Cute Sanrio Glitter Graphics
Group Blog
 
All blogs
 

วันที่ 4 : วันสุดท้ายที่สิงขะปุระ

หลังจากที่อดหลับอดนอนกันมาหลายวัน ส่งผลให้วันนี้พวกเราตื่นกันตอนเกือบ 11 โมง ตายแล้ว ต้องรีบอาบน้ำเก็บของ แล้วก็เช็คเอาท์ก่อนเที่ยงนี่หว่า งั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงกันแล้วค่ะ

เราใช้ยุทธวิธีให้เบริ์ดกับชี้ฟซึ่งอาบน้ำและเก็บกระเป๋าเสร็จแล้ว ไปทำเรื่องเช็คเอาท์ค่ะ เพื่อไม่ให้แลดูน่าเกลียดค่ะ
พอพวกเราอีก 3 คนเก็บของเสร็จแล้วก็รีบตามไปที่ตึกแรกค่ะ อ้าวปรากฏว่าเค้ายังไม่เก็บอาหารเช้าเลย งั้นกินของฟรีก่อนละกัน กินเสร็จแล้วจะได้ฝากของ แล้วรีบไปซื้อของฝากที่ Chinatown ต่อค่ะ เพราะคงใช้เวลานาน

งั้นไปดูบรรยากาศที่ Chinatown ตอนกลางวันกันนะคะ ซึ่งเราก็ยังใช้ทางออกเดิม คือทางออกสู่ ถนน Pagoda ค่ะ


วันนี้วุฒิมีแว่นแล้ว


อันนี้ถ่ายหน้า Chinatown Herritage Centre ค่ะ ดูลีลาการปั่นสามล้อของแต่ละคน เข้ากับใบหน้ามากๆๆ




แล้วนี่ไงค่ะ ของฝากมากมาย มีตั้งแต่ ราคา 3 ชิ้น 10 เหรียญ หรือชิ้นละ 1 เหรียญ และไปจนถึงพวงกุญแจชิ้นละ 0.5 เหรียญ


ขอย้ำนะคะว่า ค่อยๆดูทีละร้านยังไม่ต้องซื้อ เพราะคุณอาจพบราคาที่ถูกกว่าค่ะ ดูเสร็จแล้วค่อยมาซื้อก็ได้ เพราะส่วนใหญ่แต่ละร้านของจะเหมือนๆกันค่ะ






นี่ก็วัดแขกที่อยู่ในย่านคนจีน




ลองมาดูบรรยากาศถนน Smith ในตอนกลางวันดีกว่าค่ะ



ดูแล้วตอนกลางคืนสวยกว่าเนอะ ว่ามั้ยง่ะ?


และแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับไปเอาของที่ที่พักแล้วค่ะ โดยไปลงที่สถานี Bugis ค่ะ ตอนแรกกะว่าจะไปเดินเล่นที่ย่านอาหรับกันก่อน แล้วค่อยไปเอาของ แต่ด้วยเวลาแล้ว เรากลัวไม่ทันขึ้นเครื่องค่ะ เพราะไหนจะต้องทานข้าว ไหนจะต้องไปทำเรื่องขอคืนภาษี แล้วไหนจะต้องซื้อของที่สนามบินอีก งั้นเราก็เลยไปกินข้าวกันที่ศูนย์อาหาร Bugis ค่ะ แล้วไปเอาของที่ฝากไว้ แล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปสนามบินค่ะ เพราะเครื่องออกประมาณ 1 ทุ่ม



สุดท้ายนี้เอ๋ขอกราบขอบพระคุณ คุณ Rlom เป็นอย่างสูง เพราะสิ่งที่ทำให้เอ๋ซึ้งในน้ำใจของเค้ามากๆ ก็คือ ถ้าใครเข้าไปดูในรีวิวที่เอ๋อยู่ฮ่องกงวันสุดท้ายก็จะเจอกับ comment ที่เข้ามาบอกว่าจะให้ Voucher เอ๋ไปใช้ฟรีๆ
วันนี้เอ๋ก็คงต้องบอกอีกว่าขอบคุณ คุณ Rlom มากๆเลยค่ะที่คุณ Rlom มีน้ำใจมอบ Voucher มูลค่า 40 เหรียญ ให้กับเอ๋ วันนั้นเอ๋จำได้ว่าคุณ Rlom อุตส่าห์ออกจากบ้านมาเจอเอ๋เพื่อที่จะเอา Voucher มาให้ ทั้งที่วันนั้นคุณ Rlom เองก็มีนัดในตอนเย็น ซึ่งความจริงแล้วคุณ Rlom จะเอาไปขายต่อใครก็ได้เพราะมูลค่ามันก็ไม่ใช่น้อย แต่กลับมอบให้กับเอ๋ฟรีๆ ขอบพระคุณมากค่ะ

แล้วนี่ค่ะเอ๋เอา Voucher ของคุณ Rlom ไปใช้จริงๆนะคะ ได้น้ำหอมมา 2 ขวดเล็กค่ะ แบ่งกันใช้กับน้อง คนละขวด ค่ะ

ขอบคุุณค่ะ




สรุปก็คือ ทริปนี้เอ๋ประทับใจมากเลยค่ะ เป็นการเที่ยวครั้งแรกที่เอ๋ไม่ได้ประทับใจเพียงเพราะว่าเอ๋ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเป็นเพราะว่าเอ๋เที่ยวได้เองในราคาถูกหรอกนะคะ แต่สิ่งที่เอ๋ประทับใจก็คือการได้อยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือรูปถ่ายที่ถ่ายกันมาตลอดทั้งทริปนี้ ซึ่งมีถึง 800 กว่ารูป แต่มันไม่มีรูปไหนที่เอ๋จะประทับใจเท่ากับรูปๆนี้หรอกค่ะ





ใช่ค่ะ มันเป็นแค่รูปขวดน้ำ 5 ขวด ที่ไม่ได้ดูสวย หรือน่าสนใจอะไรเลย แต่มันก็เป็นรูปขวดน้ำที่พวกเราเอาไว้ใช้ส่วนตัว แต่ละคนก็จะมีขวดน้ำกันคนละสี

ซึ่งภาพขวดน้ำ 5 ขวดนี้ ถ่ายที่ห้องนอนซึ่งแอร์ก็ไม่เย็น ห้องนอนก็อยู่ใต้ห้องน้ำ ใครใช้ห้องน้ำแต่ละทีก็จะมีเสียงน้ำไหล เสียงกดชักโครกก็ดัง ทำให้นอนไม่ได้ แต่ไม่มีใครขอคืนห้องเลยค่ะ แต่เรากลับเต็มใจที่จะใช้วิธีการย้ายเครื่องนอนห้องนี้ไปอยู่อีกห้องนึง แล้วเรา 5 คนก็นอนเบียดๆกัน จนเอ๋รู้สึกผิดมากที่เป็นคนเลือกโรงแรมนี้ให้เพื่อนนอน แต่รู้มั้ยคะ ตลอดระยะเวลา 3 คืนที่ผ่านมาไม่มีใครบ่นเลยซักคนเดียว เพื่อนๆกลับบอกเอ๋ว่า "อย่าซีเรียส นอนแบบนี้ก็สนุกดี แค่ได้อยู่ด้วยกันก็โอเคแล้ว"

ประโยคนี้แหละค่ะ ที่ทำให้เอ๋ดูรูปขวดน้ำ 5 ขวดนี้ทีไร เอ๋ก็จะนึกถึงตอนที่จิกับชี้ฟจะช่วยกันค่อยๆกรอกน้ำจากขวดใหญ่เทใส่ขวด 5 ขวดนี้ให้มันเต็มทุกวัน แล้วก็นึกถึงวันเก่าๆที่พวกเราใช้ชีวิตในแดนสิงขะปุระด้วยกัน ทุกที










สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 4

ค่ารถไฟฟ้า Little India-Chinatown 1.20 เหรียญ
Ice Kajang (หาร 3 คน) 1 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Chinatown-Bugis 1 เหรียญ
ราดหน้า 2.10 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Bugis - Changi 1.60 เหรียญ

รวมค่าใช้จ่าย วันที่ 4 = 163 บาท


สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้ 4 วัน 3 คืน(ไม่รวมของฝาก + Shopping) 6,878 บาท



height=33 type=audio/mid>






 

Create Date : 17 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 21:16:25 น.
Counter : 831 Pageviews.  

วันที่ 3 : เดินเล่นย่าน Bugis , เกาะ Sentosa , Clarke Quay

หลังจากที่เมื่อวานเราไม่ได้ใช้สิทธิทานอาหารเช้าฟรีกัน วันนี้เราก็เลยต้องตื่นเร็วกว่าปกติค่ะ เพื่อที่จะได้ประหยัดค่าอาหารกลางวันกัน (อิอิ) เราเลยอาบน้ำแต่งตัวกันให้เร็วๆ แล้วไปกินกาแฟฟรีเพื่อกระตุ้นสมองกันหน่อย ทานเสร็จก็รีบออกเดินทางไปถ่ายรูปแถวๆ Bugis แล้วก็ไปเกาะ Sentosa กันต่อค่ะ








และนี่คือความแตกต่าง





และนี่ก็แตกต่าง





เค้าบอกว่าวิธีสักการะพระสังกัจจายน์ให้เอามือลูบที่ท้องท่านค่ะ ชีวิตจะได้มีความสุข







สังเกตให้ดีค่ะ วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันใส่รองเท้าแตะ เพราะหลังจากที่พวกเราค้นพบว่า คนที่นี่ใส่รองเท้าแตะกันทั้งนั้น ขนาดเข้าไปซื้อของในช้อปหลุยส์วิคตองยังใส่ขาสั้น รองเท้าแตะเข้าไปเลยค่ะ พนักงานก็บริการเป็นอย่างดี ไม่ได้แสดงอาการดูถูกลูกค้าแต่อย่างใด งั้นวันนี้ลากแตะดูจะคล่องตัวสุดแล้วค่ะ



เสร็จแล้วไปถ่ายรูปที่อื่นกันต่อเลยค่ะ (แต่ก็ยังอยู่แถวๆ Bugis )



กระเป๋าสีแดงล้อลากที่เห็น เอาไว้ใส่น้ำขวดใหญ่ 5 ขวด(ซื้อที่มุสตาฟา)+ ขนม(ของวุฒิที่ซื้อจากเมืองไทย)ค่ะ จะได้ไม่ต้องไปซื้อน้ำเปล่าที่ Sentosa เพราะมันแพงค่ะ งกจัง

















และนี่ค่ะ ตึกนี้สวยมากๆ






ต่อไปเราไปตามหาบันไดวนที่ใครๆเค้ามาก็ต้องถ่ายรูปกันดีกว่าค่ะ นี่ไงคะ




พอไปเห็นของจริงมันธรรมดามากเลยค่ะ แต่เอาสภาพที่่ถ่ายมาแล้วมันดูดีมาให้ดูดีกว่านะคะ จะได้เกิดอารมณ์อยากเที่ยว



ตอนนี้ก็ได้เวลาไปเกาะ Sentosa โดย Sentosa Express แล้วนะคะ วิธีไปก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Harbour Front(สายสีม่วง) แล้วใช้ทางออกที่จะไปห้าง Vivo แล้วขึ้นไปชั้น 3 ค่ะ





ตอนนั้นเพื่อนเค้าหิวกันอีกแล้วค่ะ เลยนั่งทานอาหารที่ Food Replublic กันก่อน อาหารที่นี่ก็ถือว่าไม่แพงมากนะคะ อาหารเริ่มต้นที่ 4 เหรียญ ค่ะ

ทานกันเสร็จก็ซื้อตั๋วขึ้นรถไฟไปเกาะเซ็นโตซ่่า แล้วก็บัตรเข้าชม The Merlion + บัตรเข้าชม Songs of the Sea รอบ 19.40 น. ที่นี่ค่ะ ส่วนบัตรชม Dolphin Lagoon และ Underwater World ต้องไปซื้อที่หน้างานในเกาะค่ะ ว่าแล้วก็รีบขึ้นรถไฟฟ้าไปดูโชว์โลมาสีชมพูเลยนะคะ เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันดูโชว์รอบ 15.30 น.ค่ะ



Sentosa Express
รถไฟขบวนแรก 7.30 น.
ขบวนสุดท้าย 22.00 น.

ระหว่างที่นั่งรถไฟฟ้าข้ามทะเล ก็เก็บบรรยากาศของเกาะมาฝากค่ะ






วันนั้นเราจะไปดูโชว์ปลาโลมา ก็เลยลงที่สถานีImbiah แล้วเดินไปขึ้นรถเมล์สายสีแดงซึ่งมีไว้บริการนักท่องเที่ยวในเกาะฟรีค่ะ

ลงมาจากสถานีแล้วแวะถ่ายรูปซะหน่อย



ข้อมูล Sentosa Bus ค่ะ










ปลาโลมาสีชมพูจริงๆเลยนะคะ น่ารักมาก




หลังจากดูโชว์จบเราก็กลับไปขึ้นรถเมล์ เพื่อไปดูโลกใต้ทะเลกันค่ะ



และนี่คือชายหาดเทียมที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ค่ะ




ถึงแล้วค่ะ Underwater World




ด้านหน้าประตูทางเข้ามีที่นั่งพักดื่มน้ำ ทานอาหารว่างด้วยนะคะ พวกเราเลยนั่งพักทานน้ำ ทานขนมกับเค้าซักหน่อยก่อนจะเข้าไปดูโลกใต้ทะเลค่ะ



อ้อ! ด้านหน้ามีนกยูงอยู่หลายตัวเลยค่ะ ถ้าอยากให้มันรำแพนนะคะ ให้ตบมือดังๆค่ะแล้วมันจะรำแพนเองค่ะ(อันนี้เอ๋แสดงฝีมือให้เพื่อนๆดูแล้วค่ะ อิอิ วันนั้นได้หน้าเลยค่ะ) นักท่องเที่ยวคนอื่นเลยได้อานิสงค์ถ่ายตอนที่มันรำแพนค่ะ






พักเสร็จ งั้นเข้าไปข้างในกันได้แล้วค่ะ






ปลาใหญ่มากๆๆๆๆๆ ดูขนาดความยาวตัวมันสิค่ะเท่ากับสี่คนนั่งติดกันเลยอ่ะ









รูปนี้เหมือนจระเข้เลยค่ะ แต่จริงๆแล้วมันคือปลา







Octopus ของจริงน่ากลัวมากๆเลยค่ะ สยองจริงๆ







ชอบม้าน้ำมากเลยค่ะ สวยมากๆ















รูปสุดท้ายนี่ ตอนที่มุดเข้าไป โอ๊ยยยย เหม็นเท้ามากๆๆๆเลยค่ะ ไม่รู้ของใครมีกลิ่นทิ้งไว้ซะด้วย ถึงกับต้องกลั้นหายใจถ่ายรูปกันเลยทีเดียว




แล้วก็.........









และแล้วก็ได้เวลาไปขึ้นชมวิวมุมสูงที่ The Merlion แล้วค่ะ



แล้วข้างในก็จะมีนิทรรศการให้เราชมก่อนค่ะ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ Merlion และแถมยังมีการฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติ Merlion ด้วยนะคะ





นี่ค่ะวิวมุมสูงข้างบนส่วนหัวของ The Merlion








แล้วก็ได้เวลาไปชมการแสดง Songs of the Sea กันแล้วค่ะ









สรุปแล้วการแสดงชุดนี้อลังการงานสร้างจริงๆค่ะ



ตอนนี้ก็ได้เวลานั่งรถไฟฟ้ากลับไปที่ห้างวีโว่เพื่อทานอาหารเย็นกันค่ะ โดยพวกเราก็ใช้บริการ Food Republic เหมือนเดิม โดยเอ๋ลองสั่งข้าวนาซีเหลหมักมาทาน และแล้วมันก็คือข้าวแกงนี่เอง

อิ่มแล้วจุดหมายปลายทางของเราต่อไป คือ Clarke Quay(รถไฟใต้ดินสายสีม่วง) ค่ะ


เครื่องเล่นหวาดเสียว คล้ายบันจี้จัมพ์เลยค่ะ


ตอนแรกจิเค้าชวนเพื่อนๆทุกคนเล่นเครื่องเล่นที่ว่านี้ แต่เพื่อนๆบอกจิว่าให้จิเล่นคนเดียวจะดีกว่า เพราะถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไร จะได้มีคนคอยประสานงานกับสถานฑูต แจ้งญาติจิ แล้วก็จองวัดให้จิ งานของจิจะได้ไม่ขลุกขลักยังไงล่ะคะ

ตอนนี้ก็เก็บบรรยากาศกันต่อค่ะ



พวกเราเห็นผับที่นี่แล้วมันเกิดกิเลสอยากเที่ยวๆ มากๆเลยค่ะ แต่ติดปัญหาว่าตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวผับก็ปิดแล้ว และทุกคนก็ใส่รองเท้าแตะ รับรองว่าเค้าไม่ให้เข้าแน่เลย ถ้ากลับไปเปลี่ยนรองเท้าแล้วกลับมาใหม่ ผับก็คงจะปิด ก็เลยตกลงว่ากลับบ้านไปเก็บของดีกว่าค่ะ เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับกรุงเทพกันแล้ว งั้นเรากลับโดยไปลงที่สถานี Little India ดีกว่า เพราะใกล้ที่พักเรามากกว่า โดยใช้ทางออกตรงถนน Buffalo ละกัน เฮ้อ! วัยรุ่นเซ็งเลย




แผนที่จากสถานี Little India ไปโรงแรมเราค่ะ





หลังจากที่พวกเราอาบน้ำ ทาครีมบำรุงผิวกันอย่างดีแล้ว และกำลังจะบรรจงเก็บของใส่กระเป๋า ปรากฏว่าวุฒิก็ตัดสินใจได้ตอนตี 1 กว่าๆ ว่า เค้าจะไปซื้อแว่นที่มุสตาฟา เพราะวันนี้วุฒิเป็นคนเดียวที่ไม่มีแว่น แล้วแว่นที่วุฒิจะซื้อถูกกว่าไทยเกือบ 6 พัน(ถูกกว่าไทยถึง 50 %) อ้าว! พูดอย่างนี้ก็เข้าทางเอ๋สิคะ ไอ้เราก็อยากลองชิมอาหารอินเดียตรงห้างมุสตาฟาพอดี เอาไปก็ไป

ปรากฏว่าไปถึง แหม! เงินกองกลางที่จ่ายไว้มันใช้ไม่หมด ต้องเฉลี่ยคืนทุกคน เพื่อนๆเลยสอยน้ำหอมมาอีกสิคะ



นี่แหละค่ะ มาทานอาหารอินเดียร้านนี้แหละค่ะ แต่รูปนี้เบิร์ดถ่ายให้ ตอนกลับมาสิงคโปร์รอบ 2



และอีกเช่นเคยเรานอนเวลาเดิมกันอีกแล้ว แถมพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าด้วยเพราะยังไม่ได้เก็บกระเป๋า เริ่มไร้สติแล้ว งั้นคืนนี้ก็ ZZzz



สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 3

มันบด 1 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Bugis-Harbour Front 1.60 เหรียญ
ข้าวราดแกง 4.70 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Monorail ไป-กลับเกาะเซ็นโตซ่า 3 เหรียญ
ค่าบัตรชมปลาโลมา + โลกใต้น้ำ 22.90 เหรียญ
ค่าบัตรขึ้นชม The Merlion 8 เหรียญ
ค่าบัตรชมการแสดง Songs of the Sea 10 เหรียญ
ข้าว Nasi Lemak 4.30 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Harbour Front - Clarke Quay 1.40 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Clarke Quay - Little India 1.20 เหรียญ
ค่าอาหารอินเดียหารกับเบริ์ด 2.30 เหรียญ
ชาอินเดีย 0.90 เหรียญ

ค่าใช้จ่ายวันที่ 3 รวม 1,444 บาท








 

Create Date : 17 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 16:02:13 น.
Counter : 1101 Pageviews.  

วันที่ 2 : ทานข้าวที่ Maxwell , พิพิธภัณฑ์ Red Dot , Raffle Place , Espanade , Merlion

หลังจากที่นอนตีสี่ครึ่ง พวกเรา 5 คนก็เลยตื่นกันตอนเกือบ 11 โมงค่ะ แพลนตอนแรกที่วางไว้พวกเราต้องตื่น 8 โมงเช้าเพื่อไปเดินเล่นย่านไชน่าทาวน์ แล้วไปไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว แต่พวกเราเป็นคนที่เห็นความสำคัญของศาสนามาก ก็เลยจะขอไปเดินเล่น+ช้อปปิ้งที่ Raffles Place แทนค่ะ

แต่ก่อนอื่นกองทัพต้องเดินด้วยท้องค่ะ เราจะไปกินอาหารเช้า(ในตอนเที่ยง)ที่ศูนย์อาหาร Maxwell Hawker Centre ที่ย่าน Chinatown ค่ะ

วิธีการไปก็ให้นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Bugis ไปลงที่สถานี Tanjong Pagar (สายสีเขียวเหมือนกัน)ค่ะ เสร็จแล้วออกทางที่ไป URA Centre ซึ่งอยู่บนถนน Maxwell ค่ะ ศูนย์อาหารอยู่ติดกันเลยค่ะ


แผนที่ค่ะ (ถ้ารูปไม่ชัด คลิ๊กที่รูปเลยค่ะ)



ฺB : คือ Red Dot Design Museum ค่ะ


เช้าวันนี้ฝนตกพรำๆค่ะ เลยเก็บบรรยากาศที่ดูเหงาๆมาฝาก



ถ้าเราใช้เส้นทางนี้เราจะผ่านพิพิธภัณฑ์ Red dot ด้วยค่ะ(อยู่เยื้องๆกับศูนย์อาหาร) แต่ตอนนี้ไปหาอะไรหม่ำก่อนนะคะ ราคาอาหารที่นี่เริ่มต้นที่ 3.5 เหรียญค่ะ
ตอนแรกจะกินข้าวมันไก่เจ้าดังซะหน่อย แต่เห็นคิวแล้วสู้ไม่ไหวค่ะ ยาวน่ากลัวมากๆ เลยกินข้าวต้มปลาเจ้าดังแทนละกัน

กล้วยทอดที่นี่อร่อยมากนะคะ แต่ค่อนข้างแพงเลยแหละ ตกลูกละ 1.25 เหรียญแหน่ะ ลืมถ่ายรูปเพราะหิวมาก

ทานเสร็จก็เริ่มตะเวนถ่ายรูปย่านนี้ละกันค่ะ เพราะหลังจากถ่ายรูปเสร็จเราจะไป Raffles place ก้ันต่อค่ะ






(รูปด้านขวาชี้ฟค่ะ มีหน้าที่เป็นเหรัญญิกคนที่ 2 ของทริปค่ะ)


ตอนนี้เราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Raffles place ค่ะ เอ๋ใช้ทางออกที่จะไปหาโรงแรม Fullerton ค่ะ ออกมาก็จะเจอแบบนี้แหละค่ะ




เดินไปเรื่อยๆเลยนะคะ ตอนนี้เอ๋ไม่อาศัยแผนที่แล้วล่ะค่ะ อยากเดินไปตรงไหนก็เดินแล้วล่ะค่ะ เพราะสถานที่ที่เป็นไฮไลต์อยู่ใกล้ๆกันหมดเลยค่ะ















แต่ถ้าจะไปถ่ายรูปกับ Merlion กับตึกทุเรียน(Espanade)พวกเราใช้วิธีขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี City Hall ค่ะ เดินกันไม่ไหว เพราะเช้านี้ไม่มีใครได้กินกาแฟกันซักคน ไม่มีแรงกันเล้ยยยยยย





รูปสุดท้าย นึกว่าตัวเองเป็นอดีตเชียร์ลีดเดอร์จุฬา อิอิ


ตอนแรกแพลนที่วางไว้ ว่าจะไป Suntec City แต่ดูเวลาแล้วเพื่อนเค้าขอไปซื้อกระเป๋าที่ห้างพารากอน ที่สถานี Orchard ก่อนค่ะ แล้วพอดึกๆค่อยมาที่ตึก Suntec อีกที แต่พอเอาเ้ข้าจริง ทุกคนเลยซื้อของกันทุกคนเลยค่ะ เลยกลับมาดูน้ำพุที่ตึกซันเทคไม่ทัน

และนี่แหละค่ะกระเป๋าที่วุฒิเค้าต้องกลับไปซื้อ เนื่องจากถูกกว่าที่เมืองไทยประมาณ 6,000 บาท เพราะที่สิงคโปร์ขายอยู่ 1,020 เหรียญ แต่ได้ Tax refund อีก 51 เหรียญ ฉะนั้นราคากระเป๋าจริงๆ ก็เหลือแค่ 969 เหรียญค่ะ

(แต่ที่มันเศร้าก็คือ ที่สนามบิน Changi ราคาถูกกว่าค่ะ เพราะราคาอยู่ที่ 945 เหรียญ วุฒิเลยเศร้าเล็กๆค่ะ)

งั้นเอาเป็นว่าเอารูปที่จิซื้อคุ้กกี้ Famous Amos ที่เค้าว่ากันว่า ถูกกว่าไทย แบบว่าถ้าไปสิงคโปร์ต้องซื้อ มาให้ดูละกันนะคะ


ดูราคาแล้ว ไม่ห่างจากที่ไทยเลยค่ะ ราคาแบบนี้ซื้อที่ไทยดีกว่า อบใหม่ๆด้วย

ช้อปปิ้งจนใกล้หมดตัวกันแล้วเราก็ไปหาข้าวทานที่ถนน Smith เหมือนเดิมค่ะ อิ่มแล้วก็กลับห้องพักค่ะ(ไปลงที่สถานี Bugis) เอาของไปเก็บ แล้วก็อาบน้ำ แต่ไม่นอนนะคะเราจะออกไปซื้อน้ำหอมที่ห้างมุสตาฟากันค่ะ แล้วก็จะขอเดินเล่นแถวนั้นเลยค่ะ


แผนที่จากโรงแรมที่เราพักไปมุสตาฟาค่ะ เดินไม่ไกลค่ะ



A : The Inncrowd Backpackers' Hostel 1
B : Kampong Kapor Methodist Church
C : Mohamed Mustafa & Samsuddin Co Pte Ltd (ห้างมุสตาฟา)



บรรยากาศกลางคืนก็สวยดีนะคะ ไม่ร้อนด้วย แต่ดูสภาพดวงตาของแต่ละคนสิค่ะ ง่วงมากๆ




รูปซ้ายคือวุฒิค่ะ มีหน้าที่จำทางกลับ เพราะตอนมาดูแผนที่ไม่หลง แต่พอกลับเริ่มหลงทิศ แต่วุฒิเป็นคนเดียวที่จำทางได้ ถ้าไม่มีวุฒิคงแย่ สังเกตที่หน้า ตอนนี้วุฒิอยากได้แว่นตาแบรนด์เดียวกับกระเป๋า แต่ก็ยังลังเล ขอเช็คราคาในเน็ทอีกทีว่าเมืองไทยขายเท่าไหร่กันแน่

ส่วนรูปขวาคือ ดร.ศุภศิฏษ์ค่ะ มีหน้าที่ช่วยเพื่อนซื้อของ หากสินค้าจัดโปรโมชั่นแบบต้องซื้อ 2 ชิ้น เบริ์ดก็จะช่วยซื้อค่ะ อิอิ น้ำใจงาม แต่คราวหน้าอย่ามากลับแผนที่เพื่อนนะ เค้าหลงทางกันวุ่นวายเลย


วันนี้ก็เหมือนเดิมค่ะ กลับห้องพักเวลาเดิม ไม่ได้กลับไปนอนนะคะ อย่าเรียกว่านอนเลย เรียกว่าพักผ่อนดีกว่า เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องตื่นไปเที่ยวเกาะ Sentosa แล้ว(ประโยคนี้ชี้ฟบอก)
งั้นวันนี้ก็ Zzzzz


สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 2

ค่ารถไฟฟ้า Bugis-Tanjong Pagar 1 เหรียญ
ก๋วยเตี๋ยวหัวปลา 5 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Tanjong Pagar-Raffles Place 1 เหรียญ
กาแฟ Star bucks 5.50 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Raffles Place-City Hall 1 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า City Hall - Orchard 1 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Orchard - Chinatown 1.30 เหรียญ
ค่าข้าวต้มปลา 5 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Chinatown - Little India 1.20 เหรียญ
ค่าน้ำเปล่ากองกลาง 1.60 เหรียญ

รวมค่าใช้จ่ายวันที่ 2 = 556 บาท








 

Create Date : 15 ตุลาคม 2552    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2552 18:03:43 น.
Counter : 2280 Pageviews.  

วันที่ 1 ช้อปปิ้งที่ถนน Orchard , ทานข้าวที่ถนน Smith Chinatown , ต่อด้วยห้าง Mustafa



ทริปนี้เอ๋ได้เดินทางไปสิงคโปร์กับเพื่อนๆ(รวมเป็น 5 คน) เมื่อวันที่ 5-8 กันยายน 52 ที่ผ่านมา แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสมารีวิวให้ดูก็ตอนนี้แหละค่ะ เหตุการณ์ก็ผ่านมาเดือนกว่าๆแล้ว อาจมีหลงลืมกันบ้างนะคะ ถ้าไง ใครเจอว่าที่ไหนไม่ถูกยังไง ก็ช่วยบอกกันด้วยนะคะ

ทริปนี้เพื่อนๆ เค้าขอให้เอ๋จัดทัวร์ไปเที่ยวต่างประเทศ โดยรวมทุกอย่างแล้วต้องไม่เกิน 6,000 บาท แต่บวกลบได้เล็กน้อยแต่ไม่เกิน 8,000 บาท เอาล่ะสิ! ตอนแรกเอ๋ก็เล็งไว้ที่บาหลีค่ะ แต่ก็เสนอที่สิงคโปร์ด้วย แล้วผลโหวตก็ออกมาเป็นที่สิงคโปร์ค่ะ

สรุปแล้ว เอ๋มีความสามารถพาเพื่อนๆไปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ด้วยค่าใช้จ่ายประมาณคนละ 6,900 บาท ต่อคนค่ะ (อัตราแลกเปลี่ยนที่เอ๋ได้ 1 SGD = 23.55 บาท)
จะทำยังไงเหรอคะ อิอิ ตามมาอ่านกันต่อเลยค่ะ



แหม ก็ไม่ยากค่ะ อันนี้ใครๆก็ทำกันคือ หาตั๋วเครื่องบินถูกๆด้วยการรอให้เค้าจัดโปรโมชั่น แล้วก็หาที่พักราคาไม่แพงนั่นเอง



ทริปนี้เอ๋ใช้บริการของแอร์เอเชียอีกแล้วค่ะ โปรโมชั่น 195 บาท ไป-กลับรวมค่าโหลดกระเป๋าใต้เครื่อง ก็ตกคนละ 2,440 บาท เองค่ะ


งั้นเริ่มออกเดินทางไปด้วยกันเลยนะคะ




เครื่องออกเดินทางเวลา 10.40 น. ถึงสนามบิน Changi Terminal 1 เวลา 14.05 น. ค่ะ
พอถึงปุ๊ป ขออนุญาตถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานก่อนนะคะ


ออกมาแล้ว ก็เดินไปตามทางเดินเลื่อนไปเรื่อยๆเลยค่ะ เพื่อไปทำพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ทางเดินเค้ายาวจริงๆเลยค่ะ

ทำพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเสร็จก็ไปรับกระเป๋าต่อเลยค่ะ เสร็จแล้วก็ให้นั่ง Sky train ไปยัง Terminal 2 เพื่อที่จะต่อรถไฟใต้ดินไปที่พักค่ะ

งวดนี้ด้วยงบประมาณที่ถูกตั้งไว้ กับไม่ได้จะรีบร้อนไปที่ไหน เอ๋เลยเสนอว่าไม่ต้องใช้บัตร EZ-Link ค่ะ เพราะว่ามันจะเสียค่าธรรมเนียมการใช้บัตรประมาณ 100 กว่าบาท เอ๋เลยใช้วิธีการหยอดเหรียญปกติค่ะ (Standard Ticket)ก็สะดวกดีนะคะ ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย หรือจะใช้ธนบัตร 2 เหรียญ หรือ 5 เหรียญ ก็ได้นะคะ(หากใครไม่มีเหรียญพกติดตัว) เครื่องจะแสดงจำนวนเงินที่เราจะต้องหยอดค่ะ(เครื่องจะรวมค่าประกันบัตร 1 เหรียญด้วย) พอเราถึงสถานีปลายทาง เราก็เอาบัตรไปคืนที่เครื่อง(Refund) เครื่องก็จะคืนเงินประกัน 1 เหรียญให้เราค่ะ ที่สำคัญต้องคืนบัตรภายใน 30 วัน ไม่ต้องคืนภายในวันเดินทางนะคะ (ขอบคุณ คุณ igaogie มากนะคะที่ช่วยแก้ไขข้อมูลค่ะ)

นี่ค่ะรูปเจ้าตู้ขายตั๋ว

(จิ มีหน้าที่เป็นเหรัญญิกคนที่ 1 ของทัวร์ทริปนี้ค่ะ รูปนี้ถ่ายวันสุดท้ายที่กลับบ้าน)


จุดหมายต่อไปที่พวกเราจะไปกันก็คือ The Inncrowd Backpacker hostel ค่ะ

ถ้างั้นเราจะไปลงที่สถานี Bugis นะคะ เพราะมันง่ายกว่า ถ้าเรามาจากสนามบิน


ถ้างั้นเรานั่ง MRT สายสีเขียว แบบนี้ค่ะ จาก Changi Airport- Tanah Merah- Bugis

โดยเราต้องออกจากสถานีชุมทาง Tanah Merah ซึ่งเป็นสถานีืที่ 2 โดยประตูจะเปิด 2 ข้าง แต่ให้เราออกทางด้านซ้ายมือ ก็จะเห็นป้ายที่เขียนว่า To Joo Koon ค่ะ จากนั้นก็ให้รอรถไฟฟ้าที่ชานชลาด้านซ้ายสุดนะคะ เพื่อต่อไปยังสถานี Bugis ค่ะ




ถึงสถานี Bugis แล้ว เราก็ใช้ทางออก A ค่ะ

ถ้าจะให้ดี เอาแบบไม่หลงก็ใช้วิธีดูแผนที่จาก Google ละกันค่ะ งั้นเอ๋จะเล่าให้ฟังแค่นิดเดียวละกันนะคะว่า พอออกมาจากทางออก A แล้ว ก็ให้เดินตรงไปที่ ถนน Rocher เลยค่ะ สังเกตฝั่งตรงข้ามเราจะเห็น Bugis village แต่เราแค่ตรงไปหาตึก Rocher center ค่ะ ตรงไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็เลี้ยวขวาเพื่อไปยังตึก Simlim tower คราวนี้ดูในแผนที่ต่อเลยนะคะ ไปไม่ยากค่ะ ไม่ไกลเท่าไหร่


นี่ค่ะแผนที่ (คลิ๊กที่แผนที่เพื่อขยายใหญ่)





นี่ำไงคะ The Inncrowd Backpacker Hostel




โรงแรมนี้ติดกับ 7-11 ด้วยค่ะ แล้วก็อยู่ในย่าน Little India สาเหตุที่มาพักที่นี่ เพราะเพื่อนที่ TKT เค้าแนะนำมาค่ะ ว่ามันถูกและใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ที่สำคัญใกล้ห้างมุสตาฟา แบบสามารถเดินได้ไม่ถึง 10 นาทีด้วยค่ะ



สนนราคาค่าห้องพัก แบบพัก 2 คน ห้องละ 59 เหรียญต่อคืน และห้อง 3 คนนอนก็ราคา 79 เหรียญต่อคืนค่ะ ฉนั้น 59+79 = 138 เหรียญ/5 คน เหลือคนละ 27.60 เหรียญ ต่อคนต่อคืน ได้ความเป็นส่วนตัวไม่ต้องนอน dorm ด้วยค่ะ
สรุปพวกเรานอน 3 คืน ก็เสียคนละ 82.80 เหรียญค่ะ ที่สำคัญที่นี่มีอาหารเช้าให้นะคะ อาหารเช้าก็คือไข่ต้ม(เค้าต้มไว้แล้ว)คนละ 2 ฟอง กาแฟ 3-1 คนละ 1 ซอง แ้ล้วก็มีขนมปังไม่อั้นค่ะ(แต่ถ้าจะกินขนมปังปิ้ง ต้องปิ้งเิองมีเครื่องให้ค่ะ) แล้วก็มีเนย(น่าจะเป็นมาการีน) แล้วก็แยมสับปะรดให้ค่ะ มีอินเตอร์เน็ตให้เล่นฟรี แต่คอมมีแค่ 2 เครื่องค่ะ แล้วถ้าใครจะมานอนที่นี่เอาผ้าเช็ดตัว สบู่ แชมพูมาเองนะคะ เค้าไม่มีให้ค่ะ ห้องน้ำก็เป็นแบบรวมค่ะ

แต่ เราไม่ได้นอนตึกนี้นะคะ เค้าให้เราไปนอนอีกตึกนึง แต่เวลาทานอาหารเช้าต้องมาทานที่ตึกนี้นะคะ แต่ไม่มีใครถ่ายรูปตัวตึกที่เรานอนกันเลยเลยค่ะ เพราะหิวกันมากแล้ว ตอนนั้นมันเกือบบ่ายสี่โมงได้แล้วมั้ง


แต่ที่แน่ๆตึกที่เรานอนอยู่ในซอยนี้ค่ะ











ตอนนั้นรู้สึกว่าสมาชิกเริ่มจะหิวแล้ว งั้นเรารีบเก็บของไปหาอะไรกินกันเถอะค่ะ ไปที่ศูนย์อาหาร Bugis ละกันค่ะ ก็อยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้า Bugis ที่เราเพิ่งมากันเมื่อกี้นั่นแหละค่ะ เอาง่ายๆก็คือตรงข้ามกับฝั่งที่มี Bugis Village ค่ะ ถ้าดูแผนที่ข้างบนก็คือตรงที่มีดาวสีชมพูค่ะ


(อันนี้ถ่ายจากฝั่งตึก Rocher center ค่ะ)



และนี่ค่ะศูนย์อาหาร Bugis อาหารเริ่มต้นที่ 2.5 เหรียญค่ะ


รูปด้านซ้ายล่างที่เห็น คือ ไก่ผัดพริกแห้งค่ะ รสชาติเหมือนเปรี้ยวหวานจานนี้ผ่านค่ะ อร่อยดีค่ะ
ส่วนอีกจาน(รูปขวาล่าง) อันนั้นเป็นของเพื่อนเค้าสั่งค่ะ เป็นอาหารมุสลิม ไม่อร่อยเลย กาแฟก็รสชาติจืดมากๆ



หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว โปรแกรมวันนี้เราไปช้อปปิ้งที่ถนน Orchard ก่อนค่ะ เพราะตอนนี้ทุกคนมีแรงเดินต่อแล้วล่ะค่ะ งั้นเราเริ่มเส้นทางจากสถานี Bugis แล้วออกที่สถานี City Hall เพื่อที่จะเปลี่ยนเป็นสายสีแดง แล้วไปลงที่สถานี Orchard นะคะ

พอไปถึง วันนั้นเอ๋ใช้ทางออกที่จะไปห้าง Ion ค่ะ เปิดใหม่ซะด้วย อย่างนี้ต้องแวะชมความอลังการซะหน่อย


รูปขวาล่างเนี่ยแหละค่ะ บรรยากาศหน้าห้าง Ion ที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดือน ก.ค. 52 ที่ผ่านมา





ซึ่งหน้าห้้างวันนั้นมีการแสดงของคณะระบำพื้นบ้านค่ะ แต่เป็นของประเทศอะไรบ้างดูกันเองนะคะ





หลังจากสำรวจราคาสินค้าที่อยากซื้อ และช้อปปิ้งกันพอสมควรแล้ว เพื่อนตัดใจไม่ได้ค่ะว่าจะเอากระเป๋าดีรึเปล่า แต่กว่าจะตัดสินใจได้ห้างก็เริ่มทยอยปิดค่ะ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เราต้องมาที่ถนน Orchard อีกค่ะ เพราะเพื่อนเค้าบอกว่าราคากระเป๋าที่เค้าอยากได้ถูกกว่าเมืองไทยถึง 6 พันบาท งั้นพรุ่งนี้เราจะมาที่ห้างพารากอนกันอีกค่ะ





งั้นเราไปทานข้าวมื้อดึกที่ถนน Smith ตรงย่าน Chinatown กันต่อเลยนะคะ

วิธีไปก็คือนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Orchard ไปออกที่สถานี Dhoby Ghaut เพื่อเปลี่ยนเป็นสายสีม่วง แล้วไปลงที่สถานี Chinatown ค่ะ


(บรรยากาศภายในสถานี Dhoby Ghaut)



พอถึงแล้วใช้ทางออกที่ไปหาถนน Pagoda นะคะ ก็จะเจอ Chinatown Heritage Certer อยู่ฝั่งซ้ายมือค่ะ


แผนที่จาก Chinatown Heritage Certer ไปถนน Smith ค่ะ




ตอนกลางคืนก็จะเป็นบรรยากาศตึกทาสีสวยๆ เปิดไฟ แล้วมีโคมแดงตลอดทางเลยค่ะ


















และนี่แหละค่ะ ถนน Smith ที่มีร้านอาหารราคาไม่แพงและอร่อยอยู่หลายร้านเลยล่ะค่ะ ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 3.5 เหรียญค่ะ





ตอนนี้ก็เวลาประมาณ 5 ทุ่มครึ่งแล้ว เราก็รีบไปที่ห้าง Mustafa ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ ที่รีบเพราะกลัวว่ารถไฟใต้ดินจะปิดค่ะ เพราะตอนนั้นก็ใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที


นี่แหละค่ะ มุสตาฟาห้างที่มีของทุกอย่างบนโลกนี้ขาย แล้วที่สำคัญแว่นตา กับน้ำหอมถูกที่สุดเลยค่ะ

วิธีไปห้างมุสตาฟานะคะ เราก็นั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Chinatown ไปลงที่สถานี Farrer Park ค่ะ ใช้ทางออกไปที่ถนน Serangoon ค่ะ ถ้าจะให้ดีก็ใช้บริการแผนที่จาก Google อีกแหละค่ะ ดูง่ายดี ไปไม่ยาก





พอไปถึงเค้าจะให้เราเอากระเป๋าทุกอย่างใส่ในถุงพลาสติกของห้างค่ะ และรัดถุงไว้ เป็นวิธีรักษาความปลอดภัยของห้างค่ะ พอไปถึงแม่เจ้าห้างนี้มันยาวจริงๆเลย เดินเมื่อยขามากเลยค่ะ ขายทุกอย่างจริงๆค่ะ แต่วันนี้พวกเรามาดูราคาของกันก่อน ยังไม่ซื้อค่ะเพราะว่าต้องดูของให้ครบซะก่อน ถึงจะตกลงใจซื้อได้ ดูไปดูมาปาเข้าไปตี 3 ครึ่งเกือบตี 4 แล้วค่ะ โอ๊ยเพื่อนๆมันไม่ไหวแล้ว

งั้นวันนี้ซื้อแต่น้ำเปล่าขวดใหญ่ไปก่อนละกันนะ เพราะที่ 7-11 ขายน้ำแพงมากๆ น้ำขวดเล็กประมาณ 2 เหรียญได้มั้ง(ถ้าจำไม่ผิด) น้ำขวดใหญ่ที่บ้านเราขายขวดละ 10 กว่าบาท มุสตาฟาขาย 1 เหรียญเองค่ะ เลยซื้อตุนไว้ก่อน
ส่วนแผนที่ขากลับที่พักไม่ยากเลยค่ะ ดูแผนที่จาก Google อีกเช่นเคยค่ะ


แผนที่จากมุสตาฟากลับที่พักเราค่ะ





งั้นวันนี้นอนตอน ตีสี่ครึ่งค่ะ Zzzzzzzz




(ตอนที่ไปอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญ = 23.55 บาท)
สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 1

ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพ-สิงคโปร์ 2,440 บาท
ค่าที่พัก 3 คืน 83 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Chagi-Bugis 1.60 เหรียญ
ค่าข้าวไก่ผัดพริกแห้ง 3 เหรียญ
น้ำสับปะรด 0.80 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Bugis-Orchard 1.20 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Orchard-Chinatown 1.30 เหรียญ
น้ำเปล่า 1.30 เหรียญ
ก๋วยเตี๋ยวผัดแห้ง 3 เหรียญ
ค่ารถไฟฟ้า Chinatown-Farrer Park 1.20 เหรียญ

**** ค่าใช้จ่ายวันแรก รวม 4,715 บาท






 

Create Date : 15 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 16:27:27 น.
Counter : 12917 Pageviews.  


Jhaaenaja
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Jhaaenaja's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.