ความสุขเกิดได้ที่ตัวเรา..พบได้ที่ในใจ
Group Blog
 
All blogs
 

ทุกคนล้วนเป็นสิ่งพิเศษชิ้นเดียวในโลก

คัดลอกเนื้อหานี้ จากบทความเรื่อง "เปลี่ยนโจทย์" ของคุณ "อิงฟ้า" คอลัมภ์ "มุมที่ไม่ได้มอง" ของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

"เปลี่ยนโจทย์"

แต่ละคนมักมีบุคคลที่มอบความนิยมชมชอบอย่างมาก ถึงขั้นเรียกว่า "ต้นแบบ" อยากมีรูปแบบการดำเนินชีวิต สู่จุดหมายเหมือนคนนั้น

ความนิยมของแต่ละคนย่อมต่างกัน บางคนเทใจให้นักแสดงมากความสามารถ บางคนปลื้มกับคนรูปร่างหน้าตาดีและยังคงความงดงามภายนอกได้เหนียวแน่น ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน

บางคนชื่นชอบอีกคนที่สร้างสมเงินทอง มีฐานะ ในช่วงอายุน้อยกว่าคนวัยเดียวกัน หรือผู้ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว

บางคนมอบศรัทธาแก่ผู้ที่มีรากฐานความคิดและปฏิบัติตนเพื่อส่วนรวม และอีกหลายคนหวังอยากเป็นเหมือนบางคนที่ใช้ชีวิตมีความสุข โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่สังคมกำหนด

การมีสิ่งใดเป็นแบบอย่างหรือหลักยึด เพื่อใช้เป็นแนวหรือวางเป็นเป้าหมาย ในการเดินไปให้ถึง ย่อมนับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ดี

ทว่า...แม้เดินตามความเหมือน ตั้งแต่หลักการคิด รูปแบบการดำเนิน กระทั่งถึงเป้าหมาย แต่รายละเอียดชีวิตแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกันได้ทุกองค์ประกอบ จึงไม่มีทางที่เราจะเหมือนบุคคลต้นแบบในทุกประการ

อาจสูญเสียบางสิ่งโดยสูญเปล่ากระทั่งทดท้อ..หากมัวแต่หลงไขว่คว้า เพื่อหวังเป็นเช่นคนอื่นมากเกินไป

ทั้งที่เราไม่ได้รู้จักเขาดีในทุกเรื่อง ทุกมุม เท่ากับที่เรารู้จักตัวเราเอง ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย มีพลังศักยภาพด้านใดเป็นพิเศษ จุดหมายที่วางไว้สูงและไกลเกินไปหรือไม่

มิใช่บรรดาสิ่งของเท่านั้น ที่ถูกเอ่ยอ้างว่าทำขึ้นพิเศษเพียงชิ้นเดียวในโลก หากแต่ละคนก่อเกิดเป็นหนึ่งเดียวด้วยกันทั้งสิ้น เราไม่เหมือนใคร และใครไม่มีทางเหมือนเรา ทุกคนล้วนเป็นสิ่งพิเศษชิ้นเดียวในโลกเช่นกัน

ในความชื่นชมบุคคลอื่น หากต้องวางตัวเองเป็นตัวตั้ง ว่าทำในสิ่งที่เรามีความสามารถหรือยัง ผ่านไปแล้วพัฒนาตัวเองสู่ระดับใด กว่าจะถึงจุดหมายต้องปรับเปลี่ยนแนวทางหรือไม่

แข่งกับตัวเอง ต้องตั้งและตอบคำถามเองมากหน่อย แต่รางวัลที่ได้ น่าจะหอมหวานกว่า..แน่นอน







 

Create Date : 01 มีนาคม 2552    
Last Update : 1 มีนาคม 2552 20:45:00 น.
Counter : 265 Pageviews.  

ผู้ก้าวพ้นเปือกตม

ในกรุงโตเกียว เมื่อสมัยร้อยปีที่ผ่านมา มีพระภิกษุผู้ทรงวิทยาคุณชื่อว่า หลวงพ่อซันตัน

หลวงพ่อซันตัน มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนสมัยใหม่มากมายเพราะท่านทรงความรู้สูงและมีคุณธรรม ท่านบรรยายวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลยุคนั้น วิชาความรู้ทุกอย่างที่ท่านถ่ายทอดเผยแพร่ ล้วนเกิดจากการเข้าถึงธรรม ท่านใช้ความแตกฉานในคัมภีร์ต้นตำรับมาประยุกต์เข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ จึงแพร่พระธรรมได้เป็นอย่างดีในเวลานั้น

มีคราวหนึ่ง ท่านชวนเพื่อนภิกษุอีกองค์หนึ่งออกเดินธุดงค์ พระรูปนี้ชื่อ เอกิโด ท่านเอกิโดมีความรู้ดี และเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผน ฉะนั้นจึงมากไปด้วยวิตกกังขา ที่ต้องมัวมาระแวดระวังเรื่องอะไรๆ ไปเสียทุกอย่างเกี่ยวกับความผิด-ความถูก อาจารย์ตันซันก็มองเห็นเครื่องกางกั้นใจของเพื่อนสหธรรมมิกองค์นี้เหมือนกัน ท่านรู้ดีว่าความรู้อันมากมายที่ยังไม่เป็นประโยชน์แก่ดวงจิตของเพื่อนผู้นี้ มันเนื่องจากอะไร ท่านคอยช่องจะแก้ไขอยู่ แต่ยังไม่ถึงเวลาอันควร

ระหว่างเดินมากลางป่าในวันหนึ่ง สองคนได้เดินมาตามทางเดิน ซึ่งฝนเพิ่งตกหนักไปเมื่อครู่ พอมาถึงตอนลาดต่ำแห่งหนึ่ง ตรงนั้นมีโคลนเฉอะแฉะยังไม่แห้ง ภิกษุทั้งสองก็เห็นหลังผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพยายามจะก้าวข้าม แต่ยังเก้ๆ กังๆ ข้ามตรงแฉะนั้นไม่ได้ เพราะเธอแต่งตัวภูมิฐาน สวมกิโมโนทำด้วยไหมและเครื่องเคราเต็มยศ ก่อนที่ท่านเอกิโดจะได้แปลกใจเสียด้วยซ้ำ ว่ากลางป่าทำไมเกิดมีผู้หญิงเอวบางร่างน้อยเดินอยู่คนเดียวเช่นนั้น ซ้ำแต่งตัวก็ไม่ถูกกับกาละเทศะเสียด้วย ทันใดนั้นท่านเอกิโดก็ถึงกับปากอ้าตาค้างที่เห็นท่านตันซันเพื่อนที่มาด้วยกัน ก้าวสวบๆ ล่วงหน้าไปอาสาอุ้มหญิงสาวคนนั้นข้ามตรงที่แฉะ เหตุการณ์ดำเนินไปชั่วครู่เดียว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมดา คือ สหายร่วมเดินธุดงค์ทั้งสองก็คงเดินทางต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครปริปากพูดจากันเหมือนก่อนหน้านี้

ภายในใจของคนเรานั้น เมื่อเงียบกันไป ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าใจของใครจะคิดจะว้าวุ่นไปอย่างไร ด้วยเรื่องอะไร ภิกษุทั้งสองก็คงเงียบกันไปตลอดทาง จนถึงเวลาหยุดพักในตอนค่ำวันนั้น พอจัดเตรียมเครื่องที่พักผ่อนเสร็จแล้ว เสียงบ่นพร่ำของท่านเอกิโดก็หลุดจากปากออกมา หลังจากได้กลั้นใจ ไม่ปริปากพูดอะไรมาเกือบครึ่งวัน ท่านพูดด้วยความลำบากใจ ตะกุกตะกักไม่เต็มเสียง ในเชิงตัดพ้อท่านตันซันว่า “พวกเราเป็นพระเป็นสงฆ์แล้ว ไม่ต้องเข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งเป็นผู้หญิงสาวสวยเสียด้วย มันยิ่งจะเป็นอันตรายแก่พวกเรา ท่านทำไมไปทำอย่างนั้นก็ไม่รู้”

อาจารย์ตันซัน จึงเอ่ยทักขึ้นว่า “ผมวางเด็กนั้นที่ตรงนั้น มาตั้งแต่เมื่อกลางวันแล้ว ท่านยังจะมาเที่ยวแบกเอาไว้อีกหรือ ”

ถ้อยคำย้อนให้ โดยทันแก่เหตุ เพียงเท่านี้ ผลก็คือทำให้ท่านเอกิโด โพล่งแจ่มแจ้งขึ้นทันที ตัวท่านเองโดยทางร่างกาย ท่านได้ข้ามเปือกตม ที่ชื้นแฉะตรงนั้น มาเมื่อตอนกลางวันวันนี้ แต่โดยทางจิต ท่านเพิ่งมาข้ามเปือกตม เครื่องกางกั้นเรื่องจุกจิกหัวใจได้ ตรง ณ ที่พักเวลากลางคืนคืนนั้นนั่นเอง.....


ท่านอาจารย์หลวงพ่อตันซันองค์นี้มีตัวตนอยู่จริงๆ ท่านมรณะภาพเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๕ ที่ได้ทราบวันตายของท่านแน่นอน เพราะท่านได้เขียนไปรษณียบัตร ทิ้งถึงลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่เคารพรู้จักท่านจำนวน ๖๐ ฉบับ ข้อความในไปรษณียบัตร เขียนลงวันที่ตรงตามวันที่ท่านจะมรณะภาพ ใจความเหมือนกันหมดทั้ง ๖๐ ฉบับ ว่า “ฉันจักละโลกนี้ไปแล้ว นี่เป็นวาจามีในครั้งสุดท้ายของฉัน (เซ็นชื่อ) ตันซัน” แล้วลงวันกำกับตรงกันทุกฉบับ ตามประวัติท่านก็ได้มรณะภาพในวันนั้นจริงๆ เป็นที่ตื่นเต้นของผู้ที่ได้พบเห็นและกิติศัพท์เลื่องลือไปมาก หลังจากท่านล่วงลับไป

ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ทำอะไรๆ เป็นปริศนาๆ เอาไว้ แต่เวลานั้นไม่มีใครสนใจมีแต่นับถือท่านในฐานะเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาที่สามารถสอนในมหาวิทยาลัยได้เท่านั้น โดยมารุมกันนับถือ ก็เนื่องด้วยเห็นคนชั้นสูงที่มีการศึกษาดีเขานับถือกัน ไม่ได้ใส่ใจว่านอกจากท่านจะแตกฉานทางปรัชญาแล้ว ท่านยังทรงวิทยาคุณซึ่งคนสมัยใหม่มักห็นว่าจะไปกันได้อย่างไร ในเมื่อคนๆ เดียวมีทั้ง ฤทธานุภาพ มีทั้ง ปฏิสัมภิทา (เช่น เนรมิต หญิงสาวเพื่อโปรดใครสักคนหนึ่ง) และในเวลากันก็ได้รับการแต่งตั้งของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลแห่งกรุงโตเกียว ให้รับภาระเป็นศาสตราจารย์ในวิชาปรัชญา สอนลูกศิษย์ลูกหาด้วยหลักวิทยาการสมัยใหม่มามากต่อมากแล้ว

สำหรับลักษณะคำคม ที่เสมือนดั่งลูกศรปล่อยออกจากแหล่ง ได้พอเหมาะพอเจาะ ในเวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งจิตใจยังไม่ว่าง จิตใจกำลังพกเก็บเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีธรรมดาผ่านไปแล้วก็ผ่านไป มาบดเคี้ยวเอื้องไม่รู้จักสิ้นสุด พอท่านเอกิโดกำลังจิตวุ่นส่ำสุมมาอย่างหนักแปร้ถึงที่สุด พอหลุดพ้นออกมาทางวจีทวาร อาจารย์ตันซันก็ฉวยจับจังหวะเหมาะได้ทันที ว่าจิตของเพื่อนกำลังเต็มอัดอยู่ด้วยเรื่องจุกจิกเป็นความคิดปรุงแต่ง (Conceptual thought) มัวเฝ้าพะวงแต่เรื่องที่ควรจะขาดไปจากสำนึกเสียนานแล้ว ท่านอาจารย์เลยทักขึ้นให้เพื่อนรู้ตัวว่า “ผมได้วางหญิงเสียที่ตรงนั้น นมนานตั้งเมื่อกลางวันนี้แล้ว ท่านเองยังจะมัวมานั่นแบกความรู้สึกว่า หญิงสาวสวยคนนั้น-หญิงสาวสวยคนนั้น อยู่อีกทำไม”


คัดลอกจากหนังสือ เล่านิทานเซ็น เรื่องที่ ๑๐ ผู้ก้าวพ้นเปือกตม







 

Create Date : 09 เมษายน 2549    
Last Update : 9 เมษายน 2549 2:21:00 น.
Counter : 196 Pageviews.  

เมื่อไหร่จะหมดกรรม

เวลาที่คนเรามีทุกข์ เรา(ชาวพุทธ)มักจะรู้ดีว่า..นี่เป็นเรื่องของกรรม

ฉะนั้นเราจึงก้มหน้ายอมรับผลของกรรม และเฝ้ารอวันที่จะหมดกรรมนั้น เพื่อปรารถนาให้ความสุขมันบังเกิดขึ้นซะที แต่...


แต่ความจริงแล้ว แม้ว่ากรรมมันกำลังส่งผลถึงเราอยู่ ... เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามทุกขัง หรือขังตัวอยู่ในทุกข์ ซะหน่อย


พอดีเข้าไปอ่านกระทู้ในห้องศาสนามา แล้วโดนใจกับคำอธิบายข้างล่างนี้ของ คุณ SpiritWithin อย่างมาก เลยต้องเก็บเอามาสอนตัวเอง

..................................................


กรรม จะหมดหรือเปล่า ไม่ใช่ปัญหา

แต่ปัญหามีเพียงว่า "เราทุกข์เพราะเรื่องนั้นหรือเปล่า ?"


พระพุทธเจ้า ไม่ทรงนั่งรอให้หมดกรรม แต่เมื่อกรรมปรากฎ ท่านก็ทรงเฉย ๆ ไม่ยินดียินร้ายอะไร

เช่น

นางสุนทริกา ด่าว่า พระผู้มีพระภาค ว่าไปทำนางท้อง ถ้าเป็นเราเราคงคิดว่า

"โถ่เอ๊ย เราอุตส่าห์ดีขนาดนี้แล้วนะ ทำไมยังมาเจอคนมาใส่ความเราอีก เมื่อไหร่มันจะจบกันไปซะที ไม่ไหวแล้วนะ"

ต่างกับผู้มีสติที่คิดว่า

"อะไรจะเกิด ก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องขึ้น หรือลง ตามไปด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าการไหลไปตามสิ่งไร ๆ แล้วไม่พบกับความเสียใจในโลกนี้ไม่มีเลย"


http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4200758/Y4200758.html


กระจ่าง....ปัญญาเกิดเลยค่า




 

Create Date : 20 มีนาคม 2549    
Last Update : 20 มีนาคม 2549 14:39:11 น.
Counter : 339 Pageviews.  

ชีวิตนี้สำคัญนัก พระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช

ชีวิตนี้สำคัญนัก

ในหนังสือ ชีวิตนี้สำคัญนัก พระนิพนธ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้พูดถึงความซับซ้อนของกรรมว่า ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนักเมื่อเปรียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับจำนวนชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น กรรม คือการกระทำที่ทำในชีวิตนี้ในชาตินี้ชาติเดียวจึงน้อยนัก เมื่อเปรียบกับกรรมหรือการกระทำที่ทำไว้แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน

เปรียบเหมือนการเขียนหนังสือด้วยปากกา หรือดินสอลงบนกระดาษแผ่นเดียวนั้น เขียนลงครั้งแรกก็ย่อมอ่านออกง่าย อ่านเข้าใจได้ง่าย แต่ยิ่งเขียนทับเขียนซ้ำลงไปบนกระดาษแผ่นเดียวกันนั้น ตัวหนังสือย่อมจะทับกันยิ่งขึ้น การอ่านก็จะยิ่งอ่านยากขึ้นทุกที จนถึงอ่านไม่ออกเลย ไม่เห็นเลยว่าเป็นตัวหนังสือ จะเห็นแต่รอยหมึกหรือรอยดินสอทับกันไปทับกันมาเป็นสีสันเท่านั้น ให้เพียงรู้เท่านั้นว่าได้มีการเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้น หาอ่านรู้เรื่องไม่ และหาอาจรู้ได้ว่าเขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลังนี้ฉันใด

การทำกรรมหรือการทำดีทำชั่วก็ฉันนั้น ต่างได้ทำกับมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทับถมกับมายิ่งกว่าตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก หารู้ไม่ว่าได้เขียนอะไรก่อน เขียนอะไรหลัง ทำกรรมใดไว้ก็ไม่รู้ไม่เห็น แยกไม่ออกว่าทำกรรมใดก่อนทำกรรมใดหลัง ทำดีอะไรไว้บ้าง มากน้อยหนักเบากว่ากันอย่างไร มาถึงชาตินี้ไม่รู้ด้วยกันทั้งสิ้น เป็นความซับซ้อนของกรรมที่แยกไม่ออก เช่นเดียวกับความซับซ้อนของตัวหนังสือที่เขียนทับกันไปมา

ความซับซ้อนของกรรมจากการกระทำของเราทั้งจากชาตินี้และชาติก่อน ทำให้บางครั้งยากในการสรุปผลของกรรมที่เกิดขึ้น ว่าเกิดจากการทำกรรมใด และผลของกรรมที่เกิดขึ้นในชาตินี้เกิดมาจากกรรมที่ทำในชาตินี้หรือชาติก่อน คนเรายิ่งทำกรรมมากเท่าไหร่ ความซับซ้อนของกรรมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น จนยากจะหาสาเหตุของกรรมเจอ




จากหนังสือ ทักทายกันด้วยความสุข
ของ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2548 13:03:39 น.
Counter : 209 Pageviews.  

วาทะท่านพุทธทาส


เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย

จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง





 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2548 15:43:00 น.
Counter : 169 Pageviews.  


ฟ้าอาภา
Location :
พระนครศรีอยุธยา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




พุทธะ รู้ ตื่น เบิกบาน
ปล่อยวาง เรียบง่าย คือ เซน
Friends' blogs
[Add ฟ้าอาภา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.