ยิ้มไว้...ไม่ว่าอะไรก็ขอให้...ยิ้มไว้....
Group Blog
 
All Blogs
 
ลอนดอนในฝัน วันที่สาม

3 กันยายน 2553

เริ่มเที่ยวจริงจังล่ะน้า

วันนี้วางแพลนกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสถานที่สำคัญในลอนดอนเสียหน่อย แล้วก็เริ่มคำนวณค่าเดินทางไปกลับสถานที่ต่างๆ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋ว 1-day Travel Card Zone 1 เลยดีกว่า ราคา 5.60 ปอนด์ (Off peak) เทียบกับค่า Tube 1.80 ปอนด์ต่อครั้ง หรือค่า Bus 1.20 ปอนด์ต่อครั้ง ใช้ตั๋ววันคุ้มกว่าแน่นอน...

การท่องเที่ยวของวันนี้เริ่มจากโบสถ์ St. Paul ก่อนเลย โดยการนั่ง Tube สายสีแดง Central ไปลงที่สถานี St. Paul ... สะดวกมาก...โผล่จาก Tube ออกมาก็มองเห็นโดมกลมๆ ของโบสถ์ทันที...ไม่มีคำว่าหลง



จากนั้นก็เก็บภาพด้านข้างและด้านหน้าโบสถ์เสียหน่อย ที่เป็นจุดเด่นๆ ของโบสถ์ก็คือ บันไดทางเข้าโบสถ์จะมีอยู่แนวชันหลายๆ ขั้น แล้วก็จะมีผู้คนมากมายมานั่งเล่นกันตามบันไดในแต่ละขั้น...นั่งตากแดด กินลมชมวิวไปเรื่อยๆ มองไปผ่านๆ แล้วนึกถึงบันไดหน้าห้างสยามสแควร์สมัยก่อนที่มักจะมีวัยรุ่นไปนั่งเรียงกันให้แมวมองมามองชักชวนไปเป็นดารา...ยังไงยังงั้นเลยนะเนี่ย...



ค่าเข้าชมโบสถ์...คนละ 12.50 ปอนด์... นับว่าแพงเอาการ...โดยคราวนี้สาวน้อยเจ้าถิ่นบอกว่า...หนูไม่เข้าไปนะ...เพราะเคยเข้าไปแล้วไม่มีอะไรมาก...แถมยังบอกอีกว่า...ถ้าพี่ๆ มาวันอาทิตย์ล่ะก็...โบสถ์จะเปิดให้เข้าชมฟรี...อ่ะ..บอกกันซะยังงั้น...แต่ก็เอาเถอะ...ไม่มีทางเลือกนี่นา เพราะว่าวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้เรามีแพลนไปเที่ยว Edinburgh ไม่ได้อยู่ลอนดอนซะหน่อย แถมวันอาทิตย์ข้างหน้าก็เดินทางกลับแล้ว..มาถึงที่แล้วนี่..ยังไงก็ขอเข้าไปชมหน่อยแล้วกัน..

หลังจากจ่ายตังค์ค่าตั๋วเข้าไปชมในโบสถ์..ก็พยายามจะอ่านเอกสารแนะนำก่อนว่า..โบสถ์นี้มีความสำคัญยังไงบ้าง..อ่านไปอ่านมาก็ยังงงๆ .. อิ..อิ..แต่ก็นั่นแหละ..เดินดูไปเลยดีกว่า..นึกว่าดูสถาปัตยกรรมไปแล้วกัน... ก็นับว่าเป็นโบสถ์ที่สวยดี... ใหญ่พอสมควร แล้วก็เป็นที่สำหรับจัดงานพระราชพิธีสำคัญๆ ของราชวงศ์อังกฤษมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน... เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอกับทางลงชั้นใต้ดิน ซึงเป็นส่วนของสถานที่ฝังศพ (หรือเปล่านะ) ของบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น Duke of Wellington รวมถึงแม่ชีไนติงเกลด้วยล่ะ... นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนที่จัดแสดงนิทรรศการความเปลี่ยนแปลงของโบสถ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...

ที่เราชอบก็คือ..มีห้องที่จัดฉายหนังเรื่องราวของโบสถ์ โดยการฉายบนกำแพงหมุนไปรอบๆ ตัวของเราเกือบจะ 360 องศาเลย... น่าสนใจมากมาย... แล้วก็มีเรื่องราวของการต่อเติมสร้างโบสถ์ รวมถึงตอนสงครามโลกครั้งทีสองที่โบสถ์นี้ได้รับความเสียหายด้วย... แต่ก็ยังนับว่าผ่านมาได้..และมีการต่อเติมให้สวยงามมากขึ้นอีกด้วย...

หลังจากเดินวนอยู่ในโบสถ์อยู่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาที่เรานัดไว้กับสาวน้อยหน้าร้าน M&S Simply Food ตรงข้างหน้าโบสถ์... จากนั้นก็ไปเดินเล่นหาอะไรอร่อยในนั้นทานเป็นของว่าง..แล้วก็หยิบฉวยได้โยเกิร์ตรสพีชมาหนึ่งถ้วย ราคาก็เกือบๆ ปอนด์ได้ล่ะมั้ง... ตอนนี้ชักจะเริ่มชินๆ กับราคาของกินของที่อังกฤษได้แล้ว จึงเริ่มตัดใจซื้อขนมใส่ปากใส่ท้อง... ^__^

สาวน้อยเจ้าถิ่นยังคงทำหน้าที่ไกด์ที่แสนน่ารัก โดยบอกว่าถ้าเดินต่อไปอีกนิดล่ะก็..จะเจอกับ Millennium Bridge ซึ่งความสำคัญสำหรับเราก็ไม่มีอะไรหรอก..ยกเว้นแต่มีคำบรรยายว่า..มันเป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Harry Potter ด้วย..เท่านั้นล่ะ..สาวก HP อย่างเราก็ตั้งอกตั้งใจเดินไปชมความงามเลยเชียว... ไม่พลาด พอไปถึงก็...สมกับที่เป็นสะพานยุคสหัสวรรษแฮะ... ก็เล่นสร้างจากเหล็กหรืออลูมิเนียมหรืออะไรสักอย่างที่เป็นเงาๆ ทั้งสายเลยนี่นา..ไม่มีคอนกรีตหรืออิฐหินปูนให้เห็นเลยสักนิด... แล้วก็เป็นสะพานสำหรับคนเดินอย่างเดียวด้วยสิ..เพราะไม่เห็นมีรถขับข้ามไปมาเลยนี่นา...



หลังจากเราไปยืนเก๊กท่าถ่ายรูปอยู่กลางสะพานได้สักพัก..ก็เริ่มร้อนจากแดดที่แรงขึ้นๆ ก็เลยรีบวิ่งกลับเข้ามาอีกด้านของสะพานที่มีไกด์สาวนั่งคอยอยู่

เก้าอี้นั่ง..รูปทรงเก๋ดีนะ..




ภาพที่มองจากสะพานไปยังอาคารโบสถ์



จากนั้นเราทั้งหมดก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยัง Westminster Abbey โดยรถเมล์เหมือนเดิม แต่คราวนี้อะไรๆ ก็ไม่ง่ายแฮะ.. เพราะเราต้องยืนรอรถเมล์อยู่เกือบๆ ชั่วโมง พร้อมกับความสงสัยว่าป้ายรถเมล์นี้มันยกเลิกไปแล้วหรือเปล่า แต่ก็ยังคงยืนรอต่อ เพราะเห็นว่ามีสาวผมทองเจ้าถิ่นสองสามคนก็ยืนรออยู่เหมือนเรา แสดงว่าป้ายยังใช้งาน...ด้วยความที่ยืนรอจนเราขี้เกียจจะยืน...ก็นั่งรอมันซะเลย...ไม่สนว่าใครจะเดินผ่านไปผ่านมาทั้งนั้น... ^o^

นี่คงเป็นข้อดีอีกอย่างของการไปอยู่เมืองนอก ก็คือ..ไม่มีใครรู้จักเรา...อยากทำอะไรก็ได้...ตามใจฉัน...ไม่เดือดร้อนคนอื่น...ไม่แคร์... :P

จะว่าไป...เราก็อยู่กันเหมือนสวมหน้ากากเนอะ... อย่างถ้าเราอยู่เมืองไทยล่ะก็..ต่อให้ไม่รู้จักใครที่ป้ายรถเมล์นั้นก็ตาม แต่เราก็คงจะไม่กล้าลงไปนั่งรอรถเมล์ที่ป้ายหรอก...แหะ..แหะ..คงแอบอายๆ ว่า...คนอื่นจะมองยังไง.. แต่พอไปอยู่ที่นู่น ก็กลายเป็นว่า.. เราไม่สนใจอ่ะ..ไม่แคร์สายตาของใครสักเท่าไร..อยากทำอะไรก็ทำ..อยากแต่งตัวแปลกยังไงก็ได้... แฟชั่นจ๋าขนาดไหนก็ได้... แบบที่ถ้ามาใส่เมืองไทย คงได้มีคนหลายคนมองจนเหลียวหลังแน่ ไม่ใช่เพราะสวยหรือว่าเซ็กซี่อะไรหรอกนะ..แต่คงมองแล้วบอกว่ายัยนี่พิลึก..อากาศร้อนจะตายใส่เสื้อผ้ายังกับอยู่เมืองหนาว 5555

และแล้วรถเมล์ที่เรารอมานานแสนนานก็มาถึงเสียที...ปลายทางคือ Westminster Abbey ซึ่งจนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่..เพราะไม่ได้เข้าไปดู เนื่องจากเจอกับราคาค่าเข้าชม 14.50 ปอนด์เข้าไปก็ทำเอาเราถึงกับถอยกรูดดดดด... คงเพราะเข็ดกับโบสถ์ St. Paul ที่จ่ายไป 12.50 ปอนด์ แล้วรู้สึกไม่ประทับใจเท่าไร ก็เลยไม่กล้าจ่ายแพงกว่าเข้าไปชม...แต่พอกลับมานั่งนึกๆ ดู ก็แอบเสียดายเหมือนกันนะเนี่ย... เพราะฉะนั้นถ้าใครได้ไปล่ะก็..อย่าแอบงกแบบเรานะ... ไหนๆ ก็ได้ไปถึงที่แล้ว อย่ามาเสียดายเงินอีกไม่กี่ปอนด์นี่เลย...จริงๆ..



แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมข้างใน Westminster Abbey แต่ก็เดินดูบรรยากาศรอบๆ จนเต็มอิ่มเลย เดินอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของลอนดอน...ถนน...ผู้คน...สวนสาธารณะ...อืมมม....เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Park อะไรสักแห่ง มีสนามหญ้าสีเขียวๆ แดดอ่อน ลมพัดเอื่อยๆ ริมแม่น้ำ...มองไปไกลๆ ก็ยังเห็น London Eye ตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม.... ทำเลดีแล้วแหละ...ได้โอกาสนั่งแปะอยู่บนสนามหญ้ากลางแดดอุ่นๆ...สบายใจจริงแฮะ ...ว่าแล้วก็คว้าเอาโยเกิร์ตที่อยู่ในกระเป๋ามาตักกิน....นั่งมองฟ้า...ชมสวนสีเขียวขจี..ลิ้มรสของโยเกิร์ตและลูกพีชแสนอร่อย...

หลังจากท้องเราอิ่มนิดๆ..ก็เริ่มออกเดินชมวิวรอบๆ บริเวณนั้นต่อ ทั้ง Parliament, Big Ben และสุดท้ายก็จบลงที่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ ไปนั่งจ้องตากับลอนดอน... งงอ๊ะป่าว... ก็ไปนั่งจ้องตาอยู่กับ London Eye ยังไงล่ะ.. ^_^ ไม่ได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้นหรอกนะ..เพราะว่า...คิดแล้วไม่น่าจะคุ้มแฮะ... เหมือนนั่งชิงช้าสวรรค์บ้านเรา บวกกับชมวิวตึกใบหยกล่ะมั้ง... ไม่เอาดีกว่า..ประหยัดตังค์ไว้ทำอย่างอื่นแล้วกันเนอะ... ไม่ได้ไปเดทกับชายหนุ่มเพื่อทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานซะหน่อย... 555 แต่จะว่าไป..เห็นน้องเล่าว่า..มีเพื่อนของเค้าคู่หนึ่งไปขอแต่งงานกันบน London Eye ด้วยล่ะ สวีทกันน่าดูเลย...อิ..อิ...ถ้าจะทำเซอร์ไพรส์เรื่องสำคัญขนาดนี้..มันก็น่าลงทุนอยู่ล่ะนะ... @^_^@



หลังจากนั่งจ้องตากับความเหงา..เอ๊ย..ไม่ใช่...จ้องตากับ London Eye จนสมควรแก่เวลา เราก็เริ่มขยับกระบวนท่าไปจุดหมายต่อไปของวันในทันที...นั่นคือ...ห้าง Harrods

การจะไปคราวนี้...เราไปกันแบบโดยใช้รถเมล์อีกแล้วค้าบบ....นี่ถ้าไม่ไปกับสาวเจ้าถิ่นล่ะก็..มีหวังได้งมหารถเมล์อยู่จนค่ำแน่นอน...แต่ก็นั่นล่ะ.. เรามีเจ้าถิ่นติดตัวซะอย่าง..สบายไปแปดอย่าง...หลังจากลงรถ..เราก็เดินไปตามทางเรื่อยๆ ซึ่งแถบนั้นก็นับว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งอีกแห่งล่ะนะ...มีร้านเสื้อผ้าเหมือนกับบนถนน Oxford Street เลย... ซึ่งเราก็จัดไปไม่ให้เสีย...โดยการเข้าไปช้อป..ช้อป..และช้อป... แต่คราวนี้ดีกว่าเมื่อวาน เพราะมีอะไรติดไม้ติดมือออกมาพอควร...เป็นเสื้อ 2 ตัว ของ H&M... จะว่าไปสาขาแถวนี้ดีนะ...ของ Sale มีเหลืออยู่เยอะมากกว่าสาขาที่ Oxford St. คงเพราะส่วนใหญ่คนเข้าไปเดินใน Harrods กันหมดล่ะม้าง...

จะว่าไปเราก็ไม่ได้เดินห้าง Harrods มากมายหรอก..เพราะว่าเรามีนัดสำคัญตอนทุ่มครึ่งอยู่ ก็เลยไม่อาจจะเสียเวลาเดินเล่นอยู่ใน Harrods นานเกินกว่าการเข้าห้องน้ำ (อันหรูหราพอๆ หรือยิ่งกว่าโรงแรมห้าดาวเมืองไทย) กับเดินไปชมสถานที่รำลึกถึงเลดี้ไดอาน่า กับโดดี อัลฟายเอด กับไปถ่ายรูปกับน้องหมี Harrods ใส่ชุดทหาร...

แต่ห้องน้ำของ Harrods นี่มันเจ๋งจริงๆ นะ... สะอาดแล้วก็หอมด้วย... จะไม่ให้หอมได้ไงกันเล่า...พี่แกเล่นจัดวางน้ำหอมเป็นขวดๆ หลากหลายแบรนด์ไว้ให้ผู้ใช้บริการสามารถจะฉีดได้ถึงไหนถึงกันเลยล่ะ... แต่เราก็ไม่ได้ลองฉีดหรอกนะ...เพราะว่าเราแพ้น้ำหอมอ่ะ...ขืนฉีดเข้าไปล่ะก็..ภูมิแพ้คงจะกำเริบชัวร์...ได้จามกันฟึดฟัดให้อายกันแน่..

ก่อนถึง Harrods



แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะต้องอำลาจากเพื่อนร่วมทริปทั้งสองเป็นการชั่วคราว และจากนี้ล่ะ..เราจะเริ่มการบุกตะลุยเดี่ยวกลางกรุงลอนดอนเพียงลำพังซะที... เพื่อไปพบกับบุคคลสำคัญที่เราเฝ้าตั้งตารอมานานแสนนาน

จากห้าง Harrods เราก็เริ่มออกเดินทางโดยการนั่ง Tube ไปยัง Piccadilly Circus ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราเดินทางในลอนดอนเพียงคนเดียว...สองตาต้องทำงานอย่างมีสติ ห้ามหลงเด็ดขาด...เดี๋ยวไปไม่ทันนัด...แต่ก็นะ..เดินทางโดย Tube ไม่หลงอยู่แล้วล่ะ..มองป้ายให้ดีก็พอ...พอมาถึงสถานี Piccadilly Circus เราก็เริ่มออกเดินต่อไปจุดหมายปลายทาง...เดินไปสู่ถนน Haymarket และก่อนที่จะสุดปลายถนน Haymarket เราก็เจอกับสถานที่นัดของเรากับ....

…..Phantom….


ใช่แล้วค่า.... เรามีนัดกับละครเวทีเรื่อง The Phantom of the Opera ละครเพลงในฝันของเราที่อยากจะมาดูนานแล้ว...วันนี้ฝันนั้นเป็นจริงซะที...

วันนี้เราต้องฉายเดี่ยวมาดูละครเวทีคนเดียว เพราะว่าสาวเจ้าสองนางเคยดูเรื่องนี้มาก่อนแล้ว พอเดินมาถึงข้างหน้าโรงละคร Her Majesty’s Theatre ก็ไม่เห็นมีคนเลย..มีแต่เจ้าหน้าที่เก็บบัตรอยู่ข้างหน้าแค่สองคนเอง ก็เลยแอบนึกว่า ไม่มีคนดูเหรอเนี่ย...เงียบฉี่เลย...หรือว่าเราจะมาถึงเร็วเกินไป แต่พอดูนาฬิกาก็ไม่เร็วนา...เราไปถึงก่อนเวลาที่ระบุในบัตรเกือบ 5 นาทีแน่ะ...

พอยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ เค้าก็บอกว่าให้เราขึ้นไปบนชั้นสองได้เลย (ตั๋วราคาแค่ 40 กว่าปอน์ ก็เลยต้องนั่งชะเง้อคอดูอยู่บนชั้นสอง) เราก็เดินขึ้นบันไดไป ก็ยังไม่พบเจอผู้คนอยู่ดี...เงียบชะมัด... แอบกังวลในใจ..เราถูกหลอกมาขายหรือเปล่าเนี่ย... แต่พอเราเดินถึงชั้นสอง เจอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกคนนึงบอกกับเราว่า..ให้เรารีบหน่อย เพราะว่าละครกำลังจะเริ่มพอดี... เราก็งงดิ.. ตอนนั้นยังไม่เชื่อ เพราะยังไม่ได้ยินเสียงผู้คนที่มาชมอยู่เลย..ออกจะเงียบกริบ..

แต่พอเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละ..ตกใจเลย... คนนั่งอยู่เพียบ...เกือบเต็มทุกที่นั่งแล้ว...แล้วพอเราเดินควานหาที่นั่งของตัวเองได้แล้ว...ก็รีบขอทางเข้าไปนั่งทันที...ที่นั่งดีแฮะ...อยู่แถวที่สองตรงกลางเวทีพอดิบพอดี..เป๊ะเลย...อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับคนที่จองตั๋ว จองที่นั่งให้อย่างดีเลย... 555 จากทีแรกแอบกังวลกับที่นั่ง เพราะอ่านรีวิวมาบอกว่าโรงหนังแห่งนี้ปราบเซียนเลย เพราะถ้าไปเจอที่นั่งไม่ดีล่ะก็..แย่มาก... แต่นับเป็นโชคดีของเราด้วยที่คนที่นั่งข้างหน้าเราตัวไม่สูงมาก ก็เลยไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนตัวเตี้ยอย่างเรา...

นั่งอยู่ก้นไม่ทันอุ่น...ละครเวทีก็เริ่มเปิดฉาก...ที่นี่เค้าเริ่มแสดงกันตรงเวลาแฮะ..ไม่เหมือนกับรัชดาลัยของเรา...ประกาศเรียกแล้วเรียกอีก คนก็ยังไม่ยอมจะเข้าโรง..เรียกว่าละครรอคน...แต่ที่นี่..คนมาไม่มา..ถึงเวลาแสดงแล้วก็เริ่มทันที ไม่มีประกาศเตือน...ใครมาไม่ทันก็อดดูไปเอง แถมอาจจะได้รับสายตาตำหนิจากผู้ที่นั่งรออยู่ก่อน โทษฐานรบกวนสมาธิของเค้าซะอีก...

นั่งดูจนจบด้วยความประทับใจ..แต่ถึงแม้จะประทับใจ..ก็ยังแอบมีบางช่วงที่ง่วงๆ แฮะ.. ไม่รู้เพราะเหนื่อยเกินไปกับการระเหระหนทั้งวันหรือว่า..มันมีบางช่วงที่แอบน่าเบื่อ...แต่ก็ถือว่าจบลงด้วยดี... ดูจบแล้วก็แอบเพ้อตามเพลงด้วย...

Love me. That’s all I ask of you.


อะฮึก..อะฮึก..จะว่าไปเราชอบเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นของละครเวทีอย่างนี้มากกว่าภาพยนตร์นะ...เราว่าในภาพยนตร์เค้าทำให้ Phantom กลายเป็นตัวร้ายจนร้ายเกินไป..แต่สำหรับละครเวที..เรารับรู้ว่า จริงๆ แล้ว Phantom รักด้วยใจ..และแม้ท้ายที่สุดไม่อาจจะครอบครองหัวใจหญิงอันเป็นที่รัก...ก็ยินยอมปล่อยให้เธอจากไปกับคนที่เธอเลือก...

ซึ้ง...

ดูจบแล้วทำให้เราอยากจะจองตั๋วดูภาค 2 Love never dies ต่อเลย..เสียแต่ว่า..เวลามันถูกจำกัดจำเขี่ยไปหมดเรียบร้อยแล้ว.. ใจก็หวังว่าอยากให้ละครเรื่องนี้เอามาแสดงที่เมืองไทยสักหน..จะได้ไปดู...แต่ก็นะ..ภาคแรกยังไม่ได้..ภาคสองยิ่งต้องรอต่อไป...


หรือไม่งั้นก็....


ไว้เดี๋ยวเรามาลอนดอนใหม่แล้วกันนะ... ไม่นานเกินรอหรอกจ้า...


Piccadilly ยามค่ำคืน







Create Date : 21 กันยายน 2553
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2554 23:32:22 น. 1 comments
Counter : 220 Pageviews.

 
อ่านแล้วมันส์




อย่าลืมรูปนะครับ



โดย: นายแมมมอส วันที่: 2 ตุลาคม 2553 เวลา:4:38:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

เจ้าหญิงน้อยรสส้ม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เจ้าหญิงน้อยรสส้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.