Everyone has a special thing inside of themself even if it is only 1%. Let's find it !

ที่มาของ Hamburger crisis

เวลาฟังข่าวมักจะได้ยินคำว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส กับ ซับไพร์ม ให้สงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ จึงเข้าไปค้นๆ ใน Net จึงได้หายสงสัย แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ตีความว่า คล้ายๆ กับวิกฤตต้มยำกุ้งของไทย เมื่อปี 2540 นี่เอง อาจจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ ที่ทะนงตน ล้มครืนลงก็เป็นไปได้ แล้ววิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ของอเมริกาเกิดจากอะไร ได้คำตอบแล้วครับ เกิดจากซับไพร์มนี่เอง

ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ได้อธิบายการเกิด Sub-Prime ให้เข้าใจง่ายๆ บางช่วงสรุปไม่ได้เลย กลัวตัดแล้ว จะเสียอรรถรสในการอ่าน ท่านอาจารย์ว่าไว้อย่างนี้ครับ

มนุษย์ต้องการมีบ้านซึ่งเป็นปัจจัยที่ 1 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ปกติจะไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้าน แต่เนื่องจากบ้านมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ มีผู้ขอกู้จำนวนมากไม่สามารถกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อนำไปซื้อบ้านได้ แม้ว่าจะมีหลักประกันเป็นบ้านหรือที่ดิน เนื่องจากธนาคารวิเคราะห์แล้วว่ารายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายของผู้ขอกู้ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอที่จะมาจ่ายหนี้ได้

ผู้ขอกู้จะทำอย่างไร บ้านก็อยากได้ สถาบันการเงินทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา ที่มีบริษัทลูกเลยสบโอกาสนี้ จึงมีนวัตกรรมทางการเงินประดิษฐ์ตราสารหนี้แบบใหม่ขึ้นมา (ตราสารหนี้ก็เหมือนใบสัญญาเงินกู้ที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ต่อปี) ที่ออกมารองรับช่องว่างนี้ โดยการเป็นคนกลางขายตราสารหนี้ ให้กับคนที่มีเงินเหลือใช้ หรือสถาบันการเงิน หรือคนที่ต้องการผลตอบแทนสูงๆ โดยให้ผลตอบแทนที่สูงมาก เพื่อจูงใจให้คนมาซื้อตราสารหนี้ และนำเงินที่ขายได้ ไปปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ที่ต้องการเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง แล้วสถาบันการเงินเหล่านี้ก็กินส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย

คำถาม คือทำไมสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาถึงกล้าทำเช่นนี้ ไม่กลัวความเสี่ยงหรือ ทั้งที่วิเคราะห์แล้วว่าลูกหนี้เหล่านี้ไม่น่าจะมีปัญญาเอาเงินมาใช้หนี้ได้ คำตอบก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาได้พู่งสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการเก็งกำไร และการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยว (ซึ่งต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง) จึงเป็นคำตอบว่ายังไงก็ตามราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะมาชดเชยความเสี่ยงได้อย่างสบาย เพราะราคายังไงก็มากกว่าวงเงินกู้อยู่แล้ว และชะล่าใจว่ายังไงคนเราคงไม่ทิ้งบ้าน ไม่มีเงินก็ต้องกัดฟันผ่อนไป

หลังจากที่ออกตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มนี้แล้ว ก็มีสถาบันการเงินดังๆ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และต่างประเทศ ต่างลงทุนซื้อตราสาร ที่มีหนี้เกรดสองเหล่านี้เป็นหลักประกันกันจำนวนมาก ตราสารเหล่านี้เรียกว่า ซีดีโอ หรือ Collateralized Debt Obligation (CDO) ทำให้บริษัทหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ หนี้เกรดสองเหล่านี้ ออกตราสารมาขายโดยมีหนี้ซับไพร์มเป็นหลักประกัน (ในวงเงินไม่เต็มหลักประกัน) ที่มีดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก เพื่อให้มีเงินไปปล่อยกู้เพิ่มอีก และทำแบบนี้เป็นวงจรไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นซับไพร์มของซับไพร์มไปเป็นทอดๆ ซึ่งทำให้ซับไพร์มออกดอกออกผลแตกลูกหลานเหลนโหลนอย่างรวดเร็ว

แต่ปัญหาคือ ในช่วง 4-5 ปีมานี้ ราคาอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันการเงินเหล่านี้ก็แข่งกันทำตลาดด้วยการเชิญชวนผู้ขอกู้ทั้งหลาย ทั้งผู้กู้เดิม และผู้กู้รายใหม่มาใช้บริการกับตนเอง ด้วยการเสนอวงเงินกู้ที่สูงขึ้นตามราคาประเมินของบ้านที่เพิ่มขึ้น เช่น เดิมกู้ในวงเงิน 2 ล้านบาท เพื่อซื้อบ้านราคา 2.5 ล้านบาท อาจจะผ่อนไปบางส่วนจนเงินต้นเหลือ 1.8 ล้านบาท วันดีคืนดี ผู้ให้กู้ใจดีเหล่านี้ก็มาเสนอวงเงินกู้ให้ 3 ล้านบาท ตามราคาประเมินใหม่ผู้กู้ก็ไม่รังเกียจอยู่แล้วครับ เพราะได้เงินเพิ่มมาอีกตั้ง 1.2 ล้านบาท ก็ไป Refinance (ไปกู้รายใหม่มาโปะรายเดิม) มีเงินเหลืออีก หลังจากหักค่าปรับที่คืนเงินกู้ก่อนเวลา อย่างไรก็ตามชาวอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งเคยชินกับการใช้เงินอนาคต ก็นำเงินสินเชื่ออีก 1.2 ล้านบาทที่ได้เพิ่มนั้นมาใช้จ่าย ซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ทีวีจอแบนเครื่องใหม่ เครื่องเสียงสุดหรู รถยนต์คันใหม่ เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิต หรือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

อย่างไรก็ตามการเก็งกำไร ย่อมมีผู้ได้กำไร และแมลงเม่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาได้มาถึงจุดอิ่มตัวเมื่อปลายปี 2549 – 2550 และราคาต้องร่วงตามวัฏจักร บวกกับเศรษฐกิจอเมริกาที่เริ่มชะลอตัว เนื่องจากคนอเมริกันเป็นชนชาติที่ฟุ่มเฟือย บริโภคอะไรทิ้งๆ ขว้างๆ เปิดไฟทิ้งไว้ไม่เคยปิด หรือบริโภคเกินตัวด้วยการเอาเงินอนาคตมาใช้อยู่ประจำ ด้วยการซื้อของที่ผลิตในต่างประเทศ (เนื่องจากราคาถูกกว่า) เช่น จากประเทศจีน และประเทศต่างๆ ในเอเชีย รวมไปถึงการนำเงินงบประมาณไปทำสงคราม จนดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศติดลบ ซึ่งแก้ปัญหาไม่ยากด้วยการขายพันธบัตรรัฐบาลให้กับประเทศคู่ค้าของอเมริกาต่างๆ เช่น จีน หรือญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ก็ซื้อ เพราะไม่งั้นแล้วหากเศรษฐกิจอเมริกาล่ม จะพาลแย่ไปทั้งหมด เนื่องจากจะขายของไม่ได้ เพราะพี่ใหญ่อเมริกาไม่มีเงิน

แต่ก็สายเกินไป จากเหตุผลที่เศรษฐกิจอเมริกันถึงคราวชอกช้ำ เงินในระบบเริ่มชอร์ต เนื่องมาจากเอาเงินในอนาคตมาใช้หมด(ด้วยอิทธิฤทธิ์บัตรเครดิต และเงินกู้) คนเริ่มไม่มีเงินผ่อนบ้านและที่ดิน แถมราคาที่ดินก็ร่วงอีก ทำให้สถาบันการเงินเริ่มรู้แล้วว่าวงเงินปล่อยกู้มันได้สูงกว่าราคาประเมินแล้ว (แปลง่ายๆ ว่าความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน) โดนไปสองเด้งสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ปล่อยกู้มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นแบบแทบไม่ทันกระพริบตา ก็ต้องตั้งสำรองเงินไว้ (ตามกฎที่ต้องปกป้องส่วนของเงินฝากไว้) และเข้มงวดกับการปล่อยกู้มากขึ้น (แบบวัวหายล้อมคอก) ทำให้เงินในระบบฝืดลงไปอีก จนคาดว่าจะกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจอเมริกาล่มสลาย เพราะว่าหมดตัวจริงๆ แถมหนี้ท่วมหัว ที่แย่อีกประการก็คือสถาบันการเงิน หรือคนซื้อตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มทั้งแบบปู่ และแบบแตกลูกหลาน อยู่ในภาวะมืดมน มูลค่าตราสารหนี้หดลง เพราะว่ามันกำลังจะกลายเป็นเศษกระดาษในอีกไม่ช้า ทำให้ต้องกันสำรองส่วนนี้เพิ่มนอกจากขาดทุนแบบปกติแล้ว เนื่องจากเป็นการขาดทุนแบบไม่ปกติ

source: http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=b3997dd06e9e0e5d622c54fbad3dc740&showtopic=11279&st=0&p=111477&#entry111477

 

Create Date : 11 ตุลาคม 2551
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 12:50:51 น. 11 comments

Add to Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark Share/Save/Bookmark
Counter : Pageviews.

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีดี ที่ไม่คยเข้าใจเลยตั้งแต่มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา

 

โดย: ผ่านมา IP: 202.149.25.234 วันที่: 11 ตุลาคม 2551 เวลา:13:11:06 น.  

 

ขอบคุณมากๆครับ ได้รับความรู้ดี

 

โดย: .. IP: 202.28.179.4 วันที่: 14 ธันวาคม 2551 เวลา:16:24:36 น.  

 

ขอบคุนค่ะ

 

โดย: จิ๊บ IP: 222.123.247.156 วันที่: 20 ธันวาคม 2551 เวลา:21:49:17 น.  

 

THANK U VERY MUCH FOR HAMBURGUR CRISIS

 

โดย: GP IP: 202.149.25.238 วันที่: 24 ธันวาคม 2551 เวลา:21:08:33 น.  

 

ขอบคุณหลายๆ เด้อออ ...!!!

 

โดย: Pikabas IP: 117.47.70.83 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:02:21 น.  

 

ขอบคุนคะ

 

โดย: 212 IP: 124.121.175.205 วันที่: 12 มีนาคม 2552 เวลา:14:25:45 น.  

 

ให้ความรู้ดีมาก ๆ เลยค่ะ เข้าใจง่าย ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

 

โดย: beaumarina IP: 115.67.37.82 วันที่: 19 มีนาคม 2552 เวลา:13:55:35 น.  

 

อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

 

โดย: happy IP: 203.146.136.3 วันที่: 24 มีนาคม 2552 เวลา:9:48:47 น.  

 

ขอบคุณที่ช่วยให้ผมตาสว่างนะครับ

 

โดย: kasidet IP: 222.123.239.149 วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:7:46:55 น.  

 

ข้อสอบ kmitnb MBA

 

โดย: capt.santi rodngam IP: 124.121.57.181 วันที่: 4 เมษายน 2552 เวลา:8:16:36 น.  

 

แสดงว่า คน อเมริกันอ่าน Rich Dad Poor Dad มากไป หรือไม่ก็คงพยายามทำแบบ Donald Trump สินะครับ

 

โดย: Rushing Dandy IP: 58.9.7.149 วันที่: 14 เมษายน 2552 เวลา:22:31:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

 

tai_tu

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

I am nerdier than 87% of all people. Are you a nerd? Click here to find out!
[Add tai_tu's blog to your weblog]