LTF - RMF ลงทุนอย่างไร

  LTF, RMF เป็นกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ดังนั้นใครไม่มีภาษีให้เสียอย่าลงทุนนะจ๊ะ แต่อ่านเอาความรู้เพื่อลงทุนในกองทุนหุ้นทั่วไปได้



ก่อนที่เราจะหากองทุน LTF, RMF ดีๆ นั้นเราต้องถามตัวเองให้ชัดก่อนว่า เราจะเลือกลงทุนแบบไหน เน้นเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำ เน้นถือสั้นหรือถือยาว เน้นจับจังหวะตลาดหรือลงทุนสม่ำเสมอ ซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีอย่างเดียวหรือต้องการผลประโยชน์จากการลงทุนด้วย  โดยส่วนตัวผมแนะนำลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายของกองทุนที่ชัดเจนครับ คือลงทุนเพื่อยามเกษียณ ไม่ใช่แค่หวังลดภาษีอย่างเดียว และบ่อยครั้งคนส่วนใหญ่มักมองหาเพียงแค่ การได้แต้มบัตรเครดิต  การได้ของชำร่วย  หรือซื้อเพราะสะดวกในสาขาแบงค์ แต่ท่านกำลังละเลยผลประโยชน์แท้จริงที่ก้อนใหญ่มาก

เมื่อเราระบุเป้าหมายของเราชัดเจนแล้วถึงมาดูการเปรียบเทียบกองทุน โดยเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยมีหลักๆ ดังนี้

1. นโยบายของกองทุน โดยแต่ละกองทุนจะกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ใด และมีหลักการเลือกลงทุนตามกรอบใด เช่น กองทุนหุ้นขนาดกลางและเล็ก  กองทุนหุ้นเติบโต หรือกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้นที่มีธรรมภิบาลดี เป็นต้น

*****************************************

LTF  คือกองทุนที่ส่งเสริมให้คนรู้จักลงทุนในหุ้น โดยซื้อแล้วขอภาษีคืนได้ แต่ต้องลง
ทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี ถ้าผิดเงื่อนไขต้องคืนภาษีพร้อมค่าปรับ โดย LTF แบ่งออกเป็น

1. Active Fund คือกองทุนที่ Fund Manager ทำหน้าที่หาหุ้นที่ดีที่สุดเข้ากอง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกกว่าดัชนีหุ้นให้มากที่สุด

  
2. Passive Fund ( Index Fund) คือกองทุนที่เลือกหุ้นที่มีสัดส่วนใกล้เคียงดัชนี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เท่าดัชนีหุ้นมากที่สุด


3. Balance Fund 70/30 เนื่องจากกองทุน LTF ต้องถือหุ้นอย่างน้อย 65% ของรอบบัญชี ดังนั้นยังไงก็ต้องรับความเสี่ยงจากหุ้นอยู่ดี กองทุนแบบ Balance Fund จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ซื้อ LTF ที่รับความเสี่ยงได้น้อย คือถือหุ้นแค่ 70% ของพอร์ตโดยส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้


RMF เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณ ถ้าลงทุนจะสามารถขอภาษีคืนได้ แต่ต้องลงทุนอย่างน้อย 5 ปีและขายได้เมื่ออายุ 55 ปี และต้องลงทุนต่อเนื่องทุนปี สามารถเว้นปีได้ ถ้าผิดเงื่อนไขต้องคืนภาษีย้อนหลังได้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี โดย RMF แบ่งออกเป็นหลายสินทรัพย์ให้เลือกลงทุน เช่น  

1. Money Market Fund เป็นกองทุนที่เสี่ยงต่ำที่สุด โดยจะนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มี Portfolio Duration ไม่เกิน 90 วัน หรือพูดแบบบ้านๆ คือ อายุตราสารรวมกันต้องไม่เกิน 90 วันนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคา คล้ายๆ เงินฝากแบงค์ แต่ดอกเบี้ยสูงกว่า


2. Fixed Income Fund คือ กองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น อาจมีความผันผวนราคาอยู่บ้าง หรือพูดง่ายๆ คือมีโอกาสติดดอย แต่เป็นดอยเตี้ย ระยะเวลาไม่นานก็หลุดดอยได้ ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากประมาณ 2 เท่าแต่ความเสี่ยงก็สูงกว่า

3.Balance Fund คือกองทุนที่ผสมระกว่าตราสารหนี้และหุ้น จะผสมกันมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นกับนโยบายกองทุน

4. Equity Fund คือกองทุนหุ้นนั่งเอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบดังที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ LTF

5. Sector Fund เช่นกองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในหุ้นเฉพาะกลุ่ม

6. Alternative Fund คือกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกเช่น กองทุนทองคำ เป็นต้น

*****************************************


2. Fund Size  ยิ่งกองทุนมีขนาดใหญ่ ยิ่งบริหารจัดการยากขึ้น แต่ก็ไม่เสมอไป บางกองทุนมีขนาดใหญ่ แต่ก็มีผลการบริหารที่ดีเยี่ยมกว่ากองทุนเล็กๆ จำนวนมาก เพราะสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ฝีมือการบริหารของ Fund Manager

3. Performance ต้องมีผลการดำเนินงานที่ดี และชนะตลาดอย่างสม่ำเสมอ

4. Sharpe Ratio คือผลตอบแทนที่เกิน Risk free rate ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยง หรือก็คือเอาผลตอบแทนกองทุนลบด้วย Risk free rate แล้วหารด้วยความผันผวนของผลตอบแทน S.D. นั่นเอง

5. Risk Level บอกถึงระดับความเสี่ยง และนโยบายการลงทุนและแนวทางการลงทุนตามกฏของ กลต.

6. Morning Star Rating จัดอันดับจากผลตอบแทนย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไปที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Morningstar Risk Adjusted Return) ที่ให้น้ำหนักกับความผันผวนด้านลบมากกว่า และปรับค่าธรรมเนียมในการซื้อขายด้วย โดยจะมีการจัดอันดับกองทุนที่ได้คะแนนสูงสุด 5 ดาวไม่เกิน 10% และ 4 ดาวไม่เกิน 22.5% และ 3 ดาวไม่เกิน 35 % ตามรูปการกระจายตัวแบบระฆังคว่ำ



พอเรารู้หลักการคร่าวๆ แล้วเรามาเริ่มลุยคัดกองทุนกันเลย โดยผมจะขอคัดเฉพาะกองทุนหุ้นเป็นหลักนะครับ แต่เนื่องจากกองทุนมันมีเยอะมาก ผมเลยจะขอใช้ตะแกรงร่อนกองทุนออกก่อน เหลือเพียงไม่กี่กองเท่านั้น โดยตระแกรงที่ว่าคือ คัดเลือกเฉพาะกองที่มีผลการดำเนินงานชนะ SET TRI (ไม่ใช่ SET Index นะ)

SET TRI ดัชนีผลตอบแทนรวม คือ การคำนวณผลตอบแทนทุกประเภทของการลงทุนในหลักทรัพย์ให้สะท้อนออกมาในค่าดัชนี ทั้งผลตอบแทนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Capital gain/loss) สิทธิในการจองซื้อหุ้น (Rights) ซึ่งเป็นสิทธิที่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งมักจะให้สิทธิซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ณ ขณะนั้น และเงินปันผล (Dividends) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้น โดยมีสมมติฐานเพิ่มเติมว่าเงินปันผลที่ได้รับนี้จะถูกนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ด้วย (Reinvest)



จะเห็นว่า SET TRI นั้นมีผลตอบแทนสะสมที่สูงกว่า SET Index ดังนั้นกองทุนที่ชนะ SET Index อาจจะแพ้ SET TRI ก็ได้ ภาพบนคือ SET TRI ที่คำนวนโดยตลาดหลักทรัพยืแห่งประเทศไทยที่เริ่มทำตั้งแต่ปี 2002 แต่ภาพล่างคือ SET TRI ที่ผมคำนวนเองเริ่มตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์



ดังนั้นผมจึงขอใช้ดัชนี SET TRI เป็นเครื่องมือคัดกรองทุนนะครับ โดยจะขอพิจารณาที่ บลจ. ก่อน โดยจะนำผลการดำเนินงานของกองทุน LTF แบบ Active Fund ของแต่ละ บลจ. มาถ่วงน้ำหนักด้วย Fund Size เพื่อหาผลการดำเนินงานรวมว่าแต่ละ บลจ. ว่ามีฝีมือในการบริหารงานมากขนาดไหน ซึ่งจะพบว่ามีเพียง 6 จาก 19 บลจ. ที่มีผลการดำเนินงานกองทุน LTF ชนะ SET TRI  และจะเห็นว่า บลจ. ที่มีคนซื้อมากที่สุดกว่า 3 หมื่นล้านนั้น มีผลการดำเนินงานรั้งท้ายเลยทีเดียว แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่เลือกซื้อกองทุน แต่ไม่ได้ดูผลการดำเนินงานเลย



แต่เมื่อเรามาพิจารณารายกองทุนแทนก็จะได้ตามภาพด้านล่าง พบว่ามีเพียง LTF 9 กองทุนเท่านั้นที่มีผลการดำเนินงานชนะ SET TRI



แล้วเมื่อเรานำผลการดำเนินงานของ 9 กองทุน LTF ที่ชนะ SET TRI โดยนำมาดูผลการดำเนินงานรายปี แล้วพิจารณาผลตอบแทนส่วนต่างจาก SET Index เพื่อดูความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงาน โดยจะพบว่า B-LTF และ KK LTFD นั้นมีผลการดำเนินงานที่มีความผันผวนกว่า SET Index อย่างมากโดยดูจาก S.D. หรือ Standard Deviation  ที่สูงผิดปกติ และเมื่อนำค่าเฉลี่ยของส่วนต่างจะพบว่า VALUE-D LTF ของ UOBAM มีผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุด



จะสังเกตุว่าแต่ละ บลจ. จะมีกองทุน LTF ส่งเข้าท้าชิง บลจ. ละ 1 กองทุนเท่านั้น แต่ของค่าย ING เก่าหรือปัจจุบันคือ UOB ที่มา Take Over ไปเข้าท้าชิงถึง 3 กองทุน และติด Top 3 ถึง 2 กองทุน คือ VALUE-D LTF และ CG-LTF และ  BIG CAP-D LTF ตามลำดับ แต่สิ่งที่เราต้องติดตามคือต่อจากนี้ไปเมื่อ UOB Take Over ING ไปแล้วจะทำให้ฝีมือการบริการของ ING เปลี่ยนไปหรือไม่

มาถึงจุดนี้ก็จะได้กองทุน LTF เด่นๆ เหลือแค่ไม่กี่กองทุนแล้ว ดังนั้นต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของท่านในการเลือกกองทุนตามความเหมาะสมกับแนวทางและนโยบายที่ท่านชอบได้เลย โดยอาจพิจารณาที่ความผันผวน และผลตอบแทน หรือแม้แต่เชื่อเสียงในฝีมือการบริหารของแต่ละ บลจ. ประกอบ และในขั้นนี้แต่ละกองทุนก็มีผลการดำเนินงานที่ดีใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น

เคยมีงานวิจัยของ MorningStar กล่าวว่า การลงทุนในกองทุนที่กระจายกันเกินไปจะไม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ ซึ่งก็เป็นจริงเพราะทุกกองทุนก็ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน แต่ถ้าเราเลือกลงทุนในกองทุนเด่นๆ สัก 3-4 กองทุนกระจายในแต่ละปี เช่น ปีนี้ซื้อ ABLTF ปีต่อไปซื้อ B-LTF ปีต่อไปซื้อ KFLTFDIV เพื่อกระจายการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย ประกอบกับกับจะช่วยให้เราสามารถบริหารภาษีของเราได้มีประสิทธิภาพ เวลาที่เราจำเป็นต้องขายกองทุนบางกองออกโดยไม่ให้กระทบกับกอง LTF อื่นที่ถืออยู่ก่อนหน้าตามหลัก FIFO

สำหรับผมนั้นถ้าให้เลืกลงทุน 5 กองใน 5 ปี ผมขอเลือก

1. ABLTF
2. KFLTFDIV
3. VALUE-DLTF
4. B-LTF
5. MS-CORE LTF

By Deer Freedom

เพิ่มเติม http://deerfreedom.blogspot.com/2013/09/ltf-rmf.html

ขอบคุณข้อมูลจาก
1. NOMURA iFUND โปรแกรมซื้อขายกองทุนครบทุก บลจ.
2. Morningstar บริการข้อมูลกองทุนรวม




 

Create Date : 04 กันยายน 2556   
Last Update : 4 กันยายน 2556 15:38:33 น.  


วิธีการคำนวณราคาหุ้นแบบง่าย

ภาค 1 ก่อนงบออก

อันนี้ผมจะดึง EPS เฉลี่ย จาก Consensus ณ 3 พ.ค. 55 มาเลยนะครับ
http://sharecapture.com/image/fcb34bd5a0274a6cbc845fb1e7915451

รูปนี้เพิ่มทีหลัง วันที่ 8 พ.ค. 55 ค่า EPS ลดลงไปอีกครับ
อ้างอิง http://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04_10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=CPALL&selectPage=10

EPS 2012F 2013F = 1.87 2.27 ตามลำดับ
คำนวณ EPS growth 2.27/1.87 = +21.39%
Dividend = ปันผล 1:1 และ 1.25 บาท/หุ้น

ผมคิดราคาตลาดถ้วนๆที่หลัง XD 41 บาทนะครับ
เทียบเท่าราคาปัจจุบัน = (41×2)+1.25 =83.25
ผมไม่แน่ใจว่า consensus คิดกำไรจากปรับลดภาษีแล้วหรือยัง ผมแถมให้เลยแล้วกัน
Tax Gain ปี 2012 : 30=>23 = 77/70 = +10%

ทฤษฏีผมจะให้

P/E=G(rowth)+D(ivendend) + Tax Gain(Optional)

ฉะนั้น P/E = 21.39+ 1.5 + 10 = 32.89 =>33
ถ้ากำหนดเป็น P/E เป็นช่วง +/- ไปซะ 3 ตามอารมณ์ตลาด
PE Range = 30-36

ราคาปี 2012F ก่อน XD = 32.89*1.87 = 60.89 (56.1-67.32)
และราคาหลัง XD ณสิ้นปี 2012F ควรจะเป็น = (60.89-1.25)/2 =29.82 บาท หรือช่วง (27.42-33) บาท

การคำนวณนี้บนพื้นฐานอ้างอิงจากการขยายสาขาในประเทศนะครับ 400-500 สาขา/ปี แต่ด้วยฐานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ %Growth ลดลงเรื่อยๆ แม้นจะขยายสาขาเท่าเดิม  ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆนะครับ

3,000 => 3,500 = +16.67%
4,000 => 4,500 = +12.5%
5,000 => 5,500 = +10%
6000 => 6,500 = + 8.33%

แต่ถ้าCPALL สามารถเปิดเกมรุกไปต่างประเทศได้จริง และ TimeFrame ยาวกว่านั้น ก็เ็ป็นอีก Story นึง
แต่คนที่เห็นธีมนี้ คงมี CPALL ในสัดส่วนที่ตั้งใจไว้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนจะทำยังไง ณ ราคานี้
ก็แล้วแต่ Timeframe ของแต่ละคนแล้วล่ะครับ

—————————————————————-

ภาค 2 หลังงบออก คิดคร่าวๆ

เพิ่มเติมหลังจากงบออก 8 พ.ค.55

สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อย (F45-3)
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (หน่วย : พันบาท)
งบการเงินรวม
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,758,326 2,083,933
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.61 0.46  => +32.61%
ต่อหุ้น (บาท) งบการเงินเฉพาะกิจการ
ไตรมาสที่ 1
สอบทาน
สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม
ปี 2555 2554
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 2,447,218 1,832,629
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 0.54 0.41 =>+31.70%
ต่อหุ้น (บาท)

CPALL แจงกำไรQ1/55 เพิ่มขึ้นเพราะขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้น

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานว่า CPALL ขอชี้แจงถึง
สาเหตุของผลการดำเนินงานตามงบการเงินรวม สำหรับไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม

2555 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนเกินกว่าร้อยละ 20 ดังนี้
ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2555 มีผลกำไรสุทธิ 2,758 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 2,084
ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 เนื่องจาก 1) การขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 5,962 สาขาในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น 6,479
สาขา ในไตรมาส 1 ปี 2555 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 2) อัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันของร้านเดิม (ไม่รวมบัตรโทรศัพท์) ในช่วง
ไตรมาส 1 ปี 2555 เทียบกับช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 เท่ากับร้อยละ 5.9  3) อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.1 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็น
ร้อยละ 28.4 ในไตรมาส 1 ปี 2555 4) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม
ลดลงจากร้อยละ 20.6 ในไตรมาส 1 ปี 2554 เป็นร้อยละ 20.5 ในไตรมาส 1 ปี 2555 5) การปรับลดของอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 23 ของกำไรสุทธิ
ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เรียบเรียง โดย อิทธิพล พันธ์ธรรม
อนุมัติ โดย พรทิพย์ พลสิทธิ์
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com

สรุป
งบดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์พอสมควรเลยนะครับ  เมื่อข้อมูลใหม่ล่าสุดออก เราก็มาประเมิณกันใหม่ครับ เพราะคราวที่แล้ว เราเอา
EPS เฉลี่ย ของ consensus มา  คราวนี้เอาแบบละเอียดปานกลางนะครับ เพราะผมไม่มีตัวเลข ข้อมูลเปิดสาขาเป๊ะๆ รายเดือน

EPS Growth = งบรวม 0.61+32.61% ดีกว่าคาดของทุกสำนัก  ส่วนนึงเพราะ Tax Gain 30=>23 +10%
ถ้าหักตรงนี้ออกไป EPS Growth Exclude Tax Gain ก็จะโตประมาณ = 0.61×1/1.1 / 0.46 = +20.55%

Branch => +8.7% ตามคาด
SSGS => +5.9% ตามคาด
Gross Profit => +1.067% ตามคาด
SG&A => 20.6=>20.5 => ไม่มีนัยยะ ตามคาด
Image
หมายเหตุ : ตาีรางได้มาจากคุณ Arjin ThaiVI ครับ

ปกติ CPALL จะขยายสาขาไตรมาสละ 120-130 สาขา แต่ปลายปีที่แล้ว น้ำท่วม เลยเปิดได้แค่ 70 สาขา เลยรวบยอด
มาเปิดไตรมาสแรกแบบทะลักไป 203 สาขา ซึ่งปกติ Q1 จะเป็นไตรมาสที่นิยมเปดสาขาเอาฤกษ์เอาชัยกัน
แต่ไตรมาสที่เหลือคาดว่าน่าจะกลับสู่สภาวะปกติ

ลองคำนวณใหม่จากข้อมูลล่าสุด #3

สาขาเฉลี่ยทั้งปี = 6479+(500/2)= 6729 สาขา
NPM = 5%
กำไรไตรมาสนี้ = 86,893*30*12*6729*0.05 = 10,524,653,946 บาท
โตขึ้นกว่าปีก่อน 8,007 พันล้าน  +31.43%
จำนวนหุ้น = 8,986,296,048.00

EPS 2012F = 1.171 บาท/หุ้น

สิ้นนปี 2012 จะมีสาขา = 6479+130+130+130= 6869 สาขา
สิ้นปี 2013 จะมีสาขา = 6869+(130×4)= 7389 สาขา เพิ่มขึ้น 7.57%
Tax Gain Growth ในปี 2013 ภาษีจะลดลงอีกจาก 23=>20 แต่จากโต +10% จะเหลือ โต = 80/77 = 3.9%
SSGS ผมให้ +6% ก่อน

EPS 2013F = 1.17×1.06×1.0757×1.039 = 1.386 บาท/หุ้น

EPS growth 2013F/2012F = 1.386/1.171 = +18.36%

จะเห็นว่า Growth ของปี 2013 ดูลดลง เพราะตัวใหญ่ขึ้นทำให้%ดูลดลง และ ภาษีลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบปีกับ 2012
สอดคล้องกับสมมติฐานของ SCB ที่ให้ EPS ก่อน XD สูงกว่าสำนักอื่นที่ 2.39 แต่ P/E 15.59 เท่านั้น

ภาค 3 เริ่มละเอียดขึ้น

อันนี้คิดแบบละเอียดขึ้นมาอีก เพราะเริ่มมีข้อมูลมากขึ้น โดยจำลองเป็นรายไตรมาสไป #3
http://sharecapture.com/image/5f2c72f891b6464cbd3da16c1677e490

เนื่องจาก 7-Eleven มีสาขาหลายรูปแบบทั้งที่บริษัททำเอง แฟรนไชส์ ก็มีหลายแบบ Type B,C แต่ละแบบก็ รับรู้กำไรต่างกัน
เอาเป็นว่า ตารางที่ผมทำ คงได้แค่กะประมาณให้เห็นภาพคร่าวๆนะครับ เพราะคงไม่สามารถไปเจาะว่า แต่ละ TYPE มีกี่สาขา

สนใจลองแฟรนไชส์ ลองอ่านรายละเอียดดูครับ
http://www.7eleven.co.th/corp/franching_how_to_be_a_franchise.php

หมายเหตุ : นี่เป็นการคาดการณ์บนสมมติฐานที่ยังขยายสาขาเฉพาะในประเทศ และข้อมูลที่หาได้ โปรดใช้วิจารณญาณครับ

ณ ราคาวันที่ 9 พ.ค.55 38.50 บาท
P/E Forward สิ้นปี 2012 = 38.5/1.15 = 33.5 เท่า

ปกติ การลงทุนจะเป็นการมองไปข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือถ้าภาพชัดมาก ก็อาจมากกว่านั้น
แล้วแต่สภาวะตลาด ณ ขณะนั้น แต่เวลาเมื่อผ่านไป มูลค่าของกิจการในกลุ่มค้าปลีก ก็จะเลือนไปข้างหน้าด้วย เช่นกัน

ตัวอย่าง ถ้าวันนี้เป็น 1 ม.ค. 55  มูลค่าที่เราประเมิณที่จะมองก็คือ 1 ปีข้างหน้า ก็คือสิ้นปี ธค 55
แต่เมื่อเวลาผ่านถึง Q3/55  ราคากับมูลค่าของปีนี้ก็อาจจะเป็นตัวเดียวกันไปแล้ว ถ้าตลาดอารมณ์ดี
ฉะนั้น ตลาดจะเลื่อนมูลค่าไปเป็นของปีหน้าไปเลย

ในทางกลับกัน แต่ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะซบเซา การมองไปข้างหน้า ก็อาจจะสั้นกว่าปกติ

 

DCF วิธีที่ได้รับความนิยม ในการจะคำนวณมูลค่าในอนาคต แล้วค่อยคิด discount ย้อนกลับมา ณ เวลาปัจจุบัน
ซึ่งถ้ากำหนดตัวแปรต่างๆ การย้อนกลับ มากกว่าเงินเฟ้อ ยังไงมูลค่าในอนาคตของกลุ่มค้าปลีก จะแพงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ
อยู่มาก และจะเห็นว่า ตลอดเวลาหุ้นกลุ่มนี้ มันแทบจะไม่มี MOS ณ เวลาปัจจุบันอยู่เลย เว้นแต่จะเกิด Panic

ฉะนั้น การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่สถาบันในไทยชอบมากๆ ก็เป็น Mind Game ว่า เรากับเค้าจะวัดมูลค่า กัน ณ เวลาใด

ขอจบการคำนวณคร่าวๆเท่านี้ จากข้อมูลที่มีอยู่ก่อนนะครับ ถ้าหลังฟัง Oppday แล้วมีอะไรใหม่ ก็มาปรับกันใหม่

อันนี้เป็นของแถมครับ

สัมภาษณ์เจ้าของแฟรนไชส์สาขาแรกของ 7-Eleven
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=83765

@Shaen
เขียนครั้งแรกเมื่อ 3 พ.ค.55 ก่อนงบQ1/2555 ออก
เขียนครั้งที่2 8 พ.ค. 55 หลังงบออก
เขียนครั้งที่3 9 พ.ค. 55 หลังงบออก + เห็นตารางล่าสุด

 

 วิธีการประมาณราคาหุ้นแบบง่ายๆ

เราจะรู้ได้ยังไงว่า หุ้นที่เราเล็งอยู่ แพงไป ถูกไป หรือ ราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่
มีวิธีหลายวิธี DCF(Discounted Cash Flow) วิธีที่นักวิเคราะห์ชอบใช้ แต่วิธีการจะหาก็ต้อง
ลงแรงกันไม่น้อย แต่ถ้าสนใจจริงๆ ลองอ่านที่หมอ Reiter เขียนดูครับ

http://reitertvi.wordpress.com/tag/dcf

แต่ว่าถ้าให้ 10 คนคำนวณหา DCF ทั้ง 10 คนก็หาได้ไม่เท่ากันอยู่ดี !!!
แล้วถ้าเราคำนวณหาอีกคน ก็เชื่อแน่ว่า ก็ไม่เหมือนทั้ง 10 คนอีก แล้วทำไงดี !!
ง่ายที่สุด เร็วที่สุด เลยก็คือ …เอาค่าเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์มานั่นเอง

ยกตัวอย่าง consensus จาก settrade ของ CPALL ให้ค่าเฉลี่ยที่ 49.29* สำหรับปี54 http://goo.gl/l8HTi

ขอยกตัวอย่างอีกวิธี PE Multiple คือวิธีคำนวณหา กำไรต่อหุ้น x P/E

ให้เปิด http://goo.gl/hbMIM ควบคู่ไปด้วยจะเห็นว่า
4Q/53 = 1.48 บาท
1Q/54 = 0.46 บาท => อนุมาณว่า 4Q/54 = 0.46×4 = 1.84 บาท/หุ้น (กรณีไม่มีเหตุผิดปกติ)

P = E x (P/E)
ราคา = กำไรต่อหุ้น x P/E

เราประมาณการ กำไรต่อหุ้นได้ = 1.84
P/E จะเอามาจากไหนล่ะ
1. P/E ปีก่อนของตัวเอง
2. ถ้าให้ละเอียดขึ้นอีกนิด P/E เฉลี่ยย้อนหลังของตัวเอง แต่ต้องดูด้วย กำไรโตสม่ำเสมอมั้ย
3. P/E เฉลี่ยของกลุ่ม
4. ดูจาก Growth เช่น ปีหน้าโตแน่ 25 % P/E ก็ราวๆนี่ เว้นแต่บางกลุ่มจะมีค่า Premium จาก Brand หรือ Defensive Stock

http://sharecapture.com/image/e2e828c3f4274ffa95b5f528eb829b47

กรณีตัวอย่างนี้ เอา P/E สิ้นปี 53 แล้วกัน เพราะ CPALL มี Premium กว่าเพื่อนบ้านจริงๆ

มูลค่าที่ควรจะเป็น = 1.84 x 28.4 = 52.26 บาท ณ สิ้นปี 54

ถ้าคิดจาก Growth ของกำไรต่อหุ้น => 1.84/1.48 = +24.32%
จริงๆถ้าไม่ใช่ค้าปลีก PE โตเท่านี้  P/E ควรจะอยู่แค่ 24 เท่านั้น แต่อย่างที่บอกว่ากลุ่มนี้เค้ามีความพิเศษ
(อ่าน การให้ค่า P/E กับกิจการได้ที่ http://fwd4.me/0kWW )

อันนี้คือราคาที่ประเมิณแบบง่ายๆ คร่าวๆ กรณีัไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ จะเห็นว่าใกล้เคียงกับที่ค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์
แล้วเราก็สามารถคำนวณต่อไปในปี 55 56 ได้อีกบนพื้นฐานที่สาขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่เราควรจะทำต่อก็คือ ติดตามข่าวและปัจจัยของกิจการว่า เวลาที่เหลือของปีนี้ มีปัจจัยอะไรที่มากระทบ
แล้วจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อกิจการอย่างไร

อ้างอิงจากข้อมูลจาก
http://www.dcs-digital.com/setweb/downloads/2554q1/20110520_cpall.pdf

เว้นแต่จะมีอะไรที่เหนือความคาดหมายมากๆ เช่น โดนเผาหลายสิบหลายร้อยสาขา น้ำท่วมนี่โอกาสยังเป็นได้ง่ายกว่า
แต่ก็ต้องพิจารณาต่อว่า ท่วมกี่สาขา ท่วมกี่วันก็พิจารณา โอกาสที่จะเกิดขึ้น และไม่เกิด หรือ คนหันไปเข้าร้านอื่นแทน!

ขมวดส่งท้าย

สิ่งที่เราทำได้คือ คำนวณกำไรต่อหุ้น แต่ราคาในตลาดจะขึ้นๆลงๆ ด้วย Momentum ของเศรษฐกิจโลก
และอารมณ์ของตลาด
ซึ่งเป็นตัวส่งผลให้ P/E แกว่งไป แกว่งมา

หวังว่า พอจะได้ idea ในการประเมิณราคาหุ้นกันบ้างแล้วนะ การยกตัวอย่าง CPALL เพราะเป็นธุรกิจที่ทุกคนเห็นภาพชัด
ว่าทำมาค้าขายอะไร และสัมผัสกิจการได้สะดวกครับ

ถ้าอยากคำนวณแบบละเอียดขึ้น ลองอ่านการ การประมาณของ Global ที่ผมเขียนดูครับ
http://vihybrid.wordpress.com/2012/02/13/global-4/

เขียนครั้งแรกใน facebook 20 พ.ค.54 (น้ำยังไม่ท่วม)

ภาคต่อเนื่อง หลัง CPALL แจกปันผลเป็นหุ้น 1:1
http://vihybrid.wordpress.com/2012/05/08/cpall-dilute/

ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant คืออะไร

อธิบายง่ายๆก็คือ เป็นสิทธิ์ที่สามารถใช้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ปกตทางบริํษัทผู้ออก
warrant (จะิติดปากเรียกกันว่าหุ้นลูก) จะกำหนดรายละเีอียดดังต่อไปนี้
ขอยกตัวอย่าง เพื่อให้เห็นภาพ

หุ้นแม่ ABC ราคา 5 บาท  หุ้นลูก ABC-W1 ราคา 2 บาท
ราคาใช้สิทธิ์ 3 บาท ที่อัตรา่ส่วน 1:1 วันหมดอายุ สิ้นปี 2013
ใช้สิทธิ์ได้ทุกสิ้นไตรมาส

กลยุทธ์การลงทุนใน Warrant

สมมติเราทำการบ้านมาแล้ว คำนวณได้ว่า
EPS สิ้นปี2012 หุ้น ABC ได้ที่ 0.6 บาท/หุ้น
และอัตราการเติบโต = 10% (ในทฤษฎีผมจะให้ P/E= Growth + ปันผล)
แต่ตัวอย่างนี้เอาง่ายๆ ตัดปันผลทิ้งไป PE= Growth ไปเลย
ฉะนั้น P/E = 10

ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2012 ABC = 0.6×10 = 6 บาท และ ABC-W1 = 6-3 = 3 บาท
ราคาที่เหมาะสมคร่าวๆปี 2013 ABC = 6×1.1 = 6.6 บาท และ ABC-W1 = 6.6-3 = 3.6 บาท

Upside ของ ABC ปี 2012 = 6/5 = 20%
Upside ของ ABC ปี 2013 = 6.6/5 = 32%

Upside ของ ABC-W1 ปี2012 = 3/2 = 50% ! มากกว่าแม่ 30%
Upside ของ ABC-W1 ปี2013 = 3.6/2 = 80% !! มากกว่าแม่ 58%

จะเห็นว่า Upside ของลูกจะมากกว่าแม่ แต่ทั้งนี้ เราต้องมั่นใจว่า ทำการบ้านมาอย่างดีว่า
เราคาดการณ์ผลประกอบการณ์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง

ข้อระวัง
- ควรเพิ่มความระมัดระวัง ในหุ้นลูกที่ OTM (Out of Money) ในราคาเป้าหมายที่เราคำนวณไว้
เช่นถ้า ABC-W1 วิ่งไปเกิน 3.6 มากๆ แต่ EPS ก็ยังน่าจะเท่าเดิม
- เมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ ราคาแม่ กับลูกจะลู่เข้าหากัน แต่ใครจะเข้าลู่เข้าหาใคร แล้วแต่
พื้นฐาน ปัจจัย และอนาคตของบริษัท

ตารางพวกนี้ทำขึ้นรองรับ หุ้นที่มีอัตราส่วนการแปลงที่ไม่ใช่ 1:1 ทำให้การคำนวณยุ่งยากหน่อยนึง
ผมเลยคิดทำตารางนี้ขึ้นมา โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคจาก Boy-EB

ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณท่านเจ้าของเวป

http://vihybrid.wordpress.com/2012/05/08/cpall-dilute/ แห่งนี้ สำหรับข้อมูลดีๆนะครับ




 

Create Date : 04 กันยายน 2556   
Last Update : 4 กันยายน 2556 15:20:59 น.  


10 เทคนิคที่จะทำให้ SEX สนุก

  วันนี้จะมาเล่าถึง 10 เทคนิค ที่จะทำให้การมี SEX เป็นเรื่องสนุก

1.ใต้แก้มก้น จุดที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ ให้ลแงสะกิดหรือลูบไล้เบาๆ ในขณะที่คุณกำลังเพลินกับการทำ Oral sex ให้เค้า
2.อย่าคิดว่าผู้ช่ยไม่ขอบการถูกบังคับ โดยเฉพาะถ้าคุณให้เค้าอยู่นิ่งๆ บนเก้าอี้แล้วมัดมือเขาไว้ จากนั้นให้ทำ oral sex ให้เค้า ถ้าโดนบังคัยแล้วได้ผบอย่างนี้ เจายอมเป็นทาสคุณตลอดไปแน่ๆ
3.การบุกล้ำให้ลึกสุดใจ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง จริงๆล้วส่วนปลายของช่องคลอดและส่วนปบายของเจ้าหนู เป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด ใช้เวลาๆไปกับการกระตุ้นจุดดังกล่าวดีกว่าที่จะตั้งหน้าตั้งตากระแทกกระทั้นให้มันจบๆไป
4.ท่ามิชชันนารีที่ว่าน่าเบื่อ เพียงแค่ลองขยับสะโพกยกให้สูงขึ้น ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้จุดจีสปอตเจ้าใกล้ความบันเทองยิ่งขึ้น
5.ข้อดีจองอากาสร้อนๆก็คือ ช่วยให้ร่างกายของเรายืดหยุ่นมากขึ้น คราวนี้ท่ายากๆที่ต้องยืดตัวก็ไม่ใข่ปัญหาอีกต่อไป
6.จิบน้ำอุ่นๆ ก่อนทำ oral sex ให้เขา ไออุ่นจากปากคุณ จะทำให้เขาลืมไม่ลง
7.จากข้อที่แล้ว ทีนี้เราลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำเย็นดูบ้าง แล้วค่อยใข้ลิ้นทักทายเจ้าหนูของดขาเบาๆ พูดได้คำเดียวว่า เวิร์คมาก
8.48% ของผู้ชายพบว่าชอบดูคู่รักตัวเองลูบไล้ตัวเองต่อหน้าเขา
9.ไม่มีใครเชื่อว่ากระจกคือ sex toy อย่างดี คราวหน้าลองเอากระจกบานใหญ่ๆมาตั้ง หรือจะสนุกกันในห้องที่มีกระจก การได้เห็นตัวเองผ่านกระจกขณะกำลังทำกิจกรรม จะช่วยให้เพิ่มอารม์ได้ดีนักเชียว
10.การทำ oral sex ไม่ใช่แค่การใช้ปากมอบความสุขให้เขา แต่ระหว่างนั้นคุณยังสามารถซุกซนกับลูกบอลของเขาได้ ลองลูบๆคลำๆเบาๆ หรือสลับใช้ลิ้นทักทายเจ้าหนูของเขาดูบ้าง

ลองไปทำกันดูนะครับ อาจจะได้ประสบการณฺที่แปลกออกไปครับ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2556   
Last Update : 23 สิงหาคม 2556 21:46:08 น.  


KPI และ KRI คืออะไร

 

             

ในปัจจุบัน KPI เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เราควรทราบเอาไว้ KPI นั้น มาจากคำเต็มว่า Key Performance Indicator ซึ่งโดยปกติแล้ว ทุกองค์กรจะมีการกำหนดเป้าหมายขององค์กร เพื่อใช้วัดความสำเร็จของแผนกลยุทธ์ ที่องค์กรกำหนดขึ้นมา ทั้งนี้ องค์กรต้องมีการกำหนด Vision(วิศัยทัศน์) ,Mission(ภารกิจ),Straegy(กลยุทธ์) และ Goal (เป้าหมาย) ขององค์กรที่ชัดเจน เมื่อทิศทางและเป้าหมายชัดเจนแลว ก็จะทำการกระจายเป้าหมายขององค์กรในแต่ละด้านลงสู่แต่ละหน่วยงาน โดยจะทำการกำหนดเป้าหมายของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานนั้นๆ และให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรที่กำหนดไว้

               อย่างไรก็ตาม การจะไปถึงเป้าหมายที่เราได้กำหนดไว้นั้น มันอาจจะมีอุปสรรค หรือเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลให้เราไม่สามารถไปสู่เป้าหมายที่วางไว้หรือไปถึงเป้าหมายช้ากว่าที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงมีคำว่า Key Risk Indicator  หรือ “KRI”  ที่มีไว้เพื่อเป็น Early warning ในประเด็นของความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือรุนแรงเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ในระยะต่อไป โดยหากเปรียบเทียบ KPI คือตัววัดค่าที่จะทำให้เรา บรรลุเป้าหมายแล้ว KRI ก็คือตัวชี้วัดความเสี่ยงที่อาจทำให้เราไม่บรรลุเป้าหมายนั่นเอง โดยทั้ง 2 ตัวนี้มักจะถูกกำหนดคู่กันเสมอครับ

และเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของ KPI และ KRI ได้ง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างการกำหนด KPI และ KRI ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย Cost to Income Ratio (CIR) ขององค์กรที่ 65% ดังรูปภาพด้านล่าง




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2556   
Last Update : 15 สิงหาคม 2556 15:54:08 น.  


หลักการบริหารความเสี่ยง

  หลักการบริหารความเสี่ยง

ในปัจจุบันทุกองค์กรต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นความท้าทายของผู้บริหาร ที่จะต้องตัดสินใจว่าความไม่แน่นอนมากน้อยเพียงใดที่องค์กรพร้อมที่จะรับ ในขณะที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร การบริหารความเสี่ยงองค์กรจึงเป็นวิธีที่ทำให้ผู้บริหารสามารถระบุ ประเมิน และจัดการกับความเสี่ยงภายใต้ความไม่แน่นอนได้ และยังผสมผสานเข้าไปอยูในการสร้างและดำรงคุณค่าขององค์กรอีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเราพูดถึงเรื่องการบริหารความเสี่ยง เรามักจะนึกถึงความเสี่ยงทางด้านการเงินเป็นหลัก แต่แท้จริงแล้วในปัจจุบัน ความเสี่ยงได้แฝงอยู่ในการปฏิบัติงานประจำวันเกือบทุกอย่างภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการดำเนินงานโดยทั่วไป หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการวางแผนกลยุทธ์ ซึ่งในปัจจุบันผู้บริหารในหลายๆ องค์กร ก็ได้นำหลักของการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการตัดสินใจทางกลยุทธ์ ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ของเราได้นำแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามหลักของ COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) มาใช้เป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามหลัก COSO แบ่งออกเป็น 8 องค์ประกอบ ดังนี้

 

·        องค์ประกอบที่ 1: สภาพแวดล้อมภายในองค์กร

 

·        องค์ประกอบที่ 2: การกำหนดวัตถุประสงค์

 

·        องค์ประกอบที่ 3: การบ่งชี้เหตุการณ์

 

·        องค์ประกอบที่ 4: การประเมินความเสี่ยง

 

·        องค์ประกอบที่ 5: การตอบสนองความเสี่ยง

 

·        องค์ประกอบที่ 6: กิจกรรมควบคุม

 

·        องค์ประกอบที่ 7: สารสนเทศและการสื่อสาร

 

·        องค์ประกอบที่ 8: การติดตามประเมินผล

องค์ประกอบที่ 1: สภาพแวดล้อมภายในองค์กร

สภาพแวดล้อมในองค์กรเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร โดยสภาพแวดล้อมภายในองค์กรประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น จริยธรรม วิธีการทำงานของผู้บริหารและบุคลากร รวมถึงปรัชญาและวัฒนธรรมในการบริหารความเสี่ยง

องค์ประกอบที่ 2: การกำหนดวัตถุประสงค์

 

 

วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในระดับกลยุทธ์ เป็นพื้นฐานของการกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติการ การรายงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทุกองค์กรจะเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก การกำหนดวัตถุประสงค์จึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้สามารถระบุเหตุการณ์ ประเมินความเสี่ยง และตอบสนองต่อความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิผล และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ขององค์กร

องค์ประกอบที่ 3: การบ่งชี้เหตุการณ์

 

 

ฝ่ายบริหารจะระบุเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นว่า หากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบที่เป็นโอกาส หรืออุปสรรคต่อความสามารถในการดำเนินกลยุทธ์ให้สำเร็จและการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรหรือไม่ โดยในกระบวนการบ่งชี้เหตุการณ์ผู้บริหารควรต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

 

·        ปัจจัยความเสี่ยงทุกด้านที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ การเงิน การปฏิบัติงาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ

 

·        แหล่งความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

 

·        ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

องค์ประกอบที่ 4: การประเมินความเสี่ยง

 

 

การประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้ฝ่ายบริหารพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ฝ่ายบริหารจะประเมินเหตุการณ์จาก 2 มุมมอง ซึ่งได้แก่ ผลกระทบ และ โอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้ทั้งวิธีการเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน ฝ่ายบริหารควรพิจารณาผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจากเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงบนพื้นฐานของความเสี่ยงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ (Inherent Risk) และความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk)

องค์ประกอบที่ 5: การตอบสนองความเสี่ยง

 

 

เมื่อได้ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแล้วฝ่ายบริหารจะพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างไร โดยวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การลดความเสี่ยง การหาผู้ร่วมรับความเสี่ยง และการยอมรับความเสี่ยง ในการพิจารณาว่าจะตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างไรนั้น ฝ่ายบริหารจะเลือกวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ทำให้ความเสี่ยงคงเหลืออยู่ภายในช่วงที่องค์กรสามารถยอมรับได้

องค์ประกอบที่ 6: กิจกรรมควบคุม

 

 

กิจกรรมการควบคุม คือ นโยบายและกระบวนการปฏิบัติงานที่ฝ่ายบริหารกำหนดขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการจัดการความเสี่ยงตามที่ระบุไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า โดยปกติกิจกรรมการควบคุมจะมีความแตกต่างกันในแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในองค์กร ลักษณะธุรกิจ โครงสร้างองค์กร เป็นต้น และกิจกรรมการควบคุมหนึ่งอาจช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ก็ได้

องค์ประกอบที่ 7: สารสนเทศและการสื่อสาร

 

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจะต้องถูกระบุ บันทึก และจัดเก็บไว้ รวมทั้งต้องมีการสื่อสารในรูปแบบและกรอบเวลาที่ช่วยให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น ลูกค้า ผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลควรใช้ทั้งข้อมูลในอดีตเพื่อพยากรณ์แนวโน้มของเหตุการณ์ และข้อมูลปัจจุบันเพื่อเป็นประโยชน์ให้ผู้บริหารใช้พิจารณาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานในปัจจุบัน

องค์ประกอบที่ 8: การติดตามประเมินผล

 

 

เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงองค์กรอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นวิธีการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจไม่สามารถใช้ได้ผลในปัจจุบัน จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการติดตามและประเมินผล ซึ่งการติดตามนี้อาจนำเอาตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator: KRI) มาใช้ในการติดตามสถานะความเสี่ยงที่มีในปัจจุบันภายใต้การควบคุมที่กำหนด นอกจากนี้ ระบบการติดตามประเมินผลการบริหารความเสี่ยงองค์กรยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลที่แม่นยำและเป็นปัจจุบันเพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยงคงเหลือให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งสามารถนำผลการประเมินความเสี่ยงมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จากกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นกระบวนการที่เป็นผลมาจากคณะกรรมการ ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องขององค์กรได้ร่วมกันกำหนดขึ้นและใช้ปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร ที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารและตัดสินใจในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ และเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กร เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การควบคุมการปฏิบัติงาน และการวัดผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น

 

โดยหากท่านสนใจในหัวข้อนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือแปลชุด “กรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กรเชิงบูรณาการ” (COSO ERM) ของ ต.ล.ท. ซึ่งมีให้บริการอยู่ที่ห้องสมุดมารวย ทั้งในรูปแบบหนังสือ และ e-book ได้นะครับ




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2556   
Last Update : 15 กรกฎาคม 2556 18:25:08 น.  


1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  
BlogGang Popular Award#10


 
ผู้ประสบภัยจากความรัก
 
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




[Add ผู้ประสบภัยจากความรัก's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com