Each time history repeats itself, the price goes up. ~Author Unknown
Group Blog
 
All Blogs
 

สยามในอดีต ตอนที่ห้า (จบ)

พิรัส จันทรเวคิน

เนื้อหาของบทความนี้นำมาจากบทความเรื่อง "King Mongkut of Siam" ที่เขียนโดย Robert Bruce และลงพิมพ์ในวารสาร History Today ฉบับเดือนตุลาคม 1968 ซึ่งเป็นการนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของสยามในสายตาของนักประวัติศาสตร์ตะวันตก


สยามได้ลงนามในสนธิสัญญาทางการค้าและพันธ์ไมตรีกับอังกฤษเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 1855 สนธิสัญญาฉบับนี้ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” ตามชื่อท้ายของเซอร์จอห์น เนื้อหาหลักของสัญญาประกอบไปด้วย มาตราหนึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และการให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองของแต่ละประเทศที่พำนักอยู่ในดินแดนของประเทศคู่สัญญา มาตราสองว่าด้วยการแต่งตั้งกงศุลใหญ่ประจำบางกอก ผู้มีอำนาจเต็มในการดูแลและให้ความคุ้มครองแก่พลเมืองอังกฤษที่มีถิ่นพำนักอยู่ในสยาม มาตราสามเป็นการขยายความของมาตราสอง โดยระบุให้ผู้กระทำความผิดชาวสยามจะต้องขึ้นศาลไทย และผู้กระทำความผิดชาวอังกฤษจะต้องขึ้นศาลกงศุลของอังกฤษ มาตรานี้เองที่เป็นการระบุชัดถึงสิทธิ์สภาพนอกอณาเขต ซึ่งแม้จะถือได้ว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยทางศาลของไทย แต่ในทางกลับกันก็มีข้อดีในแง่ของการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวอังกฤษที่จะเดินทางเข้ามาลงทุนทำธุรกิจการค้าในราชอณาจักร มาตรานี้ต่อมาได้ถูกยกเลิกไปในปี 1909 เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่สยามยอมเพิกถอนการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือรัฐเคดาห์และรัฐอื่นๆทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายา อีกสามมาตราถัดมาว่าด้วยสิทธิ์ของพลเมืองอังกฤษที่พำนักอยู่ในสยาม โดยอณุญาตให้พลเมืองอังกฤษสามารถทำการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ภายในรัศมีโดยรอบพระนครเป็นระยะการเดินทางทางน้ำยี่สิบสี่ชั่วโมง นอกจากนี้ยังให้สิทธิ์แก่พลเมืองอังกฤษในการว่าจ้างคนรับใช้ชาวสยามอีกด้วย ส่วนทางด้านอำนาจอธิปไตยทางทหารนั้น สยามอณุญาตให้อังกฤษสามารถนำเรือรบเข้ามาตามลำน้ำเจ้าพระยาได้เพียงแค่ปากน้ำ เว้นแต่ว่าจะเป็นการเดินทางของเหล่าคณะทูตจึงจะสามารถนำเรือรบเข้ามาในพระนครได้

ส่วนถัดมาของสัญญาเป็นเรื่องของการค้า สยามยินยอมที่จะยกเลิกการผูกขาดทางการค้าโดยฝ่ายราชสำนักและขุนนางชั้นสูง และให้สิทธิ์แก่พ่อค้าอังกฤษในการทำการซื้อขายสินค้าได้โดยเสรีโดยปราศจากการแทรกแซงใดๆทั้งสิ้น มีการยกเลิกภาษีปากเรือแบบเก่าที่เก็บตามความกว้างของลำเรือ และให้จัดเก็บภาษีในอัตราใหม่ที่กำหนดไว้คงที่ที่สามเปอร์เซนต์สำหรับสินค้านำเข้าทุกรายการ เรียกว่า"ภาษีร้อยชักสาม" นอกจากนี้ยังมีการอณุญาตให้ส่งออกข้าวได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ยังจัดข้าวอยู่ในรายการสินค้าควบคุมเช่นเดียวกับเกลือและเนื้อปลา ส่วนที่สำคัญของสัญญาอีกประการคือ การที่สยามอณุญาตให้บริษัทจดทะเบียนของอังกฤษสามารถทำการต่อเรือได้ในราชอณาจักร ท้ายสุดของของสัญญาคือมาตราสิบที่ว่าด้วยเรื่องของการที่สยามให้สิทธิ์ความเป็น “ชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่ง” (Most Favored Nation : MFN) แก่อังกฤษ ด้วยความเป็นคนที่มองการณ์ไกล เซอร์จอห์นสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า หลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงฉบับนี้แล้ว จะต้องมีประเทศอื่นๆพากันแห่เข้ามาทำสนธิสัญญาทางการค้าในลักษณะเดียวกันกับสยาม ดังนั้นเขาจึงให้มีการระบุลงไปในสัญญาว่า ประเทศเหล่านั้นจะต้องไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีไปกว่าอังกฤษ ข้อท้ายของสัญญาเป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องของการที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมให้มีการปรับปรุงเนื้อหาของสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดทุกสิบปี



หลังจากพิธีลงนามในสัญญา เซอร์จอห์นก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและทูลหารือเป็นการส่วนตัวกับรัชกาลที่สี่เป็นเวลานานหลายชั่วโมง จากนั้นจึงเป็นพิธีจัดเลี้ยงที่หรูหราภายในพระบรมมหาราชวังเพื่อต้อนรับคณะของเซอร์จอห์น รัชกาลที่สี่ทรงโปรดปรานในตัวราชทูตอังกฤษผู้เฉลียวฉลาดและมีอัธยาศัยไมตรีผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ถึงกับทรงมีรับสั่งกับเซอร์จอห์นโดยใช้สรรพนามเรียกขานอันสนิทสนมว่า “เพื่อนของฉัน” และก่อนที่คณะทูตจากอังกฤษชุดนี้จะเดินทางกลับออกจากสยาม รัชกาลที่สี่ก็ได้ทรงฝากพระราชสาสน์ส่วนพระองค์ถึงสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียให้กับมิสเตอร์ปาร์ค ผู้ซึ่งจะต้องเดินทางกลับไปยังมหานครลอนดอนเพื่อนำตัวหนังสือสัญญาไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และเมื่อถึงเดือนเมษายน ปี 1856 มิสเตอร์ปาร์คผู้นี้ก็ได้เดินทางกลับมาขอเข้าเฝ้ารัชกาลที่สี่อีกครั้งพร้อมด้วยสนธิสัญญาที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว พร้อมกันนี้เขายังได้นำพระราชสาสน์ตอบจากสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียมาถวายอีกด้วย ด้วยความดีพระทัย รัชกาลที่สี่จึงทรงสั่งให้จัดพิธีอัญเชิญพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศแห่งสมเด็จพระราชินีผู้เป็นใหญ่ ยังความหงุดหงิดใจเป็นล้นพ้นให้กับคณะทูตอเมริกันที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงเพื่อขอเปิดการเจรจาการค้ากับสยาม เพราะว่าต้องรออยู่เป็นเวลาหลายวันกว่าจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารัชกาลที่สี่

และแล้วในที่สุดประตูสู่หนทางของการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยก็ได้ถูกเปิดกว้างขึ้น ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากที่ได้มีการลงนามกับพวกอังกฤษ พวกอเมริกันกับพวกฝรั่งเศสก็เข้ามาและได้มีการลงนามในข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกัน และภายในระยะเวลาอีกสามปีถัดจากนั้น ก็ได้มีชาติต่างๆในยุโรปพากันเข้ามาทำสนธิสัญญาการค้าเสรีกับสยาม เป็นผลมูลค่าทางการค้ากับพวกตะวันตกเติบโตขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อสิ้นรัชกาล โดยข้าวซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่เคยมีการส่งออกมาก่อนเลยเมื่อก่อนปี 1855 ก็ได้กลายมาเป็นสินค้าหลักที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึงเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ คิดเป็นจำนวนปริมาณการส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 80,000 เล่มเกวียนต่อปี สำหรับตัวเมืองบางกอกเองนั้นก็ได้มีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มีห้างร้านต่างชาติผุดขึ้นมามากมายราวดอกเห็ด พร้อมด้วยสินค้าแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสยามประเทศ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในรูปแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนนี้ ได้กลายเป็นพลังแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้อพยพชาวจีนจากโพ้นทะเลให้เดินทางเข้ามาสร้างถิ่นฐานบ้านเรือนภายในตัวเมืองพระนคร และกลุ่มคนเหล่านี้เองต่อมาก็ได้กลายมาเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น บรรดาชาติตะวันตกได้พากันเข้ามาจัดตั้งสำนักกงศุลของตนเองขึ้นในบางกอก และสยามได้ส่งคณะราชทูตออกไปเจริญสัมพันธ์ไมตรียังทวีปยุโรปเป็นครั้งแรกนับจากแผ่นดินสมเด็จนารายณ์ โดยเมื่อปี 1857 รัชกาลที่สี่ได้โปรดเกล้าฯให้ พระยามนตรีสุริยวงศ์ นำคณะราชทูตไทยออกเดินทางไปถวายพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการแด่สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ส่วนสำหรับตัวเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เองนั้นต่อมาก็ได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มคนแรกของไทยประจำทวีปยุโรป โดยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาสยามานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ”



ส่วนในแง่ของการปฏิรูปประเทศ ก็ได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆจากตะวันตกให้มาเข้ามารับราชการ แนวการปฏิบัติดังกล่าวต่อมาได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในรัชสมัยของรัชกาลที่ห้า พวกอังกฤษเข้ามากำกับดูแลด้านการตำรวจ พวกเบลเยี่ยมด้านการปฏิรูปกฏหมาย พวกเยอรมันด้านการก่อสร้างอาคารและวางรางรถไฟ และพวกอเมริกันกับพวกเดนมาร์กด้านการทหารและการปฏิรูปกรมกอง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้สยามมิได้เป็นเหมือนเช่นดั่งเดิมอีกต่อไปหลังจากที่ได้มีการมีการลงนามในสนธิสัญญาการค้าครั้งประวัติศาสตร์นั้น แต่ได้กลับกลายมาเป็นประเทศเล็กๆจากซีกโลกตะวันออกที่เป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลกในฐานะแบบอย่างของการพัฒนา และทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากแนวคิดที่เปิดกว้างและสายพระเนตรอันยาวไกลของล้นเกล้าฯรัชกาลที่สี่ที่ทรงเล็งเห็นว่า หนทางเดียวที่จะสามารถนำพาประเทศชาติไปให้รอดในยุคเฟื่องฟูของการล่าอณานิคม ก็คือการเปิดประเทศและปรับตัวให้เข้ากับกระแสของโลกนั่นเอง

<จบบริบรูณ์>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 23 สิงหาคม 2553 17:30:38 น.
Counter : 616 Pageviews.  

สยามในอดีต ตอนที่สี่

พิรัส จันทรเวคิน

เนื้อหาของบทความนี้นำมาจากบทความเรื่อง "King Mongkut of Siam" ที่เขียนโดย Robert Bruce และลงพิมพ์ในวารสาร History Today ฉบับเดือนตุลาคม 1968 ซึ่งเป็นการนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของสยามในสายตาของนักประวัติศาสตร์ตะวันตก


แม้ว่าจะทรงยุ่งอยู่กับงานบ้านเมือง แต่รัชกาลที่สี่ก็มิได้ทรงละทิ้งความสนพระทัยทางด้านดาราศาสตร์ พระองค์ทรงสั่งซื้อกล้องดูดาวและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าส่วนพระองค์ นอกจากนี้ก็ยังทรงสั่งให้นำเข้าแท่นพิมพ์จากตะวันตกเพื่อใช้ในการพิมพ์พระคัมภีร์ทางศาสนา แทนที่การจารึกด้วยลายมือลงบนใบลานแบบดั้งเดิม สำหรับพัฒนาการทางด้านการคมนาคมนั้น พระองค์ทรงสั่งให้มีการตัดถนนหนทางและขุดคูคลองต่างๆทั่วทั้งพระนคร โดยถนนหลักสายแรกที่ทรงสร้างคือ ถนนเจริญกรุง ส่วนคลองหลักสายแรกที่ทรงขุดคือ คลองภาษีเจริญ สำหรับในงานด้านการป้องกันประเทศนั้น ด้วยความตระหนักถึงภัยคุกคามด้วยกำลังทางเรือที่เหนือกว่าของพวกตะวันตก รัชกาลที่สี่จึงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทำการจัดตั้งกองทัพเรือสมัยใหม่ขึ้นมา มีการต่อเรือกลไฟหลวงเข้าประจำการเป็นจำนวนหลายลำด้วยกัน โดยลำแรกที่จัดสร้างคือ เรือพระที่นั่งสยามอรสุมพล ซึ่งต่อโดยการนำเข้าเครื่องจักรจากประเทศอังกฤษมาติดตั้งเข้ากับลำตัวเรือที่ต่อขึ้นเองภายในประเทศ การขึ้นระวางประจำการของเรือลำนี้ถือได้ว่ามีนัยยะสำคัญ เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่สยามสามารถต่อเรือรบสมัยใหม่ขึ้นใช้เองภายในประเทศ

ในบรรดาพระราชกรณียกิจต่างๆของรัชกาลที่สี่ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะได้แก่การหันมาเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะให้เซอร์เจมส์ บรุ๊คค์ ที่เคยผิดหวังจากการเดินทางมาเยือนในคราวที่แล้ว เดินทางเข้ามาที่บางกอกอีกครั้งเพื่อเจรจาการค้าโดยตรงกับพระองค์ และเพื่อเป็นการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรและเปิดกว้างของสยามต่อพวกตะวันตก พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้จำกัดระบบการผูกขาด และให้ทำการปรับลดอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าและส่งออกสินค้าลง ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยผิวเผินแล้ว ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยที่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงนามในข้อตกลงทางการค้าใดๆอย่างเป็นทางการ ประกอบกับรัฐบาลอังกฤษในช่วงเวลานั้นก็ดูเหมือนจะมิได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าใดนัก แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องเร่งปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับการที่อังกฤษได้ส่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คนใหม่ผู้ไม่ธรรมดาที่มีชื่อว่า เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ให้มาประจำที่อณานิคมของตนบนเกาะฮ่องกง และก็เป็นเซอร์จอห์นผู้นี้เองที่ได้มีส่วนร่วมในการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ของสยาม



เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ทรงอธิพลคนหนึ่งของอังกฤษในยุควิคตอเรีย เขาเป็นพวกปัญญาชนสายลิเบอรัลที่ได้รับอธิพลทางแนวคิดจาก เจอรามี่ เบนทัมม์ นักปรัชญาเสรีนิยมคนสำคัญในยุคนั้น นอกเหนือจากความเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เขายังเป็นทั้งนักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ นักการทูต นักเขียนและนักปาฐกถาตัวยงอีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีความชำนาญทางด้านภาษาศาสตร์ โดยสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้ถึงสิบสองภาษา ในปี 1849 ขณะที่มีอายุได้ห้าสิบเจ็ดปี เซอร์จอห์นได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียให้ดำรงตำแหน่งเป็นกงศุลใหญ่อังกฤษประจำมณฑลกวางตุ้ง และต่อมาอีกห้าปีให้หลังก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำเกาะฮ่องกง ควบคู่ไปกับตำแหน่งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มแห่งองค์สมเด็จพระราชินีในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศจีน ญี่ปุ่นและสยาม ตลอดจนประเทศอื่นๆในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออก ด้วยเหตุนี้เมื่อเปรียบเทียบกับราชทูตสามคนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ครอฟอร์ด, เฮนรี่ เบอร์นีย์ หรือว่า เจมส์ บรุ๊คค์ เซอร์จอห์นผู้นี้จึงจัดได้ว่าไม่ธรรมดา

ด้วยความสามารถที่หลากหลายประการของเขาทำให้เป็นที่คาดการณ์กันว่า เซอร์จอห์นจะต้องประสพความสำเร็จอย่างงดงามในการบริหารราชการแผ่นดินบนเกาะฮ่องกง ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่ความสามารถในการเป็นนักบริหารจัดการที่ดีมิได้มีอยู่ในคุณสมบัติประดามีเหล่านั้นของเขา ด้วยเหตุนี้วาระการดำรงตำแหน่งของเขาที่ฮ่องกงจึงจัดได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เซอร์จอห์นไม่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่พ่อค้าชาวอังกฤษ และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาได้มีส่วนร่วมในการจุดชนวนสงครามฝิ่นครั้งที่สองกับพวกราชวงศ์ต้าชิง ด้วยการส่งกองเรือรบออกไปยิงถล่มตามแนวชายฝั่งของมณฑลกวางตุ้งด้วยปัญหาข้อพิพาทอันเกิดมาจากสาเหตุเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเซอร์จอห์นก็ได้มีโอกาสพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในเชิงการทูตอันหาตัวจับยากของเขา เมื่อเขาเดินทางมาเปิดการเจรจาการค้ารอบใหม่กับสยามเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1855

บุคคลผู้รับผิดชอบในงานเอกสารของการเจรจาครั้งนี้คือ บุตรชายของเซอร์จอห์น - มิสเตอร์จอห์น ซี เบาว์ริ่ง และมิสเตอร์แฮรี่ ปาร์ค เลขานุการส่วนตัว แต่ความสำเร็จของการเจรจาต้องยกประโยชน์ให้กับรัชกาลที่สี่กับตัวเซอร์จอห์นเองที่มีความตั้งใจจริงในการที่จะสานความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เป็นที่ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าสยามมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาการค้าเสรีและเปิดรับการเข้ามาของอธิพลตะวันตก อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัชกาลที่สี่ทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่งก็คือ ภาพลักษณ์ของสยามต่อประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงโดยเฉพาะเวียตนาม เพราะอาจมีการตีความไปได้ว่านี่เป็นการยอมสวามิภักดิ์ของสยามต่อจักรวรรดิ์อังกฤษ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงย้ำนักย้ำหนากับเซอร์จอห์นว่า ให้เดินทางไปเวียตนามและทำข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกัน เช่นนี้แล้วสยามจึงจะสามารถเลี่ยงจากข้อครหานี้ไปได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงกังวลพระทัยถึงเรื่องของตัวบุคคลที่ทางการอังกฤษจะส่งมาเป็นกงศุลใหญ่ในบางกอกว่า เขาจะมีความเป็นสุภาพบรุษเช่นเดียวกับเซอร์จอห์นหรือไม่ ซึ่งเกี่ยวกับทั้งสองประเด็นนี้เซอร์จอห์นได้กราบทูลต่อรัชกาลที่สี่ว่า เขาเองก็มีความประสงค์ที่จะเดินทางไปทำข้อตกลงทางการค้ากับเวียตนาม และทางรัฐบาลอังกฤษจะคัดเลือกเฉพาะบุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมเท่านั้นให้มารับตำแหน่งที่บางกอก



อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการเพื่อให้มีการทำข้อตกลงฉบับนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมและไร้ที่ติ รัชกาลที่สี่ทรงตระหนักดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของอัตราภาษีศุลกากร หรือว่าเรื่องการที่จะให้ใครมาเป็นกงศุลใหญ่ประจำบางกอก หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ์สภาพนอกอณาเขตของพลเมืองอังกฤษ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของสยามและจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้กับเซอร์จอห์นในฐานะคู่เจรจาที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับพระองค์ได้ว่า สนธิสัญญาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสยามไม่น้อยไปกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษ

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2553    
Last Update : 12 มิถุนายน 2553 19:25:48 น.
Counter : 844 Pageviews.  

สยามในอดีต ตอนที่สาม

พิรัส จันทรเวคิน

เนื้อหาของบทความนี้นำมาจากบทความเรื่อง "King Mongkut of Siam" ที่เขียนโดย Robert Bruce และลงพิมพ์ในวารสาร History Today ฉบับเดือนตุลาคม 1968 ซึ่งเป็นการนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของสยามในสายตาของนักประวัติศาสตร์ตะวันตก


หลังจากที่ทรงผนวชมาได้ยี่สิบเจ็ดพรรษา เจ้าฟ้ามงกุฏฯก็ทรงได้ลาสิกขาบทจากความเป็นสมณะเพศ และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สี่แห่งแผ่นดินสยามเมื่อเดือนเมษายน ปี 1851 ขณะที่กำลังทรงมีพระชนม์มายุได้สี่สิบเจ็ดพรรษา การเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของพระองค์ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการค้าและพันธไมตรี จากประเทศที่เคยแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาช้านาน บัดนี้สยามได้กลายเป็นประเทศที่เปิดกว้างและอ้าแขนต้อนรับคณะทูตานุทูตจากชาติตะวันตกที่ได้เดินทางหลั่งไหลกันเข้ามาเจริญสัมพันธ์ไมตรี โดยสยามได้หันมาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเจรจาการค้าเสรี ทันทีที่เสด็จขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สมเด็จพระอนุชาธิราชของพระองค์ผู้ซึ่งมีความแตกฉานในภาษาอังกฤษและเชี่ยวชาญทางด้านเครื่องยนต์กลไกตลอดจนวิชาการต่อเรือสมัยใหม่จากตะวันตก ขึ้นพระเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง โดยให้ดำรงพระอิสริยยศเสมอด้วยพระองค์ เพราะฉนั้นในยุคนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของสยามโดยแท้ เพราะว่ามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอยู่ถึงสองพระองค์ คือสมเด็จพระองค์ใหญ่หรือ The First King ตามคำเรียกขานของชาวตะวันตกในสมัยนั้น และสมเด็จพระองค์รองหรือ The Second King หนทางสู่การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยได้เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นแล้ว

เจ้าฟ้ามงกุฎฯทรงออกผนวชเมื่อปี 1824 ขณะทรงมีพระชมน์มายุได้ยี่สิบพรรษา ซึ่งก็เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติของชายไทยทั่วไปที่เมื่อมีอายุครบกำหนด จะต้องเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเป็นเวลาสามเดือน ซึ่งก็ควรจะเป็นกำหนดเวลาเช่นนั้นสำหรับการผนวชของเจ้าฟ้ามงกุฏฯ ทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เข้าสู่สมณะเพศได้ไม่นาน รัชกาลที่สองก็เสด็จสวรรคตและเจ้าฟ้าเจษฎาบดินทร์พระเชษฐาต่างพระมารดาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่สาม แม้ว่าโดยลำดับการสืบสันตติวงศ์แล้ว เจ้าฟ้ามงกุฏฯจะอยู่ในลำดับชั้นที่สูงกว่าสมเด็จพระเชษฐาธิราช แต่เจ้าฟ้าเจษฎาบดินทร์ทรงมีบทบาทในการช่วยเหลือราชการแผ่นดินของสมเด็จพระราชบิดามากกว่า ด้วยเหตุนี้บรรดาเหล่าขุนนางและเจ้านายชั้นสูงจึงเลือกให้เจ้าฟ้าเจษฎาบดินทร์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป อาจจะเป็นด้วยความท้อพระราชหฤทัยหรือจะเป็นด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ เจ้าฟ้ามงกุฏฯจึงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในร่มกาสาวภักดิ์ต่อไปโดยไม่มีกำหนด และในระหว่างที่ทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ก็ได้ทรงสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้นมา นิกายนี้เป็นนิกายใหม่ในพระพุทธศาสนาที่เน้นหนักไปในเรื่องของวินัยปฏิบัติ จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมายอยู่บ้างสำหรับชาวตะวันตก ที่การอยู่ในสมณะเพศของเจ้าฟ้ามงกุฏฯจะเป็นการเตรียมพระองค์ที่ดีสำหรับการขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงมีโอกาสได้พบปะกับผู้คนมากหน้าหลายตาในหลากหลายชนชั้น นอกจากนี้ยังทรงออกเดินทางธุดงค์ไปยังท้องที่ต่างๆ จึงทำให้ทรงรับรู้รับทราบถึงสารทุกข์สุขดิบของผู้คนตลอดจนถึงความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี เรียกว่าอาจจะทรงทราบดีกว่าตัวสมเด็จพระเชษฐาเองด้วยซ้ำ



ความสนพระทัยของเจ้าฟ้ามงกุฏฯนั้นมิได้จำกัดอยู่เฉพาะหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา แต่หากยังรวมไปถึงคำสอนของศาสนาอื่นอีกด้วย เพราะในระหว่างที่ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารนั้น พระองค์ก็มักใช้เวลาว่างในการแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกับบาทหลวงโรมันแคททอลิกชาวฝรั่งเศสชื่อ บิชอป ปาเลอกัว แห่งโบสถ์อัสสัมชัญที่อยู่ใกล้เคียง จนมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีอยู่บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงเชิญให้ท่านบิชอปมาเทศนาธรรมที่วัด ตามความเห็นของท่านบิชอป เจ้าฟ้ามงกุฏฯมีความชื่นชมในหลักศีลธรรมของคริสเตียน แต่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในหลักธรรมคำสอน ในระหว่างการสนทนาธรรมครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสวิพากษ์วิจารณ์ให้ท่านบิชอปฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า “สิ่งที่ท่านสั่งสอนผู้คนให้ยึดถือปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่ท่านสั่งสอนให้พวกเค้าเชื่อนั้นเป็นเรื่องที่ดูโง่เขลา” นอกเหนือจากการแลกเปลี่ยนหลักธรรมคำสอนทางศาสนาแล้ว ทั้งสองยังแลกเปลี่ยนความรู้กันทางด้านภาษาศาสตร์ตลอดจนความรู้แขนงอื่นๆอีกด้วย ท่านบิชอปเรียนรู้ภาษาบาลีจากเจ้าฟ้ามงกุฏฯ และในขณะเดียวกันเจ้าฟ้ามงกุฏฯเองก็เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสและภาษาละตินตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของยุโรปจากท่านบิชอป ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสนพระราชหฤทัยในวัฒนธรรมตะวันตกของเจ้าฟ้ามงกุฏฯ

ในช่วงเวลานั้นนอกเหนือจากพวกแคททอลิกที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในบางกอกแล้ว ยังมีพวกมิชชั่นนารีโปรเตสแตนท์นิกายเพรสไบทีเรียนจากอเมริกาเดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาอีกด้วย สิ่งที่พวกอเมริกันนำเข้ามานอกเหนือจากหลักธรรมคำสอนที่แตกต่างจากพวกแคททอลิกแล้ว ก็คือการพิมพ์ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในยุคนั้น หัวหน้าคณะมิชชั่นนารีอเมริกันในเวลานั้นมีชื่อว่าสาธุคุณ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) ผู้ซึ่งต่อมาได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับเจ้าฟ้ามงกุฏฯ สำหรับเจ้าฟ้ามงกุฏฯแล้วภาษาอังกฤษถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขเข้าไปสู่แหล่งความรู้สมัยใหม่ของพวกตะวันตก พระองค์ทรงศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ เรขาคณิต และดาราศาสตร์ด้วยความเอาจริงเอาจังและสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงมีพระดำริว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนานั้นสามารถไปด้วยกันได้ และก็เช่นเดียวกับบิชอป ปาเลอกัว ท่านสาธุคุณเองก็ได้ถูกรับเชิญให้มาเทศนาธรรมที่วัดบวรนิเวศ์วิหารอยู่เนืองๆ ความไฝ่รู้ไฝ่ศึกษารวมถึงแนวคิดที่เปิดกว้างตามแบบเสรีนิยมของเจ้าฟ้ามงกุฏฯถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งสำหรับเหล่าเจ้านายชั้นสูงของเอเชีย



เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏฯเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่สี่ในปี 1851 นั้น สยามยังมีสถานะเป็นเพียงแค่รัฐเล็กๆที่ปกครองด้วยระบอบศักดินาเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งยังมีทาสอยู่ดาษดื่นและสามัญชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระเจ้าแผ่นดินของตนเอง ระบบเศรษฐกิจยังล้าหลัง ไม่มีโรงเรียนหรือว่าถนนหนทางใดๆทั้งสิ้น นอกเหนือจากคณะมิชชันนารีและพวกพ่อค้าชาวตะวันตกเพียงไม่กี่รายแล้ว สยามแทบจะไม่ได้มีการติดต่อใดๆกับซีกโลกตะวันตกเลย ด้วยความเป็นนักปฏิรูปของพระองค์ รัชกาลที่สี่ทรงตั้งพระทัยที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีเสียงเรียกร้องจากราษฎรที่เคยชินกับระบบเก่ามาช้านาน และภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีที่ทรงครองราชย์ ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมก็เริ่มขึ้น มีการยกเลิกการห้ามมองพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ เมื่อรัชกาลที่สี่เสด็จไปยังสถานที่ใด ราษฎรก็ไม่จำเป็นต้องปิดประตูหน้าต่างและเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน หรือว่าต้องหลีกหนีขบวนเสด็จเหมือนเช่นเมื่อกาลก่อนอีก นอกจากนี้ราษฎรยังสามารถยื่นถวายฏีกาเรื่องต่างๆถึงพระองค์ ซึ่งก็จะทรงลงมากำกับดูแลด้วยพระองค์เอง รัชกาลที่สี่ไม่ได้ทรงเลิกทาส แต่ว่าพระองค์ทรงออกคำสั่งให้มีการปฏิบัติที่ดีและเหมาะสมต่อทาส และด้วยความใส่พระทัยในทุกข์สุขของราษฎรในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ พระองค์ได้ทรงสั่งห้ามการโยนสัตว์ที่ตายแล้วลงไปในแม่น้ำลำคลอง ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ส่วนทางด้านของการเงินการคลังนั้น ก็ได้ทรงปฏิรูประบบเงินตรา โดยหันมาใช้เหรียญกษาปณ์แบบฝรั่งแทนที่เงินพดด้วงในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยว เมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะกำลังเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่องในราชอณาจักรที่แทบจะไม่ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงใดๆเลยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2553    
Last Update : 10 มิถุนายน 2553 15:52:50 น.
Counter : 555 Pageviews.  

สยามในอดีต ตอนที่สอง

พิรัส จันทรเวคิน

เนื้อหาของบทความนี้นำมาจากบทความเรื่อง "King Mongkut of Siam" ที่เขียนโดย Robert Bruce และลงพิมพ์ในวารสาร History Today ฉบับเดือนตุลาคม 1968 ซึ่งเป็นการนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของสยามในสายตาของนักประวัติศาสตร์ตะวันตก


หลังจากที่สยามทำข้อตกลงทางการค้าในสนธิสัญญาเบอร์นีย์กับอังกฤษได้ไม่นาน พวกอเมริกันก็เข้ามาและมีการทำข้อตกลงแบบเดียวกันในปี 1833 ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี ข้อตกลงเหล่านั้นก็กลับถูกลืมเลือน ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเช่นเมื่อก่อนที่จะมีการทำสัญญา ราชสำนักสยามมอบสิทธิ์ขาดในการนำเข้าและส่งออกสินค้าให้กับพวกพ่อค้าชาวจีน มีการเก็บภาษีศุลกากรแบบตามใจชอบและในอัตราที่สูงลิบ เป็นเหตุให้มูลค่าทางการค้าระหว่างสยามกับชาติตะวันตกลดลงอย่างฮวบฮาบ ในขณะที่จักรวรรดิ์อังกฤษกำลังแผ่ขยายธุรกิจการค้าของตนไปยังพื้นที่ต่างๆในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นที่สิงค์โปร์หรือว่าที่บอร์เนียว ทว่ามูลค่าทางการค้ากับราชอณาจักรสยามซึ่งสามารถพัฒนาให้กลายไปเป็นตลาดการค้าที่สำคัญในภูมิภาคกลับเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่พวกอังกฤษต้องการให้สยามปรับเปลี่ยนนโยบายทางการค้าของตนเสียใหม่ให้มีการเปิดกว้างเป็นระบบและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงได้ส่งให้เซอร์เจมส์ บรุ๊คค์ เดินทางมากับเรือรบหลวงสฟิงค์เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1850 เพื่อเปิดการเจรจารอบใหม่กับทางราชสำนักสยาม ซึ่งในการเดินทางมาครั้งนี้ลอร์ดปาล์มเมอร์ตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษในขณะนั้นได้กำชับอย่างหนักแน่นกับเซอร์เจมส์ว่า

“ในการเจรจาการค้ากับสยามนั้น ขอให้ท่านจงระมัดระวังอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ลงไปยุ่งเกี่ยวกับข้อขัดแย้งใดๆที่มีอยู่ อันอาจส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศเราย่ำแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นผลให้รัฐบาลของสมเด็จพระราชินีต้องหันมาใช้นโยบายบีบบังคับด้วยกำลังต่อสยาม หากว่าการเจรจาของท่านในครั้งนี้ไม่ประสพกับความสำเร็จ อย่างน้อยก็ควรให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพเหมือนเดิม อย่าให้มีความขัดแย้งใดๆเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ทางรัฐบาลต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อลงโทษสยาม เพราะว่ามันจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ”



เจมส์ บรุ๊คค์ เป็นพ่อค้าชาวอังกฤษที่ได้รับการแต่งตั้งจากสุลต่านแห่งบรูไนให้มีตำแหน่งเป็นราชาแห่งซาราวัค นับเป็นคนขาวคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีตำแหน่งเป็นมหาราชาแห่งแว่นแคว้น เขามีความเข้าใจในสภาพบ้านเมืองของสยามอย่างลึกซึ้ง และมีความชื่นชมในตัวเจ้าฟ้ามงกุฏฯ ผู้ซึ่งแตกฉานในภาษาอังกฤษและรอบรู้ในศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆของชาวตะวันตก บรุ๊คค์มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะสานสัมพันธ์อันดีกับราชอณาจักรสยาม ทว่าการณ์กลับไม่เป็นดั่งคาด

เรือรบหลวงสฟิงค์ที่บรุ๊คโดยสารมาแล่นไปติดตื้นที่ปากน้ำ และแทนที่จะได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่สาม บรุ๊คค์กลับต้องเจรจาการค้ากับเจ้ากรมพระคลังข้างที่แทน ทุกประเด็นที่บรุ๊คค์หยิบยกขึ้นมาได้รับการตอบปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย สยามอ้างว่าสนธิสัญญาเบอร์นีย์ฉบับเก่าก็ดีอยู่แล้ว สยามไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องทำข้อตกลงฉบับใหม่กับจักรวรรดิ์อังกฤษอีก และเมื่อบรุ๊คค์ร้องขอให้มีการเปิดการค้าเสรีในสยาม เจ้ากรมพระคลังข้างที่กลับตอบว่าสยามได้เปิดให้มีการค้าเสรีอยู่แล้ว สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิ์สภาพนอกอณาเขตและการจัดตั้งสถานกงศุลในบางกอกนั้น ทางราชสำนักสยามเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและยังไม่สมควรแก่เวลา การเจรจาในลำดับถัดมากับบรรดาเหล่าขุนนางชั้นสูงก็มิได้มีความคืบหน้าใดๆ พวกนั้นได้ขอให้บรุ๊คค์ทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งการดำเนินการในช่องทางนี้ก็มิได้มีความคืบหน้าใดๆอีกเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดว่าสยามไม่ต้องการจะกระชับความสัมพันธ์กับอังกฤษ และเมื่อภารกิจครั้งนี้ล้มเหลว ความคิดในเชิงประนีประนอมที่มีมาแต่แรกของเซอร์เจมส์ บรุ๊คค์ก็เปลี่ยนไป เขาทำหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ แนะนำให้มีการใช้กำลังเข้าจัดการกับสยาม ในหนังสือฉบับดังกล่าว บรุ๊คค์ได้เขียนเอาไว้ว่า

“หากว่าข้อเรียกร้องที่เป็นธรรมนี้ได้รับการตอบปฏิเสธ ก็ควรมีการจัดส่งกองกำลังเข้าไปเพื่อการบังคับใช้ โดยจะต้องทำลายแนวป้องกันตามริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อให้ทหารของฝ่ายเราสามารถเข้าทำการยึดเมืองหลวงได้โดยง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการประกันสันติภาพและผลประโยชน์ทางการค้าที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต” ข้ออ้างในการรุกรานของบรุ๊คค์ก็คือ สยามได้ละเมิดสนธิสัญญาเบอร์นีย์ โดยปล่อยให้มีการผูกขาดทางการค้าเกิดขึ้น และสยามได้ตอบปฏิเสธผลประโยชน์ที่อังกฤษหยิบยื่นให้ คำขู่ที่จะใช้กำลังของบรุ๊คค์สร้างความหวาดระแวงใจให้กับทางราชสำนักสยาม ด้วยเหตุนี้ภารกิจในการเจรจาครั้งนี้แทนที่จะเป็นผลดี กลับส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ



นับว่าเป็นโชคดีของสยามที่รัฐบาลอังกฤษที่ลอนดอนไม่ตอบรับแนวคิดการใช้กำลังของบรุ๊คค์ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสยามนี้ บรุ๊คค์ได้เสนอแนวทางแก้ไขเอาไว้แล้วล่วงหน้า นั่นก็คือรอให้ถึงเวลาผลัดแผ่นดิน เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯผู้ซึ่งมีแนวคิดที่เปิดกว้างเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จากนั้นจึงค่อยเร่งสานสัมพันธ์กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบรุ๊คค์ค่อนข้างจะมีความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศน่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทันทีที่เรือของพวกอังกฤษแล่นพ้นไปจากปากลำน้ำเจ้าพระยา พวกอเมริกันที่นำขบวนโดยกัปตันโจเซฟ บาลิสเตียร์ ก็เข้ามา โดยถือหนังสือสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐฯมาด้วย หากว่าภารกิจของบรุ๊คค์ถือได้ว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว ภารกิจของพวกอเมริกันกลับดูเลวร้ายยิ่งกว่า ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นนี้ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ได้บันทึกเอาไว้ว่า

“บาลิสเตียร์ไม่ประสพความสำเร็จในการทำธุรกิจของเขาที่สิงค์โปร์ พวกอเมริกันน่าจะหาคนชั้นสูงหรือคนที่มีภูมิหลังที่ดีกว่านี้มาเจรจา ยิ่งได้คนที่เป็นที่รู้จักของราชสำนักด้วยยิ่งดี การเลือกเอาบุคคลที่มีพื้นเพแบบนี้มาเจรจาความเมืองกับพวกสยามซึ่งยึดติดในศักดิ์ศรีของตนเองเป็นที่สุด ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลามาก” บาลิสเตียร์ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเพื่อถวายหนังสือจากประธานาธิบดีสหรัฐฯและได้รับการปฏิบัติที่ย่ำแย่จากฝ่ายสยาม เขาเดินทางออกจากบางกอกหลังจากใช้เวลาอยู่ที่นั่นเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยปราศจากการบรรลุข้อตกลงใดๆ ด้วยความโกรธเขาจึงได้เขียนรายงานไปยังวอชิงตันว่า "มีเพียงหนทางเดียวที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้ากับสยาม นั่นก็คือการข่มขู่คุกคามด้วยกำลังที่เหนือกว่า" หลังจากที่เขาเดินทางออกไป ก็ได้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าจะมีสงครามเกิดขึ้นกับพวกฝรั่ง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งพระนคร ทว่าหลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็สงบลงเมื่อรัชกาลที่สามเสด็จสวรรคต และเจ้าฟ้ามงกุฏฯเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 7 มิถุนายน 2553 23:19:47 น.
Counter : 797 Pageviews.  

สยามในอดีต ตอนที่หนึ่ง

พิรัส จันทรเวคิน

เนื้อหาของบทความนี้นำมาจากบทความเรื่อง "King Mongkut of Siam" ที่เขียนโดย Robert Bruce และลงพิมพ์ในวารสาร History Today ฉบับเดือนตุลาคม 1968 ซึ่งเป็นการนำเสนออีกมุมมองหนึ่งของสยามในสายตาของนักประวัติศาสตร์ตะวันตก

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบปีที่แล้ว สยามประเทศกำลังอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงกับการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติมหาอำนาจตะวันตก ประเทศกำลังถูกคุกคามจากภัยรอบด้าน ด้วยเนื่องจากว่าทางด้านทิศตะวันตกศัตรูคู่อาฆาตมาช้านานอย่างพม่า ก็ได้ถูกพิชิตและยึดครองโดยพวกอังกฤษ ส่วนทางด้านทิศตะวันออกฝรั่งเศสเองก็กำลังแผ่ขยายอธิพลของตนเข้ามายังแว่นแคว้นอินโดจีน และในขณะเดียวกันทางด้านทิศใต้สิงห์โตจากบริเตนใหญ่ก็กำลังรุกคืบเข้ามาในคาบสมุทรมลายา โลกกำลังอยู่ในยุคทองของการล่าอณานิคม กระทั่งมหาอำนาจในภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่มาช้านานอย่างจีนเอง ก็ยังต้องปราชัยให้กับกองกำลังขนาดเล็กที่ติดอาวุธอันทันสมัยของพวกตะวันตกในสงครามฝิ่นครั้งแรก จนต้องสูญเสียพื้นที่บางส่วนของประเทศไป หากสยามไม่ปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกแล้ว ก็มีหวังคงไม่แคล้วปากเหยี่ยวปากกาครั้งนี้ไปได้เป็นแน่แท้

นับว่าเป็นโชคดีที่สยามมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีวิสัยทรรศน์อันกว้างไกลอย่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่ชาวตะวันตกเรียกกันจนติดปาก King Mongkut ด้วยแนวคิดที่เปิดกว้างตลอดจนถึงพระอัจฉริยะภาพทางการทูตอันหาตัวจับยากของพระองค์ ราชอณาจักรสยามจึงสามารถประคองตนให้รอดพ้นจากการถูกยึดครองในครั้งนี้ไปได้ และได้กลายมาเป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด ซึ่งเมื่อกล่าวถึงพระราชกรณียกิจในด้านการต่างประเทศของพระองค์แล้ว ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะได้แก่การลงนามในสัญญาทางการค้าและพันธไมตรีกับราชอณาจักรอังกฤษหรือบริเตนใหญ่ ที่เรียกกันว่า “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” เมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 1855 ถือได้ว่าเป็นการเปิดประเทศเป็นครั้งแรกหลังจากการล่มสลายของราชอณาจักรอยุธยา ซึ่งเมื่อมองอีกนัยนะหนึ่งก็เท่ากับว่าราชอณาจักรบริเตนใหญ่ให้การรับรองในความเป็นเอกราชของสยามนั่นเอง



การเปิดประเทศของสยามแตกต่างจากการเปิดประเทศของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งในรายแรกเกิดจากความปราชัยในสนามรบ และในรายหลังเกิดจากการคุกคามด้วยกำลังทางเรือที่เหนือกว่า หากทว่าสยามสมัครใจที่จะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับชาติตะวันตกโดยปราศจากการสู้รบหรือการข่มขู่คุกคามใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของล้นเกล้ารัชกาลที่สี่ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงประเด็นนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตข้างหน้าของประเทศ ทั้งนี้เพราะหลังจากเปิดสัมพันธ์ไมตรีกับอังกฤษได้ไม่นาน ก็ได้มีการลงนามในข้อตกลงแบบเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสตลอดจนบรรดาชาติอื่นๆในยุโรป ซึ่งในข้อตกลงดังกล่าวสยามได้ยกเลิกระบบผูกขาดทางการค้าที่มีอยู่มาช้านาน และเปิดรับนโยบายการค้าเสรี มีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรในอัตราที่แน่นอน เป็นผลให้มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับเทคโนโลยี่และระบบการจัดการตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่จากตะวันตก เพื่อนำมาใช้ในการปฏิรูประเทศให้ทันสมัยตามแบบอย่างของชาติที่เจริญแล้ว

เป็นระยะเวลากว่าศตวรรษครึ่งมาแล้วหลังจากคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่นำพระราชสาสน์เดินทางมาเจริญสัมพันธ์ไมตรีในปี 1689 ที่ราชอณาจักรสยามแทบมิได้มีการติดต่อกับชาติใดๆในซีกโลกตะวันตกเลย แต่กลับมุ่งความสนใจของตนไปที่การทำศึกสงครามกับพม่า ซึ่งต่อมาพม่าก็ได้เข้ายึดและเผาทำลายกรุงศรีอยุธยาลงในปี 1767 ต่อมาเมื่อมีการสถาปนาราชวงศ์ใหม่โดยย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่บางกอกเมื่อปี 1782 พวกอังกฤษในนามของบริษัทอีสต์อินเดียคัมปานีก็กำลังสร้างฐานอำนาจของตนในอินเดีย การค้าขายใบชากับจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและทำกำไรอย่างงดงามให้กับบริษัท ส่วนทางด้านทิศใต้ในคาบสมุทรมลายานั้น กัปตันฟรานซิส ไลท์ ก็ประสพความสำเร็จในการทำสัญญาเช่าเกาะปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ (กลันตัน) เพื่อใช้เป็นเมืองท่าสำคัญทางการค้า เคดาห์ในห้วงเวลานั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในเขตอธิพลของสยาม หากทว่ารัชกาลที่หนึ่งทรงกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างนครหลวงแห่งใหม่ เกินกว่าที่จะมาสนพระทัยกับการแผ่ขยายอธิพลของอังกฤษเข้ามาในมลายู ด้วยเหตุนี้สยามจึงถูกดึงลงมาเกี่ยวข้องด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าสยามอยู่ในเส้นทางการค้าและการเดินเรือ หากแต่เป็นเพราะรัฐเคดาห์และรัฐอื่นๆในมลายาต่างหาก



ต่อมาในปี 1818 หลังจากได้วางฐานไว้เป็นที่มั่นคงแล้ว ราชวงศ์ใหม่แห่งสยามจึงได้หันเหความสนใจมายังคาบสมุทรมลายู สยามได้บีบบังคับให้รัฐเคดาห์ในฐานะที่เป็นเมืองขึ้น เข้าทำการโจมตีเปรัคซึ่งเป็นรัฐเพื่อนบ้าน และเพื่อสนับสนุนการรบ กองทัพจากสยามจึงได้เคลื่อนพลเข้ายึดครองเคดาห์ เป็นผลให้สุลต่านแห่งเคดาห์ต้องหนีไปตั้งหลักยังเกาะปีนัง การกระทำดังกล่าวของสยามสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งให้กับเหล่าพ่อค้าชาวอังกฤษ ซึ่งได้ร้องเรียนไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัทอีสต์อินเดียที่เมืองกัลกัตตา แต่ทว่าคณะผู้บริหารของบริษัทได้มีคำสั่งออกมาว่าให้หลีกเลี่ยงการทำสงครามกับสยาม เพราะว่าจะส่งผลเสียหายให้กับตัวบริษัท รวมถึงแผนการณ์แผ่ขยายอธิพลของอังกฤษเข้ามายังภูมิภาคแห่งนี้ แต่ให้หันไปดำเนินนโยบายประนีประนอมแทน ซึ่งเหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่าอังกฤษในช่วงเวลานั้นกำลังทำการรบติดพันอยู่กับพม่า ดังนั้นจึงต้องการแรงสนับสนุนจากสยาม ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งใดๆกับทางราชสำนักสยามจึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์และควรหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด

จุดมุ่งหมายของบริษัทอีสต์อินเดียในเวลานั้นนอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับราชสำนักสยามแล้ว ก็คือการเร่งปรับปรุงความสัมพันธ์ทางการค้ากับสยามให้เป็นระบบและมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เอง สแตมฟอร์ด ราล์ฟเฟิล ผู้ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงค์โปร์ ได้บรรยายเอาไว้ด้วยความคับแค้นใจว่า "สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งไปขายได้ถูกนำไปกำนัลให้กับบรรดาเหล่าเจ้านายชั้นสูง มีเพียงส่วนที่เหลือจากการคัดแยกแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไปได้ การทำการค้าในลักษณะเช่นนี้มีแต่จะสร้างความขาดทุนให้กับบริษัท" ดังนั้นเพื่อเป็นการเยียวยาสถานการณ์ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียจึงได้ส่งมิสเตอร์ จอห์น ครอฟอร์ด (จอน การะฟัด) ให้เดินทางเข้ามายังบางกอกในปี 1822 เพื่อเปิดการเจรจา ครอฟอร์ดได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารัชกาลที่สองและใช้เวลาอยู่ในบางกอกประมาณสี่เดือน แต่ทว่าการเจรจากับราชสำนักสยามก็กลับมิได้มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องของการค้าและการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ตลอดจนถึงเรื่องการขอยกเว้นบทลงโทษตามกฏหมายไทยซึ่งดูป่าเถื่อนโหดร้ายในสายตาของโลกตะวันตกให้กับคนที่ถือสัญชาติอังกฤษที่กระทำความผิดภายในราชอณาจักร



ต่อมาอีกสี่ปีให้หลังในปี 1826 บริษัทอีสต์อินเดียได้มีความพยายามอีกครั้งด้วยการส่งกัปตัน เฮนรี่ เบอร์นีย์ (หันตรีบารนี) เดินทางเข้ามาเปิดการเจรจารอบใหม่กับราชสำนักสยาม ซึ่งในภารกิจครั้งนี้สภาพการณ์โดยรอบได้ผิดแผกไปจากเดิม จักรวรรดิ์อังกฤษได้รับชัยชนะในการทำศึกกับพม่า และสยามมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม เบอร์นีย์ใช้เวลาในการเจรจาอยู่เก้าเดือนจนสามารถบรรลุข้อตกลงกับราชอณาจักรสยามได้ในระดับหนึ่ง แต่ทว่าปัญหาสำคัญยังคงอยู่ นั่นก็คือประเด็นเรื่องรัฐเคดาห์ซึ่งสยามได้ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติของตนต่อไป กับประเด็นเรื่องการให้สิทธิ์สภาพนอกอณาเขตแก่พลเมืองอังกฤษ ซึ่งสยามได้ปฏิเสธอย่างแข็งขัน นอกจากนี้แล้วเบอร์นีย์ยังล้มเหลวในการขออณุญาตก่อตั้งสถานกงศุลอังกฤษในบางกอกอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเจรจาครั้งนี้สามารถถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

<ยังมีต่อ>

สงวนลิขสิทธิ์ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ห้ามนำบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของบทความ มิฉนั้นจะถูกดำเนินการทางกฎหมาย




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 29 สิงหาคม 2553 14:21:50 น.
Counter : 1675 Pageviews.  


piras
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความสวยงาม ไม่แพ้ภาษาของชนชาติใดในโลก

free counters
Friends' blogs
[Add piras's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.