Group Blog
 
All Blogs
 

วาระสุดท้ายของตัวละคร (๑)

วาระสุดท้ายของตัวละครในสามก๊ก (๑)

วาระสุดท้ายของตัวชะครสามก๊ก
“เล่าเซี่ยงชุน”
๑.ฮัวหยง
ครั้งแรกอ่านไปพบ ฮัวหยง ผู้อาสาลิโป้ออกรบกับกองทัพบ้านนอกของโจโฉ สองวันก็ฆ่าทหารเอกของข้าศึกตายไปถึงสี่คน พอมารบกับกวนอูท่านก็ว่า
“...ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงซึ่งอยู่ในค่ายนั้น ได้ยินเสียงกลองและม้าล่อดังอื้ออึง ก็ชวนกันไปดูกวนอูรบกับฮัวหยง ครั้นออกไปถึงประตูค่าย ก็เห็นกวนอูหิ้วเอาศีรษะฮัวหยง กลับมาทิ้งไว้ตรงหน้าค่าย......”
แค่นี้เอง ตายแล้วก็กลิ้งอยู่กลางดิน.

๒. เตียวหยิม
ภายในเมืองลกเสีย จึงเหลือแต่ เล่าชุน บุตรของ เล่าเจี้ยง กับสามทหารเอกคือ เตียวหยิม งออี้ และเล่ากุ๋ย ปรึกษากันแล้วก็มีหนังสือถึงเล่าเจี้ยงขอทหารกองหนุนมาเพิ่มอีก ระหว่างรอเตียวหยิมกับงออี้ ก็คุมทหารออกรบกับเตียวหุย พอได้ทีล้อมเตียวหุยไว้แล้ว ก็พอดีจูล่งยกทัพเรือมาถึง ช่วยแก้ให้หลุดไปได้อีก แล้วตีเตียวหยิมแตกทัพเข้าเมือง และจับงออี้เป็นเชลยไป งออี้ก็ยอมสามิภักดิ์กับเล่าปี่อีกคนหนึ่ง

ขงเบ้งซักถามเชลยแล้วก็รู้ว่าเตียวหยิมเป็นทหารเอกฝีมือเข้มแข็งของเสฉวน จึงคิดจะจัดการเสียก่อน ที่เหลือก็คงปราบได้ไม่ยาก จึงขี่เกวียนไปตรงประตูเมืองด้านตะวันออกกับทหารประมาณสามสิบคน ล่อให้เตียวหยิมออกมา ขณะนั้นเตียวหยิมได้รับกองหนุนมาแล้วโดยมี โตเอ๋ง เป็นนายทหารคุมมา เห็นขงเบ้งมากับทหารหยิบมือเดียว ก็ยกทหารออกจากเมือง ขงเบ้งก็ทำเป็นกลัวทิ้งเกวียนแล้วขึ้นม้า พาทหารหนีข้ามสะพานกิ๋มงันเกียวโป๋ผ่านป่าไม้อ้อ ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานประมาณหกสิบเส้น

เตียวหยิมกับโตเอ๋งก็คุมทหารไล่ตามมา จูล่งซึ่งซุ่มอยู่ใกล้ก็ออกมารื้อสะพานเสีย พอถึงป่าไม้อ้อเล่าปี่กับเงียมหงันก็ยกทหารเข้าตีกระหนาบทั้งสองฟาก อุยเอี๋ยนกับฮองตงก็ดักรออยู่ข้างหน้า จูล่งก็ตามติดมาข้างหลัง เตียวหยิมตกอยู่กลางวงล้อมม่สามารถจะถอยกลับได้เพราะสะพานถูกรื้อเสียแล้ว เห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ จึงพาทหารขับม้าหนีไปอีกทางหนึ่ง ก็เจอเตียวหุยสกัดปลายทาง ให้ทหารล้อมจับตัวเตียวหยิมจนได้ โตเอ๋งก็เลยหมดกำลังใจยอมมอบตัวต่อจูล่ง

พอมาถึงค่ายเล่าปี่ก็ยกโทษให้ตามเคย แต่เตียวหยิมผู้เดียวไม่ยอมแพ้ เล่าปี่ถามว่า บรรดาทหารในเมืองนี้ก็ยอมหมดสิ้นแล้ว ทำไมจึงมีใจกระด้างขัดแข็งนัก เมื่อไม่อ่อนน้อมแล้วจะคิดประการใด เตียวหยิมมิได้กลัวความตาย ร้องตวาดว่า

"...ตัวเราเป็นชายชาติทหาร จะกลัวอันตรายกลับไปนบนอบเข้าด้วยผู้อื่น หวังจะรักษาชีวิตนั้น ก็มิควรแก่คนที่ซื่อต่อเจ้า อันเป็นชายชาติทหารใจเป็นสองนั้นมิต้องประเพณี ธรรมดาสตรีที่ดีมีมารยาท ก็มิอาจมีผัวให้เป็นสอง...."

แล้วก็ด่าเล่าปี่เป็นข้อหยาบช้าต่อไปขงเบ้งจึงให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย แต่เล่าปี่เอ็นดูว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต จึงให้เอาศพไปฝังไว้ที่ต้นสะพานกิ๋มงันเกียวโป๋ แล้วจารึกข้อความไว้ ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนทั้งปวงในภายหน้า

๓ ตันก๋ง
ตันก๋งนั้นเป็นที่ปรึกษาของลิโป้มาอีกนาน จนแย่งเมืองชีจิ๋วจากเล่าปี่ได้ แต่ถูกโจโฉหวนกลับมาตีแตก ต้องหนีไปจนมุมอยู่ที่เมืองแห้ฝือ และถูกลิ่วล้อทรยศจับตัวไปให้โจโฉประหารชีวิตเสีย ตันก๋งพยายามจะหนีแต่ไม่พ้น ถูกจับตัวมาให้โจโฉจนได้

โจโฉยังคิดถึงบุญคุณของตันก๋งอยู่ อยากจะเอาตัวไว้จึงพยายามเกลี้ยกล่อม แต่ตันก๋งไม่ยินดีด้วย บอกว่า

“……..ตัวกูบัดนี้ถึงที่ตายอยู่แล้ว มืงจะมาซักไซ้ถามเอาเนื้อความสิ่งใดอีกเล่า…”

โจโฉก็ยังไม่โกรธแกล้งถามว่า ซึ่งว่านี้ก็ชอบอยู่แล้ว แต่มารดากับภรรยานั้น จะคิดประการใด ตันก๋งก็คิดอาลัยมารดากับภรรยา จึงยอมอ่อนข้อบอกแก่โจโฉว่า

“…….อันธรรมดาชาติทหารจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ถึงจะจับข้าศึกได้ก็ไม่ทำอันตราย แก่บิดามารดาแลบุตรภรรยา ผู้ใดทำผิดก็ทำโทษแต่ผู้นั้น บัดนี้ตัวเราทำผิดถึงที่ตายอยู่แล้ว ก็มิได้อาลัยแก่ชีวิต เราจะขอฝากมารดากับภรรยา มหาอุปราชจงกรุณาเลี้ยงดูไว้ด้วย…….”

โจโฉยังไม่ทันจะตอบประการใด ตันก๋งก็เดินลงไปจากหอรบจะให้ทหารฟันคอเสีย โจโฉให้ทหารยุดตัวไว้ตันก๋งก็มิได้ฟัง โจโฉก็ใจอ่อนมีความสงสาร เดินร้องไห้ตามหลังไปแล้วว่า

“……..ตัวท่านมิพอใจอยู่แล้วก็ตามทีเถิด อันมารดาแลภรรยาของท่านนั้น อย่าเป็นกังวลวิตกเลย เราจะเลี้ยงไว้ให้เป็นปกติ…….”

ในขณะนั้นตันก๋งจะคิดอย่างไรคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่เมื่อออกมานอกประตูเมือง ก็เร่งให้ทหารลงดาบ ทหารก็ฟันตันก๋งตายตามความปรารถนา โจโฉจึงให้เอาศพไปแต่งการฝังไว้ แล้วคุมตัวมารดากับภรรยาตันก๋งไปเลี้ยงไว้ที่เมืองฮูโต๋ มิให้ผู้ใดทำอันตรายได้

๔.งันเหลียง กับ บุนทิว
ฮ.....จนกระทั่งโจโฉยกทัพไปรบกับอ้วนเสี้ยวครั้งแรก กวนอูไม่รู้ว่าเล่าปี่ไปอาศัยอยู่กับอ้วนเสี้ยว จึงช่วยโจโฉรบ ขณะนั้น งันเหลียง ทหารเอกของอ้วนเสี้ยวได้ฆ่าทหารเอกของโจโฉไปแล้วสองคน กวนอูก็บอกว่า

"..….ข้าพเจ้าก็มีฝีมืออยู่บ้าง ซึ่งว่าจะขออาสาไปตัดศรีษะงันเหลียง มาให้แก่ท่าน เห็นจะไม่ยากนัก อุปมาเหมือนเอาตะเกียบหยิบของกินในโต๊ะ...."

ว่าแล้วก็ควงง้าวคู่มือ ควบม้าฝ่าทหารเลวเข้าไปหางันเหลียง โดยไม่ทันให้ตั้งตัว แล้วก็เอาง้าวฟันคองันเหลียง ซึ่งกำลังตกตลึงอยู่ เอาศรีษะมาให้โจโฉได้อย่างรวดเร็ว

อ้วนเสี้ยวก็ส่ง บุนทิว ทหารเอกคู่หูของงันเหลียง ซึ่งเป็นผู้มีกำลังมาก สูงหกศอกหน้าดำเหมือนหมี ออกรบแก้แค้นแทนเพื่อน แต่ถูกอุบายของโจโฉต้องถอยหนี และถูกทหารเอกของโจโฉสองคนไล่ตามหลังมา บุนทิวหันหน้ามาสู้ เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งกันไว้ได้ต้องพากันกลับมาหาโจโฉ

กวนอูจึงรับอาสาควบม้าเข้าไปรบได้สามเพลง บุนทิวต้านทานกำลังมิได้ก็ชักม้าควบหนี ไปจนมุมอยู่ริมแม่น้ำฮองโห กวนอูตามไปทันก็ฟันด้วยง้าว บุนทิวก็ตกม้าตายไปอีกคนหนึ่ง...

๕.
จากนั้นก็ให้เบิกตัวบังเต๊กมาสอบสวนต่อ บังเต๊กไว้ศักดิ์ศรีแม่ทัพไม่ยอมคำนับกวนอูเช่นผู้แพ้ กวนอูจึงถามว่า ทั้งบังฮิวพี่ชายและม้าเฉียวนายเก่า ก็เป็นข้าราชการในเมือง เสฉวน ของพระเจ้าเล่าปี่ บัดนี้เรารบชนะแล้วทำไมไม่ยอมสมัครอยู่กับเรา

บังเต๊กก็เชิดหน้าตอบว่าเราเป็นข้าของพระเจ้าวุยอ๋อง ซึ่งมีคุณแก่เราเป็นอันมาก และย้ำว่า

"...ซึ่งเราจะยอมเข้าแก่ท่านนั้นมิบังควร เราจะขอตายด้วยคมหอกคมดาบ หารักชีวิตไม่......"

กวนอูจึงให้เอาตัวไปประหารเสีย แต่ก็ยังปราณีในความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของบังเต๊ก จึงให้เอาศพไปฝังไว้ให้สมกับเกียรติยศของแม่ทัพหน้าข้าศึก

เป็นอันว่าโลงที่อุตส่าห์แบกมาตั้งไกลนั้น ลงท้ายก็มิได้ใส่ศีรษะของกวนอู และมิได้ใส่ศพของผู้แบกกลับไปอีกด้วย

ชีวิตของ บังเต๊ก ยอดทหารที่ไม่มีชื่อจารึก อยู่ในอนุสาวรีย์ใดของสามก๊ก ก็ถึงจุดจบลง ณ สมรภูมิเมืองอ้วนเสียนี้เอง

ตลอดชีวิตของเขาแม้จะได้ทำความดีมามาก แต่ก็ได้นายที่บ้าบิ่นอย่างม้าเฉียว หูเบาอย่างเตียวฬ่อ ขี้อิจฉาอย่างอิกิ๋ม และนายที่ผู้คนชิงชังทั้งบ้านทั้งเมืองอย่างโจโฉ ชตาชีวิตของเขาจึงไม่รุ่งโรจน์เหมือนคนอื่น

แต่แม้กระนั้นเขาก็เป็นตัวของเขาเองที่มีความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ กตัญญู สมควรได้รับคำยกย่อง ว่าเป็นชายชาติทหารคนหนึ่ง ในกระบวนอัศวินด้วยกัน...มิใช่หรือ.




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2558    
Last Update : 25 ธันวาคม 2558 9:37:30 น.
Counter : 284 Pageviews.  

๑๖.หมอการเมือง

ลิ่วล้อเล่าเรื่องสามก๊ก

หมอการเมือง

"เล่าเซี่ยงชุน"

เมื่อ โจโฉ ได้เป็นมหาอุปราช ว่าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนแล้ว ก็หลงระเริงในอำนาจจนกระทำการอย่างไม่เคารพยำเกรง พระเจ้าเหี้ยนเต้ อันเป็นเหตุให้ขุนนางทั้งหลายต่างก็คิดแค้นอยู่แต่ก็กลัวอำนาจของโจโฉ จึงไม่มีใครทำอะไรได้ จนกระทั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงขอร้องให้ ตังสิน ช่วยเหลือ ตังสินจึงคิดการรวบรวมพรรคพวกเพื่อโค่นอำนาจของโจโฉ คือ จูฮก จูลัน ตันอิบ โงห้วน ม้าเท้ง และ เล่าปี่ รวมทั้งหมดเป็นเจ็ดคน แต่ม้าเท้งก็กลับไปตั้งหลักที่เมืองเสเหลียง และเล่าปี่ก็พาทหารห้าหมื่นคนอาสาโจโฉว่าจะไปสกัดกั้น อ้วนสุด มิให้ติดต่อรวมพวกกับ อ้วนเสี้ยว ผู้พี่ แล้วก็หลบไปตั้งตัวอยู่ที่เมืองชีจิ๋ว ซึ่งเป็นเมืองที่เคยปกครองมาก่อน

เล่าปี่ยกทัพหายเงียบไปเป็นเวลาถึงสี่ห้าปี ตังสินกับขุนนางพลเรือนอีกสี่คนที่เหลือ ก็หมดปัญญาที่จะคิดอ่านต่อไปได้ เพราะไม่มีกำลังทหาร ต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปตาม ๆ กัน ตังสินนั้นถึงกับป่วยเป็นไข้ลง พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ทราบก็ให้หมอหลวงชื่อ เกียดเป๋ง มารักษาพยาบาล เกียดเป๋งเฝ้าพยาบาลอยู่ใกล้ชิด ก็รู้ว่าตังสินไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไร แต่เป็นไข้ใจที่หาสมุฐานไม่ได้

วันหนึ่งตังสินชวนให้เกียดเป๋งกินเลี้ยง และนอนค้างด้วยกันที่บ้าน ตกดึกตังสินนอนหลับแล้วฝันว่า ตัวเองฆ่าโจโฉได้ ก็ดีใจร้องด่าโจโฉจนตื่นก็ยังด่าอยู่ ทำให้ เกียดเป๋งรู้ว่าไข้ใจของตังสิน ก็คือความต้องการที่จะกำจัดโจโฉนั่นเอง เกียดเป๋งเองก็ เกลียดชังโจโฉอยู่แล้ว จึงเข้าเป็นพวกด้วยและขอให้บอกแผนการที่วางไว้จะอาสาลงมือ
ทำการเอง ตังสินยังไม่ไว้ใจ เกียดเป๋งจึงตัดนิ้วมือเอาโลหิตปนสุราดื่มสาบาน ตังสินจึง
เอาพระอักษรที่พระเจ้าเหี้ยนเต้เขียนด้วยโลหิตฝากไว้กับตัวให้ดู พร้อมทั้งเล่าถึงการหา
พลพรรคทั้งหกคนให้ทราบโดยตลอด เกียดเป๋งก็ยืนยันว่าปล่อยให้เป็นธุระของตน จะจัดการเอง

ตอนเช้าเกียดเป๋งลากลับไปบ้านแล้ว ตังสินมีความสบายใจหายไข้
ก็ลงไปชมสวน เจอเอา เคงต๋อง บ่าวคนสนิทสนทนาอยู่กับ นางอินเอ่ง ภรรยาน้อย ในที่ลับหูลับตาก็โกรธ เรียกคนใช้มาจับตัวไว้แล้วจะฆ่าเสีย แต่ภรรยาใหญ่ของตังสินเห็นว่า จะวุ่นวายไปใหญ่ ก็ขอชีวิตไว้ ตังสินจึงสั่งให้เฆี่ยนเสียอย่างหนักแล้วเอาตัวไปขังไว้ แต่
พอเวลาเที่ยงคืน ไม่รู้ว่ามีใครช่วยให้เคงต๋องหลบหนีออกจากที่คุมขังได้ ก็รีบไปหาโจโฉ
เล่าความลับที่ตังสินคบคิดกับขุนนางและหมอจะกำจัดโจโฉ ให้ฟังโดยละเอียด โจโฉก็ให้เอาตัวไปซ่อนไว้ ข้างตังสินเห็นเคงต๋องหนีไปได้ก็คิดว่าคงกลับไปบ้านนอก จึงไม่คิดจะติดตาม

อยู่มาวันหนึ่งโจโฉทำอุบายว่าปวดศรีษะ ให้คนใช้ไปตามหมอเกียดเป๋งมารักษา เกียดเป๋งคิดว่าได้ทีแล้วก็ซ่อนยาพิษไปด้วย โจโฉเห็นเกียดเป๋งมีนิ้วขาดอยู่นิ้ว
หนึ่ง ตรงกับคำที่เคงต๋องเล่าก็ระวังตัวอยู่ บอกเกียดเป๋งว่าปวดศรีษะอย่างหนัก ช่วย
ประกอบยาแก้ไขให้ทีถ้าหายจะให้รางวัล เกียดเป๋งก็จัดแจงต้มยาหม้อแล้วแอบเอายาพิษใส่ลงไปด้วย พองวดก็รินยาครึ่งถ้วยยกไปให้โจโฉกิน โจโฉก็บิดพริ้วไม่ยอมกิน อ้างว่าท่านเป็นหมอหลวงก็รู้ขนบธรรมเนียมดีอยู่แล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ประชวรหมอจะถวายยา ก็ให้ขุนนางคนสนิทชิมก่อน แม้บิดาผู้ใดป่วยหมอประกอบยาให้ บุตรของผู้นั้นก็ชิมก่อน ตัวเรานี้เป็นถึงมหาอุปราช ตัวท่านควรจะชิมยาที่ท่านจะให้เรากินก่อน

เกียดเป๋งก็แก้ตัวว่า ถ้าชิมก่อนเหลือยาน้อยโรคก็จะไม่หาย ว่าแล้วก็จะปล้ำกรอกยาให้ โจโฉจึงปัดถ้วยยาหก ด้วยอำนาจยาพิษอิฐที่พื้นก็แตก คนใช้ก็ช่วยกัน
จับเกียดเป๋งไว้ โจโฉเห็นประจักษ์แก่ตาว่าเกียดเป๋งใส่ยาพิษ จึงว่าความจริงไม่ได้ป่วย
แต่จะลองใจว่าจะคิดร้ายหรือไม่ แล้วก็ให้ทหารเอาตัวเกียดเป๋งลงไปในสวน และให้
เฆี่ยนอย่างหนักพร้อมกับคาดคั้นว่า ตัวเองนั้นเป็นแต่หมอคงไม่กล้าคิดการใหญ่อย่างนี้ใครใช้มาให้ทำถ้าบอกความจริงจะยกโทษให้

เกียดเป๋งนั้นแม้จะเจ็บปวดด้วยถูกเฆี่ยนตี แต่ก็ไม่ได้กลัวความตาย จึง ร้องตวาดว่า

"....ตัวมึงทำการหยาบช้าเป็นศัตรูราชสมบัติ ซึ่งกูคิดทำการครั้งนี้ใช่จะมีผู้ใดสั่งสอนกูก็หาไม่ ด้วยเหตุว่าแผ่นดินร้อนทุกเส้นหญ้ากูจึงคิดจะฆ่ามึงเสีย ถึงคนทั้งปวง ก็หมายใจจะล้างชีวิตมึงเสียให้ได้ แต่หากว่าเกรงอยู่ด้วยจะทำการไม่ตลอด ชีวิตกูจะตายมึงจะมาถามเซ้าซี้ไปใย....."

โจโฉโกรธมากก็ให้เฆี่ยนต่อไปถึงเที่ยง หลังแตกโลหิตไหลนอง แต่ก็ไม่ยอมซัดทอดใคร โจโฉกลัวว่าจะตายเสียก่อนจะสืบต่อยาก จึงให้เอาตัวไปขังคุกไว้ก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น โจโฉเชิญขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินโต๊ะที่บ้าน ขุนนางผู้ที่ร่วมคิดกับตังสินทั้งสี่คนก็ไปด้วยแต่ตังสินบอกป่วย พอแขกทั้งหลายกำลังกินโต๊ะกันเพลินอยู่ โจโฉก็ให้ทหารคุมตัวเกียดเป๋งออกมา ประกาศแก่ที่ประชุมว่า เกียดเป๋งเป็นขบถจะทำอันตรายแก่พระเจ้าเหี้ยนเต้และตนเอง แต่บังเอิญจับได้เสียก่อน จะขอทวนถามต่อหน้าขุนนางทั้งหลายเดี๋ยวนี้ แล้วก็ให้ทหารเฆี่ยนเกียดเป๋งจนสลบแล้วสลบอีก เกียดเป๋งก็ไม่ยอมย่อท้อ กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันถลึงตาด่าโจโฉอย่างหยาบคายไม่ขาดปาก โจโฉยันว่าเดิมนั้นคบคิดกันหกคน ตัวเข้าไปร่วมด้วยจึงเป็นเจ็ดคน ทำไมไม่บอกตัวต้นเหตุ เกียดเป๋งไม่ยอมบอก โจโฉก็ให้เฆี่ยนเรื่อยไป

ขุนนางทั้งสี่คนคือ จูฮก จูลัน ตันอิบ โงห้วน ที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยก็กระสับกระส่ายไม่เป็นสุข อุปมาดั่งนั่งอยู่บนขวากหนาม หน้าก็ซีดเหลียวล่อกแล่ก โจโฉจึงให้นำตัวเกียดเป๋งไปขังคุกไว้อย่างเดิม แล้วเลิกงานเลี้ยงแต่ให้ทั้งสี่คนอยู่ก่อน แล้วก็ซักไซ้ไล่เรียงถึงเรื่องที่ได้ไปประชุมกันที่บ้านตังสิน และแพรขาวนั้นมีข้อความว่าอย่างไร ทั้งหมดก็ไม่ยอมรับอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นท่าเดียว

โจโฉจึงให้เอาตัวเคงต๋องบ่าวของตังสินออกมายืนยัน เคงต๋องก็เล่าเป็นฉากไปเลยว่า ทีแรกจูฮกไปหาตังสินก่อน ครั้น จูลัน ตันอิบ โงห้วน ม้าเท้งมาทีหลัง ตังสินเอาหนังสือบนแพรขาวออกมาให้ดู ทั้งหมดก็ลงชื่อทำสัญญาร่วมกันไว้ ว่าจะทำร้าย
มหาอุปราช

จูฮกจึงว่าเคงต๋องนี้ ลอบทำชู้กับภรรยาน้อยของตังสิน พอถูกจับได้โดนโบยตีแล้วขังไว้ก็มีใจพยาบาท จึงหนีออกมาผูกเรื่องใส่โทษนายขออย่าได้เชื่อคนผิด โจโฉก็ให้เอาขุนนางทั้งสี่ไปขังไว้ คาดโทษว่าถ้าสอบสวนได้ความจริงจะฆ่าเสีย

ถัดมาอีกวันโจโฉก็พาทหารไปบ้านตังสิน ถามว่าเมื่อวานทำไมไม่ไปกินเลี้ยง ตังสินบอกว่าป่วยยังไม่หายกลัวโรคจะกำเริบ โจโฉก็บอกว่าหมอเกียดเป๋งเอายา
พิษให้เรากิน ท่านทราบหรือไม่ ตังสินก็ว่าไม่ทราบ โจโฉว่างั้นดีแล้วให้ทหารเอาตัวมา
สอบสวนอีก แล้วว่าพรรคพวกที่ร่วมกันคิดร้ายนั้นมีห้าคน บัดนี้จับได้สี่คนให้ขังคุกไว้แล้ว และหันมาถามเกียดเป๋งว่า ใครใช้ให้เอายาพิษมาใส่ให้กิน เกียดเป๋งยืนคำเดิมว่าไม่มีผู้ใช้ ก็ให้ทหารเฆี่ยนตีเกียดเป๋งต่อหน้าตังสิน แล้วถามว่าเดิมนิ้วมือมีครบสิบนิ้ว ทำไมจึงเหลือเก้านิ้ว เกียดเป๋งตอบว่า ตัดนิ้วมือออกนิ้วหนึ่งเพื่อสาบานว่าจะฆ่าโจโฉให้ได้

โจโฉจึงสั่งให้ทหารตัดนิ้วมือเกียดเป๋งเสียทั้งหมด แล้วว่า

".....มึงตัดนิ้วเสียนิ้วเดียว จึงทำร้ายกูไม่ได้ บัดนี้กูให้ตัดเสียอีกเก้านิ้ว มึงเร่งคิดการทำร้ายกูให้สำเร็จเถิด....."

เกียดเป๋งก็สวนว่า

"..ปากกูยังมี ลิ้นกูพอจะด่าแม่มึงได้อยู่อีก.."

โจโฉก็สั่งให้ตัดลิ้นเสีย เกียดเป๋งจึงขอร้องว่า อย่าทำให้ลำบากแก่เราอีกเลย จงแก้มัดออกเสียจะสารภาพแล้ว พอโจโฉสั่งให้ทหารแก้มัดออก เกียดเป๋งก็ลุกขึ้นหันหน้าไปทางทิศพระราชวัง กราบถวายบังคมพระมหากษัตริย์แล้วกล่าวว่า

".....ตัวข้าพเจ้าเป็นข้าราชการในแผ่นดิน บัดนี้มีศัตรูทำจลาจลต่อราชสมบัติ ข้าพเจ้าคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดิน บัดนี้ไม่สมความคิด....."

ว่าแล้วก็เอาศรีษะโขกกับเสาศิลาจนศรีษะแตกตาย โจโฉยังไม่หายแค้นก็ให้เชือดเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ แล้วตัดศรีษะตระเวนไปเสียบประจานไว้

จากนั้นก็ให้เอาตัวเคงต๋องมาสอบสวนต่อหน้าตังสินอีก ตังสินไม่ยอมรับก็ให้ทหารค้นบ้านตังสิน จนได้หนังสือซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เขียนด้วยโลหิตบนแพรขาว และหนังสือที่ลงชื่อผู้ร่วมก่อการร้ายทั้งหมด โจโฉรู้เรื่องตลอดแล้วจึงจับตัวตังสินพร้อมทั้งบุตรภรรยาไปที่บ้านของตน หารือกับที่ปรึกษาทั้งปวงว่า มีหลักฐานปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า พระเจ้าเหี้ยนเต้คิดให้คนพวกนี้ ทำร้ายแก่เราผู้มีความชอบ สมควรเนรเทศออกเสียจากราชสมบัติ แล้วตั้งเชื้อพระวงศ์ที่มีสติปัญญา เป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนจะเห็นประการใด

เหล่าที่ปรึกษาก็ว่า ถึงเวลานี้ราชการทั้งหลายก็เป็นสิทธิ์เด็ดขาดที่มหาอุปราชทุกอย่างอยู่แล้ว แม้จะทำสิ่งใดก็อ้างรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ หัวบ้านหัวเมืองจึง
ยำเกรงอยู่ ถ้าตั้งพระเจ้าแผ่นดินใหม่ หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งหลาย ก็อาจรวมกำลังเข้ามา
ต่อต้านได้

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้เอาตัวตังสินและขุนนางทั้งสี่คน รวมทั้งบุตรภรรยาและพรรคพวกทั้งหมดประมาณเจ็ดร้อยคน ไปประหารเสียที่นอกกำแพงเมือง ฮูโต๋ ขุนนางอื่นและอาณาประชาราษฎรก็มีความสงสาร น้ำตาตกไม่เว้นแต่ละคน

โจโฉยังไม่เลิกอาฆาตพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็เหน็บกระบี่เข้าไปในวัง ให้ทหารจับตัวนางตังกุยหุยน้องสาวของตังสิน ซึ่งเป็นสนมของพระเจ้าเหี้ยนเต้ จะฆ่าเสีย พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ขอไว้ว่า นางตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว จงเห็นแก่เราอย่าฆ่าเสียเลย

โจโฉก็ว่า

"......พระองค์ให้ตังสินทำร้ายข้าพเจ้า หากเทพดาช่วยข้าพเจ้าจึงรู้การทั้งปวง หาไม่ข้าพเจ้าก็จะถึงแก่ความตาย แม้พระองค์เอาหญิงคนนี้ไว้ ภายหน้าก็จะมีอันตรายแก่ข้าพเจ้า....."

นางฮกเฮาผู้เป็นมเหสีก็ขอร้องอีกว่า รอให้คลอดบุตรเสียก่อนเถิด โจโฉว่าจะเอาพันธุ์มันไว้ทำไม ถ้าบุตรมันโตใหญ่ขึ้น มันก็จะพยายาม ทำร้ายแก่ข้าพเจ้าอีก นางตังกุยหุยก็ขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย อย่าให้ฆ่าด้วยอาวุธเลย ขอแพรขาวมารัดคอให้ตายตามปกติเถิด แล้วก็ร้องไห้รำพันกันอยู่ทั้งสามคน

โจโฉโกรธจัดร้องว่า คบคิดกันจะทำร้ายเรา ครั้นถูกจับได้สิมาร้องไห้รักกันเล่า แล้วให้เจ้าหน้าที่เอาตัวนางตังกุยหุย ไปรัดคอตายนอกประตูวัง และสั่งจัดทหาร
สามพันคนเฝ้าตรวจตราพระราชวัง ไม่ให้เชื้อพระวงศ์ผู้ใดเข้าไปติดต่อกับพระเจ้าเหี้ยน
เต้ได้อีก ตั้งแต่บัดนั้น

ตกลงผู้ก่อการขบถภายในราชอาณาจักรคราวนี้ ทางฝ่ายพลเรือนก็ถูกจับประหารชีวิตหมดแล้ว คงเหลือแต่ฝ่ายทหารที่ไม่ได้มาตามนัดอีกสองนายคือ เล่าปี่ กับม้าเท้ง ตัวเล่าปี่นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีบุญญาธิการอยู่มาก โจโฉจึงทำอะไรไม่ได้ จน
สิ้นอายุของตนเองไปตามกรรม

แต่ ม้าเท้ง เจ้ามืองบ้านนอกจะรอดพ้นเงื้อมมือของท่านมหาอุปราชเจ้าปัญญาอย่าง โจโฉ ไปได้ ก็คงจะไม่นานเป็นแน่แท้.

#########




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2558 19:16:32 น.
Counter : 322 Pageviews.  

๑๕.ผู้ก่อการมือเปล่า

ลิ่วล้อเล่าเรื่องสามก๊ก

ผู้ก่อการมือเปล่า
"เล่าเซี่ยงชุน"

ตั้งแต่ครั้งที่ โจโฉ ได้ยกทหารสามสิบหมื่น มาปราบปราม ลิฉุย กุยกีจน เรียบร้อยโรงเรียนจีน จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนแล้วนั้น ราชการงานเมืองทั้งปวง ก็ตกเป็นสิทธิ์ขาดอยู่แก่โจโฉทั้งสิ้น โจโฉจึงคิดจะเชิญเสด็จพระเจ้าเหี้ยนเต้ ออกจากเมืองลกเอี๋ยง ไปตั้งราชธานีใหม่อยู่ที่เมืองฮูโต๋

เนื่องจาก เมืองลกเอี๋ยง ได้รกร้างว่างเปล่าอยู่ตั้งแต่เมื่อครั้งตั๋งโต๊ะเผาทิ้งไปแล้ว ยากแก่การที่จะบูรณะตกแต่งให้เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เหมือนอย่างเดิมได้ ส่วนเมืองฮูโต๋นั้น ประกอบด้วยค่ายคูประตูหอรบ อาณาประชาราษฎรก็มีทรัพย์สินมั่งคั่ง ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ พอกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็มีรับสั่งว่า ท่านจะคิดป้องกันบำรุงเราประการใด ก็ตามเถิดเราไม่ขัด ขุนนางใหญ่น้องทั้งหลายก็เลยไม่มีใคร ว่ากล่าวทัดทานแต่ประการใด

ก่อนที่ขบวนย้ายเมืองหลวงจากลกเอี๋ยงจะถึงเมืองฮูโต๋ ก็มีข้าเก่าของ พระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่จงรักภักดีอยู่ในสมัยที่ต้องระหกระเหินหนีลิฉุยกุยกีสามคน ยกทหารมาขัดขวางไว้ แต่ก็ถูกโจโฉตีแตกพ่ายไป เอียวฮอง ทหารเก่ากับ หันเซียม อดีตนายโจรก็หนีไปอยู่กับ อ้วนสุด ที่เมืองลำหยง ส่วน ซิหลง ซึ่งเป็นเพื่อนกับเอียวฮอง ก็สมัครเข้า
เป็นลิ่วล้อของโจโฉเสียเลย

เมื่อตั้งมั่นในเมืองฮูโต๋เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็แต่งตั้งให้ ตังสิน คนสำคัญอีกคนหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันพระองค์ให้พ้นภัยจากลิฉุยกุยกี เป็นเสนาบดี และต่อมา นางตังกุยหุย น้องสาวของตังสิน ก็ได้เป็นสนมเอกของพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึง ได้เป็นพระญาติพระวงศ์ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนโจโฉนั้นมีทหารเอกสี่คน ทหารโทห้าคน ทหารตรีสองคน ล้วนแต่มี ฝีมือยอดเยี่ยมทั้งสิ้น แล้วยังมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นพรรคพวกอีกสี่คน กับเจ้าเมืองใหญ่อีกสามคน ก็เลยตั้งตนเป็นมหาอุปราช ว่าราชการแทนพระเจ้าเหี้ยนเต้เจริญรอยตามผู้ใหญ่รุ่นพี่ที่แล้ว ๆ มาเช่นกัน

ตั้งแต่นั้นมา โจโฉก็ยกทัพไปกำหราบปราบปรามหัวเมืองอื่น ที่ไม่ยอม อ่อนน้อมด้วยหลายต่อหลายครั้ง แพ้บ้างชนะบ้างไปตามเรื่อง ครั้งหลังร่วมมือกับ เล่าปี่
ปราบปรามลิโป้ ลงได้ จึงพาเล่าปี่มาเฝ้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ พอทราบว่าเล่าปี่เป็นเชื้อพระวงศ์ระดับอา ก็ตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายกรมวัง โจโฉเลยชักระแวงว่าเล่าปี่จะเป็นใหญ่ ขัดขวางความก้าวหน้าทางการเมืองของตัวไปเสียอีก

สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้าเหี้ยนเต้กับโจโฉ ซึ่งไม่ค่อยจะเรียบร้อยอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งขลุกขลักมากขึ้นไปอีก เพราะโจโฉพยายามจะเบ่งตัวเองให้ใหญ่เท่า เทียมกับฮ่องเต้ อย่างเช่นคราวหนึ่งได้เสด็จไปประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ มีข้าราชบริพารตามเสด็จมากมาย พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเกาทัณฑ์ยิงกวางแต่ไม่ถูก โจโฉก็ขอพระราชทานเกาทัณฑ์มายิงกวางล้มลง ขุนนางเห็นเป็นลูกเกาทัณฑ์ของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก็พา
กันกราบถวายบังคมชื่นชมยินดี โจโฉก็เลยอวดอ้างว่าเป็นฝีมือของตนเอง เป็นการหมิ่นพระเกียรติต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย ก็มีหลายคนแสดงความโกรธเคือง โจโฉจึงแกล้งคำนับพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วกราบทูลแก้เกี้ยวว่า ที่ยิงถูกนั้นเป็นเพราะเกาทัณฑ์และบารมีของพระองค์ แต่แล้วก็ไม่ได้คืนพระแสงเกาทัณฑ์นั้น คงยึดเอาไว้เป็นกรรมสิทธิ์เสียเลย

พระเจ้าเหี้ยนเต้เสียพระทัย ปรารภกับ นางฮกเฮา มเหสีว่า

"..ตัวเราได้เสวยราชย์สมบัติ มีแต่ความระกำใจ ครั้งตั๋งโต๊ะก็ทำหยาบช้าแก่เราเป็นอันมาก ครั้งลิฉุยกุยกีก็คิดทำอันตรายแก่เราต่าง ๆ ครั้งนี้เราคิดว่าโจโฉจะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ก็กลับมาทำหยาบช้าแก่เราอีกเล่า อันชีวิตของเรากับเจ้านี้ ไม่รู้จักว่าความตายจะมาถึงวันใด....."

ต่อมา ฮกอ้วน บิดานางฮกเฮาเข้าไปเฝ้าในที่ข้างใน ทราบเรื่องเข้าจึง แนะว่า เมื่อขุนนางทั้งปวงไม่มีใครเจ็บร้อยด้วย ก็เห็นแต่ตังสินซึ่งเป็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ ชิด น่าจะช่วยกำจัดโจโฉได้ แต่ทุกวันนี้โจโฉจัดหญิงคนสนิท ให้คอยสอดแนมดูความเป็นไป ในพระราชวังอยู่ตลอดเวลา ต้องระวังตัวให้ดี

พระเจ้าเหี้ยนเต้จึงเอาพระแสงแทงนิ้วพระหัตถ์ แล้วเอาโลหิตเขียนข้อความลงบนแพรขาว ให้นางฮกเฮาเย็บซ่อนไว้ในกลีบเสื้อ แล้วให้หาตัวตังสินมาพระ
ราชทานเสื้อเป็นบำเหน็จเมื่อครั้งพาหนีลิฉุยกุยกี แล้วกระซิบว่าเมื่อถึงบ้านแล้วเราะเสื้อ
ออกดูจะรู้ความทุกข์ของพระองค์ ตังสินก็ใส่เสื้อนั้นจะกลับไปบ้าน โจโฉก็รู้เรื่องเสื้อจากสายลับหญิงจึงไปดักตังสินที่ประตูวัง ให้ถอดเสื้อที่รับพระราชทานมาดูก็ไม่เห็นมีอะไรจึงแกล้งสวมใส่แล้วขอเอาดื้อ ๆ ตังสินทำใจดีสู้เสือ บอกว่าเป็นเสื้อพระราชทาน จะให้แก่ใครไม่ได้ แต่ถ้าอยากได้ก็เอาไปเถิด โจโฉจึงต้องยอมถอดเสื้อคืน

ถึงเวลาค่ำตังสินนอนอยู่ผู้เดียว ก็เอาเสื้อมาเราะแพรขาว อ่านอักษรที่เขียนด้วยโลหิตของพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วก็คิดตริตรองหาหนทางอยู่ตลอดคืน ไม่ได้หลับ
นอน จนถึงเช้าก็เอาผ้านั้นไปอ่านดูในห้องหนังสืออีก ก็เลยม่อยหลับไป จนกระทั่ง จูฮก ขุนนางที่เป็นเพื่อนรักกันแวะมาเยี่ยม จึงเห็นแพรขาวนั้นและอ่านรู้ความหมดแล้ว ก็ปลุกตังสินขึ้นมาแกล้งถามว่า ท่านจะคิดร้ายต่อโจโฉหรือ เราจะได้ไปบอกโจโฉ ตังสินได้ฟังก็ตกใจตัวสั่นขอร้องว่า ถ้าท่านบอกโจโฉก็เหมือนจะแกล้งฆ่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ด้วย จูฮกจึงปลอบว่าเราลองใจดูหรอก ตัวเราก็เป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงขออาสาร่วมคิดด้วย

ขณะที่กำลังพูดกันอยู่นั้น ขุนนางที่เป็นเพื่อนสนิทอีกสองคนคือ ตันอิบกับ โงห้วน ก็แวะมาหาอีก ทั้งหมดก็ร่วมใจกันคิดการ แล้วจูฮกก็ไปพา จูลัน มาเป็นพวกด้วยอีกคนหนึ่ง ทั้งห้าคนต่างพร้อมใจกันลงชื่อเป็นสำคัญ แล้วสาบานว่าจะไม่เอาเนื้อความนี้ไปแพร่งพรายแก่ผู้ใด แล้วก็แต่งโต๊ะสุราอาหารมาเลี้ยงดูกัน

พอดีกับ ม้าเท้ง เจ้าเมืองเสเหลียง ซึ่งเคยยกทัพมาช่วยปราบปราม ลิฉุย กุยกี แต่ไม่สำเร็จ ได้เข้ามาราชการในเมืองหลวงจึงเข้ามาพบตังสิน ก็ถูกชักชวนให้ร่วมขบวนการด้วยอีกคน ม้าเท้งก็แสดงความเต็มใจที่จะร่วมมือ ด้วยการลงชื่อสาบานตัวด้วย และว่าทำไมไม่ชวนเล่าปี่ เพราะเป็นเชื้อพระวงศ์อยู่ ตังสินก็ว่าเล่าปี่นั้นอยู่ในอำนาจโจโฉจะไว้ใจไม่ได้

ม้าเท้งจึงว่า เมื่อโจโฉทำหยาบช้าในคราวประพาสป่านั้น กวนอูเงื้อง้าวจะฟันโจโฉ แต่เล่าปี่กระหยิบตาสั่นศีรษะห้ามไว้ ดูกิริยาว่าเกลียดโจโฉอยู่เหมือนกัน แต่เกรงจะเสียทีแก่ทหารของโจโฉที่มีมากกว่า ลองไปทาบทามดูเถิด

เวลาค่ำวันต่อมา ตังสินจึงลอบไปหาเล่าปี่ เกลี้ยกล่อมอยู่นาน กว่าจะ เชื่อใจว่าไม่ใช่อุบายของโจโฉ ตังสินจึงเอาพระอักษรโลหิตนั้นให้ดู จนเล่าปี่ยอมลงชื่อ
ในสัญญาลับรวมเป็นเจ็ดคน แต่เล่าปี่นั้น เมื่อคิดร่วมใจกับตังสินแล้ว ก็กลัวโจโฉจะจับได้จึงแกล้งถ่อมตัว เอาไม้มาทำรั้วทำสวนปลูกผักทุกวัน เหมือนกับไม่สนใจใยดีกับเรื่องการบ้านการเมือง โจโฉจึงให้ เคาทู ไปเชิญเล่าปี่มาหา เล่าปี่ก็ยิ่งใจฝ่อ เพราะไม่รู้ว่าจะ
มาไม้ไหน แต่ก็ไม่มีทางปฏิเสธ ก็ต้องยอมไปกับเคาทู

โจโฉนั้นพอเจอหน้าเล่าปี่ก็สัพยอกว่า ท่านอยู่บ้านทุกวันนี้ ทำการใหญ่หลวงนักหรือ เล่าปี่ก็ยิ่งตกใจจนพูดไม่ออก โจโฉจึงจูงมือพาไปถึงสวนหลังบ้าน แล้วว่า
ท่านคิดอ่านปลูกผัก จะทำให้เหมือนสวนของเรานี้หรือ เล่าปี่ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจว่า โจโฉพูดไปโดยไม่มีความหมายอะไร

โจโฉก็ชี้ให้ดูต้นมะเฟืองแล้วว่า เมื่อครั้งไปรบกับ เตียวสิ้ว ทหารทั้งปวงอยากน้ำเราก็คิดอุบายลวงว่า ให้อุตส่าห์อดทนเดินต่อไปอีกหน่อยจะพบดงมะเฟืองมีผลสุกมากมาย ทหารได้ยินชื่อมะเฟืองซึ่งเป็นของเปรี้ยว ก็น้ำลายสอ ความอยากน้ำก็คลายลง เล่าปี่ก็สรรเสริญเยินยอว่าเป็นความคิดที่ดี หาผู้เสมอมิได้

โจโฉก็ชวนเล่าปี่เสพสุราอยู่ด้วยกันในสวน จนเกิดพายุพัดหนักมืดฟ้ามัวฝน ทหารที่อยู่ด้วยกันก็ว่า มังกรสำแดงฤทธิ์บนอากาศจึงเกิดพายุพัดอย่างนี้ โจโฉก็เสริมว่า

"....อุปมาเหมือนคนมีสติปัญญากว้างขวาง ถ้าจะทำการสิ่งใดคะเนการตามสมควร แม้เห็นว่าการใหญ่ก็ทำให้ใหญ่ ประมาณการน้อยก็ทำแต่น้อย ทุกวันนี้ผู้ใดมีสติปัญญากว้าง ขวางเหมือนมังกรสำแดงฤทธิ์นี้บ้าง ท่านจงบรรยายให้แจ้ง....."

เล่าปี่แกล้งตอบว่า ตนนั้นหาสติปัญญามิได้ ซึ่งได้เป็นขุนนางมีคนนับถือนี้ ก็เพราะบุญของมหาอุปราชช่วยทูลเสนอให้ โจโฉจึงว่าท่านมีความคิดอยู่ เหตุใดจึงแกล้งถ่อมตัว ถึงอย่างไรก็คงจะได้ยินคำเลื่องลือว่าเป็นผู้มีสติปัญญาบ้าง

เล่าปี่ก็เอ่ยว่า อ้วนสุด เจ้าเมืองลำหยงมีสติปัญญากล้าแข็ง ทหารใหญ่น้อยก็มีฝีมือมาก ทั้งเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ โจโฉหัวเราะว่า อ้วนสุดนั้นอุปมาเหมือนศพอยู่ในหลุม เราจะไปมัดเอามาก็ได้โดยง่าย

เล่าปี่ก็ว่า ทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ อ้วนเสี้ยว เจ้าเมืองกิจิ๋ว ซึ่งเป็นพี่ของอ้วนสุด ก็เป็นเชื้อขุนนางมาถึงสามชั่วคน บัดนี้ก็ซ่องสุมผู้คนไว้มาก มีที่ปรึกษาหลาย
คนพอจะมีสติปัญญาลึกซึ้งอยู่ โจโฉก็แย้งว่า อ้วนเสี้ยวเป็นคนบ้ายศน้ำใจขลาด คิดการสิ่งใดเสียมากได้น้อย

เล่าปี่ก็เอ่ยถึง เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งมีเมืองใหญ่ขึ้นด้วยถึงเก้าเมือง น้ำใจก็โอบอ้อมอารีมีทหารเป็นอันมาก โจโฉก็สวนว่า เล่าเปียวมีเพื่อนและทหารมากก็จริง แต่ ไม่มีความสัตย์ เป็นคนปากหวานอย่างเดียว

เล่าปี่ก็ยกเอา ซุนเซ็ก เจ้าเมืองกังตั๋งว่ามีความคิดและฝีมือดี โจโฉก็ว่า ฝีมือนั้นพอประมาณ ดีแต่มีทหารของ ซุนเกี๋ยนผู้บิดาไว้จึงทำให้กำเริบได้

เล่าปี่ก็ย้ายไปทางหัวเมืองตะวันตกว่า เล่าเจี้ยง เจ้าเมืองเสฉวน ก็เป็นเชื้อพระมหากษัตริย์มาแต่ก่อน โจโฉดูถูกว่าถึงเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ มีความคิดเหมือนสุนัขเฝ้าประตู

เล่าปี่เลยย้อนถามบ้างว่า เตียวสิ้ว เตียวฬ่อ หันซุย สามคนนี้ท่านจะเห็นว่าเป็นคนอย่างไร โจโฉก็ตบมือหัวร่อก้ากว่า สามคนนี้มีแต่ชื่อ จะหยิบเอาความคิดสิ่งใดก็ไม่ได้ อย่าเอ่ยให้เสียปาก

แล้วโจโฉก็สาธยายว่า

"....อันผู้มีสติปัญญานั้ ถ้าจะคิดสิ่งใดก็กว้าง ขวาง โอบอ้อมอารี อุปมาเหมือนคนกลืนแก้วอันเป็นทิพย์ไว้ในท้อง ถ้าไปสถานที่ใดถึงเวลาค่ำมืดก็เล็ดลอดสว่างไปด้วยรัศมีแก้ว ถ้าคิดการสิ่งใดก็รู้จักที่หนักที่เบา ทีเสียทีได้ ยักย้ายถ่ายเทมิให้ผู้ใดล่วงรู้ถึง....."

เล่าปี่ก็แกล้งท้วงว่า ทุกวันนี้จะหาผู้มีสติปัญญาเหมือนที่มหาอุปราชว่านั้นขัดสนนัก โจโฉจึงสวนให้ว่า ทุกวันนี้เราเล็งดูแล้ว มีแต่ท่านกับเราสองคนเท่านี้ที่จะมีสติปัญญาอย่างที่ว่า

เล่าปี่ได้ฟังก็สะดุ้งโหยงตะเกียบหลุดจากมือ พอดีฟ้าร้องดังสนั่น ก็เลยยกมือขึ้นปิดหูไว้ โจโฉก็หัวเราะเยาะว่า เล่าปี่นี้ขี้ขลาดนัก คงจะคิดการใหญ่ไม่ได้ ก็เลยเลิกระแวงแคลงใจแต่นั้นมา

ต่อมามีข่าวว่า กองซุนจ้าน ซึ่งเคยมีคุณแก่เล่าปี่ รบแพ้อ้วนเสี้ยวถึงกับ ฆ่าตัวตายไปแล้ว และอ้วนสุดกำลังเดินทางไปสมทบกับอ้วนเสี้ยวที่เมืองกิจิ๋ว ถ้าสองคนพี่น้องนี้ปรองดองกันได้ ก็จะมีกำลังมหาศาล เล่าปี่จึงขออาสาจะยกทหารไปสกัดอ้วนสุดไว้

พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็โปรดให้โจโฉจัดทหารห้าหมื่นให้เล่าปี่ยกไป แล้วก็ แอบตรัสกับเล่าปี่ว่า

"....เห็นแต่ท่านผู้เดียว คิดว่าจะเป็นที่พึ่งสืบไป บัดนี้จะไปทัพเสียแล้ว เราจะทุกข์ใจอยู่ท่าท่านกว่าจะกลับมา....."

ตังสินก็ตามมาส่งนอกเมืองและกระซิบว่า

"....การซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้สั่งไว้ เราได้ร่วมคิดกันนั้น ท่านอย่าลืมเสีย...."

แล้วเล่าปี่ก็ลอยชาย เหมือนเสือร้ายที่ถูกปล่อยออกจากกรง เข้าไปอยู่ในป่าตามเดิม

ฝ่ายม้าเท้งก็มีข่าวว่าเมืองเสเหลียงเกิดศึก จึงถวายบังคมลาพระเจ้า เหี้ยนเต้ยกทหารกลับไปเมืองเสเหลียง ปล่อยให้ ตังสิน กับคณะผู้ก่อการมือเปล่าอีกสี่คน ต้องว้าเหว่อยู่ในเมืองหลวง ซึ่งตกอยู่ในอำนาจอันล้นฟ้าของโจโฉ อย่างน่าหวาดหวั่นยิ่ง

##########




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2558 12:55:51 น.
Counter : 269 Pageviews.  

๑๔.ผู้รักษาหน้าที่ด้วยชีวิต

ลิ่วล้อเล่าเรื่องสามก๊ก

ผู้รักษาหน้าที่ด้วยชีวิต

เล่าเซี่ยงชุน

เตียวเลี้ยวได้รับราชการเป็นนายทหารอยู่ในกองทัพของโจโฉ อย่าง ธรรมดา โดยไม่มีชื่อเสียง ในความเก่งกล้าสามารถแต่ประการใด ต่อมาอีก เป็นเวลา ประมาณสิบกว่าปี จึงเกิดสงครามใหญ่ระหว่างโจโฉกับ ซุนกวน ที่ตำบลเซ็กเพ็กริมทะเลเมืองกังตั๋งทางภาคใต้ โจโฉยกทหารไปคราวนี้เป็นจำนวนถึงแปดสิบหมื่น ทางกองทัพบก ตั้งค่ายเรียงรายติดต่อกันไปถึงสามพันค่าย ส่วนกองทัพเรือมีจำนวนเรือรบนับพันลำ เตียวเลี้ยวนั้นอยู่ในกองทัพบก ได้ตำแหน่งเป็นสารวัตรใหญ่ คอยตรวจตราทหารทั้งกองทัพ

ในการรบครั้งนั้นโจโฉแพ้ความคิดของ จิวยี่ ซึ่งใช้ บังทอง ผู้เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับ ขงเบ้ง ออกอุบายให้โจโฉผูกล่ามเรือใหญ่เข้าด้วยกันเป็นแพ แล้ว ให้ อุยกาย เป็นไส้ศึกนำเรือเชื้อเพลิงยี่สิบลำ ทำเป็นเรือเสบียงเข้าไปเป็นพวกโจโฉ

ขณะนั้นเกิดลมสลาตัน พัดจากด้านกองทัพเมืองกังตั๋งไปยังกองทัพเรือของโจโฉ เทียหยกทหารเอกของโจโฉเห็นขบวนเรือของอุยกายเบาผิดปกติ จึงบอกให้โจโฉห้ามเรือไว้ก่อน อย่าเข้ามาใกล้ โจโฉให้ บุนเพ่ง ทหารเอกอีกคนหนึ่ง นำทหารลงเรือเร็วไปห้าม ก็ถูกยิงด้วยเกาทัณฑ์ที่ไหล่ขวาล้มลง แล้วอุยกายก็จุดเพลิงบนเรือ ชักใบแล่นตามลมเข้าปะทะกับขบวนเรือของโจโฉ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างหนัก ทหารที่อยู่บนเรือก็วิ่งวุ่นดับไฟ แต่ลมพัดแรงมากไม่สามารถจะดับได้ ทั้งเรือก็ถูกตรึงไว้ด้วยโซ่และสายยูมั่นคง ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ ไฟจึงไหม้ลุกลามไปทั้งกองทัพ

เตียวเลี้ยวรีบเอาเรือมารับโจโฉหนีไปขึ้นบก อุยกายแลเห็นก็แจวเรือตาม เตียวเลี้ยวจึงขึ้นเกาทัณฑ์ยิงถูกอุยกายตกน้ำไป

เมื่อขึ้นบกแล้วปรากฏว่า ค่ายทหารบกก็ถูกข้าศึกเผา และถูกตีแตกแล้ว เช่นเดียวกันกับทัพเรือ โจโฉกับเตียวเลี้ยวจึงพาทหารประมาณร้อยเศษ หนีซอกซอนไป ให้พ้นข้าศึก แต่เมื่อผ่านตำบลต่าง ๆ ถึงห้าตำบล ก็ถูกทหารของข้าศึกทั้งของซุนกวนและเล่าปี่ ดักโจมตีอยู่ตลอดทาง จนสุดท้ายถึงตำบลฮัวหยงจึงพบกับ กวนอู โจโฉหมดหนทางที่จะหนี จึงเจรจาออดอ้อน จนกวนอูยอมปล่อยให้ผ่านไปได้ ด้วยความกตัญญูรู้คุณที่โจโฉได้เลี้ยงดูมาเมื่อครั้งพลัดพรากจากเล่าปี่ และได้ให้สัจวาจาไว้ โจโฉจึงรอดชีวิตมาตั้งหลักได้ที่เมืองลำกุ๋นซึ่ง โจหยิน ทหารเอกที่เป็นญาติของโจโฉรักษาอยู่

โจโฉจึงให้โจหยินรักษาเมืองเกงจิ๋วและลำกุ๋นไว้ให้ดีและให้ แฮหัวตุ้น รักษาเมืองซงหยง ให้เตียวเลี้ยวเป็นเจ้าเมืองหับป๋า มี ลิเตียน กับ งักจิ้น เป็นปลัด

หลังจากโจโฉแตกทัพกลับไปเมืองฮูโต๋แล้ว จิวยี่ก็ยกทหารตามมาจะตี เมืองลำกุ๋น เมืองซงหยง และเมืองเกงจิ๋ว แต่ก็ถูกอุบายของขงเบ้งยึดเอาเมืองทั้งสามไว้ได้ก่อนทุกครั้ง จนจิวยี่ช้ำใจหนักล้มป่วยลง ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองสฉองกุ๋น ปากน้ำเมืองกังตั๋ง

ฝ่ายซุนกวนก็ยกกองทัพไปตีเมืองหับป๋าอยู่เป็นเวลานาน ได้เข้ารบกับเตียวเลี้ยวถึงสิบกว่าครั้ง ก็ยังไม่แพ้ชนะกัน จึงถอยทัพออกมาตั้งห่างกำแพงเมืองห้าร้อยเส้น และส่งข่าวให้จิวยี่ยกทหารมาช่วย จิวยี่จึงให้ เทียเภา ทหารเอก กับ โลซกซึ่งเป็นที่ปรึกษา ยกทัพมาหนุนซุนกวนที่เมืองหับป๋า พอเตียวเลี้ยวรู้ข่าวก็ใช้ทหารถือหนังสือมาให้ซุนกวนมีใจความว่า เมื่อได้ทหารเพิ่มเติมมากขึ้นแล้ว ก็ให้ยกมารบกันเถิด

ซุนกวนก็โกรธจึงตอบไปว่า พรุ่งนี้จะไม่เอาทหารที่มาใหม่เลย จะใช้แต่ทหารพวกเก่าออกไปรบกับเตียวเลี้ยว ให้สิ้นฝีมือสักครั้งหนึ่ง

พอถึงเวลาสามยามเศษ ซุนกวนก็จัดแจงพาทหารออกจากค่ายกะว่าจะกินอาหารเช้ากลางทาง พอดีเจอกองทัพของเตียวเลี้ยวซึ่งยกมาแต่ดึกเหมือนกัน เลยไม่ต้องเจี๊ยะปึ้งเจี๊ยะม้วยกันทั้งสองฝ่าย เตียวเลี้ยวก็รำทวนออกมาท้าทายซุนกวนให้รบ ไทสูจู้ ทหารเอกของซุนกวนก็ออกมารบแทน ฟาดฟันกันได้ถึงแปดสิบเพลง ก็ยังไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ ซุนกวนดูนายทหารเอกที่มีฝีมือรบ กันจนเพลินไปไม่ทันระวังตัว งักจิ้นก็ควบม้าเงื้อดาบเขาไปจะฟันซุนกวนซึ่งกำลังเผลอ ทหารองครักษ์ของซุนกวนชื่อ ซงเขียม กับแกหัว ก็ช่วยกันเอาทวนขึ้นรับดาบ ทวนทั้งสองเล่มก็หักเหลือแต่ด้าม ทั้งสองก็ใช้ด้ามทวนรุมตีงักจิ้นจนต้องถอยหนี ซงเขียมคว้าทวนจากมือทหารที่อยู่ใกล้ ควบม้าไล่ตามงักจิ้นไป ลิเตียนจึงยิงเกาทัณฑ์ถูกอกซงเขียมตกม้าตาย

ไทสูจู้ก็ตกใจละจากเตียวเลี้ยวควบม้าหนี เตียวเลี้ยวขับทหารไล่ตามรบพุ่งติดพันเข้าไปในกองทัพของซุนกวน จนแตกกระเจิงไป เตียวเลี้ยวก็ควบม้าไล่ตาม ซุนกวน จนเจอเทียเภาซึ่งคุมทหารใหม่จากค่ายออกมารบสกัดกั้นไว้ทันท่วงที ซุนกวนจึงรอดกลับเข้าค่ายไปได้

ที่ปรึกษาของซุนกวนจึงว่า

"....ซึ่งเหตุทั้งนี้เพราะท่านทะนงตัวดูหมิ่นแก่ข้าศึก มิได้รักษาตัว อันประเพณีการสงคราม ควรจะให้ทหารซึ่งมีฝีมือออกรบพุ่งให้สามารถก่อน อันแม่ทัพจะยกออกรบก่อนนั้นไม่ควร ตัวท่านเป็นใหญ่ไม่พิเคราะห์ดู ว่าควรและมิควร ออกสู้รบกับเตียวเลี้ยวอันเป็นแต่นายทหาร จึงได้รับความอัปยศเสียทหารเอกฉะนี้...."

ซุนกวนก็ยอมรับว่าตนผิดเอง ไทสูจู้ก็มาอาสาว่า จะขอยกทหารไปทำการแก้แค้นแทนซงเขียม โดยได้ส่ง โกเตง ลิ่วล้อของตนปลอมเป็นทหารของเตียวเลี้ยว ไปร่วมมือกับญาติชื่อ อาวโจ ซึ่งเป็นคนเลี้ยงม้าของเตียวเลี้ยวในเมืองแล้ว ซุนกวนก็จัดทหารให้ไทสูจู้พันหนึ่งยกออกไปทำการ แม้จะมีผู้คัดค้านว่าเตียวเลี้ยวมีสติปัญญา ทั้งมีฝีมือเข้มแข็ง เห็นจะไม่ประมาท ควรจะคิดอ่านตรึกตรองให้ดี อย่าเพิ่งดูหมิ่นเตียวเลี้ยว ไทสูจู้ก็ไม่ตอบโต้ คงเร่งดำเนินการไปตามแผนที่ได้วางไว้

ฝ่ายเตียวเลี้ยวเมื่อมีชัยชนะแก่ข้าศึกกลับเข้าเมือง ก็มิได้ประมาท ถึงเวลาค่ำจัดการเลี้ยงดูทหารทั้งปวงฉลองกันพอแล้ว ก็สั่งให้คิดอ่านป้องกันรักษาตัวจงหนัก ให้ใส่เกราะนอนทุกคน ทหารทั้งหลายก็ว่า เราได้ตีทัพซุนกวนแตกหนีไปแล้วจะให้ระวังรักษาตัวด้วยเหตุใด เตียวเลี้ยวจึงว่า

"...อันธรรมดาผู้เป็นนายทัพนายกองจะทำการสงคราม ถ้าแพ้ก็อย่าเพ่อเสียใจ แม้ได้ชัยชนะก็อย่าเพ่อทะนง เวลาวันนี้เราได้ชัยชนะแก่ซุนกวนก่อน ครั้นประมาทเกลือกซุนกวนมีใจเจ็บแค้น คิดเห็นว่าเราเลินเล่อ ยกทหารมาโจมตี เรามิขัดสนเสียหรือ เราจึงบังคับท่านทั้งปวงด้วยเหตุฉะนี้....."

ขณะที่เตียวเลี้ยวพูดกับทหารอยู่นั้น โกเตงกับอาวโจก็จุดกองฟางให้ไฟ ลุกสว่างขึ้น แล้วร้องว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้ว พลเมืองก็แตกตื่นวุ่นวาย เตียวเลี้ยวก็ขึ้นม้าพาทหารสี่คนออกมายืนขวางทาง กำชับทหารทั้งหลายว่า มันแกล้งทำทั้งนี้หวังจะให้คนทั้งปวงตกใจ ผู้ใดวุ่นวายจะตัดศีรษะเสีย แล้วให้ทหารช่วยกันจับตัวคนที่เป็นต้นเหตุให้ได้ พอเวลาประมาณทุ่มครึ่ง ลิเตียนก็จับตัวโกเตงกับอาวโจมาได้ เตียวเลี้ยวซักถามแจ้งในเนื้อความแล้วก็ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย

ขณะนั้นภายนอกกำแพงเมือง ก็มีทหารตีม้าล่อฆ้องกลองโห่ร้องอื้ออึงอยู่เตียวเลี้ยวจึงบอกกับทหารทั้งปวงว่า กองทัพของซุนกวนยกมาคอยทำการ ตามที่ตกลงกับโกเตงแล้ว จึงให้ทหารจุดเพลิงให้มากขึ้นอีก แล้วเปิดประตูให้ข้าศึกเข้าเมือง ไทสูจู้ก็นึกว่าไส้ศึกของตนทำการสำเร็จแล้ว จึงควบม้านำทหารเข้าไปในเมือง เตียวเลี้ยวก็สั่งให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ทั้งสองข้างทาง ถูกไทสูจู้หลายแห่งต้องชักม้าหันหลังกลับ ข้างเตียวเลี้ยวก็ให้งักจิ้นไล่ตามไทสูจู้ออกจากเมือง ไปจนถึงหน้าค่ายของซุนกวน และฆ่าฟันทหารข้าศึกตายเป็นอันมาก จนนายทหารในค่ายต้องออกมาสกัดกั้นไว้ แล้วพาไทสูจู้เข้าไปในค่ายได้ แต่ก็ป่วยอาการหนักอยู่

ซุนกวนจึงยกกองทัพลงเรือถอยกลับไปยังเมืองลำซี พอถึงเมืองไทสูจู้ก็สิ้นใจตาย

จากการสงครามครั้งนั้นแล้ว เตียวเลี้ยวก็ได้ปกครองเมืองหับป๋าต่อมาอีกประมาณเจ็ดปี ซุนกวนยกทัพไปตีเมืองอ้วนเสีย จูก๋ง ผู้รักษาเมืองรีบแจ้งเตียวเลี้ยวให้ยกทหารไปช่วย แต่ไม่ทันการเมื่อมาถึงซุนกวนตีเมืองอ้วนเสียได้แล้ว จูก๋งก็ตายคากำแพงเมือง จึงยกทหารกลับมารักษาเมืองหับป๋าไว้

ซุนกวนก็ยกกองทัพเลยมาตีเมืองหับป๋าอีกครั้ง เตียวเลี้ยวก็กะเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาเชิงเทินไว้ให้มั่นคง ก็พอดีทหารได้นำเอาหนังสือของโจโฉมาให้ มีความว่าถ้าซุนกวนยกมาตีเมือง ก็ให้เตียวเลี้ยวกับ ลิเตียนคุมทหารออกสู้รบด้วยซุนกวน ให้งักจิ้นอยู่รักษาเมือง

เตียวเลี้ยวก็ชวนลิเตียนออกรบกับซุนกวน งักจิ้นก็ท้วงว่าซุนกวนยกมาคราวนี้มีทหารเป็นอันมาก เมืองเรามีทหารน้อยชอบจะรักษาเมืองไว้ดีกว่า อย่าให้ข้าศึกเข้าเมืองได้ เตียวเลี้ยวก็ว่าถ้าทำอย่างนั้นก็จะขัดกับคำสั่งของโจโฉ

"....ผู้ใดจะอยู่ก็ตามเถิด แต่เราผู้เดียวจะคุมทหารออกไปทำสงครามด้วยซุนกวน...."

ลิเตียนกับงักจิ้นจึงว่า

"....ถ้าฉะนั้นตัวเราร่วมทุกข์ร่วมสุข ผิดชอบด้วยกัน จะขอออกไปด้วย ให้แต่ทหารอยู่รักษาเมืองไว้...."

เตียวเลี้ยวก็ให้ลิเตียนคุมทหาร อ้อมไปทำลายสะพานเสียวเกียวทางทิศใต้ ในเวลาสามยาม แล้วนำทหารกลับมาซุ่มอยู่ พอรุ่งเช้าเตียวเลี้ยวก็ให้งักจิ้นคุมพล ออกไปเป็นกองล่อ ตนเองซุ่มทหารไว้คอยโจมตี พอซุนกวนกับทหารเอกสามคน ยกทหารล่วงเข้ามา งักจิ้นก็เข้ารบได้สิบเพลง แล้วก็ถอยไปทางที่เตียวเลี้ยวซุ่มอยู่ แต่รีบควบม้าหนีไปในทางแยก ซุนกวนตามมาถึงก็ถูกเตียวเลี้ยวกับลิเตียน เข้าตีกระหนาบทางด้านข้าง ฆ่าฟันทหารเมืองกังตั๋งล้มตายแตกตื่นไป

ซุนกวนเหลือทหารเพียงสามร้อยก็ถอยไปทางสะพานเสียวเกียว เตียวเลี้ยวก็ไล่ติดตามไป ซุนกวนขับม้าขึ้นสะพานไปแล้ว จึงเห็นว่าเชิงสะพานฟากโน้นขาดอยู่ประมาณเก้าศอกสิบศอก จะไปก็ไม่ได้จะถอยก็ไม่ได้ ทหารของเตียวเลี้ยวไล่หลังมาใกล้แล้ว ทหารคนหนึ่งจึงแนะให้ถอยม้าไปถึงกลางสะพาน แล้วควบเต็มที่ โจนข้ามสะพานที่ขาดไปถึงแผ่นดิน แล้วจึงลงเรือพวกเดียวกันหนีรอดไปได้อีก

ส่วนทหารเอกทั้งสามคน ก็พยายามสู้รบทั้ง เตียวเลี้ยว ลิเตียน และงักจิ้น เป็นสามารถ แต่ก็ต้านทานไม่ไหว บ้างก็ต้องอาวุธหลายแผล จนเหลือทหารเพียงสิบสี่สิบห้าคน ต่างก็ทิ้งม้าโจนลงน้ำว่ายหนีไปขึ้นเรือของซุนกวน แล้วพาทหารที่เหลือหนีไปทางปากน้ำญี่สูแดนเมืองกังตั๋ง

การรบครั้งนี้ท่านว่าได้ทำให้ทหาร และชาวเมืองกังตั๋ง กลัวฝีมือของเตียวเลี้ยวเป็นอันมาก ถ้าเด็กเล็กร้องไห้ มีผู้ขู่ออกชื่อเตียวเลี้ยวเด็กก็จะเงียบด้วยความกลัวทีเดียว

เตียวเลี้ยวได้ชัยชนะแล้ว ก็มิได้นิ่งนอนใจ มีหนังสือไปบอกโจโฉให้ยกมาคอยช่วยป้องกันเมืองหับป๋า โจโฉก็ยกกองทัพมีกำลังสี่สิบหมื่น มาตั้งอยู่ที่ชายแดนเมืองกังตั๋ง กะว่าจะพิชิตศึกกับซุนกวนให้เด็ดขาดไป แต่รบกันอยู่หลายยก โดยมี เตียวเลี้ยว ลิเตียนและงักจิ้น เป็นกองหน้าคอยร้องด่าท้าทาย และเข้ารบก่อนทุกคราว เป็นเวลาถึงเดือนเศษ ก็ยังไม่รู้แพ้ชนะได้อย่างเด็ดขาด

ที่ปรึกษาของซุนกวนจึงแนะนำว่า โจโฉนั้นชำนาญการสงครามมากเห็น จะเอาชนะไม่ได้ อันจะตั้งรบกันไปฉะนี้ ทหารเราก็จะยิ่งตายลงอีก ควรจะแต่งทหารไป ขออ่อนน้อมต่อโจโฉ ถึงกำหนดก็แต่งเครื่องบรรณาการไปคำนับตามธรรมเนียม ซุนกวนก็เห็นด้วย จึงจัดขุนนางผู้ใหญ่ออกไปเจรจา โจโฉก็ตกลงแต่เกี่ยงให้ซุนกวนถอยทัพไปก่อน แล้วโจโฉก็เลิกทัพกลับเมืองฮูโต๋ และให้เตียวเลี้ยวอยู่รักษาเมื่อหับป๋าต่อไปตามเดิม

ต่อมาอีกหนึ่งปี พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้แต่งตั้ง ให้โจโฉเป็น เจ้าวุยอ๋อง มีเกียรติยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่อยู่ในตำแหน่งได้เพียงสี่ปี โจโฉผู้ยิ่งใหญ่ก็เสียชีวิตด้วยโรคปวดศีรษะเรื้อรัง เมื่ออายุได้หกสิบหกปี เตียวเลี้ยวก็ยังคงเป็นเจ้าเมืองชายแดนอยู่ตามเดิม

ปีต่อมาโจผี บุตรชายคนโตของโจโฉ ซึ่งได้เป็นมหาอุปราชแทนบิดาก็ยึดอำนาจการปกครอง บีบบังคับให้พระเจ้าเหี้ยนเต้มอบราชสมบัติให้ แล้วก็เนรเทศไปอยู่ที่ตำบลซินเอี๋ยงจนสิ้นพระชนม์ เตียวเลี้ยวก็รับราชการกับพระเจ้าโจผีต่อไปอีกประมาณสี่ห้าปี พระเจัาโจผีจึงยกทัพใหญ่ไปตีเมืองกังตั๋งอีกครั้ง โดยมีเรือรบใหญ่บรรทุกทหารได้สองพันคนจำนวนสิบลำ เรือรบเบาสามพันลำ กำลังพลทั้งสิ้นสามสิบหมื่น ให้ โจจิ๋น เป็นแม่ทัพหน้า เตียวเลี้ยว เตียวคับ บุนเพ่ง ซิหลง เป็นกองสอดแนม

กองทัพเรือของพระเจ้าโจผี มาถึงปากแม่น้ำใหญ่ ก็เกิดลมพายุพัดหนักเกิดคลื่นใหญ่ซัดกระหน่ำ เรือแตกล่มไปประมาณสามสิบลำ จึงต้องถอยเข้ากำบังลม กองทัพเรือของกังตั๋งก็ติดตามโจมตี จนต้องยกพลขึ้นบก และเผาเรือทิ้ง ซุนเสียว หลานของซุนกวน ก็ยกทัพบกของเมืองกังตั๋งเข้าโจมตีซ้ำอีก ทหารของพระเจ้าโจผีก็ถูกฆ่าตายบ้าง ตกน้ำตายบ้างสูญเสียไปเป็นอันมาก

พระเจ้าโจผีก็พาทหารแตกหนีไป ซุนเสียวก็ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด เตงฮอง ทหารเอกของซุนกวนก็เข้ามาสมทบ เตียวเลี้ยวซึ่งระวังรักษาพระเจ้าโจผีอยู่ ก็ขับม้าเข้ามารบป้องกันเจ้านาย จึงถูกเตงฮองยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกบั้นเอว ซิหลงต้องเข้ามาช่วยกัน รบพลางถอยพลาง จนพาพระเจ้าโจผีหนีพ้นข้าศึกมาได้ แต่เตียวเลี้ยวก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถึงแก่ความตายไป

ชีวิตของเตียวเลี้ยว จึงเป็นตัวอย่างของลิ่วล้อชั้นดี ซึ่งเป็นเพียงนายทหารธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรเด่นดังอย่างโลดโผนพิศดาร มีแต่ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี มีวินัย ปฏิบัติตามคำสั่งและรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตราบตั้งแต่ต้นเมื่อได้มาอยู่กับโจโฉ จนถึงวาระสุดท้ายรวมเวลาประมาณสามสิบปี

แม้จะมิได้รับบำเหน็จความชอบเลื่อนยศตำแหน่งสูงขึ้นไปเท่าใดนัก แต่ก็ได้ตายในท่ามกลางสมรภูมิ เยี่ยงชายชาติทหาร ด้วยการกระทำหน้าที่ ปกป้องรักษาชีวิตเจ้านายของตนไว้ อย่างสมเกียรติของนายทหารรักษาพระองค์ ที่น่าสรรเสริญยิ่ง.

##########

;วารสารหลักเมือง
มีนาคม ๒๕๓๗




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2558 18:14:17 น.
Counter : 97 Pageviews.  

๑๓.บุญคุณที่ยังมิได้ทดแทน

ิ่วล้อเล่าเรื่องสามก๊ก

๑๓.บุญคุณที่ยังมิได้ทดแทน

เล่าเซี่ยงชุน

หลังจากที่ได้รอดชีวิตไม่ถูกประหาร เพราะความเอ็นดูในความสัตย์ซื่อ มั่นคงกล้าหาญของ กวนอู อัศวินผู้มีชื่อเสียงของ เล่าปี่ ในฐานะเป็นพันธมิตรของ โจโฉ มาแล้ว เตียวเลี้ยว ก็ได้เป็นทหารของโจโฉในระดับธรรมดา ตำแหน่งจงลงเจียง หรือนายทหารโท

แล้วโจโฉก็พาเล่าปี่ไปเฝ้า พระเจ้าเหี้ยนเต้ ที่เมืองฮูโต๋ กราบทูลความดีความชอบ ที่ช่วยปราบปราม ลิโป้ ลงได้สำเร็จ พระเจ้าเหี้ยนเต้สอบถามแล้ว ก็ได้ความว่า เล่าปี่เป็นบุตรของ เล่าหง เชื้อพระวงศ์ของ พระเจ้าเฮ้าเก๋งเต้ ซึ่งเป็นพระญาติ นับแล้วเล่าปี่มีศักดิ์เป็นอา จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ฝ่ายกรมวัง

ส่วนโจโฉนั้น เมื่อเป็นมหาอุปราชมาได้ประมาณสี่ปี ก็ชักจะกำเริบวาง อำนาจแก่ขุนนางทั้งหลายให้กลัวเกรงด้วยประการต่าง ๆ เลยไปจนถึงการแสดงกิริยาอาการ อาจเอื้อมลบหลู่พระเจ้าเหี้ยนเต้ด้วย จึงมีขุนนางที่ซื่อสัตย์จงรักภักดี พากันเกลียดชังโจโฉ รวมทั้งกวนอูและเล่าปี่ ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นบิดาของนางตังกุยหุย สนมเอกของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ชื่อ ตังสิน จึงรับอาสาหาพรรคพวกช่วยคิดกำจัดโจโฉ ได้ผู้ร่วมคิดเจ็ดคนทั้งเล่าปี่ด้วย

แต่ต่อมาเล่าปี่กลัวโจโฉจะระแวงสงสัย จึงหาอุบายอาสาออกไปรบกับอ้วนสุด จนได้ชัยชนะแล้วก็ไม่กลับ เลยไปตั้งตัวอยู่ที่เมืองชีจิ๋ว ปล่อยให้พรรคพวกที่อยู่ในเมืองหลวง ดำเนินการไปโดยลำพัง จนความแตกถูกโจโฉจับประหารชีวิตหมด รวมทั้งตังสินและนางตังกุยหุย กับญาติพี่น้องทั้งตระกูล จากนั้นโจโฉก็ยกกองทัพไปปราบเล่าปี่ที่เมืองชีจิ๋วต่อไป

กองทัพของโจโฉครั้ง นี้มีทหารประมาณยี่สิบหมื่น แบ่งออกเป็นสิบเอ็ดกอง เข้าตีพร้อมกันทั้งเมืองชีจิ๋ว เมืองแห้ฝือ และเมืองเสียวพ่าย มีแม่กองแปดคน รวมทั้งเตียวเลี้ยว ตีได้เมืองเสียวพ่ายก่อน เล่าปี่กับ เตียวหุย ที่อยู่เมืองนี้ก็แตกหนีพลัดพรากกันไปคนละทาง เล่าปี่ต้องไปอาศัย อ้วนเสี้ยว อยู่ที่เมืองกิจิ๋ว เตียวหุยก็ต้องไปหลบซ่อนอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง

ต่อมาโจโฉก็เข้ายึดเมืองชีจิ๋วได้โดยไม่ต้องรบ เพราะมีพรรคพวกเก่าคอยเปิดประตูเมืองให้ แล้วก็เคลื่อนทัพไปล้อมเมืองแห้ฝือ ซึ่งกวนอูเฝ้ารักษาครอบครัว ของเล่าปี่อยู่ โจโฉให้ แฮหัวตุ้น หลอกกวนอูออกมารบแล้วก็ถอยหนี ให้กวนอูติดตามไปประมาณสองร้อยเส้น กวนอูเป็นห่วงเมืองจะพาทหารกลับก็ถูก เคาทู กับ ซิหลง รบ สกัดไว้ไม่ให้เข้าเมือง จนต้องถอยหนีขึ้นไปพักอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง ทหารของโจโฉก็ล้อมเขาลูกนั้นไว้ลงไม่ได้ ตัวโจโฉก็ยกทหารเข้าเมืองแห้ฝือ เพราะมีไส้ศึกคอยเปิดประตูรับอีกตามเคย แล้วก็เผาเมืองให้สว่างขึ้น กวนอูเห็นก็เป็นห่วงครอบครัวของเล่าปี่ แต่พอคุมไพร่พลลงจากเขาก็ถูกทหารข้าศึกที่ล้อมไว้ เข้าปะทะจนต้องถอยขึ้นไปอีกหลายครั้ง

ก็ถึงบทของเตียวเลี้ยว ที่จะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมกวนอู เพราะเคยเป็นหนี้ชีวิตกันอยู่ ตอนเช้าเตียวเลี้ยวก็ขี่ม้าถือง้าวขึ้นไปบนเขา พอเจอหน้ากันกวนอูก็ว่า จะมารบกับเราหรือ เตียวเลี้ยวก็ลงจากม้าวางง้าวเสีย แล้วคำนับว่า

".....ข้าพเจ้าจะมารบกับท่านหามิได้ ซึ่งข้าพเจ้าขึ้นมานี้ หวังจะแทนคุณท่าน...."

กวนอูก็ว่าโจโฉใช้ให้มาเกลี้ยกล่อมเราหรือ เตียวเลี้ยวก็ว่า

"..ท่านได้มีคุณช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ บัดนี้ท่านมีความทุกข์ใหญ่หลวง ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์ขึ้นมา หวังจะแทนคุณท่าน...."

กวนอูก็ถามว่าจะมาช่วยเป็นกำลังของเราหรือ เตียวเลี้ยวก็ว่าหามิได้

กวนอูก็ว่าเมื่อไม่ได้มาช่วยและไม่ได้มาเกลี้ยกล่อม ซึ่งท่านขึ้นมานี้ด้วยเหตุใดเล่า เตียวเลี้ยวก็ดำเนินความตามที่อาสามาว่า

"...ท่านกับเล่าปี่เตียวหุย มีความรักกันเป็นอันมาก บัดนี้เล่าปี่กับ เตียวหุยก็แตกไป ท่านก็ยังมิรู้เหตุว่าเป็นและตาย เวลาคืนนี้มหาอุปราชยกกองทัพเข้าตีเมืองแห้ฝือได้แล้วสั่งแก่ทหารทั้งปวงมิให้ทำอันตราย แก่อาณาประชาราษฎร อันครอบครัวของเล่าปี่นั้น ก็แต่งให้ทหารไปพิทักษ์รักษามิให้ผู้ใด ทำอันตรายได้ ข้าพเจ้าเห็นว่ามหาอุปราชมีใจเมตตาผูกความรักท่านถึงเพียงนี้ จึงเอาเนื้อความมาแจ้งแก่ท่าน..."

กวนอูได้ฟังดังนั้นก็โกรธว่าถามแล้ว ว่าจะเกลี้ยกล่อมหรือก็ว่าหามิได้ แต่มากล่าวดังนี้ไม่เกลี้ยกล่อมแล้วจะประสงค์สิ่งใด พร้อมกับประกาศว่า

"...เราอยู่ในที่นี้ก็เป็นที่คับขันอยู่ ซึ่งเราจะเข้าด้วยผู้ใด นอกจากเล่าปี่นั้นอย่าสงสัย ตัวเราก็มิได้รักชีวิต vyนความตายอุปมาเหมือนนอนหลับ ท่านเร่งกลับไปบอกแก่โจโฉให้ตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม เราจะยกลงไปรบ...."

เตียวเลี้ยวก็หัวเราะแล้วว่า ที่ท่านว่ามานั้นจะมีโทษแก่ตัวท่านถึงสามประการ แล้วก็บรรยายความตามฉบับหลวงต่อไป อย่างยาวยืด แต่น่าเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งว่า

......เดิมท่านกับเล่าปี่เตียวหุยได้สาบานไว้ต่อกันว่า เป็นพี่น้องร่วมสุขและทุกข์เป็นชีวิตเดียวกันถ้าผู้ใดตายก็จะตายด้วย ครั้งนี้เล่าปี่กับเตียวหุยแตกไป ท่านก็ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย และบัดนี้ทหารก็น้อยนักซึ่งจะยกลงไปรบนั้น ถ้าท่านเป็นอันตรายถึง สิ้นชีวิต ฝ่ายเล่าปี่เตียวหุยยังมีชีวิตอยู่ ก็จะเที่ยวตามหาท่าน หวังจะช่วยกันคิดการต่อไป เมื่อท่านตายเสียแล้ว เล่าปี่เตียวหุยก็จะตายด้วย ซึ่งท่านสาบานไว้ต่อกันก็จะมิเสียความสัตย์ไปหรือ คนทั้งปวงก็จะล่วงนินทาว่าความคิดท่านน้อย.....

.....ประการหนึ่ง เล่าปี่ก็มอบครอบครัวไว้ให้ท่านรักษา ถ้าท่านตายเสีย ภรรยาเล่าปี่ทั้งสองนั้นจะพึ่งผู้ใดเล่า อันตรายก็จะมีต่าง ๆ การซึ่งเล่าปี่ปลงใจไว้แก่ท่านนั้น จะไม่เสียไปหรือ.....

.......อีกประการหนึ่งนั้นท่านก็มีฝีมือกล้าหาญ แล้วก็แจ้งใจในขนบธรรมเนียมโบราณมาเป็นอันมาก เหตุใดท่านจึงไม่รักษาชีวิตไว้คอยท่าเล่าปี่ จะได้ช่วยกันคิดการทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถึงมาทว่าท่านจะได้รับความลำบาก ก็อุปมาเหมือนหนึ่งลุยเพลิงอันลุก และข้ามพระมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ก็จะลือชาปรากฏชื่อเสียงท่านไปภายหน้า ว่าเป็นชาติทหารมีใจสัตย์ซื่อกตัญญูต่อแผ่นดิน....

แล้วก็ตอกย้ำตอนท้ายว่า

"......ขอให้ท่านอยู่กับมหาอุปราชก่อนเถิด จะได้มีประโยชน์สามประการ ประการหนึ่ง ซึ่งท่านสาบานไว้กับเล่าปี่เตียวหุย ว่าจะช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน ความสัตย์ข้อนี้จะได้คงอยู่ ประการหนึ่ง ท่านจะได้ปฏิบัติรักษาพี่สะใภ้ทั้งสอง มิให้เป็นอันตรายสิ่งใดได้.....อีกประการหนึ่ง ตัวท่านก็มีฝีมือกล้าหาญมีสติปัญญา จะได้ติดการทำนุบำรุงพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้ครองราชสมบัติสืบไป..."

กวนอูนิ่งตรึกตรองอยู่เป็นช้านาน แล้วจึงเห็นชอบด้วย แต่ต้องขอสัญญา สามข้อเหมือนกัน คือจะขอเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ประการหนึ่ง ขอปฏิบัติพี่สะใภ้ทั้งสอง อย่าให้ผู้ใดเข้าออกกล้ำกรายถึงประตูที่อยู่ได้ กับจะขอเอาเบี้ยหวัดของเล่าปี่ ซึ่งเคยได้รับพระราชทานนั้น มาให้แก่พี่สะใภ้ทั้งสอง และถ้ารู้ว่าเล่าปี่อยู่แห่งหนตำบลใด ถึงมาทว่ามิได้ลามหาอุปราชก็จะไปหาเล่าปี่ แม้มหาอุปราชห้ามก็ไม่ฟัง

และสุดท้ายก็ย้ำว่า

".....ท่านจงเอาไปบอกมหาอุปราชเถิด ถ้ามหาอุปราชยอม เราจึงจะถอดเกราะออกเสีย แล้วอาสาไปหามหาอุปราช แม้ความประการใดขาดแค่ข้อหนึ่งเราก็จะสู้ตายเสีย ถึงมาทว่าคนทั้งปวงจะครหานินทาเราก็ตามเถิด.."

เตียวเลี้ยวก็ลากวนอูไปแจ้งเนื้อความแก่โจโฉทุกประการ โจโฉก็ยินดี ตกลง เพราะรักฝีมือกวนอู ซึ่งในขณะนั้นอายุประมาณสามสิบแปดปี ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ และฝีมือก็เข้มแข็งเป็นที่เลื่องลือ ไม่มีใครจะต่อสู้ได้ ทั้งเป็นคนซื่อสัตย์กตัญญู ถ้าเลี้ยงดูให้ถึงขนาด นานไปก็คงจะยอมเป็นพวกโดยสนิทใจ

แต่การณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อกวนอูพา นางกำฮูหยิน และ นาง บีฮูหยิน สองพี่สะใภ้ไปอยู่เมืองฮูโต๋แล้ว ก็รักษาความสัตย์นั้นไว้อย่างกวดขัน แม้โจโฉจะให้เครื่องเงินเครื่องทองและแพรอย่างดี กวนอูก็เอาไปให้พี่สะใภ้ โจโฉจัดหญิงรูปงามสิบคนคอยปรนนิบัติ กวนอูก็เอาไปให้พี่สะใภ้ใช้สอยเสียอีก โจโฉเห็นกวนอูใส่เสื้อเก่าขาดจึงให้เสื้อใหม่ กวนอูก็เอาไปใส่ชั้นในเอาเสื้อเก่าที่เล่าปี่ให้ไว้ชั้นนอก โจโฉเห็นม้าของกวนอูผอม ก็ยกม้าเซ็กเธาว์ที่ยึดมาได้จาก ลิโป้ ให้กวนอูขี่ กวนอูก็ชอบใจว่าเป็นม้าที่มีกำลังมาก จะได้ขี่ไปหาเล่าปี่ได้ง่าย

โจโฉก็น้อยใจใช้ให้เตียวเลี้ยวไปไต่ถามสอบน้ำใจดูอีก ปรากฏว่า กวนอูก็คิดถึงคุณโจโฉอยู่เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่คิดอยู่แต่ก็จะขอแทนคุณเสียก่อนจึงจะไป

ต่อมาเมื่อโจโฉรบกับอ้วนเสี้ยวที่ตำบลแปะแบ๊ ทำท่าจะเป็นรอง จึงให้ กวนอูออกรบ กวนอูก็ฆ่า งันเหลียง ทหารเอกผู้มีฝีมือของอ้วนเสี้ยวเสียในเวลาพริบตาเดียว อ้วนเสี้ยวก็ส่ง บุนทิว ทหารเอกที่มีฝีมือคู่กันออกรบอีก เตียวเลี้ยวกับซิหลงก็อาสาเข้ารบ แต่บุนทิวกลับเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากเตียวเลี้ยวล้มลง ซิหลงต้องเข้าไปช่วยรบป้องกันถึงสามสิบเพลง จึงถอยกลับมาได้ พอกวนอูเข้าไปรบได้เพียงสามเพลง บุนทิวก็ถอย กวนอูขับม้าเซ็กเธาว์ไล่กวดไปทันที่ริมฝั่งแม่น้ำฮองโห แล้วก็ฟันด้วยง้าวตายตามเพื่อนไปอีกคน

อ้วนเสี้ยวก็โกรธมาก เกือบจะฆ่าเล่าปี่ที่ไปอาศัยอยู่ด้วยเสียแล้ว แต่ อาศัยที่เล่าปี่ใจเย็นเจรจาหว่านล้อมจนรอดหัวขาดได้ แล้วก็เขียนหนังสือถึงกวนอู เป็น ข้อความสำคัญว่า

"....เดิมเราได้สาบานไว้ต่อกันทั้งสามคน ที่ในสวนดอกไม้นั้น ว่าจะ ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน ผู้ใดตายก็จะตายด้วย บัดนี้เราทั้งสามคนพลัดกัน แต่ตัวเรามาอาศัยอ้วนเสี้ยวเจ้าเมืองกิจิ๋วอยู่ และกวนอูนั้นไปอาศัยโจโฉ ทำการสงครามมีความชอบ ได้บำเหน็จยศถาศักดิ์มีความสุขอยู่ มิได้คิดถึงคำซึ่งสาบานไว้แก่เรา ถ้ากวนอูจะใคร่ให้มีความชอบในโจโฉให้มากขึ้นไปกว่านี้ ก็ให้เร่งมาตัดศรีษะเราไปให้แก่โจโฉเถิด....."

กวนอูก็ร้องไห้ แล้วตัดสินใจพาพี่สะใภ้ทั้งสองไปลาโจโฉ แต่โจโฉรู้ข่าวแล้วก็ปิดประตูที่อยู่ ห้ามผู้ใดเข้ามาปรึกษาราชการ กวนอูก็ไม่ฟังเสียง รุ่งเช้าก็จัดรถสำหรับพี่สะใภ้ และขนบรรดาเงินทองเสื้อผ้าสิ่งของกับหญิงคนใช้ไปลาโจโฉอีก ประตู ก็ยังปิดอยู่ จึงเลยไปบ้านเตียวเลี้ยวนายประตูก็บอกว่าเตียวเลี้ยวยังไม่หายป่วยด้วยแผล จากเกาทัณฑ์ กวนอูก็เขียนจดหมายลาให้คนใช้เอาไปให้นายประตูบ้านโจโฉ ย้ำว่าขอลาไปหาเล่าปี่ตามคำที่ได้สัญญาไว้ ซึ่งท่านได้มีคุณทำนุบำรุงไว้นั้น ก็คิดถึงคุณอยู่ แต่จะกลบลบคุณเล่าปี่เสียนั้นไม่ได้ ถ้าสืบไปชีวิตยังไม่ตาย ก็จะขอสนองคุณท่านอีก

แล้วกวนอูก็เอาทรัพย์สินส่วนตัวที่โจโฉให้ไว้ ใส่หีบลั่นกุญแจมอบให้หญิงคนใช้เอาไปคืนโจโฉ แล้วก็ขี่ม้าเซ็กเธาว์ถือง้าวนำทหารประมาณสิบเอ็ดสิบสองคน พาพี่สะใภ้ขึ้นรถออกจากเมืองฮูโต๋ไป

โจโฉรู้เรื่องแล้วก็เห็นใจ ว่ากวนอูเป็นคนซื่อสัตย์จริง ไม่คิดจะฆ่าฟัน จึงส่งเตียวเลี้ยวให้ตามไปห้ามไว้ก่อน แล้วโจโฉก็จัดแจงเงินทองไปกับทหารที่ไม่ได้ถืออาวุธเพื่อไปส่งกวนอู

เมื่อเตียวเลี้ยวตามมาทันก็เรียกให้หยุด กวนอูถามว่าท่านตามมาจะจับ เราหรือ เตียวเลี้ยวก็บอกว่า

"....หามิได้ บัดนี้มหาอุปราชแจ้งว่า ท่านจะไปทางกันดาร ก็มีใจคิดถึงท่าน จึงให้ข้าพเจ้ารีบตามมาห้ามท่านให้หยุดอยู่ก่อน มหาอุปราชจะมาส่งท่าน...."

กวนอูก็ไม่ไว้ใจจึงถอยม้าขึ้นไปยืนบนสะพานศิลา

โจโฉก็พาทหารมาถึง ตัดพ้อต่อว่ากันอยู่สองสามคำ ก็ให้ทหารเอาทองแท่งให้กวนอูถาดหนึ่ง กวนอูก็ไม่ยอมรับ โจโฉจึงเอาเสื้อลายทองให้ทหารเอาไปส่งให้ กวนอูไม่กล้าจะลงจากหลังม้า จึงก้มตัวลงยื่นง้าวไปรับเสื้อมาคลุมตัวไว้ แล้วก็คำนับขอบคุณและลาโจโฉไป

จากนั้นกวนอูก็พาพี่สะใภ้ เดินทางมุ่งหน้าไปหาเล่าปี่ที่เมืองกิจิ๋วทางทิศเหนือ ระหว่างทางก็ผ่านด่านต่าง ๆ ของเมืองฮูโต๋ ใครขัดขวางก็ฆ่าเสียเป็นจำนวนถึงหกคน จนข้ามแม่น้ำฮองโหได้แล้ว ก็แว่วข่าวว่าเล่าปี่หลบออกจากเมืองกิจิ๋ว มาอยู่เมืองยีหลำแล้ว พอดีเจอกับแฮหัวตุ้นทหารเอกของโจโฉ ซึ่งตั้งค่ายขัดตาทัพคอยระวัง ทางด้านอ้วนเสี้ยวอยู่ ก็เข้ารบกันได้สิบกว่าเพลง เตียวเลี้ยวก็ถือคำสั่งของมหาอุปราชโจโฉมาห้ามไว้และให้ปล่อยตัวกวนอูไป เพราะอยากจะทำคุณไว้ให้ตลอด

แต่เมื่อเตียวเลี้ยวถามว่า ซึ่งท่านมานี้จะไปหาเล่าปี่แห่งใด กวนอูก็ว่าเดิมรู้ว่าเล่าปี่อยู่กับอ้วนเสี้ยวก็จะไปหา ตอนนี้ได้ข่าวว่าออกมาจากอ้วนเสี้ยวแล้ว ก็จะเที่ยวสืบเสาะไปกว่าจะพบ เตียวเลี้ยวก็ใช้ความพยายามเป็นครั้งสุดท้ายว่า

"....เมื่อยังไม่รู้แน่ว่าเล่าปี่อยู่แห่งใด ท่านจงกลับไปอยู่กับมหาอุปราชก่อน ถ้ารู้ข่าวว่าเล่าปี่อยู่แห่งใดมั่นคง จึงค่อยไป...."

กวนอูก็หัวเราะแล้วว่า

"...ท่านว่านี้ไม่ควร ซึ่งตัวท่านจะกลับเข้าไป จงช่วยว่ากล่าวแก่มหาอุปราช ว่าอย่าขัดเคืองเราเลย ได้มีคุณแล้วจงทำให้ตลอดไปเถิด ภายหน้าเราจะแทนคุณมหาอุปราช......"

เตียวเลี้ยวก็จนใจไม่รู้จะว่ากล่าวประการใดต่อไปได้อีก จำต้องปล่อย ให้กวนอูเดินทางต่อไป ทั้งนี้ก็ด้วยบุญคุณของกวนอูที่ขอชีวิตตนไว้แต่ครั้งก่อน และ ฝีมือของตน ก็เป็นแค่นายทหารโทไม่คู่ควรกันด้วย แต่ครั้นจะแทนคุณโจโฉที่ไว้ชีวิตตน ด้วยการลงทุนเกลี้ยกล่อมกวนอูไว้ ก็ไม่สำเร็จอีก แล้วบุญคุณที่โจโฉมีต่อกวนอูครั้งนี้ จะเป็นผลสนองตอบอย่างไรนั้น คงจะต้องรอดูกันต่อไปในภายหน้า.

##########




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2558 18:12:12 น.
Counter : 302 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.