้าโจมอขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน เกียงอุยก็นำทัพไปตีวุยก๊กอีกสามครั้ง ก็ไม่สำเร็จต้องถอยกลับมาทั้งสามครั้ง

ครั้งที่หกเกียงอุยยกทัพยี่สิบหมื่นไปทางเขากิสาน สมรภูมิที่ขงเบ้งต้องมาเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๗๗๗ คราวนี้ได้พบกับเตงงาย แม่ทัพของวุยก๊กคนใหม่ เกียงอุยก็ตีทัพวุยก๊กแตกไป แต่เตงงายส่งคนไปติดสินบนฮุยโฮ ขันทีคนโปรดของพระเจ้าเล่าเสี้ยน ให้มีรับสั่งเรียกเกียงอุยกลับเสฉวน เกียงอุยขัดรับสั่งไม่ได้ต้องยกทัพกลับ ทั้ง ๆ ที่กำลังได้เปรียบ

ถึง พ.ศ.๘๐๓ สุมาเจียวปลงพระชนม์พระเจ้าโจมอ แล้วยกพระเจ้าโจฮวนขึ้นเป็นฮ่องเต้ของวุยก๊ก เกียงอุยก็ยกกองทัพไปที่เขากิสานอีกเป็นครั้งที่เจ็ด เตงงายก็ส่งอองก๋วนคุมทหารห้าพันไปสมัครเข้าด้วยกับเกียงอุย อองก๋วนคำนับเกียงอุยแล้วจึงว่า

“………ข้าพเจ้าเป็นหลานอองเก๋ง สุมาเจียวฆ่าพระเจ้าโจม
อเสีย อาข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์ซื่อ ก็ฆ่าเสียสิ้นทั้งโคตร ข้าพเจ้ามีความแค้นนัก บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งว่า ท่านจะมาทำการลงโทษสุมาเจียว จึงพาสมัครพรรคพวกห้าพันมาเข้าด้วยท่าน จะขออาสาไปทำการแก้แค้นสุมาเจียวให้จงได้……….”

เกียงอุยก็ขอทหารไว้สองพัน ที่เหลือให้อองก๋วนไปช่วยคุมเสบียงมาส่งกองทัพ แฮหัวป๋าก็ทักท้วงว่า อองก๋วนมาสมัครอยู่ด้วยนี้เห็นจะเป็นกลอุบาย เกียงอุยก็ว่า

“…..การอันนี้เราก็แจ้งอยู่แล้ว แม้อองก๋วนเป็นลูกหลานอองเก๋ง สุมาเจียวหรือจะปล่อยให้มาซ่องสุมทหารอยู่นอกเมืองฉะนี้ เราจึงแบ่งทหารไว้ หวังจะซ้อนกลอองก๋วนให้จงได้…”

แล้วเกียงอุยก็ให้ทหารไปคอยดัก ตามทางที่จะไปติดต่อกับเตงงาย ไม่ช้าทหารก็จับคนถือหนังสือของอองก๋วนได้ ในหนังสือนั้นมีไปถึงเตงงาย นัดเตงงายให้มาคอยที่หุบเขาฮุยสาน ในวันแรมห้าค่ำ ตนจะนำเสบียงของเกียงอุยไปให้ เกียงอุยจึงให้เอาตัวผู้ถือหนังสือไปฆ่าเสีย แล้วแต่งหนังสือใหม่ ให้ทหารของตนปลอมตัวไปส่งให้เตงงายที่ค่ายเขากิสาน นัดให้มาวันขึ้นสิบห้าค่ำ

พอถึงวันนัดเตงงายก็ยกทหารไปที่หุบเขา เห็นทหารของอองก๋วนที่เกียงอุยขอไว้ พร้อมด้วยเกวียนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาถึง ก็ยกพลเข้าไปรับ แต่นายทหารของเกียงอุยที่คุมขบวนเกวียนก็จุดเชื้อเพลิงที่อยู่ในเกวียนนั้น แล้วให้ทหารเข้าโจมตีฆ่าฟันทหารของเตงายล้มตายลงเป็นอันมาก ตัวเตงงายต้องถอดเกราะปลอมเป็นพลทหารหนีเล็ดลอดไป

แล้วเกียงอุยก็ยกทหารไปล้อมจับอองก๋วน ที่กำลังคุมเกวียนเสบียงเดินทางมาใกล้จะถึง อองก๋วนเห็นจวนตัวหนีไม่พ้น ไปจนมุมอยู่ที่ริมแม่น้ำ จึงโดดน้ำตายไป เกียงอุยก็กลับไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองฮันต๋ง

ครั้งสุดท้ายเกียงอุยยกกองทัพสามสิบหมื่น ไปตีเมืองเตียวเจี๋ยง คราวนี้แฮหัวป๋าถูกข้าศึกล่อลวงให้เข้าเมือง แล้วล้อมยิงด้วยเกาทัณฑ์จนถึงแก่ความตาย พร้อมกับทหารที่หน้าประตูเมืองนั้นเอง ฝ่ายเตงงายตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองเฮาโห ก็ยกมาช่วยเมืองเตียวเจี๋ยง แต่ต้านทานกองทัพเกียงอุยไม่ได้ ต้องถอยเข้าไปตั้งรับที่ค่ายเขากิสานอีก เกียงอุยก็ยกทหารล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน ใกล้จะได้ชัยชนะ แต่ทางเมืองเสฉวน พระเจ้าเล่าเสี้ยนไม่รู้เรื่อง เชื่อฟังคำยุยงของฮุยโฮขันทีสอพลอ เรียกให้เกียงอุยยกกลับอีกครั้ง เกียงอุยก็เลยหมดกำลังใจ ขอทหารแปดหมื่นออกไปตั้งอยู่ที่เมืองฮันต๋ง และส่งนายทหารรองไปรักษาตำบลสำคัญทุกตำบล ป้องกันข้าศึกจะยกกองทัพเข้ามาตีเมืองเสฉวน และให้ทหารทำไร่นาสะสมเสบียงไว้ให้เพียงพอแก่การศึกในภายหน้า

คราวนี้สุมาเจียวเห็นได้ที ก็ยกทัพใหญ่ไปตีเมืองเสฉวนบ้าง โดยตั้งให้จงโฮยเป็นแม่ทัพใหญ่ภาคประจิม ให้เตงงายเป็นปลัดทัพ เกณฑ์ทหารจากหัวเมืองรายทางไปตีเมืองฮันต๋ง และให้นายทหารเอกสี่นาย เป็นทัพหน้าคุมทหารสามหมื่นไปตีเกียงอุยเป็นสามทาง เพื่อสกัดไม่ให้เกียงอุยยกทัพกลับไปช่วยเมืองเสฉวนได้

เมื่อเกียงอุยรู้ข่าว ก็รีบส่งหนังสือไปทูลพระเจ้าเล่าเสี้ยน แนะนำให้ยกกองทัพไปตั้งรับตามตำบลที่สำคัญต่าง ๆ แต่พระเจ้าเล่าเสี้ยนเชื่อฟังฮุยโฮ ซึ่งชวนเสพสุราเคล้านารี ไม่นำพาที่จะออกว่าราชการ ก็เลยไม่สนใจคำแนะนำของเกียงอุย กลับไปหาคนทรงเจ้าเข้าผี ทำนายว่าบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ฝ่ายเกียงอุยก็ยกกองทหารออกไปรบกับกองทัพวุยก๊ก แต่ต้านทานไม่ไหว ต้องกลับเข้าไปตั้งมั่นในเมืองฮันต๋ง จงโฮยก็ให้เตงงายยกทหารไปทางด่านอิมเป๋ง เข้าตีเมืองเสฉวน ส่วนตนเองตั้งล้อมเกียงอุยไว้

เตงงายก็ยกกองทัพผ่านหนทางที่ทุรกันดาร ข้ามเขามอเทียนเนียซึ่งเป็นภูเขาสูงชันและมีหุบห้วยลึก ต้องให้ทหารปีนป่ายไปด้วยเท้าเปล่า เมื่อถึงหน้าผาก็ต้องเอาเชือกผูกกับตัว ห้อยโหนลงไป แล้วเอาอาวุธผูกเชือกหย่อนตาม ต้องเดินทางฝ่าความยากลำบากไปยี่สิบวันจึงเข้ายึดเมืองอิวตั๋งได้ แล้วก็เดินทัพรุกคืบหน้าเข้าตีเมืองเสฉวน

เมื่อเหตุการณ์คับขันถึงที่สุด พระเจ้าเล่าเสี้ยนก็ให้ จูกัดเจี๋ยน บุตรของขงเบ้ง กับ บุตรชายชื่อ จูกัดสง คุมทหารออกไปต้านทานเตงงาย แต่ก็สู้ไม่ไหวถูกทหารของเตงงายล้อมยิงด้วยเกาทัณฑ์ จูกัดเจี๋ยนตกลงจากหลังม้า จึงเอากระบี่เชือดคอตายต่อหน้าข้าศึก จูกัดสงก็คุมทหารฝ่ากองทัพข้าศึกเข้ารบด้วยความโกรธแค้น ลงท้ายก็ตายพร้อมกับทหารทั้งหมด เตงงายก็ยกกองทัพเข้าเมืองเสฉวน โดยไม่มีผู้ใดออกมาต่อสู้ขัดขวางอีกเลย

พระเจ้าเล่าเสี้ยนปรึกษากับขุนนางที่เหลือ ต่างก็เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึก พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงพาบุตรและขุนนางไปต้อนรับเตงงาย เข้ายึดครองเมืองเสฉวน และส่งหนังสือไปบอกเกียงอุย ให้ยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึกเสีย

เกียงอุยนั้นเมื่อรู้ข่าวก็ตกใจนิ่งตลึงตัวแข็ง ทหารทั้งหลายก็ร้องไห้กันอื้ออึง ต่างรำพันว่าเราทั้งหลายอุตส่าห์ออกมาทรมานกาย เพื่อต่อสู้ข้าศึกศัตรู เหตุใดพระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงยกเมืองให้แก่ข้าศึกโดยง่ายดายเช่นนี้ เกียงอุยก็ปลอบทหารว่า

“…….อย่าทุกข์โศกไปเลย เราจะคิดอ่านเอาเมืองเสฉวนคืนให้จงได้ จงอุตส่าห์ช่วยกันทำการอย่าได้ย่อหย่อน ก็เห็นจะสำเร็จด้วยความเพียรของท่านทั้งปวง…….”

แล้วเกียงอุยก็ออกไปหาจงโฮย และยกย่องว่าเป็นผู้มีความคิดสติปัญญา ผู้คนเลื่องลือสรรเสริญเป็นอันมาก ตนจึงยอมออกมาอ่อนน้อมด้วย ถ้าเป็นเตงงายยกมาทางนี้ ตนก็จะไม่ยอม ต้องสู้รบจนกว่าจะสิ้นชีวิตลงด้วยกันเป็นแน่

จงโฮยก็หลงคารมของเกียงอุย ก็ยอมเป็นมิตรร่วมสาบาน แล้วให้เกียงอุยกลับไปคุมทหารของตนที่ค่ายเกียมโก๊ะตามเดิม เกียงอุยจึงกลับมาวางแผน ที่จะกอบกู้เมืองเสฉวนให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูคู่แค้นต่อไป

บังเอิญสุมาเจียวเกิดไม่ไว้ใจเตงงาย จึงส่งอุยก๋วนขุนนางผู้ใหญ่ ให้ไปปรึกษากับจงโฮยกำจัดเตงงายเสีย จงโฮยก็เรียกเกียงอุยมาปรึกษาด้วย เกียงอุยจึงยุให้จงโฮยกำจัดเตงงายเสีย แล้วยึดเมืองเสฉวนเพื่อตั้งตัวเป็นใหญ่ต่อไป จงโฮยจึงให้อุยก๋วนพาทหารลอบไปจับตัว เตงงายกับเตงเต๋งบุตรชายโดยไม่ทันรู้ตัว สองพ่อลูกถูกจับมัดใส่เกวียนจำขังนำตัวมา จงโฮยเห็น คู่แข่งจนมุมอยู่ในเกวียน ก็เอาด้ามทวนเคาะศีรษะเล่น เกียงอุยได้ทีจึงเยาะเย้ยว่าคราวนี้เห็นจะถึงที่แล้ว เตงงายก็โกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากด่าสวนมาด้วยคำหยาบคายเท่านั้น

จงโฮยก็ให้ทหารคุมเกวียนจองจำเตงงายและบุตรชาย ไปส่งให้สุมาเจียวที่เมืองเตียงฮัน แล้วตนก็พาอุยก๋วนกับเกียงอุยเข้าไปในเมืองเสฉวน สั่งให้ริบสมบัติของเตงงายเสีย ส่วนทหารทั้งหลายก็ยอมเข้ามาขึ้นอยู่กับจงโฮยทั้งสิ้น จงโฮยก็คุยกับเกียงอุยว่า

“……..ถ้ามีวาสนา ตัวไม่ตายก็สามารถทำอะไรได้สำเร็จ ตามความปรารถนาทุกประการ……..”

เกียงอุยก็บอกว่า

“……ข้าพเจ้าก็เห็นวาสนาท่านมากอยู่สมควรแล้ว บัดนี้ทหารทั้งปวงก็พรักพร้อม ถึงท่านจะคิดสิ่งใดก็สำเร็จ ขอให้เร่งทำการตามแผนที่ซึ่งข้าพเจ้าให้แก่ท่านนั้นเถิด………”

จงโฮยก็เลยอยากจะเป็นใหญ่ในแคว้นเสฉวน แทนพระเจ้าเล่าเสี้ยนเสียเอง เกียงอุยก็แนะนำว่า ในขั้นแรกต้องเกลี้ยกล่อมทหารว่า สุมาเจียวเป็นผู้ฆ่าพระเจ้าโจมอ ชิงราชสมบัติให้ผู้อื่น ขอให้ช่วยกันกำจัดเสีย ถึงทหารจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ต้องประกาศไว้ก่อน แล้วเรียกประชุมขุนนางมาแจ้งว่า นางกวยไทเฮามารดาของพระเจ้าโจฮอง ซึ่งได้ยกราชสมบัติให้พระเจ้า โจมอ มีหนังสือมาขอให้ช่วยกำจัดสุมาเจียวเสีย ถ้ามี
ผู้ใดขัดขวางก็ให้เอาตัวไปขังไว้

จงโฮยก็ดำเนินการตามที่เกียงอุยแนะนำ แล้วก็เอาตัวผู้ที่ไม่เห็นด้วยไปใส่คุกไว้ เกียงอุยก็ว่าผู้ที่รับคำอาจจะแกล้งรับไปแต่ปาก ต้องสอบถามดูใหม่ถ้าใครไม่เต็มใจก็ควรจะขุดหลุมฝังเสียจึงจะชอบ จงโฮยก็ว่าได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว เมื่อผู้ใดมิปลงใจด้วยก็จะเอากระบองทุบต้นคอฝังเสียเลย

ขณะนั้นมีทหารของจงโฮยสองคนคือ คูเกี๋ยน กับ เฮาเหล็ก ไม่เห็นพ้องกับการขบถครั้งนี้ เฮาเหล็กก็ตัดนิ้วมือเอาโลหิตเขียนหนังสือถึงเฮาเกียน บุตรชายที่คุมกำลังทหารอยู่นอกเมือง ให้ชวนนายทหารอื่น ๆ คิดกำจัดจงโฮยเสีย และได้ไปชักชวนให้อุยก๋วนเป็นพรรคพวกด้วย เตรียมการที่จะต่อต้านการยึดอำนาจของจงโฮย และคูเกี๋ยนก็ขอรับอาสาเป็นผู้ดูแลขุนนางนักโทษ ที่คุมขังไว้อีกด้วย

ต่อมาเกียงอุยก็เสนอจงโฮยว่า พวกขุนนางที่เอามาขังไว้นั้น ถึงอย่างไรก็คงไม่ปลงใจเป็นพวกด้วยอย่างแน่นอน จะทิ้งเอาไว้เป็นเสี้ยนหนามทำไม จับมาฆ่าเสียให้สิ้นจะดีกว่า จงโฮย ก็เห็นด้วยจึงให้เกียงอุยคุมทหารไปจัดการตามนั้น เกียงอุยรับคำแล้วก็ออกมาขึ้นม้า พาทหารของตนออกไป ก็เกิดอาการจุกอกขึ้นเป็นกำลัง ทนมิได้ต้องซบอยู่กับหลังม้า ทหารก็ช่วยกันพยุงลงมานวดเฟ้นแก้ไขจนค่อยคลายขึ้น ก็พอดีทหารของเฮาเกียนและอุยก๋วน โห่ร้องอื้ออึงเข้าล้อมโจมตีเมืองทั้งสี่ด้าน

เกียงอุยก็ว่าทหารเหล่านี้คือพวกของขุนนางที่ถูกขังไว้เป็นมั่นคง จำจะต้องฆ่าเสียก่อน ทิ้งเอาไว้ไม่ได้ ว่ายังมิทันขาดคำก็มีทหารของเฮาเกียนวิ่งตรูกันเข้ามาถึงตัว จงโฮยก็หนีขึ้นไปชั้นบนปิดระตูเสีย ทหารของเฮาเกียนกับอุยก๋วนก็ล้อมไว้ แล้วจุดไฟเผารอบ ๆ จงโฮยคิดมานะว่าตนก็เป็นชายชาติทหาร การจวนตัวแล้วจะกลัวความตายอยู่หาควรไม่ ก็ถอดกระบี่ออก ลงมาฆ่าฟันทหารที่ล้อมอยู่ตายไปหลายคน ทหารก็ช่วยกันระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกจงโฮยล้มลงตายคาที่ ทหารก็ตัดเอาศีรษะไปให้นาย

ตัวเกียงอุยเองก็ลุกขึ้นชักกระบี่ออก สู้รบกับทหารเป็นสามารถ แต่จุกอกทนไม่ไหวต้องทรุดนั่งลงอีก และรำพึงว่า

“……อุบายของเราคิดไว้ตลอดแล้ว เทพยดามิได้โปรดให้สำเร็จ แกล้งผลาญชีวิตเราในครั้งนี้ เมื่อวาสนาหาไม่จะอยู่ไปใย…….” แล้วก็เอากระบี่ในมือเชือดคอตายเสียในทันใด

และขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่นั้นเอง ทหารที่เป็นพวกของเตงงาย ก็คุมกันตามไปจะชิงตัวเตงงาย ออกจากขบวนเกวียนจำขัง ที่กำลังเดินทางไปเมืองเตียงฮัน แต่อุยก๋วนรู้ว่าถ้าเตงงายรอดได้ ตนก็คงลำบากแน่ จึงใช้ให้คนสนิทคุมทหารห้าร้อยคน ตามไปฆ่าเตงงายกับบุตรชาย และทหารที่จะไปช่วยตายจนหมดสิ้น

ส่วนขุนนางที่ถูกคุมขังนั้น เมื่อออกมาจากคุก ก็เที่ยวค้นหาศพของเกียงอุยจนพบ แล้วก็สับเสียเละเทะ จนเครื่องในออกมากองจึงได้หายแค้น

เมืองเสฉวนของจ๊กก๊ก จึงตกอยู่ในความปกครองของวุยก๊ก ตั้งแต่บัดนั้น แต่ผู้ที่มีส่วนในการสงครามครั้งนี้ ไม่ว่าจะมีฝีมือและสติปัญญาล้ำเลิศแค่ไหน ต่างก็ตายตกไปตามกรรมของตนทุกคน.

############




 

Create Date : 31 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 16:56:37 น.
Counter : 193 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ลิ่วล้อชั้นยอด

เสี้ยวสามก๊ก

ลิ่วล้อชั้นยอด

เล่าเซี่ยงชุน

ในบรรดาทหารเอกที่มีชื่อเสียงในสามก๊กนั้น ต่างก็มีประวัติความเป็นมา ที่ผิดแปลกแตกต่างกันไป แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ได้ไต่เต้ามาจากพลทหารเลว หรือระดับลิ่วล้อปลายแถว อาศัยความกล้าบ้าบิ่น และฝีมืออันเข้มแข็ง ฝ่าฟันการศึกสงครามมาเป็นเวลานาน จึงมีชื่อเสียงเป็นทหารเอกระดับแนวหน้า ในกองทัพของตนได้ในที่สุด

เขาผู้นั้นเป็นชาวเมืองงีหยงชื่ออุยเอี๋ยน เป็นพลทหารอยู่ที่เมืองซงหยง มีความเลื่อมใสชื่อเสียงอันเป็นที่เลื่องลือของเล่าปี่ยิ่งนัก ขณะนั้นเล่าปี่อาศัยอยู่กับเล่าเปียว ได้เป็นผู้รักษาเมืองอ้วนเซีย ครั้นได้ข่าวว่าเล่าเปียวป่วยตาย และนางชัวฮูหยินยกให้เล่าจ๋องบุตรของตนเป็นใหญ่ในเมืองเกงจิ๋ว ก็ปรึกษากับขงเบ้งว่า โจโฉจะต้องยกทัพมาตีเมืองอ้วนเซียแน่ จึงคิดจะถอยไปตั้งหลักที่เมืองซงหยง ราษฎรชาวเมืองก็อพยพตามเล่าปี่ไปเป็นจำนวนมาก แต่พอถึงเมืองซงหยง ชัวมอน้องชายของนางชัวฮูหยิน ก็สั่งให้ทหารยิงเกาทัณฑ์กระหน่ำออกไป ไม่ให้เล่าปี่กับพรรคพวกเข้าเมือง

เมื่ออุยเอี๋ยนเห็นดังนั้น ก็คุมพวกเพื่อนประมาณร้อยคน เข้าฆ่าฟันทหารรักษาประตู แล้วเปิดประตูเมืองให้เล่าปี่พาพวกอพยพเข้าเมืองได้ บุนเพ่งนายทหารเอกของชัวมอจึงเข้ามาขัดขวาง และด่าอุยเอี๋ยนว่า

“…….มึงนี้เป็นแต่ทหารเลว หามีใครนับถือชื่อเสียงไม่ เหตุใดจึงบังอาจเปิดประตูรับเล่าปี่ให้เข้ามา มึงจะให้บ้านเมืองเป็นจลาจลหรือ…….”

อุยเอี๋ยนก็ไม่ฟังเสียง ขับม้าเข้ารบกับนายทหารเอกเป็นสามารถ และทหารทั้งสองฝ่ายก็เข้าสู้รบตลุมบอนกันอุดตลุดไปหมด เล่าปี่เห็นการณ์กลับกลายเป็นเช่นนั้น จึงออกจากเมืองมุ่งไปเมืองกังเหลง ราษฎรชาวเมืองซงหยงที่นับถือเล่าปี่ก็พากันอพยพตามไปอีก รวมเป็นจำนวนหลายหมื่น ส่วนอุยเอี๋ยนนั้นสู้รบอยู่กับบุนเพ่งตั้งแต่เช้าจนเที่ยง เห็นทีจะสู้ไม่ได้จึงหนีออกมานอกเมือง แต่ก็ตามหาเล่าปี่ไม่เจอ จึงไปอาศัยอยู่ที่เมืองเตียงสา

ต่อมาอีกนานหลังจากที่เล่าปี่ร่วมมือกับซุนกวน ตีกองทัพใหญ่ของโจโฉแตกพ่ายไป และยึดเมืองเกงจิ๋วกับเมืองบริวารอีกสามเมืองไว้ได้แล้ว คิดจะขยายอาณาเขตออกไปอีก จึงให้กวนอูยกทหารไปตีเมืองเตียงสา ฮันเหียนเจ้าเมืองเตียงสาให้ฮองตงทหารเอก ออกมาต่อสู้ถึงสามครั้ง หนแรกรบกันถึงร้อยเพลงก็ไม่เพลี่ยงพล้ำ วันรุ่งขึ้นก็ออกไปสู้กันอีก คราวนี้ฮองตงพลาดท่า แต่กวนอูก็ไม่ฆ่าปล่อยให้กลับไป อีกวันหนึ่งกวนอูเสียทีบ้าง แต่ฮองตงคิดถึงบุญคุณจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงให้ถูกพู่หมวกกวนอูเท่านั้น

เมื่อกลับเข้าเมือง ฮันเหียนซึ่งยืนดูอยู่บนเชิงเทิน ก็โกรธหาว่าฮองตงทรยศ จึงสั่งให้เอาตัวฮองตงไปประหารเสีย อุยเอี๋ยนซึ่งยังเป็นทหารเลวอยู่ ก็วิ่งตามไปฆ่าผู้คุมชิงเอาฮองตงมาได้ แล้วร้องประกาศแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่า

“……..ฮองตงนี้เป็นหลักเมืองเตียงสา ฮันเหียนจะให้ฆ่าฮองตงเสีย ก็เหมือนฆ่าราษฎรทั้งปวงเสีย เราจึงชิงไว้ บัดนี้เราจะคิดอ่านฆ่าฮันเหียนเสีย ผู้ใดจะเข้าด้วยเราบ้าง…..”

ฝ่ายชาวเมืองที่มีใจเจ็บแค้นชิงชังฮันเหียน ก็เข้าเป็นพวกอุยเอี๋ยนจำนวนมาก พากันบุกรุกขึ้นไปถึงเชิงเทิน ฮองตงจะห้ามปรามเท่าไรก็ไม่ฟัง อุยเอี๋ยนก็วิ่งเข้าไปเอาดาบฟันฮันเหียนตายคาที่ แล้วตัดเอาศรีษะขึ้นม้าไปหากวนอูที่ค่าย

กวนอูก็ยกทหารเข้าเมืองเตียงสา แล้วแต่งหนังสือแจ้งให้เล่าปี่กับเข้งเบ้ง ซึ่งยกทหารตามมาได้ทราบ เมื่อเล่าปี่มาถึงก็เกลี้ยกล่อมให้ฮองตงยอมเป็นพวกด้วย กวนอูก็พา อุยเอี๋ยนมาคำนับเล่าปี่ขงเบ้ง แจ้งความดีความชอบ แต่ขงเบ้งสั่งให้เอาตัวไปประหารเสีย และประกาศว่า

“…….ผู้ใดกินข้าวแกงท่าน แลฆ่าท่านผู้มีคุณเสีย ผู้นั้นเป็นคนหากตัญญูไม่ ผู้ใดอาศัยอยู่ในแผ่นดินท่านแล้ว คิดยกเอาแผ่นดินไปให้ผู้อื่นเสีย ผู้นั้นเป็นคนหาความสัตย์ไม่ ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นไม่ควร…..”

แต่เล่าปี่ได้ขอโทษไว้ เพื่อเอาไว้เป็นกำลังทำการต่อไป ขงเบ้งจึงต้องยอม แต่ก็คาดคั้นว่า อย่าได้คิดอ่านทรยศต่อผู้มีคุณสืบไป ถ้าไม่ฟังคำก็จะตัดศรีษะเสีย อุยเอี๋ยนจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิดเต็มที

อุยเอี๋ยนและฮองตงอยู่กับเล่าปี่มา จนกระทั่ง เล่าเจี้ยงเชิญเล่าปี่เข้าไปช่วยรักษาเมืองเสฉวน และตั้งกองทหารอยู่ที่ด่านแฮบังก๋วน ต่อมาเกิดขัดใจกับเล่าเจี้ยง เล่าปี่มีบังทองเป็นที่ปรึกษา ก็ยึดด่านโปยสิก๋วนได้ และจะยกเข้าไปตีเมืองเสฉวน เล่าเจี้ยงก็ให้นายทหารเอกสี่คน คุมทหารห้าหมื่นไปรักษาเมืองลกเสีย และแยกทหารสองหมื่นไปตั้งค่ายขัดตาทัพไว้ ที่ ช่องแคบทางเข้าเมืองลกเสีย เหลงเปาคุมค่ายหนึ่ง เตงเหียนคุมอีกค่ายหนึ่ง

เล่าปี่จึงถามทหารทั้งปวงว่า ครั้งนี้ใครจะอาสาไปตีค่ายช่องแคบได้ ฮองตงก็รับอาสา แต่อุยเอี๋ยนแย้งว่า

“……..ซึ่งฮองตงจะอาสาก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าฮองตงเป็นคนชรานัก ขอให้อยู่เถิด ข้าพเจ้าจะอาสาไปเอง……”

ฮองตงก็โกรธหาว่าอุยเอี๋ยนดูหมิ่นตนนัก อุยเอี๋ยนจึงว่า

“…….ข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นท่าน ตัวท่านมีฝีมือก็จริงแต่ว่าแก่แล้ว กำลังก็น้อย อัน เหลงเปาเตงเหียนสองคนนี้ เป็นทหารเอกในเมืองเสฉวน มีฝีมือแล้วก็หนุ่มกว่าท่าน มีกำลังมาก เกลือกว่าท่านเป็นคนแก่จะเสียการไป ข้าพเจ้าจึงจะไปแทนท่านมิให้ลำบาก เมื่อว่าโดยดีฉะนี้ เหตุใดท่านจึงโกรธ…….”

ฮองตงจึงว่า

“…….ท่านสำคัญว่าคนแก่หากำลังมิได้ ตัวท่านหนุ่มจงมาลองฝีมือกับเรา…..”

อุยเอี๋ยนก็โกรธขึ้นมาบ้าง และรับคำท้านั้น ทั้งสองก็ทุ่มเถียงกันอื้ออึง และฮองตงก็เรียกลูกน้องให้เอาง้าวมา จะสู้กับอุยเอี๋ยนให้รู้ดีรู้ชั่วกันข้างหนึ่ง เล่าปี่เห็นดังนั้นก็ห้ามว่า

“……มาทำการทั้งนี้ก็พึ่งกำลังท่านทั้งสอง แลเมื่อเสือต่อเสือจะมาเกิดจลาจลขึ้นฉะนี้ การของเราจะมิเสียไปหรือ ขอเสียทีเถิด……..”

บังทองก็ว่า

“…….ท่านอย่าวิวาทกันเลย ทั้งสองก็มีฝีมืออยู่ด้วยกัน แม้จะให้ไปแต่ผู้เดียวก็จะมีความน้อยใจ จงไปด้วยกันทั้งสองนาย ตีเอาค่ายให้ได้คนละลูก แม้ผู้ใดตีได้ก่อนจะมีความชอบมาก…….”

แล้วก็แบ่งทหารให้ฮองตงไปตีค่ายเหลงเปา ให้อุยเอี๋ยนคุมทหารไปตีค่ายตงเหียน เมื่อทั้งสองยกทหารไปแล้ว บังทองก็บอกให้เล่าปี่คุมทหารตามไปเป็นกองหนุน จะได้ดูแลไม่ให้ทั้งคู่วิวาทพยาบาทกัน ส่วนบังทองอยู่เฝ้าค่าย

ขณะเมื่อฮองตงเตรียมการให้ทหารหุงข้าวกินตอนเช้ามืด อุยเอี๋ยนอยากได้ความชอบมาก จึงให้ทหารกินข้าวเสียแต่ยามหนึ่ง แล้วรีบยกไปตอนกลางคืน แย่งไปตีค่ายเหลงเปาก่อน แต่เมื่อเหลงเปายกทหารออกมาต่อสู้ได้สามสิบเพลง อุยเอี๋ยนและทหารเดินทางมาทั้งคืนยันรุ่ง ต่างมีความอิดโรยจึงเสียทีต้องแตกพ่าย ถอยไปประมาณห้าสิบเส้น เหลงเปาก็ขับทหารไล่ตามมา

ฝ่ายตงเหียนรู้ข่าวก็ยกทหารจากค่ายมาคอยดักอยู่ พออุยเอี๋ยนถอยมาถึงก็เข้าตีซ้ำเติม อุยเอี๋ยนเสียทีเกือบจะถูกแทง พอดีฮองตงคุมทหารมาถึง จึงยิงเกาทัณฑ์ปักอกเตงเหียนตกจากม้าตาย เหลงเปาเข้ามาช่วยก็สู้กับฮองตงได้เพียงห้าเพลง ก็ต้องถอยจะไปเข้าค่ายเตงเหียน แต่ถูกเล่าปี่ที่ตามมายึดค่ายไว้ได้แล้ว จึงต้องหนีต่อไปจะกลับเมืองลกเสีย

แต่เหลงเปาไปไม่ได้ไกล ก็เจออุยเอี๋ยนดักอยู่ และถูกอุยเอี๋ยนจับตัวมัดมาให้เล่าปี่ ที่ค่ายของตงเหียน เล่าปี่จึงว่า

“…….ตัวท่านมีโทษใหญ่หลวงนัก แต่ครั้งนี้หากว่าท่านทำการแก้ตัวจับเหลงเปาได้ เราจะยกโทษเสีย แต่วันนี้สืบไปวันหน้าจะทำการสิ่งใด จงอย่าได้แก่งแย่งทำการเอาหน้า ยกว่าตัวดีดุจครั้งนี้…….”

แล้วเล่าปี่ก็ว่าฮองตงได้ช่วยชีวิตไว้ จงคำนับฮองตงตามประเพณี อุยเอี๋ยนก็คำนับฮองตงขอขมาโทษตามคำสั่ง อุยเอี๋ยนจึงรอดอาญาเป็นครั้งที่สอง

อุยเอี๋ยนอยู่กับเล่าปี่มาอีกนาน จนเล่าปี่เป็นใหญ่ในเมืองเสฉวนแล้ว ก็ยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋งของโจโฉ ครั้งหนึ่งอุยเอี๋ยนได้ออกรบคู่กับเตียวหุย ตีค่ายเพ็กเงียมแตก ต่อมาก็ยึดเมืองลำต๋งได้ โจโฉหนีไปอยู่ที่ด่านเองเปงก๋วน แต่ก็ถูกเล่าปี่ตีแตกอีก พอดีโจเจียงบุตรคนที่สองของโตโฉมาช่วยทัน จึงพากันมาตั้งอยู่ที่หุบเขาเลียดก๊ก พอโจโฉถอยออกจากหุบเขาเลียดก๊กจะกลับ ก็เจอกับอุยเอี๋ยนคุมทหารมาดักอยู่ โจโฉก็เกลี้ยกล่อมอุยเอี๋ยนให้เป็นพวกด้วย จะเลี้ยงดูอย่างดี อุยเอี๋ยนก็โกรธจะเข้าจับตัวโจโฉ บังเต๊กทหารเอกของโจโฉก็เข้ามาต่อสู้ขัดขวางไว้ ตัวโจโฉก็ยืนม้าอยู่บนเนินเขา อุยเอี๋ยนแกล้งทำเป็นหนีบังเต๊กไป แล้วก็หวนกลับมาเอาเกาทัณฑ์ยิงโจโฉ ถูกปาก โจโฉ ฟันหน้าหักไปสองซี่ ตัวเองตกลงจากหลังม้า แล้วก็ลุกขึ้นวิ่งหนี อุยเอี๋ยนดีใจทิ้งเกาทัณฑ์เสีย แล้วควงง้าวไล่ตามจะฆ่าเสียให้ได้ พอดีบังเต๊กกลับมาทันจึงเข้ารบกับอุยเอี๋ยน กันเอาโจโฉหนีรอดไปได้ โจโฉได้รับความเจ็บปวดมาก จึงถอยทัพออกจากเขาเลียดก๊ก ทิ้งเมืองฮันต๋งให้เล่าปี่เข้ายึดครองได้

ต่อมาขุนนางและราษฎรยกให้เล่าปี่เป็นฮ่องเต้ ครองเมืองเสฉวน ฝ่ายซุนกวนก็ร่วมมือกับโจโฉตีเมืองเกงจิ๋ว และจับตัวกวนอูไปประหารชีวิต พระเจ้าเล่าปี่จะยกกองทัพไปแก้แค้น เตียวหุยก็ถูกลิ่วล้อฆ่าตาย เมื่อพระเจ้าเล่าปี่รบกับซุนกวน ฮองตงก็ตายในสนามรบ และลกซุนแม่ทัพของซุนกวน ก็ตีกองทัพพระเจ้าเล่าปี่แตกพ่ายยับเยิน จนพระเจ้าเล่าปีสิ้นพระชนม์ด้วยความตรอมใจ

อาเต๊าบุตรคนโตก็ขึ้นครองเมืองเสฉวน เป็นพระเจ้าเล่าเสี้ยนแห่งจ๊กก๊ก ขงเบ้งเป็นมหาอุปราชก็ยกกองทัพไปปราบขบถที่เมืองเองเฉียง แล้วก็เลยยกกองทัพไปตีเมืองมันอ๋องของเบ้งเฮ็ก จูล่งกับอุยเอี๋ยน ก็เป็นกำลังสำคัญในการศึกครั้งนี้ ขงเบ้งรบชนะเบ้งเฮ็กจับตัวได้ถึงเจ็ดครั้ง แล้วก็ปล่อยตัวไป จนเบ้งเฮ็กยอมแพ้ราบคาบ

เสร็จศึกครั้งนี้แล้ว ม้าเฉียวก็ตายไป ขงเบ้งก็ยกกองทัพไปทำศึกกับวุยก๊ก ซึ่งมี พระเจ้าโจผีบุตรคนโตของโจโฉที่ตายไปแล้วเป็นฮ่องเต้ มีสุมาอี้เป็นมหาอุปราช ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้กับพระเจ้าเล่าปี่ ว่าจะกำจัดก๊กทั้งหลายให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว โดยมีเชื้อสายราชวงศ์ฮั่นเป็นฮ่องเต้ให้จงได้ ในการรบครั้งแรกขงเบ้งก็ได้เกียงอุยทหารเอกเมืองเทียนซุย มาเป็นทหารเอก และพอขงเบ้งจะยกทัพไปตีวุยก๊ก ครั้งที่สองจูล่งก็ป่วยตาย

ขงเบ้งมีอุยเอี๋ยนกับเกียงอุยเป็นทหารเอก ได้ยกทัพไปตีวุยก๊กอีกห้าครั้ง ในครั้งสุดท้ายขงเบ้งป่วยหนัก ขณะที่การรบกำลังติดพันอยู่กับสุมาอี้ และขงเบ้งดูดาวรู้ว่าจะสิ้นอายุ ก็เรียกเกียงอุยเข้ามาบอกว่า ชีวิตของตนเห็นจะตายในวันพรุ่งนี้แล้ว เกียงอุยก็แนะให้ทำพิธีบูชาเทวดาและสะเดาะเคราะห์เสีย ขงเบ้งก็ทำตามทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถจะฝืนชตากรรมได้

ขงเบ้งได้สั่งให้เกียงอุยจัดปะรำพิธี ให้ตนเองเข้าไปนั่งบริกรรมภายในปะรำ และจุดโคมเสี่ยงทายไว้ตรงกลาง ถ้าครบเจ็ดวันแล้วโคมยังสว่างอยู่ ชีวิตของตนก็จะยืนยาวไปได้อีกสองปี แต่พอขงเบ้งทำพิธีได้หกวัน สุมาอี้ก็ส่งทหารเข้ามาหยั่งกำลัง โดยร้องด่าท้าทายเป็นคำหยาบคาย อุยเอี๋ยนทนไม่ได้ก็วิ่งเข้าไปหาขงเบ้ง จะขออาสาออกไปรบกับข้าศึก จึงสะดุดโคมเสี่ยงทายล้มลงไฟก็ดับ เกียงอุยโกรธเป็นกำลังจึงชักกระบี่ออกจะฆ่าอุยเอี๋ยนเสีย ขงเบ้งก็ยุดมือไว้แล้วห้ามว่า อันเหตุดังนี้เพราะกรรมของเราจะถึงที่ตาย แล้วก็ใช้อุยเอี๋ยนให้ออกไปรบตามความสมัครใจ ข้าศึกจะได้ไม่รู้ว่าตนป่วยอยู่ อุยเอี๋ยนจึงรอดตายจากอาญาศึกเป็นครั้งที่สาม

แล้วขงเบ้งก็เรียกขุนนางนายทหารผู้ใหญ่มาสั่งข้อราชการต่าง ๆ รวมทั้งการถอยทัพไม่ให้ข้าศึกตามตี และมอบตำราพิชัยสงครามตลอดจนการดูฤกษ์ยามต่าง ๆ ให้เกียงอุยรับมรดกไป กับสั่งม้าต้ายให้คอยระวังอุยเอี๋ยนจะกำเริบด้วย

ในคืนนั้นอุยเอี๋ยนนอนหลับฝันว่า ศรีษะของตนมีเขาโง้งขึ้นมาทั้งสองข้าง เมื่อตื่นขึ้นจึงแก้ฝันกับลูกน้องคนสนิท ลูกน้องก็สอพลอว่า

“…….ท่านฝันดีนัก อันมีเขานั้นอุปมาเหมือนแปลงตัวได้ ด้วยมังกรนั้นก็มีเขา แล้วมีฤทธิ์กำลังเป็นอันมาก ในนิมิตรท่านนี้จะเหมือนหนึ่งมังกรสำแดงฤทธิ์……”

เมื่อขงเบ้งสิ้นใจแล้ว ขุนนางนายทหารทั้งหลาย ก็ทำตามคำสั่งของขงเบ้งทุกประการ บิฮุยขุนนางผู้ควบคุมขบวนการถอยทัพ ก็สั่งให้อุยเอี๋ยนคุมกองหลัง ให้เอียวหงีถืออาญาสิทธิ์บังคับนายทหารทั้งปวง อุยเอี๋ยนไม่ยอม และแย้งว่า

“…….เอียวหงีเป็นแต่ขุนนางผู้น้อย ซึ่งจะให้ถืออาญาสิทธิ์บังคับนายทหารทั้งปวงนั้นไม่ได้ ชอบแต่ให้คุมศพขงเบ้งกลับไปเมือง ตัวเราจะคุมทหารทำสงครามเอาความชอบไว้จึงจะควร อันขงเบ้งตายแต่ผู้เดียวซึ่งจะเลิกการศึกเสีย กลับไปเมืองนั้นไม่ได้…….”

บิฮุยยืนยันว่านี่เป็นคำสั่งของขงเบ้งให้ไว้ก่อนตาย อุยเอี๋ยนก็เถียงว่า
“..การศึกครั้งนี้หากขงเบ้งไม่ฟังเรา แม้เอาความคิดเราอยู่บ้าง ก็จะทำกลอุบาย ต่าง ๆ เห็นจะได้เมืองลกเอี๋ยงไว้นานแล้ว แลตัวเราก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ แล้วก็ได้เป็นแม่กองทัพหน้า บัดนี้หาบุญขงเบ้งไม่แล้ว ซึ่งจะให้เราเป็นลูกกองป้องกันข้างหลังเอียวหงีนั้น เราไม่ยอม….”

เมื่อบิฮุยกลับมาเล่าให้ฟัง เอียวหงีก็หัวเราะแล้วว่า

“…..อันอุยเอี๋ยนนั้น มหาอุปราชได้ทำนายไว้ว่า ถ้าหาบุญไม่เมื่อใด ก็จะคิดกำเริบขึ้นเมื่อนั้น บัดนี้ก็สมเหมือนคำมหาอุปราช แม้อุยเอี๋ยนจะทำประการใด ก็ตามแต่ความคิดของมัน”

แล้วเอียวหงีก็สั่งการให้เอาศพขงเบ้งขึ้นรถ และเอารูปหุ่นขงเบ้งขึ้นเกวียน เหมือนกับบัญชาการให้กองทัพ ถอนตัวออกจากค่าย ตามคำสั่งของขงเบ้งทุกประการ และให้เกียงอุยเป็นกองระวังหลัง

อุยเอี๋ยนรู้ข่าวว่ากองทัพของจ๊กก๊ก เคลื่อนขบวนกลับหมดแล้ว ทิ้งให้ตนอยู่กองเดียว ก็โกรธจึงชวนม้าต้ายเป็นพวกด้วย แล้วพาทหารไปดักสกัดอยู่ที่ตำบลเจียงโต๋ ระหว่างทางจะไปเมืองเสฉวน เอียวหงีก็พาขบวนอ้อมหลีกทางไปเมืองฮันต๋งก่อน อุยเอี๋ยนก็ตามไปที่เมืองฮันต๋ง เกียงอุยกับอเอียวหงีก็คุมทหารออกจากเมืองมา ประจันหน้ากับอุยเอี๋ยน

แล้วเอียวหงีก็บอกกับอุยเอี๋ยนตามที่ขงเบ้งเขียนหนังสือสั่งไว้ว่า

“……..มหาอุปราชแจ้งอยู่ว่ามึงจะเป็นขบถ จึงสั่งไว้ให้กูฆ่าเสีย แม้มึงอาจสามารถแหงนหน้าขึ้นไปบนอากาศ ร้องด้วยเสียงอันดังได้สามคำว่า ผู้ใดซึ่งกล้าหาญจะบังอาจฆ่ามึงได้ กูจะยกเมืองฮันต๋งให้…….”

อุยเอี๋ยนก็ว่ามึงจงฟังเถิด แล้วก็แหงนหน้าขึ้นร้องว่า ผู้ใดอาจสามารถจะฆ่ากูได้ ทันใดนั้นม้าต้ายซึ่งยืนม้าอยู่ข้างหลัง ก็ชักกระบี่ฟันอุยเอี๋ยนศรีษะขาดกระเด็นตกจากม้า ลงไปกองอยู่กับดิน ตามคำสั่งของขงเบ้งที่ให้ไว้ก่อนสิ้นใจ เช่นเดียวกัน

อุยเอี๋ยนทหารเอกของจ๊กก๊ก ซึ่งไต่เต้ามาจากพลทหารเลว แม้จะมีฝีมือเข้มแข้ง กล้าหาญในการศึกสงคราม แต่ใจไม่สัตย์ซื่อต่อนาย ก็ถึงกาลกิริยาลง ด้วยวิธีอันพิศดาร ดังนี้.

#########




 

Create Date : 31 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 15:01:14 น.
Counter : 171 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ลูกนอกไส้

เสี้ยวสามก๊ก

ลูกนอกไส้

เล่าเซี่งชุน

ตามประวัติของเล่าปี่ผู้นำของจ๊กก๊ก หนึ่งในพงศาวดารสามก๊กนั้น เมื่อได้เป็นฮ่องเต้ที่เมืองเสฉวน พ.ศ.๗๖๓ นั้นมีบุตรเป็นชายล้วนทั้งสี่คน คือ เล่าเสี้ยน เล่าก๋งป้า เล่าเอ๋ง และเล่าลี ครั้นถึงตอนสิ้นพระชนม์ที่เมืองเป๊กเต้ใน พ.ศ.๗๖๖ นั้น ขงเบ้งพา เล่าเอ๋งกับเล่าลีไปเฝ้าที่เมืองเป๊กเต้ เล่าปี่ก็ฝากฝังขงเบ้งให้ช่วยดูแลทำนุบำรุงบุตรของพระองค์ต่อไป ขงเบ้งก็ยกเล่าเสี้ยนขึ้นให้รับราชสมบัติเป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊ก สืบต่อจากพระราชบิดา จนกระทั่งจ๊กก๊กถูกวุยก๊กยึดครอง เมื่อ พ.ศ.๘๐๖ จึงหมดเชื้อสายแซ่เล่าลงแค่นั้น

แต่เมื่อครั้งที่เล่าเสี้ยนหรืออาเต๊าเพิ่งเกิด และยังเป็นทารกอยู่นั้น เล่าปี่มีลูกเลี้ยงคนหนึ่ง ซึ่งโชคร้ายไม่สามารถจะทำตนให้เป็นที่ถูกใจของบิดาได้ จึงไม่มีโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโต ตามบิดาซึ่งเป็นฮ่องเต้ เรื่องก็มีอยู่ว่า

เมื่อก่อนที่เล่าปี่จะได้ขงเบ้งมาเป็นคู่คิด ยังเที่ยวร่อนเร่พเนจรอยู่นั้น ก็ได้ตัวตันฮก หรือชีซี มาเป็นกุนซือคนแรก สามารถที่จะตีเมืองห้วนเสียเอาชนะโจหยินทหารเอกของโจโฉได้ เจ้าเมืองห้วนเสียชื่อเล่าปิดซึ่งเป็นญาติแซ่เดียวกัน จึงเชิญเล่าปี่เข้าไปเลี้ยงฉลองในเมือง ขณะนั้น เล่าปี่เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งหน้าตาดียืนอยู่ข้างหลังเล่าปิด จึงถามชื่อแซ่ เล่าปิดก็บอกว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ชื่อเค้าฮอง เป็นบุตรของพี่สาวแต่กำพร้าบิดามารดา ตนจึงเอามาเลี้ยงไว้ เล่าปี่ก็ว่า

“……. ข้าพเจ้าเห็นรูปร่างงามก็มีใจเอ็นดูนัก ท่านอนุญาตให้ข้าพเจ้าเลี้ยงเป็นบุตรเถิดเป็นไรเล่า ……”

เล่าปิดก็มีความยินดี ให้เค้าฮองคำนับเล่าปี่เป็นบิดาเลี้ยง เล่าปี่จึงเปลี่ยนชื่อ เค้าฮองเป็นเล่าฮอง แล้วพาไปคำนับกวนอูเตียวหุยให้เรียกว่าอา เตียวหุยนั้นไม่ว่าประการใด แต่กวนอูนั้นไม่ยินดี บอกกับเล่าปี่ว่าบุตรของเล่าปี่คืออาเต๊าก็มีอยู่ เหตุไฉนเอาผู้อื่นมาเป็นเนื้อ เหมือนหนึ่งเลี้ยงลูกปูลูกหอย นานไปเห็นจะได้ความเดือดร้อน เล่าปี่จึงว่า

“……..ถึงผู้อื่นนอกเนื้อก็จริง แต่เรารักใคร่เสมอบุตร ได้เอามาเลี้ยงไว้ก็จะมีกตัญญูรักใคร่ เห็นจะไม่คิดร้ายต่อเรา…….”

กวนอูได้ฟังเล่าปี่ว่าดังนั้น ก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด เก็บความขัดเคืองเอาไว้ในใจ ต่อมาตันฮกถูกหลอกให้กลับไปหามารดาที่เมืองฮูโต๋ เล่าปี่ก็ต้องเพียรพยายามไปอ้อนวอน ขงเบ้งให้มาช่วยเป็นที่ปรึกษาจนได้ แล้วก็ค่อยก่อร่างสร้างตัวให้เป็นปึกแผ่นขึ้น ด้วยสติปัญญาของขงเบ้ง จนกระทั่งได้ครอบครองเมืองเสฉวน เล่าฮองก็ได้เป็นขุนนางอยู่ในเมืองเสฉวนด้วย

ต่อมาเมื่อเล่าปี่ยกกองทัพไปตีเมืองฮันต๋ง ในการรบที่ทุ่งฮันซุยซึ่งฝ่ายโจโฉมีทหารเกือบสี่สิบหมื่น เล่าฮองก็เข้าคู่กับเบ้งตัด เป็นกำลังสนับสนุนทหารเอกอย่าง ฮองตง จูล่ง ตีค่าย เตงกุนสันได้ และเผาเสบียงของโจโฉที่เขาบิซองสันเสียวอดไป จนในที่สุดโจโฉก็เป็นฝ่ายถอย พอดีโจเจียงบุตรชายคนรองของโจโฉ กลับจากปราบขบถเมืองไตกุ๋น มาช่วยหนุนไว้ เล่าฮองกับเบ้งตัด ก็เข้าสู้รบกับโจเจียง จนสองพ่อลูกต้องถอยไปถึงหุบเขาเลียดก๊ก ครั้นจะยกกองทัพกลับก็ยังเสียดาย จึงยกเข้ารบอีกครั้งคราวนี้โจโฉถูกอุยเอี๋ยนยิงด้วยเกาทัณฑ์ ถูกฟันหน้าหักไปสองซี่ ต้องยอมยกกองทัพกลับ โดยตัวโจโฉนอนป่วยไปในรถ และเล่าปี่ก็ยึดเมืองฮันต๋งได้ จนชาวเมืองยก เล่าปี่ขึ้นเป็นอ๋องเมืองฮันต๋ง เมื่อ พ.ศ.๗๖๒

โจโฉรู้ข่าวก็โกรธมาก หันไปเป็นพันธมิตรกับซุนกวนเจ้าเมืองกังตั๋ง แล้วช่วยกันรุมรบเล่าปี่ โดยโจโฉให้ทหารเอกยกทัพไปรบกับกวนอู ที่เมืองอ้วนเซียก็พ่ายแพ้ แต่ซุนกวนกลับให้ทหารเอกยกทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว ยึดเมืองของกวนอูไว้ได้ กวนอูจึงต้องถอยไปตั้งหลักที่เมืองเป๊กเสีย ในขณะเดียวกันนั้นเล่าฮองกับเบ้งตัด ก็ยกพลไปตีเมืองซงหยงได้ และพระเจ้าเล่าปี่มอบให้อยู่รักษาเมืองนั้นไว้ด้วยกันทั้งสองคน

กวนอูจึงให้เลียวฮัวถือหนังสือมา ขอให้เล่าฮองกับเบ้งตัดเร่งยกพลไปช่วยโดยเร็ว เล่าฮองก็ปรึกษากับเบ้งตัดว่า กวนอูกำลังเข้าที่อับจนอยู่ในเมืองเป๊กเสีย จะทำประการใด เบ้งตัดก็ออกความเห็นว่า ทหารเมืองกังตั๋งนั้นมีกำลังมากนัก เมืองขึ้นของเกงจิ๋วทั้งเก้าหัวเมือง เสียแก่ ข้าศึกสิ้นแล้ว เมืองเป๊กเสียเล็กนิดเดียวจะเหลืออะไร และโจโฉยกกองทัพมาสี่สิบห้าสิบหมื่น ตั้งอยู่ที่ทุ่งคอโผ อันเราจะยกไปนั้นเห็นจะต้านทานมิได้ เล่าฮองก็ท้วงว่า

“……..เราก็คิดเห็นดังนั้นอยู่ แต่อันกวนอูเป็นอาของเรา ครั้นจะนิ่งอยู่มิยกไปช่วย ก็เห็นหาบังควรไม่…..”

เบ้งตัดก็หัวเราะแล้วว่า

“……..ท่านคิดถึงกวนอูว่าเป็นอา กลัวแต่ว่ากวนอูจะหาคิดว่าท่านเป็นหลานไม่ ครั้งก่อนข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่า พระเจ้าเล่าปี่เอาท่านมาไว้เป็นบุตรเลี้ยง กวนอูมีความริษยาหาสบายใจไม่…..”

การที่เบ้งตัดว่านี้เป็นเรื่องจริง แม้เมื่อครั้งที่เล่าปี่ได้เป็นอ๋องเมืองฮันต๋ง ได้ปรึกษากับขงเบ้งว่าจะตั้งให้เล่าฮองเป็นเจ้าต่างกรม เช่นเดียวกับบุตรชายของตน ขงเบ้งนั้นทูลว่า

“………อันการนี้ข้าพเจ้าหารู้ที่จะว่าด้วยไม่ ขอพระองค์จงปรึกษากวนอูกับ เตียวหุย ซึ่งเป็นพระญาติพระวงศ์เถิด……..”

เมื่อพระเจ้าเล่าปี่ปรึกษากับกวนอูว่าจะเห็นประการใด กวนอูก็ทูลว่า

“……..เล่าฮองนี้เป็นคนโง่เง่าหาชาติตระกูลมิได้ อันจะให้เป็นเจ้าต่างกรมนั้นไม่สมควร แม้ถึงจะทำราชการอยู่ในเมืองเล่า ก็หาไว้ใจได้ไม่ พระองค์จงให้ออกไปอยู่เมืองซงหยง…”

เล่าฮองกับเบ้งตัดจึงต้องมาอยู่ที่เมืองซงหยง เมื่อเบ้งตัดย้ำว่าเล่าฮองลืมเรื่องนี้เสียแล้วหรือ เล่าฮองก็ว่า

“………..ซึ่งท่านว่านั้นก็เป็นความจริงอยู่สิ้น แลซึ่งกวนอูใช้ทหารมานี้ เราจะคิดอ่านบิดพริ้วประการใด…….”

เบ้งตัดจึงแนะให้บอกเลียวฮัว ให้ไปบอกแก่กวนอูว่า บัดนี้บ้านเมืองก็พึ่งตั้งใหม่ ทหารทั้งปวงก็ยังหาบริบูรณ์พรักพร้อมไม่ ซึ่งจะยกไปช่วยเป็นการด่วนนั้นยังขัดสนอยู่ เลียวฮัวก็เสียใจจึงว่า ซึ่งมาตัดรอนไม่ยกไปช่วยครั้งนี้ กวนอูจะมิเป็นอันตรายเสียหรือ เบ้งตัดก็ช่วยแก้ตัวว่า
ข้าศึกที่มาตีเมืองเกงจิ๋วนี้ อุปมาเหมือนกองไฟอันใหญ่ ทหารเมืองซงหยงนั้นเหมือนน้ำในจอกน้อย ย่อมไม่สามารถจะดับไฟกองใหญ่ได้ เลียวฮัวจึงต้องบ่ายหน้าไปหาพระเจ้าเล่าปี่ ที่เมืองเสฉวนอันเป็นหนทางไกล ไม่สามารถจะยกมาช่วยได้ทัน กวนอูจึงเสียทีถูกจับตัวไปประหารชีวิตเสีย

เมื่อพระเจ้าปี่ได้ทราบว่ากวนอูได้เสียชีวิต พร้อมกับกวนเป๋งบุตรชาย ก็เสียใจแทบจะตายตามไปด้วย และโกรธแค้นเล่าฮองกับเบ้งตัดเป็นอันมาก จะให้เอาตัวมาประหารเสีย แต่ ขงเบ้งทัดทานไว้ ว่าให้แยกคนทั้งสองไปอยู่คนละเมืองเสีย จะได้ไม่รวมหัวกันเป็นศัตรู พระเจ้า เล่าปี่จึงให้เบ้งตัดเป็นเจ้าเมืองซงหยงตามเดิม แต่ให้เล่าฮองไปเป็นเจ้าเมืองบิต๊ก

อีกไม่นานโจโฉถึงแก่ความตาย โจผีบุตรชายก็ยึดอำนาจจากพระเจ้าเหี้ยนเต้ ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ของวุยก๊ก ขงเบ้งจึงยกเล่าปี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊กบ้าง

ฝ่ายเบ้งตัดก็รู้ว่าตัวมีโทษถึงประหาร จึงแต่งหนังสือลาพระเจ้าเล่าปี่ไปเข้ากับ พระเจ้าโจผี พร้อมด้วยทหารเพียงห้าสิบคน พระเจ้าโจผีก็ไม่ไว้ใจ พอดีกับพระเจ้าเล่าปี่มีรับสั่งให้เล่าฮองยกทหารไปจับเบ้งตัดมาให้ได้ พระเจ้าโจผีจึงให้เบ้งตัดคุมทหารออกไป ตัดศรีษะเล่าฮองมาให้ได้ จึงจะรับไว้เป็นพวก

เบ้งตัดก็เขียนหนังสือมาเกลี้ยกล่อมเล่าฮอง ให้เข้าเป็นพวกพระเจ้าโจผีเช่นเดียวกับตน แต่เล่าฮองไม่ยอมเชื่ออีกแล้ว ตั้งใจจะจับตัวเบ้งตัดแก้ความผิดของตน แต่ก็ไม่สำเร็จถูก เบ้งตัดกับทหารเอกฝ่ายข้าศึก ตีแตกพ่ายอย่างยับเยิน ต้องหนีตายกลับมาเมืองเสฉวน เมื่อเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ ก็ถวายบังคมแล้วร้องไห้กราบทูลความ ที่ไปรบกับเบ้งตัดให้ทราบโดยตลอด

พระเจ้าเล่าปี่ก็แค้นใจนัก ด่าว่า

“…..ไอ้ลูกถ่อย เกิดมาเสียชาติ ยังมีหน้ามาหากูอีกเล่า……”

เล่าฮองก็ทูลว่า

“…..ครั้งเมื่อกวนอูอาข้าพเจ้าให้มีหนังสือ ไปขอกองทัพมาช่วยเมืองเกงจิ๋ว ข้าพเจ้าตระเตรียมทหารจะยกไปช่วย เบ้งตัดห้ามไว้จึงเป็นเหตุดังนี้……..”

พระเจ้าเล่าปี่จึงว่า

“……เสียแรงกูเลี้ยงมึงมา มึงเป็นก้อนดินต้นไม้หรือ จึงหารู้จักผิดแลชอบไม่ ควรหรือฟังคำอ้ายขบถศัตรู ไม่ยกกองทัพไปช่วยกวนอู ให้เสียการดังนี้…….”

แล้วก็สั่งให้ทหารเอาตัวเล่าฮองไปประหารชีวิตเสีย แม้ว่าภายหลังพระเจ้าเล่าปี่จะระลึกได้ว่า เล่าฮองนั้นยังจงรักภักดีอยู่ โดยไม่ยอมฟังคำเกลี้ยกล่อมของเบ้งตัดในครั้งหลัง และได้ฆ่าคนถือหนังสือเสีย แต่ด้วยความที่เป็นคนมีสติปัญญาน้อย และฝีมือก็ไม่เข้มแข็ง จึงพ่ายแพ้แก่ข้าศึก ไม่อาจแก้ตัวให้พ้นความผิดได้ และต้องตายด้วยอาญาของบิดาเลี้ยงของตนเอง ในที่สุด

ชีวิตของเล่าฮองนั้น ค่อนข้างจะอาภัพอยู่เป็นอันมาก ตั้งใจทำความดี ก็มิค่อยจะได้ดี เพราะผู้ใหญ่ไม่ชอบขี้หน้ามาตั้งแต่ต้น ครั้นเมื่อทำความผิดด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ก็ได้รับโทษอย่างหนัก ไม่มีการให้อภัยแต่ประการใด

ชีวิตของลิ่วล้อผู้นี้ จึงค่อนข้างจะน่าสงสารเป็นอันมาก.

###########




 

Create Date : 31 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 9:27:25 น.
Counter : 277 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เฒ้าทหารเสือ

เสี้ยวสามก๊ก

เฒ่าทหารเสือ

เล่าเซี่ยงชุน

เมื่อครั้งที่เล่าปี่ตีเมืองฮันต๋งได้ ขุนนางและชาวเมืองทั้งปวงก็พร้อมใจกันยก เล่าปี่ขึ้นเป็นอ๋องแห่งเมืองฮันต๋งนั้น เล่าปี่ก็ได้แต่งตั้งให้ทหารเอกที่มีฝีมือยอดเยี่ยม เป็นห้าทหารเสือของตน กวนอูซึ่งเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋วได้รับหนังสือแต่งตั้ง ก็ถามว่าทหารเสือทั้งห้านี้คือผู้ใดบ้าง บิสีก็บอกว่า ห้านายนั้นคือ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว และฮองตง กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า

“……..เตียวหุยก็เป็นน้องเรา จูล่งเล่าก็ได้ติดตามพี่เรามาช้านานแล้ว ก็เหมือนหนึ่งเป็นน้องเรา ฝ่ายม้าเฉียวเล่าก็เป็นชาติเชื้อตระกูลอยู่ แต่ฮองตงคนนี้เป็นแต่เชื้อพลทหารชาติต่ำ เป็นคนแก่ชรา หาควรจะตั้งให้เสมอด้วยเราไม่……..”

บิสีก็เตือนสติกวนอูว่าในสมัยพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ไม่นับถือฮั่นสินว่าเป็นคนตระกูลต่ำ ฮั่นสินจึงหนีมาอยู่กับพระเจ้าฮั่นโกโจ แล้วคุมทหารไปรบชนะพระเจ้าฌ้องปาอ๋องได้ พระเจ้าฮั่นโกโจตั้งให้เป็นขุนนาง ไปกินเมืองเจ๋ พวกข้าหลวงเดิมก็มิได้มีใจคิดอิจฉา ส่วนกวนอูกับเล่าปี่นั้นได้ปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน ก็เท่ากับมีฐานะเสมอกัน อย่าถือเลยจงรับเอาตราตั้งนี้ไว้เถิด

ชะรอยกวนอูจะรำลึกถึงความเก่าได้ว่า ก่อนที่ตนจะสาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่ ซึ่งมีวาสนาได้เป็นอ๋องเมืองฮันต๋งเดี๋ยวนี้ ตนเองก็เป็นคนพเนจรมาจากเมืองฮอตั๋งไกเหลียง และเมื่ออยู่กับกองซุนจ้าน ก็เป็นเพียงทหารเลวเท่านั้นกระมัง จึงยอมรับตราตั้งไว้

ความจริงกวนอูก็เคยมีความคิดแบบนี้ มาก่อนครั้งหนึ่งแล้ว ในคราวที่เล่าปี่ได้ครอบครองเมืองเสฉวน แล้วตั้งให้ เตียวหุย จูล่ง อุยเอี๋ยน ฮองตง และม้าเฉียว เป็นนายทหารเอก และให้กวนอูเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว กับจัดทองห้าร้อยชั่ง เงินพันชั่ง อิแปะห้าสิบล้าน กับแพรอย่างดีพันพับ เป็นบำเหน็จรางวัลด้วย วันหนึ่งกวนเป๋งบุตรชายกวนอู มาคำนับ เล่าปี่ที่เมืองเสฉวน แล้วบอกว่าบิดาของตนได้ยินกิตติศัพท์เลื่องลือว่า ม้าเฉียวนั้นฝีมือกล้าหาญนักหาผู้เสมอมิได้ บิดาของตนจะขอมาต่อสู้กับม้าเฉียว

เล่าปี่ได้ฟังก็ตกใจ จึงหารือกับขงเบ้งว่าจะคิดประการใด ขงเบ้งก็แต่งหนังสือถึงกวนอู มีความว่าอันฝีมือม้าเฉียวนี้เปรียบเสมอแต่กับเตียวหุยน้องท่าน แลการกลศึกนั้นฝีมือท่านยิ่งกว่าม้าเฉียวเป็นอันมาก กวนอูจึงคลายความอิจฉาลง แต่แปลกที่กวนอูไม่ติดใจอุยเอี๋ยน ซึ่งเดิมก็เป็นพลทหารเหมือนกัน และมาอยู่กับเล่าปี่ในคราวเดียวกับฮองตงเสียด้วย เรื่องราวเป็นอย่างไรจะได้เล่าให้อ่านกันต่อไป

ครั้งนั้นเมื่อสงครามใหญ่ระหว่างโจโฉกับซุนกวน จบลงด้วยการพ่ายแพ้อย่าง ยับเยินของโจโฉแล้ว เล่าปี่ก็ถือโอกาสยึดเมืองเกงจิ๋วไว้ในครอบครอง และคิดขยายอาณาเขตแคว้นของตนให้กว้างออกไป จึงให้จูล่งไปตีเมืองฮุยเอี๋ยง ให้เตียวหุยไปตีเมืองบุเหลงได้แล้ว กวนอูก็ขออาสาไปตีเมืองเตียงสาบ้าง

ฮันเหียนซึ่งเป็นเจ้าเมืองเตียงสานั้น เป็นคนหาสติปัญญาไม่ จะทำการสิ่งใดมิได้พิเคราะห์ และชอบข่มเหงให้ราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อน ชาวเมืองพากันเอาใจออกห่างอยู่สิ้น แต่มีทหารเอกอยู่คนหนึ่ง รับราชการมาตั้งแต่พลทหาร จนอายุหกสิบปี มีกำลังแข็งแรง ฝีมือ เข้มแข็งกล้าหาญ ชื่อฮองตง ฮันเหียนก็ให้ฮองตงออกรบกับกวนอูป้องกันเมืองเตียงสา

นักรบทั้งสองต่างก็มีฝีมือทัดเทียมกัน ครั้งแรกรบกันได้ร้อยเพลงต่างไม่เพลี่ยงพล้ำแก่กัน ครั้งที่สองฮองตงเสียท่าม้าที่ขี่ก้าวพลาดล้มลง ฮองตงกระเด็นลงกลิ้งอยู่บนพื้นดิน อาวุธหลุดจากมือ แต่กวนอูยั้งง้าวไว้ไม่ยอมฆ่าคนล้ม ครั้งที่สามกวนอูรุกไล่ฮองตงเข้าไปใกล้กำแพงเมือง ฮองตงได้ทีก็น้าวเกาทัณฑ์ยิง แต่คิดถึงคุณที่กวนอูไว้ชีวิตเมื่อวันก่อน จึงยิงถูกแค่พู่หมวกให้รู้ฝีมือไว้ กวนอูจึงกลับเข้าค่ายไป

แต่ฮันเหียนยืนดูอยู่บนเชิงเทิน รู้ว่าฮองตงรบไม่เต็มมือ จึงสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย ขณะที่ทหารจะนำตัวฮองตงไปฆ่า ก็มีพลทหารคนหนึ่ง วิ่งเข้ามาช่วยชิงเอาตัวฮองตงไว้ได้ แล้วชักชวนชาวเมืองให้ก่อการขบถ จับเจ้าเมืองมาฆ่าเสีย แม้ฮองตงจะห้ามเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ทหารเลวคนนั้นคืออุยเอี๋ยน เมื่อตัดศีรษะฮันเหียนได้ก็หิ้วเอาไปให้กวนอูที่ค่าย และรับเอากวนอูเข้ามาในเมือง กวนอูให้ทหารไปเชิญฮองตงมาพบ ฮองตงก็บอกป่วยเสีย จนเล่าปี่กับขงเบ้งตามมาถึงเมืองเตียงสา เล่าปี่จึงไปหาฮองตงที่บ้าน และเกลี้ยกล่อมให้มาเป็นทหารอยู่กับตน ฮองตงก็ไม่ขัดข้องแต่ขอจัดการศพฮันเหียน เจ้าเมืองผู้มีคุณแก่ตนให้เรียบร้อยก่อน แล้วขอให้ตั้งเล่าผวนหลานเล่าเปียวญาติของเล่าปี่ เป็นเจ้าเมืองต่อไป ส่วนตนสมัครติดตามไปอยู่กับเล่าปี่ พร้อมกับอุยเอี๋ยน

ต่อมาอีกสิบปีเมื่อเล่าปี่ยกทัพไปตีเมืองฮันต๋ง ซึ่งโจหองรักษาอยู่และให้เตียวคับยกทหารมาตีด่านแฮบังก๋วนของเมืองเสฉวน ฮองตงก็ขออาสาออกไปต่อสู้ แต่ขงเบ้งบอกกับเล่าปี่ว่าเตียวคับนั้นฝีมือกล้าหาญนัก ขอให้มีหนังสือไปตามตัวเตียวหุยมาต้านทานจะดีกว่า ฮองตงนั้นชราอายุเจ็ดสิบปีแล้ว เกรงจะทานกำลังเตียวคับไม่ได้ ฮองตงได้ฟังดังนั้นก็โกรธลุกขึ้นประกาศว่า

“…….ถึงข้าพเจ้าชรา ก็ยังมีกำลังขึ้นเกาทัณฑ์ อันทรงของหนักสามร้อยชั่งได้ ควรหรือท่านประมาทข้าพเจ้า ว่าจะสู้ฝีมืออ้ายเตียวคับไม่ได้…….”

ว่าแล้วก็คว้าง้าวออกมารำจนสิ้นเพลง และเอาเกาทัณฑ์มาขึ้นลองกำลังให้ขงเบ้งดู จนเกาทัณฑ์หักไปสองคัน ขงเบ้งจึงอนุญาตให้ฮองตนออกไปรบได้ แต่ให้หาทหารรองไปด้วยอีกคนหนึ่ง ฮองตงจึงขอตัวเงียมหงันซึ่งชราพอกัน และยืนยันว่าถ้าไม่ได้ราชการก็ให้ตัดศีรษะ ทั้งสองหงอกนี้เสียเถิด

เงียมหงันนั้นเดิมเป็นเจ้าเมืองปากุ๋น แม้ว่าจะชราแต่ก็มีกำลังมาก อาจสู้ทหารหมื่นหนึ่งด้วยง้าวใหญ่ของตนได้ แต่รบแพ้เตียวหุยต้องเสียเมืองและถูกจับตัวได้ เตียวหุยสั่งให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เงียมหงันก็มิได้หวาดกลัวแลยอมอ่อนน้อมด้วย เตียวหุยรักน้ำใจจึงยอมคำนับแล้วว่า

“………ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า ท่านผู้เฒ่าเป็นคนดีมีอัชฌาสัย ประกอบด้วยสติปัญญามาแต่ก่อน แลตัวข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยมิได้คารวะแก่ผู้ใหญ่ มากล่าวถ้อยคำหยาบช้าทั้งนี้มิควรแก่ตัวเลย ผิดหนักหนา ขอท่านได้อดโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด…….”

เงียมหงันก็เห็นน้ำใจเตียวหุย จึงว่า

“……..แต่ก่อนเราได้ยินเขาเลื่องลือว่า ท่านนี้มีใจหยาบช้าสามาลย์นัก มิได้รู้จักเด็กแลผู้ใหญ่ บัดนี้เห็นท่านเป็นคนสุภาพ รู้จักที่ผิดแลชอบ ขอบใจหนักหนา ถึงท่านเป็นเด็กก็จริง ก็ควรเราจะคำนับ……..”

แล้วเงียมหงันก็คำนับเตียวหุย โดยนับถือว่ามีคุณแก่ตน และยอมเป็นทหารของเล่าปี่มาจนถึงบัดนี้

ขุนพลชราทั้งสองก็ยกทหารไปรบกับเตียวคับ ที่ด่านแฮบังก๋วน เตียวคับประมาทว่าเป็นคนแก่ก็เยาะเย้ยว่า ตัวชราถึงเพียงนี้ช่างไม่ละอาย ยังมีหน้าอาสามาทำสงคราม จะเอายศศักดิ์ไปถึงไหน ฮองตงก็ว่าถึงตัวจะชรา แต่ง้าวก็ยังคมอยู่ แล้วสองเฒ่าก็รุมรบจนเตียวคับต้องแตกหนีไป ฮันโฮน้องของฮันเหียน กับแฮหัวซงหลานของแฮหัวตุ้น ญาติของโจโฉ ก็นำทหารออกมารบแก้มือ รบกับฮองตงถึงเจ็ดสิบห้าเพลง ฮองตงก็แกล้งถอยหนีไปทีละสองร้อยเส้น ถึงสามครั้ง จึงเกิดความประมาทอีก มิได้ตรวจตรารักษาค่ายให้มั่นคง ตกดึกสองยามเศษสองผู้เฒ่าก็ลอบเข้าโจมตีค่ายแตก

แฮหัวซงกับฮันโฮก็หนีไปถึงค่ายเตียวคับ แล้วก็ยังไม่ยอมหยุด ถอยต่อไปจนถึง แม่น้ำฮันซุย แล้วก็เลยไปอยู่กับแฮหัวเต๊กพี่ชายแฮหัวซง ที่เขาเทียนตองสัน ฮองตงกับเงียมหงันก็ตามมาตีอีก และฆ่าฮันโฮกับแฮหัวเต๊กตายในที่รบ เตียวคับกับแฮหัวซงหนีรอดไป
อยู่กับ แฮหัวเอี๋ยน ที่เขาเตงกุนสัน

ฮองตงก็อาสาตามไปรบอีก แต่ขงเบ้งไม่ไว้ใจจึงให้หวดเจ้งไปด้วย และให้จูล่ง เล่าฮองและเบ้งตัด คุมทหารตามไปคอยช่วยเหลือ คราวนี้ฮองตงยึดเขาไทสันทางทิศตะวันตกของเขาเตงกุนสันไว้ แฮหัวเอี๋ยนก็ยกทหารไปล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน ฮองตงก็ปรึกษากับหวดเจ้งให้ขึ้นไปคอยดูข้าศึกบนยอดเขา ถ้ายกธงขาวให้เงียบอยู่อย่าออกรบ ถ้าเห็นธงแดงจึงค่อยรบ

แฮหัวเอี๋ยนก็ให้ทหารออกมาร้องด่าท้าทายฮองตง ตั้งแต่เช้าจนบ่ายฮองตงก็สงบ ใจอยู่ จนแฮหัวเอี๋ยนและทหารอิดโรย ลงนอนพักผ่อนมิได้ถืออาวุธให้มั่นคง หวดเจ้งเห็นดังนั้นก็โบกธงแดง ฮองตงก็พาทหารโห่ร้องตีม้าล่อฆ้องกลอง วิ่งลงมาจากเขาจู่โจมเข้าตีโดยไม่ทันให้รู้ตัว แฮหัวเอี๋ยนตกใจลุกขึ้นไม่ทันจะจับอาวุธ ฮองตงก็ควบม้าเข้าถึงตัวเอาดาบฟันแฮหัวเอี๋ยน ศีรษะ ขาดกระเด็น ทหารข้าศึกทั้งปวงก็แตกกระจัดกระจายไป แล้วฮองตงก็เลยไปตีข้าศึกที่เขาเตงกุนสันจูล่งกับเล่าฮองและเบ้งตัด ก็เข้ามาช่วยซ้ำเติมจนแตกไปอีก

โจโฉรู้ข่าวว่าแฮหัวเอี๋ยนทหารเอกเสียที และถึงแก่ความตายไปก็อาลัยรักเป็น อันมาก และยกทัพใหญ่สี่สิบหมื่นมาตั้งที่ทุ่งฮันซุยด้วยตนเอง ฮองตงก็อาสาจะไปทำลายเสบียงของโจโฉ ที่ค่ายฮันซุย คราวนี้ขงเบ้งให้จูล่งไปด้วยจะได้ร่วมปรึกษาหารือกัน เมื่อได้ตั้งค่ายลงใกล้ข้าศึกแล้ว ทั้งสองก็จับฉลากเพื่อผลัดกันเข้าตี ฮองตงได้ฉลากออกไปก่อน แต่ตอนเช้า ถ้าถึงเที่ยงแล้วยังไม่กลับมา จูล่งจึงจะตามไป

วันรุ่งขึ้นฮองตงก็ยกทหารไปตีค่ายฮันซุยที่เตียวคับรักษาอยู่ และให้เตียวคีไปตีกองเสบียงที่เขาปักสัน โจโฉก็ให้ทหารเอกอีกสองคนยกไปช่วยเตียวคับ เตียวคียึดเขาปักสันได้แล้วก็ลงมาช่วยฮองตง แต่กำลังพลน้อยกว่าจึงถูกล้อมไว้ทั้งสองคน จูล่งคอยฮองตงอยู่จนถึงเที่ยงแล้วไม่กลับ จึงยกทหารตามไปและช่วยฮองตงกับเตียวคีออกจากที่ล้อมได้ ทหารของโจโฉที่ติดตามมาถึงค่ายก็ถูกตีแตกกลับไปอีกด้วยฝีมือจูล่ง โจโฉจึงต้องถอนทัพจากทุ่งฮันซุยกลับไปเมืองลำต๋ง

แต่อีกไม่นานโจโฉก็ยกกลับมาแก้ตัวอีก แล้วก็พ่ายแพ้ไปอีก เล่าปี่จึงยึดครองเมืองฮันต๋งได้และตั้งให้ฮองตงเป็นทหารเสือ ดังที่เล่ามาข้างต้นนั้น

ฮองตงได้เป็นทหารเอกของเล่าปี่อยู่อีกหลายปี จนกวนอูเสียทีซุนกวนถูกจับตัวไปประหารชีวิต เตียวหุยก็ถูกลิ่วล้อฆ่าตาย แล้วหนีไปอยู่กับซุนกวน พระเจ้าเล่าปี่ซึ่งเป็นฮ่องเต้ของจ๊กก๊ก จึงยกทัพใหญ่ไปรบกับเมืองกังตั๋งแก้แค้นแทนกวนอู ฮองตงก็ได้เป็นแม่ทัพหน้า เมื่อเดินทัพใกล้จะถึงเมืองอิเหลง ก็ให้ตั้งค่ายใหญ่ถึงสี่สิบค่าย และมีข่าวว่าจิวท่ายทหารเอกของซุนกวนยกทัพมาต่อสู้

พระเจ้าเล่าปี่ก็ปรารภว่า นายทหารผู้ใหญ่ก็เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ไปหมดแล้ว เหลือแต่หลานเตียวเปาบุตรเตียวหุย กับกวนหินบุตรกวนอู เท่านั้นที่ยังหนุ่มแน่นพอสู้กับข้าศึกได้ ฮองตงซึ่งได้ยินก็มีมานะคิดว่า ถึงตนจะแก่ก็จริง แต่ยังมีกำลังว่องไวอยู่ จะกลัวอะไรกับข้าศึก คราวนี้จะขอรบปล่อยแก่ แสดงกำลังแลฝีมือให้ปรากฎแก่ทหารทั้งปวง จึงเรียกทหารที่มีฝีมือไว้ใจได้หกคน ขี่ม้าออกไปหาข้าศึก โดยมิได้ทูลลาพระเจ้าเล่าปี่

เมื่อพระเจ้า เล่าปี่ทรงทราบ จึงให้เตียวเปากับกวนหิน ยกทหารตามไปช่วยฮองตงอีกแรงหนึ่ง ฮองตงนั้นแวะไปหางอปั้นทหารเอกที่คุมพลล้อมเมืองอิเหลงอยู่ แล้วปรารภว่า

“……..เราทำราชการอาสาพระเจ้าเล่าปี่มาช้านาน แต่ครั้งรบเมืองเตียงสามาคุ้มเท่าบัดนี้ อายุได้เจ็ดสิบเศษ กินหมูได้มื้อละสิบชั่ง มือยังถือเกาทัณฑ์หนักสองร้อยชั่ง ขี่ม้าเดินทางได้วันละห้าพันเส้น ควรหรือพระเจ้าเล่าปี่มาติเตียน ว่าเราแก่ชราทำราชการไม่ได้ เรามีความน้อยใจนัก จึงมาทั้งนี้หวังจะไปรบเมืองกังตั๋งด้วย ให้ท่านดูกำลังฝีมือว่าจะแก่หรือไม่แก่……..”

พอดีทหารเข้ามารายงานว่า กองทัพเมืองกังตั๋งยกมาถึงแล้ว ฮองตงก็คว้าง้าวคู่มือออกไปรบกับข้าศึก พัวเจี้ยงแม่ทัพของซุนกวนให้นายทหารรอง ออกมารบกับฮองตงได้ไม่ถึงสามเพลง ฮองตงก็ฟันตกม้าตาย พัวเจี้ยงก็ควงง้าวของกวนอูซึ่งตนยึดได้ ออกมาต่อสู้กับฮองตงได้สี่ห้าเพลง ก็ควบม้าหนีจะกลับเข้าค่าย ฮองตงก็ขับม้าไล่ตามไปแต่ไม่ทัน พอดีเจอเตียวเปากับกวนหิน ซึ่งขอร้องให้กลับไปเฝ้าพระเจ้าเล่าปี่ แต่ฮองตงบอกว่ายังรบไม่หายมัน ขออยู่ก่อน
วันรุ่งขึ้นพัวเจี้ยงแต่งตัวขี่ม้าถือง้าวมาท้าฮองตงอีก ฮองตงก็ขึ้นม้าออกไปโดยไม่ให้ใครติดตาม ทั้งสองเข้ารบกันตัวต่อตัว แต่ไม่ถึงสองเพลงพัวเจี้ยงก็ชักม้าหนีอีก ฮองตงไล่ตามไปได้ไม่ไกลก็ถูกทหารของพัวเจี้ยงที่ซุ่มไว้ ระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกซอกคอ และออกมารุมล้อมไว้ ฮองตงยังไม่ตกจากม้าก็กัดฟันต่อสู้กับทหารเลว จะเอาตัวออกจากที่ล้อม พอดีกวนหินกับเตียวเปาคุมทหารห้าพัน ออกมาช่วยไว้ทันจึงพาฮองตงกลับไปหาพระเจ้าเล่าปี่

พระเจ้าเล่าปี่ก็เสด็จมาเยี่ยม เอามือลูบไหล่ฮองตงแล้วตรัสว่า

“……..ท่านไปรบครั้งนี้ก็เพราะเราว่าท่านแก่ชราแล้ว จะทำราชการไม่ได้ ท่านโกรธจึงไปรบต้องบาดเจ็บทั้งนี้ก็เพราะเรา เราขอขมาท่านเถิด………”

ฮองตงก็ทูลว่า

“……..ข้าพเจ้าเป็นชาติทหาร ทำราชการสนองพระเดชพระคุณมาช้านานแล้ว จะกลัวอะไรแก่ความตาย อายุข้าพเจ้าได้ถึงเจ็ดสิบเศษ ควรที่จะบังคมลาอยู่แล้ว……..” ว่าได้เท่านั้นแล้วพิษเกาทัณฑ์กลุ้มขึ้น ฮองตงก็ขาดใจตายไป และในการรบครั้งนี้ ผลสุดท้ายพระเจ้าเล่าปี่ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เช่นเดียวกับที่โจโฉเคยแพ้จิวยี่มาแล้ว จนต้องตรมใจสิ้นพระชนม์ตามฮองตงไป ในเวลาอีกไม่นานนัก

ทหารเสือของจ๊กก๊กที่เหลืออยู่อีกสองคนนั้น ม้าเฉียว กับจูล่ง ก็ถึงแก่ความตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในเวลาต่อมา จนกระทั่งขงเบ้งเองก็ป่วยตายในสนามรบ เมื่อ พ.ศ.๗๗๗ แล้ว อุยเอี๋ยนทหารเอกคู่กับฮองตงก็เป็นขบถ จึงถูกฆ่าตายโดยคำสั่งของขงเบ้งนั้นเอง

จึงเป็นอันจบฉากทหารเสืออันลือชื่อของเล่าปี่ลงเพียงแค่นี้.


##########




 

Create Date : 29 มกราคม 2560    
Last Update : 29 มกราคม 2560 9:47:03 น.
Counter : 300 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.