Group Blog
 
All Blogs
 

มายาคติคนไทยกรณี ปตท. อภิสิทธิ์นักการเมืองจองหุ้น ปตท. คำร่ำลือที่เกินจริง ที่ถูกเชื่อง่าย.......

บทความชิ้นนี้ ปรับปรุงขึ้นจากข้อเขียนส่วนหนึ่งในหนังสือ “ปตท. ไม่อยากตาย ก็ต้องโต: ทางสามแพร่งของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย” โดย วิษณุ โชลิตกุล เพื่อชี้ให้เห็นแง่มุมบางประการกับคำกล่าวหาในเรื่องการแปรรูปปตท.จากรัฐวิสาหกิจ มาเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินในวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคมนี้ ..........

ในความสำเร็จอย่างล้นหลามที่ใช้เวลาในการจองหุ้นเพียงแค่ 77 วินาทีในการขายหุ้นจองปตท.ปลายปี 2544 ซึ่งคนในวงการรัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์ไทยโหมประโคมกัน ได้กลายเป็นภาพตรงกันข้ามขึ้นมาทันที หลังจากที่ปรากฏรายชื่อนักลงทุนรายย่อยที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)นำมาเปิดเผยเมื่อเวลาผ่านไป

ปรากฎว่า ในรายชื่อระดับหัวแถวของนักลงทุนที่ได้รับหุ้นจองเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นรายชื่อผู้ใกล้ชิดนักการเมืองซีกรัฐบาลได้รับการจัดสรรหุ้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น นายทวีฉัตร จุฬางกูร หลานชายนายสุริยะ รุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้กำกับดูแลปตท.(ในขณะนั้น) ได้หุ้นไป 2.1 ล้านหุ้น

นายประยุทธ มหากิจสิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย(ในขณะนั้น)และเครือญาติ ที่ได้หุ้นปตท.รวมกันถึง 5.1 ล้านหุ้น

คนตระกูลดังรับอานิสงส์ทั่วหน้า นอกจากนี้หากพิจารณารายชื่อนักลงทุนรายย่อยที่ได้รับการจัดสรรหุ้นปตท.กว่า 1 หมื่นคนในขณะนั้นจะพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกันได้รับการจัดสรรหุ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงและตระกูลดังในสังคมทั้งสิ้น เช่น จิราธิวัตน์ ได้หุ้นรวมกัน 9 แสนหุ้น ตรีทองได้หุ้นรวมกัน 3 แสนหุ้น ตระกูลนำศิริกุล ได้หุ้นรวมกัน 5 แสนหุ้น ลีนะบรรจง ได้หุ้นรวมกัน 4 แสนหุ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังมีนักการเมืองและบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านอีกหลายสิบคนที่ได้รับการจัดสรรหุ้นปตท.ในครั้งนั้นอย่างทั่วถึง เช่น นายบุญชู ตรีทอง,นางนกน้อย นิมมานเหมินท์ (ภรรยาของนายธารินทร์ อดีตรมว.คลัง) ,นายเกษม รุ่งธนะเกียรติ , นายนิสสัย เวชชาชีวะ,นายกันตธีร์ ศุภมงคล,นายอานันท์ ปันยารชุน และ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น (ดูรายละเอียดบางส่วนของรายชื่อนักลงทุนในตารางประกอบ)

ข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่า ยอดรวมจำนวนหุ้นที่คนเหล่านี้ได้รับไปผ่านการจองซื้อ มี 25.56 ล้านหุ้น เมื่อคิดจากจำนวนหุ้นที่แบ่งให้กับนักลงทุนรายย่อย 480 ล้านหุ้น จะมีสัดส่วนเท่ากับ 5.3% ของจำนวนหุ้นที่แบ่งให้นักลงทุนรายย่อย และหากเทียมกับจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายรวม 800 ล้านหุ้น จะมีสัดส่วนเพียง 3.1% เมื่อนำไป เทียบกับจำนวนหุ้นรวมหลังเพิ่มทุนของปตท. จำนวน 2,800 ล้านหุ้น หุ้นดังกล่าวจะมีสัดส่วนเพียงแค่ 0.09% เท่านั้น

สัดส่วนของกลุ่มคนที่ระบุมา จึงไม่มีนัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงข้อกล่าวหาในเวลาต่อมาว่าใช้อภิสิทธิ์แสวงหาลาภอันมิควรได้ แต่รายชื่อดังกล่าว ก็เป็นเชื้อไฟที่ดีสำหรับการกล่าวหาในลักษณะสาดโคลนทางการเมืองได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะสังคมที่มีความรู้สึกเปราะบางกับพฤติกรรมคอรัปชั่นของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ

รายชื่อของคนเหล่านี้ ถูกนำไปขยายความในลักษณะ tall tales (เรื่องเล่าที่เกินจริง) ในทันทีโดยนักวิชาการ กลุ่มต่อต้านการปฏิรูป และกลุ่มนักฉวยโอกาสทางการเมือง ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อระบุถึงความไม่ชอบมาพากลของการขายหุ้นจองของ ปตท. ในปลายปี พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน การคอรัปชั่นทางนโยบาย และ การใช้อภิสิทธิ์แสวงค่าเช่าส่วนเกินทางเศรษฐกิจ

ในการเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น ก.ล.ต. ได้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ไม่ถือเป็นความผิดปกติ การที่นายทวีฉัตรได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุด 2.2 ล้านหุ้น เพราะรับจัดสรรในรูปการจองผ่านธนาคารพาณิชย์ 1 แสนหุ้น ในฐานะลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ และเป็นหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการคุณของ ปตท. อีก 2.1 ล้านหุ้น

ส่วนรายของนายประยุทธ และนางสุวิมล มหากิจศิริ นั้น กลต. ก็ได้ชี้แจงว่า นายประยุทธได้ซื้อผ่านธนาคาร 1 แสนหุ้น และได้รับการจัดสรรผ่านบริษัทหลักทรัพย์และในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก 1.96 ล้านหุ้น ส่วนของนางสุวิมลก็ซื้อผ่านธนาคาร 1.1 ล้านหุ้น และจัดสรรผ่านตลาดหลักทรัพย์และในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก 4.46 แสนหุ้น ซึ่ง ก.ล.ต. ถือว่าถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทุกประการ ฯ

ในช่วงที่ราคาหุ้นของปตท.ที่ซื้อขายในตลาด แสดงอาการหลุดจอง ข้อกล่าวหาดังกล่าว ดูมีน้ำหนักต่ำและไม่น่าเชื่อถือ แต่เมื่อราคาหุ้นกลับทะยานขึ้นมาในระดับที่สูงขึ้นเหนือ 50 บาท ในเวลาต่อมา ก็เข้าทางของกลุ่มต่อต้านการแปรรูป และสื่อบางแห่งที่สามารถใช้จินตนาการทางลบ สร้างเรื่องให้ใหญ่เกินจริงขึ้นมา โดยพยายามคำนวณว่า หากคนเหล่านี้ ยังคงถือหุ้นเอาไว้ จนถึงตอนที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาในระดับที่”ได้กำไร”แล้ว จะได้กำไรเท่าใด

ตัวอย่างเช่นสื่อหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์แหน่งหนึ่ง คำนวณกันง่ายๆเลยว่า หากคนเหล่านี้ถือหุ้นทั้งหมดที่ได้รับมา จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 (หลังจากหุ้นปตท. เข้าซี้อขายในตลาดแล้ว 19 เดือน) ซึ่งราคาปิดของหุ้น อยู่ที่ 66 บาท นายทวีฉัตรจะมีกำไรจากราคาหุ้นเมื่อหักลบต้นทุนในช่วงที่ซื้อครั้งแรกถึง 95 ล้านบาทเลยทีเดียว นายประยุทธ มหากิจสิริและเครือญาติ จะมีกำไรถึง 158 ล้านบาท ตระกูลจิราธิวัตน์ จะมีกำไรถึง 27.9 ล้านบาท ตระกูลตรีทอง จะมีกำไรถึง 9.3 ล้านบาท ตระกูลนำศิริกุล จะมีกำไรถึง 15.5 ล้านบาท ตระกูล ลีนะบรรจง จะมีกำไรถึง 12.4 ล้านบาท

จินตนาการที่เพริดแพร้วดังกล่าว แม้จะไม่มีข้อพิสูจน์เลยว่า รู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านี้ถือหุ้นเอาไว้? หรือขายหุ้นทิ้งไปแล้ว? (เนื่องจากคนเหล่านี้ ไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 20 อันดับแรก ซึ่งยากที่บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.จะตรวจสอบได้เลย เว้นแต่โดยคำสั่งศาล) แต่ก็มีส่วนเร้าอารมณ์เพื่อปลูกฝังทัศนคติต่อต้านการแปรรูปได้อย่างง่ายดายในเวลาต่อมา

นิทานจอมปลอมดังกล่าว ต่อมาถูกขยายใหญ่โตมากขึ้นไปอีกว่า สาเหตุที่นักการเมืองและเครือญาติ ตลอดจนคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจในการจัดสรรหุ้นปตท.ในครั้งนั้น ส่วนใหญ่ยังคงถือหุ้นไว้เป็นจำนวนมากเป็นเวลายาวนาน เพราะได้หุ้นมาในราคาพาร์ 10 บาท ไม่ใช้ราคาจองซื้อ 35 บาท ตามที่เข้าใจกัน

ไม่เพียงเท่านั้น นักต่อต้านการแปรรูปบางคน โดยเฉพาะคนที่ถือว่า น่าจะมีความรู้เรื่องตลาดทุนได้ดี อย่าง นายวุฒิพงศ์ เพียบจริยวัฒน์ ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทจัดอับดับความน่าเชื่อถือบริษัทแรกของไทย (ทริส เรตติ้ง (ประเทศไทย)จำกัด)มาก่อน ก็กลับใช้วิธีการเบี่ยงเบนอย่างน่าประหลาดในการกล่าวหาว่า หุ้นปตท.ก็เหมือนหุ้นพลังงานอื่น กำลังถูกต่างชาติครองงำหลังแปรรูป เพราะดูเมื่อรายชื่ออันดับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 20 อันดับ แรกตามทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ไทย ล้วนปรากฏชื่อของบริษัทต่างชาติที่ซ้ำซ้อนกัน

ข้อมูลที่เหมาเชื่อเอาเองอย่างนี้ สำหรับคนที่คุ้นเคยกับตลาดหุ้น ย่อมรู้ดีว่า รายชื่อของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ ซึ่งมักจะลงท้ายด้วยคำ nominee ซึ่งหมายถึงบริษัทที่ถือหุ้นแทนนักลงทุนอื่นๆ(ทั้งที่เป็นคนไทยหรือต่างชาติ)ที่ไม่ต้องการระบุชื่อของตนเองด้วยเหตุผลต่างๆกัน เพื่อเหตุผลในการเก็งกำไรมากกว่าเพื่อถือหุ้นระยะยาวโดยมีเป้าหมายในเชิงมุ่งเป็นกรรมการ หรือ มุ่งยึกอำนาจบริหาร ไม่ใช่ต่างชาติจริงเป็นผู้ถือหุ้น เรื่องเล่าเกินจริงประสบความสำเร็จ ได้ถูกขยายความเพิ่มเติมโดยนักการเมืองฝ่ายค้าน ได้ถือโอกาสนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณในกลางปี 2546 โดยเฉพาะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งนายสุริยะก็ได้ตอบตีในรัฐสภาไปว่า “...เรื่องหลานของผม ทวีฉัตร จุฬางกูร ไม่ใช่เพิ่งมาซื้อหุ้นตอน ปตท…. ถ้าไปดูประวัติเวลาหุ้นบริษัทใหม่ๆ ที่ออก IPO ทาง กลต. จะมีประกาศรายชื่อ 20 อันดับแรกว่าใครไปซื้อบ้าง หลานผมติดอันดับ 5 อันดับ 6 อันดับ 7 ติดอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นคือ เค้ามีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ตลอด และท่านทราบไหมครับ วันที่ท่านอภิปรายฯ ผม ถ้าผมจำไม่ผิด วันที่ 23 พ.ค. 2545 วันที่ท่านบอกว่าไปเอื้อให้หลาน วันนั้นหุ้น ปตท.ราคา 33.50 บาท ต่ำไปกว่าราคาจอง 1.50 บาท ซึ่งวันนั้นหลานผม ก็ขาดทุนไปแล้ว 3 ล้านกว่าบาท รมต.กระจอกจริงๆ จะช่วยหลานทั้งทีทำให้หลานขาดทุน …?

คำตอบโต้ดังกล่าว ไม่ได้มีผลให้เรื่องเล่าลือเกินจริงเงียบหายไป เพราะยังมีการนำมาเล่าซ้ำกันอีกหลายๆครั้งไม่รู้จบ จนถึงปัจจุบัน เมื่อตอกย้ำความไม่ชอบมาพากลในการแปรรูปให้ได้ แถมยังมีคนเจตนาที่จะยินยอมเชื่อโดยไม่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ส่วนหนึ่งด้วยจนถึงทุกวันนี้ ข้อกล่าวหานี้ยังไม่หมดไปจากความเชื่อของคนบางกลุ่ม ซึ่งอาศัย ฎการวกกลับของจิตวิทยาฝูงชน”ที่ต่อต้านรัฐบาลทักษิณเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างภาพความฉ้อฉลในการแปรรูป ปตท. ทั้งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่า มีจริงหรือไม่

ในขณะที่คนเหล่านี้ ไม่ยอมแม้จะพูดถึง การขายรัฐวิสาหกิจที่ล้มเหลวของรัฐบาลเดียวกัน ในกรณี NFC (ชื่อเดิม หรือ ปุ๋ยแห่งชาติ) และ บางจากฯ ในลักษณะ”ขายทิ้งสมบัติชาติ” ที่รุนแรงกว่า ปตท.หลายเท่าแม้แต่น้อย

......................ล้อมกรอบ

ข้อเท็จจริงอย่างย่อ

ก่อนเข้าตลาดหุ้นปลายปี 2544 ภายหลังจากการแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนละปรับโครงสร้างหนี้รวมทั้งตัดขาดทุนสะสมที่เคยมีอยู่มากก่อนหน้านั้น ปตท. มีหนี้สินทั้งสิ้น 224,494 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้น 40,425 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ระดับ 4.6 เท่า โดยมีมูลค่าหุ้นทางบัญชี หรือ book value ที่หุ้นละ 14.78 บาท โดยมีการกระจายหุ้นใหม่ให้กับประชาชนทั่วไป 850 ล้านหุ้นในราคาวางแผนไว้หุ้นละ 35 บาท ช่วงแรกที่เสนอขาย เป็นจังหวะไม่ดี เพราเพิ่งเกิดวิกฤตการเมืองโลกหลังจากวันที่ 11 กันยายน 2544 มาไม่นาน กองทุนต่างประเทศได้รวมตัวกันกดราคารับซื้อเหลือเพียงหุ้นละ 31 บาทอ้างว่า ราคาแพงเกินไปทำให้ปตท.ปรับแผนมากระจายหุ้นที่จะขายต่างชาติมารวมกับที่จะขายให้คนไทยในประเทศเป็น 600 ล้านหุ้น ซึ่งปรากฏว่า มีคนจองล้นหลามในการเปิดขายครั้งแรก 220 ล้านหุ้น ใช้เวลาเพียงแค่ 1.17 นาทีเท่านั้นก็หมดเกลี้ยง ต้องทำการเปิดใหม่โดยปรับปรุงวิธีการเดิมให้ดีขึ้น ท้ายสุดจึงขายหุ้นได้ทั้งหมดในราคา 35 บาทต่อหุ้นสำเร็จ ซึ่งในขณะนั้น ก็ยังมีบทวิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นแพงเกินไปวันนี้ มูลค่าทางบัญชีของหุ้นปตท. อยู่ที่ 114.53 บาทต่อหุ้น ในขณะที่ราคาซื้อขายในกระดาอยู่ที่ระดับ 350 บาทต่อหุ้น ก็ยังมีคนเชื่อว่า การขายหุ้นเพื่อแปรรูปครั้งนั้นเป็นการขายชาติ และเป็นการฉ้อฉล ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง กระทรวงการคลัง ไม่เคยขายหุ้น ปตท.ออกมาแม้แต่หุ้นเดียวนับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา..................................

http://www.kaohoon.com/pg.online/search_detail.aspx?cid=10922&gid=4




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2550    
Last Update : 14 ธันวาคม 2550 22:18:44 น.
Counter : 303 Pageviews.  


my-op
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add my-op's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.