เลื่อนคนอื่นขึ้นแต่อย่าลดคนอื่นลง
อาจารย์ท่านหนึ่ง ชวนลูกศิษย์ไปเดินตามชายหาด ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นไปบนพื้นทราย เป็นเส้นคู่ขนาด ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับ 


อาจารย์กล่าวว่า "เธอลองทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้ดูหน่อยสิ" ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วตัดสินลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้สั้นลง จนเหลือเพียง ุ1 ฟุต จึงทำให้เส้น 3 ฟุต ดูโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็สบตาอาจารย์พลางขอความเห็นว่า "เช่นนี้ใช้ได้หรือยังครับ" 

อาจารย์เขกหัวศิษย์เบาๆ แล้วบอกว่า "คนที่คิดจะยกตนเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู้แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ดี ดังนั้น เลือกใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว ไม่พัฒนา ทางที่ดี ควรเลือกวิธีการที่จะ "ยกตนเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง"   

อาจารย์ก็ทำการขีดเส้น 2 เส้น ให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต แล้วอาจารย์ก็สาธิตให้ดูด้วยการขีดเส้น 3 ฟุต ให้ยาวขึ้น เป็น 10 ฟุต แล้วกล่าวว่า ...

"จงอย่าคิดว่าขู่แข่งของเธอคือ ศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือ ดีกว่า เขาคือ คนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างาม หากไร้คู่แข่งแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเราเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ ก็ไม่รู้จักสวยงาม" 

นักสู้ที่ดี มักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ จะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบคู่แข่งที่แกร่งและฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับขยายตัวเองไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น  

คนที่พยายามเลื่อนตัวเองไปโดยการ ฆ่าเพื่อน ฆ่าน้อง ขายเพื่อน ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ 

การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยวิธีการไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพภ์ที่ต่างกัน การเลื่อนตนเองขึ้น พร้อมกับการลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะแต่ก็มีศัตรูเป็น "ของแถม" แต่การเลื่อนตนเองโดยไม่ลดคนอื่น เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับมี "เพื่อนแท้" เพิ่มขึ้นมากมาย และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งหรืออดีตศัตรูของเธอเองด้วย

เป็นสังคมแห่งความสำเร็จบนพื้นฐานของมิตรภาพ โดยแท้ ....



Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2559 16:14:40 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comment
ถังน้ำ 2 ใบ

ชายจีนคนหนึ่ง แบกถังน้ำ 2 ใบไว้บนบ่า เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่ง ไม่มีรอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง 

แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับมาสู่บ้าน จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยตำหนิ..เหลือน้ำมาเพียงครึ่งเดียว เหุตการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาได้ถึงสองปีเต็ม ที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำมาได้หนึ่งถังครึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึกอับอาย ต่อความบกพร่องของตัวเอง มันรู้สึกโศกเศร้ามากกับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียว ของจุดประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้นมา หลังจากเวลาผ่านไปสองปีที่ถังน้ำมีรอยแตก มองว่าเป็นความล้มเหลว อันขมขื่น 

วันหนึ่ง ที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตนเอง เป็นเพราะรอยแตกที่ตัวข้า ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทางที่กลับไปยังบ้านของท่าน"  คนตักน้ำ ตอบว่า "เของจ้าเคยสังเกตุหรือไม่ ว่ามีดอกไม้เบ่งบานตลอดทางในด้านของเจ้า ที่เดินกลับไปยังบ้านของข้า แต่กลับไม่มีดอกไม้ในอีกด้านหนึ่งเลย เพราะข้ารู้ว่า เจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงไปข้างทาง ด้านของเจ้า และทุกวันที่ข้าเดินกลับ เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำต้นไม้เหล่านั้นให้ข้า เป็นเวลาสองปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวยๆ ไปแต่งโต๊ะกินข้าว ถ้าปราศจากเจ้าที่เป็นแบบนี้แล้ว เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

"คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ เป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้ สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น และมองหาวสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง"




Create Date : 20 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 กันยายน 2556 9:30:18 น.
Counter : 196 Pageviews.

0 comment
อาม่า กับชามใบเก่า


ครั้งหนึ่ง... มีบ้านหลังหนึ่ง มีสามี-ภรรยา ลูกชาย และมีอาม่าแก่ๆ คนหนึ่ง อาม่าแก "แก่มาก" และไม่แข็งแรง มีอาการมือไม้สั่นตลอดเวลา ทำให้ถือของลำบาก โดยเฉพาะเวลาทานข้าวร่วมกับครอบครัว อ่าม่าจะถือชามข้าวได้ลำบากและทำข้าวหกลงบนโต๊ะ อยู่บ่อยๆ

ลูกสะไภ้อ่าม่า ก็รู้สึกหงิดหงิดและรำคาญกับเรื่องนี้มาก จึงปรึกษากับสามีว่า นางทนไม่ได้ ที่จะเห็นอาม่าทานข้าวหกเลอะเทอะเกลื่อนโต๊ะ มันทำให้นางกินข้าวไม่ลง  สามีไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเขาไม่สามารถหาวิธีการทำให้อาม่ามือหายสั่นได้ ....

จากนั้นไม่กี่วัน ลูกสะไภ้ก็เอาเรื่องนี้มาพูดกับสามีอีกว่าจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลยหรือ นางทนไม่ได้แล้ว... หลังจากโต้เถียงเรื่องอาม่าของสามี ไปสักพัก สามีก็ยอมแก้ไขตามคำแนะนำของภรรยา 

นั่นคือ เมือนถึงเวลาทานข้าว เขาก็จัดโต๊ะอาหารให้แม่นั่งแยกต่างหาก ตามลำพังคนเดียว ...โดยใช้ถ้วยชามราคาถูกๆ บิ่นๆ เพราะอาม่าชอบทำถ้วยชาม แตกบ่อย ...ทั้งๆ ที่ถ้วยชามบางใบ เป็นของที่อาม่า อุตส่าห์หาสะสมมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ของนางเอง ...



เมื่อถึงเวลาทานอาหาร อาม่าจะเศร้าใจมากๆ แต่อาม่าไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขอะไรได้.... 

นางนึกถึงอดีต ที่นางเคย เลี้ยงดูลูกชาย ของนางด้วยความรักเสมอมา นางไม่เคยปริปากบ่นหรือย่อท้อต่อความเหนื่อยยากที่นางต้องเผชิญ เวลาที่ลูกชายเจ็บไข้นางก็จะดูแลเขาเป็นอย่างดี เวลาที่เขามีปัญหา นางก็ช่วยแก้ไขทุกครั้ง สภาพร่างกายของนางที่ทรุดโทรมเป็นที่รำคาญของลูกสะไภ้ในวันนี้ ก็คือผลจากการอดทน ตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลานานในวันก่อนๆ 

เพื่อให้ลูกชาย หรือสามีของลูกสะไภ้ในวันนี้ได้ร่ำได้เรียน มีความรู้ มีอาชีพการงาน ที่ทำให้ลูกเมียอยู่สุขสบาย แต่ตอนนี้อาม่าเสียใจมาก อาม่ารู้สึกว่า ตัวเองไร้ค่าและถูกทอดทิ้ง.... 

หลายวันผ่านไป อาม่ายังคงเศร้าสร้อย รอยยิ้มเริ่มจางหายไปจากใบหน้า หลานชายตัวน้อยๆ ของอาม่า ซึ่งเข้าจับตาดูทุกอย่างมาโดยตลอด ก็เข้าไปปลอบใจคุณย่าว่า เขารู้ว่า คุณย่าเสียใจมากแค่ไหน ที่ถูกพ่อแม่ของเขาปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้ และเขาก็บอกท่านว่า เขามีวิธีที่จะให้อาม่าได้กลับไปทานข้าวร่วมกับทุกคนได้ เหมือนเดิม..ขอให้อาม่าเลิกเศร้าสร้อยได้แล้ว...

ความหวังของหญิงชราเริ่มเบ่งบานขึ้นในหัวใจ ของหญิงชราอีกครั้ง นางถามหลานชายว่าจะทำอย่างไร?.... เด็กน้อยตอบได้แต่เพียงว่า "เย็นนี้ขอให้คุณย่าแกล้งทำ "ชามข้าว" ของคุณย่าตกให้มันแตก ... คุณย่าทำเหมือนกับไม่ได้ตั้งใจนะครับ"

อาม่าได้ฟังก็แสนลำบากใจ และแปลกใจเพราะรู้สึก "เกรงกลัว" ลูกชายและลูกสะไภ้ จะหงุดหงิดใส่อีก แต่หลานชายยังคงยืนกราน ให้คุณย่าทำตามที่บอก ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหลานชายจะจัดการเอง ...

และแล้ว...เมื่อได้แวลาอาหารเย็น หญิงชราก็ตัดสินใจลองทำตามที่หลานชายพูด เพื่อจะดูว่าหลานชายมีแผนการอะไร นางจึงยกถ้วยข้าวใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นขึ้น แล้วกล้งปล่อยให้มันตกลงบนพื้น เหมือนกับทำหลุดมือ ถ้วยใบเก่าใบนั้น หล่นแตกกระจายเต็มพื้นไม่มีชิ้นดี!!!

ลูกสะไภ้เห็นดังนั้น ก็ลุกขึ้น เตรียมจะด่าว่า อาม่าทันที แต่แล้ว ลูกชายตัวน้อยของเธอ กลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า ...

" ว้า...คุณย่าทำไมทำ ชามข้าว แตกซะเละเทะหมดหละครับ นี่ผมอุตส่าห์ตั้งใจไว้ว่า จะเก็บชามข้าวใบนี้ไว้ให้คุณแม่ผมใช้ต่อ แล้วเนี่ย ผมจะเอาชามที่ไหนมาให้คุณแม่ผมใช้ตอนแก่เท่าคุณย่าหละครับ??" 

ง้้นคุณแม่กับคุณพ่อ คงต้องแย่ง ชาม กันตอนแก่เท่าคุณย่า อีกใบอย่าทำแตกอีกนะครับ บิ่นมากแล้ว ผมจะเก็บไว้ให้คุณพ่อ...พ่อควรดูแลชามบิ่นบ้าง"  

ลูกสะไภ้เมื่อได้ยินลูกชายพูดเช่นนี้ ก็ถึงกับนิ่งอึ้งงงงง...หน้าซีด ถึงกับด่าไม่ออก นางรู้สึกได้ทันทีว่า ทุกสิ่งที่นางทำลงไปในวันนี้ ย่อมเป็นตัวอย่างให้ลูกชายของนางนำไปปฏิบัติต่อนางในวันข้างหน้า เมื่อนางแก่ตัวลงเช่นกัน .....

นางรู้สึกอับอายและสำนึกผิดต่อการกระทำของตัวเอง ตั้งแต่ั้นมาทุกคนในบ้านก็นั่งทานอาหารร่วมกัน ตลอดมา.....




Create Date : 18 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 กันยายน 2556 9:31:19 น.
Counter : 362 Pageviews.

0 comment

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends