Group Blog
 
All Blogs
 

Day 10 ปราสาทฮิเมจิ ~มิยาจิม่า ~ แวะเยี่ยมอนุสรณ์ซาดาโกะ




โพยวันนี้ครับ จริง ๆ แล้ววันนี้เราจะไป ฮิเมจิแล้วต่อด้วยโกเบครับ แต่เนื่องจากทนการยั่วยุของนักล่าฝันที่ประกอบด้วย
AF1 พี่Donatt76
AF2 พี่วุฒิ
เค้าบอกว่า ถ้าซื้อ JR พาสแล้วไปโตเกียว - โอซาก้า ก็ขาดทุนซิ (ว๊ะ อายโง่) เอาก็เอา ไปมันถึง ฮิโรชิมาซะเยย


ลุย เลย พี่ . . .



วันนี้ เราต้องนั่ง จาก Osaka ไปลง Shin Osaka ก่อนครับ รูปบนเป็นบรรยากาศชานชลาครับ วันนี้เราจะขึ้น Nozomi ครับ


ช้าก่อนไอน้อง ผิดคันแล้ว

คันปู๊นนนน ต่างหากเหมาะกะยากจกอย่างพวกเอ็ง

5 5 5 Hikari มาเวลา 7.46 ถึง 8.15 นั่งครึ่งชม. ก็ถึงสถานี Himeji ครับ






จากสถานี Himeji เดินตามถนนใหญ่มาเรื่อย ๆ ประมาณ 400 เมตรก็ถึงทางเข้าละครับ แต่อยากบอกว่า

อูยยยยยย หนาว อิ๋บอ๋าย



ข้อมูลปราสาท Himeji เดี๋ยวจัดให้นะครับ รื้อหนังสืออยู่ครับ อิอิ



สนน. ค่าผ่านประตูด้วยเครื่องขายบัตรอัตโนมัติ แต่ตรวจตั๋วด้วยอัติโนมานุด ราคา 600 เยน ครับ







แต่ที่ แน่ ๆ ปาสาทแห่งนี้ได้ชื่อว่าใหญ่และสวยที่สุดในประเทศละครับ และปราสาทนี้ถูกสร้างและออกแบบอย่างดีมาก ลองคิดดูนะครับ ทางเข้าปราสาทแห่งนี้คดเคี้ยวเป็นลายนิ้วมือกันเลย และทางที่คิดว่าไปได้ก็กลายเป็นทางตัน ดังนั้นผู้บุกรุกต้องเดินอ้อมปราสาทไปมา แถมกำแพงที่มีหลายชั้น ยังสามารถโจมตีผู้บุกรุกโดยการ เทลาวาร้อน โยนหิน ยิงธนู ผ่านช่องเล็ก ๆ ได้ครับ

แต่เชื่อไมครับ ประวัติศาสตร์ของที่นี่ตั้งแต่สร้างมาไม่เคยถูกบุกรุกซักครั้งเลยครับ






โอย 1 ชม.ครับกับการวนรอบปราสาท อยากบอกว่าใหญ โคตร ๆ เลยครับ


















เลยเวลาทำการละครับ ตอนนี้ 11.20 น. ละครับ ตามโปรแกรมเราต้องนั่งรถรอบ 11.06 น. แต่ไม่ทันละครับ ต้องไปนั่งรอบ 12.06 น.แทนละครับ ตอนนี้เรามีเวลาอีก 40 นาทีครับ ถ่ายรูปร่ำลา ปราสาทนกกระเรียนขาว เดินกลับทางเดิม แต่ผ่านตลาด Honmachi ก่อนถึงสถานี Himeji ครับ






เรามา ต่อรถไฟ Rail Star เป็นชื่อรถ Shinakansen ในภาคตะวันตกครับ เราต้องนั่งอีก 1 ชม. ลงสถานี Miyajima เป็นส่วนหนึ่งของ จ.hiroshima ครับ



พอถึงสถานี ปุ๊บ ก็มีป้ายบอกต่อเลยครับว่าภถ้าไป เกาะมิยาจิม่า ต้องไปต่อเรืองทางนี้ โอ แจ่มจริง ๆ



พอเดินออกมาสัก 50 เมตรก็เจอทางแยกครับ ต้องมุดอุโมงครับ แค่ ถนน 2 เลน ก็ต้องมุดครับ คนที่นี่ขยันเดินชิบเป๋งเลย



เนื่องจากเป็นของ JR เลยฟรีอีกแล้วครับ สำหรับ JR Pass ครับ



นั่งเรือก้นไม่ทันแห้ง 20 นาทีก็เห็นอีกฟากชัดเจนละครับ

ส่วนคุงป้า เริ่มโทรมลงทุกวันละนะครับ 5 5 5 ก็ล่อนอน สันละ 6 ชม. มา 9 วันแล้วนี่ โส นะ หน้า












ขนมแป้งทอดผสมปลาหมึกกรุบ ๆ อาหร่อยมาก ครับจนต้องย้อนกลับมาซื้ออีกรอบเลยครับ















เดินมาสักพักตามสายประชาชน จนถึงหน้าวัดครับ ค่าเสียหาย 300 เยนครับ

























เค้าบอกว่า มามิยาจิม่า ไม่ได้กินหอยนางรมย่างก็มาไม่ถึง เอาซะเลยครับ ตัวละ 200 เยน ซัดไปคนละตัวครับ รสชาดบ้านเราเข้าท่ากว่าครับ






ชอบไอเดียหมูย่างไฟจริง ๆ ครับ แหล่มมาก พี่แกเล่นเอากระดาษแก้ว+พัดลมครับ





เดินซะเย็นเลย ต้องรีบละครับ เดี๋ยวเราไป เยี่ยมอนุสรณ์ยาซากะครับ

วิธีไปก็ง่ายมากครับ โดยนั่งสาย JR Sanyo จากสถานี Miyajima ลง HiroShima ครับ

ส่วนการเดินทางไป A-Bome - Peace Museum และ อนุเสาวรีย์ซาดาโกะ โดยรถรางครับ ค่าโดยสาร 150 เยนตลอดสายครับ



แต่ที่ ฮิโรชิม่านี่ ไม่เหมือนใครครับ เค้าใช้ พกส. เหมือนบ้านเราครับ ซะงั้นเลย



หลงจากนั่งรถรางสาย 2 หรือสาย 6 มาลงสถานี Genbaku Domu-mae ครับ ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีครับ

A - Bome เป็นสถาปัตยกรรมของเชค ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1915 และเป็นตึกเดียวที่เหลือรอดจากการทิ้งระเบิดปรมณูของสหรัฐในวันที่ 6 สิงหาคม คศ.1945 พร้อม ๆ กับ นางาซากิ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้ ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงคราม ครับ











ประวัติ ของ ซาดาโกะ ตามนี้ครับ

ซาดาโกะ ซาซากิ (Sadako Sasaki) เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1943 (พ.ศ.2486) เมื่อเธออายุได้ 2 ขวบมีการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา ทำให้ซาดาโกะได้รับผลพวงจากการทิ้งระเบิดครั้งนั้นคือโรคมะเร็งเม็ดเลือด (ลูคิเมีย)

ซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด (ลูคิเมีย) ขณะอายุได้ 11 ปี เนื่องจากได้รับสารกัมมันตภาพรังสีจากระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ทิ้งถล่มฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเสียชีวิต ซาดาโกะพยายามพับนกกะเรียนกระดาษด้วยมือที่บวมเป่งและเจ็บปวดมาก ด้วยความเชื่อว่าหากพับนกได้ครบหนึ่งพันตัว เธอจะหายจากโรคภัย แต่เธอก็จบชีวิตลงเมื่อพับนกกะเรียนได้เพียง 644 ตัวเท่านั้น ร่างของซาดาโกะถูกฝั่งพร้อมกับนกกระดาษ 1,000 ตัว ที่เพื่อน ๆ ช่วยกันพับนกกระดาษจนครบ

มีการปั้นรูปปั้นของซาดาโกะไว้ที่ Hiroshima Peace Park ในปี ค.ศ. 1958 โดยมีข้อความที่ฐานของรูปปั้นเรียกร้องสันติภาพ ความว่า "This is our cry, This is our prayer, Peace in the world." การต่อสู้ของซาดาโกะเป็นแรงบันดาลใจในการแสวงหาสันติภาพของคนทั่วโลก ไม่กี่ปีหลังจากซาดาโกะเสียชีวิต มีการสร้างอนุสาวรีย์ซาดาโกะขึ้นที่สวนสันติภาพ ณ เมืองฮิโรชิมาเพื่อรำลึกถึงซาดาโกะและเด็กที่เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณูเรื่องราวของซาดาโกะเป็นทีมาของบทประพันธ์เรื่อง "ซาดาโกะกับนกกะเรียนพันตัว" (Sadako and the thousand papar cranes)

ขอขอบคุณเวบไซด์ http://www.oknation.net/blog/kyuririn/2008/01/31/entry-6 ครับผม



เดินมาอีกนิดนึง จะเป็น Cenotape for the A-bomb Victims หรืออนุสรความสงบ ครับ


ได้เข้าที่นี่ถือเป็นโชคจริง ๆ เลยครับ เพราะไปถึง 6 โมงพอดี เป๊ะ ๆ เลยเป็นคู่สุดท้ายของวันที่ได้เข้าละครับ สนน.ราคา ฟรีครับ

ส่วนภายในดูภาพตามได้เลยครับ . . .

























เสียดายครับ เพราะตอนนี้ 19.00 น.เป็นเวลาปิดแล้วครับ เหลืออีก 1 ห้องแสดงครับ แต่เอาหนะ ได้ข้อมูลมาเยอะมากเลยครับ
ตามต่อภาค 2 นะครับ บล๊อคมะพอ อิอิ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 4 มิถุนายน 2551 3:45:18 น.
Counter : 539 Pageviews.  

Day 9 "All U Can See Osaka" : เที่ยวโอซาก้าใน 1 วันครับ




โพยวันนี้ครับ เราจะเที่ยวรอบเมืองหลวงอันดับ 2 ของญี่ปุ่นคือ Osaka แบบตามเข็มนาฬิกาครับ สว่น Jr Pass ใช้ได้ครับอีกแล้วครับ

เราตื่น 7 โมงเช้าครับ จุดแรกของเรา ไปกันครับ Osaka Castle ครับโดย
นั่งสาย JR Osaka ครับ จากสถานี Osaka ลง Morinomiya 8รับผม ใช้เวลา 11 นาทีครับ



เมื่อเราโผล่ออกจาก สถานี Morinomiya ข้ามถนนไป 2 เลน ก็ถึงละครับ แต่ โอ โคตรไกลเลยครับ ดูสิครับ ลิบ ๆ เลย



อีกนิดส์.....นะคนไทย
อีกนิส์นึง........ได้ม๊าย
เดินสัก 15 นาทีละครับ ทางจะเป้นทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ



มาถึงหน้าประตูละครับ หุหุ







ด้านหน้าปราสาทจะมี แคปซูลเวลาครับ แคปซูลนี้ถูกฝังในปี พศ.2513 ในงาน Expo บรรจุข้าวของเครื่องใช้ในยุคนั้นครับ และในอีก 100 ปีจะทำการเปิดครับ

Time Capsule เป็น วัฒนธรรมอย่างนึงที่ชาวญี่ปุ่นชอบทำครับ



มาถึงละครับ ปราสาทโอซาก้าครับ ที่นี่ใช้ตู้ขายตั๋ว แต่ดั๊น ใช้คนตรวจตั๋วเอาครับ หุหุ สนน. ราคา 600 เยนครับ

Osaka Castle ถูกสร้างขึ้นในปี พศ.2126 โดยโชกุนโทโยะโทมิ ฮิเดโยชิ ต่อมาอีก 30 ปี ก็ถูก คุโตกาว่า อิเอยาสุ ทำลายลง (ถ้าคนเคยอ่านเรื่องของโนบุนากะคงรู้ว่า 2 คนนี้เป็นคนสนิทของ โนบุนากะครับ) และปราสาทแห่งนี้ก็ถูกไฟใหม้ แผ่นดินไหว จนกระทั่งพังทลายลงมาครับ และถูกสร้างใหม่มาเมื่อไม่กี่ปีนี้เองครับ

ป่ะ ๆ ลุย ๆ



เป็นหุ่นแบบจำลองสงครามครั้งใหญ่ของ ผู้กล้าซานะดะ กับ มัตซึไดระ ครับ






ปราสาทแห่งนี้มีทั้งหมด 6 ชั้น ครับมีทั้งบันไดและลิฟท์ด้วยครับ









จบละครับ Osaka Castle เดี๋ยวเป้าหมายต่อไปของเรา คือ Fastival Gate ครับ

วิธีการไปโดยเรานั่งสาย JR Osaka ครับ
นั่งจาก สถานี Morinomiya - Tennoji แล้วต่อ อีกขบวนครับ จาก Tennoji ไปลง Shin Immamiya ครับ ใช้เวลาประมาณ 11 นาที ครับ



ถึงละครับ สถานี Shin Immamiya ครับ อ้อ จำไว้นะครับ รถไฟ Osaka Loop จะเป็นสีส้ม ครับ คล้าย ๆ กับ ที่เมือง Tokyo สาย Yamanote สีเขียวครับ รถไฟ 2 สายนี้จะวิ่งเป็นวงกลม มี ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนะครับ



อ่า . . . แบบว่า ที่นี่เจ๊งไปแล้วครับ ดูสิครับ ปิดหมดเยย





ผมเดินทะลุ Festival Gate ไปทางเหนือ ไม่กี่สิบก้าวก็มาถึง ย่านเก่า Shin Sekai ไปขึ้นหอคอย Tsutenkaku กันครับ












มีคนเค้าบอกว่ามาโอซาก้าแล้วไม่ได้กินทาโกะยากิ ก็มาไม่ถึง บังเอิญว่าร้านนี้คนต่อคิวตรึมครับ เลยเอาซะเลย 1 กล่อง 8 ลูก 300 เยน อาหย่อยมาก ๆ เลยครับคนละเรื่องกับที่ไทยเลยครับ (ขณะพิมพ์ยังกลืนน้ำลายเอือก ๆ เลยครับ)



ขึ้นมาบนหอคอยละครับ สูงเหมียนกัลลนะครับ ส่วนราคานี่พอตัวเลยครับ คนละ 500 เยนเลยนะครับสำหรับค่าขึ้น



เทพเจ้า Billiken เทพเจ้าแห่งความสมหวัง ขอพรโดยลูบไปที่ฝ่าเท้าครับ





หลังจากที่ลงมาจาก หอคอย มาเจอกลุ่มเต้นไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าอ่ะไรครับ แต่น่าสนใจดีครับ

เป้าหมายต่อไปของเรา ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป้นเป้าหมายใหญ่ของผม หุหุ

ที่นั่นคือ . . . DEN DEN Town ครับ


จากย่าน ShinSeikai เราเดินไปทางเหนือตามถนนใหญ่ ไปแค่ 300 เมตร ก็ถึง DEN DEN Town ละครับ












โอ๋ . . .โพสรูปเพลินเลย

ลืมเลยครับ โปรตสังเกตท้องฟ้าสิครับ เด็น ๆ ทาวน์นี่สุด ๆ ไปเลยครับ สวรรค์สำหรับหนุ่ม ๆ จริง ๆ ร้านขายพลาโม ของเล่น หนังผู้ใหญ่ เกมส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผมว่า เยอะกว่า Akihabara ที่ Tokyo ซะอีก ได้หุ่น Chokokin ไป 2 ตัวได้ตัวแรร์มาด้วยครับ หุหุ เดินเพลินมาซะเกือบ ๆ 5 โมงเย็นละครับ เดินจนสุดย่าน NamBa ครับ ย่านนี้ เป็นจุดต่อ หรือจุดรวมสถานีรถไฟ ครับ คนเลยเยอะเป็นพิเศษครับผม เลยต้องเดินผ่านย่านนี้ได้แค่ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แล้วเดินต่อไปยังจุดต่อไปคร๊าบ คือ Shinsaibashi และ Domtonburi ครับ






เดินจาก Numba ,แป๊บเดียวก็ถึง domtonburi ครับ แต่ย่านแค่ย่านนี้เป็นย่านราตรี เราจึงเดินข้ามสะพานมาสู่ ShinsaiBashi ครับ











ที่นี่คือร้าน โอโคโนมิยากิ หรือ พิซซ่าญี่ปุ่น ครับ เค้าว่าที่นี่ชื่อดังมาก จริงแล้วตั้งใจจะกินที่นี่แต่ว่า คิวประมาณ 1 ชม. วันนี้เวลาน้อย ต้องคราวหน้าละครับ



ยังครับ ยังไม่ถึง ครับ อิอิ ย่าน Shinsai Bashi คลอบคลุมพื้นที่ยาวกว่า 2 กม.ครับผม

เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงย่าน Domtonburi ครับผม แต่เดี๋ยวก่อน ขอเดินจนจบ ShinSaiBashi ก่อนครับ























หลังจากเดินนนนน ยาว ๆ ไปสุด ๆ ขอบ ของ ShinSaibashi จรดทิศเหนือ เราก็เดินย้อนทางมาเรื่อย ๆ ครับ มาถึง Domtonburi อีกรอบครับ

ส่วนปูจ๋าที่ซื้อมากินลองของก่อนครับ แบบว่า งบประมาณชาติใกล้หมดแล้วอีกอย่างไปกอนเป็นตัว ๆ ราคา จานนึง 6000 เยน ขึ้นทั้งนั้นเลย เสียดายตังค์ครับ เอานี่ไปก่อน 3 ก้าม 500 เยนครับ






จากนั้น ตามโปรแกรมขึ้นรถไฟฟรีครับ เราต้องไปขึ้นที่สถานี Numba ห่างจากที่นี่ไป 500 เมตรครับ



สารภาพบาป อีกแล้วครับ

หลง . . . อีกแล้วครับ กว่าจะหาสถานี JR Numba ได้ 5 5 5 หาเกือบ ชั่วโมงเลยครับ

วิธีกลับของเรานะครับ โดย นั่งสาย JR Yumatoji จาก JR Numba ลง Immamiya
แล้ว นั่ง JR Osaka Loop ไปลง Osaka ครับ

สรุปแล้ววันนี้เพลียมากเลยครับ เดินทั้งวัน ร่วม ๆ 20 กิโลเลยทีเดียวครับ แต่คุ้มมากครับ เพราะ ไม่ค่อยได้อยู่บนรถ เดินแบบสะใจจริง ๆ ครับ กว่าจะถึงห้องเกือบเที่ยงคืนเลยครับ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 3 มิถุนายน 2551 16:33:31 น.
Counter : 7123 Pageviews.  

Day 8 เกียวโตฝั่งตะวันตกครับ




โพยวันนี้ครับ

วันนี้วันศุกร์ครับ เราเลือกที่จะไปเที่ยวเมืองเก่าในวันธรรมดาเพื่อเลี้ยงจากจราจรและคนเที่ยวคับคั่ง ครับ



แรก ๆ ก็หลงซะยับ เล่นซะหลอนเหมือนกันครับ โรงแรมนี้เหมาะกับพวกวัยสะรุ่นอย่างผมครับ เพราะโรงแรมอยู่ในย่านตลาดที่เต็มไปด้วย ตู้เกมส์ ตู้คีบ ร้านอาหาร ร้านขายของ ผมเรียกแถวนี้ว่า แหล่งโลกีย์ อ่าครับ หุหุหุ



วันนี้ต้องตื่นเช้าอีกแล้วครับ เอาตั้งแต่ 7 โมงเช้าเลย ครับ

วันนี้เราจะไปเที่ยว Kyoto ครับ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือจากโอซาก้าครับ

วิธีไปนะครับ นั่งสาย JR Special จากสถานี Osaka ไปลง Kyoto ประมาณ 30 นาทีครับ


เมื่อถึงสถานี Kyoto เรามาต่อรถไฟครับ อันนี้สาย JR Nara ครับ


นั่งสัก 7 นาที ก็ถึงละครับ สถานี Inari ครับ วันนี้เรามาเที่ยววัดเสาโทริอิครับ









วัดนี้ชื่อว่า Fuchimi Inari เรียกว่าเป็นวัดนึงที่มี เสาโทริอิ สีแดงที่เยอะที่สุดในประเทศครับ ซึ่งมีเป็นพัน ๆ ต้นเลยทีเดียว

วัดนี้เข้าฟรีครับ และยังเปิดตลอด 24 ชม.ครับ เค้าว่ามาถ่ายรูปที่นี่ตอนดึกสวยมากครับ แต่ใครจากล้าละครับ บรื๋ออออออ















อยากบอกว่า โคตรเหนื่อยเพราะสูงมากครับ แถมนอนไม่พออีก ไปกันใหญ่เลยครับ









ปั๊ดโธ่ เค้าบอกว่า . . . มาที่นี่ต้องเดินให้ครับ เอา ว๊ะ . . . อีกไม่กี่โค้งเอง หุหุ













โอ เชื่อไมครับ .. .

หลง

กว่า . . . จะออกมาได้ล่อไปเกือบ ๆ 11 โมง เหนื่อย ก็ เหนื่อย หิวก็หิว บ้าชะมัดเลยครับ 5 5 5


เราก็เดิน ออกมาเพียง 12 ก้าว ก็ถึงสถานี Inari ครับ เดี่ยวเราต้องกลับไป สถานีเกียวโตเพื่อไป วัด นินนาจิ ครับ


มาแล้วครับ สู่สถานี โตเกียวครับ เดี๋ยวเราไปต่อครับ ไปซื้อตั๋วรถเมล์ครับ


เมื่อเราออกจากสถานีเกียวโต นะครับ มองขวาโลด . . หา Ticket Centre ครับ วันนี้เราต้องซื้อตั๋ว Day Pass ครับ ซึ่งตั๋วนี้เราใช้นั่งรถเมล์ได้ทั้งวันเลยครับ ซึ่งราคารถเมล์ที่นี่ราคา 220 เยน ตลอดสายครับ คิดแล้วว่าเราต้องไปหลายที่ ซื้อพาส คุ้มกว่าเยอะครับ พร้อมแผนที่ครับ แต่โชคดีที่ได้แผนที่จากเวบมาตั้งแต่ที่บ้านละครับ


เริ่มจาก เรานั่งสาย 26 ลงเตาปูน เอ้ย... ลงวัดนินนาจิครับ

อ้อ ไม่ต้องกลัวหลงนะครับ เพราะในรถจะมีการประกาศว่าตอนนี้เราอยู่ป้ายใหน ป้ายต่อไปคือที่ใหน ถ้าเป้นที่ท่องเที่ยวจะเน้นอีกครับ แจ่ม จริง ๆ





วัด Ninnaji สร้างเมื่อปี พศ.1431 จุดเด่นของวัดนี้จะเป็นวัดที่มี ซากุระพันธุ์เตี้ยขึ้นเต็มเลยครับ ส่วน ยักษ์ 2 ตนที่เฝ้าหน้าประตู ชื่ออัศนีเทพ และวายุเทพ ครับ ส่วนค่าเข้า สนน. 500 เยน ครับ























หลังจากอิ่มกับบรรยากาศญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น เป้าหมายต่อไปของเราคือวัดเรียวอันจิ โดย การรรรรร


เดินครับ เดิน ประมาณ 10 นาที ครับ





วัดเรียวอันจิ Ryoanji สร้างเมื่อปี พศ.1993 เป็นวัดแบบเซ็น จุดเด่นของที่นี่คือ หิน 15 ก้อนที่ดังระดับโลก ครับ









อ่า . . . นั่งดู กว่า 10 นาที ไม่เข้าใจซะที งั้นออกมาดีกว่า เดี๋ยวบ้า ซะก่อน หุหุ


เป้าหมายต่อไปของเราคือ . . . วัดทอง คินคะคุจิ ครับ โดยเราต้องขึ้นรถเมลล์ละครับ เราขึ้นสาย 59 ครับ นั่งประมาณ 5 นาทีครับ






วัด คิดคะคุจิ Kinkakuji หรือวัดทองคำในเรื่องอิคคิวซังครับสร้างขึ้นเมื่อปี พศ.1940 และเพิ่งถูกแปะทองให้เหลืองอร่ามในปี 2530 นี่เองครับ

ส่วนราคาค่าเข้า 400 เยนครับผม






















โอ เต็มอิ่มครับ เพราะเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ครั้งนึงก่อนตายต้องไปให้ได้ครับ เรามาจบลงที่ไอสครีมโคนราคา 200 เยนจ้าวนี้ครับ กับรสชาเขียวครับ อยากบอกว่า ไอสครีมโคนที่นี่หวานน้อยแต่รสจัดครับ อิอิ



จากคินคะคุจิ โปรแกรมต่อไปเราจะไป Nijo Castle ครับ

วิธีไป โดยนั่งสาย 12 จากป้ายเดิมที่เราลง คราวน้นั่งนานหน่อยครับเพราะรถเริ่มติดแล้ว



โอ โชคดีจริง ๆ ครับ เราเป็น คู่สุดท้ายของวันครับ เหมือนตอนไปโตเกียวทาวเวอร์เลย ครับ คู่สุดท้ายของวันอีก หุหุ

เพราะว่าเรามาถึงตอน 15.55 น. ครับเพราะ ที่นี่ปิดขายบัตรตอน 16.00 น. และไล่ออกตอน 17.00 น.แน่นอนครับ

สนน.ราคา 600 เยน ครับ แพงมาก แต่ว่า . . . .











อยากบอกว่า ต้องรีบเข้าไปก่อนครับ เค้าไล่ให้เข้าไปดูข้างในก่อนครับเดี๋ยวหาว่าหลอกลวงตั้ง 600 เยนมาชมต้นไม้เค้า 5 5 5

โอโห โอ้โห โออออออออ สวยมากครับ เป็นปราสาทที่สวยมากครับ พิ้นไม้สักทองขัดเงาวับ เวลาเดินมีเสียงเกมือนนกร้อง แบบว่าทำได้งัยอ่ะ

ส่วนอื่น ๆ นี่อลังการมากครับ แบบว่าสวยหมดจดจริง ๆ ครับ ถ้าพลากคงเซ็งตายเลยครับ



ป้ายรถเมล์ของเค้าครับ ทันสมัยจริง ๆ ด้วยระบบ GPS ครับ

เนื่องด้วยวันนี้จบงานเร็วกว่ากำหนดครับ เลยโยกส่วนท้ายงานจากวันที่ 11 มา 1 ช่วงครับ เดี๋ยวเราไป Shijo - Sanjo ครับ เป็นทั้งตลาด และร้านอาหารครับ ด้วยการนั่งสาย 12 ต่อครับ อิอิ



เชื่อไมครับ จากหมู่บ้าน บ้านเรือน เก่าแก่ โบราณ พอเลี้ยวรถซ้ายปุ๊บ. . .

ทันสมัยยังกะพลิกหน้าเหลือง ไปเป็น T3 อย่างนั้นไปเลย บังเอิญว่า ผมทำการบ้านมาไม่เพียงพอ พอไปถึงร้านรวงก็เริ่มทยอยกันปิดซะละ

อ๊ะที่นี่มี ร้านปูใหญ่ จากโอซาก้ามาเปิดสาขาที่นี่ด้วยครับ แต่ดูราคาแล้ว ผ่านครับ หุหุ งบน้อยครับ สู้ไม่ไหว กินปูบ้านเราดีกว่า


เริ่มเงียบแล้นไปหาอ่ะไรลงท้องดีกว่า หุหุ



พอเดินจาก Sanjo ไป Ponchoko เข้าไปทางริมคูเล็ก ๆ เจอร้านนึงครับ น่ากินมากเลยครับ แถมเป็นบุฟเฟต์ด้วยครับ เอาวะ หิวแล้ว ตอนนี้ควายทั้งตัวยังกินหมดเลย

ราคา 2200 เยนสำหรับผู้ชาย และ 2100 เยนสำหรับผู้หญิง ส่วนน้ำราคา 500 เยนเติมไม่อั้นครับ(แพงชิบเป๋ง) ใช้เวลากินได้ 90นาทีครับ

แต่โอพอมาส่งทีตกใจเลย หอยเชลล์ตัวเกือบ 2 นิ้ว หมูนุ่มที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ใส้กรอกเนื้อแน่น น้ำจิ้มรสชาดคล้าย ๆ ไดโดม่อน แต่เนียนกว่าเยอะครับ ตบท้ายด้วยไอสครีมรสชาดดีครับ คาดว่าถ้ามาเกียวโตอีกจะมากินอีกรอบแน่ ๆ ครับ อิอิอิ





เราเดินผ่านแม่น้ำ Ponchoko แต่เอ เริ่มดึกเกินละ มันตั้ง 3 ทุ่มแล้ว จากนั้นเราก็รอรถเมล์สาย 100 สู่สถานี Kyoto ครับ แต่อยากบอกว่าที่นี่ ป้ายรถเมล์ 1 ป้ายจอด แค่ 2 - 3 สาย ครับ ต้องหากันให้ควักกว่าจะเจอครับ หุหุ


5 5 5 อยากสารภาพบาปครับ หลงอีกแล้วครับ นั่งไปนั่งมา ประมาณ 3 รอบครับ กว่าจะถึงสถานี Kyoto ก็ล่อไป 4 ทุ่มครึ่งครับ สนุกเจง ๆ

ส่วนจากสถานี Kyoto ผมนั่ง สาย JR Special ไปลง Osaka ครับผม

ราตรีสวัสดิ์ครับ หุหุหุ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2551 23:18:37 น.
Counter : 5676 Pageviews.  

Day 7 ลาก่อนโตเกียว ~ เที่ยวสถานตากอากาศฮาโกเนะ ~ มาหลงโอซาก้าต่อ





โพยวันนี้ครับ
เมื่อคืนแพคกระเป๋าซะปวดหลัง ดีนะครับที่ของที่นี่แพงซะจนซื้ออ่ะไรไม่ค่อยได้ ดีแต่ คีบตุ๊กตา ไปครึ่งกระเป๋า 5 5 5 ที่นี่เคี่ยวเรื่องเวลามากครับ ต้องออกก่อน 10.00 น.ครับ แต่เราไม่กังวลครับเพราะเราออกมันตั้งแต่ 7 โมงเช้าเลยครับ หุหุ
เป้าหมายต่อไปเราต้องเอาสัมภาระไปพร้อมกับเราที่ . . . Odawara ครับ
หลังจากที่เราลงรถไฟแล้ว ไปหาล๊อคเกอร์เก็บกระเป๋า โชคดีครับที่เราถึงแต่เช้าเลยว่างซะครึ่งนึง พอเพียงสำหรับกระเป๋าขนาดใหญ่ 1 ใบและกระเป๋าเล็กอีก 2 ใบครับ
จากนั้นเราจึงไปซื้อตั๋ว Hakone Free Pass ขั้นต่ำ 2 วัน ราคา 3900 เยนครับ จากที่สำรวจมา ถ้าเราไม่ซื้อพาส จากจุดนี้ถ้าเที่ยวตามโปรแกรมจะโดนค่ารถไปร่วม ๆ 8000 เยน แน่ ๆ ครับ ส่วนขนาดและราคาล๊อคเกอร์ตามนี้ครับ


ขนาดเป็น cm นะครับ
เล็ก 35 - 43 - 57 ราคา 300 เยนถึง เที่ยงคืน
กลาง 57 - 43 - 57 ราคา 400 เยน
ใหญ่ 117 - 43 - 57 ราคา 500 เยน
ใครที่กังวลว่า กระเป๋าเดินทางรุ่นคุณปู่ที่ใหญ่มโหราฬจะใส่ไม่ได้ คอนเฟริมครับ ได้ชัวร์ และทุกสถานีมีล๊อคเกอร์ มากน้อยตามขนาดสถานีครับ

ระหว่างการเดินทาง สามารถกินข้าวได้ในรถไฟชินคันเซ็นนะครับ เค้าเรียกว่า เบนโต๊ะครับ ส่วนราคาแพงเอาการเลยครับ ตกชุดละ 800 - 3000 เยน คุณภาพตามราคาครับ ส่วนน้ำเปิดก๊อกรองที่ รร. เมื่อคืนละครับ

ลืมเลย เรานั่งรถไฟ Kamada K563 เวลา 7.23 - 8.02 ตรงเวลา เป๊ะ ๆ





มาส่งสาวญี่ปุ่นถึงหน้าโรงเรียน เอ้ย . . . เราจะไปปราสาทโอดาวาระครับ
อยากบอกว่าโรงเรียนที่นี่เด็ดครับ มี อาจารย์มารอรับ ตั้งแต่หน้าสถานี ริมถนน ยันหน้าประตูครับ แต่ที่แน่ ๆ เหมือนในหนังเลยครับ แบบว่า วิ่งกันหูตูบ เพราะประตูโรงเรียนค่อย ๆ ปิดละครับ


เดินมาร่วม ๆ 15 นาที ก็ถึงปราสาทซะทีครับ


รักกันๆ นะตัวเอง





เจ๊ หมดสภาพครับด้วยพิษเที่ยวแบบหมีคอมมานโดมา 6 วัน ขอนั่งสลบตรงนี้นะคะ



เนื่องด้วยเค้าไม่ให้ถ่ายข้างในครับ แอบถ่ายก็ไม่ล่ายครับ เพราะมียามเฝ้าดูทุกจุดเลยครับ
ลืมเลย สนน.ค่าเข้า 300 เยนครับ






จากนั้นเราเดินมาอีกเส้นนึงเข้าสู่เมือง Odawara ผ่านชุมชนอันสงบเงียบ สู่สถานี Odawara อีกครั้งครับ


จุดหมายต่อไป เราจะไปกินไข่ดำ คร๊าบบบบบ






จากสถานี Odawara เรานั่งสาย Hakone Tozan Railway รถไฟสายคลาสสิคครับ โชคไม่ค่อยดีครับเพราะเราต้องยืนไปตลอดทาง และเดินทาง น๊านนาน เกือบ 1 ชม กว่าจะสุดทางที่สถานี Gora ครับ เพราะต้องค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ แต่เอาหนะ บรรยากาศสวยครับ กู้ถานะการณ์ได้





พอถึง Gora ถึงกับผงะ ครับ !!! คนรอคิวเป็นร้อย ยืนอีกแล้วครับ รถไฟที่เรารอเป็นแบบเคเบิ้ลถ่วงไปกลับอยากบอกว่า สโลว์มาก ๆ ครับ แบบว่า ถ้าแรงดี ๆ เดินเอาเร็วกว่าอีกครับ สายนี้เรียกว่า SaunZan Cable ครับ












จากนั้นเราขึ้น กระเช้า ที่สถานี SounZan ชื่อ Hakone Rope way ไปอีก 1 สถานีมาลงที่ Owakudani ครับ อยากบอกว่าอากาศหนาว มั๊ก ๆ
แล้วจะพลาดไข่ดำได้ยังไงครับ สนน. ราคา 6 ใบ 500 เยน ไม่ถูกเลยนะครับ รสชาดหรอครับ ไข่ปิ้งบ้านเราอร่อยกว่าเยอะเลยครับ แต่ดีนะ ที่เอา น้ำปลา ไปด้วย 5 5 5






จาก Owakudani เรานั่งกระเช้า ที่จุดลงมาต่ออีก 2 สถานี ลงที่ Togendai อีก 30 นาทีครับ จุดนี้เรสามารถมองเห็นทะเลสาบ Achi และภูเข้าฟูจิครับ แต่เนื่องจาก อากาศไม่ดีมากครับเลย อด อด อด ครับ
พอเราลงจากกระเช้าก็มาต่อคิวเพื่อขึ้นเรือล่องแม่น้ำครับ


หนูไปด้วยงับบบบ







<




จากนั้นเรามาลง Hakone Machi สังเกตุจากเสาโทริอิสีแดงบนแผ่นดินคร๊าบบบ
จากจุดนี้เราจะเดินเข้าป่าต่อครับ เส้นทางนี้ก็สวยครับ






ป่าแห่งนี้คือป่าต้นวอลล์นัท ซึ่งมีอายุเป็นพันปีแล้วครับ








เราเดินจากปากตามทางเลียบทะเลไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30 นาที กลับมาสู่ Moto Hakone มาถึงท่ารถเมล์เพื่อขึ้นรถสาย Moto Hakone - Odawara ให้ทันก่อน 18.00 น. เพื่อให้ทันชินคันเซ็นไปสู่ Osaka ครับ
แต่กว่าจะเจอป้ายขึ้นก็หาพอตัวแต่ โอ คิวต่อรถสิครับ ย๊าวยาวมากเลยครับ


พอขึ้นรถได้ ก็รีบหาที่นั่งเลยครับ โชคดีครับที่ได้นั่งเพราะเดินทางนานมากครับ ร่วม ๆ 50 นาทีได้ครับ กว่าจะถึง สถานี Odawara ครับ





กลับมาสู่เมือง Odawara ครับ รู้สึกว่าสัมภาระเราเยอะเกินแล้วครับต้องหากระเป๋าเพิ่มแล้วครับ เอาก็เอา ยังมีเวลาอีก 1.30 ชม. ก่อน รถไฟชินคันเซ็น รอบ 18.00 Hikari 383 จะมาครับ
เลยเดินหากระเป๋ากับของกินไปบนรถไฟครับ ขอบอกว่า เบ็นโต๊ะ ไม่อาวละครับ ขยาดดดดดดด พอดีไปเข้าห้าง Nagasakiya บรรยากาศจัสโก้ครับ พอดีกระเป๋าที่อยากได้เป็นผ้าสีดำลด 50% จาก 30000 เยน เป็น 15000 เยน ไม่ถูกเลยนะครับ แต่ก็นะดีกว่าแบกถุงเป็นไอบ้า แต่ของเค้าดีจริง ๆ ครับ




โอ้ อยากสารภาพบาป เนื่องจากรอ KFC หน้าสถานีนานไปหน่อย เลยต้องวิ่งหูตูบเพื่อไปขึ้น ชินคันเซ็นชนิดหูตูบเลยครับ วิ่งชนิดเรียกว่าลากกระเป๋าถือขาดไปใบนึงเลยครับ โชคดีมาก ๆ เลยครับที่ทัน ไม่งั้น รออีกคัน นี่เกือบทุ่มเลยนะครับ

พอถึง Osaka หลง ครับ ออกทะเลไปไกล 5 5 5 ดีนะครับ ที่มีคุณตำหนวด นำทางไป ไม่งั้น 5 ทุ่มก็ไม่ถึงแน่ ๆ ครับ

โรงแรมที่เราจอง อยากให้เพื่อน ๆ ที่ไป Osaka รับไปพิจารณาดูครับ ผมว่าราคาถูกมากเลยครับ และใกล้สถานีรถไฟมากครับ ชื่อ Kinki Hotel ครับ สนน.ราคา




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2551 22:00:17 น.
Counter : 1033 Pageviews.  

Day 6 องพระใหญ่ไดบุตสึ พาชมไชน่าทาวที่ใหญ่ที่สุดและสวนสนุกโยโกฮาม่า




โพยวันนี้ครับ วันนี้เราจะไป 2 ที่ใน 1 วันครับเลยต้องทำเวลาพอตัวในการตื่นเช้าครับ และ วันนี้เป็นวันแรกในการเริ่มใช้ JR Pass สุดแพงครับ


เอาละครับ เรามาเริ่มต้นกันแต่ 7 โมงเช้าครับ วันนี้เราไปคามากุระ Kamakura ครับ วิธีการไปก็แสนง่าย ดังนี้ครับบบบบ


เริ่มจากสถานี Ueno เรานั่ง JR Keihin - Tohoku ลง สถานี Tokyo
แล้วต่อ สาย JR Yokosuka ลง Kamakura ครับ เบ็ดเสร็จ 1 ชม.พอดีครับ


รถไฟมาตรงเวลาโคตร ๆ ครับ เราต้องมารอรถไฟที่ แพลทฟอร์มที่ 1 ครับ






จุดหมายแรกของเราเริ่มจาก วัด Tsurujaoka Hachimangu Shrine ซึ่งจะต้องเดินจากสถานี Kamakura ประมาณ 700 เมตร ครับ













ที่ . . . ประเทศนี้ทางไปวัดทุก ๆ แห่งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวซื้อขายของทั้งนั้นครับ และทุกที่ที่ไปเค้าทำดีมาก ๆ ครับ แต่วันนี้สงสัยมาเช้าไปหน่อยยังไม่มีร้านใหนเปิดเลยครับ




มาถึงละครับ เล่นเอาเกือบหลงเพราะ ดันเข้าจากด้านข้างมาครับ อิอิ

ตามธรรมเนียมการเข้าวัดครับ ต้องล้างมือ บ้วนปากก่อนครับ




























ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมิ่อ พศ.1723 โดยโชกุนมินาโมโตะ เป็นศาลเจ้าที่สำคัญของคามากุระครับ

ส่วนขากลับเราย้อนอีกถนนนึงออกมาครับ อิอิ

สิ่งนึงที่ผมชอบคือ ทุกครั้งที่ไปเที่ยววัด จะพบนักเรียน ตั้งแต่ประถมยันมัธยม มาทัศนะศึกษากันครับ ผู้ใหญ่บ้านเราน่าเอาไปศึกษานะครับ








เส้นทางนี้อยากบอกว่าสวยมากครับ คาดว่าถ้ามาช่วงปลายเดือน 3 ซากุระคงบานเต็มทางเลยครับ อิอิ


จากนั้นเรากลับไปยังหน้าสถานีรถไฟ Kamakura ขึ้นรถเมล์สาย 2 ราคา 170 เยน หยอดทางเข้าด้านหน้ารถได้เลยครับ


เดินทางประมาณ 15 นาที อาจต้องเงี่ยหูฟังกับอ่านป้ายบอกตรงกระจกหน้ารถ จะบอกว่าเราถึงใหนแล้วและป้ายต่อไปคือที่ใหนครับ อยากบอกว่า ไม่หลงแน่นอนครับยกเว้นจะหลับซะก่อน


แล้วเราก็จ่ายค่าเสียหาย 200 เยน/คน ครับ






เข้ามาครับ เข้ามา . . . ใกล้ถึงละครับ


























อยากบอกว่า องค์จริงสวยกว่ารูปล้านเท่าครับ
เราสามารถเข้าไปข้างในได้ครับโดยเสียเพิ่มอีกคนละ 20 เยนครับ
พระองค์นี้ชื่อจริงว่าพระอมิตตาพุทธ นิโอยูราอิ ในวัดโคโตกุอิน สร้างจากสำริด เสร็จในปี พศ. 1975 สูง 11 เมตร หนัก 122 ตัน ครับ










เป้าหมานต่อไปคือวัด Hasedara Temple หรือวัดเจ้าแม่กวนอิมครับ วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากวัดพระใหญ่ ระยะทางประมาณ 400 เมตร ครับ

ที่แน่ ๆ ผ่านร้านขนมญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ว่ามันคืออ่ะไร ราคา ชิ้นละ 100 เยน อ่ะ จัดไป เหมือนนนนนนน เซมเบ้เลยครับ แต่เข้มข้นกว่ามากครับ
























วัดนี้มีสถาปัตยกรรมของจีนด้วยครับ วัดนี้เต็มไปด้วยเทวรูปที่เรียกว่า จิโสะเป็นพัน ๆ องค์ครับ ส่วนค่าเข้าคือ 300 เยน ครับ




ซึ่งทางวัด ก็มีบริการ ชาเขียว เสริฟพร้อมขนมโมจิครับ ไม่ถูกเลยนะครับ ไม้ละ 200 เยน รสชาดแป้งจืด + น้ำจิ้มหวานจ๋อยครับ บรื๋ออออ




อ๊ะ !!! รูปอาราย ที่นี่คือ หาดโชนัน ครับ
อ่ะ งงหละสิ ถ้าคนเคยดูการ์ตูน GTO ภาควัยรุ่น ชื่อเรื่อง คู่คนลุยเลอะ หรือคู่หูโอนิบาคุ ครับโผม












จากนั้น วัดนี้ยังมีถ้ำที่มีแกะรูปหินพระโพธิสัตว์อีกครับ ส่วนทางทำดีครับ ต้องมุดบ้างบางจุด


อิ่มบุญออกจากวัด เดินทางอีกประมาณ 200 เมตร ไปยัง . . .




สถานีรถไฟ Hase อ่านว่า ฮาเสะ นะครับ อิอิ
รถไฟสายที่วิ่งคามากุระ นี้เป็นสาย Endo ซึ่งเป็นสายพิเศษ เรียกว่า สายอนุรักษ์ เพราะใช้โครงรถเก่าสมัยใช้ครั้งแรกในประเทศ ที่มีโชว์ที่ 5 แยกชิบุย่าครับ
ที่ต่อไปเราจะไป China Town Yokohama ครับ เค้าว่าเป็น China Town ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศครับ


นั่งไม่นานก็ถึง Ichikawa Cho ครับ ถ้าลงสถานีนี้ต้องเดินอีกประมาณ 300 เมตร ครับ แต่นะใช้ JR Pass แล้วก็ต้องตามนี้ครับ




ไชน่าทาวแห่งนี้ มีลักษณะ เป็นแบบไขว้ หรือไขว้กันแบบเสื่อ จะมีประตู อยู่ 10 ประตูในแต่ละช่องครับ






















ไชน่าทาวที่นี่ก็แปล๊ก แปลก ไม่ได้ยินเสียงภาษาจีนเลย ไม่เหมือน บ้านเราที่มีแต่คนจีน ส่วนอาหารที่นี่จัดว่าแพงมากครับ เรียกว่ากินไม่ลงกันเลย หลัก 1000 เยนขึ้นทั้งหมดเลยครับ อันนี้เลยผ่าน เลยได้แค่ ซาลาเปา ราคา ตั้ง 500 เยน นึกว่า อาหร่อย เซเว่นบ้านเราเข้าท่ากว่าครับ
ส่วนตัวผมว่า อาหารจีนที่นี่รสชาด จืดชืดมากครับ ไม่แนะนำอย่างแรงครับ




วัดจีนที่นี่สวยงามมากครับ แต่เล็กไปหน่อยครับ อิอิ


จาก ChinaTown จุดหมายต่อไป เราคือ Yokohama Minata Mirai 21
โดยเรากลับไปขึ้นสาย JR Keihin ที่ Ichikawa Cho ลงป้าย Sakuragicho ประมาณ 4 นาที ถึงครับ จุดหมายแรกคือตึก Yokohama Landmark Tower ซึ่งสูง 70 ชั้นและเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศครับ
















ภายในตึกนี้มีทั้งสำนักงาน โรงแรม 5 ดาว และห้างหรู Queen Square ครับ

ส่วนส่วนสนุก Cosmo World เข้าฟรีครับ สวนสนุกนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วน ตต.จะเป็นส่วนเด็ก และตอ.จะเป็นส่วนผู้ใหญ่ครับ อยากบอกว่ารถไฟเหาะที่นี่เด็ดครับ เพราะรถไฟเหาะพุ่งลงน้ำครับ สะใจสุด ๆ 5 5 5


ทุ่มครึ่งละครับ จุดหมายต่อไปของเราคือ Ramen Museum ครับ
โดยเรานั่งรถไฟสาย JR Yokohama จากสถานี Sakuraki Cho ลง Shin Yokohama ประมาณ 15 นาที ครับ หลังจากออกจากสถานีแล้ว ...


ให้เราไปทางทิศเหนือตามถนนใหญ่ ประมาณ 3 บล๊อค เลี้ยวซ้าย 1 บล๊อคสู่ถนนรอง มองทางขวา เห็นตึก ที่มีโคมไฟรูปถ้วย อันนี้ไช่เลยครับ


ว่าแล้วก็จ่ายค่าเสียหายไป 300 * 2 คน ครับ


























พอเข้ามาในนี้แล้วรู้สึกเหมือนคนละโลกครับ เหมือนย้อนเวลาไปในสมัยสัก 50 ปีที่แล้ว(มั๊ง) แต่ผมว่าขนาดที่ OOendo เค้าเจ๋งละนะ ที่นี่กินขาดครับทั้งบรรยากาศท้องฟ้า คิดดูสิครับ ยามมีการมาจดบันทึกประจำวัน มีกระทั่งคนทำงานมานั่งดื่ม นั่งคุยกัน คนเดินไปมา สุดยอกครับ ส่วนราเมนนี่ ถือว่าเจ่มมาก ๆ ลองคิดดูสิครับ คนญี่ปุ่นเองยังลงทุนซื้อตั๋วมาเพื่อกินในนี้เลยอ่ะครับ ดูเขาสิทำไปได้
แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 3 ทุ่มกว่าพนักงานเริ่มมองหน้าปากยิ้มแต่แววตาอยากกลับบ้าน เลยต้องออกละครับ อิอิอิ






ว่าแล้วก็เอาซะเลย ชินคังเซ็นครั้งแรกครับ 1 ป้ายก็เอา วะ เอาให้คุ้มลองคิดสิครับ จาก Shinyokohama ลง Tokyo ก็ล่อไป 2630 เยนละครับ ซี๊ดดดด
จาก สถานี Tokyo เรานั่งสายอ่ะไรก็ได้ครับที่ไป Ueno ครับ อันนี้เริ่มเก๋าเส้นทางละครับ หุหุ

มาถึงก็หมดสภาพนอนละครับเพราะว่า ไอชินคันเซ็นที่เรารอ อ่ะครับ มานดีเลย์ไปกว่า 40 นาที ใหนเองบอกว่า รถไฟญี่ปุ่น วิ่งทั้งปีสถิติดีเลย์แค่ 2 นาทีไงฟ่ะ กลับไปดูข่าวร้อง อ๋อเลยครับเพราะรถสายที่มาดันมี มากุโร่(คนกระโดดให้รถไฟชนตาย) ขัดรางอยู่ครับ กว่าจะถึงห้องล่อไปเที่ยงคืน นอนละครับ ราตรีสวัสดิ์ ครับ




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2551 0:53:28 น.
Counter : 2211 Pageviews.  

1  2  3  4  

meecom
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add meecom's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.