ยาบ้า-ยาไอซ์


ยาไอซ์/ยาบ้าเป็นสารกระตุ้นประสาทในกลุ่มแอมเฟตามีน
Amphetamine เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของ "ยาบ้า"
Methamphetamine เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของ "ยาไอซ์"

แรกเริ่มเดิมที Amphetamine ถูกสังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1887 (ประมาณ 125 ปีก่อน) 
ส่วน Methamphetamine นั้นสังเคราะห์ได้ต่อมาในปีค.ศ.1893 (หลังจาก Amphetamine 6 ปี) โดยนักเคมีชื่อ Nagai Nagayoshi
ต่อมาในปีค.ศ.1919 เภสัชกรชื่อ Akira Ogata เป็นผู้สังเคราะห์ Crystal Methamphetamine หรือเมทแอมเฟตามีนในรูปผลึกใสขึ้นเป็นครั้งแรก
โดยสารตั้งต้นที่ใช้สังเคราะห์คือ "Ephedrine" (ซึ่งเป็นส่วนประกอบของยาแก้คัดจมูกหลายๆยี่ห้อเช่น แอคติเฟด ฯลฯ) ทำปฏิกิริยากับ ฟอสฟอรัสและไอโอดีน
ถึงแม้ว่าการสังเคราะห์ Methamphetamine จะใช้สารเคมีน้อยตัว แต่ปฏิกิริยาของมันรุนแรงและอันตราย จึงต้องทำในแล็บโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ในตอนแรก Methamphetamine และ Amphetamine ถูกใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคพาร์คินสัน, รักษาเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น(ADHD), รักษาอาการซึมเศร้า
โดยยังไม่มีใครรู้ว่ามันมีฤทธิ์ข้างเคียงที่น่ากลัว หนึ่งในนั้นคือทำให้ "เสพติด" ได้
ต่อมาเมื่อมีการศึกษาเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ Meth ทำให้รู้ถึงผลข้างเคียงที่อันตรายของมัน จึงประกาศให้เป็นยาที่ต้องควบคุมพิเศษ และเป็นสิ่งผิดกฎหมายเมื่อใช้ในทางที่ผิด
ในปัจจุบันมี Methamphetamine ในรูปยาเม็ด ตัวอย่างเช่น ยา desoxyn เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น(ADHD)
แต่อย่าได้คิดว่าจะไปหาซื้อยานี้ตามร้านขายยาเชียวนะ เพราะไม่มีขายแน่นอน ตามโรงพยาบาลหลายๆแห่งก็ไม่มีด้วยซ้ำ
เพราะยาที่ว่านี้จะต้องจ่ายให้โดยจิตแพทย์ ในโรงพยาบาลที่มีแผนกจิตเวชเฉพาะเท่านั้น
และปัจจุบันยาแก้คัดจมูกที่มีส่วนประกอบของ Ephedrine ซึ่งสามารถนำไปเป็นหัวเชื้อผลิตยาบ้า/ยาไอซ์ได้นั้น ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไปแล้ว ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายให้เท่านั้น
และการครอบครองยาแก้คัดจมูกสูตรที่มี Epedrine ในปริมาณมากๆ โดยไม่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย ถือเป็นความผิดทางอาญา

ยาบ้ากับยาไอซ์ ต่างกันอย่างไร?

พูดให้เข้าใจง่ายๆคือ"ยาไอซ์"คือ Methamphetamine ที่มีความบริสุทธิ์สูง (คือมันมีการปนเปื้อนของสารอื่นๆน้อย) 

และเนื่องจากมันมีความบริสุทธิ์สูง จึงออกฤทธิ์ได้รุนแรงและอันตรายกว่ายาบ้าในแง่ของ "การทำให้เสพติด" 
(จขบ.เคยอ่านเจอว่ารุนแรงกว่ายาบ้า 8 เท่า)

ส่วน "ยาบ้า นั้นคือ Methamphetamine ที่มีการผสมสารเคมีต่างๆ เช่น คาเฟอีน, กลิ่น, สี, ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ตามแต่แหล่งผลิต
ฤทธิ์ของยาบ้ารุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาไอซ์ 
แต่อันตรายของมันมาจากสารเคมีต่างๆที่ถูกผสมเข้าไปในยา ทำให้ผู้ใช้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมเห็นได้ชัดเจนกว่าผู้ใช้ยาไอซ์

เมื่อเสพเข้าไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง?

>> ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง หรือก็คือ"สมอง"นั่นเอง ทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา (ไม่ง่วงนอน ทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน 24 ชม.โดยไม่มีอาการเหนื่อยล้า)

>> เพิ่มการหลั่งโดปามีน (Dopamine) ทำให้ผู้เสพรู้สึกเคลิบเคลิ้ม สบายใจ หายเครียด มีสมาธิจดจ่อกับอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเป็นพิเศษ 

>> ทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเอง(ซึ่งเป็นความรู้สึกลวงๆที่สร้างขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ)

>> กดการทำงานของสมองส่วนคิด กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนอยากและส่วนที่ควบคุมด้านอารมณ์-ศิลปะ ทำให้ผู้เสพมักมีโลกส่วนตัวสูง

>> ลดความอยากอาหาร(เพราะไปกดศูนย์อยากอาหารในสมอง ทำให้มีหลายคนที่ใช้ยาเพื่อลดความอ้วน ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดมหันต์)

>> เพิ่มอารมณ์ทางเพศ ทำให้มีความต้องการทางเพศมากกว่าปกติ (ทำให้หลายคนใช้เพื่อเพิ่มความสุขทางเพศ) 

>> เพิ่มความดันโลหิตและทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ (ส่วนมากชีพจรจะเต้นเร็วกว่าปกติ)

>> ทำให้ม่านตาขยาย (ทำให้ไม่กล้าสู้แสงจึงมักเห็นผู้ใช้ยาใส่แว่นกันแดด)

>> ในรายที่สูบบุหรี่ จะทำให้อยากบุหรี่มากขึ้นกว่าปกติมาก ทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายมากเป็น 2 เท่า

>> การควบคุมอุณหภูมิในร่างกายผิดปกติ (เหงื่ออกง่าย ร้อนๆหนาวๆ ส่วนมากจะต้องเสพในห้องแอร์เพราะพอเหงื่ออกมากๆ แล้วจะทำให้ฤทธิ์ยาหมดเร็วขึ้น เนื่องมาจากต้องดื่มน้ำในปริมาณมากทำให้ปัสสาวะบ่อย ซึ่งสาร Methamphetamine จะถูกทำลายและขับออกที่ไต)

>> การตัดสินใจแบบหุนหันพลันแล่น ทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย (เช่นการขับรถ) 

>> การควบคุมอารมณ์และการใช้เหตุผลลดลงเพราะสมองส่วนคิดถูกกด และเมื่อใช้ไปนานๆ สมองส่วนคิดที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสติปัญญา การใช้เหตุผลถูกทำลาย กลายเป็นคนป่วยทางจิต

>> สุขภาพช่องปากย่ำแย่ (เรียกว่า "Meth-Mouth")

วิธีการเสพ

ประมาณ 83%จะใช้วิธีสูบควันเข้าปอดโดยตรง โดยผ่านอุปกรณ์ลักษณะคล้ายบ้องกัญชาแต่มีรูปร่างและขนาดเล็กกว่า 

21% ใช้วิธีสูดผงยาเข้าทางรูจมูก (แบบยานัตถุ์)

14% ใช้วิธีการฉีดเข้าเส้นเลือด

สำหรับอุปกรณืการเสพ ผู้เสพมักจะประดิษฐ์ขึ้นเอง 

แต่สามารถหาซื้อได้ง่ายมากๆ ตามสถานที่ที่คุณคิดไม่ถึงในกรุงเทพ
เช่น ตะวันนา, ตลาดห้วยขวาง, สีลม 
ขายกันแบบโจ๋งครึ่งริมฟุตบาทเลยครับ

โดยแต่ละวิธีจะทำให้ได้รับยาในปริมาณที่ไม่เท่ากันหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะได้ดังนี้

การฉีด จะได้ยา100%
การสูบควัน จะได้ยาประมาณ 90.3%
การสูดผงยาเข้าทางรูจมูก จะได้ประมาณ 79%
การเหน็บทางทวารหนักจะได้ประมาณ 99%
การกิน จะได้ประมาณ 62.7%

ราคา

ตามราคาขายปลีกทั่วไป (ธันวาคม 2554)

ยาไอซ์ กรัม (g.) ละ 3,000 บาท
ยาบ้า เม็ดละ 200 บาท
ถ้านึกภาพไม่ออกว่า 1 กรัมมันมีปริมาณขนาดไหน ให้คุณนึกถึงภาพยาเม็ดพาราเซตามอลที่เรากินกัน

ยาพาราเซตามอลทั่วไป

1 เม็ด เท่ากับ 500 มิลลิกรัม หรือ 0.5 กรัม.(g.) 

2 เม็ด เท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม หรือ 1 กรัม (g.)

ปริมาณของยาไอซ์ 1 กรัมเท่ากับยาพาราเซตามอล 2 เม็ด

แต่ในความเป็นจริงจะนับน้ำหนักของซองพลาสติกที่ใช้บรรจุเข้าไปด้วย
ซึ่งซองซิปล็อก (Zip Lock) หรือซองยาขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 0.4-0.6 กรัม (g,)

เพราะฉะนั้นก็จะเหลือน้ำหนักของยาไอซ์จริงๆ ก็แค่ 0.4 - 0.6 กรัม ต่อซองเท่านั้น

(ประมาณยาพาราเซตามอล 1 เม็ด)

ซึ่งผู้ค้ายาเค้าจะใช้เครื่องชั่งอย่างใน คคห.139 ชั่งกันเป๊ะๆเลยครับ 
แต่ในความเป็นจริงจะนับน้ำหนักของซองพลาสติกที่ใช้บรรจุเข้าไปด้วย
ซึ่งซองซิปล็อก (Zip Lock) หรือซองยาขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 0.4-0.6 กรัม (g,)
เพราะฉะนั้นก็จะเหลือน้ำหนักของยาไอซ์จริงๆ ก็แค่ 0.4 - 0.6 กรัม ต่อซองเท่านั้น (ประมาณยาพาราเซตามอล 1 เม็ด)

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อยาจากร้านไหน ขออนุญาตยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
เช่นถ้าเปรียบตัวเราเป็นลูกค้าธรรมดา ก็จะไปซื้อยากับผู้ขายรายย่อย ที่เปรียบเป็นร้านโชว์ห่วย
แล้วร้านโชว์ห่วยก็จะไปซื้อยามาจากผู้ค้าส่งอีกที 
ผู้ค้าส่งก็เปรียบเหมือนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่-เล็กตามแต่รายๆไป เช่น แมคโคร,โลตัส ร้านก็จะได้ราคาถูกลงกว่าที่เราซื้อ
ส่วนร้านค้าปลีกรายใหญ่ก็อาจจะไปรับมาจากโรงงานผลิตอีกที ซึ่งราคาก็จะยิ่งถูกลงไปอีก

ปกติยาไอซ์ 1 กรัมจะสามารถใช้ต่อคนได้ประมาณ 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายทนหรือดื้อยามากแค่ไหน

ออกฤทธิ์นานแค่ไหน?

Methamphetamine มีค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ 9-12 ชม. นั่นหมายความว่าเมื่อผ่าน 9-12 ชม. ผู้เสพจะต้องใช้ยา (เรียกว่า"เติม")เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ต่อเนื่อง
แต่โดยมากมักจะไม่ถึง 9-12 ชม. ก็ "เติม" ยากันแล้ว (เฉลี่ย 3-4 ชม. ครั้ง)

ส่วน Amphetamine มีค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ 12-13 ชม. แล้วแต่ว่ายานั้นผสมอะไรลงไปบ้าง


โดปามีน (Dopamine) คืออะไร?


จะเห็นว่าตามรายละเอียดด้านบนจะมีชื่อ "โดปามีน" ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเป็นพระเอก แล้วโดปามีนคืออะไรล่ะ?

โดปามีนเกี่ยวข้องกับกลไกหลายอย่างในสมอง เช่น กระตุ้นสมองรับรู้ความพึงพอใจ 
สารเสพติดที่กระตุ้นโดปามีนได้แก่ ยาบ้า ยาไอซ์ โคเคน ฝิ่น เฮโรอิน รวมทั้งแอลกอฮอล์ และนิโคตินในบุหรี่ด้วย
การใช้ยาเสพติดจะมีผลต่อสมอง 2 ส่วนคือ สมองส่วนนอกที่เป็นส่วนคิด 
และสมองส่วนที่อยู่ชั้นในซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ และความอยาก

สมองส่วนคิดทำหน้าที่ควบคุมสติปัญญาใช้ความคิดแบบมีเหตุผล 
ขณะที่สมองส่วนความอยาก เป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก

ยาเสพติดจะกระตุ้นปลายประสาทในสมองให้หลั่งสารโดปามีน
ซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาเป็นปริมาณมาก สารนี้ทำให้เกิดความรู้สึกสบาย
เมื่อมีการกระตุ้นซ้ำๆบ่อยครั้งอย่างผิดธรรมชาติ สมองจึงมีการปรับตัวด้วยการลดการหลั่งสารเคมีนั้นลง
เมื่อหมดฤทธิ์ยาเสพติด จึงเสมือนว่าร่างกายมีอาการขาดสารโดปามีน
ทำให้มีอาการหงุดหงิด หรือซึมเศร้า ส่งผลให้ผู้เสพยาพยายามแสวงหายามาใช้ซ้ำ
ในขณะเดียวกันเมื่อใช้ยาเสพติดบ่อยๆ จะทำให้สมองส่วนคิดถูกทำลาย การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลจะเสียไป
ผู้ที่ใช้ยาเสพติดจึงมักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมีอารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
จึงทำให้มีการใช้ยาเสพติดบ่อยขึ้น ผลสุดท้ายจะเกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงในด้านต่างๆ ของชีวิต
ผู้เสพไม่สามารถควบคุมตนเองได้ด้วยสติปัญญา หรือความคิดและทำให้มีอาการทางจิต และสามารถเป็นโรคจิตเต็มขั้นได้ในที่สุด


สารเสพติดจะกระตุ้นในสมองหลั่งสารโดปามีนออกมามากขึ้น มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของยาเสพติด
ตามปกติแล้ว การรับประทานอาหารที่อร่อยถูกปาก สมองจะหลั่งโดปามีนเพิ่มขึ้นประมาณ 50%
ส่วนการมีเซ็กส์จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดปามีนเพิ่มขึ้นประมาณ 100%

ถ้าเป็นโคเคน (Cocaine) จะกระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีนเพิ่มขึ้นประมาณ 350%
ส่วนเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า/ยาไอซ์ สามารถกระตุ้นให้สมองหลั่งดดปามีนได้ถึง 1,200%


อาการถอนยาและวิธีการบำบัด

อาการถอนยา (Withdrawal Symtoms)

อาการถอนยาจะเกิดขึ้นเมื่อหยุดเสพในทันทีทันใด 
โดยจะมีอาการหงุดหงิด รู้สึกไม่สบาย 
ฝันร้าย 
อยากอาหารมากขึ้น 
ซึม เบื่อ ขี้เกียจ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง จนอาจมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานหรือไม่มีสมาธิในการเรียน 
อาการเหล่านี้จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งและปริมาณที่เสพ

การรักษา (Treatment)

- ใช้ยากลุ่มต้านอาการซึมเศร้า (Antidepressant) ได้แก่ imipramine , desipramine , amitriptyline , trazodone หรือ fluoxetine ซึ่งยาเหล่านี้จะเข้าจับกับสาร serotonin ในสมองเพื่อลดอาการซึมเศร้า และอาการอยากยา

- กลุ่มยาระงับประสาท (Sedatives) ได้แก่ Dalmane , chloral hydrate ,Librium , phenobarbital หรือ Valium ถูกใช้รักษาอาการวิตกกังวล หรืออาการนอนไม่หลับ

- กลุ่มรักษาอาการทางจิต (Antipsychotic) ได้แก่ Haldol , thorazine ที่ช่วยปรับความสมดุลย์ให้กับสาร dopamine เพื่อบรรเทาอาการทางจิต และรู้สึกพึงพอใจ
โดยให้การบำบัดรักษาทั้งทางร่างกาย และจิตใจควบคู่กันไปด้วย

การบำบัดจะต้องใช้ระยะเวลานาน 4 เดือน - 1 ปี ตามแต่อาการ,ระยะเวลาและปริมาณการเสพของผู้ป่วย

การควบคุมตามกฏหมาย

การควบคุมสารกระตุ้นประสาทในกลุ่มแอมเฟตามีน และอนุพันธ์ 

ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 

จัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต้องระวางโทษ จำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายต้องระวางโทษประหารชีวิต

ผู้จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท

ถ้ายาเสพติดให้โทษนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องระวางโทษ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต 

ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็น สารบริสุทธิ์ไม่ถึงยี่สิบกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม มาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท 

NOTE >> สารบริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึง Methamphetamine ครับ ดังนั้นถ้าโดนจับคดียาไอซ์ เค้าจะนับน้ำหนักเป็นกรัมต่อกรัมเลย

แต่ถ้าโดนจับคดียาบ้า เค้าจะมาคำนวนอีกทีว่ามีน้ำหนักของสารบริสุทธิ์(Methamphetamine) อยู่ประมาณเท่าไหร่

Reference Links :

[1] http://www.pbs.org/wgbh/pages/frontline/meth/body/
[2] http://www.drugabuse.gov/publications/infofacts/methamphetamine
[3] http://www.drugabuse.gov/publications/topics-in-brief/
methamphetamine-addiction-progress-need-to-remain-vigilant
[4] http://en.wikipedia.org/wiki/Methamphetamine
[5] http://www.police.govt.nz/resources/2004/meth-scene/
[6] http://www.psychiatry.or.th/JOURNAL/v4324.html
[7] http://www.jsppharma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5379683&Ntype=3
[8] http://webcache.googleusercontent.com/searchq=cache:KKgNsq8tOSEJ:au.answers.
yahoo.com/question/index%3Fqid%3D20111220041851AAX86aF+methamphetamine+
increase+in+dopamine+1200&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th
[9] http://www.thaifittips.com/article118.html
[10] http://www.bangkokhealth.com/index.php/brain/1240--dopamine.html




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 16:05:34 น.
Counter : 92324 Pageviews.

401 comment
กัญชา


กัญชาในวงการยาเสพติดเรียก "ปุ๊น" หรือ "เนื้อ"

ลักษณะทางกายภาพ 

เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้าขึ้นได้ง่ายในเขตร้อน ลำต้นสูงประมาณ 2-4 ฟุต 
ลักษณะใบจะแยกออกเป็นแฉกประมาณ 5-8 แฉก คล้ายใบมันสำปะหลัง
ที่ขอบใบทุกใบจะมีรอยหยักอยู่เป็นระยะๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆตามง่ามของกิ่งและก้าน

ปัจจุบันรูปแบบของกัญชาที่พบนอกจากจะพบในลักษณะของกัญชาสด กัญชาแห้งอัดเป็นแท่งเป็นก้อนแล้ว
ยังอาจพบในรูปของ “น้ำมันกัญชา” (Hashish Oil) ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ 
ได้จากการนำกัญชามาผ่านกระบวนการสกัดหลายๆ ครั้ง 
หรืออาจพบในลักษณะของ “ยางกัญชา” (Hashish) ซึ่งทำจากเกสรของดอกกัญชา
มีลักษณะเป็นผงละเอียดและมีส่วนที่เป็นยางเหนียวมากกว่ากัญชาชนิดอื่น เป็นต้น

วิธีการเสพ

ส่วนมากใช้วิธีการสูบควัน ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า"บ้อง" อาจจะทำมาจากวัสดุต่างกันหลายชนิด เช่น บ้องไม่ไผ่, บ้องแก้ว ฯลฯ 
โดยวิธีการสูบจะต้องนำกัญชาที่มักจะมาเป็นก้อนอัดแท่ง มาสับให้ละเอียด (เรียกว่า"ยำ")
เสร็จแล้วจึงนำผงกัญชาสับที่ได้มาอัดใส่ตรงส่วนจงอยที่ยื่นมาของบ้อง(ดังรูป) แล้วจุดไฟเผาโดยตรงไปที่ผงกัญชา
พร้อมๆกันนั้น ผู้เสพก็จะสูบอัดควันเต็มที่เข้าปอดให้ได้มากที่สุด (บางบ้องจะมีสายไว้ใช้สูบ)

หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือการมวนบุหรี่สูบ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าวิธีแรก
นอกจากนั้นก็มีการกิน โดยกินได้ทั้งใบสดและใบแห้ง เคยมีข่าวลูกอมและกาละแมสอดไส้ผสมกัญชา
รวมทั้งการผสมน้ำคั้นของกัญชาปริมาณเล็กน้อยลงไปในขนมของประเทศทางตะวันตกเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคติดใจกับรสชาติของขนม

การออกฤทธิ์และการเสพติด

กัญชาออกฤทธิ์แบบผสมผสานกัน ทั้งกระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาท ( 3 in 1 )
สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในกัญชาเรียกว่า canabinoid มีอยู่ประมาณ 90 ชนิด
แต่ที่สำคัญมีเพียง 3 ชนิด คือ canabidiol canabinol และ tetrahydrocannabinal (THC) 
ตัวสำคัญที่แสดงฤทธิ์ คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC และเป็นสารตัวสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเสพติด 
ปริมาณของ THC จะขึ้นกับแหล่งที่ปลูกและอายุของต้นกัญชาถ้าอายุน้อย THC จะมีมาก
และกัญชาจากประเทศแถบเอเชียจะมีคุณภาพดีที่สุด

United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ได้ประมาณปริมาณของสาร THC ในกัญชาแต่ละรูปแบบดังนี้
ในกัญชาสดจะมีสาร THC ประมาณ 5%
ในยางกัญชาสกัด (Hashish) มีสาร THC ประมาณ 20%
และในน้ำมันกัญชา (Hashish Oil) มีสาร THC มากที่สุด ประมาณ 60%

โดยในเบื้องต้นจะออกฤทธิ์กระตุ้นประสาททำให้ ผู้เสพตื่นเต้น ช่างพูด และหัวเราะตลอดเวลา 
ต่อมาจะกดประสาททำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน เซื่องซึม และง่วงนอน 
หากเสพเข้าไปในปริมาณมากๆจะหลอนประสาททำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ความคิดสับสน ควบคุมตนเองไม่ได้

เมื่อเสพเข้าไปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย

ผลจะเกิดภายหลังการสูบประมาณ 2 - 3 นาที หรือหลังจากรับประทานแล้วประมาณ 30 - 60 นาที

- ตาแดง คออักเสบ คอแห้ง เหงื่อออกมาก และกัญชาทำให้เพิ่มการขับน้ำในร่างกายผู้เสพ ซึ่งทำให้ผู้เสพกัญชาหิวน้ำและต้องการของหวานๆ มาก ทำให้กินอาหารจุ

- มีอาการสั่นของกล้ามเนื้อ มือสั่น เท้าสั่น ทรงตัวไม่อยู่มีอาการผิดปกติทางสายตา ขาดการควบคุมตนเอง ซึ่งมีอันตรายอย่างยิ่งถ้าผู้เสพกัญชาขับรถยนต์ หรือเดินในท้องถนน

- เวียนศรีษะอย่างแรง หูอื้อ มีเสียงในหู ม่านตาขยายกว้างขึ้น มักอยู่ไม่สุข พูดพล่าม หัวเราะลั่น เอะอะ หรือแสดงตลกต่างๆ ความรู้สึกต่อความเจ็บปวดและประสาทสัมผัสไวมากขึ้น

- ความดันโลหิตสูง อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น มือเท้าเย็น และกัญชามีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนด้วย

- ความคิดสับสน การตัดสินใจและสมาธิเสีย อารมณ์ซึมเศร้าคุมสติไม่อยู่ เกิดอาการเป็นโรคจิตขึ้นได้ อาการต่างๆเหล่านี้ อาจจะมีอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือหลายสัปดาห์ก็ได้ ดังนั้น ผู้เสพกัญชาเป็นประจำมักหลีกเลี่ยงอาการเสื่อมทางจิตไม่พ้น จนกลายเป็นโรคจิตในที่สุด

ราคา

กัญชาแห้งอัดแท่งในประเทศไทยตกกิโลกรัมละ 10,000 - 15,000 บาท
โดยที่ผู้เสพทั่วๆไปจะซื้อครั้งละประมาณ 400 - 1,000 บาทครับ น้อยกว่านี้ก็มี 200 - 300 บาทก็ซื้อได้ แต่ไม่ค่อยคุ้ม (1 ขีด ก็เยอะแล้วนะ)

จริงหรือไม่ที่กัญชามีพิษต่อร่างกายน้อยกว่าบุหรี่?

The Canadian government research ศึกษาพบว่าควันจากกัญชามีสารพิษมากกว่าในควันบุหรี่
เนื่องจากระยะเวลาในการออกฤทธิ์ของมันนานกว่าและคงอยู่ในปอดได้นานกว่าควันบุหรี่ 
โดยทีมวิจัยจาก the government's health research department ประเทศ Canada 
ใช้เครื่อง smoking machine ในการวัดค่าก๊าซอันตรายจากควันของกัญชาและบุหรี่
นักวิทยาศาสตร์จากทีมวิจัยพบว่าควันจากกัญชามีก๊าซแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งสูงกว่าในควันบุหรี่ถึง 20 เท่า
มีก๊าซไฮโดรเจน ไซยาไนด์และก๊าซไนโตรเจน อ็อกไซด์ซึ่งทำลายปอดและหัวใจมากกว่าควันบุหรี่ 5 เท่า
มีเพียงโอกาสในการเป็นหมันหรือมีภาวะบุตรยากเท่านั้น ที่ผู้สูบบุหรี่เสี่ยงกว่าสูบกัญชา
ยังไม่รวมถึงสารอันตรายอย่าง THC ที่หากได้รับในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องแล้ว จะมีอันตรายมากกว่านิโคตินมาก

นอกจากนั้นควันจากการสูบกัญชายังทำลายเซลล์เยื่อบุหลอดลม อันเป็นหน้าด่านแรกของการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย
และยังทำลายภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสในปอดลดลง
จากการศึกษาการทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูบกัญชาพบว่าความสามารถในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมของเซลล์ภูมิคุ้มกัน killer cells และ T-cells ลดลง
เพราะกัญชามีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant)

จริงหรือไม่ที่กัญชาไม่ทำให้เสพติด?

ประเด็นเรื่องการเสพติดนั้น จริงอยู่ที่ว่าสาร THC และสารออกฤทธิ์อื่นๆในกัญชานั้นมีฤทธิ์ทำให้เสพติดน้อยกว่านิโคตินค่อนข้างมาก
แต่หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน แม้จะไม่ใช่ทุกวัน อาจจะสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง หรือเดือนละครั้งสองครั้ง ก็สามารถทำให้เสพติดได้
ซึ่งภาวะเสพติดโดยไม่รู้ตัวเรียกว่า"ภาวะสมองติดยา" คือสมองจะค่อยๆปรับตัวและสมดุลของสารเคมีในสมองเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ 
อาจจะไม่รวดเร็วและรุนแรงเท่าการออกฤทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน(ยาไอซ์/ยาบ้า) หรือ MDMA (ยาอี)
แต่เมื่อสารเคมีในสมองผิดปกติเป็นประจำ ในที่สุดสมองก็จะไม่สามารถกลับมาทำหน้าที่อย่างปกติได้ 
ทำให้ผู้เสพมีอาการถอนยาเกิดขึ้นเช่น อารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ภาวะนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร กระวนกระวายใจ 
และต้องกลับมาพึ่งพายาเสพติดในที่สุด อาการถอนยาของกัญชาอาจจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ภายใน 1 วัน ไปจนถึง 2-3 สัปดาห์ภายหลังหยุดเสพ

ที่มีคนหลายๆคนชอบพูดว่ากัญชาเป็นยาเสพติดชนิดเดียวที่"ไม่เสพติด" ความจริงนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมากกว่าเข้าใจผิดครับ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าในบรรดายาเสพติดส่วนใหญ่นั้น ส่วนมากร้อยละ 90 จะเป็น "สารเคมี/สารสังเคราะห์" แบ่งได้ 2 ประเภท

1. สารเสพติดที่สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมีต่างๆ เช่น เมทแอมเฟตามีน(ยาบ้า/ยาไอซ์), MDMA (ยาอี), สารระเหย ฯลฯ

2. สารเสพติดที่สังเคราะห์ได้จากพืช เช่น มอร์ฟีน, เฮโรอีน, โคเคน
พวกนี้จะอันตรายมากตรงที่เป็นสารเคมีที่สกัดออกมาแล้ว จึงออกฤทธิ์ได้รุนแรงและรวดเร็ว ก็เหมือนกับเวลาเราป่วยแล้วกินยาแผนปัจจุบันครับ

ต่างจากส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 ที่จะเป็นพวก "พืชธรรมชาติ" เช่น กัญชา, ยาสูบ, กระท่อม ฯลฯ ครับ 
กลุ่มนี้การนำมาใช้จะต้องใช้ปริมาณมากกว่า เพราะไม่ได้สกัดเอาเฉพาะสารเคมีที่ออกฤทธิ์มาใช้
ผลดีก็คือฤทธิ์เสพติดรุนแรงน้อยกว่า (น้อยกว่าอีกประเภททุกตัวยกเว้นนิโคตินในบุหรี่) แต่หาซื้อง่ายกว่าและราคาถูกกว่า

สำหรับบุหรี่นั้นผู้ผลิตเค้ามีการใส่สารเคมีเข้าไปหลายอย่างเพื่อเสริมฤทธิ์ของ"นิโคติน" 
ต่างจากกัญชาที่ส่วนมากมักไม่ผสมอะไรเพิ่มมากนัก
แต่อันตรายก็ยังมีอยู่ดีเนื่องมาจากการที่ไม่ได้สกัดเอาเฉพาะสารเคมีที่ออกฤทธิ์มาใช้นี่ล่ะครับ ทำให้มันมีสารปนเปื้อนมาก
กัญชามีสารเคมีกว่า 400 ชนิด และกว่าครึ่งจะเป็นพิษกับร่างกายเมื่อสูบควันจากการเผาไหม้เข้าไป 
โดยเฉพาะสาร THC ที่แพทย์ใช้รักษาคนไข้ในปริมาณที่ต่ำมาก (10 mgต่อน้ำหนักตัว 1 กก.) 
ตรงข้ามกับการใช้เพื่อเสพซึ่งจะได้สาร THC ปริมาณมากกว่านี้หลายเท่า


ประโยชน์ทางการแพทย์

จากการศึกษาพบว่าการทำให้สารระเหยจากใบกัญชาแทนที่การเผามัน 
จะช่วยให้สารออกฤทธิ์ของกัญชาเกิดประสิทธิภาพได้ โดยการหลีกเลี่ยงอันตรายจากสารพิษที่เกิดจากการสูดดมควันของมัน 
ผลการศึกษาอาจเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ใช้กัญชาในทางการแพทย์

ประโยชน์ที่สำคัญของกัญชา

บรรเทาอาการเจ็บปวดจากหลายๆ โรค ใช้รักษาโรคต้อหิน 
ใช้กระตุ้นความอยากอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์ 
และใช้เป็นยาแก้อาเจียนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด 
แต่การสูบกัญชาไม่ใช่วิธีที่ดีของการให้ยานี้เพราะว่ามีผลเสียที่อันตราย 
เช่นโรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจ 
นอกจากการสูบแล้วบางคนยังใช้ใบกัญชามาใช้ในการทำเป็นชาหรือใส่ในเค้กเพื่อการบริโภค 
แต่นั่นหมายความว่าสารสำคัญของมันจะถูกเมตาบอไลท์โดยตับมากกว่าที่จะผ่านเข้าไปในกระแสเลือดโดยตรงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

วิธีการอื่นๆ ได้เน้นไปที่การสกัดส่วนประกอบสำคัญเช่น Tetrahydrocannabinol หรือ THC 
และให้โดยตรงโดยทำให้อยู่ในรูปของยาเม็ดหรือสเปรย์ฉีดพ่นเข้าทางปาก 
อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายคิดว่าการสกัดแยกเอาส่วนประกอบออกมาจะไม่มีฤทธิ์ในทางรักษาได้เท่ากับการใช้พืชทั้งต้น
และมันก็เป็นการยากที่จะกำหนดปริมาณยาที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้ด้วยการให้กินยาเม็ด

Donald Abrams จาก University of California ซานฟรานซิสโกและทีมของเขาได้ตัดสินใจที่จะทำการศึกษาผลดีของเครื่อง 'Volcano' 
ที่ใช้ทำให้สารระเหยเป็นไอ ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เครื่องมือนี้จะทำการให้ความร้อนใบกัญชาที่อุณหภูมิระหว่าง 180-200 องศาเซลเซียส 
ดังนั้นสาร THC จึงระเหยออกจากน้ำมันบนพื้นผิวของใบที่ยังไม่เกิดกระบวนการเผาใหม้

การศึกษาก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นถึงอันตรายของสารพิษที่ถูกปล่อยออกมาขณะที่มีการสูบกัญชา 
เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอ็อกไซม์ (carbon monoxide), เบนซีน (benzene) และสารที่เป็นต้นกำเนิดของสารพวก polycyclic aromatic hydrocarbons 
หรือที่เรียกว่าสารก่อมะเร็ง (carcinogens) สารเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าใช้เครื่องมือดังกล่าวนี้ 

การศึกษาของ Abrams ได้ทำการเปรียบเทียบผลของการสูบและการใช้ไอระเหยจากกัญชาในคนเป็นครั้งแรก 
เขากล่าวว่าเขาสามารถให้สารที่เทียบเท่ากับ THC เข้าสู่กระแสเลือดได้ ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างวิธีการให้สาร 2 วิธีคือ
สาร THC ดูเหมือนว่าจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วการการใช้เครื่อง vaporizer และได้มีการเปรียบเทียบผลทางเภสัชวิทยาและสรีระวิทยา 
ถึงแม้ว่ายังต้องการการศึกษาที่มากกว่านี้เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าทั้งสองวิธีนี้ให้ผลทางชีววิทยาที่เท่ากัน
การศึกษาแรกที่เน้นศึกษาถึงข้อดีของการใช้เครื่อง vaporizer กับกัญชาได้มีการตีพิมพ์มากว่า 5 ปีแล้ว 
แต่ความก้าวหน้าของงานวิจัยเป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ามีแหล่งวิจัยเพียงแหล่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้กัญชาในสหรัฐอเมริกา 
คือสถาบัน the National Institute on Drug Abuse (NIDA) 
การวินิจฉัยทางกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้แนะว่าสั่งให้ US Drug Enforcement Administration (DEA) และ NIDA 
มีเอกสิทธิ์เพียงผู้เดียวทางกฎหมายในการผลิตกัญชาสำหรับใช้ในงานวิจัย

Laura Bell จาก Multiple Sclerosis Society ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า
ในสมาคมของเธอได้สนับสนุนการวิจัยเรื่อง cannabinoid ในคนเกี่ยวกับโรค multiple sclerosis 
การสูบกัญชามีผลทำให้ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษหลายตัว และยินดีที่จะรับงานวิจัยที่มีวิธีที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าในการได้รับสารดังกล่าว

ใบกัญชาไม่ได้เป็นสารเดียวที่เหมาะสำหรับทำให้ระเหย โดย vaporizer พืชสมุนไพรตัวอื่นเช่น ยูคาลิปตัส และคาโมไมล์ก็สามารถใช้ได้ 
หรือพืชอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ของสารระเหยที่มีอยู่ในใบของมัน


โทษตามกฎหมาย


กัญชาจัดเป็นจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ผลิต นำเข้า หรือส่งออกจำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่าย

- โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปีและปรับตั้งแต่2 หมื่นบาทถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท

ครอบครอง

- จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท 
(กรณีมียาเสพติดให้โทษ ในประเภทที่ 5 ตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย)

เสพ

- จำคุกตั้งแต่ 1 ปีและปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

Reference Links :

[1] http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/7150274.stm
[2] http://cyber.law.harvard.edu/evidence99/marijuana/Health_1.html 
[3] http://www.addict-help.com/marijuana.asp
[4] http://en.wikipedia.org/wiki/Cannabis_%28drug%29
[5] http://variety.teenee.com/science/3070.html
[6] http://www.thailabonline.com/drug-cannabis.htm
[7] http://www.thanyarak.go.th/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=632&Itemid=54
[8] http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%
B0%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1_%28%E0%
B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%29
[9] http://udon.nfe.go.th/nongsaeng/?name=knowledge&file
=readknowledge&id=36
[10] http://www.mukdahannews.com/h-ampata.htm




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 15:56:41 น.
Counter : 61719 Pageviews.

10 comment
ยาอี


ยาอีเป็นสารสังเคราะห์ ที่ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นประสาท (amphetamine - like) และหลอนประสาท (LSD - like) 
ยาอี/ยาเลิฟจึงถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของยาไอซ์/ยาบ้า
ปัจจุบันยาอี/ยาเลิฟเป็นยาเสพติดที่กำลังแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น 
สาเหตุหลักน่าจะมาจากความเข้าใจผิดที่ว่าเป็นยาที่ให้โทษต่อร่างกายน้อยกว่ายาไอซ์/ยาบ้า

ยาอี (Ecstasy) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ 3,4 methylenedioxy methamphetamine หรือ MDMA 
ส่วนยาเลิฟ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ 3,4-Methylenedioxy amphetamine หรือ MDA 
ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า (Methamphetamine/Amphetamine)
แต่มีฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าประมาณ 10 เท่า 
โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท และ ทำลายเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความจำเช่นเดียวกัน

สารที่ออกฤทธิ์หลอนประสาท (Psychedelic drugs) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 
คือ LSD-like , Amphetamine-like และ Mixed 
โดย Ecstasy ถูกจัดเป็นแบบที่ 3 คือมีฤทธิ์ผสมกันระหว่าง LSD และ Amphetamine (พวกลูกผสม)
ยาอี หรือยาเลิฟ จะมาในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล 
ลักษณะทั่วไปของยาอี คือจะมีเม็ดกลมแบน ด้านหนึ่งนูนหรือเรียบ หรือมีขีดแบ่งครึ่ง 
อีกด้านหนึ่งพิมพ์รูปภาพ หรืออักษรต่างๆ เช่นรูปดอกไม้ ผีเสื้อ การ์ตูน หรือเป็นตัวอักษรเช่น Adam, Love เป็นต้น 
แต่ก็มียาอีอีกประเภทที่เรียกกันว่า ""molly"" ซึ่งเป็นยาอีในรูปผลึกใสหรือเป็นผง

ประโยชน์ทางการแพทย์

ยาอี (MDMA)นั้นสามารถใช้ในการรักษาจิตบำบัดได้
MDMA ยังสามารถใช้สนับสนุนในการรักษาอาการหวาดกลัวและใช้รักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว นักจิตบำบัดหลายคนเช่น Leo Zeff, Claudio Naranjo, George Greer, Joseph Downing, and Philip Wolfson
ได้ใช้ MDMA ในขั้นตอนการบำบัดรักษา จนกระทั่งต้องหยุดใช้ไปเมื่อมันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

George Greer สังเคราะห์ MDMA ขึ้นในแล็บ และได้ใช้มันในการรักษาคนไข้ของเขาในช่วงปี 1985 (พ.ศ.2528) ในชื่อการศึกษาว่า MDMA's Schedule I
และมีรายงานผลของการรักษาคนไข้ใน MDMA's Schedule I พบว่าสามารถช่วยให้อาการป่วยทางจิตดีขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถติดต่อสื่อสารกับคนรอบข้างได้ดีขึ้น
และยังสามารถช่วยลดอาการปวดของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และทำให้เขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในช่วงสุดท้ายของชีวิตตน

ต่อมาในการศึกษา Schedule II (phase-II) พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการเครียด
ซึ่งเกิดขึ้นหลังเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือวิกฤติการณ์ต่างๆในชีวิต ทำให้มีอาการหวาดกลัว/หวาดผวา
เมื่อได้รับการรักษาด้วย MDMA พบว่ามีอาการดีขึ้นและไม่มีอาการอาละวาดหรือทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นขณะรักษา 
รวมทั้งยังใช้ได้ผลกับการรักษาผู้ป่วยทางจิตในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
นอกจากนั้น MDMA ในขนาดต่ำๆ ยังช่วยใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำสมาธิของพระในศาสนาพุทธบางรูปด้วย

NOTE: การใช้ยาอีหรือ MDMA ในการรักษาทางการแพทย์นั้นจะใช้สารสังเคราะห์ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ที่คงที่และเหมาะสมตามการควบคุมของแพทย์
แต่การใช้ในทางที่ผิดหรือซื้อยาในตลาดมืดนั้นยาแต่ละเม็ดจะมีปริมาณสารออกฤทธิ์ไม่เท่ากันและออกฤทธิ์ไม่คงที่

วิธีการเสพ

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการกิน และมักจะกินพร้อมเบียร์

สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

เมื่อผู้ใช้ยาได้รับยาอี/ยาเลิฟ(MDMA/MDA) เข้าสู่ร่างกาย ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากเสพเข้าไปภายในเวลา 30 - 45 นาที 

>> ระบบประสาทส่วนกลาง(สมอง)จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง (ฤทธิ์เหมือนเสพยาไอซ์/ยาบ้าแต่รุนแรงกว่ามาก)

>> ผู้เสพจะรู้สึกสนุกสนาน มีอารมณ์เป็นสุข (เรียกว่าภาวะ Euphoria เป็นอาการเช่นเดียวกับเสพยาไอซ์/ยาบ้า)

>> มีอาการประสาทหลอน ในตอนแรกจะเกิดอาการร้อนวูบวาบหรือหนาวสะท้าน(แล้วแต่คน)
ต่อมาจะเห็นภาพที่ผิดปกติ (Visual Illussion) เช่น เห็นแสงสีวูบวาบแปลกตาผิดปกติไป 
ได้ยินเสียงผิดธรรมชาติ (Audiotory Hallucination) ทำให้มักจะใช้เสพเวลาไปเที่ยวสถานบันเทิงที่เปิดดนตรีเสียงดัง 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดนตรีแนว "House และ Electronic" ที่มันจะดังแบบ "ตื้ดๆ" ซึ่งปัจจุบันมีสถานบันเทิงที่"รู้กัน"ว่าเปิดให้ปาร์ตี้ยาอีตั้งกลางกรุงเทพฯหลายแห่ง

>> ทำให้ความคิดสับสน หวาดวิตก บางทีก็เกิดรักใคร่ผูกพันธ์กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้ร่วมเสพหรือร่วมปาร์ตี้แบบไม่มีเหตุผล (บางครั้งเลยเรียกว่ายาเลิฟ)

>> อาการทางกายที่ปรากฎคือ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการอยู่ไม่สุข 

ราคา

ราคานั้นผันแปรไปตามสถานการณ์ของตลาด(มืด) เช่นเดียวกับยาเสพติดชนิดอื่นๆ
ราคาปัจจุบันตกอยู่เม็ดละ 500 - 800 บาท แล้วแต่เกรดของยา
โดยเกรดของยานั้นจะแบ่งตาม"สี"ของยา ซึ่งแต่ละเจ้าจะไม่เหมือนกัน
มีทั้งสีม่วง เหลือง ส้ม ชมพู เขียว แดง สีไหน"แรง"สุด ราคาก็จะแพงตามไปด้วย
ในการใช้เสพแต่ละครั้งก็ขึ้นอยู่กับ"การทนยา"ของร่างกายผู้เสพ
ในผู้เสพหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มเสพเป็นครั้งแรกๆ อาจจะใช้ยาครั้งละแค่ครึ่งเม็ด หรือ 1/4 เม็ด
ส่วนผู้ที่เสพมานานจนสมองปรับตัวให้"ทนยา" อาจจะต้องใช้ครั้งละ 1 เม็ดหรือมากกว่า

กลไกการออกฤทธิ์

ยาอีมีผลที่เดนชัดที่สุดคือทำให้การหลั่งสารสื่อประสาทชนิดซีโรโทนิน(Serotonin)เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ก็ยังมีผลเพิ่มการหลั่งสารในกลุม monoamine ตัวอื่นๆ จําพวก โดปามีน(Dopamine)หรือนอรอะดรีนาลีน เปนตน
ซีโรโทนินนันเมื่อหลั่งแลวทําใหรูสึกดี เปนสุข มองโลกในแงบวกในระดับความเปนจริง
แตสําหรับโดปามีนและนอรอะดรีนาลีนนั้น มีฤทธิ์ทําใหพึงพอใจสูงมากกวา อาจทําใหถึงกับเคลิ้มฝน และมีอาการประสาทหลอนได
ดังนั้นจึงทําใหมีการกลาวถึงสารเหลานี้วา "ซีโรโทนินทําหนาที่แคดับทุกขแตโดปามีนนั้นทําหนาที่เพิ่มสุข"
อยางไรก็ตามการเพิ่มสุขโดยใชยาเสพติดเพื่อเพิ่มการหลั่งโดปามีนนั้นจะทําใหเกิดการเสพติดและความทรมานที่ตามมาภายหลัง
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าการเสพติดยาอีนั้นนาจะมีสาเหตุมาจากการเพิ่มการหลั่งสารกลุม monoamine นี้

ออกฤทธิ์นานแค่ไหน?

MDMA/MDA มีค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ 6-10 ชั่วโมง แต่จะออกฤทธิ์ได้ประมาณ 3-5 ชั่วโมง
โดยกว่า 65% ของMDMA จะถูกพบที่"ไต" (ทำให้ตรวจหาได้ในปัสสาวะ) แล้วถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะและเหงื่อ

ซีโรโทนิน/เซโรโทนิน (Serotonin) คืออะไร?

ซีโรโทนินถูกสังเคราะห์โดยกลุ่มเซลล์ที่อยู่ในก้านสมองเป็นหลัก
กลุ่มเซลล์นี้มีชื่อว่า dorsal raphe nucleus ซึ่งทําหน้าที่ผลิตซีโรโทนิน
จากนันก็ลําเลียงซีโรโทนินไปตามแขนงของเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายท่อยาวๆ
เพื่อนําไปหลั่งที่บริเวณปลายประสาท มีแขนงของเซลล์ที่ลําเลียงซีโรโทนินไปยังสมองใหญ่แบบกระจายอยู่ทั่วๆไป
ทั้งในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ สติปัญญาการควบคุมการเคลื่อนใหว
หรือเกี่ยวกับอารมณ์ เป็นต้ัน การหลั่งซีโรโทนินในระดับที่เหมาะสมทําให้ร่างกายและจิตใจทําหน้าที่ได้อย่างปกติ
ส่วนการหลั่งที่น้อยไปก็ทําให้เกิดความผิดปกติตามมาได้

ถึงแม้การได้รับยาอีครั้งแรกๆนั้นทําให้ซีโรโทนินหลั่งจากปลายประสาทปริมาณมากและในเวลาที่รวดเร็วทันใจ
ซึ่งจะนําไปสู่การกระตุ้นร่างกายและความคึกครื้น

จากการศึกษาพบว่าการได้รับยาอี(MDMA/MDA)อย่างต่อเนื่องจะทําให้แขนงประสาทซีโรโทนินถูกทําลายเป็นอย่างมาก
นอกจากความเป็นพิษต่อแขนงประสาทแล้วยังรวมไปถึงพยาธิสภาพที่บริเวณตัวเซลล์อีกด้วย
การทําลายระบบประสาทซีโรโทนินโดยการได้รับยาอีนี้ได้รับการยืนยันอย่างเด่นชัดหลายครั้ง
ตามปกติแล้วการหลั่งซีโรโทนินนําไปสู่การกระตุ้นระบบประสาทระบบอื่นๆมากมายในสมอง
การขาดหายไปหรือเสื่อมลงของระบบประสาทซีโรโทนินน่าจะทําให้ระบบอื่นเกิดการเสื่อมลงด้วยเนื่องจากขาดปัจจัยกระตุ้น
หลังจากนั้นก็ได้มีการศึกษาที่ยืนยันว่านอกจากการทําลายระบบประสาทซีโรโทนินแล้ว ยาอียังทําให้เกิดการทําลายของเซลล์ประสาทในวงกว้างอีกด้วย

จริงหรือไม่ที่ยาอีนั้นทำลายสมองรุนแรงน้อยกว่ายาไอซ์/ยาบ้า?

สําหรับในคนนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสพนานๆครั้ง เช่นเดือนละหนึ่งครั้งก่อนที่จะไปแหล่งบันเทิงหรือแหล่งมั่วสุม
แต่ยังไม่มีอาการที่เห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการเสพแต่ละครั้งนั้นทําให้มีการทําลายปลายประสาทเพียงเล็กน้อย

ซึ่งถ้าทิ้งช่วงระยะเวลาให้นานพอก็ทำให้สมองสามารถฟื้นตัว
และมีการซ่อมแซมหรือการงอกออกของปลายประสาทได้เท่าเดิมก่อนที่จะมีการเสพครั้งต่อไป 

บางทีการเสื่อมของระบบประสาทเพียงเล็กน้อยก็อาจไม่เพียงพอที่จะรู้สึกได้ 
แต่การทําลายซ้ำๆหลายครั้งย่อมทําให้เกิดการเสื่อมในระดับสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสื่อมของปลายประสาทที่ลามไปถึงตัวเซลล์ย่อมเป็นการยากต่อการฟื้นตัว

อาการถอนยา

ยาอี หรือ MDMA/MDA ออกฤทธิ์ไปทำลาย Tryptaminergic nerve terminal (ปลายประสาทที่หลั่งสาร 5-HT) 
ผลคือร่างกายจะขาดสาร serotonin ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลานานในการสร้างขึ้นมาทดแทน 
และการสร้างทดแทนจะไม่สามารถทำให้สมบูรณ์เหมือนเดิม 

ผลของการขาด Serotonin จะทำให้ผู้เสพรู้สึกซึมเศร้ามากหลังจากที่ยาหมดฤทธิ์
ด้วยฤทธิ์หลอนประสาทระหว่างที่ยาออกฤทธิ์ และอาการซึมเศร้าหลังการใช้ยานี้เอง 
น่าจะเป็นสมมติฐานของอุบัติการฆ่าตัวตายในระหว่างการใช้ยา 

การใช้ MDMA/MDA ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคจิต (psychosis) เช่นเดียวกับสารกระตุ้นประสาทตัวอื่นๆ
อาการเป็นพิษจากการเสพยาอี จะแสดงออกทางระบบประสาท คือทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพและได้ยินเสียงหลอน 
ผู้ที่เสพยาจะมีอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นอย่างมาก เกิดอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและไต 
เป็นโรคจิตแบบหลงผิด (paranoia) ความคิดสับสน ซึมเศร้า วิตกกังวล คลื่นไส้ ตาพร่ามัว เหงื่อออกมาก

ถ้าได้รับเกินขนาดจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อเกร็งตัว ตื่นตกใจกลัว 
ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการชักหรือหมดสติ ระบบหายใจล้มเหลว ช็อค และเสียชีวิตได้

โทษตามกฎหมาย

ยาอี/ยาเลิฟหรือ MDMA/MDA นั้นจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1

ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาท ถึงห้าล้านบาท

ผู้เสพ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 3 ปี หรือปรับตั้งแต่10,000 - 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Reference Links :

[1] http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/addict/narcotics2/ecstacy.html
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/MDMA
[3] https://docs.google.com/viewera=v&q=cache:cIdBWWcFdF8J:nctc.oncb.go.th
/new/images/stories/article/article_36.pdf+%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8
%AD%E0%B8%B5+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0
%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%
E0%B9%8C&hl=th&gl=th&pid=bl&srcid=ADGEEShJeGofPE0owXT5fTNHjlKNyKse
95nlZq6N09cXlVpgtAsoGKEfoXM9-JosvRco59Nvu25zkMfcsk3YqD5MMkEwtm_K-6Fd0dEzjgGD3lv9RO2pubepUuVnwk7t3w251NOypxkd&sig=AHIEtbROYfuQDD-J99qAQmNrBHNknA_KhQ
[4] http://www.thailabonline.com/drug-ketamine.htm




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 15:51:44 น.
Counter : 24321 Pageviews.

3 comment
ยาเค

เคตามีน หรือ ยาเค จัดอยู่ในกลุ่มยาสลบ ใช้ในทั้งมนุษย์และสัตว์
ชื่อทางเคมี 2 - o - Chlorophenyl - 2 - Methylaminocyclohexanone [ C13H16ClNO]
ลักษณะเป็นผงผลึกสีขาว มีกลิ่นอ่อนๆเฉพาะตัว ละลายได้ดีในและแอลกอฮอล์ 
ผลึก หรือ เป็นน้ำบรรจุอยู่ในขวดสีชา

ประโยชน์ทางการแพทย์

เคตามีนเป็นยาที่มีอันตรายสูงที่แพทย์จะจ่ายให้กับผู้ป่วยเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นจริงเท่านั้น 
ยาเคถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์โดยใช้เป็นยาสลบ
มีชื่อเรียกในวงการแพทย์ว่า "KETAMINEHL" 
การนำไปใช้นั้นปกติแพทย์จะใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดในอัตรา 1 ถึง 2 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 
โดยยาจะออกฤทธิ์ทำให้หมดสติภายในเวลา 1 นาที 
หรืออาจใช้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่วิธีนี้จะใช้ปริมาณยามากกว่าการฉีดเข้าเส้นเลือดประมาณ 3 เท่า
อาการหมดสติจากการใช้ยาเคจะเป็นอยู่นานประมาณ 10 - 15 นาที เท่านั้น 
ด้วยเหตุนี้ยาเคจึงถูกนำมาใช้ในกรณี ของการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ 
หรือใช้ทำให้ผู้ป่วยสลบก่อนที่จะผ่านไปสู่การใช้ยาสลบชนิดอื่น

ราคา

เท่าที่ทราบมาราคาตกขวดละ 2,000 - 4,000 บาท (ราคาในตลาดมืด)
1 ขวดใช้เสพได้หลายครั้ง

การออกฤทธิ์ต่อร่างกาย

ผู้ที่ได้เสพจะไม่สลบ เพียงรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดออกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว 
ยาจะมีผลต่ออารมณ์ มีความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม มึนงง หรือที่เรียกว่าอาการ "Dissociation"
รู้สึกเคลิบเคลิ้ม (Euphoria) 
รู้สึกว่าตนเองมีอำนาจพิเศษ (Mystical) 
มีอาการสูญเสียกระบวนการทางความคิด ความคิดสับสน 
เดินเซ มีอาการเหมือนเมาสุรา พูดลิ้นพันกัน เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว ความดันเลือดสูงขึ้น

วิธีการเสพ

ปกติเคตามีนหรือยาเคจะขายกันในรูปแบบยาน้ำบรรจุขวด
การเสพผู้เสพจึงต้องนำมาผ่านความร้อนให้น้ำระเหยไปกลายเป็นผงหรือเรียกกันว่า"ต้ม"ให้แห้ง
การต้มนั้นอาจใช้ไฟหรือเอาเข้าไมโครเวฟก็ได้
เมื่อได้ผงยามาแล้วก็จะเอามาโกยรวมกันให้เป็นกองเล็กๆ แล้วใช้วิธีสูดผงยาเข้าทางรูจมูก(แบบยานัตถุ์)

ระยะเวลาในการออกฤทธิ์

เคตามีนมีค่าครึ่งชีวิตอยู่ที่ 2.5 - 3 ชั่วโมง
แต่ยาจะออกฤทธิ์ได้สั้นๆประมาณ 1 - 1.5 ชม. เท่านั้น

อาการถอนยา

การฟื้นจากฤทธิ์ยาจะรู้สึกเหมือนตื่นจากฝันร้าย ตื่นเต้นง่าย เพ้อคลั่ง อาการประสาทหลอน
เกิดการติดขัดในการหายใจ (Respiratory depression)
อาการที่ไม่พึ่งประสงค์เหล่านั้น (Bad Trip) จะปรากฎให้เห็นคล้ายกับอาการทางจิต
หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะปรากฎอาการ เช่นนี้อยู่บ่อยๆเรียกว่า Flash back 
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะทำให้ผู้เสพประสพกับสภาวะโรคจิต และกลายเป็นคนวิกลจริตได้

โทษตามกฎหมาย

เคตามีนหรือยาเคนั้นไม่จัดว่าเป็นยาเสพติดให้โทษครับ

การควบคุมทางกฏหมาย เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (ลำดับที่ 35) 
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 106 (พ.ศ.2541) 
เรื่องระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ 
ตามความในพระราชบัญญติวัตถุที่ออกฤท ธิ์ต่อจิตและประสาท 

และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2521

Reference Links :

[1] http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/addict/narcotics2/ecstacy.html
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/MDMA
[3] https://docs.google.com/viewera=v&q=cache:cIdBWWcFdF8J:nctc.oncb.go.th/new/
images/stories/article/article_36.pdf+%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0
%B8%B5+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0
%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C&hl
=th&gl=th&pid=bl&srcid=ADGEEShJeGofPE0owXT5fTNHjlKNyKse95nlZq6N09cXlV
pgtAsoGKEfoXM9-JosvRco59Nvu25zkMfcsk3YqD5MMkEwtm_K-6Fd0dEzjgGD3lv9RO2pubepUuVnwk7t3w251NOypxkd&sig=AHIEtbROYfuQDD-J99qAQmNrBHNknA_KhQ
[4] http://www.thailabonline.com/drug-ketamine.htm




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 15:44:07 น.
Counter : 14208 Pageviews.

0 comment
โคเคน



ใบของต้นโคคา

มากกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้รู้จักการ"เคี้ยว"ใบของพืชที่ชื่อว่า Erythroxylon coca
ใบของต้น Erythroxylon coca นั้นประกอบด้วยสารแอลคะลอยด์นานาชนิด รวมทั้งสาร "โคเคน (Cocaine)" 
หลักฐานเกี่ยวกับการเคี้ยวใบโคคาของชนเผ่าในทวีปอเมริกาใต้นั้นถูกค้นพบในกระพุ้งแก้มของซากมัมมี่ในประเทศเปรู
ส่วนวัตถุประสงค์ของการใช้ใบโคคาในยุคโบราณนั้นก็เพื่อใช้เป็นยาชาในการเจาะรูที่กะโหลกศีรษะ

เมื่อชาวสเปนเข้ามายังทวีปอเมริกาใต้พวกเขาสังเกตเห็นว่าชนพื้นเมืองที่นี่มีความอึดและทรหดอดทนมากกว่าปกติ
ต่อมาเมื่อทราบถึงสาเหตุของความอึดทรหดของชาวพื้นเมือง แล้ว
ชาวสเปนที่เป็นเจ้าของอาณานิคมจึงเริ่มเก็บภาษีใบโคคาจากชาวพื้นเมือง 10%

แม้ว่าฤทธิ์กดความอยากอาหารของใบโคคานั้นเป็นที่รู้จักมานานหลายศตวรรษแล้ว แต่ทว่าสารแอลคะลอยด์ในใบโคคากลับเพิ่งถูกค้นพบเมื่อปีค.ศ.1855 นี่เอง (พ.ศ.2398-157 ปี)
นักเคมีชาวยุโรปในอดีตหลายคนไม่สามารถค้นพบสารแอลคะลอยด์ในใบโคคาได้ เนื่องเพราะสาเหตุ 2 ประการ
1. การขาดองค์ความรู้ทางเคมีในตอนนั้น
2. การลดเกรดใบโคคาของผู้ส่งสินค้าทางเรือให้เป็นเพียงแค่สินค้าตัวอย่างในยุโรป (ทำให้มีปริมาณใบโคคาไม่มากในยุโรป)

สารแอลคะลอยด์ในใบโคคาถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ Friedrich Gaedcke ในปีค.ศ.1855 (พ.ศ.2398)
เขาตั้งชื่อสารแอลคะลอยด์นั้นว่า "erythroxyline" และตีพิมพ์ผลงานลงในวารสารวิชาการ Archiv der Pharmazie
ต่อมาในปีค.ศ.1856 Friedrich Wöhler ได้ขอร้องให้ Dr. Carl Scherzer จัดหาใบโคคาจากอเมริกาใต้ปริมาณมากมาให้เพื่อใช้ในการทดลอง
ในปี 1859 Friedrich Wöhler ก็ได้รับใบโคคาปริมาณมากเต็มลำเรือ 
ต่อมาเขานำใบโคคาที่ได้มาให้ Albert Niemann ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ University of Göttingen ในเยอรมันเพื่อพัฒนากระบวนการแยกสารบริสุทธิ์ออกมา

Albert Niemann ได้บันทึกรายละเอียดของกระบวนการแยกสารบริสุทธิ์ลงในดุษฎีนิพนธ์ของเขา และทำให้เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในที่สุด
รายละเอียดคร่าวๆ : ผลึกใสโปร่งแสงไร้สี-สารละลายของมันมีความเป็นด่าง-รสขม-กระตุ้นน้ำลาย-ให้ความรู้สึกมึนงงอย่างประหลาดตามมาด้วยความรู้สึกหนาวสะท้าน
Albert Niemann ได้ตั้งชื่อให้สารที่เขาค้นพบว่า "Cocaine" จาก (Coca+ine[suffix]) 
ส่วนโครงสร้างโมเลกุลของโคเคนถูกค้นพบครั้งแรกโดย Richard Willstätter ในปีค.ศ.1898 

การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

โคเคนถูกใช้เป็นสารระงับปวดทั้งในอดีตและปัจจุบัน

เครื่องดื่มโค้กเมื่อครั้งก่อนก็เคยมีโคเคนจากใบโคคาเป็นส่วนผสมจึงเป็นที่มาของชื่อ "โคคา-โคล่า"

โคเคนออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทเช่นเดียวกับเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์/ยาบ้า)

โดยโคเคนมี 2 ประเภทคือ

1. โคเคนผง (Cocaine Hydrochloride) ชื่อในวงการยาเสพติดเรียก "โค้ก"
2. ผลึกโคเคน (Freebase Cocaine) ชื่อในวงการยาเสพติดเรียก "Crack"

crack คืออะไร?

crack คือชื่อที่ใช้เรียกกันในตลาดมืดหรือในหมู่ผู้เสพยาเสพติด โดยจะใช้ชื่อ crack เมื่อ cocaine hydrochloride ถูกเปลี่ยนไปเป็น cocaine ในรูป free base เพื่อใช้สูบหรือสูดควันเท่านั้น 
และยิ่งกว่านั้นหากจะทำให้ cocaine ระเหยเร็วยิ่งขึ้นจะใช้โคเคนละลายใน ether ดังนั้น crack cocaine ก็คือโคเคนในรูป free base นั่นเอง

การผลิต crack จาก cocaine hydrochloride ทำได้โดย นำ cocaine hydrochloride มาผสมกับ แอมโมเนียหรือโซเดียม ไบคาร์บอเนต (baking soda) แล้วเติมน้ำลงไป 
เมื่อผสมสารต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว แล้วนำมาให้ความร้อนเพื่อที่จะเอากลุ่ม hydrochloride ออกไปนั่นเอง 
เมื่อเสร็จขบวนการดังกล่าวก็จะได้ cocaine ในรูป free base ซึ่งสามารถนำมาใช้สูบหรือสูดควันได้

โดยสารออกฤทธิ์ในโคเคนผงจะอยู่ในรูปเกลือโคเคนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งไม่ทนต่อความร้อน ผู้เสพจึงต้องใช้วิธีสูดผงยาเข้าทางรจมูก (นัตถุ์ยา) หรือนำไปละลายน้ำแล้วฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
ส่วนสารออกฤทธิ์ในผลึกโคเคนจะอยู่ในรูปของโคเคนอิสระซึ่งทนความร้อนได้ดีกว่า วิธีเสพผลึกโคเคนจึงใช้การเผาโคเคนให้ร้อนเพื่อให้ระเหยเป็นไอ แล้วจึงสูบไปของโคเคนเข้าไป

วิธีการเสพ

การเสพยาโดยวิธีสูบควันทำให้ยาออกฤทธิ์เร็วกว่าและแรงกว่าการสูบโดยการนัตถุ์ยา

กลไกการออกฤทธิ์

ในขณะที่เมทแอมเฟตามีนกระตุ้นให้เซลล์ประสาทหลั่งโดปามีนออกมามากกว่าปกติถึง 1,200% ในขณะเดียวกันก็ยับยั้งการเก็บกลับโดปามีน (กระตุ้นมากกว่ายับยั้ง)
โคเคนจะทำตรงกันข้ามโดยโคเคนจะจับกับตัวเก็บโดปามีนกลับเข้าปมประสาท (Dopamine transporter :DAT) และบล็อก(Block)การเก็บกลับโดปามีนโดยตรง (Dopamine Reuptake Inhibitors)

ส่งผลให้เหลือโดปามีนตกค้างอยู่ในจุดส่งสัญญาณมากขึ้น ทำให้ปริมาณโดปามีนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติประมาณ 350%
เมื่อโดปามีนในสมองเพิ่มขึ้นจะกระตุ้นตัวจับโดปามีนที่แขนรับสัญญาณมากขึ้น
เมื่อตัวจับโดปามีนถูกกระตุ้น จะทำให้ไซคลิก เอ-เอ็ม-พี (Cyclic AMP) หลั่งออกมามากขึ้น
โดยไซคลิก เอ-เอ็ม-พี (Cyclic AMP) เป็นตัวควบคุมการทำงานต่างๆของเซลล์รวมทั้งการผลิตและส่งสัญญาณไฟฟ้าของเซลล์ประสาทด้วย
เมื่อเซลล์ประสาทบริเวณนี้ถูกกระตุ้น ผู้เสพจะรู้สึกพึงพอใจ เรียกว่าภาวะ "ไฮ" (Euphoria)
เมื่อขาดโคเคนปริมาณโดปามีนในสมองจะลดลง ทำให้ผู้เสพรู้สึกกระวนกระวาย หงุดหงิด ไม่มีความสุข ซึ่งก็คืออาการถอนยา
จนทำให้ต้องไปแสวงหาสารเสพติดมาเสพอีก เพื่อเพิ่มปริมาณโดปามีนให้สูงเท่าที่เคยได้รับ
นอกจากนั้นแล้วโคเคนยังออกฤทธิ์กับตัวรับเซโรโทนินด้วยเช่นกัน (5-hydroxytryptamine, 5-HT) 

ข้อมูลจาก nida พบว่าตับจะสามารถรวม cocaine และอัลกอฮอล์ แล้วสามารถผลิตเป็น cocaethylene 
ซึ่งทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoric) รุนแรงขึ้นและยังทำให้เพิ่มการตายกระทันหัน (sudden death) ขึ้นมากด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

- มีความรู้สึกเคลิบเคลิ้มเป็นสุข พึงพอใจ (Euphoria) รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ 

- ชอบความเสี่ยงมากกว่าปกติ อาการประหม่าต่อการเข้าสังคมลดลง

- ไม่อยากอาหาร ไม่หิว

- รู้สึกว่าตนเองมีแรงเพิ่มขึ้น ตื่นตัว อยู่ไม่สุข ย้ำคิดย้ำทำ มือสั่น

- มีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ หัวใจเต้นเร็ว อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ รูม่านตาขยาย

โดยรวมแล้วการออกฤทธิ์เหมือนกับเมทแอมเฟตามีน(ยาไอซ์/ยาบ้า)ครับ

การเสพโคเคนเกินขนาด (Cocaine Overdose)

- หัวใจเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ

- ระบบการหายใจไม่ปกติ

- หัวใจล้มเหลว

- เลือดออกในสมองและเสียชีวิตในที่สุด


ราคา


กรัมละ 3,500 - 4,500 บาท (ยาไอซ์กรัมละ 2,500 - 3,000 บาท) [ธันวาคม 2554]


อาการถอนยาหลังหยุดเสพ

- ก้าวร้าว หงุดหงิด โต้เถียงทะเลาะวิวาทด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

- มีอาการทางจิต หวาดระแวง ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีอาการแปรปรวนทางอารมณ์ตลอดเวลา 

- ถ้าสูดเข้าทางจมูก(นัตถุ์ยา)จะทำให้ระคายเคืองโพรงจมูก โพรงจมูกอักเสบ บวมแดง น้ำมูกไหลตลอดเวลา ทำลายเยื่อบุจมูก ผนังกั้นระหว่างรูจมูกทั้ง 2 ข้างอาจทะลุได้

- ถ้าสูบควันจะทำลายเคลือบฟันและทำให้ปากแห้ง ค่าพีเอชในปากลดลงจนมีสภาพเป็นกรดที่อันตรายต่อเคลือบฟัน


โทษตามกฎหมาย


โคเคนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ผู้ผลิต นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปี - ตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2 ล้าน ถึง 5 ล้านบาท

ผู้เสพต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6เดือน - 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Reference Links :

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Cocaine
[2] http://www.ihr.chula.ac.th/t3_files/brain_drug.pdf
[3] http://www.sri.cmu.ac.th/...files/knowledge_23_pdf-drugs-knowledge.pdf
[4] http://www.fda.moph.go.th/fda-net/html/product/addict/narcotics2/cocaine.html
[5] http://www.thaifda.com/editor/data/files/narcotic/news/cocaine.htm
[6] http://www.bangkokhealth.com/index.php/narcotic/3682-Cocaine.html




Create Date : 26 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 15:36:46 น.
Counter : 3116 Pageviews.

3 comment
1  2  

pinspin
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ไดอารี่เด็กขี้ยา
pinspin
www.mebmarket.com
เรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ย่างเท้าก้าวเข้ามาสู่โลกของยาเสพติด ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบของไดอารี่ ไดอารี่เล่มนี้จะพาท่านท่องไปในโลกของยาเสพติด เพื่อทำความรู้จักกับมันในทุกๆด้าน โดยที่ท่านไม่ต้องก้าวเข้ามาสัมผัสมันด้วยตัวเองโลกแห่งอบายมุข กิเลส ตัณหา เต็มไปด้วยอันตราย รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับ
st.13/02/2012
New Comments