ฤาเรียกว่ารัก เพราะมักจะคิดถึง...มากมาย


ในโลกนี้เคยมีใครตายเพราะความคิดถึงบ้างมั้ย....เล่าให้ฟังหน่อยสิ ?

ถ้าเราจะอดทน อดทน อดทน จนกว่าหัวใจเราด้านชา...เราจะลืมได้มั้ย
ความร่าเริงหายไป...ความเงียบเหงาเข้ามาแทนที่...ต้องเป็นอย่างนี้หรือ?

ทำไมมันเป็นแบบนี้...ยังไม่ค่อยเข้าใจ
และรำคาญตัวเองมากมาย...
จะมัวรอคิดถึงอะไร...นับวันมีแต่จะพ่ายแพ้....หัวใจตนเอง

คิดจินตนาการแต่สิ่งเลวร้าย...มากกาย มากสวาท มากนารี มีสุข ไม่ใช่ไม่เคารพ
ไม่ดี ไม่แน่ ไม่แยแส ไม่สน ไม่ให้เกียรติ ไม่รัก สุดท้าย...ไม่คิดถึง

หัวใจก็ให้อภัย ....ทั้งหมด!!

บัดซบจริงๆ...เจ่้าหัวใจโง่ๆ ช่างโง่งมไม่ฟังสมอง 
ไม่ฟังสำนึกดีที่ร่ำเรียนฝึกฝนมามากมาย

ไม่สนใจใคร จะดื้อด้านเป็นแต่หัวใจลุ่มหลง หัวใจจะรัก 
ตั้งหน้าตั้งตาคิดถึง คอยดูนะ สักวันมันจะตาย....หัวใจหน้าโง่

ยังมีหน้าลุกขึ้นมาเถียงเสียงแข็งอีก
ผิดตรงไหน ถ้าหัวใจจะรัก...ผิดที่ไปรักนี่แหละ ย่้ำไปหัวใจก็ไม่ฟัง ...

คุณอดทนเลยมาขวางกลาง...ห้ามหัวใจออกไปยื่นหน้ามองหารัก
ให้จ่อมจม อยู่กับนายคิดถึง...มองตากันไปมาอย่างทรมาน...

คุณอดทน สอนหัวใจมากมาย...
หัวใจเริ่มทอดสายตาร่าเริงห่างหายออกไป ทุกที ทุกที 
และเริ่มสอดแทรกสายตาเศร้าหมองมาแทนที่...ทุกครั้ง

หัวใจเศร้าหมองบอบช้ำ จนคุณอดทนก็แทบละลายหายไป....
อย่าเพิ่งแปลกใจหัวใจนอนเขียนบนเตียงนอน...
เมื่อลืมตาตื่น ก็เจอ กับคุณคิดถึง...คิดถึงเหลือเกิน...ยิ่งคิดยิ่งรัก...

บอกแล้วว่าความรัก เดินมาหาอย่างไม่มีเหตุผล...
ความห่างไกลไม่ช่วยแก้ไข...ให้หัวใจดีขึ้นเลย
เพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า...ความรักคือพลังขับเคลื่อนชีวิต...
และนั่นไม่สำคัญเลย ว่าคุณรักใคร...สำคัญกว่าคือ ใครรักคุณบ้าง...

หัวใจจึงถาม....
คุณรักฉันใหม? และหัวใจรีบบอก ฉันรักคุณค่ะ!!
ไม่ว่าคำตอบจะยังไง...แต่คำบอกเล่าก็เป็นดังนั้น...

วันนี้คุณอดทน...ยังเข้มแข็งในหน้าที่
ความรักก็ยัง เร่ร่อนรอ อยู่นอกหน้าต่าง
หัวใจนอนหดหู่อยู่บนเตียง...
คุณคิดถึงก็ยังเมินหน้าหนี...ไม่รับรู้ความทรมาณของหัวใจ

มีใครตายเพราะความคิดถึงบ้างใหม......
เคยได้ยินแต่มีคนตายเพราะความรัก...
กับคุณหัวใจที่ตายด้าน...ต้องเปลี่ยนชื่อ..ไปเป็นคุณเย็นชา...
เพื่อให้ทุกคนลืมความสัมพันธ์ของหัวใจกับความรัก...ลืมหัวใจผู้อ่อนแอ...

ถ้าจะอ้างอิงเวรกรรม...หัวใจอาจเคยทำร้ายหัวใจดวงอื่นๆไว้มากมาย....หัวใจหัวเราะเมื่อพบว่ามีใครอุ้มคุณคิดถึงมาหา...รำพรรนว่าคิดถึง...โยนความรักมาเคาะประตู...หัวใจวิ่งเล่นซ่อนหาจนเขาเหนื่อยหนีหายไป...หัวใจก็ร่าเริงแบกกระเป๋าออกเดินทาง.มองหาความรักและหัวใจดวงใหม่ที่คิดว่าใช่ต่อไปๆๆๆ 

แล้ววันหนึ่งก็เจออีกดวงใจหนึ่งชื่อ เย็นชา ตั้งอยู่อีกฝั่ง
พบแล้ว ฝั่งฝันของหัวใจ หัวใจมั่นใจว่า พบฝั่ง ที่ฝันไว้แล้ว
แต่...สะพานที่จะทอดขึ้นฝั่ง...ผุพังหมดแล้ว ..หัวใจได้แต่มองด้วยความเศร้าสร้อย คุกเข่าลงนั่งรอคอย กอดคอกันกับความคิดถึง....โดยมีคุณความรัก ยืนกอดอกมองอยู่ข้างๆ ....พลอยเศร้าไปกับหัวใจและความคิดถึง....

รอคอยให้คุณเย็นชา...เปลี่ยนไปเป็น...อบอุ่นในรัก...สักวันหนึ่ง...




Create Date : 10 มกราคม 2557
Last Update : 10 มกราคม 2557 19:50:02 น.
Counter : 481 Pageviews.

1 comment
ตอน 7 - เปิ่นสาหัส นอกบ้านนอกเมือง (ตอนจบ)
  พออิฉันชักเครดิตการ์ดให้เขาดูด้วยความลนลาน...เขาทำหน้าอมยิ้มเล็กน้อย?? แล้วรับไปอ่านดูแล้วพูดว่า โอ๊ว วีซ่าส์ ... อะฮ้า ปัทมา!! อิส เดท ยัวร์ เนม ?  ปัทมายิ้มระรื่น..เยส..แฮ่ะๆๆ การสนทนาเริ่มไปในทิศทางที่ดี เริ่มใจชื้น...ฝรั่งมันหลอกเราเก่ง...ด้วยกิริยา ผู้อยู่เหนือกว่าทางวัฒนธรรม !!

ในตอนนั้นอิฉันแค่เข้าใจ (ผ่านความสามารถด้านภาษาของตัวเอง) ว่าเขาคงยากรู้ชื่อ สกุลเรา แต่ไม่ได้คิดเลยว่า เขาจะรู้ไปทำไม? แล้วคำว่า Passport มันฟังเป็น "พาสผุส" จริงๆ นะคะ ฟังไม่ออกเลย ไม่มีอะไรนำไปสู่ความคิดว่าเขาจะดู "พาสผุส" เราทำไม? ที่แน่ๆ เราไม่มีแน่ๆ ไอ้พาสผุส นั่นน่ะ ชัวร์!!! 

แต่ พาสปอร์ต เรานอนอยู่ก้นกระเป๋า นิ่งและสงบตลอดเวลา เพื่อรอการตรวจสอบ !!!!
... แล้วคุณตำรวจผิวดำคนหล่อ ก็อดไม่ไหว แกเห็นท่าทางพุดเดิ้ลน้อย..ประจบประแจงของเราก็เอามือมาปลอบโยกหัวเรา พากันแล้วหัวเราะก๊าก ...อาร์ยูสติ้วเด้นท์ ไร้ท์ ...พี่ดำแกถามพร้อมยิงฟันขาว ถามว่าเราเป็น นร. ใช่มั้ย ? ไอ้เรานั้นพอเริ่มเห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ ก็ผ่อนคลายความกลัว คลายความเครียด อารมณ์กดดันเริ่มหลุด ผีตัวจริงที่สิงสถิตย์อยู่ภายในดุจโดนถอดสายสิญจ์ หน้าง้ำทันที ตอบสั้นๆว่า เยส!! พร้อมกันนั้น ปากและจมูก ประชิดกันทันที และหน้าเริ่มดำ ง้ำ เชิด!!

พี่ขาวตัวเล็ก ส่ายหน้าเล็กน้อย เหมือนว่า ในที่สุดก็ "รู้คำตอบ" แต่ตอนนั้นอิฉันยังไม่รู้ที่มาที่ไป ว่าเขาพุ่งมาหาเราเหรอนี่ มาได้ยังไง ทำไมถึงมาหาเรา ...แต่พี่ดำตัวใหญ่ ดันถามให้เจ็บใจอีกว่า ... งั้น คุณมาทำอะไรที่นี่ ??? อิฉันตอบไม่ได้หรอกค่ะ ว่ามาได้ไง เรื่องมันยาวมาก และ เล่าเป็นภาษาที่พี่พอจะเข้าใจ สำเนียงแบบน้องมิชชลินน่ะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่เรื่องมันจะง่ายดาย มันจะยาวเกินไปและ อิฉันหนาวมากแล้ว จมูกเย็นเฉียบแล้วตอนนั้น ...

เมื่อไม่ตอบ และไม่มียิ้มสยามอีกต่อไป หน้าง้ำ ตาแดงๆ เศร้าและอับอายกับชะตากรรมของตัวเอง จึงเลือกที่จะนิ่ง แล้วก็เดินไปเปิดประตูรถพี่แกแบบหน้าด้านๆ ไงๆ แกต้องไปส่งชั้นที่ไหนสักที ที่มันทำให้ฉันมีชีวิตรอดไปหา land lady เพื่อจ่ายค่าเช่าต่อไป....ฮึ่ม !!!

พี่ขาวและพี่ดำก็คุย ชั้ว เชียะ ชััวเชี๊ยะ กันเองอีก สองสามประโยค แล้วก็มาขึ้นรถ ขับรถออกไป รถติดไซเรนท์ด้วยนะ เขาขับออกไปส่งทีคอลเลจน์ พี่แกขับรถปร๊าดเข้าไปจนถึงหน้าตึก จอดตรงนั้นเลย...และอิฉันก็กระโดดลง สูดขี้มูกสองที ยกมือไหว้แบบไทยแท้และลืมตัว ว่าอันที่จริงเราน่าจะเช็คแฮนด์ และพูดว่า Thank you ด้วยนะ แต่ลืมหมด...กลับพนมมือเงียบๆ เรียบร้อย ก้มหน้า กัดปาก ก้มหัวสวยงามแบบสาวการบินไทย เป๊ะ !!!

น้ำตาคลอเมื่อเงยหน้าขึ้นมา..ในใจนึกว่า...กูรอดตายแล้ว วันนี้ ครั้งนี้ โอว พระเยซูคริสต์เจ้า
... อิฉันเคยนับถือ 2 ศาสนา ตอนเป็นเด็กก็เป็นคริสต์ พอเรียน มอ. 1 ก็มาเป็นพุทธ เรื่องนี้ก็มีเปิ่นจะเล่าเหมือนกัน ไว้ตอนต่อไปนะคะ...หันหลังวิ่งเข้าห้องเรียน ไม่สายสักเท่าไร แต่ อ. ชื่อ อ. นิลล์ แกมองงงๆ มันมาจากไหนเดินหัวหูยุ่งเหยิงกระเจิงมาเชียว พร้อมทั้งวิ่งออกไปที่ admin ขณะที่ admin ก็วิ่งมาหาแกแล้วก็ ชั้ว เชีียะ ๆๆๆๆ กับ อ. นิลล์ ...พักใหญ่
อ.นิลล์เดินกลับมาเข้าห้องเรียน อจ. ก็เลยเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า "ปัทมาเขาหลงทางไปไกล" และ ไปเคาะบ้านคนแก่ คุณป้าแกกลัว ก็เลยโทรแจ้งตำรวจว่า มีคนเอเซียจะไปปล้นแก แกกลัวโดนฆ่า ให้ตำรวจมาจับ นังเอเซียผมดำคนนั้นหน่อย ...เดินอยู้่แถวๆ นี้แหละ แกมองไม่เห็นว่ามันไปทางไหนแล้ว....ตำรวจจึงไปรับปัทมา มาส่งห้องเรียน!!!
ตกลง...อิฉันเป็นโจรโรคจิต เพราะตกรถ เนี่ยนะ !!! 
จบค่ะ !!!




Create Date : 09 มกราคม 2557
Last Update : 9 มกราคม 2557 22:16:02 น.
Counter : 112 Pageviews.

0 comment
ตอน 6 - เปิ่นสาหัส นอกบ้านนอกเมือง
  ระหว่างที่เดินหมดอาลัยตายอยากอยู่ริมถนนนั้น...สักพักก็มีรถตำรวจของอังกฤษ รถสีขาวลายพาดด้านข้างสีดำและสีเขียวอ่อนสะท้อนแสง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนาย..คนหนึ่งเป็นคนผิวดำ ร่างสูงใหญ่ หากเทียบขนาดกับน้องมิชลินแล้ว ดูเหมือนน้องมิชลินจะกลายเป็นเด็กๆ เลย ...ดูเป็นเด็กเล็กๆ สูงเลยสะเอวพี่แกมาหน่อยเดียว รู้สึกว่าตอนนั้นเสียงเธอดังมาก..ดูอายุพี่ดำแกก็ไม่เท่าไรหรอก อีกคนดูอายุเยอะกว่า แต่เป็นคนร่างเล็ก เฉกเช่นชายชาวอังกฤษทั่วไป อิฉันมองว่า ชายชาวอังกฤษส่วนใหญ่ หน้าตาจิ้มลิ้มเป็นเอกลักษณ์ ถ้าถึกๆ ต้องชายชาวอเมริกัน ...นายคนขาวนั้นขับรถเอง และทั้งคู่เหมือนกับมาเจออิฉันปั๊บ โฉบเข้ามาไม่มีลังเลเลย ธรรมชาติของพวกเราเวลาจู่ๆ ตำรวจพุ่งมาหาเราเอิกเกริกเช่นนั้น อิฉันคิดว่าคงไม่มีใครคิดจะยิ้มหวานต้อนรับพี่ตำรวจเขาหรอ...กค่ะ นอกจากตาเหลือกใส่ ... เฮ้ย ทำไมวะ ????

อิฉันมัวตกใจ ที่ตำรวจถลาเข้ามาหา ยิ่งเราเป็นต่างชาติด้วย ปอดแหกเลยค่ะ ทำอะไรผิดเนี่ย...จะพูดรู้เรื่องมั้ยเนี่ย..ลืมไปว่าเรากำลังอยากได้ความช่วยเหลือด้วยซ้ำไป แต่ความกลัวมันมีมากกว่า ลืมหมด!! คิดไม่ทันจบ..ความสำคัญของภาษามาจ่อคอหอยอีกครั้ง...ในระยะเวลาสั้นมาก แต่วันนี้ทั้งวัน คุยกับคนมาสามคน ไม่รู้เรื่องสักคน ...ภาษา และ สำเนียง สำคัญต่อการใช้ชีวิต ตอนนั้น มาก มาก

ตำรวจเริ่มตั้งหน้าตั้งตาซัก ก็ไม่รู้เรื่องกันหรอกค่ะ ถามมากมาย อะไรบ้างไม่รู้ ในที่สุดก็ถามว่า วัด อิีส ยัว เนม ? มายเนมอีส ปัทมา? ง่ายๆ พอเราตอบแสนสั้น มันก็ยังฟังไม่รู้เรื่องอีกค่ะ ...แค่คำว่า ปัทมา ก็ยังไม่รู้ว่าเราพูดอะไรเลยค่ะ ... มันต้อง "พัดเทอะม่ะ" คล้ายๆ "พัดเธอมา"... อ๊า เป็นเพราะชื่ออิฉันนี่เอง ทำให้อิฉันต้องเร่ร่อนปานฉะนี้ ...โห..ไม่มานั่งเล่าเพื่อนไม่รู้เลยนะเนี่ย ...

แต่ตำรวจเก่งมากค่ะ เขาแกะภาษาอิฉันพอได้อยู่...น่าจะมั่วเก่ง...ไม่แพ้ตำรวจไทย...พอเขาถามหา Passport เราก็งงว่าเขาจะเอาอะไร ตะแคงคอไปมา เหมือนหมา งงๆ นั่นแหละ แกว่า Visa Visa พยายามย้ำให้เราดูว่าเขาจะเอาอะไร พอว่า Visa ซึ่งเขาคงหมายถึง ถือวีซ่าอะไรเข้ามา...แต่อิฉันดีใจสุดขีด อ๊าาาา วีซ่า !! โอเค...หันไปเปิดกระเป๋าสตางค์...ชักบัตรวีซ่าออกมา Here you are my visa ................card !!!!



Create Date : 09 มกราคม 2557
Last Update : 9 มกราคม 2557 22:14:21 น.
Counter : 91 Pageviews.

0 comment
ตอน 5 - เปิ่นสาหัส นอกบ้านนอกเมือง
คาดไม่ถึงว่าเรื่องเปิ่นๆ ของอิฉันจะระลึกได้เยอะ ...แวะไปแวะมา ถึงตอน 5 อย่างไม่รู้ตัว เขียนไป เล่าไป ไม่อยากให้มันยาว แต่ทำไมมันไม่จบสักทีแฮ่ะ อยากเขียนเหมือนเล่าสู่กันฟัง ... แล้วไม่ใช่แค่ว่า จะจบเรื่องก็ยังยากส์ เรื่องระลึกถึงต่างๆ มากมาย ก็ทะลักเริ่มฉายภาพตามมาในมโนจิต..ยังมีเปิ่นๆ อีกเป็นกุรุส ...โอ้ย..นี่อิฉัน"เปิ่น" จริงๆ ขนาดนี้เลยเหรอ ...แต่ยังไง ยังไง มันก็เล่าสู่กัน นำมายังความเป็นตัวเราในวันนี้หละ นะคะ (ออกจะน่ารัก แห่ะๆ !) 

อันที่จริงแล้วตัวเองก็ไม่ใช่คนช่างจดจำอะไรมากมาย แต่บางเรื่องมันอายจับจิต !! ยังไม่ได้รวมถึงเรื่อง ความเปิ่นในเมืองไทย ร่วมด้วยกับการหัวทิ่ม หน้ากระทุ้งพื้น ในพื้นที่สาธารณะอีกบ่อยครั้ง...ช่างก่อแต่เรื่องแสนอับอาย จริงๆ

เมื่ออิฉันเดินทาง งกๆ เงิ่นๆ ด้วยความหนาว มาถึงบ้านหลังเล็กๆ กลางทุ่งหญ้า หลังพงป่าตรงทางเข้า...สภาพบ้านน่ารักแบบบ้านคนอังกฤษทั่วไป ที่มีอาณาบริเวณและมีรั้วหินเตี้ยๆ นี่ก็อีกแหละ..รสนิยมเรื่องรั้วๆ อิฉันเป็นคนชอบรั้วหินในอังกฤษเนี่ยมากๆ เลย มันดูเย็น อึด ดูเหมาะสมกับความเย็นของอากาศ มันดูเหมาะกับโรคภัยแพร่เชื้อชนิดแวมไพร์ ผีดูดเลือด เหมาะกับนิสัยเย็นชาของคนอังกฤษ และ เด็กดื้ออย่างเรา...เข้ากั๊น เข้ากัน...

หน้าบ้านเขากับทางเข้า ไม่ห่างกันเท่าไร ไม่เหมือนบ้านเรา หากบ้านใดมีลานทุ่ง ทางเข้าบ้านนับจากรั้วบ้านห่างเหินปานตะโกนได้โน่นแหละ เฮ้ ฉานมาเยี่ยม ล่ามหมาหน่อยนะ...แตกต่างจาก ที่นี่รู้สึกเหมือนว่า ขืนเราส่งเสียงดัง เขาอาจยิงสวนมาก็ได้ ..ไม่กล้า... อิฉันก็ค่อยๆ ย่องย๊อกแย๊กๆ เข้าไปเมียงมอง ไม่เห็นใคร ตัดสินใจเคาะประตู พักหนึ่ง ยังไม่มีใครมาเปิด ทันใดนั้นระหว่างสอดแนมช่องหน้าต่างอยู่..มียายแก่คนหนึ่ง..ตัวอวบๆ ไม่สูง แต่อาจสูงกว่าอิฉัน เธออายุสัก 65-70 เห็นจะได้ เธอไม่เปิดประตู แต่กลับเมียงมองลอดช่องกระจกหน้าต่างออกมา ไม่ถึงขั้นจ๊ะเอ๋กัน แต่มองกันชัดเจนมาก เห็นสายตาอันเย็นชาและตาน้ำข้าวขุ่นๆ มีเส้นเลือดก่ำๆ ด้วย! เส้นแดงๆ อยู่รายรอบลูกกะตา...อุ๊ปส์!! อิฉันนึกในใจ โอว..ยายจ๋ายาย ขอบคุณสวรรค์ อย่างน้อยยายก็อยู่...ใจชื้นมาเป็นกอง...

อิฉันก็พอจะเข้าใจนะคะ ว่ายายแกคงกลัวเราเหมือนกันเพราะเรา "หัวดำ" เราดูเอเซีย ไม่น่าไว้ใจ และวันนั้น สภาพอิฉันผอมหน้าแหลม...หัวยุ่งเหยิง..ลมพัดเอาผมยาวๆ พันกันดูสังคะตังมาก...ผิวก็ดำไม่มีสง่าราศีอะไรกับเขาเลย เป็นไปได้ที่ยายจะดูเรา และคิดว่าอาจจะเป็น"อาชญากรต่างชาติ" ได้ ...หากอิฉันเข้าไปด้วยสภาพกำลังหิวโหยในขณะนั้น...ยายจึงไม่ยอมเปิดประตู ...อิฉันรู้สึกเหนื่อยใจ แค้นใจ ทำไมหละย๊าย มาคุยกันดีๆ ได้มั้ย ... ทนฟังหนูหน่อยเถิดยาย...ปัญหาต่อไปคือ จะพูดยังไงให้ คนแก่ หัวโบราณ มาพยายามเข้าใจสำเนียงใหม่ๆ จากไทยแลนด์ของเรา...แค่คิดนะยังไม่ได้ลงมือทำ อิฉันก็เหนื่อยใจเสียแล้ว...

เอาหละ คิดว่า ถ้าให้อิฉันกลับไปปีนถนน กลับไปโดยไม่ได้พยายาม ก็คงไม่ใช่ลูกนางฟ้า หลานป๋ารามฯ เด็ดขาด อิฉันจึงพยายามเท่าที่สภาพเอื้ออำนวย ไม่มั่นใจว่าเสียงและสำเนียงของเราจะลอดรูอะไรไปถึงใบหูหน่อนยานของแกมั่ง ไม่รู้มีรูที่ยังพอหลงเหลือให้เสียงลอดเข้าไปในตัวบ้านแกมีมั่งมั้ย เพราะยายแกมุ่งมั่นไม่ยอมเปิดประตูท่าเดียวหรือ แม้แต่จะแง้มหน้าต่าง!! ....อิฉันก็พยายามพูดแบบอ้าปากกว้างๆ พยายามสุดขีด...ฮัลโหล มาดาม ไอ ว้อน ทูยูส ยัวร์ เทเลโฟน พลีส ... ไอ แอม Pattama ไอ แอม โอเว่อซี สติวเด้นท์ .... So on and So on .... ตามด้วย ฮือๆๆๆๆๆ ร้องให้ค่ะ น้ำตาจระเข้ ดันไม่ยอมไหลออกมาซะอีก ได้แต่ตาแดงๆ ข้อสำคัญคือ...ไอ้ที่แกพูดมา เราก็ฟังไม่รู้เรื่องสักคำเดียว !!

เมื่อต่างคนต่างพูดกันไม่รู้เรื่อง และไม่สามารถเข้าใจกันได้ ก็ต้องแยกทางกันเดิน...อิฉันหันหลังกลับ มองทางกลับไป ทางที่จะปีนขึ้นบนถนนอย่างเซ็งสุดขีด...เดินคอตก คราวนี้คอตกจริงๆ ไม่มีลูกกะตาเฟ้อฝัน กับอีเถาวัลย์พันลึกข้างทางอีกต่อไป จ้ำพรวดๆๆๆ กลับไปยังถนนที่เราเพิ่งจากมาเมื่อครู่ใหญ่ๆ...เรื่องกลับไปคอลเลจน์ลืมไปก่อน ตอนนี้ยังไงๆ อิฉันต้องกลับบ้านพักให้ได้!

ในที่สุดก็กลับมาเดินแกว่งกระเป๋า กับแก่วงแขนเสื้อกันหนาว ที่มันยาวกว่าแขนจริงๆของเรา หมุนเป็นวงกลม หมุน หมุน เอามือซ่อนไว้ด้านใน เพราะมันหนาวมาก...ใบหูก็เอาผมปิดไว้ สมัยนั้นอิฉันก็คงเป็นอิฉันเนี่ยแหละค่ะ ไม่เหมือนชาวบ้าน อิฉันไม่ใช้เป้กะเขาหรอกค่ะ อิฉันให้กระเป๋าสะพายแบนๆ แบบที่เขาใส่โน๊ตบุ๊คสมัยนี้เนี่ยแหละ ใบใหญ่หน่อยหนังควายอย่างดี...เหมือนพี่มอสเขาใช้ แล้วโยนไปปิดบังตูด เอ้ย ก้นด้านหลังไว้ มองไกลๆ เราจะเหมือนเด็กผู้ชาย...บอกแล้วว่า เสื้อกันหนาวอิฉัน แมนมาก!!

หมดหนทางต่อสู้ชีวิต อิฉันก็เริ่มทำใจ เลิกทุรนทุรายที่จะไปเรียนสายๆ หรือ กังวลว่าจะไม่ได้ไปเรียน ..ตั้งใจว่าจะเดินๆๆๆ ไปจนเจอผู้คน เจอบ้านเมือง หรือ ออกในทาวน์มันไปเลย จึงจะเริ่ม ชีวิตการต่อสู้ใหม่อีกครั้ง...เมื่อนั้น ...

หยุดตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อนนะคะ ตอน 7 ก็จะจบแล้วหละค่ะ มันจะยาวไปแล้ว... เกิดจิ้มอะไรผิดพิมพ์ใหม่ คงตาลายน่าดู กันพลาด..น้องมิชลินไปก่อนนะฮ้า....




Create Date : 09 มกราคม 2557
Last Update : 9 มกราคม 2557 21:56:46 น.
Counter : 112 Pageviews.

0 comment
ตอน 4 - เปิ่นสาหัส นอกบ้านนอกเมือง
   เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งคือ "เหรียญ" เราควรมีติดตัว ตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรข้างหน้า เพื่อเราจะหยอดโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ เมืองนอกเมืองนา ดู้โทรศัพท์เขาเป็นสิ่งสำคัญและบางที่ดูจะจัดเป็นแหล่งนำเสนอเป็นศิลปร่วมสมัยผ่านรูปแบบตู้โทรศัพท์กันเลยทีเดียว บางคนรังเกียจเหรียญ หากว่าต้องพกพาเหรียญ ก็ไม่ชอบเอามากๆ มีคำแดกดันคนพกพาเหรียญว่าแหม..รวยมากนะ (เป็นคำแดกดัน เป็นเรื่องแดกดัน) เหรียญเต็มกระเป๋า อย่างงี้แหละ ฮ่าๆ รู้ไว้เถิดว่า นั่นแหละ เขาคือคนรอบคอบ เป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่เหรียญต้องมีติดตัว อย่างน้อยๆ เกิดอะไรขึ้น เอาเป็นเครื่องมือปกป้องตนเอง เขวี้ยงหัวโจร หรือ ควักใส่ลูกกะตาโจร ยังได้ (แต่ต้องวิ่งได้ไวๆนะ ขอเตือนเพิ่มเติม ผู้อ่านโปรดพิจารณาความเหมาะสมด้วยตนเองค่ะ)  

แต่เหรียญที่มี ยังไม่สำคัญเท่า...เบอร์ที่สำคัญ ...อิฉันไม่ได้มีเวลาจดเบอร์อะไรๆ ไว้เลย ยัง งงๆ กับรหัสเมือง รหัสบ้าน รหัสอะไรต่อมิอะไร มากมาย วันๆ ต่อสู้อยู่กับภาษา สำเนียง และ ความหนาว...รู้แต่ว่าประเทศนี้เบอร์โทรฯ เลขเยอะมาก ...งง!! ขนาด กทม. แค่ให้ใส่ 02 กับ ตจว. 075 ก็บ่นกันแย่แล้ว อิฉันผลัดวันประกันพรุ่งไป 3 วัน เลยไม่ได้จดไว้ ยกเว้นเบอร์บ้าน Land Lady (คนที่แบ่งบ้านให้เราเช่าอยู่ด้วย 1 ห้อง ถ้าเป็นผู้หญิง เราเรียกเขาว่า "แลนด์เลดี้" ถ้าเป็นผู้ชายเราเรียกเขาว่า "แลนด์ลอดจ์"  อิฉันชอบภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ มันดูดัดจริตดี เพราะพริ้ง และ เฉิดฉันท์ ชอบค่ะ!) เธอให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้...เนื่องจากบางครั้งเรากลับบ้านช้า หรือ เธอเข้าเวรยาม...จะโทรมาบอก! ก็ต่างให้หมายเลขไว้ ไอ้เลข Mobile หรือ โทรศัพท์มือถือ ไม่มีค่ะ ยังไม่ผลิตมาขาย แต่ได้ข่าวแล้ว ว่ามีรุ่นยักษ์ๆ ตัวละแสนกว่าบาท ...คงไม่ใช่อิฉันและ land lady จะมีวาสนาได้ใช้รุ่นยักษ์ๆ แบบนั้น 

อิฉันเดินผ่านลมหนาวๆ อากาศเย็นจนแก้มแดงเถือก...หัวยุ่งเหยิง ที่โน่น ไม่มีการปัดแก้ม เพราะคนอังกฤษ หรือ คนทั่วๆ ไป ไม่แต่งหน้ากันเลย เราไปแต่งหน้า จะโดดเด่นดูเป็นคุณตัวได้...ต้องระวัง แต่ นร. จะมีปัญญาอะไรไปแต่งมากมาย แค่หาครีมทาตัวไม่ให้ย่นนี่ก็จะแย่แล้วค่ะ.. 

เสื้อกันหนาวก็เพิ่งได้ใส่กันครั้งแรก ภาคใต้บ้านที่เราจากมา...ไม่มีฤดูหนาว ดังนั้นการจะนำสมัยในแฟชั่นกันหนาว ยากส์ คาดไม่ถึงด้วยซ้ำไอ้ที่ว่าหนาวๆ นั้นซักขนาดไหน ขนาดฝนตกเยอะๆ ที่ใต้ บ้านอิฉันหละก็ น่าห่มผ้าหนาๆ ก็รอดแล้ว..แต่ที่นี่ ไม่ช๊ายยย !!!

นึกย้อนไปตอนนั้น เรายังเด็กๆ นัก คือเปิ่นสุดฤทธิ์ ไม่รู้ว่าไอ้ชุดใหญ่ๆ พองๆ เวลาหาให้มันฟิตพอดิบพอดีกับผู้ใส่ ยังไงจะพอ เพราะสุดท้ายก็ต้องมาหาซื้อเพิ่มที่เมืองที่เราอยู่ การหาซื้อเพิ่มแพงๆ เรากลัวไม่มีเงินพอจึงประหยัด ซื้อได้ในตลาดในทาวน์ ของแขกอินเดียขายของถูก ๆ ผลคือ ได้เสื้อกันหนาวแบบช่างเครื่องไปทำงานขุดถนนมาเลย ใหญ่และ แมนมาก...หล่อเชียวแหละ ขอบอก...ฮ่าๆๆ มิชลินเกิลล์ ยังไงยังงั้น (แห่ะ เล่าหมดเปลือกว่า ที่ผ่านมาไม่มี Hi So หรือ ไฮซ้อ สักตอนเดียวของชีวิต...นร.นอก....นี่แหละเรื่องจริง เปิ่นอีกต่างหาก พี่ๆ เขาเคยชมว่า ไม่รู้ว่าโง่หรือ เซ่อ แยกไม่่ค่อยออก... เหอะน่า!!)

ด้วยความ "แมน"ของชุดกันหนาวที่ใส่ ห้าวเป้งแบบกิริยากัลยาณีฯ และ พ่อขุนรามฯ ที่อบรมบ่มเรามา ...อิฉันเดินไปถึงบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง จากถนน ถนนจะอยู่สูงกว่า และทางเดินเข้าบ้านหลังนั้น ก็เป็นป่ารถรัฏ และเป็นทางลาดลงต่ำไปเบื้องล่าง จากนั้นก็วาดขึ้นเนินเล็กน้อย แต่ยังไม่สูงเท่าถนน...ตอนเดินมา ด้วยวัยยังใส โลกยังสวย อิฉันดีใจได้เจอบ้านคน และลืมตน ด้วยความรักสีเขียวและต้นไม้กับความหลงไหลบรรยากาศ ทอดน่อง แกะลูกโน้นดู หยิบลูกนี้มาชิม...เดินทอดน่องเล่นๆ ชมเถาวัลย์ไปเรื่อยๆ เพลินหายกลัวไปเล็กน้อย คอลเลจน์ คอนหลาด ลืมสนิท ..มุ่งมั่นกับการเอาตัวรอดครั้งนี้ เริ่มผ่อนคลาย .... หารู้ไม่ว่า ผ่อนคลายได้แค่ 10 นาทีเท่านั้น ที่เหลือ....เปิ่น ต่อไปอีก....



Create Date : 09 มกราคม 2557
Last Update : 9 มกราคม 2557 21:52:50 น.
Counter : 93 Pageviews.

0 comment
1  2  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends