วิธีการคำนวณราคาหุ้นแบบง่าย

ภาค 1 ก่อนงบออก

อันนี้ผมจะดึง EPS เฉลี่ย จาก Consensus ณ 3 พ.ค. 55 มาเลยนะครับ
http://sharecapture.com/image/fcb34bd5a0274a6cbc845fb1e7915451

รูปนี้เพิ่มทีหลัง วันที่ 8 พ.ค. 55 ค่า EPS ลดลงไปอีกครับ
อ้างอิง http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=10

EPS 2012F 2013F = 1.87 2.27 ตามลำดับ
คำนวณ EPS growth 2.27/1.87 = +21.39%
Dividend = ปันผล 1:1 และ 1.25 บาท/หุ้น

ผมคิดราคาตลาดถ้วนๆที่หลัง XD 41 บาทนะครับ
เทียบเท่าราคาปัจจุบัน = (41×2)+1.25 =83.25
ผมไม่แน่ใจว่า consensus คิดกำไรจากปรับลดภาษีแล้วหรือยัง ผมแถมให้เลยแล้วกัน
Tax Gain ปี 2012 : 30=>23 = 77/70 = +10%

ทฤษฏีผมจะให้

P/E=G(rowth)+D(ivendend) + Tax Gain(Optional)

ฉะนั้น P/E = 21.39+ 1.5 + 10 = 32.89 =>33
ถ้ากำหนดเป็น P/E เป็นช่วง +/- ไปซะ 3 ตามอารมณ์ตลาด
PE Range = 30-36

ราคาปี 2012F ก่อน XD = 32.89*1.87 = 60.89 (56.1-67.32)
และราคาหลัง XD ณสิ้นปี 2012F ควรจะเป็น = (60.89-1.25)/2 =29.82 บาท หรือช่วง (27.42-33) บาท

การคำนวณนี้บนพื้นฐานอ้างอิงจากการขยายสาขาในประเทศนะครับ 400-500 สาขา/ปี แต่ด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ %Growth ลดลงเรื่อยๆ แม้นจะขยายสาขาเท่าเดิม  ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆนะครับ

3,000 => 3,500 = +16.67%
4,000 => 4,500 = +12.5%
5,000 => 5,500 = +10%
6000 => 6,500 = + 8.33%

แต่ถ้าCPALL สามารถเปิดเกมรุกไปต่างประเทศได้จริง และ TimeFrame ยาวกว่านั้น ก็เ็ป็นอีก Story นึง
แต่คนที่เห็นธีมนี้ คงมี CPALL ในสัดส่วนที่ตั้งใจไว้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะทำยังไง ณ ราคานี้
ก็แล้วแต่ Timeframe ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

—————————————————————-

ภาค 2 หลังงบออก คิดคร่าวๆ

เพิ่มเติมหลังจากงบออก 8 พ.ค.55

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,758,326 2,083,933
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.61 0.46  => +32.61%
ต่อหุ้น (บาท) งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,447,218 1,832,629
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.54 0.41 =>+31.70%
ต่อหุ้น (บาท)

CPALL แจงกำไรQ1/55 เพิ่มขึ้นเพราะขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้น

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานว่า CPALL ขอชี้แจงถึง
สาเหตุของผลการดำเนินงานตามงบการเงินรวม สำหรับไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

2555 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนเกินกว่าร้อยละ 20 ดังนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรสุทธิ 2,758 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 2,084
ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 เนื่องจาก 1) การขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 5,962 สาขาในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 6,479
สาขา ในไตรมาส 1 ปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 2) อัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันของร้านเดิม (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) ในช่วง
ไตรมาส 1 ปี 2555 เทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 เท่ากับร้อยละ 5.9  3) อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.1 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น
ร้อยละ 28.4 ในไตรมาส 1 ปี 2555 4) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม
ลดลงจากร้อยละ 20.6 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็นร้อยละ 20.5 ในไตรมาส 1 ปี 2555 5) การปรับลดของอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ของกำไรสุทธิ
ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com

สรุป
งบดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์พอสมควรเลยนะครับ  เมื่อข้อมูลใหม่ล่าสุดออก เราก็มาประเมิณกันใหม่ครับ เพราะคราวที่แล้ว เราเอา
EPS เฉลี่ย ของ consensus มา  คราวนี้เอาแบบละเอียดปานกลางนะครับ เพราะผมไม่มีตัวเลข ข้อมูลเปิดสาขาเป๊ะๆ รายเดือน

EPS Growth = งบรวม 0.61+32.61% ดีกว่าคาดของทุกสำนัก  ส่วนนึงเพราะ Tax Gain 30=>23 +10%
ถ้าหักตรงนี้ออกไป EPS Growth Exclude Tax Gain ก็จะโตประมาณ = 0.61×1/1.1 / 0.46 = +20.55%

Branch => +8.7% ตามคาด
SSGS => +5.9% ตามคาด
Gross Profit => +1.067% ตามคาด
SG&A => 20.6=>20.5 => ไม่มีนัยยะ ตามคาด
Image
หมายเหตุ : ตาีรางได้มาจากคุณ Arjin ThaiVI ครับ

ปกติ CPALL จะขยายสาขาไตรมาสละ 120-130 สาขา แต่ปลายปีที่แล้ว น้ำท่วม เลยเปิดได้แค่ 70 สาขา เลยรวบยอด
มาเปิดไตรมาสแรกแบบทะลักไป 203 สาขา ซึ่งปกติ Q1 จะเป็นไตรมาสที่นิยมเปดสาขาเอาฤกษ์เอาชัยกัน
แต่ไตรมาสที่เหลือคาดว่าน่าจะกลับสู่สภาวะปกติ

ลองคำนวณใหม่จากข้อมูลล่าสุด #3

สาขาเฉลี่ยทั้งปี = 6479+(500/2)= 6729 สาขา
NPM = 5%
กำไรไตรมาสนี้ = 86,893*30*12*6729*0.05 = 10,524,653,946 บาท
โตขึ้นกว่าปีก่อน 8,007 พันล้าน  +31.43%
จำนวนหุ้น = 8,986,296,048.00

EPS 2012F = 1.171 บาท/หุ้น

สิ้นนปี 2012 จะมีสาขา = 6479+130+130+130= 6869 สาขา
สิ้นปี 2013 จะมีสาขา = 6869+(130×4)= 7389 สาขา เพิ่มขึ้น 7.57%
Tax Gain Growth ในปี 2013 ภาษีจะลดลงอีกจาก 23=>20 แต่จากโต +10% จะเหลือ โต = 80/77 = 3.9%
SSGS ผมให้ +6% ก่อน

EPS 2013F = 1.17×1.06×1.0757×1.039 = 1.386 บาท/หุ้น

EPS growth 2013F/2012F = 1.386/1.171 = +18.36%

จะเห็นว่า Growth ของปี 2013 ดูลดลง เพราะตัวใหญ่ขึ้นทำให้%ดูลดลง และ ภาษีลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบปีกับ 2012
สอดคล้องกับสมมติฐานของ SCB ที่ให้ EPS ก่อน XD สูงกว่าสำนักอื่นที่ 2.39 แต่ P/E 15.59 เท่านั้น

ภาค 3 เริ่มละเอียดขึ้น

อันนี้คิดแบบละเอียดขึ้นมาอีก เพราะเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น โดยจำลองเป็นรายไตรมาสไป #3
http://sharecapture.com/image/5f2c72f891b6464cbd3da16c1677e490

เนื่องจาก 7-Eleven มีสาขาหลายรูปแบบทั้งที่บริษัททำเอง แฟรนไชส์ ก็มีหลายแบบ Type B,C แต่ละแบบก็ รับรู้กำไรต่างกัน
เอาเป็นว่า ตารางที่ผมทำ คงได้แค่กะประมาณให้เห็นภาพคร่าวๆนะครับ เพราะคงไม่สามารถไปเจาะว่า แต่ละ TYPE มีกี่สาขา

สนใจลองแฟรนไชส์ ลองอ่านรายละเอียดดูครับ
http://www.7eleven.co.th/corp/franching_how_to_be_a_franchise.php

หมายเหตุ : นี่เป็นการคาดการณ์บนสมมติฐานที่ยังขยายสาขาเฉพาะในประเทศ และข้อมูลที่หาได้ โปรดใช้วิจารณญาณครับ

ณ ราคาวันที่ 9 พ.ค.55 38.50 บาท
P/E Forward สิ้นปี 2012 = 38.5/1.15 = 33.5 เท่า

ปกติ การลงทุนจะเป็นการมองไปข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือถ้าภาพชัดมาก ก็อาจมากกว่านั้น
แล้วแต่สภาวะตลาด ณ ขณะนั้น แต่เวลาเมื่อผ่านไป มูลค่าของกิจการในกลุ่มค้าปลีก ก็จะเลือนไปข้างหน้าด้วย เช่นกัน

ตัวอย่าง ถ้าวันนี้เป็น 1 ม.ค. 55  มูลค่าที่เราประเมิณที่จะมองก็คือ 1 ปีข้างหน้า ก็คือสิ้นปี ธค 55
แต่เมื่อเวลาผ่านถึง Q3/55  ราคากับมูลค่าของปีนี้ก็อาจจะเป็นตัวเดียวกันไปแล้ว ถ้าตลาดอารมณ์ดี
ฉะนั้น ตลาดจะเลื่อนมูลค่าไปเป็นของปีหน้าไปเลย

ในทางกลับกัน แต่ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะซบเซา การมองไปข้างหน้า ก็อาจจะสั้นกว่าปกติ

 

DCF วิธีที่ได้รับความนิยม ในการจะคำนวณมูลค่าในอนาคต แล้วค่อยคิด discount ย้อนกลับมา ณ เวลาปัจจุบัน
ซึ่งถ้ากำหนดตัวแปรต่างๆ การย้อนกลับ มากกว่าเงินเฟ้อ ยังไงมูลค่าในอนาคตของกลุ่มค้าปลีก จะแพงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ
อยู่มาก และจะเห็นว่า ตลอดเวลาหุ้นกลุ่มนี้ มันแทบจะไม่มี MOS ณ เวลาปัจจุบันอยู่เลย เว้นแต่จะเกิด Panic

ฉะนั้น การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่สถาบันในไทยชอบมากๆ ก็เป็น Mind Game ว่า เรากับเค้าจะวัดมูลค่า กัน ณ เวลาใด

ขอจบการคำนวณคร่าวๆเท่านี้ จากข้อมูลที่มีอยู่ก่อนนะครับ ถ้าหลังฟัง Oppday แล้วมีอะไรใหม่ ก็มาปรับกันใหม่

อันนี้เป็นของแถมครับ

สัมภาษณ์เจ้าของแฟรนไชส์สาขาแรกของ 7-Eleven
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=83765

@Shaen
เขียนครั้งแรกเมื่อ 3 พ.ค.55 ก่อนงบQ1/2555 ออก
เขียนครั้งที่2 8 พ.ค. 55 หลังงบออก
เขียนครั้งที่3 9 พ.ค. 55 หลังงบออก + เห็นตารางล่าสุด

 

 วิธีการประมาณราคาหุ้นแบบง่ายๆ

เราจะรู้ได้ยังไงว่า หุ้นที่เราเล็งอยู่ แพงไป ถูกไป หรือ ราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่
มีวิธีหลายวิธี DCF(Discounted Cash Flow) วิธีที่นักวิเคราะห์ชอบใช้ แต่วิธีการจะหาก็ต้อง
ลงแรงกันไม่น้อย แต่ถ้าสนใจจริงๆ ลองอ่านที่หมอ Reiter เขียนดูครับ

http://reitertvi.wordpress.com/tag/dcf

แต่ว่าถ้าให้ 10 คนคำนวณหา DCF ทั้ง 10 คนก็หาได้ไม่เท่ากันอยู่ดี !!!
แล้วถ้าเราคำนวณหาอีกคน ก็เชื่อแน่ว่า ก็ไม่เหมือนทั้ง 10 คนอีก แล้วทำไงดี !!
ง่ายที่สุด เร็วที่สุด เลยก็คือ …เอาค่าเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์มานั่นเอง

ยกตัวอย่าง consensus จาก settrade ของ CPALL ให้ค่าเฉลี่ยที่ 49.29* สำหรับปี54 http://goo.gl/l8HTi

ขอยกตัวอย่างอีกวิธี PE Multiple คือวิธีคำนวณหา กำไรต่อหุ้น x P/E

ให้เปิด http://goo.gl/hbMIM ควบคู่ไปด้วยจะเห็นว่า
4Q/53 = 1.48 บาท
1Q/54 = 0.46 บาท => อนุมาณว่า 4Q/54 = 0.46×4 = 1.84 บาท/หุ้น (กรณีไม่มีเหตุผิดปกติ)

P = E x (P/E)
ราคา = กำไรต่อหุ้น x P/E

เราประมาณการ กำไรต่อหุ้นได้ = 1.84
P/E จะเอามาจากไหนล่ะ
1. P/E ปีก่อนของตัวเอง
2. ถ้าให้ละเอียดขึ้นอีกนิด P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตัวเอง แต่ต้องดูด้วย กำไรโตสม่ำเสมอมั้ย
3. P/E เฉลี่ยของกลุ่ม
4. ดูจาก Growth เช่น ปีหน้าโตแน่ 25 % P/E ก็ราวๆนี่ เว้นแต่บางกลุ่มจะมีค่า Premium จาก Brand หรือ Defensive Stock

http://sharecapture.com/image/e2e828c3f4274ffa95b5f528eb829b47

กรณีตัวอย่างนี้ เอา P/E สิ้นปี 53 แล้วกัน เพราะ CPALL มี Premium กว่าเพื่อนบ้านจริงๆ

มูลค่าที่ควรจะเป็น = 1.84 x 28.4 = 52.26 บาท ณ สิ้นปี 54

ถ้าคิดจาก Growth ของกำไรต่อหุ้น => 1.84/1.48 = +24.32%
จริงๆถ้าไม่ใช่ค้าปลีก PE โตเท่านี้  P/E ควรจะอยู่แค่ 24 เท่านั้น แต่อย่างที่บอกว่ากลุ่มนี้เค้ามีความพิเศษ
(อ่าน การให้ค่า P/E กับกิจการได้ที่ http://fwd4.me/0kWW )

อันนี้คือราคาที่ประเมิณแบบง่ายๆ คร่าวๆ กรณีัไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ จะเห็นว่าใกล้เคียงกับที่ค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์
แล้วเราก็สามารถคำนวณต่อไปในปี 55 56 ได้อีกบนพื้นฐานที่สาขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เราควรจะทำต่อก็คือ ติดตามข่าวและปัจจัยของกิจการว่า เวลาที่เหลือของปีนี้ มีปัจจัยอะไรที่มากระทบ
แล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อกิจการอย่างไร

อ้างอิงจากข้อมูลจาก
http://www.dcs-digital.com/setweb/downloads/2554q1/20110520_cpall.pdf

เว้นแต่จะมีอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ เช่น โดนเผาหลายสิบหลายร้อยสาขา น้ำท่วมนี่โอกาสยังเป็นได้ง่ายกว่า
แต่ก็ต้องพิจารณาต่อว่า ท่วมกี่สาขา ท่วมกี่วันก็พิจารณา โอกาสที่จะเกิดขึ้น และไม่เกิด หรือ คนหันไปเข้าร้านอื่นแทน!

ขมวดส่งท้าย

สิ่งที่เราทำได้คือ คำนวณกำไรต่อหุ้น แต่ราคาในตลาดจะขึ้นๆลงๆ ด้วย Momentum ของเศรษฐกิจโลก
และอารมณ์ของตลาด
ซึ่งเป็นตัวส่งผลให้ P/E แกว่งไป แกว่งมา

หวังว่า พอจะได้ idea ในการประเมิณราคาหุ้นกันบ้างแล้วนะ การยกตัวอย่าง CPALL เพราะเป็นธุรกิจที่ทุกคนเห็นภาพชัด
ว่าทำมาค้าขายอะไร และสัมผัสกิจการได้สะดวกครับ

ถ้าอยากคำนวณแบบละเอียดขึ้น ลองอ่านการ การประมาณของ Global ที่ผมเขียนดูครับ
http://vihybrid.wordpress.com/2012/02/13/global-4/

เขียนครั้งแรกใน facebook 20 พ.ค.54 (น้ำยังไม่ท่วม)

ภาคต่อเนื่อง หลัง CPALL แจกปันผลเป็นหุ้น 1:1
http://vihybrid.wordpress.com/2012/05/08/cpall-dilute/

ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant คืออะไร

อธิบายง่ายๆก็คือ เป็นสิทธิ์ที่สามารถใช้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ปกตทางบริํษัทผู้ออก
warrant (จะิติดปากเรียกกันว่าหุ้นลูก) จะกำหนดรายละเีอียดดังต่อไปนี้
ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพ

หุ้นแม่ ABC ราคา 5 บาท  หุ้นลูก ABC-W1 ราคา 2 บาท
ราคาใช้สิทธิ์ 3 บาท ที่อัตรา่ส่วน 1:1 วันหมดอายุ สิ้นปี 2013
ใช้สิทธิ์ได้ทุกสิ้นไตรมาส

กลยุทธ์การลงทุนใน Warrant

สมมติเราทำการบ้านมาแล้ว คำนวณได้ว่า
EPS สิ้นปี2012 หุ้น ABC ได้ที่ 0.6 บาท/หุ้น
และอัตราการเติบโต = 10% (ในทฤษฎีผมจะให้ P/E= Growth + ปันผล)
แต่ตัวอย่างนี้เอาง่ายๆ ตัดปันผลทิ้งไป PE= Growth ไปเลย
ฉะนั้น P/E = 10

ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2012 ABC = 0.6×10 = 6 บาท และ ABC-W1 = 6-3 = 3 บาท
ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2013 ABC = 6×1.1 = 6.6 บาท และ ABC-W1 = 6.6-3 = 3.6 บาท

Upside ของ ABC ปี 2012 = 6/5 = 20%
Upside ของ ABC ปี 2013 = 6.6/5 = 32%

Upside ของ ABC-W1 ปี2012 = 3/2 = 50% ! มากกว่าแม่ 30%
Upside ของ ABC-W1 ปี2013 = 3.6/2 = 80% !! มากกว่าแม่ 58%

จะเห็นว่า Upside ของลูกจะมากกว่าแม่ แต่ทั้งนี้ เราต้องมั่นใจว่า ทำการบ้านมาอย่างดีว่า
เราคาดการณ์ผลประกอบการณ์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

ข้อระวัง
- ควรเพิ่มความระมัดระวัง ในหุ้นลูกที่ OTM (Out of Money) ในราคาเป้าหมายที่เราคำนวณไว้
เช่นถ้า ABC-W1 วิ่งไปเกิน 3.6 มากๆ แต่ EPS ก็ยังน่าจะเท่าเดิม
- เมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ ราคาแม่ กับลูกจะลู่เข้าหากัน แต่ใครจะเข้าลู่เข้าหาใคร แล้วแต่
พื้นฐาน ปัจจัย และอนาคตของบริษัท

ตารางพวกนี้ทำขึ้นรองรับ หุ้นที่มีอัตราส่วนการแปลงที่ไม่ใช่ 1:1 ทำให้การคำนวณยุ่งยากหน่อยนึง
ผมเลยคิดทำตารางนี้ขึ้นมา โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคจาก Boy-EB

ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณท่านเจ้าของเวป

http://vihybrid.wordpress.com/2012/05/08/cpall-dilute/ แห่งนี้ สำหรับข้อมูลดีๆนะครับ




 

Create Date : 04 กันยายน 2556   
Last Update : 4 กันยายน 2556 15:20:59 น.  


10 เทคนิคที่จะทำให้ SEX สนุก

  วันนี้จะมาเล่าถึง 10 เทคนิค ที่จะทำให้การมี SEX เป็นเรื่องสนุก

1.ใต้แก้มก้น จุดที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ให้ลแงสะกิดหรือลูบไล้เบาๆ ในขณะที่คุณกำลังเพลินกับการทำ Oral sex ให้เค้า
2.อย่าคิดว่าผู้ช่ยไม่ขอบการถูกบังคับ โดยเฉพาะถ้าคุณให้เค้าอยู่นิ่งๆ บนเก้าอี้แล้วมัดมือเขาไว้ จากนั้นให้ทำ oral sex ให้เค้า ถ้าโดนบังคัยแล้วได้ผบอย่างนี้ เจายอมเป็นทาสคุณตลอดไปแน่ๆ
3.การบุกล้ำให้ลึกสุดใจ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง จริงๆล้วส่วนปลายของช่องคลอดและส่วนปบายของเจ้าหนู เป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด ใช้เวลาๆไปกับการกระตุ้นจุดดังกล่าวดีกว่าที่จะตั้งหน้าตั้งตากระแทกกระทั้นให้มันจบๆไป
4.ท่ามิชชันนารีที่ว่าน่าเบื่อ เพียงแค่ลองขยับสะโพกยกให้สูงขึ้น ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้จุดจีสปอตเจ้าใกล้ความบันเทองยิ่งขึ้น
5.ข้อดีจองอากาสร้อนๆก็คือ ช่วยให้ร่างกายของเรายืดหยุ่นมากขึ้น คราวนี้ท่ายากๆที่ต้องยืดตัวก็ไม่ใข่ปัญหาอีกต่อไป
6.จิบน้ำอุ่นๆ ก่อนทำ oral sex ให้เขา ไออุ่นจากปากคุณ จะทำให้เขาลืมไม่ลง
7.จากข้อที่แล้ว ทีนี้เราลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำเย็นดูบ้าง แล้วค่อยใข้ลิ้นทักทายเจ้าหนูของดขาเบาๆ พูดได้คำเดียวว่า เวิร์คมาก
8.48% ของผู้ชายพบว่าชอบดูคู่รักตัวเองลูบไล้ตัวเองต่อหน้าเขา
9.ไม่มีใครเชื่อว่ากระจกคือ sex toy อย่างดี คราวหน้าลองเอากระจกบานใหญ่ๆมาตั้ง หรือจะสนุกกันในห้องที่มีกระจก การได้เห็นตัวเองผ่านกระจกขณะกำลังทำกิจกรรม จะช่วยให้เพิ่มอารม์ได้ดีนักเชียว
10.การทำ oral sex ไม่ใช่แค่การใช้ปากมอบความสุขให้เขา แต่ระหว่างนั้นคุณยังสามารถซุกซนกับลูกบอลของเขาได้ ลองลูบๆคลำๆเบาๆ หรือสลับใช้ลิ้นทักทายเจ้าหนูของเขาดูบ้าง

ลองไปทำกันดูนะครับ อาจจะได้ประสบการณฺที่แปลกออกไปครับ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2556   
Last Update : 23 สิงหาคม 2556 21:46:08 น.  


KPI และ KRI คืออะไร

 

             

ในปัจจุบัน KPI เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เราควรทราบเอาไว้ KPI นั้น มาจากคำเต็มว่า Key Performance Indicator ซึ่งโดยปกติแล้ว ทุกองค์กรจะมีการกำหนดเป้าหมายขององค์กร เพื่อใช้วัดความสำเร็จของแผนกลยุทธ์ ที่องค์กรกำหนดขึ้นมา ทั้งนี้ องค์กรต้องมีการกำหนด Vision(วิศัยทัศน์) ,Mission(ภารกิจ),Straegy(กลยุทธ์) และ Goal (เป้าหมาย) ขององค์กรที่ชัดเจน เมื่อทิศทางและเป้าหมายชัดเจนแลว ก็จะทำการกระจายเป้าหมายขององค์กรในแต่ละด้านลงสู่แต่ละหน่วยงาน โดยจะทำการกำหนดเป้าหมายของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานนั้นๆ และให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรที่กำหนดไว้

               อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายที่เราได้กำหนดไว้นั้น มันอาจจะมีอุปสรรค หรือเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลให้เราไม่สามารถไปสู่เป้าหมายที่วางไว้หรือไปถึงเป้าหมายช้ากว่าที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีคำว่า Key Risk Indicator  หรือ “KRI”  ที่มีไว้เพื่อเป็น Early warning ในประเด็นของความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือรุนแรงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ในระยะต่อไป โดยหากเปรียบเทียบ KPI คือตัววัดค่าที่จะทำให้เรา บรรลุเป้าหมายแล้ว KRI ก็คือตัวชี้วัดความเสี่ยงที่อาจทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายนั่นเอง โดยทั้ง 2 ตัวนี้มักจะถูกกำหนดคู่กันเสมอครับ

และเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของ KPI และ KRI ได้ง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างการกำหนด KPI และ KRI ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย Cost to Income Ratio (CIR) ขององค์กรที่ 65% ดังรูปภาพด้านล่าง




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2556   
Last Update : 15 สิงหาคม 2556 15:54:08 น.  


หลักการบริหารความเสี่ยง

  หลักการบริหารความเสี่ยง

ในปัจจุบันทุกองค์กรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นความท้าทายของผู้บริหาร ที่จะต้องตัดสินใจว่าความไม่แน่นอนมากน้อยเพียงใดที่องค์กรพร้อมที่จะรับ ในขณะที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร การบริหารความเสี่ยงองค์กรจึงเป็นวิธีที่ทำให้ผู้บริหารสามารถระบุ ประเมิน และจัดการกับความเสี่ยงภายใต้ความไม่แน่นอนได้ และยังผสมผสานเข้าไปอยูในการสร้างและดำรงคุณค่าขององค์กรอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเราพูดถึงเรื่องการบริหารความเสี่ยง เรามักจะนึกถึงความเสี่ยงทางด้านการเงินเป็นหลัก แต่แท้จริงแล้วในปัจจุบัน ความเสี่ยงได้แฝงอยู่ในการปฏิบัติงานประจำวันเกือบทุกอย่างภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการดำเนินงานโดยทั่วไป หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการวางแผนกลยุทธ์ ซึ่งในปัจจุบันผู้บริหารในหลายๆ องค์กร ก็ได้นำหลักของการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการตัดสินใจทางกลยุทธ์ ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ของเราได้นำแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามหลักของ COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) มาใช้เป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามหลัก COSO แบ่งออกเป็น 8 องค์ประกอบ ดังนี้

 

·        องค์ประกอบที่ 1: สภาพแวดล้อมภายในองค์กร

 

·        องค์ประกอบที่ 2: การกำหนดวัตถุประสงค์

 

·        องค์ประกอบที่ 3: การบ่งชี้เหตุการณ์

 

·        องค์ประกอบที่ 4: การประเมินความเสี่ยง

 

·        องค์ประกอบที่ 5: การตอบสนองความเสี่ยง

 

·        องค์ประกอบที่ 6: กิจกรรมควบคุม

 

·        องค์ประกอบที่ 7: สารสนเทศและการสื่อสาร

 

·        องค์ประกอบที่ 8: การติดตามประเมินผล

องค์ประกอบที่ 1: สภาพแวดล้อมภายในองค์กร

สภาพแวดล้อมในองค์กรเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร โดยสภาพแวดล้อมภายในองค์กรประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น จริยธรรม วิธีการทำงานของผู้บริหารและบุคลากร รวมถึงปรัชญาและวัฒนธรรมในการบริหารความเสี่ยง

องค์ประกอบที่ 2: การกำหนดวัตถุประสงค์

 

 

วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในระดับกลยุทธ์ เป็นพื้นฐานของการกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติการ การรายงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทุกองค์กรจะเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก การกำหนดวัตถุประสงค์จึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้สามารถระบุเหตุการณ์ ประเมินความเสี่ยง และตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิผล และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ขององค์กร

องค์ประกอบที่ 3: การบ่งชี้เหตุการณ์

 

 

ฝ่ายบริหารจะระบุเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นว่า หากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบที่เป็นโอกาส หรืออุปสรรคต่อความสามารถในการดำเนินกลยุทธ์ให้สำเร็จและการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือไม่ โดยในกระบวนการบ่งชี้เหตุการณ์ผู้บริหารควรต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

 

·        ปัจจัยความเสี่ยงทุกด้านที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ การเงิน การปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ

 

·        แหล่งความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

 

·        ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

องค์ประกอบที่ 4: การประเมินความเสี่ยง

 

 

การประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้ฝ่ายบริหารพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ฝ่ายบริหารจะประเมินเหตุการณ์จาก 2 มุมมอง ซึ่งได้แก่ ผลกระทบ และ โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้ทั้งวิธีการเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน ฝ่ายบริหารควรพิจารณาผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจากเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงบนพื้นฐานของความเสี่ยงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Inherent Risk) และความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk)

องค์ประกอบที่ 5: การตอบสนองความเสี่ยง

 

 

เมื่อได้ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแล้วฝ่ายบริหารจะพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างไร โดยวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การลดความเสี่ยง การหาผู้ร่วมรับความเสี่ยง และการยอมรับความเสี่ยง ในการพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างไรนั้น ฝ่ายบริหารจะเลือกวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ทำให้ความเสี่ยงคงเหลืออยู่ภายในช่วงที่องค์กรสามารถยอมรับได้

องค์ประกอบที่ 6: กิจกรรมควบคุม

 

 

กิจกรรมการควบคุม คือ นโยบายและกระบวนการปฏิบัติงานที่ฝ่ายบริหารกำหนดขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการจัดการความเสี่ยงตามที่ระบุไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า โดยปกติกิจกรรมการควบคุมจะมีความแตกต่างกันในแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ลักษณะธุรกิจ โครงสร้างองค์กร เป็นต้น และกิจกรรมการควบคุมหนึ่งอาจช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ก็ได้

องค์ประกอบที่ 7: สารสนเทศและการสื่อสาร

 

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจะต้องถูกระบุ บันทึก และจัดเก็บไว้ รวมทั้งต้องมีการสื่อสารในรูปแบบและกรอบเวลาที่ช่วยให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น ลูกค้า ผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลควรใช้ทั้งข้อมูลในอดีตเพื่อพยากรณ์แนวโน้มของเหตุการณ์ และข้อมูลปัจจุบันเพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้บริหารใช้พิจารณาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานในปัจจุบัน

องค์ประกอบที่ 8: การติดตามประเมินผล

 

 

เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงองค์กรอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจไม่สามารถใช้ได้ผลในปัจจุบัน จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการติดตามและประเมินผล ซึ่งการติดตามนี้อาจนำเอาตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator: KRI) มาใช้ในการติดตามสถานะความเสี่ยงที่มีในปัจจุบันภายใต้การควบคุมที่กำหนด นอกจากนี้ ระบบการติดตามประเมินผลการบริหารความเสี่ยงองค์กรยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันเพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยงคงเหลือให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งสามารถนำผลการประเมินความเสี่ยงมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จากกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นกระบวนการที่เป็นผลมาจากคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องขององค์กรได้ร่วมกันกำหนดขึ้นและใช้ปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร ที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารและตัดสินใจในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กร เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การควบคุมการปฏิบัติงาน และการวัดผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น

 

โดยหากท่านสนใจในหัวข้อนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือแปลชุด “กรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กรเชิงบูรณาการ” (COSO ERM) ของ ต.ล.ท. ซึ่งมีให้บริการอยู่ที่ห้องสมุดมารวย ทั้งในรูปแบบหนังสือ และ e-book ได้นะครับ




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2556   
Last Update : 15 กรกฎาคม 2556 18:25:08 น.  


หน่วยทาง Metric

หน่วยนับในระบบเมตริก ( Metric Prefixes )

คำนำหน้าหน่วยนับในระบบเมตริก ( Metric Prefixes ) มีคำแปลกๆใช้กันมากขึ้นไม่ว่าเป็นหน่วยระยะทาง, น้ำหนัก , ปริมาตร หรือแม้แต่หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ เช่น นาโนเมตรม พิโคลิต หรือ เทอราไบต์ คำเหล่านี้อาจทำให้สับสนไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรและมีค่าเท่าไรแน่ จึงขออธิบายถึงคำนำหน้าหน่วยนับในระบบเมตริกดังนี้

การจะเข้าใจระบบคำนำหน้าหน่วยนับจะต้องทราบก่อนว่าหน่วยนับของสิ่งที่เราต้องการเป็นอะไรเช่น ระยะทางใช้หน่วยเป็นเมตร, ปริมาตรใช้หน่วยเป็นลิตร , หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ใช้หน่วยเป็นไบต์, น้ำหนัก(มวล) ใช้ในหน่วยเป็นกรัม จากนั้นจึงเติมคำนำหน้าลงไป คำนำหน้าบางตัวก็ไม่เป็นที่นิยมใช้ เช่น Hecto, Deka เพราะใช้หน่วยนับที่เป็นหนึ่งหน่วยจะสะดวกและเข้าใจง่ายกว่า

 




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2556   
Last Update : 23 พฤษภาคม 2556 17:21:26 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  
ผู้ประสบภัยจากความรัก
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add ผู้ประสบภัยจากความรัก's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com