อธิบายกลไกการเสพติดแบบเข้าใจง่าย
ปกติแล้วสมองมนุษย์นั้นจะมีส่วนที่ตอบสนองต่อ"ความรู้สึกพึงพอใจ"ครับ อะไรที่เราทำแล้วเราพึงพอใจ สมองจะสั่งให้ทำสิ่งนั้นซ้ำอีก

ซึ่งธรรมชาติได้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อการดำรงชีวิต เช่น ความหิว,เซ็กส์ ฯลฯ เมื่อเ
ราหิวเราต้องหาอะไรกิน เมื่ออาหารตกถึงท้องสมองจะรับรู้ถึงความพึงพอใจและต้องกินซ้ำแล้วซ้ำอีก(ในมื้อต่อไป)

ในกรณีของเซ็กส์นั้น ธรรมชาติกำหนดมาเพื่อให้ใช้สืบสายพันธุ์มนุษย์ เคยได้ยิน"อาการเสพติดเซ็กส์"มั้ยครับ มันเป็นอาการทางจิตเภทอย่างหนึ่งซึ่งต้องได้รับการบำบัด ซึ่งคนที่จะเกิดอาการเสพติดเซ็กส์แบบนี้ได้นั้น จะต้องเคยมีเซ็กส์มาแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ยังบริสุทธิ์อยู่จะไม่มีวันลงแดงเมื่อชีวิตขาดเซ็กส์อย่างแน่นอนครับ

อาการเสพติดเซ็กส์นั้นก็มีรูปแบบคล้ายๆกับการเสพติดยาครับ

เวลามีเซ็กส์ เมื่อถึงจุดสุดยอด (orgasm) สมองจะหลั่งสารเคมีออกมาหลายตัว ตัวที่สำคัญๆ เช่น เอ็นดอร์ฟีน,โดปามีน,อ็อกซิโทซิน ทำให้เราเกิดความพึงพอใจ และอยากมีเซ็กส์อีกบ่อยๆ (อิอิ)

ส่วนยาเสพติดนั้น เมื่อเราเสพเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยการกิน,การสูบควันหรือการฉีด มันก็จะไปทำให้เคมีสมองเปลี่ยนแปลงไปครับ อันนี้แล้วแต่ชนิดของสารเสพติด สารเสพติดแต่ละชนิดจะมีรูปแบบการออกฤทธิ์ต่อสมองแตกต่างกันไป แต่ทุกชนิดล้วนส่งผลต่อสารเคมีในสมองอย่าง"รุนแรง"ทุกชนิด

สิ่งที่เกิดตามมาคือเราจะเกิดความรู้สึก"พึงพอใจ" หรือภาวะ "ไฮ" เป็นความรู้สึกที่ดีมาก มากกว่าเซ็กส์หลายเท่า

แต่สิ่งที่ตามมาคือเมื่อสารเสพติดนั้นหมดฤทธิ์ลง สมองก็จะปรับระดับของสารเคมีให้กลับสู่สภาวะปกติ

ผลก็คือเราจะเกิดอาการถอนยา-withdrawal symptom พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือความรู้สึกแย่-หดหู่-หงุดหงิดแบบไม่มีเหตุผลและไม่จำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นภายนอกครับ คืออยู่ดีๆ ก็"นอยด์"ขึ้นมาซะงั้น เพราะขาดยา

ทำให้ในท้ายที่สุดเราต้องหวนไปหาสารเสพติดตัวนั้นมาใช้อีก เพื่อให้อาการถอนยาหมดไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาการถอนยาของสารเสพติดแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป ตามชนิดของสารเคมีในสมองที่ถูกรบกวนนะครับ

บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมเวลาเราไม่มีเซ็กส์เป็นเวลานานๆเราก็ไม่เห็นจะมีอาการผิดปกติใดๆเกิดขึ้นนี่นา ทั้งๆที่มันก็ทำให้เกิดความพึงพอใจเหมือนกัน?

เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายๆครับ คือเซ็กส์เป็นสิ่งที่ธรรมชาติของมนุษย์สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเคมีสมองที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่มีเซ็กส์และช่วงที่ถึงจุดสุดยอดนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากมายมหาศาลเท่ากับที่สารเสพติดทำ สมองจะปรับสู่สภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน

แต่สารเสพติดนั้นจะทำให้สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากมายมหาศาลครับ ยกตัวอย่างเช่น ยาบ้า-ยาไอซ์ (Methamphetamine) สามารถเพิ่มระดับของสารโดปามีนในสมองได้มากกว่าปกติถึง 1,200% มากกว่าเซ็กส์ 12 เท่า (เดี๋ยวจะมีรายละเอียดให้ได้อ่านต่อไปครับ)

เพราะฉะนั้นผลที่ตามมาหลังจากสมองปรับระดับสารเคมีเข้าสู่สภาวะปกติก็คืออาการถอนยา หรือความรู้สึกตรงกันข้ามกับตอนที่ใช้ยาเสพติดครับ (ถ้าตอนใช้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า อาการถอนยาจะเป็นอาการง่วงซึมถึงขั้นซึมเศร้าครับ)



Create Date : 27 กันยายน 2555
Last Update : 27 กันยายน 2555 13:53:08 น.
Counter : 1681 Pageviews.

0 comment
กลไกการเสพติด
สารที่ทำให้เกิดการเสพติดได้นั้นต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่เรียกว่า reinforcing property ซึ่งหมายถึง การที่สารดังกล่าวสามารถทำให้ผู้เสพเกิดความต้องการใช้ซ้ำอีก หรือใช้อย่างต่อเนื่อง

การทดสอบคุณสมบัติดังกล่าวของยาหรือสารจะอาศัยการทดลองในสัตว์ (animal self-administration) โดยวิธีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันคือ การสอด catheter เข้าไปในเส้นเลือดดำของสัตว์ทดลอง 
โดยปลายอีกข้างของ catheter จะต่อเข้ากับ pump และที่บรรจุสารที่ต้องการศึกษา

สัตว์จะถูกฝึกให้เรียนรู้ว่าการกดแป้นหรือสวิทช์จะเป็นการฉีดสารทดลองเข้าสู่ตัวเอง
การที่สัตว์ซึ่งถูกฝึกแล้วเลือกฉีดสารชนิดใดเข้าสู่ตัวเองโดยสมัครใจ ถือว่าสารดังกล่าวทำให้เกิด self-administration และจะถูกจัดเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดได้



ในการอธิบายว่าสารเสพติดทำให้เกิด self-administration ในสัตว์ หรือการใช้อย่างต่อเนื่องในมนุษย์ได้อย่างไรนั้น
หากพิจารณาในแง่คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของสารเสพติดแต่ละชนิด 
เช่น opiates(ฝิ่น-มอร์ฟีน-เฮโรอีน) ลดอาการปวดและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ (mood) โดยการกระตุ้น opioid receptors ในสมองซึ่งจะจับกับสารเอ็นดอร์ฟีน ซึ่งในกรณีของสารเสพติดจำพวกฝิ่น-มอร์ฟีน-เฮโรอีนนั้นจะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายสารเอ็นดอร์ฟีนมาก
ในขณะที่ amphetamine (ยาบ้า/ยาไอซ์) กระตุ้นให้มีระดับโดปามีน และ norepinephrine เพิ่มขึ้นในบริเวณ synapse (ปมประสาทซึ่งภายในบรรจุสารเคมีต่างๆ เช่น โดปามีน) ทำให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ และ ความตื่นตัว (arousal)
สำหรับ ethanol (สุรา) นั้นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงใน การทำงานของ GABAA และ NMDA - glutamate receptor เป็นผลให้เกิดการผ่อนคลายและการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ในภาวะ intoxication
ส่วนฤทธิ์หลอนประสาทของ MDMA (ecstasy หรือ ยาอี) เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณเซโรโทนิน ในสมอง
แต่ใน ketamine (ยาเค) นั้นเป็นผลจากคุณสมบัติ NMDA receptor antagonist ใน cortex และ limbic system

ซึ่งจะเห็นได้ว่า สารเสพติดชนิดต่าง ๆ มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อสมองที่มีลักษณะหลากหลาย
แต่ทุกตัวทำให้เกิดการเสพติดได้เหมือนกัน
จากเหตุผลดังกล่าวนี้ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานตามมาว่า สารเสพติดทั้งหลายน่าจะมีลักษณะ ร่วมกันบางประการ
โดยมีการออกฤทธิ์ต่อสมองหรือการทำงานของสมองส่วนใดส่วนหนึ่ง
โดยที่สมองส่วนดังกล่าวมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเสพติดโดยเฉพาะ

Brain reward circuit

ในการทำ intracranial self stimulation ในสัตว์ทดลองโดยการฝัง electrode ลงไปในสมองของสัตว์และฝึกให้สัตว์ดังกล่าวเรียนรู้ว่าการกดสวิทช์จะเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นสมองตัวเองนั้น
พบว่ามีสมองบางส่วนเมื่อถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าแล้วทำให้สัตว์ทดลองเกิดความพอใจและกระตุ้นสมองตัวเองซ้ำ

ซึ่งการศึกษาดังกล่าวในมนุษย์โดย Heath ในปี 1964 ให้ผลตรงกัน
โดยผู้ถูกทดลองบรรยายความรู้สึกว่าการกระตุ้นสมองดังกล่าวทำให้เกิด euphoria (ความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม/เคลิ้มสุข) ขึ้น
ผลการศึกษาในช่วง 15 ปีต่อมาระบุว่า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับ intracranial self stimulation คือ mesolimbic dopamine system
ซึ่งประกอบด้วย nuclei และ neural fibers (projections) ที่เชื่อมระหว่าง brain stem กับ cortex ได้แก่ ventral tegmental area, nucleus accumbens, prefrontal cortex ฯลฯ

และเรียกสมองส่วนนี้ว่า brain reward circuit หรือ pleasure centers โดยมีโดปามีน เป็นกลไกการทำงานที่สำคัญ
ทำให้ได้ข้อสรุปว่า mesolimbic dopamine system หรือ brain reward circuit เป็นส่วนของสมองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ reinforcing property ของสารเสพติด
ซึ่งทำให้ผู้เสพเกิดความพอใจ หรือภาวะ “ high “ และมีความต้องการใช้ซ้ำอีก ซึ่งนำไปสู่การติดสารเสพติดในที่สุด

แต่ก็มียาเสพติดที่ออกฤทธิ์กับสมองส่วนอื่น เช่น ฝิ่น-มอร์ฟีน-เฮโรอีน ที่จะออกฤทธิ์กับสมองส่วนที่ควบคุมความเจ็บปวดด้วย เนื่องจากสมองส่วนนี้ก็มีโปรตีนตัวจับฝิ่นอยู่ (opioid receptors)

การเปลี่ยนแปลงของสมองในภาวะเสพติด

การที่สารเสพย์ติดสามารถกระตุ้นให้มีการส่งผ่านของโดปามีนเพิ่มขึ้นใน mesolimbic dopamine system และทำให้ผู้เสพรู้สึก “high” ตามที่กล่าวข้างต้นนั้น เป็นผลจากการใช้สารเสพย์ติดเฉพาะครั้ง (single use) แต่พบว่าการใช้สารเสพย์ติดหลายครั้งติดต่อกันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเสพโดยมีลักษณะของการใช้ต่อเนื่องกันโดยไม่หยุด และควบคุมตนเองให้เลิกเสพได้ลำบากหรือไม่ได้เลย (compulsive use) ซึ่งจัดว่าเป็นการเสพติด โดยพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นผลจากการเกิดความต้องการใช้สารเสพย์ติดที่รุนแรงซึ่งเรียกว่า craving  นอกจากนั้นยังพบว่าในผู้ป่วยที่เลิกเสพได้แล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งการใช้สารเสพย์ติดในเวลาต่อมาเพียงครั้งเดียวจะสามารถกระตุ้นพฤติกรรมการเสพอย่างต่อเนื่องที่เกิดในภาวะเสพติดกลับคืนมาได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวร่วมกับหลักฐานสนับสนุนจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ทำให้เชื่อว่าการใช้สารเสพย์ติดต่อเนื่องกันหลาย ๆ ครั้งจนเกิดการเสพติด จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองที่คงสภาพอยู่เป็นเวลานาน และเป็นผลให้ผู้ป่วยกลับมาติดใหม่ ( relapse ) ได้ในอนาคต

การศึกษา conditioned place preference ในสัตว์ทดลอง ร่วมกับ pharmacological manipulations และ รอยโรค (lesions) ในสมองส่วน mesolimbic dopamine system ระบุว่า craving ที่เกิดขึ้นในภาวะเสพติดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ mesolimbic dopamine system  โดยเฉพาะ craving ที่เกิดจาก amphetamine นั้น เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของ D1 dopamine receptor 

นอกจากนี้การศึกษาในสัตว์ทดลองยังพบว่า การได้รับ cocaine หรือ opiates ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ tyrosine hydroxylase enzyme เพิ่มขึ้นใน ventral tegmental area และเป็นผลให้ dopamine ที่บริเวณ synapse ใน nucleus accumbens มีปริมาณลดน้อยลง  รวมทั้งมีการลดจำนวนของ neurofilament ใน ventral tegmental area  ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและการทำงานของ neuron อย่างชัดเจน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากการที่สารเสพย์ติดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ gene expression  เช่นในกรณีของ cocaine และ amphetamine ซึ่งสามารถกระตุ้น c-Fos, c-Jun genes และ activator protein-1 (AP-1) บน DNA ของ dopamine neuron ใน nucleus accumbens โดยกลไกการทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ cocaine และ amphetamine กระตุ้น dopamine receptor และ cyclic AMP pathway ภายในเซล  ซึ่งขบวนการข้างต้นทั้งหมดทำให้มี การเปลี่ยนแปลงของ protein transciption หรือการสร้างโปรตีนภายในเซล โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับการติดสารเสพย์ติด แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิด craving และ compulsive use ได้อย่างไรนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้

ปัจจัยทางพันธุกรรม

การศึกษาของ Glantz และ Pickens เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สารเสพย์ติด  พบว่าในจำนวนบุคคลที่เคยลองใช้สารเสพย์ติดนั้น มีเพียงส่วนเดียวที่มีการใช้ต่อเนื่องจนเกิดการเสพติดในเวลาต่อมา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในกรณีของ alcohol dependence จากปรากฎการณ์นี้ทำให้มีการศึกษาเพื่อค้นหาปัจจัยด้านบุคคลที่อาจส่งเสริมให้เกิดการติดสารเสพย์ติด โดยพบว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีหลักฐานสนับสนุน เช่นการศึกษา self-administration ในสัตว์ทดลอง พบว่ามีหนูบางสายพันธุ์ที่ชอบ ethanol และ self-administer ethanol มากกว่าสายพันธุ์อื่น  โดย ventral tegmental area ของหนูสายพันธุ์ดังกล่าวจะมีระดับของ tyrosine hydroxylase enzyme สูง และมีจำนวนของ neurofilament น้อยกว่าปกติ  ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในสมองของสัตว์ทดลองพันธุ์อื่น ๆ ที่ได้รับสารเสพย์ติดติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยหลักฐานดังกล่าวยืนยันว่าพันธุกรรมมีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมการใช้สารเสพย์ติด ในสิ่งมีชีวิต

ในการพยายามค้นหา gene และกลไกการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้เกิดการติดสารเสพย์ติดนั้น การศึกษาวิจัยจะมุ่งเน้นที่ gene ซึ่งควบคุมการทำงานของ dopamine เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญใน brain reward circuit สำหรับความผิดปกติของ gene ซึ่งควบคุม dopamine receptor ในผู้ป่วย alcohol dependence นั้นการศึกษาที่ผ่านมายังไม่สามารถสรุปผลได้  ในขณะที่การศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มซึ่งมีพฤติกรรมเสพติดหรือการติดสารเสพย์ติด ได้แก่ alcohol dependence, cocaine dependence, compulsive gamblers, compulsive eaters และ attention-defecit hyperactivity disorder พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือ มีความผิดปกติของ A1 D2 receptor allele ใน dopamine receptor gene ทำให้เกิดสมมุติฐานเกี่ยวกับ reward deficiency syndrome  ซึ่งเชื่อว่าการมี dopamine reward system ที่ทำงานไม่เต็มที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีการใช้สารเสพย์ติดเพื่อกระตุ้นระบบดังกล่าวให้ทำงานเพิ่มขึ้นและทำให้เกิดการติดสารเสพย์ติดในที่สุด ซึ่งการศึกษาล่าสุดโดย Vanderbergh และคณะ  พบว่าผู้ป่วย polysubstance abusers ส่วนใหญ่จะมี catechol-O-methyl transferase allele ซึ่งความผิดปกติของ gene ดังกล่าวจะมีผลให้การทำงานของ dopamine ใน mesolimbic dopamine system ลดน้อยกว่าปกติ ซึ่งเป็นการสนับสนุนสมมุติฐานข้างต้น

สรุป

แม้ว่าในขณะนี้จะมีหลักฐานยืนยันว่า mesolimbic dopamine system เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดสารเสพย์ติดอย่างค่อนข้างชัดเจน แต่ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในระบบดังกล่าวทำให้เกิดการเสพติดทั้งในแง่ของ craving และ compulsive use ได้อย่างไร จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของระบบดังกล่าว รวมถึงการค้นหาความบกพร่องของ gene ที่อาจเป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีการตอบสนองต่อสารเสพย์ติดมากกว่าปกติ ซึ่งการศึกษาวิจัยดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาการรักษาในอนาคต เช่นการคิดค้นยา anti-craving หรือการใช้ gene therapy ฯลฯ เพื่อช่วยให้ผู้ติดสารเสพย์ติดสามารถเลิกเสพได้อย่างถาวร

References :

[1] http://www.ihr.chula.ac.th/t3_files/brain_drug.pdf
[2] http://www.psychiatry.or.th/JOURNAL/v4324.html




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 16:11:08 น.
Counter : 1792 Pageviews.

0 comment

pinspin
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ไดอารี่เด็กขี้ยา
pinspin
www.mebmarket.com
เรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ย่างเท้าก้าวเข้ามาสู่โลกของยาเสพติด ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบของไดอารี่ ไดอารี่เล่มนี้จะพาท่านท่องไปในโลกของยาเสพติด เพื่อทำความรู้จักกับมันในทุกๆด้าน โดยที่ท่านไม่ต้องก้าวเข้ามาสัมผัสมันด้วยตัวเองโลกแห่งอบายมุข กิเลส ตัณหา เต็มไปด้วยอันตราย รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับ
st.13/02/2012
New Comments