Group Blog
 
All Blogs
 

ก่อนจะถึงพรุ่งนี้



เรื่องสั้น

ก่อนจะถึงพรุ่งนี้

เพทาย


สมหวัง ยืนมองกลุ่มชนที่นั่งบ้างยืนบ้าง หน้าเวทีในท้องสนามหลวงด้านเหนือ ซึ่งหันหลังให้สำนักงานสลากกินแบ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ แทนอาคารหลังเก่า และตึกของกรมประชาสัมพันธ์ ที่ถูกเผาไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน หันหน้าเวทีมาทางพระบรมมหาราชวัง

แม้จะมีผู้ฟังกระจายออกมาไม่ถึงถนนที่ผ่านพาดกลางสนามหลวง แต่ดูด้วยตาก็นับว่ามากมายพอใช้

เขายืนอยู่ใต้ต้นมะขามรุ่นใหม่ที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งเป็นระยะทางไม่ห่างไกลนัก พอได้ยินเสียงจากเครื่องขยายและลำโพงชั้นดี ที่ติดตั้งอยู่ข้างขอบสนาม

ฝูงชนทั้งหลายเหล่านั้นทุกคน ต่างจ้องมองขึ้นไปบนเวที ซึ่งมีผู้นำการชุมนุมนั่งเก้าอี้อยู่ด้านผนังด้านหลังของเวทีเป็นแถวยาว และมีอยู่คนหนึ่งที่ยืนพูดอยู่หน้าไมโครโฟนบนโต๊ะสูงติดขอบหน้าสุดของเวที

สมหวังยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานพอสมควร เขาจับใจความได้ว่าผู้พูดกำลังโน้มน้าวผู้ฟังให้เกลียดชังบุคคลคนหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาที่นัดกันไว้ ก็จะออกเดินขบวนไปยังบ้านของใครคนนั้น

เสียงของผู้พูดเร่งเร้ารุนแรง ทำให้เหล่าผู้ฟังมีการตบมือและโห่ร้องสนับสนุน เป็นระยะ

เวลาที่กำหนดนั้นยังอยู่อีกนานพอควร

เขากำลังพลิกฟื้นความจำ ว่าเขาเคยเห็นภาพเหล่านี้นานสักกี่ปีมาแล้ว

.......................

“เสี้ยวเดียวครับ.....พรุ่งนี้รวย”

เด็กชายวัยประถมเดินร้องตระโกนออกไปซ้ำ ๆ ซาก ๆ แก่ผู้ที่เดินบ้าง ยืนบ้าง อยู่แถวบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ริมถนนเจริญกรุง หลายคนเหลียวมามอง แต่แล้วก็ไม่สนใจใยดี มีบางคนชำเลืองดูเลขท้ายอย่างเสียไม่ได้ แต่ส่วนมากมักจะสั่นศีรษะ เมื่อเขายัดเยียดล็อตเตอรี่ครึ่งใบสุดท้ายของเขาเข้าไปใกล้ ๆ

สมหวังเดินตระเวนร้องตะโกนแบบนี้มาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรแล้ว ตั้งแต่สะพานพุทธยอดฟ้า ไปบางรัก สีลม จนกระทั่งย้อนกลับมาถึงโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงอีก

ตั้งแต่ล็อตเตอรี่ยี่สิบใบเต็ม ๆ จนเหลือเสี้ยวสุดท้าย ตั้งแต่โรงเรียนเลิกตอนเที่ยง จนกระทั่งเย็นเกือบค่ำอย่างในขณะนั้น แต่เจ้าใบสุดท้ายนี่ช่างขายยากขายเย็นเสียจริง ๆ แล้วเมื่อไรเขาจะได้กลับบ้าน

เขาคิดอยู่ในใจด้วยความรู้สึกที่ท้อแท้

ที่บ้านซึ่งมีแต่แม่ผู้แก่ชรา และเป็นวัณโรค โรคร้ายซึ่งดูเหมือนไม่มีทางรักษา ถึงจะมียาที่พอจะชลอ อาการให้ชีวิตยืดยาวต่อไป แต่ก็มีราคาแพงเกินกว่าที่เขาจะมีเงินซื้อได้ เขาจึงต้องเอาเวลาหลังจากเรียนหนังสือช่วงเช้า มาขายล็อตเตอรี่ซึ่งพอจะมีกำไรเป็นค่าอาหารในแต่ละวันเท่านั้น

“เสี้ยวเดียว.......พรุ่งนี้ออก..............พรุ่งนี้รวย”

สมหวังร้องตะโกนต่อไป ผู้คนแถวหน้าโรงภาพยนตร์นั้นชักจะบางตาลง เพราะหนังเริ่มฉายรอบใหม่แล้ว คนที่ยืนคอยก็หายเข้าไปในโรงหมด คนที่เพิ่งออกมาจากรอบที่แล้ว ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เขาเดินข้ามถนนเข้าไปในตลาดขายอาหาร คิดในใจว่ายังไงก็จะต้องยัดเยียดเจ้าเสี้ยวสุดท้ายนี้ไปให้ได้

แต่เขาก็ต้องผิดหวัง ไม่มีใครต้องการโชคลาภที่เขาเสนอให้เลย

เขาออกจากตลาดแห่งนั้นเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน แต่เบื่อที่จะร้องจะโกนเสียแล้ว จนกระทั่งมาถึง แม่พระธรณีบีบผมมวยหัวมุมถนนข้างกระทรวงยุติธรรม

ซึ่งฝั่งตรงข้ามคลองหลอด ก็คือโรงแรมรัตนโกสินทร์ และกรมประชาสัมพันธ์ที่มีหน้าตาเหมือนตึกที่เป็นห้างฝรั่งเก่าแก่

เขาจึงแวะเข้าไปวักน้ำประปาที่ไหลออกมาจากมวยผม ในอ่างด้านล่าง ขึ้นลูบหน้าลูบตา และดื่มเสียสองสามอึกด้วยความหิว เขาคิดถึงแม่ และอยากจะกลับบ้านเต็มที แต่ก็ยังเสียดายโอกาสที่จะได้เงินอีกเล็กน้อย จากล็อตเตอรี่เสี้ยวสุดท้ายในกระเป๋ากางเกง

เขาร้องประโยคเดิม ๆ เมื่อเห็นมีคนเดินผ่านไปมา บริเวณนั้นคือที่ซึ่งจะมีตลาดนัดในเช้าวันพรุ่งนี้ วันนี้เป็นวันเสาร์ พ่อค้าแม่ค้าจำพวกขายต้นไม้ดอกไม้และเครื่องประกอบในการปลูกต้นไม้ ต่างขนของมาวางเรียงรายเป็นแถวไป ตลอดฝั่งคลองอันยาวเหยียด เพื่อจะได้ตื่นขึ้นขายแต่เช้ามืด

ขณะนั้นเวลากำลังจะค่ำ แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับหายไปแล้ว ไฟตามเสาข้างถนนเริ่มเปิดขึ้นประปราย สมหวังตัดสินใจที่จะกลับบ้าน ซึ่งจะต้องเดินเลาะสนามหลวงไปทางด้านทิศเหนือ

เขามองไปในบริเวณนั้น เห็นมีคนมากมายล้มหลามนั่งบ้างยืนบ้างสนใจฟัง ผู้ที่ยืนอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งกำลังพูดกรอกลงไปในไมโครโฟนที่ตั้งตรงหน้า เขากำลังด่าใครสักคนหนึ่งด้วยถ้อยคำที่แข็งกร้าวด้วยหน้าตาและออกท่าทางเหมือนอย่างจะกินเลือดกินเนื้อใครคนนั้น ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังมากมายที่อยู่ตรงหน้า จึงมีเสียงเฮฮาโห่ร้องสลับอยู่เป็นระยะ

สมหวังยัดล็อตเตอรี่เสี้ยวนั้นใส่กระเป๋ากางเกง แล้วตัดใจก้าวเท้ามุ่งหน้าจะกลับบ้าน ในตรอกแคบ ๆ ย่านบางลำพู

พลันก็มีเสียงดัง บึม....เหมือนเสียงระเบิดที่เคยได้ยินในสมัยสงคราม แม้จะไม่ดังเท่านั้น แต่ก็ทำให้คนที่อยู่กลางสนามหลวงแตกฮือขึ้นมาทางทิศเหนือ ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง

และก่อนที่เขาจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ฝูงชนนั้นก็บ่าออกมาจากแนวต้นมะขามวิ่งผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว บางคนกระแทกสมหวังล้มคว่ำลง แล้วคนชนก็ล้มคว่ำทับร่างของเขาจนจุก

แต่เขาไม่รอช้ารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเตลิด ปะปนไปกับฝูงชนที่ผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่คิดชีวิต

ในขณะนั้นดูเหมือนไม่มีใครสนใจใยดีกับอะไรอีกแล้ว นอกจากตนเอง ใครแข็งแรงจึงจะอยู่ได้ ใครอ่อนแอล้มลงหมายถึงถูกเหยียบไม่ตายก็คางเหลือง ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กสิบกว่าขวบอย่างเขา

สมหวังรู้สึกเหมือนตนเองเป็นเศษผงชิ้นเล็ก ๆ ที่ปลิวไปตามแรงลมพายุอย่างเปะปะ จนในที่สุดก็มาถึงริมฝั่งคลองหลอดตรงสะพานเสี้ยวที่มีรางรถรางข้าม และไม่สามารถจะหยุดได้เพราะแรงดันที่มาจากข้างหลัง เขาและอีกหลายคนจึงหล่นลงไปในน้ำ

สมหวังคลานขึ้นมาจากลำคลองที่มีน้ำไม่ลึกนัก เมื่อเสียงอื้ออึงห่างหายไปแล้ว ก่อนอื่นเขารีบล้วงกระเป๋ากางเกง ควานหาเงินค่าลอตเตอรี่ เคราะห์ยังดีที่อยู่ครบถ้วนทั้งเสี้ยวสุดท้ายนั้นด้วย แม้จะเปียกปอนไปหมด เมื่อเดินเข้าตรอกมืด ๆ ที่จะไปบ้านเขาจึงรู้สึกว่าเคล็ดขัดยอกไปทั่วทั้งตัว

เขาเอาเงินและลอตเตอรี่เสี้ยวนั้นให้แม่ที่รออยู่ โดยไม่รู้เรื่องที่เขาผจญมาจากภายนอก เมื่อกินข้าวก้นหม้อที่แม่เหลือไว้ให้แล้ว ก็เข้านอนในมุ้งเก่า ๆ เคียงข้างแม่ ด้วยความอ่อนละเหี่ยเพลียไปทั้งกายและใจ

แม่บอกเบา ๆ ที่ข้างหูว่า หลับเสียเถิดลูก........เดี๋ยวก็จะเช้าแล้ว แต่เขานึกถึงลอตเตอรี่เสี้ยวสุดท้ายที่เหลืออยู่ ถ้ามันถูกเลขท้าย........อะไรจะเกิดขึ้น......

อีกนานเหลือเกิน........กว่าจะถึงพรุ่งนี้

...........................

ผู้คนในท้องสนามหลวงขยับเขยื้อนตัวกันไปทั่วบริเวณ ที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืน ต่างเตรียมที่จะเคลื่อนย้ายออกจากสนามหลวง ไปตั้งขบวนที่ถนนราชดำเนินกลางหน้ากระทรวงยุติธรรม

สมหวังยังยืนอยู่ที่เดิม เขามองผู้คนเหล่านั้นอย่างเห็นอกเห็นใจ เขาก็เคยร่วมขบวนอย่างนั้น เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้วอีกครั้งเมื่อยังเป็นวัยฉกรรจ์ ที่มีจิตใจแกร่งกล้าและบ้าบิ่น

ผลก็คือสูญเสียขาข้างขวาไปตั้งแต่ใต้หัวเข่า และได้ชื่อว่าเป็นวีรชนคนหนึ่ง ในจำนวนมากมายที่ต่างก็สูญเสียอะไรไปบางอย่างในร่างกาย แม้กระทั่งชีวิต

สมหวังขยับไม้ค้ำรักแร้ ออกก้าวเดินไปทางด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสา เพื่อกลับบ้านเท่ารังหนู ในตรอกแคบ ๆ ย่านบางลำพู ที่ไม่มีแม่รออยู่อีกแล้ว

สะพานเสี้ยวของรถรางก็ไม่มีแล้ว พื้นที่ตรงนั้นเป็นถนนลาดลงมาจากเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า กรมประชาสัมพันธ์ก็กลายเป็นที่ว่างสำหรับจอดรถไปแล้ว เขาจะต้องเดินอ้อมไปลอดใต้สะพาน และเดินตามถนนพระอาทิตย์ จนตัดผ่านวัดชนะสงครามไปออกย่านถนนข้าวสาร จึงจะถึงตรอกบ้านของเขา

เหลียวไปดูข้างหลังผู้คนออกจากสนามหลวงหมดแล้วต่างพากันเดินข้ามสะพานหน้าโรงแรมรอ แยลไปเป็นแถวยาว มุ่งหน้าจะไปยังบ้านที่พักของคนที่เขาด่าว่ามาค่อนวัน และคงจะต้องพบกับการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อาจจะเหมือนกับที่เขาเคยได้ประสบมาแล้ว หรืออาจจะดีกว่าหรือเลวกว่าก็ได้

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ประชาชนมือเปล่าก็ย่อมจะได้รับการสูญเสียอย่างแน่นอน

เขาขยับกระบะลอตเตอรี่ที่หนีบรักแร้ให้กระชับ เบือนหน้าจากภาพฝูงชนท้ายขบวนที่กำลังข้ามสะพาน ออกเดินกระโผลกกะเผลก ไปทางท่าช้างวังหน้า

กระบะนั้นเป็นกระบะว่างเปล่า วันนี้ลอตเตอรี่ได้ขายไปหมดแล้ว ไม่เหลือความหวังในวันพรุ่งนี้ เหมือนเมื่อห้าสิบปีก่อน

เขาภาวนาอย่าให้เกิดเหตุร้ายแรงกับฝูงชนเหล่านั้นเลย เขาไม่อยากให้ใครต้องเป็นวีรบุรุษพิการอย่างเขาอีก

แต่ดูเหมือนยังอีกนาน กว่าจะรู้ว่าการภาวนาของเขา จะเป็นผลหรือไม่ ยังอีกนาน...กว่าจะถึงพรุ่งนี้.......เขารำพึงกับตนเอง......

..........อะไรจะเกิดขึ้น...ก่อนจะถึงพรุ่งนี้.

################
แก้ไขเมื่อ 04 ธ.ค. 50 19:12:14

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 4 ธ.ค. 50 18:28:39 ]



ความคิดเห็นที่ 1

กงล้อประวัติศาสตร์ เวียนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านะครับ
ดาว

จากคุณ : คุณพีทคุง (พิธันดร) - [ วันพ่อแห่งชาติ 06:16:24 ]


ความคิดเห็นที่ 2

น่าแปลกที่เราได้รับบทเรียนซ้ำๆ...

และก็จะยังซ้ำอยู่อย่างนั้น

ทักทายป๋าเจียวต้ายครับ

จากคุณ : กลิ่นกาแฟ (กลิ่นกาแฟครับ) - [ วันพ่อแห่งชาติ 08:10:33 ]


ความคิดเห็นที่ 3

ติดใจว่าลอตเตอรี่เสี้ยวนั้นถูกรางวัลหรือเปล่า เหอๆ

จากคุณ : ลูนาติก - [ วันพ่อแห่งชาติ 09:20:26 ]


ความคิดเห็นที่ 4

พลุ

จากคุณ : kenkob - [ วันพ่อแห่งชาติ 10:38:42 ]


ความคิดเห็นที่ 5

ป๋าเจียวต้ายคะ

หลายครั้งที่เราไม่รู้ว่าเราเรียกร้องเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร
เพราะท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นเลย

จากคุณ : ทิวลิปสีน้ำเงิน - [ วันพ่อแห่งชาติ 11:10:04 ]


ความคิดเห็นที่ 6

นานๆทีได้อ่าน "เรื่องสั้น" แนวนี้ คุณเจียวต้าย

พรุ่งนี้ไม่มีวันถึง...........

จากคุณ : GTW - [ 6 ธ.ค. 50 04:57:09 ]


ความคิดเห็นที่ 7

ขอบคุณคุณหมอลูนาติก ที่ห่วงลอตเตอรี่เสี้ยวนั้น
ผมว่าคงไม่ถูก หรืออาจจะถูกแค่เลขท้าย
สมัยนั้นคงเป็นเงินน้อยนิด ฐานะของสัมหวังและแม่จึงไม่ดีขึ้นครับ

ที่ว่าประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยไงครับ คุณพีท

และคนเราก็ไม่ยักศึกษาประวัติศาสตร์ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว
มันดีหรือไม่ดีอย่างไร คนรุ่นหลังจึงทำซ้ำอีก
แล้วมันก็เหมือนเดิมอีกครับ คุณกลิ่นกาแฟ

เวลาที่เขาเรียกร้องนั้น ส่วนมากเขามีเป้าหมายครับ คุณทิวลิปฯ
แต่บางทีก็ไม่ได้ตามนั้น แม้บางทีได้ตามนั้นแล้ว
ต่อมาก็เปลี่ยนไป ตามกิเลสคนครับ

ขอบคุณคุณ kenkob คุณเป็นนักอ่านที่ดีเสมอครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 6 ธ.ค. 50 09:49:06 ]


ความคิดเห็นที่ 8

ถูกต้องตามที่อาจารย์จีว่าครับ พรุ่งนี้ไม่มีวันถึง.........

สมหวังเจอครั้งแรกจนตกคลองหลอด
เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๙ - ๒๕๐๐ อายุ ๑๒ ขวบ

สมหวังขาขาด เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ อายุ ๒๘ ปี

ต่อมาก็ไม่ได้ออกไปวุ่นกับเขา

แต่สมหวังมาเจอครั้งนี้ โดยเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น
อายุ ๖๒ ปีแล้วครับ

ก่อนตายสมหวังก็ยังอาจจะได้เห็นอีกครับ

แต่..............................
ผู้เขียนคงไม่ได้เห็นหรอกครับ อาจารย์ครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 6 ธ.ค. 50 09:55:55 ]


ความคิดเห็นที่ 9

ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ
ได้แต่คาดเดา คาดหวัง ว่าอาจจะเป็น อาจจะมี
หรืออาจจะไม่เหลืออะไรเลยก็ได้

จากคุณ : ใบเตยหอม - [ 6 ธ.ค. 50 12:53:37 ]


ความคิดเห็นที่ 10

สะท้อนใจค่ะ

จากคุณ : The SoVo - [ 6 ธ.ค. 50 14:54:45 ]





 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 13:29:26 น.
Counter : 464 Pageviews.  

ความหลังของแม่พลอย

ความหลังของแม่พลอย

(คัดจากตอนสุดท้ายของเรื่องสี่แผ่นดิน)























เมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว.




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2559    
Last Update : 18 ตุลาคม 2559 8:08:15 น.
Counter : 382 Pageviews.  

ตายยาก

เรื่องสั้น

ตายยาก

เพทาย

เช้าวันนั้นผมนอนฟังเสียงฝนตก กระทบหลังคาอลูมิเนียมข้างหน้าต่าง ดังพอสมควร แสดงว่าฝนก่อน รุ่งอรุณคงจะหนักพอใช้ เพราะผมเป็นคนหูตึง ฝนตกเบา ๆ จะไม่ได้ยิน น้ำก็คงจะท่วมพื้นตามเคย แต่คร้านจะลุกขึ้นไปดู ถ้าฝนหยุดภายในครึ่งชั่วโมงก็คงไม่ท่วมเข้ามาในบ้าน

ผมจึงพลิกตัวหาท่าที่สบาย แล้วก็หลับต่อไปอีก เมื่อลืมตาขึ้นมามองนาฬิกาหัวนอนยังไม่ตีห้า แต่ต้องลุกขึ้นแล้ว เพราะมีภารกิจจะต้องออกไปใส่บาตร ตอนหกโมงเช้าทุกวัน เมื่อล้างหน้าล้างตาทำธุระส่วนตัวแล้ว กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ก็เป็นเวลาตีห้าครึ่ง เสียงฝนเงียบไป แต่ท้องฟ้ายังมืดอยู่ จึงเปิดเครื่องเข้าอินเตอร์เนต ที่เวปพันทิป อย่างเคย อ่านโน่นอ่านนี่ค่าเวลา จนถึงห้องกล้อง ผู้ตั้งกระทู้วันนี้ ให้หัวข้อ ภาพขนมหวาน ซึ่งผมไม่มีภาพนั้นในคลัง

ผมไปไหนกินอะไรไม่เคยถ่ายรูปไว้เลย ทั้งคาวทั้งหวาน ส่วนใหญ่เป็นภาพเหตุการณ์ หรือทิวทัศน์ที่พบเห็นเท่านั้น จึงปิดเครื่องแล้วเปิดประตูบ้านออกไปดูท้องฟ้า ฝนหยุดแล้วแต่ยังไม่ขาดเม็ด คงโปรยปรายแต่บางเบานิดหน่อย ไม่ต้องถือร่มให้เกะกะ สวนหมวกแก็ปหิ้วย่ามออกไปตามปกติได้

ผมแวะซื้ออาหารเช้าคือขนมปังกับเค้กช็อกโกแล็ตในร้านเซเว่น และขนมกับนมกล่องสำหรับใส่บาตร ออกมาเห็นจีวรเหลือง ๆ อยู่ไกล ๆ ท่านเดินสวนมา ผมจึงสาวเท้าย่นระยะให้ใกล้ขึ้น แต่ท่านกลับหลังหันไปก่อนที่จะมาใกล้ผม ทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้น แค่ก็ไม่ได้ดังใจ เพราะเจ็บปวดที่สะโพกเป็นประจำ

ภิกษุรูปนั้นเดินทิ้งห่างออกไป จนผมหมดปัญญาที่จะติดตาม คิดจะนั่งรอองค์อื่น จึงแวะพักที่ร้านกาแฟรถเข็นเจ้าประจำ เขาก็ทำโกโก้เย็นใส่ถุงพลาสติกมาให้ตามเคยโดยไม่ต้องสั่ง

นั่งพักพอหายเมื่อยขา ก็มีพระสงฆ์อีกองค์หนึ่ง มาหยุดยืนรอผู้ใส่บาตรเจ้าประจำที่หน้าร้านห้องแถวไม่ไกลนัก ผมจึงหิ้วของเดินไปหาท่าน และได้ใส่บาตรรับพรท่านด้วยความอิ่มใจที่ไม่ผิดหวัง เหมือนบางวันที่ตื่นสายกว่านี้

เมื่อกลับมาถึงบ้านวางสิ่งของที่จะปั่นเป็นอาหารเช้าแล้ว ก็หยิบกล้องเบบี้ของลูกชาย มาถ่ายรูปไว้ จะได้วางในห้องกล้อง แล้วก็เอาส่วนประกอบคือ กล้วยน้ำว่าสองลูก ขยมปังสี่แผ่น เค้กช็อกโกแลตหนึ่งซอง กับโกโก้เย็นทั้งถุง ใส่โถแก้วเครื่องปั่น แป๊บเดียวก็ได้อาหารเช้าที่ไม่ต้องเคี้ยว ให้ลำบากแก่ฟันที่โหว่แหว่งเหลือไม่กี่ซี่

ก่อนเทลงใส่กระติกเล็กก็ตรวจดูแล้ว ว่าไม่มีแมลงตกอยู่ก้นกระติก แล้วก็เอาหลอดดูดขนาดใหญ่ที่เขาใช้ดูดชาไข่มุกด์มาใช้ พอดูดโกโก้คำแรกก็ต้องสะดุ้งตกใจ เพราะมีอะไรกระดุกกระดิกอยู่ในปาก รีบถ่มพรวดออกไปโดยสมองไม่ได้สั่ง สิ่งที่กระเด็นออกจากปากนั้นน่าขยะแขยงนัก มันคือแมลงสาปตัวใหญ่ยังเป็น ๆ ตัวหนึ่ง ดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ที่พื้นห้อง

แต่ผมไม่ใช่คนที่เกลียดกลัวอะไรง่าย ๆ จึงไม่นึกรังเกียจมัน กลับสงสารที่มันเข้าไปอยู่ในหลอดดูดได้อย่างไร พร้อมกับเอาใจช่วยไม่อยากให้มันตาย เจ้าแมลงสาปโชคร้าย หมุนตัวไปรอบ ๆ พื้น พยายามช่วยตัวเองให้เดินได้ ขอโทษทีเพื่อนเอ๋ย ผมบอกกับมันอยู่ในใจ มันหมุนอยู่สักสามสี่รอบ ก็ตั้งตัวได้ แล้วก็วิ่งจู๊ด เข้าซอกเข้ามุมไป

ผมโล่งใจไปกับมันด้วย เจ้าแมลงสาปที่ช่วยไม่ให้ผมต้องมีบาปหลังจากที่ได้ทำบุญใส่บาตรมาหยก ๆ เขาว่าแมลงสาปเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่ตายยาก

ผมชักจะเชื่อแล้วครับ.

##########




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2559    
Last Update : 9 ตุลาคม 2559 16:55:42 น.
Counter : 297 Pageviews.  

การให้

เรื่องสั้น ชุดฉากชีวิต

การให้

เพทาย


ในชีวิตที่ผ่านมายาวนาน ผมเป็นผู้ให้โดยไม่ขอรับผลตอบแทน แม้แต่การได้บุญ หรือขอบคุณ มาเป็นอันมาก ให้ตั้งแต่คนพิการ คนขอทาน คนจรจัด พระสงฆ์ที่มารับบาตร ให้ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มคนสาว และเด็ก ให้ไม่เลือก ทั้งที่อยากให้ และไม่อยากให้

ทุกเช้าประมาณหกนาฬิกา ผมจะออกจากบ้าน เดินไปตามซอยในหมู่บ้านสวนอ้อย เมื่อผ่านร้าน เซเว่น ก็จะแวะซื้อ ขนมห่อ กับนมช็อกโกแล็ต สำหรับใส่บาตร นอกเหนือจากขนมปังที่เอาไปปั่นเป็นอาหารเช้า ทุกวันไม่มีเว้น แม้บางวันจะออกสายไปหน่อยไม่ทันพระรับบาตร ก็เอากลับมากินเอง เป็นลูกศิษย์พระแทน

ผมเคยให้ทาน เด็กหนุ่มจรจัดที่เจอหน้ากันทุกวัน จนเขาจำเวลาและสถานที่ ที่จะเจอผมได้ดี ผมก็ให้เขาเป็นประจำทุกครั้ง ไม่รังเกียจ ตั้งแต่ครั้งละห้าบาท เป็นสิบบาท จนสุดท้าย ยี่สิบบาท เพราะเขาบอกว่า ซื้อข้าวกับหมูปิ้งกินไม่อิ่ม ผมก็ไม่ขัดข้อง ถ้าเขาจะกินมื้อเดียวแล้วก็นอนทั้งวัน ก็ตาม

พอเขาเป็นหนุ่มเต็มตัวก็หายหน้าไป ถามแม่ค้าที่ขายของอยู่ใกล้ที่นอนของเขา ได้ความว่าติดดมกาว และได้ตายไปเสียแล้ว

อีกคนหนึ่งเป็นหญิง เป็นเพื่อนเล่นกับผมมาตั้งแต่เด็ก แกแก่กว่าผมประมาณห้าปี และเป็นทอมมีแฟนเป็นคนทำความสะอาด ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สวนอ้อย แต่เป็นคนโชคร้าย ทำงานอะไรก็ไม่ยั่งยืน จนแก่ตัวลงญาติผู้อุปถัมภ์ก็ตายไปหมด ไม่มีใครเลี้ยง แกก็มาพึ่งผมแทบทุกวัน ผมก็ให้ครั้งละยี่สิบบาท แต่แกไม่ได้มาขออาศัยบ้านผม แกนอนตามป้ายรถเมล์บ้าง หน้าธนาคารที่มีไฟส่องสว่างเมื่อเขาปิดทำการแล้วบ้าง บางทีก็หายไปหลายวันบ้าง ผมไม่เคยทอดทิ้งแก คอยมองหาอยู่เสมอ

แต่วันหนึ่งก็หายเงียบไปจนผมสงสัย สอบถามผู้พิทักษ์ความสะอาด เป็นประจำในซอย ได้ความว่าเทศกิจมาพาตัวขึ้นรถไปไหนก็ไม่รู้ เลยขาดการติดต่อกันตั้งแต่บัดนั้น

เมื่อเช้าหลังจากที่ผมหายจากอาการป่วยที่ต้องเข้าไปนอนในห้อง ไอ.ซี.ยู. ในโรงพยาบาลเอกชนมาห้าวัน และได้กลับบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เดินกระย่องกระแย่ง เพราะเท้าบวมลามมาจนถึงหัวเข่า กว่าจะถึงร้านเซเว่น ก็สายกว่าเจ็ดโมงแล้ว รอพระก็ไม่มีเหลือ จึงกลับมาบ้าน

พอเลี้ยวหัวมุมซอยสาม ก็เจอเจ้าประจำนั่งรออยู่ข้างทาง รายนี้เป็นแม่ค้า กับข้าวเล็ก ๆ น้อย เพราะไม่มีทุนมาก ทำไปกินไปด้วย ทุนก็หมดบ่อย ๆ ผมทราบเรื่องดี แกก็ขอผมทีละร้อย ผมก็คิดว่ามากเกินไป แต่แกก็เอาไปทำทุนหาของขายไปวัน ๆ จนหมด ก็มาขอใหม่

คราวนี้ผมส่งธนบัตรใบละร้อยให้อย่างเคยแล้วก็บอกเบา ๆ ว่า ผมเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาลเอกชน ต้องจ่ายค่ารักษาตัวห้าวัน ต้องขอดเงินจากสมุดออมสินแทบหมดทุกเล่มเลย คงจะไม่มีให้ทุกครั้งเหมือนเดิม เพราะจะมีเพียงวันที่บำนาญออกเท่านั้น

ไม่ทราบว่าแกจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่มันเป็นความจริง ผมบอกแกไว้ล่วงหน้า แกจะได้ไม่ตกใจเวลาผมปฏิเสธ

เมื่อผมเดินมาจวนจะถึงหน้าบ้าน ก็มีรถเข็นตามหลังมากระชั้นชิด ผมจึงหยุดรอให้เขาแซงไป เพราะผมเดินช้ากระโผลกกระเผลก คนเข็นรถเป็นหญิงชรา แกก็ยิ้มให้ผม แล้วก็เข็นรถผ่านผมไป แต่ไปไม่ไกลก็หยุดอยู่ตรงถังขยะหน้าประตูบ้านผม แกควานหาขวดพลาสติคในถังใส่ขยะของ กทม.ที่วางประจำอยู่แถวนั้น ผมนิ่งมองดูการหากินของแกก่อนจะไขกุญแจประตูรั้วบ้าน

แล้วก็นึกถึงแม่ของผม เมื่อป่วยถึงวาระสุดท้าย อายุ ๕๘ ปี เมื่อผมอายุประมาณ ๓๐ ปี ที่บ้านหลังนี้

หญิงชราผู้นี้อายุมากกว่าแม่ของผมในเวลานั้น แล้วลูกหลานไปไหน จึงปล่อยให้แกมาหากินกับขวดพลาสติกในถังขยะอย่างนี้ ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรใบละยี่สิบบาท ใบสุดท้ายออกมาถึงไว้ เกือบจะพลั้งปากเรียกแกว่ายาย แต่ก็นึกได้ว่าแกคงมีอายุประมาณน้องของผมเท่านั้น

แกเงยหน้าขึ้นจากถังขยะ และยิ้มให้ผม เหมือนอย่างจะอาย ๆ แต่ผมยิ้มกว้างกว่า แล้วส่งธนบัตรใบนั้นให้แก พร้อมกับบอกว่า

"ผมไม่มีขาดพลาสติกเลยครับ ขอฝากเงินนี้ไปแทนครับ"

แล้วผมก็ไขกุญแจประตูรั้วเข้าบ้าน โดยไม่รอว่าแกจะว่าอะไร หลังจากรับธนบัตรในมือผมไปแล้ว

ผมคิดถึงแม่ผมมากครับ เคราะห็ดีที่ป่วยตายเสียตั้งแต่ผมยังไม่แก่เท่านี้.

##########




 

Create Date : 02 กันยายน 2559    
Last Update : 2 กันยายน 2559 16:01:29 น.
Counter : 350 Pageviews.  

ความจำเป็น

เรื่องสั้น

ความจำเป็น

เพทาย

แต่เดิมนั้นถนนที่ผมเดินอยู่นี้ มาสิ้นสุดลงที่ริมคลองสามเสน เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ก็มีการสร้างสะพานข้ามคลองไปตัดกับถนนนครไชยศรี แล้วก็ขยายซอยเล็ก ๆ ออกไปเป็นถนน จนไปจรดกับถนนอำนวยสงคราม ย่านบางกระบือ แต่ต่อไปอีกไม่ได้เพราะเป็นซอยเล็กที่ไปสุดลง ที่คลองบางกระบือ ข้ามไปก็เป็นกองพันทหารม้าที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต

เมื่อผมมีกิจธุระที่จะต้องไปยังที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต ผมก็ต้องเดินข้ามสะพานนี้เป็นประจำ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่พอข้ามสะพานไปได้ไม่เท่าไร ก็มีเด็กชายคนหนึ่งหน้าตาเรียบร้อย ตัดผมทรงนักเรียนโรงเรียนรัฐบาล เดินสวนมาแล้วบอกว่า

“ ลุงขอตังห้าบาท “

ผมเอามือล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง ด้วยความเคยชินกับการทำทานแบบนี้ แต่อดถามไม่ได้ว่า

“ จะเอาไปทำอะไร “

เขาตอบว่า

“ เอาไปซื้อข้าวกิน “

ผมชักมือออกจากกระเป๋าปรากฏว่ามีเหรียญห้าบาทหนึ่งอัน กับเหรียญบาท เหรียญสองสลึง และเหรียญสลึง ที่กระเป๋ารถเมล์ทอนมาให้หลายอัน แต่คงจะไม่ถึงห้าบาท ผมจึงหยิบเหรียญห้าบาทขึ้น แล้วเทเหรียญที่เหลือทั้งหมด ลงในฝ่ามือของเด็กชายผู้นั้น ที่แบรออยู่ เขาก้มหน้าลงมองเศษเหรียญในมือ แล้วเงยหน้ามองตาผม ทักท้วงว่า

“ ลุง ผมขอห้าบาทนะ “

ผมชักจะสับสนว่าเขาจะเอาอย่างไรกับผม แต่ใจยังคิดจะบริจาคอยู่ จึงบอกว่า

“ งั้นเอาห้าบาทไป เศษนั้นคืนมา ลุงจะเอาไปขึ้นรถเมล์ “

แล้วผมก็ส่งเหรียญห้าบาทให้เขา ซึ่งเขาก็เทเศษสตางค์คืนใส่มือผม แล้วก็เดินสวนทางไป โดยไม่ได้ไหว้แบบคนขอทาน และไม่มีคำขอบคุณ

ผมเดินต่อไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่หายงง เขาอาจคิดว่าเป็นหน้าที่ของผม ที่มีมากกว่าจึงควรจะเจือจานหรือแบ่งปันให้เขาบ้าง ตามหลัก…เอ…หลักอะไรก็ไม่รู้ ผมหย่อนเศษเหรียญลงกระเป๋าตามเดิม แต่อดหันไปมองดูเขาไม่ได้ ปรากฏว่าเขาเดินลงไปในซอกข้างสะพานที่ผมผ่านมานั้นเอง เขาคงจะอาศัยอยู่ใต้สะพาน กับครอบครัวของเขา ผมภาวนาให้เขามีโอกาสเรียนให้สำเร็จ…เอ้อ..สำเร็จในระดับหนึ่ง และเป็นคนดี…… อย่างน้อยก็ดีกว่านี้

พระท่านสอนว่า ทานเป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ คือสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ซึ่งมีอยู่สามประการ คือ ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน ศีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

ผมพยายามที่จะบำเพ็ญบุญ แต่ก็ยังไม่สามารถเจริญภาวนา หรือทำสมาธิได้ เพราะศีลห้าก็ยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงทำได้แค่การบริจาคทานเท่านั้น

ทุกเย็นเมื่อผมกลับบ้าน ผมจะเอาเศษเหรียญ ที่เหลือจากการขึ้นรถโดยสารประจำทาง ใส่ขันเล็ก ๆ ไว้ วันรุ่งขึ้นเมื่อออกจากบ้าน ผมก็จะเทเหรียญเหล่านั้นใส่กระเป๋ากางเกง แต่ไม่พยายามใช้ เอาไว้ให้ขอทานที่พบเห็นทุกคน จนหมดเหรียญนั้น แล้วก็สะสมจากเงินทอน ค่ารถเมล์เอาใหม่

บางครั้งเมื่อขึ้นสะพานลอยข้ามถนนหลายครั้ง อาจมีคนขอทานมากกว่าจำนวนเหรียญที่ผมมีอยู่ในกระเป๋า ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ให้มากมายอะไร เพียงรายละสองสามบาทเท่านั้น

แต่ผมจะให้ทุกคนไม่ว่าจะมาในลักษณะไหน จะเป็นวนิพก บรรเลงเครื่องดนตรีประเภทดีดสีตีเป่าและกด หรือเป็นคนพิการชนิดไหน หรือเป็นผู้หญิงที่มีลูกเล็ก ๆ อุ้มบ้างปล่อยให้คลานเล่นบ้าง และแม้แต่ผู้ที่มีลักษณะเหมือนบุคคลธรรมดา แถมแต่งตัวดีอีกต่างหาก

ประเภทหลังนี้มักจะเจอโดยไม่รู้ตัว บางวันผมเดินอยู่ในซอย มีชายผู้หนึ่งเดินเข้ามายิ้มกับผม ถามว่าสบายดีหรือ

ผมพยายามนึกอย่างรวดเร็วว่า เขาเป็นเพื่อนกลุ่มไหนของผม เพราะผมมีเพื่อนหลายกลุ่ม แต่ยังไม่ทันจะนึกออกเขาก็มาถึงตัว บอกว่าลุงขอตังค์กินข้าวสักสิบบาท

ผมก็เลยผสมว่าเอาไปเลย แล้วก็ควักเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกงให้ไปแต่โดยดี รายนี้ต่อมาก็สนิทกันมากขึ้น พอเห็นหน้าแต่ไกลผมก็จะจำได้ และรีบล้วงกระเป๋าเตรียมไว้ให้เขา ก่อนที่จะขอ

วันหนึ่งผมนั่งรอเรียกตรวจโรคที่โรงพยาบาล ผมชอบพกหนังสือประเภทการ์ตูนเล่มเล็ก ๆ ไปอ่านฆ่าเวลา จึงนั่งแถวหลังสุด ก็มีชายคนหนึ่งมากระซิบเบา ๆ ขอเงินสิบบาท

ผมเงยหน้าขึ้นดูเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับคนไข้ทั่วไป ผมก็ไม่ถามส่งเงินให้ทันที ถ้าเขาไม่มีความจำเป็นเขาคงไม่มาขอผมหรอก

ส่วนอีกรายหนึ่ง ผมนั่งเล่นอยู่ที่ริมเขื่อน ใกล้ท่าเรือด่วนเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ในยามเย็นแดดร่มลมโชย พร้อมด้วยเบียร์กระป๋อง หมูปิ้ง กำลังชมภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยา อย่างเพลิดเพลินอารมณ์ ก็ปรากฏว่ามีชายรูปร่างหน้าตาตลอดจนเครื่องนุ่งห่ม ที่ดู ขะมุกขมอมเต็มที เข้ามาหาพร้อมกับบอกด้วยเสียงห้วน ๆ ว่า ลุงขอตังสิบบาท

ผมมองหน้าเขาแล้วก็คิดเพียงเสี้ยววินาทีเดียว รีบควักส่งให้เขาไปด้วยความเต็มใจ เพราะถ้าเขาจำเป็นมากกว่านี้ เขาคงคว้ากระเป๋าหิ้วใบเล็กที่วางข้างตัวผมไปแล้ว และผมคงไม่มีปัญญาที่จะวิ่งตามไปเอาคืนเป็นแน่

อีกรายหนึ่งมาด้วยกันสองคน ท่าทางและเครื่องแต่งตัวแสดงความเป็นคนชนบท สะพายถุงย่ามคนละห่อ พอเดินสวนกันก็เข้ามาถามทางที่จะไปรังสิต

ผมก็รู้ทันทีว่าลงท้ายเขาจะพูดว่าอะไร แต่ผมก็ชี้ทางให้เขาไปขึ้นรถสายที่จะไปรังสิต เขาก็บอกอย่างที่ผมคิด คือขอเงินคนละสิบบาท เพื่อซื้อข้าวกินก่อน เขาบอกว่าตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินข้าวเลย

ผมก็ให้เขาไปโดยดี เชื่อว่ายังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เพราะได้กลิ่นแอลกอฮอล์หึ่งทั้งสองคน

ผมเองหาโอกาสที่จะทำบุญอยู่เสมอ แต่ก็มีบางครั้งบางคราวที่พลาดไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพราะไม่มีเงิน หรือมีก็หมดไปเสียแล้ว แต่ด้วยสาเหตุอื่นก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน

อย่างเด็กหญิงคนหนึ่งในซอยบ้านผมเอง คะเนอายุคงไม่เกินประถมต้น ๆ แต่งตัวสวยงาม บ้านคงจะอยู่แถวนั้น เธอเดินแทะขนมปังกรอบที่มีช็อคโกแลตหุ้มอยู่ อย่างเอร็ดอร่อย เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้เธอก็หยุดยืนรอ แล้วพูดด้วยเสียงน่ารักว่า

“ ตาขา…ขอตังหนูห้าบาท “

ผมล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน แต่ด้วยความที่อยากจะคุยกับเธอ จึงถามว่า

“ หนูจะเอาไปทำอะไรหรือ “

ผมไม่ได้คิดว่าเธอจะเอาไปซื้อขนม เพราะมีอยู่ในมือแล้ว จึงอยากจะให้มากกว่าที่ขอนั้น แต่เธอกลับมองหน้าผมที่ช่างซักถามจู้จี้ เธอแกว่งตัวจนกระโปรงส่ายไปมา แล้วสะบัดหน้าเดินต่อไป แต่ไม่ก่อนที่จะพูดว่า

“ ฮึ…หนูไม่เอาก็ได้ “

อีกคราวหนึ่งผมไปเยี่ยมญาติ ที่ป่วยเป็นคนไข้ในของโรงพยาบาล ตอนขากลับก็แวะที่เครื่องโทรศัพท์สาธารณะ เพื่อโทรศัพท์บอกทางบ้านว่าจะไปธุระต่อ พอพูดเสร็จก็เห็นหญิงค่อนข้างสาวระดับกลาง ยืนอยู่ตรงหน้าในมือของเธอหอบหิ้วถุงพะรุงพะรัง

“ น้าขอเงินสักห้าสิบบาทซี่ “

ผมนิ่งอึ้งอยู่ชั่วอึดใจว่าจะให้ หรือปฏิเสธ เพราะคิดว่ามากเกินไป แต่เธอรีบชี้แจงเมื่อเห็นเครื่องหมายคำถามในดวงตาของผม

“ หนูมาตรวจโรค หมอสั่งให้เจาะเลือด เขาคิดเงินสองร้อย หนูมีไม่พอเพราะซื้อยาไปแล้ว จะกลับบ้านก็ไกล กว่าจะมาอีกเขาก็ปิดแล้ว “

เธอพูดพร้อมกับชูแผ่นกระดาษใบสั่ง และบัตรประจำตัวคนไข้ในมือขวา พร้อมกับแบมือซ้ายที่ถือถุงยาให้เห็นธนบัตรใบย่อยให้ดู ผมจึงพร้อมที่จะให้ จึงหยิบกระเป๋าเงินออกมาเปิดดึงธนบัตรร้อยบาทออกมาส่งให้

“ หนูช่วยทอนให้ลุงห้าสิบบาทนะ “

เธอนิ่งคิดเหมือนกัน แล้วก็บอกว่า

“ น้าให้หนูทั้งหมดก็แล้วกัน จะได้เหลือเป็นค่ารถกลับบ้านด้วย “

เอ…การทำทานทีละร้อยบาทนี่ มันมิยิ่งมากเกินฐานะของผมไปใหญ่หรือ ผมคิดแว่บเดียวแล้วก็ตัดสินใจบอกว่า

“ ไม่ได้หรอกมากเกินไป ลุงไม่ได้มีเงินมากมายอะไร “

เธอจึงลดมือลงแล้วบอกว่า

“ งั้นหนูไม่เอาก็ได้ ขอบคุณค่ะ น้าเก็บไว้ใช้เถอะ “

แล้วเธอก็เดินจากไปแต่ยังดีที่อุตส่าห์ขอบคุณ ทำให้ผมใจหายที่ไม่ได้ช่วยผ่อนคลายความทุกข์ของเธอในครั้งนี้ เธออาจจะต้องไปขอคนอื่น ซึ่งเขาอาจจะไม่เข้าใจเธออย่างผม ก็ได้

แต่ผมจำเป็นที่จะต้องฝืนใจทำเช่นนั้น จะให้ผมทำอย่างไรได้ ถ้าผมให้เธอไปหมดนั่น ผมก็คงจะเหลือแต่กระเป๋าที่ว่างเปล่าเท่านั้น

เพราะผมไม่มีเศษสตางค์เหลืออยู่เลย แม้แต่สลึงเดียว.




































แก้ไขเมื่อ 09 เม.ย. 48 19:24:36
แก้ไขเมื่อ 09 เม.ย. 48 19:23:15

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 9 เม.ย. 48 19:16:22 ]



ความคิดเห็นที่ 1

เอ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีแอบเหน็บด้วยเลยค่ะ แหะๆ
โชคดีไม่ค่อนโดนรุกประชิดตัวขอแบบนี้บ่อยๆ

จากคุณ : scottie - [ 10 เม.ย. 48 00:01:19 ]


ความคิดเห็นที่ 2

แหะๆ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้และคุณ scottie
เคยเจอไหม ที่แบบเป็นมูลนิธิ มาขอเงินบริจาคโลงศพน่ะจ้า
อยากรู้ว่า เป็นมูลนิธิจริงๆ หรือเปล่า แล้วเงินถูกนำไปซื้อ
โลงจริงๆ หรือเปล่า เพราะเห็นตามสถานที่ชุมชน มักจะมีแบบนี้
โดยส่วนตัวแล้ว บางครั้งก็บริจาค แต่จะไม่มาก
เพราะกลัวไม่ถึงศพ หรือถึงก็เป็นส่วนน้อย แหะๆ

ส่วนเรื่องการทำทานนี่ จะงดเว้นเหรียญสลึงและเหรียญห้าสิบสตางค์เด็ดขาด
สาเหตุก็เพราะกลัวว่ามันจะไม่เต็มบาทนั่นเอง อิอิ

จากคุณ : โคอาร่า - [ 10 เม.ย. 48 09:10:34 A:202.5.84.1 X: ]


ความคิดเห็นที่ 3

เป็นเรื่องดีที่จะทำทานคับ คุณเจียวต้ายเป็นคนใจบริสุทธิ์จริงๆ แต่อย่างที่ Gracie เจอทำให้ไม่ค่อยอยากทำทานเท่าไหร่หากไม่แน่ใจ...

เคยมีเด็กชายคนหนึ่งอายุราวสิบขวบเห็นจะได้ เดินเข้ามาหาแล้วบอกว่าบ้านอยู่รังสิต ขอเงินกินข้าวสิบบาท ตอนนั้นไม่มีเงินย่อยเลย แต่มีไส้กรอกที่เพิ่งซื้อมาจากร้านเซเว่นมาสองชิ้นสำหรับอาหารเย็น ก้อเลยแบ่งให้เขาไปหนึ่งชิ้น ให้เขาแล้วก้อยังไม่ได้เดินไปไกลแต่เลือกดูหนังสืออยู่แถวนั้น เห็นเขากินเสร็จแล้วไม้เสียบก้อทิ้งไว้แถวนั้นแหละ ตอนนั้นก้อไม่ได้คิดอะไรมาก...

แต่ที่แสบคือวันต่อมาก้อยังเห็นเขาอยู่แถวนั้นในเสื้อผ้าชุดเดิม ...แล้วก้อเห็นอีกหลายๆครั้ง ...ครั้งหลังๆคือเห็นเขานั่งดมกาวอยู่บนสะพานลอย พร้อมกับการนั่งขอทานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว...

เลยไม่มั่นใจว่าวันนั้นหากเราเอาเงินให้เขาไป เขาจะเอาไปซื้อข้าวหรือซื้อกาว...

ปัจจุบันย้ายบ้านใหม่แล้ว ทุกเช้าบนสะพานลอยจะต้องเจอแม่ลูกนั่งขอทานบนสะพานลอย ตั้งแต่อยู่มาก้อยังไม่เคยอุดหนุนกิจการของเขาสักที ...ผลพวงมาจากการรับสื่อเยอะ เขาว่าคนพวกนี้หลายคนมาจากเขมร บางครั้งก้อถูกตำรวจจับส่งกลับประเทศ แต่ถ้ามีโอกาสก้อจะเข้าเมืองมาอีก

ไม่รู้จะเหมือนคนใจร้ายไปหรือเปล่านะคับ แต่มีความรู้สึกว่าหากคนพวกนี้เข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย เลยไม่น่าจะเป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่

จากคุณ : Gracie Lou Freebush - [ 10 เม.ย. 48 11:22:14 ]


ความคิดเห็นที่ 4

ขอบคุณ คุณสก็อตตี้ ที่มาอ่านเป็นคนแรกเสมอ

เรื่องมูลนิธิอะไรก็ไม่ทราบ ที่มีใบเสร็จสีเหลือง ๆ มาด้วยอย่างที่คุณโคอาร่าเล่ามานี้ ผมเชื่อว่าเขามีจิตเป็นกุศลจริง ๆ เพราะอุตส่าห์ลงทุนพิมพ์ใบเสร็จ และมีการประทับยี่ห้อด้วย แต่ก็ทำไม่เกินยี่สิบบาทครับ

ถ้าอยากทำบุญซื้อโลงศพ ก็จะไปที่มูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง ตรงข้าม สน.พลับพลาไชยครับ

สำหรับคุณ Gracie ฯ ผมขอเรียนว่าคนไม่ว่าชาติไหน ก็ต้องกินให้อิ่มท้องทั้งนั้น ถ้าเขาขอไปซื้ออาหารเลี้ยงปากท้องของตนหรือครอบครัว ผมก็ให้ทุกคนตามที่ผมกำหนดไว้ ไม่เลือกหน้าครับ

แต่ถ้าเขาเอาไปซื้อของที่เป็นโทษเป็นพิษ ก็เป็นกรรมของเขาเอง เราไม่เกี่ยว ไม่ได้บาปไปด้วย เราได้บุญกุศลตั้งแต่ตอนให้แล้วครับ

การบริจาคทาน เป็นการลดกิเลสในตัวเรา ถ้าเราสามารถจะสละให้ผู้อื่นได้ ความโลภของเราก็จะลดลงครับ

จากคุณ : เจียวต้าย (เจียวต้าย) - [ 10 เม.ย. 48 18:41:09 ]


ความคิดเห็นที่ 5

เป็นผมผมไม่ทำนะเนี่ย

ผมไม่ชอบทำอย่างนี้อ่ะครับ เพราะเป็นการสนับสนุนให้คนโกหก

จากคุณ : the'tect - [ 10 เม.ย. 48 21:44:14 A:203.170.144.227 X: ]


ความคิดเห็นที่ 6

นานาจิตตังครับ

มิบังอาจทักท้วง และมิบังอาจชี้นำครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย (เจียวต้าย) - [ 11 เม.ย. 48 21:17:03 ]


ความคิดเห็นที่ 7

เท่าที่เคยทราบมา ขอทักคุณเจียวต้ายไว้นิดหนึ่งว่า
บุญกิริยาวัตถุมีอยู่สิบประการค่ะ

รายละเอียดหาอ่านได้ตามเวปทั่วไปค่ะ
ตัวอย่างเช่น

http://www.sut.ac.th/engineering/electrical/faculty/nimit/articles/boonkiriyawattu10.htm
http://www.dhammakaya.org/dhamma/boon01.php

อันนี้ขอเสริมคุณเจียวต้ายนะคะ

ส่วนการให้ทานนั้น ก็แล้วแต่ความตั้งใจของแต่ละคนค่ะ
ซึ่งการให้ทานจะได้บุญเต็มที่นั้น
อยู่ที่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ค่ะ
คือก่อนให้เรามีความปรารถนาดี มีความตั้งใจที่จะทำทานนั้นค่ะ
และขณะให้เรามีความสุขใจดีใจที่ลงมือทำทานนี้ค่ะ
พอหลังให้เรามีความปลื้มใจความสบายใจที่ได้ทำทานนี้ค่ะ
ก็แค่นี้แหล่ะค่ะ จบค่ะ

ส่วนคนที่เราให้ต่อนั้น เขาจะไปทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขาค่ะ
แต่ถ้าใครจะคิดมาก คิดต่อยังไง ก็แล้วแต่เพื่อน ๆ จะคิดกันไปค่ะ

จากคุณ : รสา รสา - [ 11 เม.ย. 48 22:55:31 ]


ความคิดเห็นที่ 8

ขอบคุณ คุณรสา เช่นเคยครับ

ผมได้ยินทางวิทยุพระท่านเทศน์ว่า การให้มีหลายอย่าง

เช่น ให้เป็นบุญ ให้เป็นคุณ ให้ไม่ต้องลงทุน แต่ไม่ทันฟังท่านขยายความ อยากฟังความเห็นของคุณรสาและเพื่อน ๆ ในถนน ฯ นี้ครับ

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 12 เม.ย. 48 06:38:39 ]


ความคิดเห็นที่ 9

ขออภัยคุณรสาครับ ผมใช้คู่มือ นวโกวาท ฉบับชาวบ้านครับ แต่เปิดไปแค่หน้า ๑๖ บุญกิริยาวัตถุ ๓ ดังที่เอามาอ้างในเรื่องครับ

แต่พอคุณรสาทัก ผมก็เปิดดูอีกครั้ง ปรากฏว่าหน้า ๗๓ มีบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ดังที่คุณรสาอ้างครับ

ตกลงเสมอกันนะครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 12 เม.ย. 48 12:29:50 ]


ความคิดเห็นที่ 10

อันที่จริงแล้ว การให้ก็มีหลักอยู่เหมือนกันค่ะ
การให้นั้นจะต้องประกอบด้วยปัญญาด้วยค่ะ
ไม่ใช่ให้เพื่อหวังผล หวังลาภยศ หรือชื่อเสียงค่ะ

ถ้าจะเอาให้ตรงกับที่พระพุทธองค์ได้ตรัส
ทุกอย่างท่านจะให้พิจารณาเข้าหาตัวเราเองเสมอค่ะ

อย่างเช่น ในเรื่องของการให้นี้ก็คือ
เราได้พิจารณาตัวเราในเรื่องของการได้สละ
การได้ละความโลภ หรือ โลภะออกจากตัวเราค่ะ
ถือว่าเป็นการลดกิเลสตัณหาลงค่ะ

ซึ่งก่อนให้ เราก็เห็นแล้วว่าถ้าให้แล้ว
จะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไรบ้างค่ะ

และหลังให้เราก็อิ่มใจ มีความสุขกับการได้ละค่ะ

ในเรื่องของรายละเอียดนั้น พูดกันเป็นวันก็ยังไม่จบค่ะ

smile
แก้ไขเมื่อ 12 เม.ย. 48 17:27:25

จากคุณ : รสา รสา - [ 12 เม.ย. 48 17:25:17 ]



ความคิดเห็นที่ 11

ผมเห็นด้วยกับหลักการนี้ตลอดมาครับ.

จากคุณ : เจียวต้าย - [ 17 พ.ค. 48 05:29:39 ]





 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2559 9:59:11 น.
Counter : 297 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

เจียวต้าย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 43 คน [?]




เชิญหารายละเอียดได้ ที่หน้าบ้านชานเรือนครับ
Friends' blogs
[Add เจียวต้าย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.