Each time history repeats itself, the price goes up. ~Author Unknown
Group Blog
 
All Blogs
 

พลิกตำนานเรือประจัญบาน - ตอนที่สอง

พิรัส จันทรเวคิน

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการน้อมถวาย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทยสมัยใหม่


บทพิสูจน์ของเรือประจัญบานในการนำมาซึ่งความรุ่งเรืองและล่มสลายของจักรวรรดิ์ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในยุทธนาวีระหว่างกองเรือรบอันเกรียงไกรของสเปนกับกองเรือรบแห่งราชนาวีอังกฤษในฤดูร้อนของปี 1588 เมื่อพระเจ้าฟิลิปส์ที่ 2 แห่งแคทธอลิกสเปนทรงมีพระประสงค์ที่จะเปิดสงครามขั้นแตกหักกับพวกอังกฤษนอกศาสนา (heretics) สเปนในยุคนั้นจัดว่าเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลก การค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัสได้นำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวยแก่ราชอณาจักร ทำให้สเปนสามารถสร้างกองเรือรบอันน่าเกรงขามที่ไม่มีกองเรือรบของชนชาติใดในโลกจะมาทัดเทียมได้ นั่นก็คือกองเรือรบที่มีชื่อเรียกว่า Spanish Armada

ทว่าห่างขึ้นไปทางตอนเหนือยังมีเกาะเล็กๆอย่างอังกฤษที่ยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงและหาได้มีความกริ่งเกรงใดๆต่อแสนยานุภาพทางทหารอันเกรียงไกรของพวกสเปน แต่กลับประพฤติตนยั่วยุและคอยเป็นหนามยอกอกอยู่เสมอมา กองเรือมหาสมบัติของสเปนที่เดินทางกลับมาจากดินแดนอณานิคมในโลกใหม่ต้องถูกปล้นสะดมภ์ไปลำแล้วลำเล่าด้วยฝีมือของเหล่าโจรสลัดภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากราชสำนักอังกฤษ และหนึ่งในโจรสลัดที่มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดในยุคนั้นได้แก่ เซอร์ฟรานซิส เดรค ผู้ซึ่งต่อมาจะยัดเยียดความปราชัยอย่างยับเยินให้กับกองเรือรบของสเปนในปี 1588 นอกเหนือจากการคอยดักปล้นสะดมภ์ขบวนเรือขนสมบัติของสเปน (Spanish treasure fleet) แล้ว พวกอังกฤษยังได้ให้การสนับสนุนทางทหารแก่พวกดัชท์ในเขตฟลานเดอร์ในการลุกฮือขึ้นก่อขบถต่อราชสำนักสเปน การยั่วยุต่างๆเหล่านี้ทำให้พระเจ้าฟิลิปส์ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะทำการเผด็จศึกขั้นเด็ดขาดกับพวกอังกฤษ และเปลี่ยนพวกคนนอกรีตบนเกาะแห่งนี้ให้กลับมาอยู่ภายใต้อาณัติของคริสต์จักรแห่งโรมเหมือนดั่งเดิม เพราะสำหรับผู้ที่เคร่งศาสนาอย่างพระองค์แล้ว การทำสงครามกับพวกโปรเตสเตนท์อังกฤษครั้งนี้มิได้เป็นเพียงแค่สงครามธรรมดาทั่วไป แต่ว่าเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับใช้พระเป็นเจ้าเบื้องบน



เพื่อเป็นการบดขยี้พวกอังกฤษ พระเจ้าฟิลิปส์ทรงมีพระบัญชาให้ระดมเรือรบน้อยใหญ่จากทั่วราชอณาจักร ประกอบกันเข้าเป็นกองเรือรบที่ทรงอานุภาพที่สุดเท่าที่โลกเคยพบเห็นมา มีเรือรบทั้งสิ้นกว่า 130 ลำ โดยในจำนวนนี้เป็นเรือใบรบแบบ Spanish Galleon อันน่าสะพึงกลัวราว 20 ลำ พระองค์ทรงแต่งตั้งให้ ดยุ๊คแห่งเมดินาซิโดเนีย เป็นแม่ทัพเรือ นำกองเรือออกเดินทางไปยังเขตฟลานเดอร์ในสเปนิชเนเธอร์แลนด์เพื่อลำเลียงกองทหาร 30,000 นายของดยุ๊คแห่งพามาร์ ข้ามช่องแคบเพื่อยกพลขึ้นบกบุกเกาะอังกฤษ แม้ว่าจะมีกองเรือรบอันไร้เทียมทาน แต่พระเจ้าฟิลิปส์กลับทรงตัดสินพระทัยพลาดครั้งสำคัญในการแต่งตั้งเมดินาซิโดเนีย ผู้ซึ่งไม่เคยมีประสพการณ์ในการรบทางทะเลมาก่อน ให้มาบัญชาการศึกครั้งนี้ ตัวท่านดยุ๊คเองก็ตระหนักในจุดอ่อนข้อนี้ของตนเป็นอย่างดี และพยายามหาเหตุหลบเลี่ยงต่างๆนาๆ แต่ก็มิอาจที่จะขัดพระบัญชาได้ เพราะสำหรับพระเจ้าฟิลิปส์แล้วการที่เมดินาซิโดเนียจะมีความเชี่ยวชาญในการรบทางทะเลหรือไม่นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สำคัญ ที่สำคัญก็คือพระองค์ทรงต้องการบุคคลที่มากด้วยบารมีเช่นเขาให้มาเป็นหัวหอกในการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์กับพวกคนเถื่อนนอกศาสนาครั้งนี้ ท้ายสุดแล้วความผิดพลาดในการคัดเลือกตัวผู้นำก็จะกลายมาเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพระเจ้าฟิลิปส์กับจักรวรรดิ์สเปนอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังเป็นอย่างดี แต่ข่าวก็ล่วงรู้ไปถึงหูของพวกอังกฤษ ทันทีที่รับทราบข่าวแผนการณ์บุกของสเปน สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่หนึ่งทรงมีรับสั่งให้เรียกระดมเรือรบทุกลำจากทั่วราชอณาจักร เพื่อเตรียมรับมือกับการศึกครั้งนี้ และก็เช่นเดียวกับกรณีของเมดินาซิโดเนีย ตัวของ ลอร์ดชาร์ล โฮวาร์ด ผู้เป็นแม่ทัพเรือของอังกฤษนั้น แม้ว่าจะมีฐานะทางสังคมที่สูงส่งและเป็นผู้นำกองทัพที่ได้รับการยกย่องนับถือ แต่ก็ขาดประสพการณ์ในการรบทางทะเล ทว่าพวกอังกฤษยังมีไพ่อยู่อีกใบ นั่นก็คือตัวเซอร์ฟรานซิสเดรคที่มารับตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพเรือ เดรคนั้นแตกต่างจากโฮวาร์ดตรงที่ว่าเขามาจากพื้นเพที่ต่ำต้อย แต่ด้วยทักษะและฝีมือในการสู้รบทำให้สามารถไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วจากฐานะความเป็นลูกชาวนา จนกระทั่งกลายมาเป็นบุคคลที่พวกสเปนมีความหวั่นเกรงเป็นที่สุด ทว่าบรรดาเหล่าลูกน้องนั้นกลับทั้งรักและบูชาในตัวเขา เนื่องจากไม่เคยมีครั้งใดเลยที่เดรคจะปฏิเสธการออกร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้องในสมรภูมิ (Natural Born Leader)



28 พฤษภาคม ปี 1588 กองเรืออาร์มาดาอันเกรียงไกรของสเปนรวมตัวกันอยู่ที่อ่าวนอกเมืองลิสบอน เพื่อเป็นการประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์และสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองทหาร พระเจ้าฟิลิปส์ทรงมีพระบัญชาให้เชิญพระนักบวชจากศาสนจักรมาทำพิธีสวดขอพรจากพระเป็นเจ้า หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น กองเรือรบจึงได้เริ่มออกเดินทางบ่ายโฉมหน้าไปยังช่องแคบอังกฤษ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เขตฟลานเดอร์ในสเปนิชเนเธอร์แลนด์ ที่บรรทุกไปด้วยกับมันเป็นกะลาสีเรือ 7,000 นายกับกองทหารราบอีกราว 21,000 นาย พร้อมด้วยปืนใหญ่ประจำเรือสรรพชนิดอีกกว่า 2,500 กระบอก นับเป็นอานุภาพการทำลายล้างที่โลกยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ความอยู่รอดหรือว่าล่มสลายของราชอณาจักรอังกฤษกับศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสเตนท์บัดนี้ขึ้นอยู่กับน้ำมือของทหารเรือจำนวนไม่กี่พันนายบนกองเรือรบที่กำลังทอดสมอคอยท่าพวกสเปนอยู่ที่อ่าวนอกเมืองพลีมัธ ยุทธนาวีที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างดีถึงความสำคัญของเรือประจัญบานในฐานะสุดยอดอาวุธมหาประลัยที่จะเป็นตัวตัดสินความรุ่งเรืองหรือว่าล่มสลายของจักรวรรดิ์

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 19 กันยายน 2553    
Last Update : 30 กันยายน 2553 15:09:18 น.
Counter : 397 Pageviews.  

พลิกตำนานเรือประจัญบาน - ตอนที่หนึ่ง

พิรัส จันทรเวคิน

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการน้อมถวาย พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทยสมัยใหม่


ในเช้าอันสดใสของวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิปี 1921 เรือประจัญบานขนาดยักษ์สัญชาติเยอรมันลำหนึ่งลอยลำทอดสมอเด่นเป็นสง่าอยู่ที่นอกอ่าวเชสเตอร์พีคในรัฐเวอร์จิเนีย เรือรบลำนี้มีชื่อว่า SMS Ostfriesland มันเป็นส่วนหนึ่งของค่าปฏิมากรรมสงครามที่ยึดมาได้จากพวกเยอรมัน ในอดีตนั้นมันเคยเป็นเรือรบที่น่าเกรงขามแห่งกองเรือทะเลสูงอันเกรียงไกรของพระเจ้าไกเซอร์ ซึ่งได้เคยให้บทเรียนอันแสนเจ็บปวดกับพวกอังกฤษมาแล้วที่คาบสมุทรจัตแลนด์ ปืนใหญ่ขนาดปากลำกล้อง 12 นิ้วของมันสร้างความตื่นตะลึงระคนหวั่นเกรงให้กับทุกคนที่มีโอกาสได้มาพบเห็น เพราะว่านี่คือสุดยอดอาวุธแห่งการทำลายล้างของโลกที่ไม่มีอาวุธชนิดใดในยุคนั้นจะมาทัดเทียมได้ ทว่าทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ครั้นเมื่อย่างเข้าในตอนสาย ก็ได้ปรากฏกองเรือยนต์ขนาดเล็กแล่นฝ่าคลื่นเข้ามาลอยลำทอดสมอรายล้อมเจ้ายักษ์ใหญ่ลำนี้อยู่ห่างๆ บนเรือยนต์เหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยผู้ทรงอธิพลทางการเมืองและการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น มีทั้งเลขาธิการกระทรวงทหารเรือ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาคองเกรสและเหล่านายทหารเรือระดับสูง ตลอดจนบรรดาสื่อมวลชนที่มาคอยทำข่าวเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามทางเรือไปตลอดกาล สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่เจ้ายักษ์ใหญ่ลำนี้ราวกับว่ากำลังรอที่จะให้มีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องรอนานนัก เพราะว่าห่างออกไปไม่ไกลที่ขอบฟ้า ก็ได้ปรากฏจุดสีดำเล็กๆหลายจุดของฝูงบินทิ้งระเบิดปีกสองชั้นที่เก่าคร่ำคร่าและดูเหมือนว่าจะไม่มีพิษมีภัยอันใด กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้อย่างช้าๆท่ามกลางเสียงครางกระหึ่มของเครื่องยนต์ และเมื่อพวกมันบินเข้ามาในระยะสายตา ก็ทำให้เห็นว่าที่ใต้ท้องได้บรรทุกลูกระเบิดขนาดเขื่องติดมาด้วยจำนวนหนึ่งลูก



ฝูงบินที่ดูไร้น้ำยาพวกนี้เข้าทำการบินวนเวียนฉวัดเฉวียนไปมารอบเจ้าเรือลำยักษ์ที่กำลังจอดทอดสมออยู่เบื้องล่าง ก่อนที่จะทยอยโฉบลงมาหย่อนระเบิดเข้าถล่มใส่อย่างต่อเนื่องลำแล้วลำเล่า เมื่อมองดูจากระยะไกลแล้วช่างไม่แตกต่างอะไรกับฝูงยุงตัวเล็กๆที่บินลงมาคอยกัดกินเลือดจากตัวเแรด หาได้สร้างความระคายเคืองอันใดแก่มันไม่ ทว่าทั้งหมดที่เห็นนั้นกลับเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา เพราะว่าหลังจากผ่านการระดมทิ้งระเบิดอย่างหนัก เรือประจัญบานยักษ์หุ้มเกราะที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันจมลำนี้ก็เริ่มเอียงกะเท่เร่ ส่วนท้ายสุดของลำเรือเริ่มจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในขณะที่ส่วนโครงสร้างด้านบนก็ถูกแรงระเบิดจนฉีกขาดยับเยิน ฝูงนกเหล็กเข้าทำการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ส่งให้เจ้ายักษ์ใหญ่ลำนี้จมลงสู่ใต้ท้องมหาสมุทร สร้างความตื่นตะลึงให้กับคณะผู้สังเกตุการณ์บนเรือเล็กที่ประจำอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะกับบรรดาเหล่านายพลเรือที่แทบจะไม่เชื่อสายตาตนเองกับผลการทดลองที่เบื้องหน้า หลายคนถึงกับเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่จนมีน้ำตาเอ่อนองออกมาที่สองเบ้าตา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าอาลัยอาวรณ์กับเรือรบจากอดีตชนชาติศัตรูลำนี้ แต่เป็นเพราะว่าการจมของมันได้บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของจุดจบของความเชื่อและหลักนิยมทางทะเลที่ได้หล่อหลอมพวกเขามาโดยตลอด มาบัดนี้เรือประจัญบานซึ่งถูกมองว่าเป็นราชินีแห่งท้องทะเลมาเป็นเวลาช้านานกลับถูกพิชิตลงโดยเครื่องบินลำเล็กกะจ้อยร่อยที่ดูไร้พิษสงใดๆพวกนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นและไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ แต่ว่ามันก็ได้เกิดขึ้นแล้วที่เบื้องหน้าสายตาของพวกเขา เหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้งในอีกยี่สิบปีให้หลังที่อ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตโซนร้อนที่มีชื่อเรียกขานกันว่า "เพิร์ลฮาเบอร์"



วิวัฒนาการของเรือประจัญบานสามารถนับย้อนกลับไปได้หลายร้อยปีในยุคของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ของอังกฤษ เมื่อครั้งที่พระเจ้าเฮนรี่สืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดานั้น อังกฤษมีเรือรบเพื่อใช้ในการปกป้องเส้นทางการค้าทางทะเลอยู่เพียงแค่สองลำเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเพียงเรือสินค้าที่ถูกนำมาดัดแปลงให้ติดอาวุธ หาได้เป็นเรือที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการรบทางทะเลไม่ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมีพระดำริให้ทำการจัดตั้งกองทัพเรือที่ทันสมัยขึ้น เพื่อรับมือกับอริราชศัตรูบนภาคพื้นทวีปอย่างฝรั่งเศสและสเปน มีโครงการระดมต่อเรือรบอย่างขนานใหญ่ หนึ่งในเรือรบที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าเฮนรี่ได้แก่เรือใบสี่เสากระโดงแบบคาแร็ค (Carrack) ที่มีชื่อเรียกว่า เรือ “แมรี่โรส” ด้วยความที่มันที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับภารกิจการรบทางทะเล มิได้เป็นเพียงเรือสินค้าที่ถูกนำมาดัดแปลงให้ติดอาวุธเหมือนเช่นกับเรือรบลำอื่นๆ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเรือรบลำนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของเรือประจัญบาน ซึ่งจะมีวิวัฒนาการสืบต่อมาอีกเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปี ด้วยระวางขับน้ำกว่า 500 ตัน เรือแมรี่โรสจัดว่าเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มันถูกสร้างและออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าล้ำสมัยที่สุดแห่งยุค ตัวเรือถูกต่อขึ้นจากไม้โอ๊คทั้งลำ ประมาณกันว่าจะต้องใช้ต้นโอ๊คจากพื้นที่ป่าทางตอนใต้ของอังกฤษคิดเป็นเนื้อที่ถึง 16 เฮคเตอร์ในการต่อเรือรบลำนี้ขึ้น ดาดฟ้าเรือทั้งสามชั้นของมันเรียงรายไปด้วยปืนใหญ่สรรพชนิด อีกทั้งยังเป็นที่พักให้กับกะลาสีเรือชั้นยอดอีกกว่า 700 นายที่พร้อมจะบุกตลุยไปได้ทุกที่ที่มีการรบเกิดขึ้น กล่าวกันว่าอำนาจการทำลายล้างของมันไม่มีเรือรบลำใดในยุคนั้นจะมาทัดเทียมได้

เรือแมรี่โรสถูกต่อขึ้นในช่วงระหว่างปี 1509 ถึง 1511 มันถูกตั้งชื่อตามพระนามของพระขนิษฐาองค์โปรดของพระเจ้าเฮนรี่ - พระนางแมรี่แห่งทิวดอร์ ด้วยอานุภาพการทำลายล้างของมันทำให้มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังสำคัญในการปกป้องรักษาอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงการปฏิวัติโปรเตสเตนท์ ที่พระเจ้าเฮนรี่ได้ประกาศพระองค์เป็นศัตรูอย่างชัดแจ้งกับสมเด็จพระสันตะปาปาแห่งโรม ต่อมามันได้ถูกใช้เป็นต้นแบบในการสร้างและออกแบบเรือรบอีกลำที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีอานุภาพการทำลายล้างมากกว่า เรือรบลำนี้จะถูกตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้าเฮนรี่เอง นั่นก็คือเรือ Henry Grace à Dieu หรือ “เฮนรี่ ความเมตตาแห่งพระเจ้า” ซึ่งจะกลายมาเป็นเรือธงของกองทัพเรืออังกฤษที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้น

แม้ว่าจะมีเรือรบที่ทรงอานุภาพมากกว่าเข้ามาแทนที่ แต่เรือแมรี่โรสก็ยังคงครองตำแหน่งเป็นเรือรบลำโปรดของพระเจ้าเฮนรี่ มันปฏิบัติภารกิจในการรักษาน่านน้ำในช่องแคบอังกฤษอยู่เป็นเวลากว่ายี่สิบปีจนกระทั่งเริ่มล้าสมัย และเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเรือรบแบบ Galley อันน่าสะพึงกลัวของฝรั่งเศส เรือแมรี่โรสจึงเข้ารับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1536 การปรับปรุงครั้งนี้ได้เปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่แห่งการทำลายล้างแห่งท้องทะเล ระยะยิงที่เพิ่มขึ้นของปืนใหญ่บรอนซ์รุ่นใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาติดตั้งบนเรือ ทำให้เรือแมรี่โรสสามารถเข้าทำการโจมตีได้จากในระยะไกล แทนที่จะต้องเคลื่อนเรือเข้าประชิดกับเรือรบข้าศึกเหมือนเช่นแต่ก่อน และได้ให้กำเนิดรูปแบบใหม่ของการรบทางทะเลซึ่งจะคงอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี นั่นก็คือการเคลื่อนที่เข้าหาเรือรบข้าศึก เปิดฉากระดมยิงในระยะไกลด้วยปืนใหญ่บนหัวเรือ จากนั้นจึงหันกราบเรือให้กับข้าศึก เปิดฉากยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอกบนกราบเรือ หรือที่เรียกว่าการระดมยิงแบบ “Broadside” เมื่อยิงหมดชุดจึงทำการวกลำเรือและหันกราบเรืออีกข้างให้กับข้าศึก เปิดฉากยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอกบนกราบเรือ เมื่อยิงหมดชุดจึงผละออกจากพื้นที่การรบเพื่อทำการบรรจุกระสุนใหม่ (reload) โดยปล่อยให้เรือรบอีกลำเข้ามารับหน้าที่แทน วิธีการรบในรูปแบบนี้ทำให้สามารถโจมตีข้าศึกได้อย่างต่อเนื่องและใช้ประโยชน์ได้จากปืนใหญ่ทุกกระบอกบนเรือ



เรือแมรี่โรสได้ถวายงานรับใช้พระเจ้าเฮนรี่อย่างซื่อสัตย์จนกระทั่งจมลงด้วยอุบัติเหตุในระหว่างการรบกับพวกฝรั่งเศสเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 1545 พร้อมกับทุกชีวิตบนเรือ ต่อมาในปี 1982 รัฐบาลอังกฤษได้ทำการกู้ซากเรือขึ้นมาจากท้องทะเล และนำไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางเรือเมืองปอร์ตสมัธ (Portsmouth Historic Dockyard)

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 03 กันยายน 2553    
Last Update : 15 กันยายน 2553 19:22:54 น.
Counter : 718 Pageviews.  


piras
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความสวยงาม ไม่แพ้ภาษาของชนชาติใดในโลก

free counters
Friends' blogs
[Add piras's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.