Paulla
Group Blog
 
All Blogs
 

เที่ยวเชียงคาน (ตะเข็บชายแดนไทย-ลาว) 2 วัน 2 คืน

หลังจากที่กลับมาจากเขาค้อเมื่อช่วงคริสมาสต์ที่ผ่านมา อากาศข้างบนเย็นมากและลมก็แรงมากด้วย แต่เสียดายที่พวกเราไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลหมอก ผิดหวังอย่างแรงค่ะ ดังนั้น ทริปต่อไปต้องเห็นทะเลหมอกให้ได้
แต่จะไปไหนกันดี เพื่อนๆในกลุ่มก็เสนอเชียงคาน เมืองเล็กๆที่ธรรมชาติยังคงมีอยู่ เมื่อสรุปได้แล้วพวกเราจะเดินทางกลางคืนของวันศุกร์และกลับกทม.วันอาทิตย์ เอ๋..แล้วจะไปยังไงกันดี มีกันแค่ 4 สาว (โสต) จะนั่งรถทัวร์ไปลงเชียงคานกันเลยหรือว่าจะเช่ารถตู้ หรือว่าจะขับกันไปเอง เพราะเชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ สถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆไม่ค่อยมี ถ้าไปรถขนส่งคงไม่สะดวก กลัวจะกดดันเรื่องเวลาในการเที่ยวค่ะ จะเช่ารถตู้ก็มีแค่ 4 คน คงเหงาน่าดูเนอะ สุดท้ายเพื่อนคนหนึ่งอาสาขับไปเองดีกว่า เป็นอันจบ

ก่อนที่เราจะไปเชียงคาน เราก็สำรวจที่พักกันก่อนว่าจะพักที่ไหนกันดี แน่นอนเราต้องนอนบนถนนคนเดินซึ่งมีที่พักมากมายจนเลือกไม่ถูก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าช่วงที่พวกเราไปคนจะไปกันเยอะมาก guesthouse ส่วนใหญ่เต็มค่ะ ถ้าเพื่อนๆมีแผนไปกันอย่าลืมจองที่พักล่วงหน้าน่ะค่ะ พวกเราจองกันเกือบ 1 เดือนเลยค่ะ

เมื่อได้ที่พักแล้วก็สบายใจ รอวันเดินทางอย่างเดียว คืนก่อนเดินทางพวกเราก็นอนกันเต็มที่เลยค่ะ เพราะจะได้นั่งเป็นเพื่อนคุยกันง่วง แถมได้ Redbull +น้ำแดง ช่วยได้มากเลยค่ะ (แถมอร่อยด้วย) พวกเราในกลุ่มไม่เคยไปเชียงคานสักคน ก็เลยศึกษาหาข้อมูลกันมาอย่างดี เราจะเดินทางกันยังไง เที่ยวที่ไหนกันดีระหว่างทาง ฯลฯ


(ขอบคุณแผนที่ละเอียดๆจาก คุณโฟมน่ารักน่ะค่ะ ไม่ได้แผนที่นี้แย่เลย)

ก่อนเราจะออกเดินทาง 4 ชม. ก็เกิดอุปสรรคซะแล้ว เริ่มจากรถที่พวกเราจะไปเกิดสตาร์รถไม่ติด ทั้งๆที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้เลย จากที่จะออก 2 ทุ่มกลายเป็น 5 ทุ่ม ยังไม่พอแค่นี้ ช่วงเข้าเส้นสระบุรี พวกเราต้องขับตรงไป(ตามเส้นเหลือง)แต่เพื่อนขับขึ้นสะพานโค้งซึ่งเป็นเส้นทางเปิดใหม่ไปนครราชสีมาได้ แต่ทางนี้สามารถไปลพบุรีเข้าเพชรบูรณ์ได้ แต่พอขับไปขับมากลายเป็นพวกเราขับกลับมาวังน้อยซะงั้น เข้ากรุงเทพเฉยเลยเสียเวลาไป 1 ชม.เปล่าๆ (เศร้าจริง ) อุปสรรคยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พอพวกเราถึงปั้มน้ำมันแถวหล่มสักประมาณ ตี 3.30 น. เจอกลุ่มนักท่องเที่ยว หน้าตาประมาณว่าคนพื้นที่กำลังจะไป camping ก็เลยสอบถามเส้นทางเพื่อความชัวร์ กลายเป็นว่าพวกพี่เขาแนะนำให้ไปเส้น อ.น้ำหนาว บอกว่าเส้นนั้นขับปลอดภัย ถ้าไปเส้นหล่มเก่า-ด่านซ้าย ขับขึ้นเขาอันตรายมาก พวกเราดันหลงเชื่อ เห็นว่าน่าจะเป็นผู้รู้และเคยมีประสบการณ์มาก่อน อยากตะโกนดังๆว่า "สุดยอดดดดด" ทางน้ำหนาวมันคือทางไปป่าดีๆๆนี่เองค่ะ พวกเราขับผ่านอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว มีป้ายปักไว้ว่า "ระวังช้างข้าม" แล้วทางก็แคบๆ 2 เลนสวนกัน ทางโค้งไม่ต้องพูดถึง เยอะมากค่ะ ที่สำคัญอากาศหนาว หมอกเต็มถนนเลยค่ะ กว่าพวกเราจะฝ่าด่านออกมาได้ก็ตี 4.30 น. โชคดีที่เพื่อนเคยขับไปปายมาก่อน ไม่งั้นตัวใครตัวมันกันล่ะคราวนี้ (ต่อไปไม่เชื่อใครง่ายๆอีกแล้ว จะดูแผนที่เองดีกว่า อ้อ..ระหว่างทางถามคนแถวนั้นว่าเส้นน้ำหนาวกับเส้นหล่มเก่า-ด่านซ้ายทางไหนลำบากกว่ากัน ทุกคนส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้คับ ไม่เคยไปเส้นน้ำหนาว Smiley) กลายเป็นว่าจากทางเส้นเหลืองมาต่อเส้นแดงซะงั้น กว่าจะถึงเมืองเลยก็ 8 โมงเช้า หิวข้าวมากแต่หาตลาดไม่เจอ เลยคุยกันว่างั้นไปเชียงคานเลยไปหาไรกินที่นั่น
เพื่อนๆค่ะ บางทีการอ่านที่เขาโพสต์กันหลายคนก็ไม่ควรหลงเชื่อน่ะค่ะ ควรศึกษาเส้นทางมากๆดีกว่า ดังตัวอย่างนี้ค่ะ คือเขาบอกว่า จากอ.ท่าลี่ไปเชียงคานจะเป็นเส้นริมโขง ธรรมชาติสวยมากๆๆ ไม่ควรพลาด พอพวกเราเห็นป้ายบอกทางว่าไป อ.ท่าลี่ เลี้ยวซ้าย ก็เลี้ยวเลยค่ะ อยากเห็นจะสวยแค่ไหนเพราะขณะนั้นท้องฟ้าเป็นใจมากๆคือสีฟ้า-ขาว อากาศเย็นๆกำลังดี โอ้แม่เจ้า!! ผ่านไป 1 ชม. ยังอยู่ท่าลี่ไม่เห็นน้ำโขงสักที พอเห็นทหาร (เส้นอ.ท่าลี่กับอ.เชียงคาน คือตะเข็บชายแดนระหว่างไทย-ลาว) ก็เดินเข้าไปถามทางเลยค่ะ กว่าพวกเราจะถึงเชียงคาน ปาไป 10.45 น. พวกเราอ้อมเขาอีกแล้วค่ะ (จากเมืองเลยไปเชียงคานใช้ 48 กม. แต่พวกเราใช้ 80 กว่ากม. โฮกอีกแล้วค่ะท่าน) คราวนี้หนักกว่าเส้นน้ำหนาวอีก เพราะทางเล็กมากแถมผิวถนนขรุขระ โชคดีที่ทางไม่ตัดขาด ไม่งั้นก็...เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยค่ะ ถ้าพวกเราขับตรงไปไม่เข้าอ.ท่าลี่ ป่านนี้ถึงเชียงคาน 9 โมงแล้วค่ะ ขึ้นไปดูทะเลหมอกที่ภูทอกได้เลย เพราะหมอกสวยมากๆๆๆ กว่าหมอกจะจางก็ 11 โมงค่ะ พวกเลยพลาดโอกาสดีๆไปซะแล้ว ก็ภาวนาให้พรุ่งนี้เช้าจะสวยเหมือนวันนี้


แม่น้ำโขง เวลา 10.30 น.


ถึงแล้วเชียงคาน ดีใจมากๆค่ะ คนอื่นไปเชียงคานใช้เวลา 7 ชม. พวกเราไปเชียงคานใช้เวลา 12 ชม. อย่างกับไปปายเลยค่ะ (กรุงเทพ-เชียงคาน คนอื่นขับประมาณ 600 กม แต่พวกเราขับ 800 กม. เหนื่อยโฮก) อย่างแรกที่ทำคือเข้าที่พักก่อนเลย พวกเราจองที่ "แม่น้ำมีแก่ง" เป็น guesthouse น่ารักมากค่ะ เห็นแล้วชอบเลย เจ้าของชื่อ คุณโด่ง อัธยาศัยดี เป็นกันเอง ดูแลดีมากๆค่ะที่สำคัญแนะนำร้านอาหารอร่อยๆถูกใจพวกเราทุกคนเลยค่ะ





มาดูห้องนอนกันค่ะ ตอนมาถึงเตียงยังไม่ได้ปู คุณโด่งเห็นเข้ารีบจัดการปูเตียงให้กับมือเองเลยค่ะ


ห้องน้ำน่ารัก สีสรรถูกใจจริงจนอดถ่ายรูปไม่ได้เลยค่ะ




ระเบียงด้านบน ดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา


มุมนี้น่ารักค่ะ เหนื่อยๆนั่งตรงนี้รู้สึกสบายๆมากเลย หายเหนื่อยไปเยอะเลยค่ะ


หลังจากหายเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว เราไปชมเมืองกันค่ะ ขอโทษด้วยน่ะค่ะ รูปในภายเมืองอาจจะน้อยไปหน่อยค่ะ เอามาเป็นตัวอย่างแล้วกันน่ะ






เห็นแก๊งส์นี้ที่พันธ์ทิพย์ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. แล้วตอนไปช่วงปลายเดือนก็ยังเห็นแก๊งส์นี้อยู่เลยค่ะ พวกเขาใส่ชุดดำ คลุมหัว ใส่แว่น ทุกอย่างสีดำหมดเลยค่ะ พวกเราเลยเรียกกลุ่มนี้ว่า "แก๊งส์นินจา" เพราะข้างตัวรถมีอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะ




วัดมหาธาตุ


หลังจากเดินจนเหนื่อย ก็เย็นๆพอดี คุณโด่งแนะนำร้านอาหาร "สาลาลาว" ค่ะบอกว่า ร้านนี้อร่อย ให้รีบไปก่อนโต๊ะเต็ม จะไม่ให้เต็มเร็วได้ไงมีแค่ 4 โต๊ะเอง พวกเราไปถึงประมาณ 17.00 น.ค่ะ บรรยากาศดียังไม่ค่อยมีคนมานั่งกิน


นั่งทานข้าวในบรรยากาศริมโขง สวยมากค่ะ


พอตกกลางคืน ผู้คนเริ่มทยอยมาเดินเที่ยวเล่นกันค่ะ คนเยอะมากผิดกับกลางวันเลยแทบจะไม่มีคนเดิน รูปด้านล่างอยู่ในร้าน coffee shop จำชื่อไม่ได้ เห็นปุ๊บเพื่อนๆรีบมานั่งถ่ายรูปกันเลยค่ะ


ก่อนเข้านอนทางเจ้าของร้านแจ้งว่าให้มาเจอกันด้านล่างเวลา 6.30 น.เพื่อมาใส่บาตรข้าวเหนียวค่ะ




ชุดตักบาตรของพวกเราค่ะ


บ้านข้างๆขายชุดตักบาตรข้าวเหนียวค่ะ ราคาชุดละ 50 บาท


หลังจากตักบาตรเสร็จ พวกเรารีบเดินทางไปภูทอกเลยค่ะ อยากเห็นทะเลหมอกเต็มทีแล้ว แต่พอขึ้นไปถึงผิดหวังอย่างแรงส์!!! เพราะว่าฝนตกค่ะ แม้ว่าจะมีหมอกแต่ท้องฟ้าไม่เป็นใจ ครึ้ม ไม่เหมือนเมื่อวานเลย เศร้ามากๆๆค่ะ คำภาวนาไม่เป็นผล


พอลงมาจากภูทอก ก็ไปที่แก่งคุดคู้กัน เพราะเป็นทางผ่าน ที่นี่สวยกว่าภูทอกอีกค่ะ


พอออกจากแก่งคุดคู้ พวกเราก็เดินทางกลับกรุงเทพ ใช้เส้นภูเรือ ด่านซ้าย หล่มเก่า อยากรู้นักว่ามันลำบากสักแค่ไหนกัน
นี่คือเส้นทางบนภูเรือมุ่งหน้าไปด่านซ้ายค่ะ ทางสบายๆไม่แคบมาก แต่เส้นด่านซ้ายไปหล่มเก่าที่บอกว่าโค้งเขาเยอะและอันตราย ถ้าเทียบกับเส้นน้ำหนาวที่พวกเราผ่าน ถือว่าสบายมากเลยค่ะ เพราะมี 3 เลน (เส้นกลับ 2 เลน เส้นไป 1 เลน) ทางโค้งก็กว้าง ไม่ได้หักศอกอะไรเลยค่ะ คิดแล้วเสียดายมากๆถ้ามาเส้นนี้ ป่านนี้ได้เห็นทะเลหมอกสวยๆตามเวปไซด์ที่เขาลงกันแล้วค่ะ


ระหว่างทางแวะพระธาตุศรีสองรัก


ภาพ guesthouse ในเชียงคานที่เพื่อนๆถ่ายมาค่ะ ตัวอย่างน้ำจิ้มค่ะ










กว่าจะถึงเพชรบูรณ์ก็ปาไป 4 โมงเย็น หิวข้าวมากๆ เลยแวะกินไก่ย่างวิเชียร ร้าน "ตาแป๊ะ" คนพื้นที่แนะนำค่ะ อร่อยกว่าร้านบัวตองค่ะ เพราะตอนไปเขาค้อลองทานร้านนี้ตามเวปที่เขาแนะนำ รสชาดไม่ค่อยถูกใจเท่าไรค่ะ (แล้วแต่คนน่ะ อย่าเชื่อถ้าไม่ได้ลอง)
ขอจบเพียงเท่านี้ ไว้ครั้งหน้าเจอกันใหม่ค่ะ บายบาย




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2555 15:42:53 น.  

เที่ยวเชียงใหม่ - วัดพระสิงห์ - วัดเกตการาม - วัดอุโมงค์ - สวนสัตว์เชียงใหม่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปเฮือนที่เชียงใหม่เจ้า ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน บางวันก็ตกกลางวัน บางวันก็ตกตอนเย็นหรือค่ำ เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ แต่โชคดีเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาฝนตกน้อยลงเลยมีเวลาเที่ยวมากหน่อย อากาศที่เชียงใหม่ตอนนี้ร้อนถึงร้อนมาก ตอนกลางคืนก็ไม่หนาว เหมือนอยู่กรุงเทพยังไงยังงั้นเลย เชียงใหม่เจริญขึ้น ร้านอาหาร ที่พักก็มากขึ้น
ถ้าใครมาช่วงเดือนกันยายน ค่าห้องพักจะถูกมากราคาอยู่ที่ 300-800 บาท ทั้งในเมืองและนอกเมือง ไม่ต้องจองในงานท่องเที่ยวเลยค่ะ ที่พักแรกที่เราไปพักคือ บ้านก๋องคำ ที่นี่เป็นรีสอร์ทเล็กๆมี 8 ห้อง บรรยากาศก็ดีแต่ไม่รู้ว่าเพราะช่วง low season หรือเปล่าทำให้อะไรๆก็ติดขัดไปหมด มี wireless ก็เหมือนไม่มีเพราะ online ไม่ได้ (มีแค่ 2 ขีดแถมเข้าไม่ได้อีก)







รีสอร์ตที่นี่เหมาะสำหรับคู่รักค่ะเพราะห้องน้ำทุกห้องมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถอาบน้ำได้ 2 ท่านและเป็นจากุชชี่ด้วยน่ะค่ะ ถ้าคนที่จะเข้าพักที่นี่ควรจะขับรถมาเองค่ะเพราะอยู่ลึกและไกลจากในเมืองเหมือนกัน หรือไม่ก็เช่ารถจักรยานยนต์ เพราะรถ 2 แถวสีแดงไม่ผ่าน ต้องอาศัยตุ๊กตุ๊ก เที่ยวหนึ่งก็ 100-150 บาทค่ะ



หลังจากที่เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอากาศก็เป็นใจให้แล้วพวกเราก็เริ่มตะลุยเมืองเชียงใหม่กันเลย เริ่มจากวัดพระสิงห์ก่อนเพราะเป็นวัดประจำปีเกิดของคนปีมะโรง









ที่วัดพระสิงห์ที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเยอะเนื่องจากวัดอยู่ภายในคูเมือง สามารถเรียกรถ 2 แถวสีแดงได้ทั่วไป ที่เชียงใหม่ค่ารถ 2 แถวจะเริ่มต้น 20 บาท แพงกว่ากรุงเทพมากเลย แต่ถ้าถามระยะทางก็ไกลพอสมควรค่ะ ถือว่าโอเคอยู่

เรามาต่อที่วัดเกตการามบ้างน่ะค่ะ พอดีน้องที่ไปด้วยเกิดปีจอค่ะ เราก็เรียกรถแดงไปที่ตลาดวโรรสเลย แค่ข้ามสะพานแม่น้ำปิงก็ถึงแล้วค่ะ สวยงามไม่แพ้กัน












ที่นี่ยังมีการอนุรักษ์ศิลปะล้านนาไทยไว้ให้เด็กๆได้เรียนรู้ขณะรอผู้ปกครองมารับค่ะ น่ารักมากๆทั้งเด็กหญิงและเด็กชายเลย ครูที่สอนเป็นคนพม่าค่ะแต่พูดภาษาไทยภาคกลางชัดมากๆเพราะเกิดและเติบโตที่นี่เหมือนคนจีนบ้านเรานี่เอง

เราก็ไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลแล้ว อิ่มใจแล้วก็มาต่ออิ่มท้องแบบเบาๆบ้างดีกว่าเลยนั่งรถไปเที่ยวที่ถนนนิมมาเหมินทร์ ที่นี่ร้านอาหารมากมายตกแต่งสวยและหรูมากค่ะ แต่พอดีคนรู้จักแนะนำที่ Mont Blanc บอกว่าเค้กอร่อยเพราะเจ้าของไปเรียนทำขนมมาจากประเทศญีปุ่น พูดถึงราคาไม่แพงค่ะประมาณ 65 บาท รสชาดก็ไม่ได้อร่อยมากแต่ก็โอเคค่ะเนื้อเค้กนุ่ม และไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป เริ่มต้นด้วย

Tiramitsu


Black Forest Cake






กินอาหารว่างเสร็จก็ไปต่ออาหารคาวกันค่ะที่ The House อยู่ถนนมูลเมืองติดคูเมืองค่ะ บรรยากาศดีมากเหมาะสำหรับคู่รักค่ะ บริการก็เยี่ยมสุดๆคอยดูแลตลอด ประทับใจค่ะ









วันที่ 2 เราก็ไปวัดอุโมงค์กันค่ะอยู่หลังม.เชียงใหม่ ถนนสุเทพ เป็นวัดที่ร่มเย็นมากเลย พระพุทธทาสภิขุเลยมาจำวัดที่นี่ และที่นี่ยังมีเสาพระเจ้าอโศกด้วยค่ะ











หลังจากออกจากวัดแล้วจะไปไหนกันดีน่ะ เขาบอกว่ามาเชียงใหม่ก็ต้องมาเยี่ยมหลินปิง เอ้าว่ะไหนๆก็มาแล้วตอนหลินปิงเกิดจนโตก็ไม่เคยมาดูกับเขาสักที ไปเยี่ยมสักหน่อยไม่รู้ตัวโตขนาดไหนแล้ว



หลินปิงตัวโตขึ้นมาเลยค่ะ เสียดายนอนอยู่เลยไม่ได้เห็นตอนกำลังเล่น


หลินฮุยกำลังนอนอยู่ ดูท่านอนสิค่ะกางแขนกางขาไม่เป็นกุลสตรีเลย


ช่วง-ช่วงค่ะ


ชอบช่วง-ช่วงอ่ะ น่ารักมาเลย ดูท่ากินสิค่ะเท่ห์สุดๆเลย แต่พอกินอิ่มปุ๊บกับถ่ายปั๊บเลยแล้วก็ไปขึ้นไปนอนข้างบน ขนาดสะอึกยังน่ารักเลย อยากกอดอ่ะ


นอกจากที่นี่จะมีหมีแพนด้าแล้วก็มีเสือโคร่งสีขาว หมีโคล่า เพนกวิน ฮิบโปโปเตมัส นกยูงและสัตว์อื่นๆทั่วไปค่ะ













เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มากเดินจนเหนื่อยเลยค่ะ หิวแล้วไปหาไรกินดีกว่า มาเชียงใหม่ก็ต้องกินอาหารเหนือ พวกเราเลยไปที่ @ คุ้มขันโตกค่ะที่นี่จะมีการแสดงพื้นเมืองด้วย เช่น กลองสะบัดชัย รำฟ้อน การละเล่นชนเผ่าต่างๆเป็นต้น













วันรุ่งขึ้นก็เดินทางกลับกรุงเทพฯค่ะ จบทริปเชียงใหม่เพียงเท่านี้ค่ะ




 

Create Date : 19 กันยายน 2554    
Last Update : 19 กันยายน 2554 17:53:43 น.  

เกาะพยาม @ ระนอง

ได้โอกาสไปเที่ยวทะเลอีกแล้ว หลังจากทำงานมาทั้งปี คราวนี้จะไปเกาะไหนดีที่สงบ สวย และยังคงเป็นธรรมชาติอยู่ เพื่อนก็เลยเสนอมา ไปเกาะพยามไหม เราก็งง "เกาะพยามไหน ไม่เคยได้ยินเลย" ก็ search หาข้อมูล ไม่ค่อยมีใครให้ข้อมูลมากเท่าไร แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าอยู่จังหวัดระนอง ฝรั่งที่นี่รู้จักดีกว่าเราอีกแฮะ เอาว่ะ ลองไปดูสิว่ามันธรรามชาติอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า เราก็เลยนัดเจอกันที่ขนส่งสายใต้ใหม่ 2 ทุ่ม รถออก 3 ทุ่มเป๊ะๆๆๆ ถึงตัวเมืองระนอง 6 โมงเช้า




รถบัสของบริษัท โชคอนันต์ทัว จก. vip 24 ที่นั่งราคา 666 บาท/เที่ยว

พอถึงที่ อ.เมือง ก็แวะกินติ่มซำซะหน่อย เห็นเขาว่าอร่อย แต่รสชาดก็ธรรมดาน่ะค่ะ แต่แถวนั้นมีอยู่เจ้าเดียวค่ะ (สำหรับคนที่ใช้บริการของบ.โชคอนันต์ พอออกจากหน้าออฟฟิตก็เลี้ยวซ้าย เดินตรงไป 200 เมตรก็จะเห็นร้านค่ะ อยู่ฝั่งซ้ายมือ)





หมี่ซั่วของเขาก็คล้ายๆเกาเหลาเครื่องในหมูแล้วใส่เส้นหมี่นี่เองค่ะ

หลังจากกินอิ่มแล้วก็เดินทางต่อไปท่าเรือข้ามไปเกาะพยาม โดยนั่งรถ 2 แถวสีแดง สาย 3 ค่ะ (ขึ้นฝั่งตรงข้ามร้านติ่มซำ) ราคาคนละ 15 บาท บอกเขาว่าไป"ท่าเรือเกาะพยาม"น่ะค่ะ ถ้าบอกว่าไป"ท่าเรือ" คนขับจะขับเลยไปที่ท่าเรือเกาะสอง ฝั่งพม่าค่ะ ต้องเดินย้อนกลับมาอีก 500 ม.ได้
จากปากทางเข้ามาถึงท่าเรือประมาณ 500 ม.ได้ เรือเมล์จะออกเวลา 9.30 น. และ 14.30 น. แต่ถ้าเป็น Speed boat จะออก 10.30 น. ค่ะ ปากอ่าวเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ยังคงสมบูรณ์เพราะมีปลาตืนและปูก้ามใหญ่ข้างเดียวเต็มไปหมดสามารถมองเห็นใกล้ๆได้ตรงท่าเรือเลยค่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู









พอออกจากป่าชายเลนเราจะเห็นทะเล 2 สี


โชคดีระหว่างทางได้พบคนไทยครอบครัวหนึ่งมาจากชุมพร เลยได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยค่ะ เขาบอกว่าให้มองไปด้านขวามือจะเห็นชายฝั่ง นั่นคือ เกาะสอง ของประเทศพม่าค่ะ


พอเลยไปหน่อยจะเห็น เกาะสน ที่นี่แหล่ะที่เขามาเล่นกาสิโนกัน จะเห็นตืกสูงที่ดำๆ จุดเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์


ที่ระนองคนพม่าอยู่เยอะมาก ร้านค้าต่างๆจะเขียน 2 ภาษาคือ ไทยและพม่า แต่คนพม่านี่ดีน่ะค่ะ รักษาวัฒนธรรมดีจังเลย ผู้หญิงจะใส่ผ้าถุงและปะแป้งขมิ้นที่หน้าก่อนออกจากบ้าน ทั้งเด็กเล็กจนถึงผุ้ใหญ่เลยทีเดียว

เรามาถึงที่เกาะพยามเวลาประมาณ 11.30 น. ใช้เวลา 2 ชม.


พอขึ้นท่าเรือก็เช่ามอ'ไซด์ auto วันละ 250 บาท ซื้อน้ำมันต่างหาก ลิตรละ 45 บาท ถนนบนเกาะจะลาดด้วยปูนเลยขับสบายหน่อยแม้ว่าจะมือใหม่หัดขับ ระหว่างทางไปอ่าวเขาควาย จะมีเนินสูงแถมเป็นทางโค้ง ด้านล่างเป็นเหวด้วยเลยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษน่ะค่ะ


กว่าจะถึงที่พักก็เกือบเที่ยงครึ่ง (จริงๆขับแค่ 5-10 นาทีก็ถืงแล้วค่ะ) เราพักที่ วิจิตรบังกะโล (vijit bungalows) ราคา 500 บาท/คืน






พนักงานที่นี่พูดภาษาไทยไม่ได้ส่วนใหญ่เป็นคนพม่า และนักท่องเที่ยวก็เป็นชาวยุโรป เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมัน ที่นี่มีนักท่องเที่ยวคนไทยรวมเราด้วยก็แค่ 4 คนเองค่ะ การให้บริการดีค่ะ เอาใจใส่ลูกค้า เคยอ่านเว็ปอื่นบอกว่าไม่ต้อนรับคนไทย บริการไม่ดี ไอ้เราก็อยากรู้เลยโทรไปถามเลยค่ะ เขาก็พูดจาดีน่ะค่ะ ไม่เห็นเหมือนในเว็ปบอกเลย มาถึงก็สั่งข้าวผัดทะเลและข้าวผัดปู รสชาติอร่อยใช้ได้ กุ้งตัวใหญ่ดี และสั่งน้ำมะนาวและแตงโมดับกระหายสักหน่อย



ข้าวจานละ 70 บาท ส่วนน้ำราคาแก้วละ 50 บาท ถ้าปั่น 60 บาท

หาดหน้าบังโกโลเป็นทรายสีขาวละเอียด นุ่มมากเลย ยิ่งตรงชายหาดพอน้ำลง เอาเท้าเหยียบลงไปยกขึ้นมาเป็นรอยนูนเลยค่ะ รู้สึกดีมากๆ และน้ำนี่ใสกิ๊กเลยค่ะ ลมก็เย็นสบายไม่เหนียวเหนอะแหนะด้วย ไม่เหมือนเกาะอื่นๆ เขาบอกว่าเพราะเป็นลมบก (ลมที่พัดมาจากบนบก) อันนี้ก็ไม่รู้เท็จจริงแค่ไหนค่ะ










หลังจากนอนเล่น อ่านหนังสือจนหลับไปหลายงีบ ก็แดดร่มลมตกพอดีก็ขอไปเล่นน้ำหน่อยเถอะใสเหลือเกิน ฝรั่งนี่ก็แปลกน่ะค่ะ ชอบเล่นน้ำตอนบ่ายโมงตรงแดดเปรี้ยงมากๆ ที่รีสอร์ทนี้เขามาเป็นครอบครัวค่ะ เลยนั่งดูพ่อแม่ลูกๆมาเล่นน้ำพายเรือกัน เพลินตาดีค่ะ

พระอาทิตย์กำลังจะตก น้ำก็ลดลงไปเร็วมากเลยค่ะ เลยไปเดินเล่นดูบังกะโลข้างๆดีกว่าว่ามีที่ไหนบ้าง
เริ่มจากฝั่งซ้ายมือ มี 3 ที่ ได้แก่ Buffolo Bay, Payam Cabana และอีกที่จำไม่ได้ค่ะ
หาดทรายด้านนี้กลางวันจะแคบลงกว่าด้านขวามือค่ะ ส่วนอาหารที่เคยลองไปทานก็ Buffolo bay รสชาติไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไร และยุงเยอะมากค่ะ

ที่นี่ด้านหน้าหาดของ Buffolo bay เป็นร้านอาหาร ส่วนที่พักจะอยู่ด้านในค่ะ


สั่ง Seafood Salad ราคา 180 บาท กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ก็สดดีน่ะค่ะแต่ราดด้วยน้ำสลัด Thousand Island ไม่อร่อยเลยค่ะ ต้องขอน้ำจิ้มซีฟู้ดมาเพิ่มแทน


ที่นี่คือ Payam Cabana ด้านหน้าเป็นร้านอาหารเช่นกันค่ะ


ส่วนที่นี่ Vijit Bungalows ด้านหน้าจะมีทั้งที่พักและร้านอาหารเล็กๆ




เรามาดูด้านขวามือกันบ้างมีแค่ที่เดียวคือ Payam Cottage




พอเดินต่อไปเรื่อยๆก็ไม่มีที่พักแล้ว มีแต่หาดและโคดหินแทน ตรงนี้มีรูกลมๆที่เขาบอกว่าเป็น High light ของที่นี่ด้วยค่ะ




ข้ามแนวโคดหินประมาณ 300-400 ม. จะเจอที่พักอีกด้านของอ่าวเขาควาย ชายหาดด้านนั้นจะมีทรายสีทอง คล้ายๆอ่าวใหญ่ค่ะ

หาดนี้อยู่ด้านหน้าของ Mr. Gao Bungalow ค่ะ


อาหารที่พัก Vijit รสชาดอร่อยและเยอะมากค่ะ ราคาไม่แพงด้วย




ที่พักนี่เขาจะปิดไฟเวลา 6 โมงเช้าจนถึง 9 โมงเช้า คนบนเกาะเขาจะใช้ไฟ Solarcell ประหยัดพลังงานดีค่ะ

ถ้าตื่นเช้าออกมาเดินชายหาดสัก 7 โมง จะเจอนกกระยาง นกเงือก (ถ่ายไม่ทันมันบินไปเกาะกิ่งไม้สูง)


พอประมาณ 8 โมงเราก็ขี่มอ'ไซด์เที่ยวรอบเกาะ เริ่มจากไปวัดเกาะพยามก่อนอยู่ด้านซ้ายมือจากท่าเรือ




ก่อนจะไป Blue sky resort ก็มาเจอชาวประมงที่จับปลาตัวใหญ่มาได้ และเห็นปูม้าตัวบะเอ๊กใส่ถุงขาย โลละ 250 บาท ถ้าสนใจจะซื้อปลาสด ปูสดมาทำอาหารกินเองที่รีสอร์ทต้องมาตอนเช้าน่ะค่ะ ประมาณ 7.30-8.30 น. และมีพระเดินมาบิณฑบาตรด้วยน่ะค่ะ




จากนั้นก็ขับผ่านท่าเรือไปทางขวามือไปสู่ Blue Sky Resort ที่เขาบอกว่าเป็น Maldive เมืองไทย ที่นี่เขาว่าอาหารอร่อย และเชฟมาจากโรงแรมระดับ 5 ดาว










เราสั่งสปาเกตตี้ซอสครีมและสเต็กปลาแซลมอล สั่งน้ำกีวี+ส้มและน้ำสตอเบอรี่+แบลคเคอร์แรนท์ และต่อด้วย กล้วยหอมทอด อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ








พอตกบ่ายเราก็ไปอ่าวใหญ่ ผ่านสวนกายูร เขาบอกว่าเดือนนี้กำลังออกดอกถ้าจะเก็บเกี่ยวต้องช่วงเดือน ก.พ.

อ่าวใหญ่ หาดกว้างจริงๆสมชื่อ คลื่นแรงมากจริงๆไม่ค่อยเห็นคนเล่นน้ำทะเล ที่อ่าวใหญ่จะมีผับบาร์เยอะมาก มีทั้งอยู่บนชายหาดและตามทางจะไปชายหาดเต็มไปหมด ใครที่ชอบเฮฮามาพักที่นี่ก็ดีค่ะ แต่ถ้าชอบเงียบๆแบบเรา แนะนำไปพักที่อ่าวเขาควายดีกว่า








พอดีไปถึงเห็นที่พัก Smile bungalow


เรานอนที่นี่ 2 คืนก็ถึงเวลากลับแล้ว เขาถึงว่าความสุขช่างสั้นนัก เรือรอบแรกจะออกเวลา 8.30 น. เราก็เลยไปถึงท่าเรือก่อนเวลาออก 1 ชม. เลยหาอะไรทานรองท้องก่อน ขอแนะนำร้านป้าศรี ขายหมูปิ้ง ไม้ละ 10 บาท เขาหมักได้เข้าเนื้อมากๆ นั่งมอ'ไซด์ผ่านหอมมากๆ เลยแวะซื้อ2-3 ไม้ ของเขาอร่อยจริงๆ และเพื่อนก็ซื้อข้าวราดแกงไตปลา แกงไข่แมงดา และพะโล้ขาหมู อร่อยไม่แพ้กันค่ะ (ไม่มีรูปค่ะเพราะหิวจนลืมถ่ายเลย หุหุหุ)

เราก็มาถึงฝั่งเวลา 10.30 น. ก็แวะเที่ยวระนองต่อเลย ที่นี่มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง ขอดูแผนที่ท่องเที่ยวก่อนน่ะ

ที่แรกขอเริ่มจากวัดสุวรรณคีรีวิหาร เป็นวัดอารามหลวง นั่งรถ 2 แถวสีแดง สาย 3 เหมือนเดิมแต่นั่งฝั่งตรงข้ามทางเข้าท่าเรือเกาะพยาม


จากที่ไหว้พระแล้วเราไปต่อที่พระราชวังรัตนรังสรรค์ (นั่งรถ 2 แถวสีแดงคันเดิมหน้าวัดฯเลยค่ะ)




ระนองเมืองแห่งน้ำพุร้อนแร่ธาตุธรรมชาติไม่มีกำมะถัน งั้นขอไปแช่และอาบหน่อยเถอะ เราก็เลยไปที่สวนสาธารณะรักษะวาริน เป็นบ่อน้ำพุร้อน (บ่อพ่อ)ที่ยังคงมีน้ำล้นทุกปี


มีที่แช่เท้าด้วยค่ะ


เขาบอกว่าที่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้ง มีให้อาบและแช่ด้วย ราคา 20 บาท บรรยากาศธรรมชาติมาก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว

และแล้วก็ถึงเวลากลับกรุงเทพฯ ออกจากตัวเมืองระนอง 20.30 น. และถึงกรุงเทพตี 5 ครึ่งของอีกวัน เหนื่อยแต่ก็สนุกค่ะ แล้วพบกันใหม่น่ะค่ะ
บายบาย




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2553    
Last Update : 14 ธันวาคม 2553 17:10:59 น.  

@ Koh Lan - Pattaya

หลังจากทำงานมาหลายเดือน ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสพักผ่อนก็คราวนี้ เลยขอเลือกสถานที่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพ บวกกับอยากเห็นทะเลใสๆทรายสวยๆ ให้หายเหนือยสักหน่อย จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก "เกาะล้าน" ค่ะ หลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักหรือได้ยิน หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าเกาะที่ติดพัทยาจะสวยมากมายอย่างนี้ เอารูปมาโชว์ให้เห็นดีกว่า

เริ่มต้นการเดินทางข้ามเกาะ ครั้งที่ 1 ตอน โอบทะเล @เกาะล้าน วันที่ 22-24 ต.ค. 53

เราขึ้นรถตู้ที่อนุเสาวรีย์ ติดโชว์รูมอีซูซุ ราคา 100 บาท เขาบอกว่า 15 นาทีออก แต่จริงๆแล้วรถเต็มถึงจะออกค่ะ โชคดีพวกเราขึ้นตอนรถจะออกพอดี 7.45 น. วนรถมารับคน 1 รอบ จากนั้นก็ขึ้นทางด่วนมอเตอร์เวย์ ถึงท่าเรือแหลมบาลีฮาย 10.00 น.เป๊ะๆๆ พวกเราตั้งใจว่าจะขึ้นเรือท่าหน้าบ้านเพราะจองที่พักที่นั่นแต่ไปไม่ทัน 10 โมงตรง เลยต้องไปลงที่ท่าตาแหวนแทน


คู่รักเกาหลี น่ารักดีค่ะใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ขนาดรองเท้าสีสันสดใสจริงๆยังใส่คู่กันเลย

ลงทางจากเรือเราจะเห็นหาดทรายทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งทางซ้ายเรียกว่า หาดสังวาลย์


ฝั่งขวาเรียกว่า หาดตาแหวนค่ะ หาดทรายยาวกว่าและขาว นุ่ม สบายเท้า


หาดนี้คนเกาหลีจะเยอะมาก มาดูความใสของน้ำกันดีกว่า


พอตกบ่ายแก่ๆก็ได้เวลาข้ามไปอีกฝั่งที่ท่าหน้าบ้าน นั่งรถมอไซด์คนละ 20 บาท หรือจะนั่งรถ 2 แถวก้อได้ค่ะ ราคาน่าจะถูกกว่าคนละ 10 บาท (ถ้าจำไม่ผิดน่ะค่ะ) เราพักที่ลมทะเลรีสอร์ท ที่นี่จะมีแค่ 4 หลังอยู่ติดทะเลเลย ทะเลที่ท่าหน้าบ้านเล่นน้ำไม่ได้ แต่หาของกินสะดวกค่ะ มี 7 eleven ด้วยค่ะ

ที่นี่จะมีห้องครัวเล็กๆ และเราสามารถปิ้งย่างอาหารทะเลหน้าบ้านพักได้ด้วยค่ะ ได้บรรยากาศมากๆ


หลังจากเข้าที่พักก็ขอแอบงีบหน่อย เพราะเพลียแดดมากๆ โชคดีที่ทริปนี้ฝนตกตอนดึกๆ พอกลางวันแดดเปรี้ยงเลย ดูทะเลสิคะ วิ้งวิ้ง ระยิบระยับเลย
พวกเราแวะเที่ยวที่หาดเทียนกันค่ะ นั่ง 2 แถวจากหน้าวัดใกล้ๆท่าหน้าบ้าน คนละ 30 บาท ถ้ามอเตอร์ไซด์ก็ 50 บาทค่ะ ทางพักเขาให้รถมอไซด์ฟรีแต่เผอิญว่าพวกเราขี่มอไซด์ไม่เป็นเลยต้องอาศัยรถ 2 แถวไปก่อนค่ะ ระหว่างทางจะเห็นวิวทะเล สวยดี ฝรั่งส่วนมากลงที่หาดแสมกัน ตอนแรกก็กะว่าจะเที่ยวหาดนี้แต่พอเห็นฝรั่งเยอะมากเลยไปหาดเทียนแทนดีกว่า

แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นฝรั่งอยู่ดี เยอะจริงๆ แถบไม่เห็นคนไทยเลยค่ะ ที่หาดนี้จะมีรีสอร์ทอยู่แห่งเดียว ห้องพักมีแต่พัดลม ราคา 800 บาท นักท่องเที่ยวที่หาดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรัฐเซียกับอีหร่านค่ะ จะมาอาบแดด เล่นน้ำกันจนตัวแดงเลย (พวกเราขอคำนับ 1 จอก) เพราะไม่ไหวจิงๆ แค่เดินไปสุดหาดก็แทบแย่แล้วค่ะ
มาดูความใสของน้ำกันก็ไม่ต่างกันเลยค่ะ เศษไม้อาจจะเยอะไปหน่อย แต่ชอบที่นี่ที่สุดเลยค่ะ






ตัวนี้น่ารักมาก ไม่ดุเลย ขนปุยเชียว







รสชาติใช้ได้ทีเดียว ราคาแก้วละ 80 บาทค่ะ
หาดเทียนราคาอาหารจะถูกกว่าหาดตาแหวน รสชาติอร่อยถูกใจค่ะ



ตกเย็นเราก็กลับเข้าที่พักที่ท่าหน้าบ้านอีกครั้ง คราวนี้เราย้ายไปนอนที่ Lareena resort กันค่ะ


เรามาดูภายในห้องกัน เราจองได้ห้องพัก ปะการังขาว


ห้องนี้ระเบียงจะกว้างกว่า แต่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่รู้ห้องอื่นจะมีหรือเปล่า ที่นี่จะได้ยินเสียงวู้ดจากท่าเรือตลอด ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นเลยทีเดียว ถ้าใครต้องการความสงบ ขอแนะนำว่าไม่ควรมาพักที่นี่ค่ะ
บรรยากาศตอนพระอาทิตย์ตก





ถึงเวลาจะต้องลาจากเกาะสวรรค์ซะแล้ว
ขากลับคนเยอะมากค่ะ โชคดีที่ขึ้นเรือก่อนเลยได้นั่ง ถ้าช้ากว่านี้สงสัยยืนแน่ๆเลย


แล้วพบกันใหม่ บายบายค่ะ ^0^




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2553    
Last Update : 27 ตุลาคม 2553 17:33:51 น.  

paulla_j
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ชอบท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ
เพื่อนๆคนไหนมีประสบการณ์ที่ประทับใจก็แชร์ได้น่ะค่ะ
ยินดีค่ะ ^o^
Friends' blogs
[Add paulla_j's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.