me:ผู้หญิงของตำนาน

SouthKorea5:DMZ,Banghwadaegyo Bridge, Cheonggyechon Stream

28 Dec 2008

แพลนไว้ว่าจะไป DMZ ชื่อเต็มว่า Demilitarized Zone เป็นชายแดนของเกาหลีเหนือและใต้

จากการศึกษาข้อมูล คิดว่าควรจะไปกับทัวร์ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่น - 1 แสน วอน

เพราะการจะเข้าชายแดนที่ว่านี้บังคับต้องมีทหารพาเข้า ต้องแต่งตัวมิดชิด
แต่หลังจากหาข้อมูลจากเวบคนที่เคยไปมา ก็เจอว่าไปเองก็ได้นี่หว่า แล้วก็ประหยัดกว่า ควบคุมเวลาได้เองด้วย ดังนั้นจึง ...

พร้อมลุย!!!

นั่งใต้ดิน


ลงโซลสเตชัน เพื่อต่อรถไฟ
ที่ซื้อตั๋ว


ได้บรรยากาศหัวลำโพงนะ แต่ดูดีกว่า อิๆ




นั่งไปลงสถานีอิมจินกัก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง หลับออมแรงได้ 1 ตื่น


ที่ซื้อตั๋วทัวร์ DMZ มีให้เลือกหลายกรุ๊ป ต้องยื่นพาสปอร์ตให้เค้าดูด้วย จะได้แทคห้อยคอมา 1 อัน เป็นเหมือนใบเบิกทาง


มีเวลาเหลือ เลยหาอะไรใส่ท้อง มีร้านอยู่ข้าง ๆ ที่ขายตั๋วนั่นแหละ
อ้อ แต่ลืมบอก ซื้อตั๋วทัวร์เสร็จ ต้องไปซื้อตั๋วรถไฟไปอีก 1 สถานีด้วยนะ เจ้าหน้าที่จะบุ๊คตั๋วกลับโซลให้เลย (สงสัยกลัวเราแอบไม่กลับ)


หน้าตามัน เหมือนมาม่านั่นแหละ ราคา 3 พันวอน แม่เจ้า คิดราคาในหัวแทบจะกลืนไม่ลง -_-" มาม่าราคา 90 บาท


ไปถึงก็ถูกทหารต้อนให้เดินไปขึ้นรถบัส เพื่อมายัง โดราซอนมังแด มันคือหอสังเกตการณ์ มีกล้องให้ส่องอีกฟากหนึ่งคือเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาไม่ให้ถ่ายรูป มีคนนึงแอบถ่าย โดนทหารยึดโดยบัดดล -_-"


จากนั้นโดนต้อนไปนั่งรถต่อ โชคดีได้นั่งหน้าสุด เลยได้ถ่ายรูประหว่างทาง



รถบัสที่พาไปยังที่ต่าง ๆ ของเขต DMZ


ต่อไปเขาจะพาเราสำรวจอุโมงค์หมายเลข 3 เป็นอุโมงค์ที่เกาหลีเหนือขุดไว้กะโจมตีเกาหลีใต้ พอดีเกาหลีใต้เก่งเจอก่อน (อันนี้จากการฟังความข้างเดียวของเกาหลีใต้นะเออ 555) ก่อนเข้าไปเค้าให้ฟังประวัติศาสตร์ของเค้าก่อน



และเช่นเดียวกัน เข้าไปในอุโมงค์ห้ามถ่ายรูป เลยได้ชักภาพตอนออกมา มีเหมือนอนุเสาวรีย์สงบศึก รัก ๆ กันไว้ประมาณนี้ (มั่วนะ แบบว่าคิดเอาเองอะ กร๊ากกกก)


แล้วก็ถูกต้อนนั่งรถกลับ นี่คือแผนผังสถานีรถไฟที่เชื่อมไปถึงเกาหลีเหนือ แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างอะนะ เป็นเพียงแค่ความหวัง . . .


กว่ารถไฟจะมาก็มีเวลาเดินเล่น เดินไปเรื่อย เห็นอะไรสวยก็ถ่ายอะนะ


ทหารที่ทำหน้าที่อย่างจริงจัง ถ้าเขาเหลือบเห็นว่าเราเริ่มไร้สาระ ก็จะก้าวมาต้อนเราไปยังที่ที่ควรอยู่ เ อ่ อ


โดนต้อนให้ออกมาที่ที่จะรอขึ้นรถไฟ เฮอะ ก็ยังมีไรให้ทำอยู่ดีแหละวะ ชิชะ
อันนี้เป็นทิศทางที่สถานีหน้าเป็นเกาหลีเหนืออะ แต่รถไฟยังไปไม่ถึง อิอิ


มีป้ายสถานีบอกสถานีหน้าด้วยนะ แต่ไม่มีรถไฟไป


สถานีโดราซัน


นั่งรถไฟกลับโซล ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งเหมือนเดิม โผล่ขึ้นมาเจอห้างลอตเต้ หาเข้าห้องน้ำ และก็เจออะไรแปลก ๆ อีกแล้ว เป็นที่กดชักโครกแบบให้เลือกว่าจะเซฟหรือเต็มที่ ก็คงจะประมาณว่า เราหนักหรือเบาแหละเนอะ 555


หาข้าวกินที่ห้างลอตเต้ เหมือนข้าวผัดล่ะ


จากนั้นนั่งรถใต้ดิน เพื่อไปดูสะพานข้ามแม่น้ำฮันชื่อBanghwadaegyo Bridge อ่านหนังสือเจอบอกว่า ติด 1 ในสิบ ที่ควรไปดูของเกาหลีอะนะ

พอลงสถานี Banghwa จะไปแท๊กซี่ ดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ลงมาถามเจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดิน คุยกันอยู่นานยังไงก็ไม่รู้เรื่อง เค้าเลยต่อโทรศัพท์ให้คนพูดภาษาอังกฤษได้ คุยไปคุยมาได้ความว่าเจ้าหน้าที่เค้าจะขับรถไปให้เองเลย พร้อมขับรถพากลับ เจ๋ง!!!ใจดีมาก


จริง ๆ ก็ไม่งามเท่ากับที่อ่านมาอะนะ แต่ประทับใจน้ำใจคน


จากนั้นก็ไปเดินคลองชองเกชอน ซึ่งก่อนหน้านี้มันเป็นคลองน้ำเน่า แต่ทางเกาหลีเค้าทำซะจนโปรโมทเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อะ เจ๋งจริง

มีแสดงไฟดิจิตอลต้อนรับวันปีใหม่ด้วย


คนมาดูไฟกันล้นหลาม








ถ่าย ๆ รูปอยู่ได้ยินเสียงเหมือนม้าร้อง ก็ว่าม้ามาจากไหน เหลียวหาจนหัวแทบหลุด อ้อ เค้ามีบริการ นั่งรถม้ารอบคลองด้วย




ถ่าย ๆ ไป แบตหมด เวรกำ เดินไปอีกซักพัก อยากถ่ายรูปอะ เลยตกลงกันว่ากลับดีกว่า คราวหน้าแบตเต็มค่อยมาอีกที








 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 10 กันยายน 2552 13:15:29 น.
Counter : 710 Pageviews.  

SouthKorea4:DigitalMediaCity,Ewha,SinChon,HongIk, BosinGak Bell&JongNoTower,Namdeemun,Dongdaemun

27 Dec 2008

แพลนไว้ว่าจะไปตามนี้
Digital Media City, Ewha U., SinChon, HongIk U., BosinGak Bell & JongNo Tower, Namdeemun Market, Dongdaemun Market

เริ่มออกเดินทาง 10 โมง โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน



เพื่อไป DMC ชื่อย่อของ Digital Media City



ลงที่สถานี Susaek Sta. แล้วก็ต้องเดินต่อไป
ระหว่างทางเห็นเหมือนสนามเด็กเล่นเล็ก ๆ แต่มันกลายเป็นสนามผู้ใหญ่(ที่เผอิญเดินผ่าน)เล่นชั่วคราว 555



สีมันสดใสดี เลยอยู่เล่น+ถ่ายรูป ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ จากนั้นก็ไปต่อ อากาศมันเย็นได้ใจจริง ๆ ผู้คนหายหมด คงหลบลมหนาวอยู่ในอาคาร







ด้านหน้าของ DMC แต่ ทำไมมันเงียบ ๆ แฮะ


เข้าไปด้อม ๆ มอง ๆ ที่ประตู ประกฏว่ามันปิด

ทำได้แค่ถ่ายกับป้าย มองด้วยตาละห้อย ผู้หญิงข้างขวานั้นไซร้คือข้าพเจ้าเอง 555


จากนั้นนั่งแท๊กซี่ไป Ewha U., SinChon, HongIk U เป็นมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อทางด้านศิลปะ (แหละมั้งนะ หุ ๆ ) ถนนรอบมหาวิทยาลัย เรียกว่า .ถนนสายมหาวิทยาลัย. ที่หาข้อมูลมาได้ความว่าเฉาพะวันเสาร์จะมีนักศึกษามาขายของทำมือ



ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ ที่ตรงสุดมุมถนนโน่น มีเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ข้างล่าง และชั้นบนเป็นร้านขายอาหาร ก็เลยตกลงกันว่าจะฝากท้องไว้ที่นี่

ข้าวผัดกุ้ง แค่ภาพก็น่ากิน กินแล้วก็อร่อยมากกกกกกก เสียดายไม่มีพริกน้ำปลา เศร้า -_-"


จานนี้ของเพื่อน




ให้ทายว่ามันคืออะไร? หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ไปเข้าห้องน้ำ ถามทางกับคนในร้าน เค้าก็บอกทาง พร้อมกับยื่นไอ่เม็ดนี้มาให้ แล้วก็บอกว่า มุล ๆ ๆ ซึ่งมันเป็นภาษาเกาหลีแปลว่าน้ำ ก็รับไปอย่าง งง ๆ แต่เพราะมีความเฉลียว เลยลองเอาน้ำหยอดมัน มันก็พองขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นทิชชู่เปียกหมาด ๆ อะ สุดยอด ไม่เคยเห็น 555

ทำธุระเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินต่อ เพราะถนนสายนี้อีกยาวนานนัก




ร้านที่หมายมั่นว่าต้องลองให้ได้ซักหน


เจอสตาร์บัค ก็เลยแวะเข้าไปก่อน เนื่องจากมีเพื่อนคนนึงฝากซื้อแก้วลายเกาหลี




หลังจากได้กาแฟมาคนละแก้ว มีคนนึงโพล่งมาว่า ทำไมเราไม่เก็บไว้ไปนั่งกินที่คอฟฟี่ปรินซ์ เออว่ะ!!! ได้แต่มองกันปริบ ๆ แล้วทำไมเพิ่งนึกออกห๊า?? 555

เอาเหอะ ช่างมัน ไปมันเรื่อย ๆ เดินผ่านโบสถ์ เค้ากำลังเตรียมพิธีแต่งงานกันด้วยล่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา กลัวเค้าไม่ให้ถ่าย ถ่ายได้แต่โบสถ์


มหาวิทยาลัยอีกแห่งชื่อยอนเซ เพิ่งมารู้ว่าเป็นมหาวิทยลัยที่ถ่ายทำเรื่อง Boys Over Flowers หรือ F4 เวอร์ชันเกาหลีนั่นเอง แอบเสียดายไม่ได้เดินสำรวจลึกเท่าไหร่


จากนั้นก็เดินไปเรื่อย ๆ จุดหมายคือคอฟฟี่ปริ๊นซ์ที่อยู่ระแวกเดียวกัน




จะถ่ายร้านขายส้มที่เห็นระยะไกลด้านขวาอะ จะเดินเข้าไปถ่ายใกล้ ๆ โดนป้าเค้าไล่


ถึงแล้ว ร้านคอฟฟี่ปริ๊นซ์


ไม่สวยเท่าในทีวี มันดูโทรม ๆ ไปหน่อย แต่คนยังเยอะอยู่




พอถ่ายรูปเก็บมุมตามซีรี่ส์กันเรียบร้อย ก็เดินต่อไป อยู่ตามระแวกนี้นั่นแหละ

เจอเด็ก(คาดว่าจะเด็กมหาวิทยาลัย) จับกลุ่มยืนโชว์บีทบอกซ์ ดูจากท่าทางแล้ว เก๊กอิ๊บอ๋ายเลย แต่ก็แอบถ่ายมันมา 555


โซนขายของค่อนข้างคึกคัก


ถนนยามเย็น


จากนั้นไป BosinGak Bell & JongNo Tower หอระฆังโบซินกัก ปีนึงระฆังจะถูกตีครั้งนึงตอนช่วงขึ้นปีใหม่ พอไปถึงเหมือนเขาปิดเพื่อเตรียมการฉลองปีใหม่ก็เลยอดเห็น ส่วนตรงข้ามเป็น จงโนะทาวเวอร์ เป็นตึกรูปทรงแปลกตาดี




จากนั้นกลับที่พักเพื่อเก็บของที่ชอปปิ้งตามรายทาง แล้วค่อยเดินไป นัมแดมุน-ดงแดมุน

ที่นัมแดมุน


ได้เข้าไปนั่งกินแล้ว พวกอาหารปิ้งย่าง และมีน้ำซุปให้สั่งเพิ่มความอุ่น
แต่คนขายโขกราคามากพอเห็นว่าเป็นต่างชาติอะ

แถมไปเจอคนมารยาททรามอีกต่างหาก เห็นเราไปแต่ผู้หญิงมั้ง ลูกค้าที่นั่งในร้านซึ่งคงกรึ่มได้ที่เข้ามากำแขนเพื่อนคนนึงอย่างแน่น ให้เข้าไปกินไม่ยอมปล่อยซักทีอะ จนเจ้าของร้านต้องมาห้ามแล้วขอโทษขอโพยกันยกใหญ่ เลยรีบเดินหนีทันที


มันนามว่า "ต๊กป๊กกี"


ไม่หร่อยอะ มันคือแป้งล้วน ๆ ที่ราดซอสที่มีรสเผ็ดนิดนึง



จากนั้นไปดงแดมุนต่อ จะไปตลาดขายของมือ 2 ปรากฏว่าปิดอีกแล้วครับท่าน ช่างโชคไม่ดี -_-"

กลับบ้านนอนดีกว่า :p




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 12:58:43 น.
Counter : 476 Pageviews.  

South Korea 3 : nami island

26 Dec 2008

ประมาณ 8 โมงก็โบกมือลาที่ซุกหัวนอนเมื่อคืน


เช็คอุณหภูมิในทีวี ที่ชุนชอนวันนี้ - 11 อูยยย



สะพายเป้ มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟข้างหน้า


ซื้อตั๋วรถไฟ




ได้รอบ 8 โมงครึ่ง มีเวลาประมาณ 20 นาที เลยเดินเก็บบรรยากาศรอบ ๆ

หน้าสถานี มีพวกยายมานั่งขายของกินร้อน ๆ






ได้เวลาแล้ว




รถไฟมาจอด






ใช้เวลาจากนัมชุนชอน ไปสถานีกาพยองประมาณครึ่งชั่วโมง






เดินออกมาโบกแท๊กซี่เพื่อไปยังท่าเรือที่จะพาไปเกาะนามิ นั่งแท๊กซี่ประมาณ 10 นาทีก็ถึง


เดินหาล็อคเกอร์เพื่อฝากกระเป๋า


ประตูตรงท่าเรือเขียนว่าเกาะนามิ


เรือเฟอรี่ที่จะพาไปเกาะนามิ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที


ถึงแล้วเกาะนามิ


ที่เกาะนี้ก็เป็น 1 ในสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เรื่อง winter sonata เหมือนกัน

ถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะสวยกว่านี้ ตอนนี้ค่อนข้างแห้งแล้งไปซักหน่อย




กระรอก....เป็นสัตว์ประจำเกาะแห่งนี้เลยก็ว่าได้




รางรถไฟ . . . ไม่รู้จะบรรยายอะไร แบบว่าเหมือนว่าช่วงนึงของทางรถไฟจะเป็นฉากถ่ายทำซีรี่ส์น่ะ เลยเดิน ๆ ตามมา
. . . .

เกาะนี้จะมีอะไรศิลป์ ๆ ให้ได้เสพย์ทางสายตาตลอด


ซุ้มขายอาหาร


แวะเข้าไปหาอะไรลองท้อง




อันนี้มันน่าทึ่งว่ะ (รึเปล่า?? 555 :p) คือปิดก๊อกน้ำไม่สนิท แล้วอากาศมันหนาวซะจนน้ำที่หยดเป็นน้ำแข็งอะ


เห็นอะไรน่ารัก ก็ถ่ายมาหมด หุๆๆ มันคือรถเด็กเล่น


มีก่อไฟให้คนไปอังมือเพื่อให้อุ่น


อันนี้น่ารักมากอะ มันเป็นงานปั้น แล้วก็ปั้นพวก(น่าจะเป็น)หลวงจีนตัวเล็ก ๆ แล้วก็ตั้งไว้บนกำแพงที่ความสูงแค่ระดับประมาณหน้าอก




ออ ซอ โอ เซ โย . . . แปลว่า เชิญค่ะ ^^




แสงสีสวยงามจริง ๆ


น่ารักเนอะ ^^


เดินไปจนสุดจะพบกับทะเลสาป


เดินย้อนกลับไปยังเส้นทางใหม่


บอกแล้วว่ามันมีอะไรให้เจริญตาเรื่อย ๆ




แผนที่รอบเกาะนามิ


แวะเข้าพิพิธภัณฑ์หมี ไม่เสียค่าเข้าด้วย







งานแสดงศิลปะเกี่ยวกับไข่ ไม่เสียค่าเข้าอีกเช่นกัน








ได้เวลาเดินกลับไปยังท่าเรือ นัดเจอเพื่อนอีก 3 คนตอนบ่ายโมงด้วยล่ะ คิดว่าจะคลาดกันซะแล้ว แต่ก็เจอกันจนได้ ดีใจชิปเป๋ง 555

นั่งเรือกลับ (ตอนซื้อตั๋วเรือ ซื้อแบบไป-กลับเลย) แล้วก็โบกแท๊กซี่ 2 คัน ไปยังสถานีรถไฟกาพยอง



จากสถานีนี้ นั่งเพื่อไปลงสถานี ชอง รยาง ริ
นั่งรถไฟเกือบ ๆ 2 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมาย โผล่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟจะเจอห้างลอตเต้


เข้าไปหาซื้อของฝาก และก็ถือโอกาสฝากท้องไว้ที่นี่ด้วยเลย
วิธีสั่งอาหารของที่นี่ คือ เดินดูเมนูอาหารตามร้านอาหาร โดนตาต้องใจเมนูไหนก็จำไว้ จำร้านไว้ด้วย แล้วก็เดินไปบอกที่แคชเชียร์พร้อมจ่ายเงิน เค้าจะให้บิลมา ซึ่งระบุอาหารที่เราสั่ง และคิวรับอาหาร จากนั้นไปนั่งรอ แล้วก็ดูคิวตรงบอร์ด พอถึงคิวเรา ก็ถือบิลแล้วเอาไปยื่นที่ร้านนั้น ๆ

อาหารมื้อนี้ไม่ถูกปากอะ ไอ่ก้อน ๆ มันคือเหมือนเกี๊ยวซ่า แล้วกลม ๆ ขาว ๆ นั่นก็คือแป้งล้วน ๆ อะไรก็ไม่รู้

จัดการอาหารเรียบร้อย ก็แบกสัมภาระทั้งหลาย ลงรถไฟฟ้า ไปยังเกสต์เฮาส์ที่มาฝากกระเป๋าไว้ตั้งกะวันแรก ทำการเช็คอิน เข้าไปวางเป้คู่ทุกข์คู่ยากใน 3 วันที่ผ่านมา นั่งพักให้หายเหนื่อย แล้วก็ไปลุย COEX Mall ต่อ


ชอปปิ้งมอลล์ย่านคังนัม ที่ใหญ่ที่สุดในโซล มันก็เหมือนเดินมาบุญครองอะ
มีเวลาเดินได้แป๊บเดียว เพราะไปถึงค่ำแล้ว เดินได้แค่ชั้นเดียวเอง แต่ก็ละลายเงินไปหลายแสนวอนอยู่
(ของเขาฝากซื้อมาทั้งนั้นส่วนมากก็ etude)

เกือบ ๆ 5 ทุ่ม ถึงได้เวลากลับ




พบกันใหม่วันที่ 27 Dec จ้า




 

Create Date : 20 มกราคม 2552    
Last Update : 20 มกราคม 2552 14:19:11 น.
Counter : 318 Pageviews.  

South Korea 2 : Mt. Soraksan National Park+Chuncheon’s Myeong-dong Street

25 Dec 2008
X'Mas


ตื่นประมาณ 7 โมง ลงมาถามที่เคาท์เตอร์ถึงทางที่จะไปซอรัคซาน

เดินออกมาจากโมเตล เก็บบรรยากาศโดยรอบเหมือนเดิม
หิมะโดนกรุยไว้ข้างทางหมดแล้ว (หรือเมื่อคืนหิมะจะตก?) ทำให้มันมีสีออกจากดำ ๆ สกปรกไปนิด


เก็บภาพโมเต็ลไว้เป็นหลักฐาน ชื่อ prince motel


นั่งรถบัสสาย 7 เพื่อนไปอุทยาน ผ่านทะเล พระอาทิตย์กำลังขึ้น



นั่งรถไปก็พะวงหน้า-หลัง ว่าถึงรึยังว๊า -_-" เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นโคด เช้าก็เช้า ง่วงก็ง่วง แต่หลับไม่ได้ กลัวหลง O_o

ใช้เวลาเกือบ ๆ ชั่วโมงก็มาถึงจนได้ รถจอดข้างหน้าทางเข้าเลย ตามแพลนวางไว้ว่าจะขึ้นกระเช้าไปที่ยอดเขาเลย แต่มีป้ายปะไว้ตรงที่ซื้อตั๋วว่าเนื่องจากลมแรงทำให้กระเช้าหยุดทำการ แอบเซ็งนิดนึง แต่ก็โออะ เห็นหิมะแล้วมีความสุข เดินลุยหิมะขึ้นไปก้ได้วะ แต่ได้ข่าวว่า ระยะทางขึ้นมันประมาณ 3 กิโล แล้วแบบไม่ใช่ทางราบอะ เป็นทางขึ้นเขา

ซื้อบัตรเข้าไปปุ๊บ ก็เจอร้านขายของที่ระลึก เข้าไปหลบลม(โคด)หนาว ซื้อโปสการ์ด จัดการเขียนส่ง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแน่ะ

เดินเข้าไป เห็นแผนที่


แล้วก็สัญลักษณ์ของที่นี่ มาถึงต้องถ่ายเพื่อให้ได้รู้ว่ามาแล้ว คือหมีนั่นเอง อิๆ



ราว ๆ 10 โมง เดินผ่านร้านขายอาหาร ก็เลยแวะกินกันก่อน เพราะดู ๆ แล้วหนทางข้างหน้าอีกยาวไกล และไม่รู้ว่าจะหิ้วท้องไปทำไม

เมนู แปะอยู่ข้างฝา


สั่งคนละชาม บนเรียกว่าบิบิมบัพ ส่วนล่างไม่รู้เนื่องจากเพื่อนสั่งไม่ใช่เราสั่ง 555 น่าจะประมาณราเมง แหละ


อิ่มแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายแรกคือวัดที่อยู่ในอุทยานแห่งนี้ ชื่อว่าวัดชินอึนซา



หลังคาวัด


ศาลา


จริง ๆ แล้วจะมีเครื่องมืออันนึงทีแรกนึกว่าไม้เท้า แต่เพิ่งเก็ตว่าสำหรับนักปีนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ จะเอาไว้วัดว่าหิมะสูงเท่าไหร่ สามารถเดินได้รึเปล่า ก็ได้แต่มองตาละห้อยเนื่องจากไม่มี และไม่ได้เก็บรูปมา

แต่ตามตำราท่านว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราเลยทำการวัดความสูงของหิมะโดยการย่ำซะนั่นแล 555



เดินเก็บภาพไปเรื่อย ๆ ไม่เหนื่อยไม่ร้อน เพราะหนาวโคด ดูทีวีก่อนออกมา พยากรณ์บอกว่าประมาณ - 7 คับท่าน หุ ๆ ๆ


ยายคนนี้มุ่งมั่นมาก หอบข้าวของมาขายระหว่างทางเดิน




ภูเขาที่เหมือนหน้าผาหิน ที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั่นแหละ คือที่หมาย เรียกว่า Ulsanbawi Rock จากการศึกษาข้อมูล เขาว่ากันว่าเหมือน Ayers Rockของออสเตรเลีย ... จะไปถึงมั๊ยน้อ แต่ใจยังสู้อยู่นะ
















อีกเพียงแค่ 1 กิโลเท่านั้นจะถึงจุดหมายที่ตั้งไว้


ทางยังเดินได้ ชิว ๆ






แต่ทว่ายิ่งเดิน มันยิ่งชันโคด ๆ และเป็นทางหิมะ ลื่นอะ ทางบางทางขึ้นได้ แต่พอจะลง ลงไม่ได้ ขึ้นง่ายลงยาก -_-" สรุปคือไปไม่ถึง ตัดสินใจถอยหลังดีกว่า เพราะรองเท้าไม่เอื้อสำหรับปีน T_T เสียดาย


ถ้าเอะใจซักนิด ต้น ๆ ทางจะมีเหมือนอุปกรณ์สำหรับสวมรองเท้าขายหรือเช่านี่ล่ะ ทำให้พื้นมันแหลม ๆ แล้วสามารถเดินหิมะได้แบบถึงไหนถึงกันไม่ว่าจะชันแค่ไหน


ก็เลยต้องเดินกลับ






ร้านอาหารที่ฝากท้องไว้เมื่อเช้า


เดินไปยังที่ลงรถเมื่อเช้า รอรถกลับ รถมา 3 โมงพอดี


กลับไปเอากระเป๋าที่โมเตล ถามถึงทางไป intercity bus terminal พนักงานโมเตลบอกว่าให้โบกแท็กซี่ลูกเดียว ไม่เชื่ออะ ก็เลยเดินไปที่ป้ายรถเมล์ถามคนแถวนั้น เค้าเลยบอกสายรถเมล์ให้

ถึงท่ารถก็นั่งรถทัวร์ไปยังชุนชอน ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง รถไปจอดที่ห้าง e-mart จด ๆ จ้อง ๆ อยู่นานว่าจะเอายังไงดีหว่า ทีแรกนึกว่าแถวท่ารถจะมีโมเตล แต่กลับไม่มี ก็เลยคิดว่างั้นไปที่นอนแถวสถานีรถไฟนัมชุนชอน (เหตุผลเพราะว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องขึ้นรถไฟเพื่อไปเกาะนามิ) เลยเข้าไปถามทางในห้าง เค้าบอกให้โบกแท๊กซี่ไปเลยประมาณ 15 นาทีถึง

เดินออกมาจากห้าง ซึ่งอากาศภายนอกนี่ทำร้ายจิตใจกันเหลือเกิน -_-" หนาวโคด

เดินไปที่จอดแท๊กซี่ สื่อสารกันอยู่ซักพัก ยังไม่เข้าใจ พี่คนขับเลยดึงมือถือออกมาให้เรากดภาษาอังกฤษ แล้วเค้าทำการแปลเป็นภาษาเกาหลี กว่าจะเข้าใจกันเสียเวลาไปนานโข เรียกได้ว่าเกือบถอดใจ พอรู้ถึงจุดหมายที่เราต้องการ พี่เค้าก็ประมาณว่า แค่พูด ปู๊น ๆ ฉึ่กฉั่ก ๆ ก็รู้เรื่องแต่แรกแล้ว .... ขำอะ 555

แถวสถานีรถไฟมีโมเตลที่เห็น ๆ ประมาณ 5 ที่ได้ เราเลือก ปาปายาโมเตล


โมเตลทีวีไฮโซมากเหอะ ใหญ่โคด แต่ชื่นชมได้แป๊บเดียว เพราะแพลนไว้ว่าจะไป มยองดอง ต่อ (ชื่อเดียวกับมยองดองในโซลเลย) โบกแท๊กซี่ไปอีกเช่นเคย

ถึงแล้วววว ค่อนข้างคึกคัก แต่ถือว่าเงียบเหงาสำหรับคืนวันคริสมาสต์นะเนี่ย


เค้าว่าใครมาที่นี่ต้องกิน DakGalBi ให้ได้เพราะขึ้นชื่อของที่นี่

นี่เป็นซอยของอาหารที่ว่า


ขนาดฝาท่อยังทำเป็น DakGalBi Street


หน้าตาอาหาร หมดไปคนละประมาณ 8 พันวอน อร่อยมาก ๆ สมคำร่ำลือ


บรรยากาศในร้าย คนขายมาบริการปิ้ง+ตัดไก่ให้ถึงที่ พวกเครื่องเคียงถ้าหมดเค้าก็จะเติมให้ฟรีด้วย ^^


เมื่ออิ่ม เดินออกมาเลยถ่ายหน้าร้านไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย


มันมีตรอกซอกซอยให้เดินลัดเลาะดูบรรยากาศไปได้เรื่อย ๆ เดินออกไปเจอห้างนี้ แต่ปิดแล้ว ได้แต่ถ่ายไฟประดับ




ใครคอซีรี่ส์คงเคยเห็นร้านอาหารข้างทางแบบนี้ หมายมั่นว่าต้องลองให้ได้ แต่วันนี้ขอผ่านเนื่องจากอิ่มมาก


ยืนโบกแท๊กซี่กลับ มีคนยืนรออยู่ก่อน แล้วก็คนที่มาทีหลัง แต่เค้าแบบว่าไม่ตามคิวอะ ใครดีใครได้ -_-"

ย่านนี้เป็น 1 ในฉากถ่ายทำเรื่อง winter sonata อีกแล้วครับท่าน เหมือนมาตามรอยซีรี่ส์เลยเนอะ แต่ไม่ใช่นะ มันเป็นแพลนที่ต้องมาอยู่แล้ว แระก็เราไม่เคยดูซีรี่ส์เรื่องนี้เลยด้วยเหอะ อิๆ


เมื่อถึงหน้าที่พัก ก็เลยขอเก็บบรรยากาศยามค่ำไว้ซักหน่อย

สถานีรถไฟ


ถนนหนทาง


ถังแยกขยะ


โมเตลตรงกลางนั่นเองคือที่ซุกหัวนอนคืนนี้


ทางเดินเข้าห้องไปพักผ่อน


นอนละ ราตรีสวัสดิ์ 555 เขียนได้เป็นเรื่องเป็นราวซะ ขำว่ะ



Ps.เกร็ดเล็กน้อย
- ก่อนจะไปทริปนี้นั้น ทีแรกแอบกังวลว่าจะไม่มีที่พักเนื่องจากไม่ได้จองไว้ก่อน แล้วมันก็เป็นหน้าเทศกาลด้วยคือคริสมาสต์ แต่โมเตลของที่นี่มีเยอะมาก ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีที่นอน
- ระหว่างโมเตล กับ เกสต์เฮาส์ ขอยืนยันว่าโมเตลดีกว่าเยอะ ทั้งทีวีที่ขนาดใหญ่กินพื้นที่ครึ่งห้อง บางแห่งมีคอมฯภายในห้องด้วยเลย เตียงก็มีที่เสียบปลั๊กให้เตียงอุ่นเวลานอน ส่วนเกสต์เฮาส์นั้นส่วนมากจะมีคอมฯที่ให้ใช้รวม ทีวีก็เครื่องเล็ก ๆ เตียงก็ไม่มีทำความอุ่น . . . ที่สำคัญในเรื่องราคาโมเตลถูกกว่าประมาณ 5 พัน - 1 หมื่นวอน แต่ข้อเสียของโมเตลคือต้องไปหาดาบหน้าเพราะไม่มีเวบไม่มีอีเมล์ติดต่อ มีแต่เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งโทรไปแล้วส่วนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
-สัญลักษณ์ของโมเตลนั้นเห็นได้ง่ายมาก มันจะเป็นเหมือนรูปถ้วยมีไอน้ำลอยอยู่ข้างบน (เรามองเป็นงี้อะนะ )


โปรดติดตามตอนต่อไปคับผม




 

Create Date : 16 มกราคม 2552    
Last Update : 20 มกราคม 2552 12:52:06 น.
Counter : 388 Pageviews.  

South Korea 1 : YongPyong Ski Resort

24 Dec 2008

Christmas Eve

เหยียบแผ่นดินเกาหลีใต้ประมาณตี 5

กว่าจะผ่าน ตม. ออกมา กว่าจะไปเอากระเป๋า

ลากสัมภาระ หาที่ซื้อตั๋ว Limousine Airport Bus ราคา 9,000W

ได้รถรอบประมาณ 6 โมงครึ่ง

ระหว่างนั่งรอก็เก็บภาพโดยรอบ อากาศหนาวมาก ๆ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ากี่องศา พยายามหาตัวบอกอุณหภูมิก็ไม่มี






นั่งรถประมาณชั่วโมง ก็มาจอดที่โรงแรม ต้องลงแล้วเดินต่อไปหาเกสเฮาส์ที่จองไว้ แต่ไม่ได้พักใน 2 วันแรก แค่ทำการฝากกระเป๋า แล้วกันเสื้อผ้าสำหรับ 2 วันใส่เป้สะพายหลัง เพราะจะไปพักนอกโซล

backpacker พร้อมลุย เย้~~~

ลง subway รี่เข้าไปหา information เพื่อถามเรื่อง T-Money เจ้าหน้าที่ยื่นกระดาษนี่มาให้อ่าน



เนื่องด้วยตอนนั้นเวลา 8 โมงกว่าแล้ว แพลนไว้ว่าต้องนั่งรถรอบ 9 โมงเพื่อไป ยงพยองสกีรีสอร์ท เลยต้องรีบ ๆ อย่างแรง เหนื่อย ง่วง หมดแรงกดชัตเตอร์เก็บรายละเอียดสภาพแวดล้อม -_-"

นั่งใต้ดินไปโผล่สถานีที่ขึ้นไปแล้วเจอลอตเต้เวิร์ด รีบวิ่งไปยังรถบัส โชคดีที่อ่านภาษาเกาหลีพอได้ เห็นกระดาษแปะที่หน้ารถถึงจุดหมายที่เราต้องการ ก็โดดขึ้นรถ รถมันกำลังจะออกเลยด้วย มีผู้ชายคนนึงวิ่งตามขึ้นมา ไอ่เราก็นึกว่าเค้าจะมาช่วยบอกว่าขึ้นรถถูกรึเปล่า ที่ไหนได้วิ่งขึ้นมาเก็บเงิน ซะงั้นอะ 555

รถออก 9 โมงครึ่ง ถึงประมาณ เที่ยงครึ่ง

แบกกระเป๋าอันหนักหน่วงเข้าไป ดรากอนพลาซ่า เพื่อหาล็อคเกอร์ฝากกระเป๋า เมื่อหมดภาระก็พร้อมลุย!!!



เก็บไว้เป็นหลักฐาน 0 องศาครับผม หุๆๆ



ลานเล่นสกี



หิมะ หิมะ หิมะ วู้ววววววว มีความสุขที่สุด



น่าจะเพราะเป็นวันคริสมาสต์อีฟ กลางคืนคงมีคอนเสิร์ต เห็นจอจากมุมไกลลิปว่าเป็น เทอิ



หลังจากสูดความเย็นเข้าเต็มปอด ก็เดินไปหาทางไป Dragon Peak หรือเรียกอีกชื่อว่า Gondola

ต้องขึ้น Cable Car





Dragon Peak / Gondola อยู่ในภูเขาชื่อว่า Balwang





ถึงแล้ว กอนโดรา


heaven's tree อิ ๆ เวอร์มะ






สวยจัง มีความสุข เกินบรรยาย


แต่ขอบอกว่าบนนี้ หนาวมาก เพราะสูงที่สุดแล้ว และลมแรงมาก ถึงขั้นตัวเกือบปลิว



สังเกตได้ว่า วิวที่ถ่ายมาได้ไม่มีคนเลย เพราะเค้าไม่สู้ความหนาว+ลม กัน -_-"



มียัย 2 คนนี้นี่แหละที่เย้ยฟ้าท้าลม ยึดหลัก มาแล้วต้องเอาให้คุ้ม 555 แต่หนาวเกือบตายเหมือนกัน







ได้รูปจนหนำใจแล้วก็ได้เวลานั่งเคเบิลคาร์ลงไปที่เดิม



ท้องประท้วงสั่งการไปยังสมองว่าหิว หุๆๆ เลยต้องหาอะไรกิน

แต่น ๆ แต๊น อาหารเกาหลีมื้อแรก ของวันแรก และเป็นมื้อแรกของวันด้วย ณ เวลา 3 โมง

ประมาณซุบเนื้อ


เครื่องเคียง อร่อยมาก


จากนั้นเดินเก็บบรรยากาศสกีรีสอร์ทต่อ ไหน ๆ มาแล้ว เอาให้ฉ่ำปอด อิๆ



ถ่ายเวทีคอนเสิร์ตอีกรอบ



มองตาละห้อย อยากอยู่ดู แต่ทำไม่ได้ ต้องไปนอนที่ซกโช เพราะที่รีสอร์ทนี้ค่าซุกหัวนอนแพงมาก และไม่ได้จองไว้ก่อน ได้ข่าวว่าใครต้องการพัก ต้องจองล่วงหน้าข้ามปีเลยทีเดียว เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสกีรีสอร์ทที่สวยติดอันดับต้น ๆ ของเกาหลีเลยล่ะ









หิมะตกด้วยแหละ เลยถ่ายถุงมือ แต่ภาพลดขนาดจนเล็กเกิ๊น เลยไม่ได้เห็นเม็ดหิมะบนถุงมือสีดำเลยอะ อดอวดเลย 555



ต้องโบกมือลาแล้ว เพราะเป็นเวลา 4 โมง เดินออกไปหาชัตเติลบัสของรีสอร์ท นั่งเข้าเมือง เฮวงเก เพื่อหารถโบกต่อไปซกโช

ถึงเฮวงเก ถามคนแถวนั้นถึงรถที่จะไปซกโช เค้าบอกว่าไม่มี ต้องนั่งรถไปลงคังนึง แล้วหารถจากคังนึงไปซกโช

ทีแรกแพลนไว้ว่าพอถึงซกโชแล้ว จะนั่งรถต่อไปหาที่พักแถวทางเข้าอุทยานซอรัคซาน แต่สภาพร่างกายที่ใกล้ชัทดาวน์เต็มที ทำให้มองตากันกับเพื่อนแล้วตกลงกันว่า เจอที่ไหนก็ที่นั่นแหละ ไม่ไหวแล้วจ้า 555




 

Create Date : 15 มกราคม 2552    
Last Update : 15 มกราคม 2552 16:31:47 น.
Counter : 1241 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

me:ผู้หญิงในนิยาย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add me:ผู้หญิงในนิยาย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.