Group Blog
 
All Blogs
 

ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๙)

เปิดกรุหนังสือเก่า

ชุดทหารรับจ้างเดนตาย

ตอน ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๙)

สยุมภู ทศพล

ล่องแจ้ง สมรภูมินรก ตอนที่ 9

ควันไฟที่คละคลุ้งอยู่บนยอดเนินสกายไลน์ตั้งแต่ “ชาร์ลี-แทงโก้” ไปจนสุด “ชาร์ลี-ออสก้า” ที่เกิดจากอำนาจระเบิดของเครื่องบิน B-52 เมื่อตอนดึกของเมื่อคืน ยังปรากฏอยู่เป็นหย่อมๆไปทั่วอาณาบริเวณ
พอแสงอาทิตย์ส่องจ้าขับไล่สายหมอกบางๆที่ครอบคลุมยอดเนินจนมองเห็นแต่เพียงรางๆไปจนหมดสิ้น

ภาพภูเขาๆหัวโล้นก็ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ขณะนี้ยอดที่สูงที่สุดของเนินสกายไลน์ทู แหว่งหายไปจนมองเห็นด้วยสายตาเปล่าอย่างถนัดชัดเจน สีเขียวสดของแมกไม้ที่มองดูเขียวสดชั่วนาตาปีของเนินสกายไลน์เปลี่ยนเป็นสีแดงของเนื้อดินที่ถูกอำนาจขุดคุ้ยของแรงระเบิดพลิกขึ้นมาแทนที่

จากการตรวจการณ์ด้วยกล้องสนามแรงสูงปรากฏหลุมบ่อมหึมาคล้ายๆกับเตาขนมครกขนาดยักษ์ที่ถูกอำนาจลึกลับจับขึ้นไปวางพาดขวางบนแนวสกายไลน์และเป็นที่น่าสังเกตุว่า หลุมเหล่านั้นเกาะกลุ่มเหมือนวิถีกระสุนที่บรรดามือปืนฝีมือเยี่ยมทั้งหลายบรรจงเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนเข้าสู่เป้าด้วยแนวกระสุนที่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างสวยงาม

ไม่มีหลุมระเบิดแตกกลุ่มออกมาจากเนินสกายไลน์ลงมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวหมู่บ้านชาวแม้วที่มองเห็นลิบๆอยู่เบื้องล่างเลยแม้แต่หลุมเดียว อย่างดีก็เพียงหล่นจากยอดเนินหลุดออกมาระเบิดเป็นรอยแหว่งอยู่ ณ บริเวณร่องสันเขาที่เป็นร่องน้ำเพียงสองสามหลุมเท่านั้น

ผมเพิ่งเคยเห็นความแม่นยำในการทิ้งระเบิดจากเครื่องอิเล็กโทรนิคของเครื่องบิน B-52 ในครั้งนี้เอง ทุกครั้ง B-52 บินไม่เคยต่ำกว่าสองหมื่นฟิตด้วยอำนาจกลไกที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ระเบิดหล่นสู่เป้าหมายได้เกือบร้อยเปอร์เซนต์เต็ม

เสียงแหลมเล็กของเครื่องบิน “L-19” สองเครื่องที่เพิ่งบินมาจากสนามบินนาซู บินร่อนเล่นลมอยู่สูงลิบเหนือเนิน สกายไลน์ทู เจ้าสไปร้ทเพื่อนรักของผมคงจะได้เครื่องบินประจำตัวใหม่แล้ว ผมเห็นว่าสไปร้ทกำลังบินตรวจการณ์ ก็เลยไม่กล้ากระเซ้าเย้าแหย่มันทางวิทยุเหมือนที่เคยทำ อย่างดีที่ผมกระทำก็คือ หมุนปุ่มวิทยุปรับความถี่ให้ตรงกับ “ไอ้ปากหมา” คอยรับฟังข่าวคราวที่สไปร้ทกำลังจะรายงานผลความเสียหายและการเคลื่อนไหวให้ “เบาน์เดอร์ คอนโทรล” (ศูนย์บังคับบัญชาพวกล่ามที่ขึ้นตรงต่อ ซี.ไอ.เอ.โดยเฉพาะ) ทราบ

สนามบินเมืองล่องแจ้งถูกปิดการจราจรทางอากาศ ไปโดยปริยายอุปกรณ์สงครามถูกลำเลียงเอามาเก็บไว้ ณ สนามบินนาซู เม็นแล้มที่เคยคึกคัก บัดนี้เงียบเชียบเหมือนป่าช้า อย่าว่าแต่คนเลยครับ แม้แต่สุนัขเลี้ยงของชาวแม้วก็ยังไม่กล้าที่จะเดินผ่าน คล้ายๆกับพวกสัตว์เหล่านี้มันมีสัญชาตญาณ ที่พอจะรู้ว่าอำนาจระเบิดเหล่านี้สามารถทำให้มันตายได้ ผมเคยเห็นมันวิ่งหางจุกตูดกัน เมื่อตอนลูกระเบิดถล่มล่องแจ้งแล้วอดเวทนามันไม่ได้ ทั้งคนทั้งสัตว์ต่างก็มีความกลัวต่อความตายเหมือนกันทั้งนั้น

ตลาดล่องแจ้งปิดตัวเอง ตั้งแต่เนินสกายไลน์ทูโดนโจมตี ประชาชนก็เริ่มอพยพออกจากหมู่บ้านอีกครั้งและครั้งนี้ถึงกับใช้รถยนต์ขนข้าวขนของออกไปเลยทีเดียว จะมีเหลืออยู่ก็เพียงผู้ถือโอกาสขายของกินเล็กๆน้อยๆ ด้วยราคาที่สูงลิบลิ่วเท่านั้นเอง

หน่วยระวังป้องกันสนามบินที่ขนานนามตัวเองว่า “สิงห์ทะเลทราย” ใช้รถจิ๊ปติดปืน ปรส.ขนาดเล็ก หน้ารถก็ติดตั้งปืนกลแบบ M-60 พร้อมด้วยทหารรับจ้างเดนตายที่แตกจากทุ่งไหหิน คุมกำลังออกกวาดล้างบริเวณเมืองล่องแจ้งด้วยหัวใจที่คลั่งแค้นและอาฆาตทหารเวียดนามเหนือจนเข้ากระดูกดำ

ทหารเวียดนามเหนืออย่าให้พวกสิงห์ทะเลทรายเหล่านี้เห็นเข้าเป็นอันขาดเลยนะครับ พวกเขาจะฆ่าอย่างไม่ปราณีเลยทีเดียว ฆ่าไม่ฆ่าเปล่ายังมีการทารุณศพด้วยกรรมวิธีพิสดาร ยกตัวอย่างเช่น แหวะอกทหารเวียดนามเหนือลากลำไส้ออกมาสับทิ้งแล้วตัดเครื่องเพศออกมางัดปากให้กว้างเต็มที่ ยัดเครื่องเพศของข้าศึกให้งับติดเอาไว้ที่บริเวณริมฝีปากนั่นเอง

ผมเคยถามว่า ทำไมทารุณศพพวกเขามากมายถึงขนาดนี้ ทหารรับจ้างเหล่านั้นกัดกรามแน่น หันมาตอบผมอย่างเครียดแค้นว่า

“แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจพวกผมหรอกครับ เมื่อตอนผมแตกมาจาก “ภูห่วง” ขนาดเพื่อนผมยกมือยอมแพ้ มันยังยิงด้วยอาร์ก้าอย่างไม่ปราณีปราศัย คนเจ็บคนตายที่นอนระเกะระกะมันใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงอย่างโหดร้าย ผมหนีพวกมันมาเกือบเดือน คราวนี้เป็นทีของผมบ้าง ผมปฏิญาณเอาไว้แล้ว จะไม่ไว้ชีวิตของพวกมันแม้แต่คนเดียว”

ผมก็เลยต้องเดินหนี ไม่กล้าที่จะพุดคุยกับทหารรับจ้างหน่วยสิงห์ทะเลทรายอีกต่อไป เพราะผมสังเกตุเห็นแววตาของทหารดังกล่าว ชักจะแวววาวด้วยความบ้าเลือดขึ้นมาทุกที จับพลัดจับผลูเห็นหน้าผมเป็น “ไอ้แกว” ขึ้นมา ผมก็เสร็จเท่านั้น

ภูมิประเทศที่ใดที่กองพันทหารรับจ้างสงสัยว่าจะมี “ตรวจการณ์หน้า” ของข้าศึกซุกซ่อนอยู่ขอให้บอกมาเถอะครับ ต่อให้หนทางลำบากขนาดใหน ขอให้รถจิ๊ปบุกเข้าไปได้เท่านั้นแหละครับ ด้วยกำลังพลเพียง 5-6 คน หน่วยสิงห์ทะเลทรายจะบึ่งเข้าไปกวาดล้างในทันทีทันใดเลยทีเดียว

กองพัน 617 ถอยลงมาจากเนินสกายไลน์ได้รับคำสั่งให้ถอนออกจาก “ชาร์ลี-บราโว่” เมื่อรวบรวมกำลังพลที่ บก.ส่วนหลัง จนได้กำลังพลที่กระจัดกระจายลงมาเรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าขึ้นไปตั้งรับข้าศึก ณ บริเวณแพค “โฮเต็ล-แทงโก้” ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของ บก.ล่องแจ้งนั่นเอง

เนื่องจาก “ภูเวียง” ผบ.พันคนเก่าเสียชีวิต ทาง บก.ล่องแจ้งต้องวิทยุเรียก “ขุนศึก” คนใหม่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแถวๆชายแดนอีสานของประเทศไทยและในอดีตเคยบังคับบัญชากองพันที่ 601 มาแล้ว

“คำคม” หรือ สุภาพบุรุษจาก “ดงอีนำ” ได้บินมาถึงล่องแจ้งในเช้าวันนั้นเอง พอตกเย็นก็เข้ารับหน้าที่บังคับบัญชากองพันทหารรับจ้างที่ 617 แทน ผบ.พันคนเก่าทันที

“เบาเดอร์ จาก สไปร้ท มีข่าวด่วน พบกองทหารเวียดนามเหนือประมาน 2 กองพัน กำลังออกจากถ้ำที่บ้าน “น้ำชา” มุ่งหน้าขึ้นมาบนเนินสกายไลน์ทูตามเส้นทางเข้าฐาน ชาร์ลี-แทงโก้ โปรดขอเครื่องบินมาทำงานด่วนครับ”

เพียงคำรายงานของสไปร๊ทไม่กี่คำ สร้างความตื่นตระหนกให้กับกองบัญชาการล่องแจ้งอย่างเหลือหลาย พนักงานติดต่อจาก “เบาน์เดอร์” ตาลีตาเหลือกส่งวิทยุเข้าฐานบินอุดร เพื่อขอเครื่องบินแบบ F-105 มาโจมตีทิ้งระเบิดกองพันทหารเวียดนามเหนือที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านสกายไลน์มุ่งหน้าเข้ายึด กองบัญชาการล่องแจ้งต่อไป

สไปร้ทดึงเครื่องบินตรวจการณ์ขึ้นสูงลิบอยู่เหนือก้อนเมฆ ชะรอยสไปร้ทมันคงจะรู้พิษสงของ ปตอ.ที่คุ้มกันขบวนทหารราบของทหารเวียดนามเหนือได้เป็นอย่างดี มันจึงเลิกนิสัยบ้าดีเดือดที่มันเคยทำเป็นนิจศีล บินลัดเลาะเล่นลมในระยะที่ ปตอ. ไม่สามารถจะสอยมันลงมาคลุกฝุ่นได้

กองพันของผมอยู่ในสภาพพร้อมรบตั้งแต่เมื่อวาน จึงไม่มีปัญหาอะไรที่จะสร้างความหนักอกหนักใจมากนัก
อีกประการหนึ่ง ขบวนรถถังของข้าศึกที่เหลืออยู่เพียง 3 คัน ก็สงบเงียบจนพวกผมพากันคิดว่า รถถังของพวกมันคงชำรุด หรือไม่ก็ขาดน้ำมันจนไม่สามารถบุกตะลุยฐานของพวกผมได้ต่อไปอีกพวกมันคงจะรอจังหวะหรือว่ารอน้ำมันจากกองส่งกำลังบำรุง ซึ่งกำลังซุกซ่อนและแฝงกายลำเลียงมาจากทุ่งไหหินโดยทางเท้า(ถนนที่สร้างเอาไว้บนภูเขา B-52 ทำลายลงบางส่วน จนไม่สามารถที่จะใช้เป็นทางคมนาคมได้)

ต่อจากนั้น ไม่ถึง 30 นาที ขบวนทหารราบของทหารเวียดนามเหนือก็พรั่งพรูขึ้นมาเต็มเนินสกายไลน์ทู มองเห็นจากกล้องสนามเขียวพรืดไปหมดทั้งเนิน

เหมือนกับพระเจ้าช่วย เจ้า F-105 สามเครื่องลดเพดานบินวูบลงมาจากก้อนเมฆดิ่งเข้าเล่นงานทหารเวียดนามเหนือบนยอดเนินสกายไลน์อย่างรวดเร็ว

จรวดลูกแรกถูกยิงจากใต้ปีก ถล่มเข้าไปในกลางกลุ่มทหารเวียดนามเหนือ ประกายไฟผสมกับควันสีดำอมเทาพุ่งขึ้นสู่ฟ้าพร้อมๆกับเสียงระเบิดที่สะเทือนเลื่อนลั่น

กลุ่มทหารเวียดนามเหนือแตกฮือเหมือนกับผึ้งแตกรัง พากันวิ่งหนีเจ้า F-105 ที่กำลังยิงจรวดเข้าใส่อย่างเมามันอยู่เบื้องบน

ทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งจากการตรวจการณ์ของสไปร้ทที่อยู่บน “ไอ้ปากหมา” รายงานให้ทราบว่า มีประมาน 200 คนลงไปซ่อนอยู่ในหลุมระเบิด B-52 สองสามหลุมที่บริเวณล่องน้ำด้านลาดลงเมืองล่องแจ้ง

คราวนี้เจ้า F-105 ทั้งสามเครื่องปราดเข้ารุมกินโต๊ะเป็นจุดเดียวกันเลยทีเดียว
จรวดทั้งหมดที่อยู่ใต้ปีกถูกสวิทช์พุ่งถล่มลงไปในบริเวณก้นหลุม B-52 ที่ทหารเวียดนามเหนือซุกซ่อนอยู่อย่างชนิดเทกระจาดกันเลยทีเดียว

“ทั้งสามหลุมเกลี้ยงหมดเลยครับ โน่น วิ่งไปทางชาร์ลี-ออสก้าร์อีก 100 กว่าคน ช่วยไล่ต้อนกลับมาที่ชาร์ลี-แทงโก้ด้วยครับ”

สไปร้ทรายงานการเคลื่อนไหวของข้าศึกให้ F-105 ทราบอีกครั้ง

จรวดที่เหลือชุดสุดท้ายกระหน่ำทหารเวียดนามเหนือล้มระเนระนาด ที่รอดจากอำนาจระเบิดก็เผ่นลงจากเนินหาที่กำบังตามมีตามเกิด

ฝูงบินจากอุดรแห่กันมาเล่นสงครามเลือดบนเนินสกายไลน์อีก 3 ฝูงตามคำร้องขอของ “เบาน์เดอร์ คอนโทรล” ที่หวังจะถอนรากถอนโคนทหารเวียดนามเหนือให้เกลี้ยงทั้งเนินสกายไลน์

เจ้าสามเครื่องจากฝูงแรก แตกกลุ่มกันลงมาจากท้องฟ้าไล่ทิ้งระเบิดขับไล่ทหารเวียดนามเหนือ ซึ่งขระนี้กำลังหนีตายจากยอดเนินไปคนละทิศละทาง บางกลุ่มก็มุ่งหน้าไปทาง “ชาร์ลี-จูเลียต” ที่กองร้อยทั้งสองของกองพัน 616 ตั้งฐานขวางทางอยู่

“อิสเรสจากกองสิงห์ ข้าศึกประมาน 25 คน จากการตรวจการณ์ของไอ้ปากหมา กำลังเคลื่อนที่ไปที่ ชาร์ลี-จูเลียต ให้ระวังตัวด้วย”

“รับทราบ รับปฏิบัติครับ ขณะนี้ผมจัด “ชุดต้อนรับ” เอาใว้รับมือโดยเฉพาะเอาไว้แล้ว ก็ไอ้พวกหน่วยกล้าตาย ชุดเดิมของเรานั่นแหละครับ”

รอง ผบ.ร้อย กองร้อยท่สองกล่าวตอบ ผบ.พันของเขาออกไปอย่างรวดเร็ว

“บอกชุดกล้าตายของเราด้วย พยายามป้องกันฐานอย่างเต็มที่ ถ้าข้าศึกถอนตัว อั๊วมีรางวัลให้ “อาบน้ำ” ที่อุดร 3 วันพอใจมั้ย”

กองสิงห์ “ฉีดยา” ลูกน้องต่อไปอีก

“โอเคครับ ผู้พัน ไอ้พวกนี้มันอยากไปอาบน้ำที่อุดรจนตัวสั่นไปหมดแล้ว แบบนี้พวกมันสู้ตายแน่ครับ”

อิสเรสสวนคำพูดขึ้นมาทันทีทันควัน

ไม่มีกองทหารเวียดนามเหนือเหลืออยู่บนเนินสกายไลน์ทูอีกเลย จากการตรวจการณ์ของสไปร้ทที่บินลงต่ำ เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์บนยอดเนินเข้าสู่สภาพปกติแล้ว

“ข้าศึกล้มตายประมานไม่ต่ำกว่า 700 คน ไอ้เฉพาะที่นอนสุมกันอยู่ในหลุม B-52 ก็กว่าครึ่งเข้าไปแล้วครับ ประเดี๋ยวผมจะถ่ายรูปลงไปให้ บก.ล่องแจ้งดูด้วยตนเอง”

สไปร้ทตะโกนก้องวิทยุ พร้อมกับโฉบบินตรวจการณืต่อไปอีกอย่างละเอียดถี่ถ้วน เสียงไชโยดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวในห้องประชุม บก.ล่องแจ้ง พวกฝรั่งของ “ซี.ไอ.เอ” จับไม้จับมือกันเองด้วยความยินดีปราโมทย์ที่สามารถยับยั้งทหารเวียดนามเหนือที่กำลังมุ่งหน้าข้ามเนินสกายไลน์ลงมายัง บก.ล่องแจ้งลงได้

คราวนี้อนาคตของล่องแจ้งที่ริบหรี่ ที่จวนจะดับแหล่มิดับแหล่ก็สว่างขึ้นชั่วคราว เพราะอำนาจการทิ้งระเบิดของฝูงบินจากอุดร ข้าศึกจะต้องใช้เวลาอีกนานเหลือเกินกว่าจะรวบรวมกำลังบุกเข้าเมืองล่องแจ้งอีกครั้ง

อากาศที่สว่างจ้าของเมืองล่องแจ้งเริ่มทำพิษอีกแล้ว อยู่ดีๆสายหมอกก็รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เริ่มปกคลุมเนินสกายไลน์จนมืดครึ้มไปหมด จนกระทั่ง “ไอ้ปากหมา” ทำงานไม่ได้ ต้องบินกลับไปยังนาซูในทันทีทันใดนั้นเอง

ยิ่งพลบค่ำมากเท่าใด สภาพเลวร้ายของอากาศก็ยิ่งทวีความมืดมากขึ้นเท่านั้น หมอกจับตัวลงต่ำ จนกระทั่งถึงตีนเขาสกายไลน์ และเริ่มลามเลียแผ่กว้างออกไปครอบคลุมอาณาบริเวณเมืองล่องแจ้งจนทึบไปหมดทั้งเมือง

สภาพอากาศเป็นใจให้กับข่าศึกเหลือเกิน คราวนี้เป็นโอกาสทองของพวกมันแล้ว พวกข้าศึกที่รอดชีวิตจากอำนาจระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆก็ค่อยๆทยอยกันออกมารวบรวมกำลังอย่างไม่ต้องคอยระมัดระวังการตรวจการณ์จากฝ่ายเราอีกต่อไป

คืนนั้น เป็นคืนที่ทหารรับจ้างจากกองร้อยที่สองของผมเตรียมพร้อมอย่างหนักที่สุด ทั้งลูกแถวและผู้บังคับบัญชาออกมานอนหมอบอยู่ในคูสนามเพลาะ อาวุธหนักและอาวุธประจำกายติดมืออยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะยิงได้ทันท่วงที
ไม่เสียหลายที่เตรียมรับมือพวกมันหรอกครับ ยังไม่ทันถึงห้าทุ่มดี พวกมันที่แตกฝูงลงมาจากเนินก็ประทะกับส่วนหน้าสุดของกองร้อยที่สองเข้าให้แล้ว

เนื่องจากคำว่า “อุดร” ที่กองสิงห์ให้คำมั่นสัญญากับหน่วยกล้าตายเอาไว้ ทำให้ทหารรับจ้างชุดนั้นสู้อย่างชนิดถวายหัวเลยทีเดียว

ทหารเวียดนามเหนือ 4-5 คนถูกอำนาจระเบิดมือของทหารรับจ้างนอนสุมกัน ณ บริเวณแท้งค์น้ำของโรงเรียน ผบ.ร้อยทหารแม้วนั่นเอง ที่เหลือก็วิ่งกระเจิงไปทาง “วัด” ที่อยู่หัวสนามบิน ก็เลยตกเข้าไปอยู่ในทิศทางปืนของกองพัน 618 เข้าไปอีก

คราวนี้ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหรอกครับ ล่อกันให้มั่วไปหมด จนกระทั่งเสียงปืนอาร์ก้าที่กราดโต้ตอบขาดเสียงไป
ด้วยอำนาจของแฟลร์จากฐานปืนใหญ่ “แคนเดิ้ล” ที่ยิงสว่างโร่เหนือฐานกองพัน 618 สามารถตรวจการณ์พบทหารเวียดนามเหนือนอนตายอยู่อย่างถนัดชัดเจน
ไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจค้นหรอกครับ รอจนกระทั่งรุ่งเช้า หน่วยกล้าตายจึงออกไปเคลียร์พื้นที่ เคลียร์ไม่เคลียร์เปล่า ยังอุตส่าห์ยึดข้าวของสมบัติส่วนตัวของทหารเวียดนามเหนือที่เสียชีวิตติดมือกลับเข้ามาอีกด้วย

จากเอกสารและเครื่องหมายยศของผู้ตาย ทำให้เราทราบว่า ทหารกองพันนี้เป็นกองพันที่ 146 ของเวียดนามเหนือ หัวหน้าที่ควบคุมมียศเป็นนายร้อยโทและจากรูปถ่ายในซองธนบัตรยืนยันให้ บก.ล่องแจ้งทราบว่าทหารเวียดนามกองพันนี้ ผ่านการอบรมมาจากจีนแดงทั้งสิ้น

รวมเบ็ดเสร็จ 10 ศพพอดีที่ทหารรับจ้างของกองพันผสมสังหารข้าศึกได้ ทำให้ขวัญและกำลังใจของทหารรับจ้างที่เคยเกรงกลัวทหารเวียดนามเหนือเหมือนกับหนูกลัวแมวดีขึ้นแยะทีเดียว

จากคำสั่งของ บก.ล่องแจ้ง ให้กองพัน 618 และกองร้อยที่สองของ 616 จัดชุด “ล่าสังหาร” ขึ้นกวาดล้างบริเวณตีนเขาสกายไลน์ทูภายในเช้าวันนั้นเอง

ไม่มีพวกข้าศึกหลงเหลืออยู่หรอกครับ พวกมันที่เหลือรอดชีวิตก็พากันล่าถอยไปจากเนินสกายไลน์จนหมดสิ้น จะมีก็แต่ซากศพของพวกมันระเกะระกะไปทั่วอาณาบริเวณเท่านั้น

เหตุการณ์อันน่าสะพึงกลัวได้ผ่านพ้นไปในที่สุด และนอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาแผ้วพานมาทำความยุ่งยากให้กับพวกผมอีกเลย จนกระทั่งสามวันผ่านพ้นไปทาง บก.ล่องแจ้งก็ถอนกองร้อยที่สองให้ขึ้นไปเสริมกำลังบนเนินสกายไลน์ ที่ บก.พัน 616 ตั้งฐานอยู่ ตามคำร้องขอของกองสิงห์ ผบ.พัน 616 ที่ต้องการจะใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา

เนินสกายไลน์วัน เป็นภูเขาแฝดสามยอด กองสิงห์คงจะเห็นว่า กองร้อยที่ 3 ที่อยู่บริเวณ “ชาร์ลี-บราโว่” มีสภาพภูมิประเทศที่กว้างเกินอำนาจป้องกันของกองร้อยที่ 3 ที่ขึ้นมารวมอยู่บนเนินสกายไลน์วันทั้งหมด

ทาง บก.ล่องแจ้งคงจะเล็งเห็นว่า ที่ตั้งฐาน 616 มีความสำคัญต่อกอง บก.ล่องแจ้งเป็นอันมาก ถ้าข้าศึกยึดฐานดังกล่าวได้ จะต้องใช้อาวุธหนักถล่มสนามบินได้สบายทีเดียว ก็เลยอนุมัติพร้อมกับส่งกองพัน 604 ขึ้นไปวางกำลังตั้งแต่ชาร์ลี-เอคโค่ เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงชาร์ลี-บราโว่เลยทีเดียว

“เอาละครับ คราวนี้กองพันของผมมีครบทั้งสามกองร้อยแล้ว ขอให้พวกมันปีนเขาขึ้นมาเถอะ คงได้ฟัดกันสนุกมือละทีนี้”
กองสิงห์พูดขึ้นมา ในขณะที่พวกเรานั่งล้อมวงกันกินอาหารเย็น
วันที่กองร้อยที่สามกำลังเคลื่อนย้ายกำลังพลเดินลัดเลาะตามถนนบนไหล่เขาขึ้นมาบนเนินสกายไลน์วันมองเห็นระยิบระยับไปหมด

ผมอดขำไม่ได้ที่เห็นทหารรับจ้างบางคนไล่ต้อนจับเอา “ลา” ของชาวบ้านแม้วที่ทิ้งเอาไว้มาบรรทุกสัมภาระอย่างสบายใจเฉิบไปเลย แล้เจ้าลาดังกล่าวก้ไม่ยอมจากกองพันของผมไปจนกระทั่งมันเสียชีวิตเพราะบังเอิญเดินไปเหยียบเอากับระเบิดที่วางดักข้าศึกเอาไว้

□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2557 7:36:02 น.
Counter : 338 Pageviews.  

ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๘)

เปิดกรุหนังสือเก่า

ชุดทหารรับจ้างเดนตาย

ตอน ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๘)

สวยุมภู ทศพล

ล่องแจ้ง สมรภูมินรก ตอนที่ 8

เมื่อทหารเวียดนามเหนือขึ้นยึดฐานปฏิบัติการของกองร้อยที่ 2 ได้แล้วก็บุกตะลุยเข้าไปยัง บก.พัน ที่มีกองร้อยที่ 1 คุ้มกันอยู่อย่างรวดเร็ว หวังจะขยี้กองบัญชาการกองพัน 617 ให้ราบเป็นหน้ากลอง...

การสู้รบบนเนินสกายไลน์ได้ทวีความดุเดือดเหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้นทุกขณะ กองร้อยที่ 2 ของกองพันทหารรับจ้างที่ 617 ต้องสูญเสียที่มั่นเป็นกองร้อยแรก ทหารรับจ้างที่รอดชีวิตแทนที่จะอยู่เสริมกำลังให้กับกองพัน 616 กลับแยกกลุ่มจากเพื่อนๆมุ่งหน้าไปยในหุบเขาบริเวณร่องน้ำที่ทอดตัวเองคดเคี้ยวลงไปยังหมู่บ้านชาวแม้ว ณ บริเวณเมืองล่องแจ้งที่มองเห็นลิบๆอยู่เบื้องล่าง โดยหวังจะเอาแต่ตัวรอดแต่เพียงลำพัง

ซวยอย่างมหาซวยเลยครับ ณ บริเวณพื้นที่ดังกล่าวทหารเวียดนามเหนือได้ตระเตรียมเอาใว้เป็น “คิลลิ่งโซน” (พื้นที่สังหาร” เอาใว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้พวกข้าศึกได้คาดการณ์เอาไว้ว่า ทหารรับจ้างส่วนใหญ่ จะต้องพากันถอยมายังบริเวณดังกล่าวนั้นอย่างแน่นอน
ด้วยกำลังพลเพียงหนึ่งหมวดที่พรั่งพร้อมไปด้วยอาวุธปืนเล็กกลได้ซ่อนพรางตัวเองอยู่ท่ามกลางความหนาทึบของภูมิประเทศเอาไว้อย่างเงียบเชียบรอเวลาที่จะขยี้ทหารรับจ้างที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาอย่างเลือดเย็น

มันเป็นความโชคดีของกองพัน 617 ที่ตัดสินใจพาทหารส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปตามเส้นทางคมนาคมบนเทือกเขาสกายไลน์แทนที่จะตัดตรงลงไปยัง บก.ล่องแจ้ง มิฉะนั้นแล้วยอดสูญเสียของกองพัน 617 จะต้องเพิ่มปริมานยิ่งกว่าเท่าที่เป็นจริงมากมายทีเดียว

ปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอกที่ตั้งฐานยิงอยู่ที่เมืองล่องแจ้ง เบนปากกระบอกสลุตกระสุนขึ้นไปบนฐานของกองร้อยที่ 2 ซึ่งขณะนี้ถูกข้าศึกบังคับให้ถอนตัวอย่างกระทันหัน เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของปืนใหญ่ที่ยิงพร้อมๆกันทั้ง 4 กระบอก ช่วยให้บรรยากาศของเนินสกายไลน์เพิ่มความน่าสะพึงกลัวยิ่งขึ้นป็นทวีคูณ
การยิงดำเนินไปได้เพียงชั่วครู่ ก็จำเป็นต้องยุติการยิงโดยฉับพลัน เมื่อได้ทราบข่าวว่ายังมีทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บ ตกค้างอยู่บนเนินฐานปฏิบัติการอีกหลายสิบคน

“ภูเวียง” ผบ.พัน 617 ออกคำสั่งป้องกันฐาน บก.พันอย่างชนิดสู้ตายคารัง ผบ.พันใจเด็ดพร้อมด้วย “ไทเกอร์” นายทหารคู่ใจที่เพิ่งสำเร็จมาจาก จปร. อย่างสดๆร้อนๆ นำทหารเข้าประจัญบานกับข้าศึกอย่างชนิดเลือดแลกเลือด
ด้วยกำลังพลที่มากกว่ากันจนเทียบกันไม่ติด เข้าทำนองน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ฐาน บก.พัน อันหนาแน่นที่คุ้มกันด้วยกำลังพลถึง 130 คน ฐาน บก.พันอันหนาแน่นที่คุ้มกันด้วยกำลังพลถึง 130 คน จากกองร้อยที่ 1 ของกองพัน 617 ก็ต้องประสพกับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับกองร้อยที่ 2 เข้าอีก

และคราวนี้ก็ไม่ต้องมีใครสั่งให้ถอนตัวหรอกครับ เมื่อ “ภูเวียง” ถูกกระสุนอาร์ก้าเข้าบริเวณเหนือคิ้วซ้ายล้มพับลงไปต่อหน้าต่อตา ขวัญและกำลังใจของทหารเหล่านั้นก็โบยบินไปเสียแล้ว พวกเขาพากันห้อตะบึงออกจากฐาน บก.พัน มุ่งหน้าไปยังกองพัน 616 อย่างชนิดตัวใตรตัวมัน

เมื่อลูกน้องพากันหลบหนีจนหมดสิ้น “ไทเกอร์” นายทหารคู่ใจของ ผบ.พัน ก็จำใจต้องวิ่งติดตามกลุ่มทหารเหล่านั้นออกไปอย่างชนิดขวัญเสีย
บังเอิญเหลือเกินที่พนักงานวิทยุของกองพัน 617 อาศัยความรวดเร็วคว้าวิทยุติดมือออกมาได้อย่างหวุดหวิดก็เลยสามารถติดต่อกันได้ขณะถอนตัว

“ช่วยยิงคุ้มกันให้พวกผมหน่อยครับ ขณะนี้พวกมันวิ่งไล่ผมมาติดๆเลยครับ...กรุณาช่วยด้วยครับ”
พนักงานวิทยุกองพัน 617 กระหืดกระหอบขอตวามช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก จนได้ยินเสียงหอบฟืดฟาดออกมาจากลำโพงวิทยุอย่างน่าเหน็ดเหนื่อยแทน

“ยิง ค.81 คุ้มกันให้ 617 เขาด้วย ระวังอย่าให้โดนพวกเดียวกันนะโว้ย”
กองสิงห์ สั่งลูกน้องหมวดอาวุธหนักที่ประจำอยู่ ณ กองร้อย 3 บริเวณ ชาร์ลี-บราโว-แพด ให้ยิงสนับสนุนตามคำร้องขอด่วน

“ผมยิงให้ไม่ได้หรอกครับผู้พัน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พวกที่หนีก็แต่งชุดเสือพราน...ไอ้พวกที่กำลังไล่ติดตามก็แต่งชุดเสือพราน”
หมวดอาวุธหนักโวยวายมาลั่นอย่างเคลือบแคลงใจ

“ยิงเลยครับ...ไอ้แกวทั้งนั้น มันเอาชุดพวกเราที่ตายมาใส่แทนและวิ่งไล่หวังจะสวมรอยเข้าไปในฐานของพวกคุณพร้อมๆกับผมนี่แหละ ผมเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากฐาน...นี่ผม ไทเกอร์ ฝอ.3 พูดครับ”
นายทหารคู่ใจของ “ภูเวียง” กระหืดกระหอบส่งข่าวร้องขอการยิงต่อไปอีกอย่างร้อนรน

“ยิงสลุตเลยไอ้น้อง อั๊วจำเสียง ฝอ.3 ของกองพัน 617 ได้ไม่ผิดแน่”
กองสิงห์ตัดสินใจออกคำสั่งยิงทันที

ท่ามกลางอากาศที่กำลังสลัวลงทุกขณะ บนเส้นทางที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมบนเนินสกายไลน์ จะมองเห็นกลุ่มมนุษย์สองกลุ่มทิ้งระยะห่างกันไม่เกิน 400 เมตร ทุกคนมุ่งหน้าเข้ามายังฐานปฏิบัติการของกองร้อยที่ 3 ของกองพัน 616 มองดูดำมืดไปหมดทั้งถนน
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวที่ตกลงกึ่งกลางกลุ่มทหารเหล่านั้น จากแสงไฟที่สว่างแวบขึ้นมาทำให้ตรวจการณ์เห็นกลุ่มทหารที่กำลังวิ่งติดตามทหารรับจ้างฝ่ายเรา แตกขบวนถอยหลังเผ่นกลับไปยังฐานที่กองพัน 617 เพิ่งจะถอนตัวออกมาอย่างรวดเร็ว

“ชัดเลย ไอ้แกวทั้งนั้น ถล่มแม่มันเข้าไปไอ้น้อง ต้อนมันกลับเข้าไปในฐานเก่าให้หมด ประเดี๋ยวจะให้ “แคนเดิ้ล” กับ “เฮอคิวลิส” ช่วยกระหน่ำมันต่อไปอีก”
กองสิงห์ตะโกนออกคำสั่งเสียงลั่นวิทยุ พร้อมกับยกกล้องสองตาขึ้นปรับโฟกัสตรวจการณ์ต่อไปอย่างชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา

“ผู้พันครับ ผมกลัวปัญหาอีตอนพวก 617 เข้ามาในฐานของพวกเรา สถานะการณ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใครหรอกครับ กรุณาแก้ปัญหาให้ผมด่วน”
รองผบ.ร้อย จากกองร้อยที่ 3 ส่งข่าวขึ้นมาหากองสิงห์อีกครั้ง

“ไอ้น้อง มีวิธีเดียวโว้ย ให้ทหารกองพัน 617 โยนอาวุธทุกชนิดเอาไว้ที่บริเวณรั้วลวดหนามก่อนเข้าฐานฝ่ายเรา เมื่อตรวจสอบโดยละเอียดว่าไม่มีพวกมันแปลกปลอมเข้ามา ค่อยให้ทหารออกไปขนอาวุธกลับเข้ามาในฐานต่อไป อย่าลืมติดต่อกับ ฝอ.3 และประสานงานกันตลอดเวลา กำชับให้ลูกน้องของเขาปฏิบัติงานตามแผนของเราอย่างเคร่งครัด ใครมีอาวุธเข้ามา ยิงทันที อั๊วรับผิดชอบเอง”

กองสิงห์แก้ปัญหาให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ด้วยมันสมองและปฏิภาณที่ยอดเยี่ยมจนผมอดที่จะชมเชยด้วยใจจริงไม่ได้

“โอเคครับ นี่ผม ฝอ. 3 พูด ได้ยินและรับทราบคำสั่งของผู้พันโดยตลอด รับทราบ รับปฏิบัติครับ”

“ไทเกอร์” ซึ่งเปิดวิทยุฟังอยู่ตลอดเวลาสอดขึ้นมาทันทีที่กองสิงห์พูดจบลง ทำให้ปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นลุล่วงไปอย่างหวุดหวิดที่สุด

ณ บริเวณสนามบินล่องแจ้ง เครื่องบิน “ปอรตเตอร์” ที่ได้รับการติดต่อให้มารับพวกหัวกระทิของซี.ไอ.เอ. กลับอุดร บินวนเวียนอยู่เป็นรอบที่สาม ไม่กล้าที่จะตัดสินใจลงรับพวกเจ้านายของมัน เนื่องจากปืนกลหนักที่ยิงสาดลงมาเป็นสายจากยอดเนินสกายไลน์นั้น
นักบินคงได้รับการอัดฉีดเข้าไปเป็นจำนวนมหาศาล ถึงได้ยอม “เสี่ยงตาย” ฝ่าห่ากระสุนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดระยะเช่นนั้น
เจ้าปอร์ตเตอร์ตัดสินใจ ลดเพดานบินถลาลงบนรันเวย์ทันที

มีเสียงกราวใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมๆกับแสงสว่างของกระสุนส่องแส่งวิ่งเป็นสายพุ่งมาจากยอดเนินสกายไลน์...ทิศทางของกระสุนคือเครื่องบินบ้าเลือดลำนั้น
อา ข้าศึกใช้ปืนกลหนักระดมยิงปอร์ตเตอร์เข้าให้แล้ว

คราวนี้ต่อให้บ้าเลือดขนาดใหนก็เห็นจะทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้วครับ นักบินเร่งเครื่องยนต์เต็มที่...เชิดหัวดิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยคามเร็วที่เร่งสุดขีดแทบเครื่องยนต์จะหลุดออกเป็นชิ้นๆ
ไปแล้วครับ เจ้าปอร์ตเตอร์ที่เมินหนีต่อเงินโอเวอร์ไทมส์อย่างไม่ยอมแยแส มันบินหนีไปเสียแล้ว ปล่อยให้ “นอร์แมน” ถอดหมวกออกขว้างลงกับพื้นสนามแล้วใช้เท้ากระทืบด้วยความโมโหสุดขีด

ชะรอยพวกข้าศึกมันคงจะตรวจการณ์เห็นกลุ่มฝรั่งที่ยืนออกันแน่น ณ บริเวณ “เม็นแล้ม” มันก็เลยปล่อย ปรส. 75 ลงมา 3 นัดซ้อนๆ
คราวนี้การแข่งขันวิ่งเร็วที่ความเร็วอาจทำลายสถิติโอลิมปิคก็ได้บังเกิดขึ้น กลุ่มฝรั่งแตกฮือเผ่นกันอย่างลืมตาย วิ่งเกาะกันมุ่งหน้าเข้ามายังกองบัญชาการท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงหัวเราะเกรียวกราวของกลุ่มทหารรับจ้างที่ยืนดูอยู่ข้างแนวกระสอบทราย

“นอร์แมน” ใช้ช่วงขาที่ยาวเหยียดสปีดฝีเท้าพาตัวเองมาถึง บก.ล่องแจ้งก่อนเพื่อน

เท่าที่ผมทราบจากเพื่อนๆในวันนั้น อาการของนอร์แมนหนักกว่าเพื่อน พอมาถึง บก.ล่องแจ้งก็ชักพะงาบๆ ร้อนถึงคุณหมอ “ชลกร” ผู้สามารถ ต้องเข้ามาแก้ไข อาการของนอร์แมนจึงพ้น “โคม่า” ไปได้อย่างหวุดหวิด

เนินสกายไลน์ทู...ตั้งแต่ชาร์ลี-แทงโก้ ชาร์ลี-อัลฟ่า ไปจนถึง ชาร์ลี-ออสก้า ตกอยู่ในความยึดครองของทหารเวียดนามเหนือจนหมดสิ้นในพลบค่ำวันนั้นเอง
“ไทเกอร์” พาทหารเดนตายจากกองพัน 617 เข้ามาเสริมแนวที่มั่นของกองร้อยที่ 3 ของกองพันที่ผมประจำอยู่โดยเรียบร้อย
และจากการสำรวจยอดครั้งสุดท้ายเป็นที่น่าสังเกตุว่าทหารสูญหายไปเกือบ 80 คน ซึ่งการสูญหายครั้งนี้ ยังเป็นปัญหาที่จะจำหน่ายกำลังพลลงไปอย่างแน่นอนไม่ได้ว่า

“ยอดเหล่านี้เป็นยอดกำลังพลที่สูญเสียในการประทะกับเนินสกายไลน์อย่างแท้จริง”

ทางกองพันส่วนหลังจะต้องใช้เวลา 4 ถึง 5 วันที่จะคอยเช็คยอดทหารรับจ้างที่กระจัดกระจายหนีตายไปรอบๆทิศ
ทั้งๆที่เนินสกายไลน์ห่างจากเมืองล่องแจ้งเพียง 5 กิโลเมตร แต่ทหารรับจ้างบางคนก็ต้องใช้เวลาถึง 4 วันกว่าจะเล็ดลอดเข้าไปยัง บก.ส่วนหลังที่เมืองล่องแจ้งได้

จากการสอบถามทหารรับจ้างที่บาดเจ็บบางคนที่ซ่อนตัวเองอยู่ในบริเวณฐานปฏิบัติการ ทำให้ บก.ล่องแจ้งสามารถประเมินข่าวได้ว่า ทหารเวียดนามเหนือใช้กำลังพลถึง 2 กองพัน (800 คน) ขึ้นบุกขยี้เนินสกายไลน์จนพังพินาศ

เป็นที่น่าสังเกตุว่า หลังจากทหารเวียดนามเหนือยึดยอดเนินดังกล่าวได้แล้ว กำลังพลส่วนใหญ่ของมันจะถอนตัวกลับลงไปแล้วทิ้งหน่วยระวังป้องกันเอาไว้จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
มันเป็นปัญหาว่า กำลังส่วนใหญ่ของข้าศึกซุกซ่อนอยู่ที่ใหน

พวกมันลำเลียงและส่งกำลังบำรุงกันได้อย่างไร ทหารนับพันๆคน การขนส่งอาวุธหรืออาหารจะต้องมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากลำบากนานาประการ
ทำไมฝ่ายเราถึงไม่เคยทราบข่าวคราวหรือตรวจการณ์พบขบวนลำเลียงของพวกข้าศึกเลย หรือว่าข้าศึกอาจจะมี “ชอปเปอร์” คอยบินส่งอาหารและอาวุธมาจากทุ่งไหหิน หรือคิดแบบบ้าๆ ว่า “แอร์-อมริกัน” คงจะเล่นตลกกับพวกผมเข้าแล้ว เผลอๆก็เลยถือโอกาสรับจ้างพวกเวียดนามเหนือขนอาวุธยุทโธปกรณ์แลกเงินค่าจ้างทั้งสองฝ่ายสบายแฮไปเลย

คืนนั้นทั้งคืนกองพันของผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย ทั้งผู้พันและลูกแถวถ่างตาคอยข้าศึกอยู่ตลอดเวลาด้วยความระแวดระวัง
เงียบ เงียบเสียจนได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง ยิ่งตกดึกยิ่งเกิดบรรยากาศที่น่าวังเวงขึ้นทุกที จนทำให้พวกทหารรับจ้างตามร่องสนามเพลาะเกิดอาการกริ่งเกรง กลัวพวก “แซปเปอร์” (หน่วยกล้าตาย) ของข้าศึกจะลอบคลานขึ้นมาจากหุบเบื้องล่าง ต้องขออนุญาตขว้างระเบิดหรือยิงปืน M-79 ออกไปนอกรั้วลวดหนาม อันเป็นการเคลียร์พื้นที่ไปในตัว
ตลอดทั้งคืนนั้น เหตุการณ์เลวร้ายก็ยังไม่เกิดขึ้น ทำให้พวกผมได้พักผ่อนร่างกายเอาตอนก่อนสว่างนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็สามารถขับไล่ความเมื่อยล้าให้หมดไปได้บ้างพอสมควร

ก่อนสองโมงเช้า กองร้อยที่ 2 ที่ป้องกันที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตก็ได้รับคำสั่งจาก บก.ล่องแจ้ง ให้เคลื่อนย้ายไปป้องกัน “โรงเรียน ผบ.ร้อยทหารแม้ว” ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาสกายไลน์และอยู่ห่างจากฐานปฏิบัติการของข้าศึกเพียง 2 ก.ม.เท่านั้น
ด้วยกำลังพลเพียง 120 คน บก.ล่องแจ้งมอบภาระกิจที่หนักอึ้งให้กับกองร้อยที่ 2 อีกแล้ว มันเป็นปัญหาว่า ถ้าข้าศึกเกิด “แหยม” ลงมาจากยอดเนินพร้อมกับเข้ “าแหย่” ด้วยการลอบเข้าโจมตีฉาบฉวย กองร้อยที่ 2 ของกองพันเราจะสามารถ “ รับ” ได้หรือไม่”

ปัญหาอันนี้แหละครับ ที่กองสิงห์ปรับทุกข์กับผมด้วยความห่วงใยในชะตากรรมของลูกน้องที่ต้องมาตั้งฐานโดดเดี่ยวห่างจากกองพันไปคนละทิศละทาง
ในขณะที่การขนย้ายกำลังดำเนินอยู่นั้น ทาง บก.ล่องแจ้ง ก็ประชุมวางแผนยับยั้งข้าศึกที่ยึดเนินสกายไลน์เกือบตลอดทั้งเนิน ด้วยการเคลื่อยย้ายทหารราบไปตั้งรับเป็นแนวตลอดความยาวของรันเวย์สนามบินด้วยหวังเพียงจะยันการบุกของข้าศึกที่ทะลักลงมาจากเนินสกายไลน์แล้วข้ามสนามบินมุ่งเข้าโจมตีเมืองล่องแจ้งในวาระต่อไป

เพื่อหวังผลเด็ดขาด “ดาวขาว” (นายพลวังเปา) ได้ร้องขอ B-52 ถล่มเนินสกายไลน์อีกครั้งภายในเที่ยงคืนของวันนั้น
ด้วยความกลัวว่าความลับในการทิ้งระเบิดจะรั่วไหล บก.ล่องแจ้งมิได้แจ้งให้กองพันทหารรับจ้างทุกกองพันทราบอย่างเด็ดขาด
ผลจากการทิ้งระเบิดในคืนนี้ ทหารกองร้อยที่ 2 ของกองพันของผมกฌต้องสังเวยชีวิตไป 3 คนเนื่องจาก อำนาจสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงที่ทำให้ “บังเกอร์” ถล่มทลายลงมาพังทับทหารรับจ้าง ที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างสุขารมณ์
กว่าจะขุดรื้อซากบังเกอร์เอาออกมาได้ สามในสี่ก็หมดลมหายใจไปเสียแล้ว ปล่อยให้ ส.อ.แฟง แสงทอง รอง ผบ.หมวดที่นอนเอาหัวออกนอกบังเกอร์รอดชีวิตไปอย่างหงุดหงิดแต่เพียงคนเดียว

ทั่วทั้งเนินสกายไลน์ไฟลุกท่วมไปหมด ความสว่างไสวของแสงไฟและอำนาจระเบิดที่รุนแรงของมัน ทำให้ทหารรับจ้างทุกกองพัน เกิดความระส่ำระสายจนแทบจะสั่งการไม่ได้ คว้าเป้สนามขึ้นใส่หลังทำท่าจะเผ่นหนีออกไปจากฐานท่าเดียว แต่พอรู้ว่า B-52 มาทำงานเท่านั้น ก็บังเกิดความดีใจดห่ร้องพร้อมๆกัน ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเนินสกายไลน์

แน่นอนเหลือเกิน ถ้ากองพันทหารเวียดนามเหนือตั้งกองบัญชาการอยู่บนฐานดังกล่าวในคืน ก็เป็นอันเชื่อได้ว่า จะต้องประสพกับความสูญเสียอย่างชนิดละลายหมดทั้งกองพลเลยทีเดียว
ทหารเวียดนามเหนือมีสภาพเหมือนกับ “กองพันปิศาจ” เข้าทำนอง “รบมาก-ย่อมรู้มาก” พวกมันอาจจะรู้แกว ถอยลงไปจากยอดเนิน แล้วซุกซ่อนอยู่ตามถ้ำหินใหญ่บริเวณ “หมู่บ้านน้ำชา” ตามคำบอกเล่าของทหารรับจ้างที่บาดเจ็บกระเวอะกระเซิงหลบหนีมาถึง บก.ล่องแจ้ง ก็อาจจะเป็นได้ ถ้าเป็นความจริง...กำลังพลส่วนใหญ่ของเวียดนามเหนือ ก็จะต้องเหลือรอดอยู่มิใช่น้อย

อา! เมืองล่องแจ้งเห็นทีจะต้องพบกับศึกหนักอีกแล้วละกะมัง...

□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□□




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2557 9:22:59 น.
Counter : 113 Pageviews.  

ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๗)

เปิดกรุหนังสือเก่า

ชุด ทหารรับจ้างเดนตาย

ตอน ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๗)

สยุมภู ทศพล

ล่องแจ้ง สมรภูมินรก ตอนที่ 7

ตามปกติแล้วยุทธวิธีในการทำสงครามต้องอาศัยกำลังพลจากทหารราบเป็นหลักสำคัญในการเข้ายึดครองภูมิประเทศ อันเป็นปราการที่จะป้องกันการเคลื่อนย้ายกำลังของข้าศึก ถึงแม้ว่าประเทศใดๆ ที่มีกองทัพอากาศที่เกรียงไกรสามารถส่งฝูงบินออกไปถล่มข้าศึกให้พังพินาศ แต่จะไม่เกิดประโยชน์อันใด ถ้าไม่มีกำลังทหารราบเข้าไปยึดรักษาพื้นที่แห่งนั้นเอาไว้
แม้กระทั่งอาวุธหนักต่างๆก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปืนครก ปืนใหญ่ หรือปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ถ้าขาดกำลังทหารราบคุ้มกันอย่างพอเพียงแล้ว จะต้องพบกับการถอนตัวไม่วาระใดก็วาระหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ดี อำนาจการยิงสนับสนุนของอาวุธหนักเหล่านี้ ก็สามารถที่จะช่วยให้ภารกิจของทหารราบลุล่วงไปได้มากทีเดียว เข้าทำนอง น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า นั่นแหละครับ

ก่อนการเข้าโจมตี ฐานปฏิบัติการของข้าศึก ปืนใหญ่จากฐานต่างๆของกองพันทหารรับจ้าง จะถูกร้องขอให้กระหน่ำยิงพิกัดที่ฝ่ายเรามั่นใจว่า จะมีข้าสึกซุกซ่อนอยู่ขนาดใหญ่ บางทีระดมยิงกันเป็นชั่วโมงๆ ก่อนจะถึงเวลาเข้าตีกันเลยทีเดียว แล้วในขณะที่ปืนใหญ่ของฝ่ายเรากำลังซัลโวข้าศึกอยู่นั้น กองพันทหารรับจ้างก็เคลื่อนที่เข้าไปหาข้าศึกอยู่ตลอดเวลา
ครั้นถึงกำหนดการนัดหมาย การระดมยิงของปืนใหญ่ก็จะหมดภาระกิจยิงเป็นปลิดทิ้ง คราวนี้แหละครับโอกาสที่ทหารราบจะแสดงฝีมือก็ได้มาถึง ฐานปฏิบัติการไหนของข้าศึกที่มี “บังเกอร์” ที่แน่นหนา หรือว่าฝีมือการยิงปืนใหญ่ของฝ่ายเราห่วยเกินไป ก็ต้องประสพกับการต้านทานจากข้าศึกอย่างชนิด “ผึ้งหวงรัง” บางทีเข้าตีมันถึงสามสี่ระลอกก็ยังยึดฐานปฏิบัติการของพวกมันไม่ได้ จนกระทั่งต้องถอนกำลังกลับจุดเดิมก็เคยมี

ข้อแตกต่างระหว่างข้าศึกกับฝ่ายเราในขณะเข้าตี ก็คือการสนับสนุนด้วยอาวุธหนัก แตกต่างกันอย่างเทียบอะไรไม่ได้
เมื่อข้าศึกจะเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของฝ่ายเรา พวกมันจะลำเลียงอาวุธหนักทุกชนิดที่กองพันของมันมีอยู่เข้ามาตั้งสนับสนุนกำลังพลของมันอย่างใกล้ชิดทีเดียว บางครั้งมันก็กระหน่ำพวกเราเสียจนโงหัวไม่ขึ้น พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที...พวกมันก็ถึงรั้วลวดหนามเสียแล้ว คราวนี้อะไรจะไปเหลือครับผม
ผิดกับฝ่ายเรา เวลาจะเคลื่อนย้ายเข้าตี หมวดอาวุธหนักที่ติดกองพันเอาไปอย่างมากก็มีเพียง ค.60 ที่ไม่มีฐานยิง เพียงกองร้อยละ 2 กระบอกเท่านั้น ลูกกระสุนก็มีไม่กี่นัด นอกนั้น “แพ็ค” รอชอปเปอรืหิ้วเอาไปส่งให้เมื่อเข้าตีฐานข้าศึกได้เรียบร้อยแล้ว

การยิงปืนใหญ่ของฝ่ายเราก็เหมือนกัน มักจะบังเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็สร้างความสูญเสียให้กับพวกเดียวกันอย่างเหลือคณานับ
ขอให้ท่านผู้อ่านและผู้ที่สนใจ ลองสอบถามทหารรับจ้างที่ท่านบังเอิญรู้จักกันเป็นการส่วนตัวดูบ้างสิครับ แทบทุกคนจะส่ายหน้าเมื่อพูดถึงฝีมือการยิงปืนใหญ่ฝ่ายเรา
ยิงแต่ละครั้ง ห่างเป้าหมายเกือบครึ่งกิโลเมตร แถมบางครั้งยิงลูกตกลงกลางกลุ่มพวกเดียวกันนี่สิครับ มันเจ็บปวดกระดองใจอย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว
แต่สำหรับตัวของผม ผมขอออกความเห็นในฐานะที่ผมเคยร่วมงานกับทุกๆฝ่าย จนสามารถรู้ตื้นลึกหนาบางของสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี...
ปืนใหญ่ไม่ได้ห่วยหรอกครับ “ผตน.” หรือ “ผู้ตรวจการณ์หน้า” ที่อยู่กับกองพันทหารรับจ้างเหล่านั้นต่างหากล่ะครับ ที่เป็นผู้สั่งการยิง มันป็นสิ่งที่พิสูจน์กันไม่ได้ว่าตรวจการณ์หน้าคนนั้น อ่านลักษณะภูมิประเทศและเป้าหมายที่จะทำการยิงผิดไปจากลักษณะความเป็นจริงหรือไม่...
ทิวเขาที่สลับซับซ้อน บางแห่งก็มีหุบเขาที่ลึกจนกระทั่งมองเห็นต้นไม้ลิบๆอยู่เบื้องล่าง ต่อให้แน่ขนาดไหนก็ตาม ย่อมจะมีความผิดพลาดเป็นธรรมดา เมื่ออ่านพิกัดไม่ถูกต้อง และส่งพิกัดดังกล่าวร้องขอให้ปืนใหญ่สนับสนุน เรื่องทั้งเรื่อง มันก็ยิงไม่ถูกอยู่วันยังค่ำนั่นแหละครับ และบางครั้งเกิดจับพลัดจับผลูซวยขนาดหนัก ดินขับกระสุนปืนใหญ่เกิดไม่พอเพียง ซึ่งตามภาษาสงครามที่เขาเรียกว่ากระสุน “ช็อต” นั่นแหละครับ
แทนที่ลูกมันจะข้ามไปหาข้าศึก ดันหมดกำลัง หล่นตุ๊บลงกลางกลุ่มของฝ่ายเดียวกันเสียฉิบ และเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ก็มีเป็นประจำเสียด้วยสิครับ และก็ไม่มีใครรับผิดชอบซะด้วย ไอ้ที่ตายก็ตายไป ไอ้ที่เหลือก็ห้ำหั่นกันต่อไปอีก จนกระทั่งตายจากกันไปข้างหนึ่งจึงจะหมดเวรหมดกรรม

เมื่อตรวจการณ์หน้าร้องขอมา ปืนใหญ่ก็ยิงสนับสนุน กว่าจะปรับวิถีกระสุนให้อยู่ “เหนือที่หมาย” ได้ พวกข้าศึกก็หลบอยู่ในรูที่พวกมันขุดชอนไปชอนมาอยู่ใต้ดินเบื้องล่างของฐานปฏิบัติการของพวกมันนั้นเอง ลูกกระสุนจะต้องผ่านซุงต้นใหญ่ๆ หรือบางทีก็ทะลุทะลวงโขดหินซึ่งเป็นปราการธรรมชาติอันแสนจะมั่นคงและแข็งแรง ดังนั้นเปอร์เซนต์ที่มันจะสูญเสียจึงมีน้อยมาก
เมื่อพวกมันพ้นจากอำนาจการยิงของปืนใหญ่ มันก็ซุ่มสงบเงียบคอยจังหวะที่จะขยี้พวกเราที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหาพวกมัน
แล้วแค่ไอ้อาวุธประจำกายที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับพวกมัน “พวกแกว” มันไม่ยี่หระหลอกครับ ขนาด T-28 ทิ้งระเบิดใส่พวกมันควันยังไม่ทันจาง พวกมันวิ่งขึ้นจากบังเกอร์เต้นกระหย็องกระแหย็ง กันให้เพ่นพ่านไปหมดอย่างไม่มีความกริ่งเกรงอะไรทั้งสิ้น

ผมขอท้าพนันได้เลยว่า ถ้าพวกมันไม่ขาดแคลนกระสุนหรือเสบียงอาหารอย่างขนาดหนักจริงๆแล้ว “ยากส์ส์” ครับที่พวกมันจะยอมให้ฝ่ายเราขึ้นไปเดินพาเหรดบนฐานของมันได้

เท่าที่ผมเขียนความเป็นจริงเรื่องนี้ขึ้น บางท่านอาจจะตำหนิที่ผมเขียนเชียร์ทหารเวียตนามเหนือ ในด้านความสามารถในการสู้รบจนเก่งเกินมนุษย์มนาจนเกินไป
ผมเขียนตามความจริงครับ ลองคิดดูอย่างง่ายๆ กองพันทหารรับจ้างได้รับการสนับสนุนจาก ซี.ไอ.เอ. อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น B-52, F-105, T-28 ก็ยังเอาชนะทหารเวียดนามเหนือไม่ได้สักครา พอถึงฤดูแล้งทีไรพวกเราเป็นต้อง “หางจุกก้น” เผ่นมาตั้งรับอยู่ ณ บริเวณเนินสกายไลน์ทุกที
โน่นครับ รอให้ถึงฤดูฝนโน่นแหละ พวกเราจึงได้อาศัยสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการขนส่งลำเลียงกำลังพลและอาหารเข้าจู่โจมข้าศึก จนกระทั่งข้าศึกถอยไปตั้งรับฝ่ายเราอยู่ ณ บริเวณทุ่งไหหิน

ที่ผมเขียนว่า ทุ่งไหหิน ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดว่าพวกมันจะถอยหนีเราไปจนสุดชายทุ่งนะครับ
ผิดถนัดเลย พวกมันหลอกล่อให้ฝ่ายเราติดตามมันไปเพียงแค่ชายทุ่งรอบนอกทุ่งไหหินเท่านั้นเอง พอกองพันทหารรับจ้างตั้งฐานบังคับการเสร็จไม่ถึง 48 ชั่วโมง มันก็เริ่มถล่มเราด้วยอาวุธหนักทุกชนิด ยังไม่ทัน 06.00 น. ดี ทหารราบพร้อมด้วยรถถังของพวกมันก็บุกขยี้ฝ่ายเราเสียแล้ว
บุกแล้วก็ถอย...ถอยแล้วก็บุกอีก

เฮ้อ สงครามลาวนี่เหมือนกับ “การค้าสงคราม” เลยนะครับ...ให้ตาย ผมยังเดาไม่ออกเลยครับว่าสภาพของสงครามในอนาคต มันจะลงเอยในรูปลักษณะเช่นไร
ฤดูแล้งนี้อีกเช่นเคย ฝ่ายเราก็ต้องเสียทีมัน ทุ่งไหหิน, บ้านนา, ไซร้ท72, มาจนสนามบินซำทอง อันเป็นประตูหน้าด่านที่จะเข้าเมืองล่องแจ้ง ก็ตกอยู่ในกำมือของทหารเวียดนามอย่างสิ้นเชิง
กองพันทหารรับจ้างที่ถอนตัวลงมาต่างก็กระจัดกระจายตั้งฐานบนจุดต่างๆของเนินสกายไลน์ที่ล้อมรอบเมืองล่องแจ้งเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เส้นทางคมนาคมต่างๆที่พุ่งเข้าหาเมมืองล่องแจ้งถูกตรวจตรา และยึดรักษาด้วยกำลังพลที่พรั่งพร้อมไปด้วยอาวุธที่ตระเตรียมเอาไว้ต่อต้านกับขบวนรถถังของข้าศึกโดยเฉพาะ

ปืนใหญ่หลายกระบอก ที่ถูกทำลายเมื่อครั้งทุ่งไหหินและซำทองพังพินาศ เพิ่งจะได้รับการเบิกทดแทนจาก “สกาย” ซึ่งเป็นหน่วยกลางที่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง ซี.ไอ.เอ. กับกองบัญชาการทหารรับจ้าง
หลังจากนั้นเจ้า “สกายเครน” หรือเฮลิคอปเตอร์ขนาดยักษ์ก็หิ้วปืนใหญ่ขนาด 155 ม.ม. ลอยละล่องแกว่งไปแกว่งมามุ่งไปตั้งฐานยิงบนเนินเขาด้านทิศตะวันตก ของ บก.ล่องแจ้งทันที
จากโควต้า 4 กระบอกที่ได้รับสดๆร้อนๆ ทำให้ฐานปืน “แคนเดิ้ล” และฐานปืน “เฮอร์คิวลิส” มีหน้าที่ป้องกันเมืองล่องแจ้ง และพร้อมที่จะสนับสนุนกองพันทหารรับจ้างในระยะการยิงไม่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตรในทันทีทันใด เมื่อสร้างหอบังคับการยิงเสร็จ

ขวัญกำลังใจของทหารรับจ้างที่ตั้งฐานเป็นกันชนอยู่บนเนินสกายไลน์เริ่มดีขึ้น ต่างก็พากันคิดว่าอำนาจการยิงของปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอกคงจะสามารถต้านทานการโจมตีของข้าศึกได้อย่างแน่นอน
ดวงอาทิตย์ตรงศรีษะพอดี ผมและกลุ่มนายทหารของกองพันทหารรับจ้างที่ 616 นั่งรับประทานอาหารกันอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ที่มีร่มชูชีพสีฟ้าขนาดใหญ่ขึงกางบังแดดเอาไว้อย่างลวกๆ
อาหารการกินสมบูรณ์ คงจะเนื่องจากการจราจรทางอากาศของสนามบินล่องแจ้งเป็นปกติแล้วนั่นเอง กองพันของผมจึงมีทั้งเบียร์และเหล้าซดกันเป็นประจำ ยิ่งได้พ่อครัวฝีมือเอกอย่างหมอ “พรศักดิ์” จากเมืองเพชรเข้าไปด้วยอีกแล้ว ทำให้แป๊ะซะปลาช่อนตัวเท่าโคนขา เหลือแต่ก้างในเวลาอันรวดเร็ว
วิทยุ PRC.77 ที่มีข่าวการสื่อสารรับฟังกันได้ทุกกองพัน เงียบเสียงกันไปชั่วขณะ ชะรอยคงจะถึงเวลาอาหารกลางวัน ไอ้ข่าวคราวที่ไม่เร่งด่วนและสำคัญก็เลยถูก “ดึง” ไปโดยปริยาย

“ตอนเย็นก่อนเวลา 16.00 น. เล็กน้อย ผมอยากจะให้ฐานปืน “แคนเดิ้ล” ยิงเข้าไปบริเวณถ้ำหน้า “หมู่บ้านน้ำชา” สัก 6-7 ชุด เพราะเมื่อคืนทหารของเราตรวจการณ์เห็นแสงไฟส่องตอบโต้กันคล้ายๆกับจะเป็นอาณัติสัญญาณอะไรซักอย่าง ประเดี๋ยว “กองดี” ให้พนักงานวิทยุส่งข่าวร้องขอการยิงไปที่ “แคนเดิ้ล” ด้วยนะครับ”

กองสิงห์ หันไปพูดกับรอง ผบ.พัน พร้อมกับเลื่อนแก้วเบียร์ที่ล้นปรี่ออกมาให้ผมเป็นครั้งที่สาม
“ผมขอตัวครับ แค่สองแก้วผมก็ชักจะมึนๆแล้วประเดี๋ยวตอนดึกๆ “สตริงเกอร์” กับ “สปุ๊กกี้” จะมาทำงาน เกิดผมลิ้นไก่สั้นพูดกับนักบินไม่รู้เรื่อง เงินเดือนเดือนนี้เห็นทีจะต้องไปรับที่ฮานอยโน่นแหละครับ....ไอ้นอร์แมนมันจะต้องเฉ่งผมแน่ๆ ผมพอละครับ”

ผมตัดบทออกไปเพราะรู้สึกว่ากระเพราะของผมชักจะแสดงอาการไม่เข้าท่าเข้าทางขึ้นมาทุกที ก้เลยขอตัวกลับเข้าไปพักผ่อนอยู่ในบังเกอร์ ซึ่งได้รับความกรุณาจาก “กองดี” จัดหาทหารรับจ้างที่มีฝีมือดีมาสร้างให้อย่างแข็งแรง
คงจะเนื่องจากอาหารที่ผมสวาปามเข้าไปเต็มคราบนั่นเอง ทำให้หนังตาของผมหย่อนลงทุกที จนกระทั่งปิดสนิทเผลอหลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มาตกใจตื่นอีกทีก็อีตอนถูกกระชากอย่างแรงที่ข้อเท้าพร้อมๆกับมีเสียงตะโกนติดตามเข้ามาอย่างละล่ำละลักของหมอพรศักดิ์ที่พรวดพราดเข้ามาในบังเกอร์
“...บิ๊กแมน เตรียมพร้อมครับ กองพัน 617 บนเนินสกายไลน์โดนลูกยาวกระหน่ำเดี๋ยวนี้เอง”

ผมโงศีรษะขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ ประสาทหูได้ยินเสียงระเบิดเซ็งแซ่อย่บนเนินสกายไลน์อย่างถนัดชัดเจน
ผมโผล่พรวดออกมานอกบังเกอร์ โดยไม่ลืมที่จะคว้าเจ้า M-16 อาวุธคู่มือออกมาด้วยความเคยชิน
เสียงระเบิดของลูกกระสุนนานาชนิดที่กำลังถล่มฐานปฏิบัติการของกองพัน 617 ทวีความรุนแรงขึ้นมาทุกขณะ

“ข้าศึก 3 หมวด กำลังโจมตีกองร้อยที่ 2 ห่างจากบริเวณรั้วลวดหนามประมาน 500 เมตร ช่วยให้แคนเดิ้ลสนับสนุนด้วยครับ”
เสียงพนักงานวิทยุจากกองร้อยที่ 2 ของกองพัน 617 ส่งข่าวถึง บก.ล่องแจ้งดังลั่นออกมาจากลำโพงของวิทยุ PRC-77 ได้ยินถนัดหู

“ทหารทุกคนเตรียมพร้อม เข้าประจำร่องสนามเพลาะให้หมด กองจันทร์สั่งเตรียมปืน ค 4.2 พร้อมยิงทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง”
กองสิงห์ ผบ.กองพัน 616 ออกคำสั่งประจำแนวรบแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยท่าทางที่เด็ดขาด และเอาจริงเอาจัง พร้อมกับใช้กล้องสนามตรวจการณ์ลักษณะภูมิประเทศหน้าฐานปฏิบัติการอย่างเอาใจใส่ชั่วครู่

“พวกมันเล่นงานกองพัน 617 เข้าแล้ว ผมสังหรณ์ใจชอบกล กลัวมันจะเข้าโจมตีพร้อมกันทุกด้าน หรือคุณมีความคิดเห็นยังไง บิ๊กแมน”
กองสิงห์หันกลับมาถามผม ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

“ผมอ่านแผนของมันไม่ออกหรอกครับ แต่ที่แน่ๆ ขณะนี้พวกมันเข้าโจมตี “ชาร์ลี-แทงโก้” แล้ว แต่ของเรายังเงียบอยู่ แต่ทหารของผู้พันก็พร้อมแล้วมิใช่หรือครับ”
ผมย้อนถามกลับไปอีก

“ครับ พร้อมแล้ว ถ้ามันให้โอกาสและเวลาผมพอที่จะรู้ล่วงหน้าเหมือนกับในขณะนี้ ก็พอได้ลุ้นกันสนุกละครับ”

กองสิงห์เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเบาๆด้วยท่าทางที่ใจเย็นเอาการ
เสียงระเบิดบนยอดเนินสกายไลน์-ทู ยังดำเนินต่อไปอย่างมิได้หยุดยั้ง มันระเบิดเป็นช่วงๆ ติดต่อกันไม่ขาดระยะ ควันสีดำคละคลุ้งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็น
หย่อมๆ บางครั้งก็มีเสียงรัวถี่ๆ ของปืนอาร์ก้าสอดแทรกขึ้นมา เสียงอันเล็กแหลมของมันผิดแปลกไปจากเสียงปืนของฝ่ายเราจนสังเกตุได้ชัด
ปืนใหญ่ทั้ง 4 กระบอก ไม่สามารถจะสนับสนุนกองพัน 617 ได้เนื่องจากภูมิประเทศบังคับ และยิ่งไปกว่านั้น ข้าศึกสามารถรุกคืบหน้าเข้ามาเกาะฐานบังคับการกองพัน 617 อย่างหนาแน่นเสียแล้ว
ฉากการประทะกันระหว่างอาวุธหนักและอาวุธประจำกายของข้าศึกกับทหารรับจ้างกองพัน 617 ก้ได้เริ่มขึ้นท่ามกลางสายตาของทหารรับจ้างกองพันต่างๆที่พากันส่องกล้องสนามแรงสูง ดูด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในชะตากรรมของเพื่อนร่วมสงคราม

มันเป็นเวลา 15.30 น. กองร้อย 2 ของกองพัน 617 ขออนุญาตถอนตัวไปยัง บก.ล่องแจ้งอย่างกระทันหัน และในขณะที่ บก.ล่องแจ้งกำลังตัดสินใจที่จะออกคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่นั้น ข้าศึก 2 กองร้อยก็จู่โจมขึ้นประชิดตัวฐานปฏิบัติการเลยทีเดียว
จากกล้องสนามแรงสูง ผมมองเห็นกลุ่มทหารรับจ้างวิ่งหนีออกจากฐานที่ตั้งมุ่งหน้ามายัง “ชาร์ลี-บราโว่” ซึ่งเป็นบริเวณที่กองร้อยที่ 3 ของกองพันผมตั้งฐานปฏิบัติการอยู่มองดูเป็นสาย

ผมเห็นประกายไฟวาบขึ้นมาจากฐานของกองพัน 617 ซึ่งขณะนี้ ทหารเวียดนามเหนือพรั่งพรูขึ้นมามองดูยั๊วเยี้ยไปหมด ต่อจากนั้นก็มีเสียงระเบิดติดตามขึ้นมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวก้องไปทั่วทั้งบริเวณ
มันเป็นกระสุนปืน ปรส. ขนาด 75 ของข้าศึกที่ยิงเข้าใส่กลุ่มทหารรับจ้างนั่นเอง และจำเพาะเจาะจงเกิดตกลงมาระหว่างกลุ่มเสียด้วย มันจะมีอะไรเหลือครับ ขนาดรถถังโดนเข้ายังพลิกคว่ำเป็นทอดๆ แล้วนี่เป็นเนื้อหนังของมนุษย์ ธรรมดาๆ ที่ไม่ได้กินเหล็กไหลมาจากไหน หลายสิบคนทีเดียวที่ผมเห็นล้มระเนระนาดสุมกันอยู่บนเนินสกายไลน์นั่นเอง

“ศรคีรีจากกองสิงห์ เปลี่ยน”
ผบ.พัน 616 เรียกกองร้อยที่ 3 ที่ตั้งฐานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับกองพัน 617 พร้อมกับสั่งวางแผนการต่อไปอีกทางวิทยุสนามนั่นเอง

“ศรคีรีจากกองสิงห์ ให้คอยรับทหารจากจากกองพัน 617 ที่ถอนตัวมาหาพวกเราด้วย ให้เข้าแนวเสริมที่มั่น อย่าให้ผ่านขึ้นมาบน ชาร์ลี-ชาร์ลี เป็นอันขาดเพราะบริเวณทางเดินเต็มไปด้วยกับระเบิด ถ้าพวกเขาจะลงไป บก.ล่องแจ้งก็ปล่อยเขาไป”
“กองสิงห์จากศรคีรี รับทราบ รับปฏิบัติเปลี่ยน”

รอง ผบ.ร้อย อดีตนักรบจากเพชรบุรีซึ่งเคยผ่านการรบในป่าจากมาเลเซียมาแล้ว ตอบรับคำสั่งกับผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างห้วนๆ อันเป็นแบบฉบับในการทำงานในระหว่างสงครามที่ไม่ต้องการคำพูดแบบยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น

□□□□□□□□□□□□□□□□




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2557 9:18:39 น.
Counter : 544 Pageviews.  

ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๖)

เปิดกรุหนังสือเก่า

ชุด ทหารรับจ้างเดนตาย

ตอน ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๖) ๑๔ พ.ย.๕๗

สยุมภู ทศพล

ล่องแจ้ง สมรภูมินรก ตอนที่ 6

รายการเพลง ?ไลท์มิวสิค? จากสถานีวิทยุของเวียดนามใต้ที่ออกอากาศจากค่ายทหารอเมริกันเพิ่งจบไปได้สักสองสามนาที ผมขี้เกียจฟังภาษาเวียดนามก็เลยเอื้อมมือไปปิดวอลลุ่มพร้อมกับเหลือบสายตาชำเลืองมองดูเวลาที่ข้อมือของสไปร๊ท มันร่วมเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว

ยิ่งตกดึกอากาศก็ยิ่งทวีความหนาวมากขึ้นเป็นทวีคูณ ผมดึงคอเสื้อแจ็คเก็ตฟิลด์รูดซิบขึ้นไปจนสุด เอนหลังลงพิงกับกระสอบทราย ทอดสายตามองผ่านช่องกระสอบไปยังบริเวณสนามบินที่ปราศจากแสงไฟ
อดที่จะนึกถึงบรรดาเพื่อนฝูงที่พลัดพรากจากกันในคราวปฏิบัติการรบท่วมเลือด เป็นประวัติการณ์ ณ สมรภูมิทุ่งไหหินมิได้
ใบหน้าของ พ.ต.คำหล้า สิงห์คำ ผบ.พันทหารรับจ้างผุดขึ้นมาในห้วงนึก มันเป็นเวลาเกือบสามเดือนที่มิตรสนิทของผมผู้นี้ สูญหายไปอย่างไม่มีร่องรอย ผมยกมือซ้ายขึ้นลูบเข็มขัดสนามที่ พ.ต.คำหล้า มอบใว้ให้ก่อนฐาน ?ภูเทิง? ถึงกาลพินาศ อดใจหายไม่ได้ ถึงแม้จะมีช่วงเวลาอันน้อยนิด ที่ผมมีโอกาสสังสรรค์กับผู้พันชาวแม้วคนนี้ แต่ทว่าเหตุการณ์ที่ผมกับเขาได้ตะลุยเลือดกันมา มันฝังแน่นอยู่ในหัวใจของผม มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ขอให้ไปดีเถิดเพื่อนรัก สิ่งเดียวที่ผมกระทำเพื่อเพื่อนก็คือ สละเงินเดือนหนึ่งเดือนมอบให้แก่ภรรยาสุดที่รักของเพื่อนไปเรียบร้อยแล้ว
ภาพซ้อนของ ร.ท. คำวงษ์ ศรีวรรณาปรากฏพร่าขึ้นมาในมโนภาพของผมอีกครั้ง ผมยังจำภาพอันโชกเลือดที่หมวดคำวงษ์หมดสติอยู่บนเปลสนาม ณ บริเวณสนามบินถ้ำตำลึง (ไซร้ทเจ็ดสิบสอง) ได้เป็นอย่างดี คำวงษ์ได้รับการช่วยเหลือจากทหารปืนใหญ่ ที่แตกมาจากทุ่งไหหินอย่างจวนเจียนเต็มที พอจส่งคำวงษ์ขึ้นชอปเปอร์ เครื่องยังไม่ทันพ้นสนามบิน กลุ่มทหารเวียดนามเหนือก็พรั่งพรูออกจากป่าทึบเข้าโจมตี ?ไซร้ทเจ็ดสิบสอง? ทันที
คำวงษ์ต้องกระเซอะกระเซิงหนีจากฐานภูเทิงมาพร้อมๆกับผมด้วยขาที่เน่าเฟะทั้งสองข้าง เขากระยิ้มกระสนหลบหนี ท่ามกลางการตามล่าของทหารเวียดนามเหนือที่กระหายเลือดด้วยน้ำใจผิดมนุษย์ คำวงศ์สามารถหนีมาได้
คำวงษ์ต้องเสียขาทั้งสองข้างเพื่อสกัดพิษร้ายที่กำลังลุกลามไปทั่วร่างกาย อนิจจา ต่อจากนั้นไม่นาน คำวงษ์ฆ่าตัวตายด้วยปืนพกคู่มือ พร้อมกับทิ้งบันทึกเอาไว้ก่อนตายด้วยคำพูดที่กินใจว่า

?เพื่อนที่รักของคำวงษ์ทุกคน คำวงษ์ขอลาไปก่อน การตายครั้งนี้ใช่ว่าผมจะหาทางหลบหนีสงครามเมืองลาวไปแต่ลำพังก็หาไม่ ผมจะอยู่ไปทำไม ในเมื่อผมไม่มีขาทั้งสองข้างที่จะใช้เดินเข้าสังหารข้าศึก ผมจะอยู่ไปทำไมในเมื่อไม่มีประโยชน์สำหรับแผ่นดินลาว ผมจะอยู่ไปทำไมให้เสียชายชาตินักรบ ผมขอลาก่อน ทุกๆคน?

ชีวิตการต่อสู้ของ รท.คำวงษ์ ศรีวรรณา ได้ปิดฉากลงแล้วอย่างน่าสงสารที่สุด เพื่อนเอ๋ย เพื่อนพบกับความสุขในบั้นปลายของชีวิตแล้ว โปรดรอกันด้วย ไม่ช้าไม่นาน เราอาจจะได้พบกัน

ผมมาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงแว้ดยาวก้องกังวานแหวกอากาศ จากเนินเขาบริเวณหลังที่ประทับของเจ้ามหาชีวิต มุ่งหน้าไปยังบริเวณสนามบิน มองเห็นประกายไฟที่พ่นออกมาเป็นทางยาวคล้ายๆกับผีพุ่งไต้
?บึ้ม? เสียงระเบิดดังกึกก้อง เรือนโรงที่ใช้เก็บเครื่องบินลาดตระเวณ ไฟลุกขึ้นทันที
?เฮ้ย พวกมันถล่มเครื่องบินของอั๊วด้วย RPG แล้วโว้ย?
สไปร๊ทตะโกนขึ้นมา พร้อมกับผุดลุกชะเง้อศรีษะออกไปนอกกระสอบทรายด้วยท่าทางที่เป็นห่วง ?ไอ้ปากหมา? เครื่องบินคู่ทุกข์คู่ยากของเขาด้วยหัวใจจริง

เนื่องจากเรือนโรงถูกไฟไหม้ ส่งแสงสว่างไปทั่วอาณาบริเวณ จึงทำให้ข้าศึกตรวจการณ์เห็นที่หมายอย่างชัดเจน
แว้ดที่สองก็คำรามติดตามมาในระยะใกล้กันอีก
คราวนี้ RPG กระทบผนังด้านนอกที่เป็นแผ่นสังกะสี ทะลุล่วงเข้าไปกระทบกับ ?ไอ้ปากหมา? ที่จอดซ่อนอยู่ข้างใน เสียงระเบิดและไฟที่ลุกโชนอยู่ทั่วบริเวณโรงเก็บ ?ไอ้ปากหมา? นอนตะแคงไฟลุกท่วมตัวอยู่ท่ามกลางโรงเก็บที่สลักหักพังนั่นเอง

?เสร็จกัน เพื่อนกู?
สไปร๊ทอุทานออกมา พร้อมกับหดศรีษะเข้ามานั่งนิ่งไม่ยอมพูดจาอะไรออกมาอีกเลย

ต่อจากนั้น เสียงปืนกล M.60 ปืน M.16 ปืน M.79 ก็รัวเป็นประทัดแตก มุ่งทิศทางการยิงไปยังจุดที่หน่วย ?แซปเปอร์? (กล้าตาย) ของข้าศึกลอบเข้ามาตั้งฐานยิง R.P.G. เข้าใส่สนามบิน
เหมือนกับไปยั่วยุให้พวกมันเกิดอารมณ์บ้าดีเดือดขึ้นไปอีก คราวนี้พวกมันเปลี่ยนทิศทาง ยิงถล่มเข้าไปในบริเวณตลาดล่องแจ้งและบ้านนายพลวังเปาเป็นว่าเล่นทีเดียว
เสียงปืนกลที่ใช้กระสุนส่องวิถีและR.P.G. วิ่งสวนทางกัน มองเห็นประกายไฟตัดกันอย่างสวยงาม ทหารรับจ้างบางคนที่ขวัญเสีย พอเห็นเพื่อนๆยิงปืนก็เอาบ้าง กราดM.16 ไปรอบทิศด้วยท่าทางที่ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
แฟลร์จากปืน ค.81 ถูกยิงขึ้นไปสว่างโร่เหนือที่หมาย พอตรวจการ์พบข้าศึกกำลังวิ่งหนีก็เลยซัลโวกันขนานใหญ่ จนกระทั่งข้าศึกเงียบเสียงไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมหยุดยิง บก.ล่องแจ้งต้องสั่งหยุดยิงไปทางวิทยุ เสียงปืนที่เซ้งแช่อยู่รอบทิศ จึงสงบเงียบลงเหมือนปลิดทิ้ง

ต่อจากนั้นเหตุการณ์กลับคืนสู่สภาพปกติ จนกระทั่งเช้า พวกเราจึงออกเคลียร์พื้นที่ ก็พบหลักฐานที่บ่งใว้ว่า ณ บริเวณแห่งนั้น คือพื้นที่-ที่ข้าศึกใช้เป็นที่ ?ตรวจการณ์หน้า? คอยปรับทางปืนให้ปืนใหญ่ของมันทำลายสนามบินนั่นเอง ชะรอยมันจะเห็น ?ไอ้ปากหมา? ยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยก็เลยช่วยกันจัดการเสียเลยเป็นการตัดการสอดแนมทางอากาศไปโดยปริยาย

ผมโดนเรียกตัวเข้าไปพบกับ ?นอร์แมน? ที่เพิ่งเดินทางมาจากอุดรโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบพิเศษที่มีรูปร่างกระทัดรัดกว่าแบบ ?เบลล์? ถึงเท่าตัว
ผมแทบไม่เชื่อประสาทหูตัวเอง ว่าจะฟังภาษาอังกฤษจาก ?นอร์แมน? ผิดความหมายไปหรือเปล่า?
นอร์แมนสั่งให้ผมขึ้นไปประจำกองพัน 616 เพื่อทำงานร่วมกับ ?เม้าแทร็ป? ซึ่งเป็น ?แฟ็ก? ประจำของกองพันทหารรับจ้างดังกล่าว
คำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง ผมพร้อมที่จะออกเดินทางภายในชั่วโมงนั้นเอง

ด้วยประสพการณ์ที่ผ่านมา ผมสต็อค ?เรชั่น? ของ อสร. ชนิดเป็นซองเอาไปหลายสิบซองทีเดียว ต่อจากนั้นก็ขอยืมกระติกน้ำเพื่อนๆ เพิ่มขึ้นอีกเป็น 2 ใบ และสิ่งสุดท้ายที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ หลวงพ่อทวดของเก่าแก่ที่ผมได้รับจากมือของคุณลุง เมื่อตอนกลับไปพักผ่อนที่ชุมพร อาราธนาเสร็จสรรพยกขึ้นบรรจงสวมใส่ศีรษะ ขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย เป็นอะไรก็เป็นกันซิวะ ผมคิดอยู่ในใจ

ผมมาถึง ?ชาร์ลี-ชาร์ลี? อันเป็นเนินที่สูงที่สุดของภูหมอกเมื่อเวลา 12.30 น. ผมได้มีโอกาสพบกับ ?กองสิงห์? ซึ่งเป็น ผบ.พันอารมณ์ดีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยร่วมงานกันมาแล้วที่ บก.ล่องแจ้ง

?คุณบิ๊กแมนครับ ผมคิดว่าขบวนรถถังของมันจะต้องหลบซ่อนอยู่ภายในถ้ำ หรือมิฉะนั้น ป่านนี้ คงจะเคลื่อนที่มาตามเส้นทาง เพื่อเข้ามายังฐานปฏิบัติการของพวกเราแล้ว หรือคุณมีความคิดเห็นอย่างไร?

?กองสิงห์? หันมาถามผมในขณะที่นั่งตรวจตราบริเวณซำทองด้วยกล้องสนามขนาดเล็ก แบบสองตา

?จากข่าวที่ฝ่ายเราสามารถดักฟังได้มา ทหารราบส่วนใหญ่ถูกอำนาจ B.52 ทำลายลงเกือบ 40 % ที่เหลือรอดตายเพราะเคลื่อนย้ายกำลังเข้ามาที่ ?บ้านน้ำชา? และรถถังของฝ่ายมันหลังจากสอบถามเชลยศึกที่หนีรอดมาได้ ปรากฏว่าเหลือเพียง 3 คันเท่านั้น
?ถ้าพวกมันมาอยู่บริเวณ ?บ้านน้ำชา? B.52 ก็ไม่สามารถจะทำงานได้ใช่ไหมครับ??

กองสิงห์ย้อนถามผมมาอีก

?แน่นอนครับ ขนาด B.52 ทิ้งที่ซำทอง บนชาร์ลี-ชาร์ลี? ยังสะเทือนไปหมด ขืนทิ้งที่ ?บ้านน้ำชา? ทหารรของพวกเราเห็นทีแก้วหูจะแตกกันไปหมดแน่ๆเลยครับ?

?คุณบิ๊กแมนมาอยู่กับพวกผมก็ดีแล้วครับ ผมจะได้ให้เม้าแทร็ปไปอยู่กับกองร้อยที่สอง ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวที่ ?แพ็ค? โฮเต็ล-โฮเต็ล

กองสิงห์เสนอแนะขึ้นมาอีก

?นอร์แมนจะส่งแฟ็กตนใหม่ขึ้นไปที่ ?แพ็คโฮเต็ล-โฮเต็ล? ในวันพรุ่งนี้ครับ สั่งมาให้บอกผู้พันว่า เฉพาะพื้นที่ ?ชาร์ลี-ชาร์ลี? ต้องมีแฟ็สองคน?
?นี่แสดงว่า พวกฝรั่งมันต้องรู้แหง๋ๆ เลยว่าพวกไอ้แกวมันจะเข้าโจมตีเราในเร็วๆนี้ อย่างแน่นอนใช่ไหมครับ?

?แต่ผมคิดว่าคงอีกนนานครับ พวกมันจะต้องเสริมกำลังเพิ่มเติมจากส่วนหลังอีก ผมคิดว่าทาง ?สกายไลน์? โน่นแหละครับ เห็นจะโดนจวกก่อนเรา?
ผมคาดคะเน ตอบไปตามความคิดของผมเอง

ผมขึ้นมาอยู่กับกองพัน 616 ได้ครบหนึ่งอาทิตย์พอดี ปรากฏว่า จะเป็นเพราะดวงของผมดีเหลือจะเดา ฐานปฏิบัติการของ 616 ไม่เคยโดน ?ลูกยาว? ของข้าศึกแม้แต่น้อย ทหารรับจ้างส่วนมากเป็นชาวเพชรบุรี และ ผบ.พันเองก็เป็นคนเพชรบุรี ฉะนั้นการปกครองสำหรับทหารรับจ้างกองพันนี้ จึงมีระเบียบวินัยดีกว่ากองพันอื่นๆเท่าที่ผมเคยเห็นมา คงจะเนื่องจากว่า บรรดาทหารรับจ้างเหล่านี้ ถูกเลือกเฟ้นเอาแต่เฉพาะลูกน้องเก่าๆ ในอดีตที่สมัยผู้พันเคยรับราชากรอยู่ ณ เมืองเพชรนั่นเอง

?อยู่ด้วยกันมานาน ย่อมรู้ใจกัน?

อันนี้แหละครับ ที่ทำให้ ?กองสิงห์? สามารถปกครองลูกน้องได้อย่างเด็ดขาดที่สุด

สนามบินล่องแจ้ง เปิดการจราจรทางอากาศได้แล้ว รันเวย์ถูกซ่อมอย่างรวดเร็ว คลังอุปกรณ์และกระสุนถูกย้ายไปเก็บไว้ที่สนามบินนาซู ซึ่งอยู่ห่างออกไปในระยะ 15 นาทีบิน
กองบัญชาการล่องแจ้ง แบ่งออกเป้นสองส่วน ส่วนหลังถอยไปตั้งมั่นอยู่ที่ นาซู เช่นกัน ปล่อยให้คนบวมๆ ที่มีความบ้า คอยเดินหลบ ?ลูกยาว? ที่ไม่รู้ว่าวันไดวันหนึ่ง พวกมันจะส่ง ?ของขวัญ? มาให้เราอีก

สนามบินล่องแจ้งที่เงียบเหงาก็เริ่มคึกคักเหมือนอย่างเดิม แต่เมื่อเวลาผมนั่งรถจิ๊ปผ่านสนามบินคราวไรก็อดเสียวขนหัวไม่ได้ ยิ่งมองเห็นซากสลักหักพังของโรงเรือน และบ้านช่องของประชาชนชาวแม้วแล้วอดที่จะหดหู่ใจไม่ได้ นี่แหละครับ ผลของสงคราม มีแต่คำว่า ทำลาย ทำลาย โดยมิหยุดหย่อน สร้างเสร็จก็ทำลาย กลายเป็นวงจรที่หมุนเวียนกันอยู่ชั่วนาตาปี

เมื่อสถานะการณ์ดีขึ้น ผมก็เลยมีโอกาสลงมากิน ?เฝ๋อ? ที่ตลาดล่องแจ้งอยู่เป็นประจำ

ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งสงสัยคำว่า ?เฝ๋อ? นะครับ มันก็ไอ้ก๋วยเตี๋ยวเราดีๆนี่เอง ที่แปลกออกไปหน่อยก็อีตรงที่ใช้เส้นแกงร้อนแทนเส้นก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นเอง
เวลาจะกิน ?เฝ๋อ? ต้องคอยสังเกตุให้ดี ผมเคยเจอเนื้อหมาตั้งหลายครั้ง สะอิดสะเอียนจนบอกไม่ถูก อย่างว่านั่นแหละครับ คนอื่นๆเขายังนั่งกินกันหน้าตาเฉย ผมเลยหลับหูหลับตากระเดือกมันเข้าไปอย่างแกนๆ
ทหารรับจ้างเอาเงินไทยมาทิ้งตลาดล่องแจ้งวันหนึ่งๆไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท อาหารการกินก็ถูก ?คุณแม้ว? ขูดเลือดอย่างสะเด็ดยาดไปเลย
เป๊บซี่ขวดเล็กขายตั้งแปดบาทถ้วนๆ แม่โขงจากบางยี่ขัน แบนเล็กที่ตลาดล่องแจ้งแบนละ 25 บาทขาดตัว แต่ขอโทษทีครับ พอขึ้นถึงบนแยวเพิ่มเป็น 30-40 บาทเลยก็มี คนขายไม่เคยง้อเสียด้วย ผู้ซื้อจะต้องอ้อนวอนจนแทบจะเตะกันตายด้วยความโมโห ถึงจะได้มากินกันพอเป็นกระสายยา
เรื่งอเหล้าแม่โขง เคยทำให้ทหารรับจ้างขึ้นศาลทหารไปตั้งหลายคน พอเหล้าเข้าปากก็เห็นช้างตัวเท่าหมูไปเสียแล้ว ยิงปืนเปรี้ยงปร้างขว้างระเบิดมือเล่นอย่างสนุกมือ ผู้บังคับบัญชาขอร้องกลับตะโกนด่าพ่อล่อแม่เสียอีก

พอตกตอนเช้า ถูกควบคุมไปล่องแจ้งขึ้นศาลทหารฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาต่อหน้าอริราชศัตรู โดนเข้าไปเบาะๆ 1 ปี 6 เดือน เจ็บแสบไหมล่ะครับ กฏหมายสงครามเมืองลาว และวันที่ผมอยู่บนกองพัน 616 ก็ปรากฏเหตุการณ์แบบนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยความเฉียบขาดของกองสิงห์ ทหารรับจ้างผู้นั้นก็ต้องติดตะรางตามคำสั่งศาบทหาร โดยมิได้รับความปราณีแต่อย่างใด

พวกข้าศึกมันสงบเงียบจนพวกเราตายใจ ข่าวคราวและการเคลื่อนไหวของพวกมันเงียบเหมือนจะยุติการโจมตีอะไรทำนองนั้น แม้แต่ข่าวกรองที่ดักฟังทางวิทยุของพวกมันก็ๆไม่มีข่าวที่พอจะทำให้เราพิจารณาอ่านแผนยุทธวิธีของพวกมันออกว่า พวกมันกำลังจะทำอะไร
?ลูกยาว? ที่เคยรบกวนสนามบินล่องแจ้งก็หายหน้าหายตาไปจนผิดสังเกตุ
ความเงียบเชียบเหล่านี้ ผมอดสังหรณ์ใจไม่ได้ มันช่างเหมือนกับครั้งที่ผมโดนโจมตีจนฐานละลายที่ภูเทิงเหลือเกิน คราวใดที่พวกมันไม่มีการเคลื่อนไหว คราวนั้นมักจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทุกที ผมคาดการณืเอาไว้ว่า ไม่ช้าก็เร้ว พวกมันจะต้อง ทำอะไรซะกอย่างที่สร้างความเสียหายให้กับพวกเราอย่างแน่นอน

บทเรียนที่ผมเคยได้รับมา ข้าศึกจะอาศัยภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ หรืออาศัยความมืด เข้ามาเกาะฐานบังคับการของฝ่ายเราอย่างชนิดถึงบริเวณรั้วลวดหนามเลยทีเดียว

ตามปกติ ทหารจะออกลาดตระเวณเป็นวงกลมห่างจากฐานไม่เกิน 1 หรือ 2 ก.ม. แล้วก็กลับเข้าฐาน เท่าที่ผมสังเกตุหน่วยทหารรับจ้างบางหน่วย ออกลาดตระเวณดันพกถ้วยไฮโลและไพ่ป๊อกออกไปด้วยเสียนี่ พอลับตาผู้บังคับบัญชาก็นั่งโจ้ไพ่ไฮโลกันสบายใจเฉิบไปเลย

ข้าศึกมันเห็นเราอยู่ตลอดเวลา ที่มันยังไม่ทำอะไรเราก็เพราะมันกำลังดำเนินกลยุทธตามแบบฉบับของมันเท่านั้น ขอให้ถึงโอกาสและจังหวะของพวกมันเถิด มันจะเข้าขยี้พวกเราอย่างชนิดไม่เกรงกลัวกับความตายเลยทีเดียว

กองพัน 616 มี ผบ.พันที่ไม่เคยประมาท อีกทั้ง รอง ผบ.พันก็เป็นนักรบที่ผ่านมาแล้วทั้งเกาหลีและเวียดนาม ยี่ห้อ ?กองดี? จึงเป็นหลักประกันที่ทหารรับจ้างแทบทุกคนไว้วางใจแทบทุกกรณี
วันดีเดย์ของข้าศึกอาจะใกล้เข้ามาแล้ว กองพันทหารรับจ้างกองพันไหนจะเป็นกองพันที่ถูกชิมลางก่อน ก็จะได้รู้กันในเร็วๆนี้

□□□□□□□□□□□□□□□□




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2557 12:31:20 น.
Counter : 248 Pageviews.  

ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๕)

เปิดกรุหนังสือเก่า

ชุด ทหารรับจ้างเดนตาย

ตอน ล่องแจ้งสมรภูมินรก (๕)

สยุมภู ทศพล

ล่องแจ้ง สมรภูมินรก ตอนที่ 5

เสียงครวญครางเหมือนเปรตทวงวิญญาณของหางนำทิศ เมื่อเวลามันแหวกอากาศของลูกปืนใหญ่ขนาด 130 มม. เย็นเฉียบบาดจิตบาดใจเข้าไปในสมอง สิ้นเสียงครวญครางของมันครั้งใด จะต้องมีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวติดตามมาด้วยทุกครั้ง
เสียง...แว้ด...กรั้ม...แว้ด...กรั้ม ดังติดต่อกันเป็นระยะด้วยจังหวะที่ต่อเนื่องกันโดยไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าสังเกตุว่าตำบลกระสุนตกเลื่อนจากจุดเดิมเข้าหาคลังแสงที่อยู่เกือบท้ายสนามบินเข้าไปทุกที บางครั้งแนวการยิงของมันก็ข้ามฝั่งสนามบินเฉียดลานจอด (เม็นแล้ม) พุ่งดิ่งเข้าหาหมู่บ้านชาวแม้วที่สร้างอย่างง่ายๆ ด้วยไม้ไผ่แตะ หลังคาติดกันเป็นพืด
มันจะมีอะไรเหลือละครับ เศษดิน เศษไม้ กระเด็นปลิวว่อน หมู่บ้านกว่า 20 หลังคาเรือนหายวับไปกับตา เหมือนกับโดนพายุหมุน สะเก็ดระเบิดกระเด็นมา ตกบนหลังคาห้องอาหารของ บก.ล่องแจ้ง ดังกราวใหญ่

หีบห่อกระสุน ไม่ว่าจะเป็นลูกปืนใหญ่ขนาด 105 มม. หรือว่า 155 มม. ลูกระเบิดมือ ลูกปืนครกที่เพิ่งส่งมาจากอุดรหลายร้อยหีบ ซึ่งแพ็คเอาไว้ บริเวณ “เม็นแล้ม” เพื่อรอเวลาที่จะขนขึ้นแนวในเช้าวันรุ่งขึ้น มีหวังถูกระเบิดจากอำนาจการยิงที่รุนแรงของข้าศึกอย่างแน่นอน
ไม่มีใครออกคำสั่งให้ขนย้าย วัตถุระเบิดเหล่านั้นหรอกครับ แม้แต่ตัวฝรั่งเองก็เผ่นจนป่าราบ ส่งวิทยุเข้าสนามบินอุดร ขอชอปเปอร์มารับอย่างปัจจุบันทันด่วน

ชั่วเพียง 30 นาที ชอปเปอร์ที่จอดแสตนด์บายอยู่ในสนามบินนาซู ก็บินดิ่งมารับพวกฝรั่งเหล่านั้นหลบออกไปจากเมืองล่องแจ้งอย่างรวดเร็ว
เห็นไหมครับ เมื่อยามมีภัย ไอ้กันมันก็หนีเอาตัวรอดอย่างหน้าด้านที่สุด ปล่ยให้พวกรับจ้างรบที่ชีวิตไม่ค่อยจะมีค่างวดอะไร อยู่เสี่ยงอันตรายต่อไปและต่อไปท่ามกลางกระสุนปืนใหญ่ของพวกเวียตนามเหนืออย่างชนิดตัวใครตัวมัน

แม้กระทั่งนายของผมเองก็ตามที มิสเตอร์ “นอร์แมน” ยอดเสนาธิการของซี.ไอ.เอ. ก็ดันตาลีตาเหลือก เผ่นหนีไปกับเขาด้วย ปล่อยให้ฝรั่งกระจอกๆ 2-3 คน คอยอยู่รับหน้าพอเป็นพิธีเท่านั้น และก็พวกฝรั่งกระจอกๆเหล่านั้น ช่วยอะไรพวกเราไม่ได้หรอกครับ วิธีเดียวที่พวกมันกระทำได้ก็คือ ออกคำสั่งให้เรากินเงินดอลล่าร์ของพวกมัน ปฏิบัติงานแทนเท่านั้นเอง

แต่ขอโทษที ขณะนี้หมดเวลางานเสียแล้ว คำสั่งของพวกมันก็ไร้ความหมาย พวกผมเป็นทหารรับจ้าง เงินมาซีครับ ถ้าโอเวอร์ไทม์สูง พวกผมไม่เคยเกี่ยงสักครั้ง

ผมและเพื่อนๆ สามสี่คน หมอบนิ่งอยู่หลังกระสอบทราย บริเวณ บก.ล่องแจ้ง ที่ตรวจการณ์เห็นสนามบินได้ชัดที่สุด อดที่จะเป็นห่วงหีบกระสุนและวัตถุระเบิดนานาชนิดที่วางระเกะระกะอยู่ที่เม็นแล้มไม่ได้ เวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนติดปีกบิน จนกระทั่งพลบคำ การระดมยิงของพวกมันก็ไม่หยุดยั้ง บางครั้งลูกปืนของมันก้เพ่นพ่าน เข้าไปตกในบริเวณใจกลางเมืองล่องแจ้ง ซึ่งขณะนี้ กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้วอย่างสิ้นเชิง
ประชาชนชาวแม้วเผ่นออกจากหมู่บ้าน ตั้งแต่กระสุนลูกแรกของข้าศึกตกลงบนสนามบินแล้ว พวกเขาหอบลูกจูงหลานเดินเป็นทิวแถวไปตามถนนที่ตัดเอาไว้บนภูเขา มุ่งหน้าขึ้นไปหลบซ่อนอยู่ในบริเวณหลังที่ประทับของเจ้ามหาชีวิต (ปกติเจ้ามหาชีวิตของลาวจะประทับอยู่เมืองหลวงพระบาง นานๆครั้งพระองค์จึงเสด็จมาประทับในที่แห่งนี้) ที่มีเนินเขาสูงชันเป็นปราการธรรมชาติที่สามารถใช้เป็นที่หลบภัยได้อย่างปลอดภัยที่สุด

และแล้ว...หลังจากลูกปืนใหญ่ของมัน ที่ยิงเฉียดไปเฉียดมาหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุด...ลุกฟลุคของมันก็หล่นโครมลงบนกองกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มม. ที่วางซ้อนกันเป็นภูเขาเลากาเข้าอย่างถนัดใจ

“บึ้ม...บึ้ม...บึ้ม...บึ้ม”

สว่างยิ่งกว่าจุดพลุในงานมหกรรมใดๆ ที่ผมเคยเห็นมาทีเดียวครับ เสียงระเบิดของลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มม. ดังซ้อนๆกันจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสว่างโร่ไปหมด บางครั้งก้มีแฟลร์ที่บรรจุอยู่ในลูกปืนครกระเบิดตูมตามขึ้น พร้อมกับส่งร่มแฟร์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าสว่างไสว อย่างกับมีงานมหกรรมระดับชาติเลยทีเดียว

ไหนจะต้องคอยระวังสะเก็ดลูกปืนใหญ่ของฝ่ายเราที่กำลังระเบิดตูมตาม ไหนจะต้องพะวงกับอำนาจการยิงของข้าศึก ทำเอาทหารรับจ้างที่อยู่ บก.ส่วนหลังวิ่งวุ่นกันอลหม่าน
เสียงระเบิดดังรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้ง ประตูหน้าต่างกองบัญชาการสะเทือนสั่นโยกเยก

“คลังแสงของเราระเบิดแล้วครับ”

ทหารรับจ้างคนหนึ่งกระหืดกระหอบวิ่งข้ามสะพานเหล็กระหว่างโรงพยาบาล มุ่งหน้าเข้ามาหาพวกเราที่กองบัญชาการ
มันเป็นคราวเคราะห์อย่างช่วยอะไรไม่ได้ สะเก็ดของลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มม. ที่กำลังระเบิดตึงตังอยู่เฉือนเข้าที่บริเวณลำคอพอดี
ไม่มีเสียงร้องหรอกครับ ทหารรับจ้างที่ผมไม่รู้จักชื่อคนนั้น เซถลาหล่นวูบลงไปจากสะพาน ตกลงไปในร่องน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง ลายวับไปกับความมืด ท่ามกลางความตกตะลึงของพวกเราที่มองเห็นเหตุการณ์อยู่แค่เอื้อม

ไม่มีใครลงไปช่วยหรอกครับ แทบทุกคนซบหน้าลงกับแนวกระสอบทราย หลบสะเก้ดระเบิดที่ปลิวออกมาไปรอบทิศ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เสียงระเบิดที่ดังเหมือนกับฟ้าผ่าได้คำรามขึ้นอีกครั้ง...

อา...คลังแสงและอุปกรณ์ทุกชนิดของซี.ไอ.เอ. พินาศหมดสิ้นแล้ว เสียงระเบิดดังขึ้นซ้อนๆ กันหลายต่อหลายครั้ง แสงไฟลุกขึ้นท่วมท้องฟ้า มองเห็นสว่างโร่ไปทั่วบริเวณ
เหมือนกับนกรู้ ปืนใหญ่ของเวียดนามเหนือ ที่ระดมยิงอยู่ตลอดเวลา ยุติการยิงลงอย่างฉับพลัน แน่นอนเหลือเกิน “ตรวจการณ์หน้า” ของพวกมันที่แฝงกายอยู่ ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่งของตลาดล่องแจ้ง คงจะแจ้งผลการยิงให้ฝ่ายมันทราบว่า ขณะนี้ผลการยิงของพวกมันสัมฤทธิ์ผลแล้ว พวกมันจึงยุติการระดมยิงในทันทีทันใด

เวลาผ่านไปจนกระทั่ง 24.00 น. แรงระเบิดจากกองกระสุนที่เม็นแล้มยังคงระเบิดต่อไปอีก และเริ่มแผ่วงกว้างออกไปทุกที ส่วนคลังแสงไม่ต้องพูดถึงกันละ ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ร่มชูชีพที่ใช้ “ดร็อป” ของ ถูกไฟเผลาผลาญไม่มีเหลือหลอ

ผมนั่งหลับนกอยู่ที่บริเวณกระสอบทรายนั่นเอง ศูนย์บังคับการที่อุดร ติดต่อสอบถามความเสียหายมาอยู่ตลอดเวลา พวกผมที่เข้าเวรวิทยุ ไม่ต้องพักผ่อนกันละ จัดแจงเข้ารหัสแจ้งผลความเสียหายอย่างมหาศาลให้ทางอุดรทราบเป็นระยะๆ
เกือบร้อยล้านบาท คือยอดประเมินสูญเสียจากการยิงของปืนใหญ่เวียดนามเหนือ

“ไอ้ปากหมา” เครื่องบินตรวจการณ์สองที่นั่งจอดอยู่ในโรงเก็บ รอดจากกระสุนปืนใหญ่และแรงระเบิดอย่างกับปาฏิหารย์
การระเบิดของกระสุนปืนได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งรุ่งเช้า เสียงระเบิดจึงค่อยๆห่างลง และสงบเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเวลา 09.30 น. ผมคิดว่า คงจะยังไม่มีมนุษย์หน้าไหนสะเออะเข้าไปในบริเวณสนามบินหรอกครับ

ที่ใหนได้... พอพวกผมเข้าไปเคลียร์สนามบิน
อุปกรณ์การรบที่รอดจากแรงระเบิดถูกขโมยเรียบวุธ ปืนพก .45 เท่าที่ผมทราบประมาน 100 กระบอกล่องหนไปอย่างไม่มีร่องรอย
ชุดเครื่องแบบสนาม ผ้าเต๊นท์ ถูกมือดีขโมยเกลี้ยง

ตลาดล่องแจ้ง ถูกทหารรับจ้างที่สังกัด บก.ส่วนหลังของกองพันทหารรับจ้าง กองพันต่างๆกรูกันเข้างัดแงะรื้อค้นของชาวบ้านที่พากันละทิ้งบ้านช่อง หลบภัยจากแรงระเบิดกันเป็นจ้าละหวั่น
ไม่เฉพาะทหารรับจ้างชาวไทยหรอกนะครับ ทหารลาวเองก็ตามที ทั้งพี่ไทย อ้ายลาวกอดคอกันขโมยของชาวบ้านสะเด็ดยาดไปเลย...
มันเข้าขั้นบ้านแตกสาแหรกขาดกันแล้ว นี่แหละครับ สภาพของสงคราม ใครๆอยากได้อะไรก็ยื้อแย่งเอาเป็นกรรมสิทธิ์กันอย่างหน้าด้านๆ ผมขอภาวนาอย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของผมเลย

ทหารรับจ้างหอบข้าวของที่ขโมยมาได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หัวจักรเย็บผ้า เทป ลัดเลาะสนามบินหายหัวเข้ากอง บก. ของพวกเราจนหมดสิ้น
แม้แต่ที่พักของฝรั่ง บริเวณท้ายสนามบินเองก็ยังโดนมือดีเข้าไปขนของจนเกลี้ยง “เทปชั้นดี ยี่ห้อ อาไก” ถูกทหารแม้วงัดออกมาเร่ขายให้กับทหารไทยด้วยสนนราคาเครื่องละไม่ถึง 500 บาท

ร้อนถึงนายพลวังเปา ต้องออกประกาศให้ทางทหารรับจ้างและทหารแม้วคนใดที่มีของ “ต้องห้าม” อยู่ในครอบครอง ให้เอามาคืนภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะมีความผิดกฏหมายสงคราม

คำสั่งของนายพลวังเปาอาจจะศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะทหารแม้ว แต่สำหรับทหารรับจ้างชาวไทยแล้ว “ยากส์ส์” ครับ อ้อยเข้าปากช้าง ใครเอาไปคืนก็โง่เต็มทน ของใหญ่ๆก็โยนทิ้ง ปืนพกเรื่องเล็ก มีกรรมวิธีหลบหลีกสารวัตรทหารเอาไปอุดรได้หลายต่อหลายวิธีหรือจะปล่อยที่ล่องแจ้ง 800-900 บาทแสนที่จะสบายและคล่องมือที่สุด

สนามบินล่องแจ้งต้องปิดตัวเองโดยปริยาย เครื่องบินที่ไหนจะกล้ามาเสี่ยงลงครับ ก็ในเมื่อสะเก็ดระเบิดขาววับเป็นชิ้นๆเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ระเกะระกะไปหมด นอกจากนั้น ควันไฟที่กำลังครุกกรุ่นอยู่ตลอดเวลาในซากกองกระสุน อาจจะระเบิดขึ้นมาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้...
เครื่องบินทุกชนิดถูกห้ามขึ้นลงโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งชอปเปอร์ก็ต้องอาศัยทิวเขาหลัง บก.ล่องแจ้ง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นแอ่งลึก สามารถป้องกัน “ลูกยาว” ของข้าศึกได้เป็นอย่างดี ใช้เป็นที่ขึ้นลงเพื่อปฏิบัติภาระกิจประจำวันต่อไป

ทางอุดรแก้ปัญหาการขนส่งลำเลียงออกเป็นสองวิธี วิธีแรกใช้ C-123 บินตรงจากอุดรแล้ว “ดร็อป” ด้วยร่มชูชีพขนาดใหญ่ลงในบริเวณ “ศาลาไทย” (ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ บก.ล่องแจ้งนั่นเอง)

วิธีที่สองคือ ขนอุปกรณ์สงครามมาลงที่สนามบินนาซู แล้วลำเลียงด้วยเครื่องปีกหมุน (ชอปเปอร์) มายังล่องแจ้งอีกทีหนึ่ง
ปัญหาใหญ่หลวงที่ตามมาก็คือ การส่งอาหารให้แก่กองพันทหารรับจ้างกองพันต่างๆ ต้องประสพกับอุปสรรคนานาประการ อาหารจำพวก หมูเห็ดเป็ดไก่ ที่ทาง บก. สั่งซื้อมาจากอุดรก็มาตกค้างอยู่ที่สนามบินนาซู รอคิวที่จะลำเลียงมายังฐานปฏิบัติการต่างๆเมื่อใช้เวลาในการส่งนานกว่าปกติ ของสดดังกล่าวก็เลยกลายเป็นของเน่าไปโดยปริยาย

ตั้งแต่นั้นมา กองพันทหารรับจ้างก็ต้องพบกับอาหารแห้งจำพวกเนื้อเค็ม กระเทียมดอง จนกว่าเหตุการณ์จะปกติ ซึ่งก็ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร

ทหารรับจ้างเริ่มสะสมชูชีพเป็นการใหญ่ ร่มที่ไอ้กันใช้ “ดร็อป” มักจะถูกทหารรับจ้างเม้มเอาใว้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวกันเป็นทิวแถว
ตามปกติแล้ว ในประเทศไทย ร่มชูชีพเป็นของมีราคาแพงและหายากที่สุด ทหารรับจ้างทุกคนจึงอยากได้ร่มชูชีพกันจนตัวสั่น พอเครื่องบินทิ้งร่มลงมายังไม่ถึงพื้นดิน ก็ถือมีด “สปาต้า” ใส่เกียร์หมาวิ่งไล่ร่มชูชีพหวังจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ในร่มชูชีพอันนั้น
มันก็เลยเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอย่างช่วยเหลือไม่ได้ ปกติกล่องกระสุนมันก็หนักหลายสิบกิโลอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีร่มคอยพยุงเอาไว้ก็ตามที เวลามันลงจวนจะถึงพื้น มันจะกระทบพื้นด้วยน้ำหนักที่น่ากลัวทีเดียว เรื่องทั้งเรื่องมันก็เลยทับเอาผู้นิยมร่มทั้งหลายจนหัวสมองติดดินแบนแต๊ดแต๋เหมือนกับเขียดโดนรถบดถนนทับยังไงยังงั้น

ตั้งแต่นั้นมา ทหารรับจ้างบางคนพอเห็นร่มชูชีพก็ถึงกับเมินหน้าหนีไปเลยก็มี
หน่วยเคลียร์สนามบินเสี่ยงอันตรายออกไปเคลียร์รันเวย์ ไม่ถึง 10 นาทีก็ต้องวิ่งกระเจิงกันออกมาอีกครั้งเนื่องจากกระสุนปืนใหญ่ เกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาเอาดื้อๆ เล่นเอาผวากันไม่เป็นขบวน

อากาศเริ่มมืดเป็นครั้งแรกในรอบวัน กลุ่มเมฆรวมตัวกันหนาขึ้นทุกที มันปกคลุมยอดเนินสกายไลน์ทึบไปหมดและเริ่มลามเลียลงมายังตีนเขามากขึ้น จนกระทั่งครอบคลุมเนินสกายไลน์จนขาวโพลนไปหมดทั้งภูเขา
เจ้าความหนาวเหฯบที่แสนจะทรมานทับทวีเพิ่มขึ้นทุกที ถึงแม้ผมจะมีชุดอันเดอร์แวร์ที่สวมทับด้วยแจ็คเก็ตฟิลด์อันหนาเตอะก็ยังต้องห่อไหล่ คางกระทบกันด้วยความหนาวเหน็บเข้าไปถึงหัวใจ

ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทหารรับจ้างทุกคน เมื่อผ่านกองบังคับการจะต้องถูกถามรหัสผ่าน ถ้าตอบผิด แน่นอนเหลือเกินจะต้องถูก M-16 พรุนไปทั้งร่างด้วยน้ำมือของหน่วย “สิงห์ทะเลทราย” ที่มีหน้าที่ระแวดระวังกอง บก.ล่องแจ้งโดยเฉพาะ
ยิ่งอากาศปิดมากเท่าไหร่ บรรยากาศของเมืองล่องแจ้งก็ยิ่งเงียบและวังเวงมากยิ่งขึ้นเท่านั้น นายทหารเสนาธิการทุกคนอยู่ในชุดสนามพร้อม ยืนจับกลุ่มคุยกันเบาๆอยู่หลังแนวกระสอบทรายด้วยลักษณะท่าทางที่เครียดขึง

มันเงียบเสียจนกระทั่งอดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในคืนนี้บ้างไหมหนอ
0 4
เจียวต้าย

เมื่อวานนี้ เวลา 07:49 น.
ร่วมแสดงความรู้สึก: ถูกใจ 4 ขำกลิ้ง 0 หลงรัก 0 ซึ้ง 0 สยอง 0 ทึ่ง 0
สมาชิกหมายเลข 1182478 ถูกใจ, ~นายเฉิ่มศักดิ์~ ถูกใจ, นายเก่าคนก่อน ถูกใจ, owl2 ถูกใจ


5 ความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1 นึกถึงความสามารถของหน่วย “แซปเปอร์” เวียดนามเหนือ ที่กล้าฝ่าดงกับระเบิดเข้าไปเชือดคอทหารรับจ้างในฐานภูเทิงตอนทุ่งไหหินแตกแล้ว ผมอดที่จะเสียวคอหอยไม่ได้ ภาวนาขออย่าให้เจอะเจอกับมันอีกเลยในชาตินี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
□□□□□□□□□□□□□□□□




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 16:00:57 น.
Counter : 101 Pageviews.  

1  2  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.