ยิ้มไว้...ไม่ว่าอะไรก็ขอให้...ยิ้มไว้....
Group Blog
 
All Blogs
 

นกก้อนหิน


..ไหนเลยจะบินได้อย่างใจคิด


ครั้งแรกที่ได้รู้จักหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าใครคนหนึ่งเขียนกระทู้แนะนำหนังสือเล่มนี้ในห้องสมุดของ Pantip... เราผ่านเข้าไปเพราะกำลังมองหาหนังสือเล่มใหม่ใส่เข้าไปใน Wish List ของงานหนังสือปีนี้... กระทู้นั้นมีรูปหน้าปกหนังสือ เงาดำของนกตัวใหญ่ทาบทับอยู่บนทุ่งหญ้านากว้าง พร้อมกับคำโปรยบนปก

“ปีหนึ่งมีสี่ฤดู ต่อให้อีกสี่ปีก็แค่สี่ฤดู ฉันไม่ได้รอเธอนานกว่านั้น”


น่าแปลก..ทันทีที่ได้อ่านคำโปรย.. เราไม่ได้นึกถึง Wish list ของเราเท่าไรนัก.. แต่กลับนึกถึง “พี่ชายที่น่ารัก” คนหนึ่งที่กำลังผิดหวังจากความรักเช่นเดียวกับเรา... คนที่เฝ้าแต่รอคอยให้คนรักคืนกลับมารักเค้าอย่างเดิม... รอ.. รอ... และ.. รอ... อย่างมั่นคง

เมื่อวันหนึ่งได้เข้าไปในร้านหนังสือ.. เราเริ่มกวาดสายตามมองหา “นกก้อนหิน” แล้วก็ได้พบมันวางนิ่งอยู่บนชั้นหนังสือเหนือเราขึ้นไป... เมื่อพลิกดูที่ด้านหลังก็ยังเห็นคำโปรย..ที่สะดุดใจเหลือเกิน...


“...คนดีของฉัน คำสัญญาไม่ใช่พันธนาการ...
เธอต้องเชื่อว่าตัวเธอเป็นอิสระ ปลดปล่อยตัวเองจากคำสัญญาที่เคยให้แก่กัน
ในวันหน้า ถ้าเธอจะกลับมาหาฉันก็เพราะอยากจะกลับมา
ไม่ใช่มาเพราะคำสัญญา
ถ้าเธอพบว่าสามารถรักใครได้มากกว่าฉัน
เธอจงรัก และเลือกอยู่กับเขา ฉันก็จะเป็นสุขไปกับความรักของเธอ”



คำพูดเหล่านี้สะกิดใจเราอย่างแรง... คลับคล้ายเคยได้เอ่ยบอกจากหัวใจ... บอกกับคนรัก..ที่รัก... คำพูดหลายๆ ประโยคที่มีความหมายเช่นเดียวกันนี้.. เราเคยเอ่ยบอกใครบางคนไป... ด้วยความหมายเช่นนั้นจริงๆ...


“...ให้อิสระกับพี่... เป็นของขวัญวันเกิดนะ...
พี่รู้มั้ย.. ของขวัญชิ้นนี้..มีค่ามากที่สุดในชีวิตของเราเลย..
เพราะ...มันแลกมาด้วยน้ำตาทั้งหมดของเรา...ใช้มันให้คุ้มค่านะคะ
จากนี้พี่มีอิสระมากพอจะเลือกอีกครั้ง...
ฉะนั้นจากนี้จงเลือก..เลือกให้ดี...เลือกในสิ่งที่รัก... เลือกในคนที่พี่รัก..
ถ้าวันหนึ่งพี่จะกลับมาหาเรา...ขอให้กลับมาเพราะรัก....มิใช่เพราะคำสัญญา...หรือ..แม้แต่ความผูกพัน
หากว่าพี่ได้พบใครที่พี่รักได้มากกว่าเรา... จงรักเค้า... และอยู่กับเค้า
ถ้าพี่มีความสุข... จะมีคนๆ นี้ที่มีความสุขไปพร้อมๆ กับพี่...”



ใครจะคิด...มีคนที่คิดและทำเหมือนเราด้วยแฮะ... ถึงแม้จะเป็นแค่ตัวละครในหนังสือเล่มหนึ่ง.. แต่อย่างน้อยคนที่เขียนเรื่องนี้ก็ยังอุตส่าห์มีความคิดแผลงๆ แบบเดียวกับเราได้ด้วย...


คืนนั้น... เราได้คุยกับพี่ชายแสนเศร้า... บอกกับเค้าว่า... เราได้เจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะกับคนที่ได้แต่รอคอยให้เวลาผ่านไป เพื่อให้ความรักกลับคืนมา... หนังสือที่ช่างเหมาะเจาะกับคนอกหักและมั่นคงในความรักอย่างพี่ยิ่งนัก... เรื่องราวของชายหนุ่มที่เอาแต่รอคอยคนรัก...ปิดตัวเองและไม่เปิดใจให้ใคร... ชายหนุ่มที่ชื่อ “อังโตน”

พี่ชายคนนี้กลับทำให้เราประหลาดใจยิ่งกว่า...ด้วยการบอกว่า.. นกก้อนหิน.. อยู่ข้างหลังพี่เอง... และพี่ได้อ่านมันจบแล้ว.. บินหลา เป็นนักเขียนที่พี่ชอบ... 555 ไม่น่าเชื่อ...เราเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแล้ว... ทั้งที่กะจะทำให้เป็นหนังสือแนะนำสำหรับคนที่อกหักและอาการสาหัสซะหน่อย...

แล้วด้วยความใจดีของพี่ชายที่น่ารักคนนี้...อุตส่าห์ส่ง นกก้อนหิน เดินทางไกลรอนแรมจากเกาะกลางทะเลมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อให้เราได้อ่าน... ราวกับรู้ใจว่า.. คงยากที่เจ้าตัวขี้งกอย่างเราจะยอมควักตังค์ซื้อหนังสือเล่มใหม่

ขอบคุณนะคะ... สำหรับหนังสือดีๆ แล้วก็ของอร่อยๆ เต็มกล่อง รวมถึง...ความปรารถนาดีจากพี่...รับไว้ด้วยความเต็มใจยิ่ง

นกก้อนหิน... ทำไมถึงชื่อนกก้อนหินนะ...คำถามแรกที่เราถามตัวเอง..

นกก้อนหิน...คงจะหนัก...นกมีปีก..แต่ไม่อาจจะบินได้... หรือต่อให้บินได้จริง... นกก้อนหินจะบินไปได้ไกลแค่ไหนเชียว...


เราไม่เคยอ่านผลงานของบินหลา สันกาลาคีรี มาก่อน...แม้จะเคยเดินผ่านหนังสือหลายเล่มของเค้า แต่ก็ไม่เคยอ่านเลย แม้แต่ “เจ้าหงิญ” หนังสือรางวัลซีไรต์ที่เคยคิดจะซื้อมาตอนงานหนังสือปีที่แล้ว แต่ก็อาจเพราะอคติในใจด้วยคิดไปเองว่า.. บินหลา สันกาลาคีรี.. เป็นนามปากกาที่แสนจะบ่งบอกว่า รักแผ่นดินถิ่นเกิด มีกลิ่นไอของความเป็น “เพื่อชีวิต” อยู่สูงมาก อีกทั้งยังมีรางวัลซีไรต์เป็นการันตี.....ทำให้เราเกร็งว่า...ในหนังสือของเค้าจะมีแต่เนื้อหาของ ความขัดแย้งหรืออะไรก็ตามที่ดูเข้าใจยาก...

ข้อหนึ่งที่เรายังเดาถูกคือ.. จิตใจของตัวละครก็ยังคงเข้าใจยากอยู่ดี จนกระทั่งอ่านจบก็ยังไม่อาจรู้ความคิดของคนในหนังสือได้ว่า แท้จริงแล้วเค้ารู้สึกอย่างไรกันแน่...ทุกข์..สุข..เศร้า..สมหวัง...หรือ...ว่างเปล่า...

แต่บินหลา..ก็ยังทำให้เราแปลกใจหลายต่อหลายครั้งในหนังสือเกือบจะทุกหน้า....ผิดคาดเมื่อบินหลาเปิดเรื่องราวของนกก้อนหินที่... เชียงใหม่... นั่นคือความประหลาดใจแรกในหนังสือเล่มนี่... มิใช่เพียงฉากหลังจะเป็นแค่จังหวัดเชียงใหม่... หากแต่ทุกคำบรรยายของพื้นหลังนั้นกลับชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นถนนสายห้วยแก้ว.. หลักกิโลเมตรของทางหลวง... ริมฟุตบาธ... เหมือนกับว่าเราได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ... นานแล้วที่ไม่ได้อ่านอะไรอย่างนี้... บินหลาทำได้ดีจริงๆ

จากเชียงใหม่... ก็พาเราเข้าสู่โลกอันเรียบง่ายและเงียบสงบอย่างหลวงพระบาง...สายน้ำแม่ของของลาว หรือแม่โขงที่เราชาวไทยรู้จักกันดี... ชีวิตที่เหมือนจะหยุดนิ่งและไร้กาลเวลาหรือความเร่งรีบอื่นใด...อ่านแล้วอยากจะแบกเป้ไปเยือนที่แห่งนั้นให้ได้ภายในปีหน้า.. อยากเข้าไปสัมผัสตลาดเช้า ไอหมอก และความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายของผู้คน ก่อนที่โลกตะวันตกจะหลั่งไหลถาโถมเข้าไปเยือนและกลืนหายความงดงามจากอดีตให้กลายเป็นเพียงอดีตจริงๆ...

บินหลาพาเราโบยบินขึ้นสูงไปยังภูเขาของเผ่าพันธุ์ม้ง ความเชื่อและพิธีกรรมของคนสมัยก่อน การดิ้นรนอยู่รอดของทุกชีวิต... แต่ที่ไม่น่าเชื่อและไม่ได้คาดหวังเลยคือ.. บินหลาพาเราบินไปไกลถึงเกาหลี... ร่วมสมัยนิยมจริงเชียว เกาะเกี่ยวกับกระแสเกาหลีฟีเวอร์ในตอนนี้ได้ดี... ไม่เพียงแต่สถานที่... บินหลายังสอดแทรกเสี้ยวเล็กๆ ของประวัติศาสตร์ที่เคยเกี่ยวพันโยงใยสองประเทศเข้าไว้ด้วยกัน .. ให้เราได้รู้ว่า.. ครั้งหนึ่งไม่ถึง 2 ช่วงอายุคน เกาหลีเคยล้าหลังกว่าไทยเรามาก... หากแต่เพียงไม่กี่สิบปี.. เกาหลีกลับสามารถก้าวไปได้ไกลกว่า... ช่างน่าทึ่งจริงๆ..

นกก้อนหินบอกเล่าเรื่องราวของ “ผู้ชาย” หนึ่งคน... ที่มีความรักมั่นคงอยู่ในหัวใจ... การหาความหมายและคำตอบ และบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิตของเค้า...ผ่านประสบการณ์กับผู้คนมากมายทั้งร้ายและดี.. แต่เค้าก็สามารถผ่านมันมาได้..ด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์และความหนักแน่นในตัวเอง...

โตน...อังโตน...สโตน... หลากหลายชื่อที่ใครต่อใครเรียกถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีคำนิยามสั้นๆ อธิบายตัวของเค้าได้เพียงไม่กี่คำว่า... “จิตใจดีและมั่นคง” .... โตน...ของหลวงพ่อที่เลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้ที่น้ำตกโตนงาช้างให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ชายเต็มตัว... อังโตน ผู้เป็นเจ้าชายน้อยของเยจิน ... สโตน ในความคิดของผาฝน..ผู้ชายที่มีความมั่นคงอย่างก้อนหิน...แต่ก็ยังโดนละอองฝนกัดเซาะได้เหมือนกัน จะว่าไปชื่อนั้นสำคัญไฉน... สุดท้ายก็แล้วแต่ใครจะเรียกกันไป..ตราบเท่าที่คนที่ถูกเรียกยังส่งเสียงตอบรับ... ชื่อก็อาจจะไม่สำคัญเท่ากับตัวตนของคนก็ได้นี่นา...

ชายหนุ่มที่ไม่รู้ที่มาหรือที่ไปในชีวิต... ใช้เวลาผ่านไปแต่ละวันคล้ายกับพยายามหาความหมาย หากก็คล้ายว่าเพียงขอให้เวลาผ่านไปเพื่อการรอคอย.. เท่านั้น... ชายหนุ่มที่ปิดตัวเองเสมอมา..รักษาระยะห่างของความสัมพันธ์พอดีๆ... อยู่ภายในโลกของตัวเองกับจักรยานคู่ใจและครูช่างซ่อมรองเท้า

หากโชคชะตาหรือความมีน้ำใจอันงดงามของตัวเขาเองก็ได้นำพาให้เขาได้มารู้จักกับผาฝน... เด็กสาวเอาแต่ใจ... ช่างวีนและเจ้าอารมณ์... สาวน้อยที่ชอบรองเท้ายิ่งกว่าสิ่งใด... และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกการเป็นนางแบบ.. เพราะมันจะทำให้เธอได้ใส่รองเท้ามากมาย...เธอเอาแต่ใจขนาดนั้นเลยหรือ.. สาวน้อยที่หลงทางผ่านเข้ามาในชีวิตอังโตนในห้วงเวลา 5 เดือนสุดท้ายของการรอคอย... เป็น 5 เดือนที่อาจจะเปลี่ยนมุมมองของอังโตนไปตลอดกาล... และเปลี่ยนหัวใจของเธอให้แปลกออกไปเช่นกัน

พร่างฟ้า... ชายหนุ่มผู้ซึ่ง “หลง” รักผาฝน.. ทำ (เกือบจะ) ทุกอย่างเพื่อเธอ แม้กระทั่งในสิ่งที่เหลวใหลที่สุด เค้าก็พร้อมจะทำเพียงเพื่อให้เธออารมณ์ดี

เยจิน... สาวน้อยที่เพียบพร้อม ผู้เป็นรักแรกของอังโตน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด..รักแรกนั้นยังคงหนักแน่นมั่นคงในหัวใจของอังโตนเสมอมา......สาวน้อยที่ยื่นข้อตกลงชวนหวาดเสียวให้กับเค้า และทำให้เค้าต้องเดินหลงทางไปไกลแสนไกล เพียงเพื่อจะวนกลับมายังที่เดิม...ด้วยหัวใจที่อาจจะต่างออกไป... เพราะสำหรับเยจินแล้ว...ความรักที่แท้..ไม่ใช่ความซื่อสัตย์...ยิ่งไม่ใช่การเรียกหาความซื่อสัตย์ หากแต่ความรัก...คือการให้โอกาสและมีอิสระเสรี...เหมือนนก...

ใช่... เหมือนนก...

นก..มีอิสระที่จะบิน.. ถ้าเราไม่จับมันขังกรงไว้... นกมีสิทธิเลือกว่าจะไปที่ไหนก็ได้ที่ใจต้องการ หากนกเลือกจะอยู่ที่นี่.. ก็จะอยู่ที่นี่... ตรงนี้

ก้อนหิน..แข็งแกร่ง หนักแน่น มั่นคง... แต่แม้จะแข็งสักแค่ไหน..ก้อนหินก็สามารถถูกน้ำฝนกัดเซาะให้เปลี่ยนรูปหรือพังทลายได้เช่นกัน...

ร่มกระดาษชุบน้ำมัน... ป้องกันน้ำฝนได้เป็นอย่างดี...ไม่ให้กัดกร่อนเนื้อหินมากไปกว่านี้...

นกก้อนหิน.. นกที่มีอิสระที่จะบิน แต่กลับเลือกที่จะเป็นเช่นก้อนหิน... มั่นคง... อาจจะโดนละอองฝนกัดกร่อนไปบ้าง หากแต่ก้อนหินก็ยังคงหนักแน่นอยู่ที่เดิมเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง


...............................................


แค่ความมีน้ำใจแห่งความเป็นมนุษย์ที่แสนบริสุทธิ์

แด่ความรักที่มั่นคงและหนักแน่นเช่นหินผา

แด่....อังโตน.











 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 19 มิถุนายน 2553 10:55:02 น.
Counter : 238 Pageviews.  

มิติมหัศจรรย์

ชื่อเรื่อง มิติมหัศจรรย์
ผู้แต่ง จุฑารัตน์

...ทิพย์อัปสร...นางฟ้าที่ไร้เดียงสากระทำความผิดร้ายแรงทำให้เมืองกินนรต้องคำสาปและล่มสลายด้วยความรักและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กลายเป็นบาปกรรมที่ต้องติดตามชดใช้ไม่ว่าจะกี่ชาติภพผ่านไป...

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบมานานมาก ถ้านับเวลาก็คงไม่ต่ำกว่า 15 ปีแน่นอน จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้อ่านเป็นความบังเอิญ...บังเอิญได้อ่านตอนจบของเรื่องตั้งแต่ครั้งตีพิมพ์กับนิตยสารรายปักษ์ขวัญเรือนหรือไม่ก็สกุลไทย ขนาดอ่านแค่ตอนสุดท้ายก็รู้สึกว่าชอบแฮะ...

จากนั้นไม่นานก็ได้มีโอกาสดูละครโทรทัศน์ที่นำเอานิยายเรื่องนี้มาทำทางช่อง 7 สี และครั้งนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ละครพื้นบ้านตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ (ที่เราติดตามเป็นแฟนเหนียวแน่นแต่เล็กจนโต) เปิดตัวตอนแรกเป็นละครปัจจุบัน และเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ดาราวิดิโอนำเอาบทประพันธ์ใหม่มาทำในช่วงเวลานี้ ซึ่งปกติจะทำวนเวียนไปตั้งแต่สิงหไกรภพ ไกรทอง สังข์ทอง นางสิบสอง เทพสามฤดู ดินน้ำลมไฟ ปลาบู่ทอง เกราะเพชรเจ็ดสี แก้วหน้าม้า ฯลฯ

เราเองก็เพิ่งมีโอกาสได้จับจองเป็นเจ้าของหนังสือก็เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้...ดีใจสุดๆ (ตอนได้ส่วนลดมา 30% ) หลังจากที่ยืมเพื่อนอ่านมาหลายรอบมากๆ

บทประพันธ์ของจุฑารัตน์ส่วนใหญ่จะเป็นแนวฟิวชั่น...ผสมระหว่างปัจจุบันกับแฟนตาซี แต่เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีที่แปลกกว่าทุกเรื่อง คือใช้เทพผู้เป็นเจ้า นางฟ้า เป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก โดยสถานที่ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดอยู่บนสวรรค์และป่าหิมพานต์

ในภพอดีต...เป็นเรื่องราวความรักหลายเส้า ทั้งความรักที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัวจากความผูกพันระหว่างทิพย์อัปสรและพระเสาร์ ความรักข้างเดียวของพระอังคาร ความรักที่ต้องปิดบังของนางกินรี ล้วนแล้วแต่เป็นชนวนของเรื่องราวทั้งหมด

ก่อนหน้านี้พระเสาร์ได้เคยหมั้นหมายกับนางกินรีผู้งดงามไว้ รอเพียงให้ถึงเวลาตามกำหนดนัดหมาย...หากแต่ในช่วงเวลาแห่งการรอคอยนั้นโชคชะตากลับได้นำพาให้เทพผู้เป็นใหญ่เช่นพระเสาร์มาพบเจอ เพื่อผูกพันกับนางฟ้าน้อยทิพย์อัปสร และแม้ว่าบัดนี้จะรู้หัวใจตัวเองอยู่ลึกๆ ว่ารักใคร แต่ด้วยสัจจะของเทพผู้เป็นใหญ่ จึงต้องดำรงคำมั่นไว้...

หากด้วยความรักที่ทิพย์อัปสรมีต่อพระเสาร์บังตาและความอ่อนเดียงสา...นางได้ใช้เวทย์มนต์ที่พระเสาร์สอนทำให้กาลเวลาของเมืองกินนรคลาดเคลื่อนไป นางกินรีน้อยจึงถือเป็นโอกาสว่าพระเสาร์ไม่มาตามสัญญาที่ให้ไว้ เป็นเหตุผลในการปฏิเสธการอภิเษกกับพระเสาร์และแต่งงานกับวิทยาธรที่ตนรักแทน

ครั้นพระเสาร์มาถึงตามกำหนดจึงพบว่า คู่หมั้นสาวได้ฉีกหน้าด้วยการแต่งงานกับผู้อื่นไปแล้ว ด้วยความโกรธที่ถูกลบหลู่พระเกียรติยศ พระเสาร์จึงได้สาปให้เมืองกินนรทั้งเมืองล่มสลายไปในพริบตา โดยหารู้ไม่ว่าผู้กระทำการต่างๆ คือทิพย์อัปสรนั่นเอง....และบาปกรรมทั้งหลายของทุกชีวิตในเมืองกินนรได้ตกไปอยู่ที่ทิพย์อัปสรเสียทั้งสิ้น....

แม้ว่าจะขัดขวางการแต่งงานของผู้เป็นที่รักได้สำเร็จ และสุดท้ายพบว่าทั้งพระเสาร์และนางต่างก็มีใจปฏิพัทธ์ตรงกัน...แต่การใช้มนต์ขั้นสูงของเทพผู้ใหญ่ก็ทำให้ทิพย์อัปสรสูญเสียพละกำลังและบาปกรรมที่ได้ทำลงไปเริ่มส่งผล ถึงพระเสาร์ก็มิอาจจะเหนี่ยวรั้งนางไว้ได้อีกต่อไป...การชดใช้ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ทิพย์มณี....หญิงสาวในโลกปัจจุบันได้รับอุบัติเหตุจนทำให้พลัดหลงเข้ามายังดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อภารกิจในการไถ่ถอนคำสาปให้กับเมืองกินนร ชดใช้กรรมของตนเองในกาลก่อน ต้องฝ่าฟันผจญภัยต่างๆ มากมาย และรอดพ้นมาได้จากความช่วยเหลือ (อย่างลับๆ) ของพระเสาร์ และชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง...ราชาจักรเพชร....(ซึ่งก็คือ พระอังคารที่ตามทิพย์อัปสรลงมาเกิดใหม่)

ภพใหม่ กาลใหม่ ชีวิตใหม่.... หลายอย่างเปลี่ยนไป รวมถึงความรักที่ทิพย์อัปสรเคยมีให้กับพระเสาร์เพียงองค์เดียวก็เช่นกัน.... จากความใกล้ชิดทำให้ทิพย์มณีเริ่มมีใจผูกพันกับราชาจักรเพชร....จนยากจะตัดสินใจ เมื่อวันสุดท้ายที่ภารกิจสำเร็จเสร็จสิ้น...

เนื้อหาหลักๆ ก็มีเพียงเท่านี้... ไม่มีฉากวาบหวามยวนใจ แต่เรากลับชอบความรู้สึกที่เราได้อ่าน... ทั้งที่ในหนังสือมีบทของพระเสาร์น้อยมาก.. (อย่างที่บอกว่าชอบช่วยเหลืออย่างลับๆ..เฮ้อ) แต่เรารับรู้ถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเสาร์ ...ทุกอย่างเพื่อเธอ...

นิดนึงที่แอบเคืองคือ.. พระเสาร์เป็นคนสาปเมืองกินนรทั้งเมือง ไหงคนรับเคราะห์กรรมกลับเป็นทิพย์อัปสรเพียงคนเดียวก็ไม่รู้ มันน่าจะต้องแชร์ความผิดกันหน่อยนะ.. แต่ก็ถือว่าพระเสาร์เองก็ได้ชดใช้กรรมไปด้วยในตัวที่ต้องพรากจากนางอันเป็นที่รักไป และต้องคอยมองดูความรักที่พัฒนาขึ้นของคนที่รักกับชายอื่นอีก.. เศร้าแทนเลย

หากจะว่าไป...เรื่องนี้ไม่ค่อยมีประเด็นอะไรติดในหัวใจของเรามากไปกว่าความรัก... แค่นั้นเองที่ชอบ... So Romantic...

และหากเราจะมีโอกาสได้รับความรักสักครั้ง...ขอให้มีคนที่รักเราได้อย่างไม่มีข้อแม้เช่นที่ท่านศนิรักทิพย์มณีด้วยเถอะนะ....




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2552    
Last Update : 29 ตุลาคม 2552 16:37:25 น.
Counter : 96 Pageviews.  

The Orange Girl

The Orange Girl : ส้มสื่อรัก : Appelsinpiken

ผู้แต่ง : Jostein Gaarder
ผู้แปล : จิระนันท์ พิตรปรีชา
สำนักพิมพ์ : มติชน

หนังสือเรื่อง The Orange Girl ส้มสื่อรัก เป็นหนังสือเล่มแรกที่ทำให้เราอยากเขียน Blog นี้ขึ้นมาจับใจ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่คงเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกแปลกๆ ประทับใจกับเรื่องที่เขียน เนื้อหา วิธีการเล่าเรื่อง สำนวนการแปล...เราชอบ

ได้หนังสือเล่มนี้จากงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 52 ทีแรกไม่ได้อยู่ในความคิดว่าจะซื้อเล่มนี้มาอ่านเลย แค่มองผ่านไป แล้วสะดุดกับชื่อหนังสือ The Orange Girl และรูปบนหน้าปก คงเพราะเราชอบ "สีส้ม" เป็นชีวิตจิตใจ ชอบ "Orange" ก็เลยหยิบขึ้นมาอ่านปกหลังแล้วก็...อืม...น่าสนใจ...

....ในฐานะคนแปลที่บังเอิญเป็นนักเขียนด้วย ดิฉันพบว่า เสน่ห์ปลายปากกาของกอร์เดอร์อยู่ที่การทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย บวกกับการสร้างพล็อตนิยายด้วยจินตนาการเร้าใจ เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับสาระของชีวิต โดยผ่านทางความรู้สึกนึกคิดของตัวละครที่เป็นเยาวชน ในยุคที่ร้านหนังสือในประเทศเราถูกอัดแน่นด้วยคู่มือรักษาสุขภาพและความงาม การ์ตูนญี่ปุ่นและนิยายรักเกาหลี นิยายเชิงปรัชญาแบบนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับการเดินทางสู่ตัวตนภายในของคนรุ่นใหม่ เพราะนี่คือ "ทางลัด" สู่ภูมิปัญญาสาระ โดยไม่ต้องผ่านความหนักอึ้งน่าเบื่อของศัพท์แสงทางปรัชญา ศาสนา หรือวิชาการ หากเป็นการเรียนรู้กฏเกณฑ์ของโลกและชีวิต โดยผ่านประสบการณ์ของตัวเอกในเรื่อง ซึ่งก็คือเด็กวัยรุ่นธรรมดาเหมือนๆ กับผู้อ่านหรือผู้คนที่เรารู้จักคุ้นเคยกันดี...จิระนันท์ พิตรปรีชา

หลังจากอ่านปกหลังจบ บวกกับชื่อเรื่องถูกใจ ก็เลยตัดสินใจหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา...คงมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่บ้างล่ะน่า...เราคิด

เปิดเรื่องมาในคราแรก..เรายังคงงงๆ อยู่กับวิธีการเล่าเรื่องและการเปิดเรื่องเล็กน้อย ก็มันเป็นเรื่องราวของ ยอร์จ...เด็กหนุ่มอายุ 14-15 ปี ที่เติบโตมาพร้อมกับความทรงจำอันเลือนลางเกี่ยวกับพ่อแท้ๆ ของตัวเองที่จากเค้าไปอย่างไม่มีวันกลับ และในวันหนึ่งกลับพบว่า พ่อของเค้าได้เขียนจดหมายถึงเค้า ส่งโดยตรงถึง "เค้า" ผู้เป็นลูกชายในอีก 10 กว่าปีให้หลัง...

เรื่องราวต่างๆ ถูกเล่าจากจดหมายของพ่อ ทั้งความรัก ความฝัน ความหวัง และการใช้ชีวิต บางครั้งจากมุมมองของคนเป็นพ่อ บางครั้งผ่านสายตาของคนเป็นลูก บ้างก็เห็นพ้อง บ้างก็เห็นขัดแย้ง แต่ต่างก็มีเหตุผล และมองจากมุมของตน...ไม่มีถูกหรือผิด

สถานการณ์ที่ถูกใช้เป็นแกนหลักของเรื่อง คงไม่พ้น "ความรัก" ... ความรักที่ชายหนุ่มคนหนึ่งมีต่อ "สาวส้ม" ซึ่งชายหนุ่มได้ให้นิยามความรักของเค้าอย่างจริงจังว่า คือ "รักแท้"

ความรักและสาวส้ม...ที่เมื่อเราได้อ่าน ก็พบว่า เริ่มต้นหัวคิ้วเราเริ่มขมวดด้วยความสงสัยปนไม่เข้าใจเล็กๆ แล้วก็ค่อยคลายออกเมื่อผ่านช่วงเวลาและสถานการณ์ต่างๆ ไป แล้วจากนั้นริมฝีปากก็เริ่มคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม..ยิ้ม..และยิ้มกว้างในที่สุด ด้วยความอิ่มเอิบใจในความรักของคนสองคน...

ในหนังสืออาจไม่ได้บรรยายความรักในแบบที่ลึกซึ้งตราตรึงใจหรือบีบน้ำตาเรามากมาย..ไม่มีด้วยซ้ำ..มีแต่เหตุการณ์เปิ่นๆ ประหลาดๆ ผสมปนเปก้ำกึ่งระหว่างเทพนิยายและความจริง เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เบาๆ แต่น่ารักมากมายในความคิดของเรา

ถึงแม้ความรักจะถูกใช้เป็นปมในการเล่าเรื่อง เรากลับพบว่า สารที่เราได้รับจากหนังสือเล่มนี้มิใช่ความรักเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น...คำตอบของคำถามที่พ่อได้ถามลูกชายผ่านทางจดหมาย

หลายครั้งที่ผู้เป็นพ่อบอกเล่าถึงความเป็นไปต่างๆ ของชีวิตให้ลูกชายฟัง การมีอยู่และการจากไป...เพราะแต่ละชีวิตต้องมีที่ทางสำหรับการดำรงอยู่ และอยู่ในกรอบเวลาที่จำกัดด้วย... ชีวิตที่มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเลือกใช้มันอย่างไร...กับชีวิต...

เหมือนกับบทเพลงมูนไลท์ โซนาตา (Moonlight Sonata) ของเบโธเฟ่น ท่อนแรก ท่อนที่สอง และท่อนสุดท้าย ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...เรายังไม่ได้หามาฟังหรอกนะ แต่ตั้งใจว่า อย่างน้อยต้องขอลองฟังสักครั้งว่า ความรู้สึกของตัวเราเองจะเป็นอย่างไรหากได้ฟังบทเพลงนั้น...อยากได้ยินท่วงทำนองเพลงที่เคยถูกกล่าวว่าเป็น...ดอกไม้ผลิบานในซอกหิน...แม้จะอยู่ระหว่างซอกหินหยาบกระด้างที่หนาหนัก แต่ดอกไม้นั้นก็คงจะงดงามเพียงพอให้เราได้รื่นรมย์กับมันอย่างอิ่มเอมใจ

หลายครั้งที่เราต้องถามคำถามกับตัวเอง เช่นเดียวกับที่พ่อถามลูกชาย ... เวลา...เวลาคืออะไร?... หรือแม้แต่ถ้อยคำของกวีชาวเดนมาร์ก พีเอท ไฮนน์ (Piet Hein) ที่ว่า... "ใครไม่ยึดอยู่กับปัจจุบัน ชีวันก็หลุดลอย"

หากมีใครให้คุณเลือกระหว่างการมาที่นี่ มีชีวิตอยู่เพียงพริบตาแล้วจากไป กับการไม่ต้องมาที่นี่แต่แรก คุณจะเลือกอะไร....ด้วยคนเราทุกคนมีสองทางเลือกเท่านั้น และนี่คือกฎกติกา... ถ้าเลือกเกิดมาในโลก ก็เท่ากับว่าเลือกตายจากโลกด้วย

คำถามที่เราเองก็ยังยากที่จะตอบ....แต่ก็นะ..สุดท้ายเราก็มีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว....

หนังสือเล่มนี้มีดีมากกว่าความรัก... หากจะว่าไปทุกตัวหนังสือล้วนตั้งคำถามกับเรา เพื่อให้เราฉุกคิดและหาคำตอบสำหรับตัวเอง....

การมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันมีค่าแค่ไหน และแม้ชีวิตนั้นอาจมองให้เป็นดั่งเทพนิยายได้ ก็ใช่ว่าทุกความสำเร็จจะได้มาอย่างง่ายดาย การวิ่งไล่ตามความฝันและความหวังอย่างไม่ย่อท้อจนกว่าจะถึงที่สุด จนได้มาซึ่งความสมหวังนั้น ต้องอาศัยความพยายามมากเพียงไร มิใช่ฟ้ากำหนด มิใช่นางฟ้าในเทพนิยายดลบันดาลให้เป็นไป

โชคชะตาบนฟ้าอาจจะช่วยสร้างความบังเอิญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเรา แต่ถ้าเราไม่ก้าวด้วยเท้าของเราออกไปพบเจอความบังเอิญนั้น อย่างไรเสียก็คงไม่มีทางสมหวังดังใจ

และ ถึงแม้ชีวิตจะนับได้ว่ามีค่าแค่ไหน....ก็อย่าลืมว่า ชีวิตของเราเปรียบไปก็เป็นเพียงแค่ฝุ่นธุลีเล็กมากๆ ที่ล่องลอยอยู่ในจักรวาลเท่านั้น ล้วนเกิดมาแล้วจากไป ไม่มีใครสามารถยึดถือใครไว้ได้ตลอดกาล แม้แต่ลมหายใจของตัวเอง ...

เพราะที่สุดแล้ว... ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เราพอจะยึดมั่นถือมั่นได้อย่างแท้จริง.....

คงเป็นจริงอย่างที่กวีท่านว่าไว้.... ใครไม่ยึดอยู่กับปัจจุบัน ชีวันย่อมหลุดลอย..

และนี่คือ...กฏกติกาของผู้เล่นทุกคนบนโลกใบนี้

ขอบคุณนะ...สาวส้มที่รัก....




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2552    
Last Update : 27 ตุลาคม 2552 17:52:50 น.
Counter : 92 Pageviews.  


เจ้าหญิงน้อยรสส้ม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เจ้าหญิงน้อยรสส้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.