Group Blog
 
All Blogs
 

หวัด และ ไข้หวัดใหญ่ (เฮฮาหน้าฝน)



หวัด และ ไข้หวัดใหญ่ (เฮฮาหน้าฝน)



หน้าฝนอีกแล้ว... พร้อมกับฤดูฝนอันสุดแสนโรแมนติกชวนฝัน (สำหรับคนมีแฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงาน) หรือสุดแสนเหงาเศร้า (สำหรับคนไม่มีแฟน) ก็คือบรรดาโรคหวัดนานาชนิด (สำหรับคนมีครอบครัวแล้วอย่างเราๆ เฮ้อ...) บล็อกนี้เลยขอลอกหนังสือของหมอชาวบ้านมาฝากกัน หอบหิ้วชุดนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย เผื่อคุยกับหมอที่นี่ไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ



คนเราเป็นหวัดกันได้ทุกฤดู แต่หน้าฝนดูจะถูกโฉลกกับโรคนี้เป็นพิเศษ ถึงเวลาปัดฝุ่นกันอีกซักที ว่าเราจะต่อกรกับโรคนี้ยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครัวเรือนที่มีเด็กๆ

ข้อมูลต่อไปนี้คัด (เกือบลอก) มาจากหนังสือ “แนะยาแจงโรค เล่ม 1” ของสำนักพิมพ์ หมอชาวบ้าน เขียนโดยคุณหมอ สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ที่ต้องวงเล็บว่าเกือบลอก เพราะคุณหมอเขียนด้วยภาษาที่กระชับและอ่านง่ายมาก จนแทบไม่เหลืออะไรให้คัดแล้ว



  1. หวัดและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อ ไวรัส ซึ่งมีรวมแล้วมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ ก็เลยเป็นกันได้เป็นกันดี เพราะพอติดเชื้อตัวนี้จนมีภูมิต้านทานแล้ว ก็ใช้ไม่ได้กับตัวใหม่ ทำให้เป็นหวัดได้อีก ความแตกต่างของ หวัด กับ ไข้หวัดใหญ่ คือโดยทั่วไปแล้ว หวัดหรือไข้หวัด จะมีอาการแบบเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลมากกว่า ในขณะที่ ไข้หวัดใหญ่ จะหนักไปทางมีไข้สูงปวดเมื่อยตามตัว


  2. โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่จะไม่ค่อยติดง่ายนัก อาการจะไม่รุนแรงมาก ไม่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วน เด็กจะติดง่ายกว่า ถ้าเป็นจะมีอาการรุนแรงมากกว่า ควรจะให้ความสำคัญกับการป้องกันให้มาก


  3. แม้โดยทั่วไปอาการหวัดและไข้หวัดเองจะไม่รุนแรงและไม่เป็นอันตราย แต่การที่ภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ก็ทำให้ร่างกายสามารถติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย บางกรณีอาจรุนแรงถึงชีวิต ถ้ามีอาการแทรกซ้อนต้องรีบไปหาหมอซะ โรคติดเชื้อที่พบบ่อยคือปอดบวมหรือปอดอักเสบ


  4. เนื่องจากหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่รักษาให้หายได้ การกินยาปฏิชีวนะ (antibiotics) จึงไม่มีประโยชน์ เว้นแต่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียภายหลังจากเริ่มเป็นหวัด ซึ่งน้ำมูกจะเปลี่ยนจากใสหรือขาว เป็นสีเหลืองหรือเขียวตลอดวัน คุณหมอทำตัวเอียงไว้ในหนังสือว่า ถ้าน้ำมูกใสหรือเสมหะเป็นสีขาว ไม่ใช่เหลืองหรือเขียว ก็ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ


  5. อีกอาการที่เกี่ยวข้องกัน คือ เจ็บคอ หรือทอนซิลอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียก็ได้ จะมีความแตกต่างคือ การติดเชื้อไวรัสจะเจ็บน้อยกว่า และอาจมีน้ำมูกใสร่วม ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียจะเจ็บมาก คอจะแดงมาก และเป็นหนองชัดเจน


  6. วิธีดูคือให้ส่องคอดูเองหรือให้คนอื่นดูให้ก็ได้ ต่อมทอนซิลจะอยู่สองข้างคอ ตอนอักเสบจะบวมแดงเห็นได้ชัด ถ้ามีจุดหนองขาวๆ แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ไม่อย่างนั้นจะลุกลามหรือมีโรคแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าเป็นการติดเชื้อไวรัส หรือเจ็บคอเนื่องจากเป็นหวัด (หวัดก็ทำให้เจ็บคอได้) กินยาปฏิชีวนะไปก็ไม่ช่วยเหมือนกัน


  7. การดูแลรักษาตัวเองสำหรับหวัดและไข้หวัดใหญ่คือ พักผ่อนมากๆ อย่าอาบน้ำเย็น ดื่มน้ำ (หรือน้ำผลไม้) มากๆ ประมาณชั่วโมงละแก้ว กินยาแก้ปวดลดไข้ ส่วนยาบรรเทาอาการให้ดูข้อ 8 ข้างล่าง ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลียมาก ควรหยุดเรียนหรือหยุดงานนอนพักซักสองสามวันให้เต็มที่


  8. สำหรับเด็กเล็กกว่า 5 ขวบ ควรงดยาแก้หวัดแก้ไอ เพราะมักมียาแก้แพ้ผสม อาจทำให้เสมหะเหนียวขับออกยาก ให้ใช้ลูกยางดูดน้ำมูกออก หรือใช้ไม้พันสำลีคอยเช็ดออก ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ถ้ามีน้ำมูกมากจนรำคาญ กินยาแก้แพ้ได้แต่ควรหยุดเมื่อน้ำมูกแห้ง ส่วนอาการไอให้จิบยาแก้ไอน้ำดำหรือน้ำผึ้งผสมมะนาวเวลาไอ แต่ถ้าจิบแล้วไอมากขึ้นให้หยุด


  9. คุณหมอเน้นว่า “อย่าลืม” ยาแก้หวัดแก้ไออาจทำให้ไอมากขึ้นได้ เพราะทำให้เสมหะเหนียวขับออกยาก ถ้ากินยาแล้วยังไอมาก ให้หยุดยาแล้วดื่มน้ำอุ่นมากๆ ให้เสมหะออกง่าย อาการไอจะหายได้เอง


  10. ยาปฏิชีวนะ ไม่ช่วยอะไรถ้าเป็นหวัดหรือไข้หวัดธรรมดา ให้กินก็ต่อเมื่อ (1) น้ำมูกหรือเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว (ถ้าเสมหะยังเป็นสีขาวแสดงว่ายังไม่ติดเชื้อแบคทีเรีย ยังไม่ต้องกิน) (2) ส่องดูเห็นว่าทอนซิลอักเสบเป็นหนอง แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรียแน่ๆ (คุณหมอย้ำว่า “ขอย้ำว่า อาการเจ็บคอไม่จำเป็นต้องเกิดจากทอนซิลอักเสบเป็นหนองเสมอไป จึงไม่ควรกินยาปฏิชีวนะรักษาอาการเจ็บคอทุกครั้งไป จะใช้ยานี้ต่อเมื่อพบว่าทอนซิลบวมแดงเป็นหนองเท่านั้น”)


  11. สำหรับครอบครัวที่เชี่ยวชาญเรื่องยาปฏิชีวนะคงรู้กันดีว่าจะกินยังไง สำหรับครอบครัวที่ไม่เชี่ยว คุณหมอเขียนแนะนำไว้เหมือนกัน แต่มันจะยาว ขอแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอตัวเป็นๆ ดีกว่า


  12. ข้อนี้สำคัญ ควรไปหาหมอทันที ถ้ามีอาการต่อไปนี้ หายใจหอบ (สำหรับเด็กเล็กให้นับการหายใจ เด็กต่ำกว่า 2 เดือนหายใจเกิน 60 ครั้งต่อนาทีถือว่าหอบ ต่ำกว่า 1 ขวบถ้าเกิน 50 ครั้ง และต่ำกว่า 5 ขวบเกิน 40 ครั้งต่อนาทีถือว่าหอบ) เจ็บหน้าอกรุนแรง จับไข้หนาวสั่นมาก ปวดท้องมาก อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด


  13. นอกจากนี้ ควรไปหาหมอถ้ามีอาการเหล่านี้ ปวดหู-หูอื้อ-ปวดไซนัส มีจุดจ้ำแดงเขียวตามตัว ตาเหลือง-ตัวเหลือง มีไข้เกิน 7 วัน รักษาตัวเองมา 4 วันแล้วยังไม่หาย เคยมีประวัติแพ้ยาปฏิชีวนะ เจ็บคอเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง




นอกจากข้อมูลล้วนๆ ที่อ้างหมอมา (ไม่ได้ใส่ความเห็นส่วนตัวเลยนะ) ในบทความแล้ว ก็มี ประสบการณ์และความเห็นส่วนตัว มาร่วมแบ่งปันตรงนี้ด้วย


  • บทเรียนจากประสบการณ์ตรงคือ ถ้าเริ่มเจ็บคอปุ๊บ ให้รีบกินฟ้าทะลายโจรทันที เมื่อก่อนตอนไปค่าย อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมซึ่งเป็นอาจารย์คณะเภสัชฯ เอามาแนะนำในค่ายก็ไม่เคยเชื่อ (แหะๆ ขอโทษก๊าบ) ก็แหม พืชผักเป็นใบๆ จะให้เราเชื่อว่ามันชะงัดทันใจน่ะ ทำใจลำบากน่อ ก่อนนี้แม่ก็เคี่ยวเข็ญให้กิน จะได้ไม่ต้องกินยาแก้อักเสบ เพราะกินเยอะๆ ไม่ดี จะดื้อยา (แบบที่บ้านซื้อฟ้าทะลายโจรสดมาตากเอง บดเอง ใส่แคปซูลเองเลยนะเนี่ย) ก็ยังไม่ยอมเชื่ออีก จนตอนมาอยู่ออสเตรเลียเมื่อหลายปีก่อน แม่ยัดใส่กระเป๋ามาด้วย ถึงได้ค้นพบว่าชะงัดจริงๆ แล้วก็ใช้มาจนบัดนี้


  • วิธีกินคือ เริ่มรู้สึกเจ็บปุ๊บให้กินทันที วันละ 3 – 4 ครั้งๆ ละ 4 แคปซูล (ขอแนะนำให้กินแบบแคปซูล เพราะแบบลูกกลอนบางทีเขาใส่สารอะไรน้า... ที่ทำให้ยามันเกาะกัน แล้วมันเป็นพิษกับร่างกาย ไม่แน่ใจว่าสารหนูหรือเปล่า) ไม่ต้องตกใจ ฟังดูเยอะแต่มันไม่เยอะหรอก มันเป็นใบไม้ ก็เหมือนกินผักนี่แหละ ถ้าเชื้อไม่แรงนักภายใน 2 วันจะหายเจ็บคอไปเอง


  • เพื่อนที่ทำค่ายด้วยกันคนนึงอยู่เภสัชฯ เคยนั่งอธิบายให้ฟังว่า ฟ้าทะลายโจรเนี่ยมีสรรพคุณทางยาที่รับรองแล้วหรืออะไรเนี่ย 3 อย่าง คือ (1) ลดไข้ (2) แก้กระหายน้ำ (3) แก้เจ็บคอ ซึ่งมันแก้ได้เพราะมีฤทธิ์เป็น antiseptic (ไม่รู้เหมือนกันว่าแปลว่าไร แปลว่าฆ่าเชื้ออย่างอ่อนๆ หรือเปล่าครับ คุณหมอทั้งหลาย รู้แต่มันเป็นพวกเดียวกับ “เด็ตตอล” อ้ะ แหะๆๆ)


  • เพราะงี้ ถ้าเจ็บเยอะๆ มาหลายวันแล้ว เราก็เลยไม่กินให้เปลือง เพราะถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเชื้อมันแรงจนป่านนี้คงจะฆ่าไม่ตายแล้ว ก็คงใกล้จะหายเต็มที ฮ่าๆๆ (ถ้าใครรู้ว่าเจ็บหลายวันแล้วก็ยังกินได้ก็ช่วยบอกด้วยนะคร้าบบบ...)




ยังไงซะ ไม่เป็นหวัดเป็นไข้เสียเลยคงจะดีกว่า ระมัดระวังตัว รักษาสุขภาพนะครับ ถ้าโดนฝน กลับถึงบ้านก็รีบอาบน้ำสระผมซะ อย่าปล่อยให้เปียกชุ่มแช่นานๆ ยิ่งบ้านไหนมีเด็กเล็กๆ (เพื่อนบ้านเราในบล็อกนี้ก็หลายคนนะครับ) ยิ่งต้องคอยดูเป็นพิเศษ เป็นห่วงนะคร้าบบบ...




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2548    
Last Update : 24 มิถุนายน 2548 8:42:32 น.
Counter : 206 Pageviews.  

ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่ตน


"พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้าเด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทองผ่องเรืองรุ่งในหทัย
เหมือนธงชัยส่งนำจากห้วงทุกข์ทน..."

เสียงเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ส่องนำใจใครต่อใครมาหลายสิบปี ...ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก หลายสิบปีแล้วจริงๆ... จิตร ภูมิศักดิ์ แต่งเพลงนี้ขณะถูกขังอยู่ในคุกลาดยาว ช่วงประมาณปี 2505

Image Hosted by ImageShack.us


...แล้วเขาเข้าไปทำอะไรอยู่ในคุก ?...



ตุลาคม 2501 จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และเป็นอาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกจับในข้อหา "มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" และ "สมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร"

ทบทวนประวัติศาสตร์ไทยกันสักนิด ช่วงนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพิ่งยึดอำนาจจาก จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ซึ่งอยู่ในอำนาจมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองก็ว่าได้ โลกช่วงนั้นแบ่งเป็นขั้วมหาอำนาจจักรวรรดินิยมอเมริกัน ซึ่งผงาดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กับขั้วมหาอำนาจคอมมิวนิสต์โซเวียต ซึ่งแผ่ขยายเข้าไปครอบคลุมยุโรปตะวันออก และอีกหลายประเทศรายรอบรัสเซีย

ในขณะที่จอมพล ป. ดำเนินนโยบายชาตินิยม ไม่สนใจไม่ยอมตามอเมริกา นโยบายของจอมพลสฤษดิ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คือติดตามอเมริกาอย่างใกล้ชิด การตั้งสภาพัฒน์ก็เกิดขึ้นมาในช่วงนี้ โดยการชี้นำของสหรัฐ ผ่าน "คำแนะนำ" ของธนาคารโลก ซึ่งได้เงินเกือบทั้งหมดมาจากรัฐบาลอเมริกา


...แล้วทำไมถึงต้องจับจิตร ภูมิศักดิ์ เขาเป็นคอมมิวนิสต์จริงหรือ ?...



จอมพลสฤษดิ์ใช้วิธี "เหวี่ยงแห" จับคนที่น่าสงสัยมาให้หมด ถ้าจับมา 10 คนแล้วมีคอมมิวนิสต์ติดมาสักคน ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว สิ้นปี 2507 ศาลกลาโหมตัดสินยกฟ้อง จิตร ภูมิศักดิ์ได้รับการปล่อยตัวในฐานะผู้บริสุทธิ์ เขาถูกขังฟรีไปกว่า 6 ปี

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่อยู่ในคุกลาดยาว เป็นช่วงที่จิตร ภูมิศักดิ์สร้างสรรค์งานเขียนอันทรงคุณค่าเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ซึ่งนำมาเผยแพร่ในวงกว้างโดยวง "คาราวาน" และร้องกันในหมู่นักกิจกรรมและนักศึกษาทั่วประเทศไทย แต่ยังมีงานเขียนทั้งในเชิงวิชาการคือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" ซึ่งเป็นงานเขียนที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งแม้ในปัจจุบัน และงานแปลนิยายสะท้อนสังคมอันลึกซึ้งเรื่อง "แม่" ของแมกซิม กอร์กี้ และงานอื่นๆ อีกมากมาย

ที่จิตร ภูมิศักดิ์ ติดเข้าไปใน "แห" ด้วย ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะจิตรเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้สอนตามหนังสือ แต่สอนด้วยจิตสำนึกของการรับใช้สังคม ช่วงที่จิตร ภูมิศักดิ์เป็นอาจารย์พิเศษที่ศิลปากร หนังสือรับน้องของศิลปากรปี 2500 "แตกต่าง" ไปจากที่เคยเป็นมา เต็มเปี่ยมไปด้วยบทความที่ชี้ให้เห็นว่า "ศิลปะต้องเกื้อเพื่อชีวิต" รวมถึงบทความของจิตรเองในนามปากกา "ทวีปวร" เรื่อง "ศิลปะเพื่อชีวิต" ซึ่งเป็นที่อ้างถึงมาจนปัจจุบัน

ไม่น่าแปลกใจ เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2496 สมัยที่จิตร ภูมิศักดิ์ยังเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนั้นจิตรดำรงตำแหน่งสาราณียกรของสโมสรนิสิต รับผิดชอบจัดทำหนังสืออนุสรณ์ 23 ตุลา ซึ่งในปีนั้น "แตกต่าง" จากที่เคยมีมาอย่างน่าตกใจ

หนังสืออนุสรณ์ 23 ตุลาในปีนั้น หันกลับมาหา "ประชาชน" และชี้ให้นิสิตจุฬาฯ "เห็น" ถึงความเป็นไปในสังคมช่วงนั้น ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีอำนาจ "เบ็ดเสร็จ" ของจอมพล ป. เนื้อหาในเล่มมีแต่เรื่องราว "น่าตกใจ" ที่คนส่ววนใหญ่ในสมัยนั้น "รับไม่ได้" หรือไม่ยอมรับ เช่น

  • วิจารณ์การใช้พุทธศาสนาบังหน้าทำมาหากินและการทำบุญแบบไม่จำเป็น

  • งานแปลของนักปฏิวัติที่มีชื่อเสียง เช่น วอลแตร์ รุสโซ

  • แปลข่าวของต่างประเทศที่เปิดโปงการค้าฝิ่นและการโกงกินของรัฐบาลไทย

  • บทความโต้การรณรงค์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่ประณามคนยากจนว่าเป็นผู้เกียจคร้าน

  • ข้อความชักชวนให้นิสิตจุฬาฯ น้อมรำลึกถึงบุณคุณของกรรมกรผู้สร้างตึกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงประชาชนผู้เสียภาษี

หนังสืออนุสรณ์อันแหวกแนว ทำให้เกิดการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบขึ้นที่หอประชุมจุฬาฯ และที่นี่เองที่จิตรถูกนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ "โยนบก" ลงจากเวที จนได้รับบาดเจ็บเข้าโรงพยาบาลไปหลายวัน


...เขาจึงต่อสู้อยู่ข้างคนทุกข์เข็ญ ได้เห็น ได้เขียนพูดจา
คุกขังเขาได้แต่หัวใจอย่าปรารถนา...*



เป็นเพราะเหตุนี้ ที่เขาระเห็จเข้าไปเขียนงานอยู่ในลาดยาวเสียหลายปี แม้ว่าก่อนเข้าไปในคุกเขาจะไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ แต่การ "รับใช้ประชาชน" ของเขา ก็คงไม่สบอารมณ์ "รัฐ" ในสมัยนั้นเป็นแน่ ยิ่งเป็น "รัฐ" ที่ไม่เชื่อในประชาชน และวางตัวอยู่เหนือประชาชนด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตาม วิญญาณนักกิจกรรมเพื่อสังคมคงอยู่กับเขา ไม่ว่าจิตรจะอยู่ที่ไหน ในคุกลาดยาวเต็มไปด้วยนักศึกษา ปัญญาชน นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักสังคมนิยม และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ตัวจริง จิตร ภูมิศักดิ์ได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนร่วมคุก และเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ก็ได้ฉายโชนอาบใจ ให้ความหวังกับเพื่อนนักกิจกรรมอีกมากมายหลายคน

ปี 2508 หลังออกจากคุก จิตรมุ่งหน้าเข้าป่า ร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (สมกับที่ถูกจับไปขังเสียกว่า 6 ปี) ทำงานมวลชนอยู่ในเขตภูพาน คือแถบนครพนม สกลนคร ปีนี้เป็นปีที่ "เสียงปืนแตก" คือกองทหารป่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ากวาดล้างด้วยกำลังเป็นครั้งแรก เปิดฉากการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์นับแต่นั้นมา

4 พฤษภาคม 2509 ระหว่างเดินทางเพื่อทำงานมวลชน จิตรและสหายถูกล้อมปราบโดยทางราชการ พวกเขาหลบหนีหิวโซไปจนถึงชายป่าบ้านหนองกุง รุ่งเช้าวันที่ 5 จิตรเข้าไปขอข้าวในหมู่บ้าน ชาวบ้านลอบแจ้งกำนัน ซึ่งพากำลังติดตามมาจนทัน จิตรและเพื่อนถูกล้อมยิงตายในชายป่าเช้าวันนั้นเอง


...ศพคนนี้ นี่หรือ คือจิตร ภูมิศักดิ์ ศพคนนี้ นี่หรือ คือจิตร ภูมิศักดิ์
ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร...*



ป่า กับ นาคร อาจหมายถึง ป่าที่จิตรและเพื่อนกำลังจะหลบหนีไปสู่ กับ หมู่บ้านที่เขาเข้าไปขอข้าว

ป่า กับ นาคร อาจหมายถึง กองทหารป่าของ พคท. กับ กองกำลังของรัฐ อำนาจของทางราชการ

ป่า กับ นาคร อาจหมายถึง เสรีภาพ ที่วิญญาณนักกิจกรรมคนหนึ่งแสวงหา กับ การครอบงำ...


เขาตายเหมือนไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักคิดนักเขียน ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่ตน*



เดือนพฤษภาคมอีกแล้ว... ปีนี้ 2548 นับดูก็ได้ 39 ปีแล้ว จากวันที่จิตรจากไป ปีหน้าก็จะครบ 40 ปี โลกยังหมุน สังคมไทยยังเดินทางต่อไป จิตวิญญาณของนักกิจกรรมยังระอุอุ่นอยู่อยู่ในหัวใจผู้คน วันใดที่ฟ้ามืด ผู้คนยังคงมองหาแสงดาวที่หลบเร้นจนเจอเสมอ

หรือคุณว่าไม่จริง...

ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฝ้ามืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง...


ด้วยศรัทธาและอาทร
13.05.48





* จากเพลง จิตร ภูมิศักดิ์ โดยวง คาราวาน

แหล่งข้อมูล



เรื่องสืบเนื่อง




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2548    
Last Update : 12 สิงหาคม 2548 15:06:26 น.
Counter : 521 Pageviews.  


PeterPuck
Location :
Canberra Australia

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add PeterPuck's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.