หากการศึกษาไร้คุณภาพและคุณธรรม ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร?
เคยไปสอนปริญญาโทนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยเอกชนตอน"ทไวไลท์" ถามไถ่ได้ความว่าที่มาเรียนเพราะได้ เงินค่าจ้างตามปริญญา เป็นส่วนใหญ่ เพราะได้ค่าจ้างเพิ่ม ได้เพื่อนร่วมรุ่นและสามารถต่อยอดทางธุรกิจให้ขยายขึ้น

ผู้ชายจะคิดไม่เหมือนผู้หญิง ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักตอบว่าเรียนเพราะจบไปจะหางานใหม่ นัยยะของบุรุษมักคิดเหนือสตรีไปอีกขั้น และใฝ่ไปต่อถึงปริญญาเอก เพราะค่านิยมต้องได้"ด๊อกเตอร์"ถึงจะโก้และอยากทำงานกับนานาชาติได้เงินเดือนสูง สรุปว่าค่าจ้างเป็นแรงจูงใจ

มีอยู่สองสามรายบอกว่าอยากเจอเนื้อคู่ (ในหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นๆเพิ่มวิทยะฐานะของเอกชนและราชการพบประเด็นนี้มากที่สุด) สารภาพว่าอยากมีเนื้อคู่ หมายถึงคู่สมรสและกิ๊กใหม่

การศึกษาได้ความรู้จริงจัง บางคนไปเรียนเพราะมีสิ่งแอบแฝง บางคนที่ไปเรียนมีความรู้ประสบการณ์อยู่แล้วแต่อยากอั๊พเกรดทางวิทยะฐานะที่สังคมยอมรับ ผมเคยเจอ คนเรียนอายุมาก ระดับนโยบายไปนั่งเรียน ถามได้ความว่าอั๊พเกรดเพราะกลัวตามคนรุ่นใหม่ไม่ทัน และไปไพเรทคนร่วมรุ่นด้วย เพราะต้องแสวงหาเด็กมีแววแล้วซื้อตัวไปช่วยงาน คงจำได้ว่าหลายหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยไปตั้งสาขาเปิดเรียนนอกสถานที่เพื่อหารายได้แบ่งกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ร่ำรวยตามๆกัน จนคุณภาพลดระดับลงเพราะสุกเอาเผากินก็เพราะลูกศิษย์สรวลเสเฮฮา ให้อาจารย์ใบ้ข้อสอบ มีเสมียนรับจ้างลอกงานที่อาจารย์สั่งให้ทำและติวเข้มได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำว่าจ่ายครบจบแน่ระบาดมากใน ปัจจุบันจนสกอ. สมศ.จ้องจับผิด ไม่ได้เกิดในเอกชนอย่างเดียวยังรวมถึงของรัฐด้วย มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนบ่นดังๆว่าคนเรียนจบปริญญาโท มามีความรู้ไม่ได้ต่างกับปริญญาตรีเลย เพราะประเมินว่าต่อยอดได้เล็กน้อย ทั้งๆที่ควรมากกว่าที่่เห็น

ในสภามหาวิทยาลัย บางแห่งมีกรรมการบางคนเป็นหลายแห่ง เพราะผลัดกันเกาหลัง บางคนแก่มากแล้วหลงๆลืมๆนั่งหลับเงอะงะก็ยังตั้งให้เป็นเพราะเอาไว้กันผี บางคนเอาไว้ให้หางานให้บัณฑิตทำ ปริญญากิตติมศักดิ์จึงให้กันเพราะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกัน เรื่องเหล่านี้สะท้อนมาถึงนโยบายการจัดหลักสูตรด้วย นายจ้างหลาย คนวิจารณ์ว่าบัณฑิตรุ่นให่ขาดคุณภาพและคุณธรรมมากขึ้น อาจจะเพราะความหละหลวมจากเรื่องที่กล่าวมาเป็นบางส่วน เข้มมากก็ไม่มีใครเรียนเพราะจบยากกระมัง อ่อนมากก็กลัวบัณฑิตขาดคุณภาพ อย่างที่นักการเมืองบางคนจบปริญญา แล้วดูจากพฤติกรรมแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะจบอุดมศึกษา เพราะพฤติกรรม วุฒิภาวะ ไม่น่าเป็นไปได้ 

ท่ี่กล่าวมาทั้งหมดก็โทษการตลาดของมหาวิทยาลัย และคุณภาพคนสอนและพาดพิงถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ควรปรับปรุงให้กระชับมากขึ้น เราต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์อะไรที่ผลิตซ้ำ ไม่พัฒนาทั้งเครื่องมือ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง มักจะลดคุณภาพของตัวมันเอง เพราะอาศัยบุญเก่าๆ หรือไม่ก็ปฏิเสธนวัตกรรมใหม่ๆที่ อนุรักษ์แต่ไม่พัฒนา ส่วนที่เป็นมือใหม่หัดขับก็มักทุ่มการตลาดเกินไปกลัวไม่มีลูกค้า ส่งเสริมด้วยการลดแลกแจกแถมแต่ไม่ได้เข้มงวดองค์ความรู้ บัณฑิตจบไปไม่มีภูมิรู้พอ แม้จะผ่านมาตรฐานก็ร่อแร่เต็มทน

ตลาดอุดมศึกษาในบ้านเราหากไม่พัฒนาตนเองด้วยการมุ่งเรื่องคุณภาพและคุณธรรมก็คงต้องมองข้อเปรียบเทียบกับประชาคมอาเซี่ยนที่ต้องยอมรับว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครนั้นหลอกตัวเอง แท้จริงอยู่ที่คุณภาพ คุณธรรมของคนเรียนและคนสอนกับสิ่งแวดล้อมที่ต้องตระหนักให้ครบทุกด้าน ที่เลิศก็มี ที่ยังบกพร่องต้องสุมหัวกันปรับปรุง

ดูแค่เรื่องการเมือง สะท้อนให้เห็นชัดมากว่า คุณภาพ และ คุณธรรม ของเราเป็นเช่นไร อะไรที่ผิดต้องถูกลงโทษ ส่งเสริมสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสาธารณะ รู้จักสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิดคนอื่นมีมารยาท เกรงใจคนอื่นเป็น เรามีลดลงมากในเรื่องเหล่านี้ มากจนห่วงว่าความขัดแย้งจะเกิดรุนแรงเพราะ คนดีไม่อยากสังคมกับคนไม่ดี จนทนไม่ไหวก็จะกดดันระเบิดได้ การศึกษาทำให้คนคิด พูด ทำเป็น หากการศึกษาร่อแร่ไร้คุณภาพ และไร้คุณธรรม ก็จะทำให้สังคมไม่สามารถพัฒนาประเทศได้เลย

Cr : อจ. Kasem Chandranoi/ Facebook Commented 



Create Date : 12 สิงหาคม 2556
Last Update : 18 สิงหาคม 2556 12:25:40 น.
Counter : 568 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends