จดหมายนักบุญฟรังซิสในหมู่บ้านชาวประมง (2)


จดหมาย ที่เหลือจากนักบุญฟรังซิสนี้เองทำให้เราล่วงรู้การเทศน์สอนช่วงแรก ๆ ในอินเดียของท่านได้ เราทราบว่าท่านไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ เลยนอกจากนักเรียนจากวิทยาลัยเซนต์ปอล 2 คนในเวลานั้น มันซิอัสกับคุณพ่อปอลแห่งคาเมริโนยังไม่มาถึง ฟรังซิสอาจจะกลับไปกัวครั้งหนึ่งหลังจากอยู่ที่ปารวาส ท่านคงจะเขียนจดหมายนี้ในตอนเดินทางกลับ ท่านข้าหลวงแห่งกัวได้ขอร้องให้ท่านเขียนเรื่องพระคุณการุณย์ดังเราจะเห็นในบทสุดท้ายของจดหมาย เพื่อที่จะเสนอไปทางสันตสำนักท่านเดินทางกลับมาที่ชายฝั่งอีกพร้อมกับมันซิอัสและให้คุณพ่อปอลแห่งคาเมริโนไว้เป็นมหาธิการที่วิทยาลัยเมืองกัว


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ถึงชาวคณะของเราในโรม

ขอพระหรรษทานและความเมตตาของพระคริสต์ช่วยเหลือเราตลอดไปอาแมน

     นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ข้าพเจ้าออกจากโปรตุเกสข้าพเจ้าเขียนถึงท่านเป็นครั้งที่ 3 เช่นกันแต่ได้รับจดหมายตอบกลับเพียงครั้งเดียวจากท่าน ซึ่งลงวันที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 1542พระเป็นเจ้าทรงเป็นพยานว่าข้าพเจ้ายินดีเพียงไร ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้รับเมื่อ 2เดือนก่อน ช้ากว่ากำหนดไปเล็กน้อย เพราะเรือต้องหยุดรอในฤดูหนาวที่โมซัมบิค

ข้าพเจ้าและฟรังซิสมันซิอัส ใช้ชีวิตร่วมกันในพระคริสต์ที่โคโมริน พวกเขามีจำนวนมากและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เมื่อข้าพเจ้ามาถึงที่นี่ครั้งแรก ได้ถามชาวบ้านว่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ และรู้คำสอนอะไรมากกว่าตอนที่เป็นคนนอกศาสนาบ้างเขาตอบเพียงแค่ว่า เขารู้ว่าตัวเองเป็นชาวคริสต์เท่านั้นแต่พวกเขาพูดภาษาโปรตุเกสไม่ได้เลยเขาไม่รู้รหัสธรรมล้ำลึกใดๆเกี่ยวกับข้อศาสนาของเรา เราต่างไม่เข้าใจกันข้าพเจ้าพูดภาษาคาสติเลียน และพวกเขาพูดภาษามะละบาร์ดังนั้นข้าพเจ้าจึงแสวงหาคนที่สามารถพูดได้ 2 ภาษา เราค้นหากันหลายวันและยากมากที่จะแปลคำสอนเป็นภาษามะละบาร์ที่นี่ข้าพเจ้าเรียนรู้ด้วยจิตใจและข้าพเจ้าเริ่มที่จะท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านริมชายหาดสั่นกระดิ่งเรียกบรรดาเด็กๆมารวมกัน ข้าพเจ้าทำเช่นนี้วันละ 2 ครั้งเพื่อสอนคำสอน เมื่อผ่านไปเดือนกว่าเด็กๆ ก็เรียนรู้ได้ดี จึงได้กำชับให้พวกเขากลับไปสอนพ่อแม่ ครอบครัวและเพื่อนบ้านด้วย

ทุกๆวันอาทิตย์ข้าพเจ้ารวบรวมพวกเขาในวัด ชาวบ้านมากันอย่างพร้อมเพรียงและมีความยินดีที่จะได้เรียนคำสอน ดังนั้น ข้าพเจ้าเริ่มโดยออกพระนามพระตรีเอกภาพพระบิดา พระบุตร และพระจิต ข้าพเจ้าสวดบทข้าแต่พระบิดาเสียงดัง บทวันทามารีอาและบทข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้าในภาษาของประเทศนี้พวกเขาสวดตามคำต่อคำด้วยเสียงดังและด้วยหัวใจที่เชื่อหนักแน่นมั่นคง ข้าพเจ้าใช้บทยืนยันความเชื่อมากกว่าบทอื่นๆและบอกพวกเขาว่าผู้ที่เชื่อตามนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชาวคริสต์หลังจากนั้นก็ตามด้วยบัญญัติสิบประการ สอนกฏต่างๆของชาวคริสต์ว่าใครก็ตามที่ทำตามเช่นนี้อย่างซื่อสัตย์ก็จะเป็นชาวคริสต์ที่ดีและคริสเตียนแท้และจะได้รับความรอดนิรันดรและใครก็ตามที่ไม่ทำตามแม้แต่ข้อเดียวก็จะเป็นคริสเตียนที่ไม่ดีพวกเขาจะถูกโยนลงไฟนรก ยกเว้นแต่ว่าจะได้สำนึกบาปแล้วข้าพเจ้าแสดงกฎอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นเหตุเป็นผลเช่นนี้กับพวกเขาสำหรับคนที่จะรับศีลล้างบาปข้าพเจ้าให้พวกเขาท่องบทสารภาพบาป ให้พวกเขายืนยันความเชื่อ และเตรียมตัวอย่างดีกิจกรรมทั้งหมดจบลงด้วยบทซัลเวเรยีนา วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระมารดาของเรา

มีคนจำนวนมากลับใจเป็นคริสเตียนและข้าพเจ้าเหนื่อยล้ามากที่จะล้างบาปผู้คนทั้งหมู่บ้านในวันเดียวหลายครั้งที่ข้าพเจ้าไม่มีแรงและไม่มีเสียงจะเปล่งบทแสดงความเชื่อออกมาจำนวนเด็กทารกที่ล้างบาปและเด็กเล็กๆที่มาเรียนคำสอนมีเยอะจนน่าตกใจทีเดียวเด็กๆพวกนี้เป็นพระพรของพระเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นคนดีกว่าบรรดาบรรพบุรุษพวกเขาจะรักกฏของพระ และมีความร้อนรนอย่างล้นเหลือที่จะเรียนรู้พระศาสนาของเราและสอนคนอื่นๆอีกด้วย


พวกเขาเกลียดชังรูปเคารพนอกรีตอย่างยิ่งและไม่ชอบการปฏิบัตินอกรีตด้วยเมื่อรู้ว่าบรรดาพ่อแม่ของเขายังแอบทำพิธีนอกรีตอยู่ เด็กๆจะรีบมาบอกข้าพเจ้าแล้วเมื่อข้าพเจ้ารู้ว่ามีการบูชาเทพเจ้านอกรีตแล้วก็จะไปที่นั่นพร้อมกับกลุ่มเด็กๆจำนวนมากผู้ซึ่งจะทำให้ปีศาจต้องอับอายด้วยการดูถูกเหยียดหยามมันตรงกันข้ามกับที่มันได้รับเกียรติจากการบูชาของบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อไปถึงพวกเขาจะวิ่งไปยังรูปเคารพเหล่านั้น ผลักให้ล้มลงและถ่มน้ำลายรดทุบตีเตะต่อยจนกระทั่งแตกเป็นชิ้น ๆ”


ข้าพเจ้าอาศัยอยู่กับหมู่บ้านคริสตชนนี้กว่า4 เดือนแล้ว ใช้เวลาในการแปลคำสอน พวกชาวบ้านมักจะมาตามข้าพเจ้าไปเยี่ยมคนไข้ซึ่งเมื่อไปถึงข้าพเจ้าก็จะอ่านพระวรสารเหนือพวกเขา[1]ในเวลาอื่นๆเราก็จะทำงานประจำวัน เช่น สอนเด็กๆ โปรดศีลล้างบาป และตอบคำถามยากๆฝังศพคนตาย ข้าพเจ้าทำทั้งหมดด้วยความยินดีพวกชาวบ้านเชื่ออย่างเต็มใจว่าศาสนาของเราสามารถบรรเทาความเจ็บไข้ได้และถ้าข้าพเจ้าไม่สามารถไปเยี่ยมคนไข้ด้วยตนเองได้ข้าพเจ้าก็จะส่งเด็กๆที่ข้าพเจ้าเชื่อใจไปแทน พวกเขาจะไปหาคนไข้รวบรวมครอบครัวและเพื่อนบ้านมาสวดบทข้าพเจ้าเชื่อร่วมกัน และกระตุ้นเตือนให้คนเจ็บมีกำลังใจว่าจะได้รับสุขภาพที่ดีกลับมาหลังจากนั้นก็จะร้องเพลงสวดด้วยกัน ด้วยความศรัทธาและร้อนรนซื่อๆของเด็กเหล่านี้ก็ได้ทำให้คนป่วยจำนวนมากฟื้นคืนสุขภาพดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ

พระองค์ช่างดีอะไรเช่นนี้ พระเจ้าทรงโปรดให้การเจ็บไข้เหล่านี้เป็นโอกาสที่จะเรียกคนป่วยกลับคืนสู่ความรอดและนำพวกเขามาสู่ศรัทธาได้ทันที


ข้าพเจ้ายังกำชับให้เด็ก ๆ สอนพื้นฐานคำสอนคริสเตียนให้กับคนไม่รู้ตามบ้านบนถนน และตามสี่แยก เมื่อเห็นว่าหมู่บ้านใดมีความเชื่อมั่นคงดีแล้วข้าพเจ้าก็ออกไปยังที่อื่นๆ และทิ้งสำเนาคำสอนเอาไว้ทั้งบอกคนที่รู้หนังสือให้คัดลอกเก็บไว้ และย้ำให้ชาวบ้านท่องทุกๆวันเมื่อถึงวันฉลองต่างๆข้าพเจ้าก็ให้พวกเขามาชุมนุมกันร้องเพลงเกี่ยวกับความเชื่อพื้นฐานข้าพเจ้ามีหมู่บ้านที่ดูแลทั้งหมด 30 หมู่ และได้รวบรวมหนุ่มๆที่ฉลาดเอาไว้เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการชุมนุมท่านข้าหลวงดอนมาติน อัลฟอนโซยังได้บริจาคเงินกว่า 4000 เหรียญทองฟานัมต่อปีเพื่อเป็นเงินเดือนสำหรับครูคำสอนเหล่านี้ และหวังว่าจะมีการส่งครูคำสอนบางคนไปที่โปรตุเกสเพราะท่านเขียนขอร้องไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวแล้ว


“ผู้คนเหล่านี้แท้จริงแล้วมีสติปัญญาดีบางคนก็แสดงความเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง จนข้าพเจ้ามั่นใจว่าหากเขาได้รับการสั่งสอนอย่างดีแล้ว เขาจะเป็นชาวคริสต์ที่ดีเลิศทีเดียวคนเหล่านี้มีเหตุผลเดียวที่จะไม่มาเป็นคริสตังก็คือไม่มีใครเดินทางมาสั่งสอนชี้นำทางให้เขาเป็นคริสตังได้ ข้าพเจ้าคิดอยากจะออกเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทั่วทั้งยุโรปโดยเฉพาะในปารีส ตะโกนร้องเหมือนคนบ้าเผื่อว่าใครก็ตามที่ถูกฝึกให้เรียนหนังสือมากกว่าฝึกงานเมตตาจิตจะได้เกิดความสำนึกบ้างว่า น่าโศกเศร้าเพียงใดที่วิญญาณจำนวนมากจะต้องสูญเสียไปเพียงเพราะไม่มีใครนำเขาไปรู้จักพระเยซูคริสต์บางทีพวกนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น ที่ได้เล่นเกมกับการศึกษามามาก อาจจะกลับใจพิจารณามโนธรรมใหม่เพื่อเข้าถึงความจริงอันเป็นนิรันดรจะได้ละทิ้งความทะเยอทะยานปรารถนาฝ่ายข้างโลก แสวงหาเลือกเอาน้ำพระทัยของพระ และร้องออกมาจากส่วนลึกของจิตใจว่า“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้วพระเจ้าข้า พระองค์ทรงพระประสงค์ให้ข้าฯทำสิ่งใดโปรดส่งข้าพเจ้าไปยังที่ ๆ พระองค์ต้องการเถิด แม้แต่ในอินเดียก็ตาม! พระเจ้าผู้ทรงพระทัยดี!ชาวบ้านเหล่านี้จะเปี่ยมด้วยความยินดีเพียงใดหนอจากการวางใจในพระองค์และปลอดภัยในจิตวิญญาณตราบจนถึงชั่วโมงสุดท้ายในชีวิตที่ซึ่งเราจะต้องผ่านการพิพากษาอันเข้มงวดและไม่มีใครหนีรอดไปได้พวกเขาคงจะยินดีอย่างยิ่งทีเดียวเหมือนกับคำพูดของคนใช้ที่ดีในพระวรสารที่ว่า“นายเจ้าข้า ท่านให้เงินข้าพเจ้า 5 ตาแลนต์ นี่ ข้าพเจ้าทำกำไรเพิ่มได้อีก 5ตาแลนท์” พวกเขาทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะได้รับความรู้ใหม่ๆและร้อนรนที่จะเข้าใจวิชาต่างๆที่ศึกษา แต่พวกเขาใช้เวลาไปกับการเรียนเท่านั้นมิได้สนใจที่จะสั่งสอนความรอดทางวิญญาณเลยพวกเขาอยู่ห่างไกลจากการเตรียมพร้อมที่จะคิดบัญชีตัวเองต่อหน้าพระเป็นเจ้าเมื่อพระองค์จะตรัสกับเขาว่า “จงให้บัญชีของท่านแก่เราเถิด”ข้าพเจ้ากลัวว่าคนเหล่านี้ ผู้ใช้เวลามากมายในมหาวิทยาลัยเพื่อจะศึกษาศิลปศาสตร์เสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์เพื่อแสวงหาเกียรติยศเพื่อจะเป็นพระราชาคณะมากกว่าที่จะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และการผูกมัดตัวเองกับเกียรติเช่นนี้ย่อมเป็นกับดัก ข้าพเจ้าเคยผ่านมันมาแล้วเท่าที่เคยรู้มา คนฉลาดเหล่านี้เรียนให้สูง พัฒนาตัวเองให้เก่งกาจเพื่อหวังจะได้รับตำแหน่งสูง ๆ ในพระศาสนจักรแต่พวกเขาก็เสียเวลาไปอย่างไรค่าเพราะสิ่งต่างๆที่พวกเขาทำมุ่งตรงไปที่ผลประโยชน์ของตัวเองหาใช่มุ่งศึกษาเพื่อความดีของส่วนรวมไม่พวกเขาเกรงว่าพระเจ้าจะไม่เป็นความปรารถนาที่สองของเขานี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ละทิ้งทุกสิ่งและมาทำตามพระประสงค์ของพระข้าพเจ้าสารภาพต่อพระเจ้าว่า ข้าพเจ้าตัดสินใจแล้วเพราะข้าพเจ้าไม่สามารถกลับไปยุโรปด้วยตนเองได้ ว่าจะเขียนไปยังมหาวิทยาลัยแห่งปารีสไปหาอาจารย์ Cornet และ Picard เพื่อแจ้งให้ท่านทราบว่ามีคนนอกรีตอีกเป็นพันๆที่สามารถนำเข้ามาเป็นคริสตังได้โดยปราศจากปัญหายุ่งยากถ้าหากเรามีเพียงชายหนุ่มสักคนที่สามารถแสวงหาน้ำพระทัยของพระ ไม่ใช่น้ำใจของตัวและดังนั้น พี่น้องที่รัก กรุณาภาวนาต่อพระเป็นเจ้าให้ส่งคนเช่นนั้นมาทำงานในสวนองุ่นของพระองค์เถิด”

ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านเมื่อปีที่แล้วเรื่องวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นในเมืองกัว และโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นเรื่องการวางโครงสร้างอาคารนั้นเสร็จสิ้นไปแล้วและมีนักเรียนต่างศาสนาจำนวนมากจากหลากหลายชาติมาเรียนที่นี่ บางคนเรียนภาษาละตินบางคนเรียนอ่านและเขียน คุณพ่อปอลเป็นอธิการใหญ่ของวิทยาลัย ท่านทำมิสซาทุกวันฟังสารภาพบาป และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง วิทยาลัยนี้กว้างขวางมาก มีนักเรียนถึง500 คน และมีสิ่งต่างๆเพียงพอแล้ว เงินทุนก็มีบริจาคเข้ามาจากผู้ใจศรัทธาหลายคนโดยเฉพาะท่านข้าหลวง คริสตชนที่นี่ต่างขอบคุณพระเจ้าสำหรับสามเณราลัยที่มีชื่อเรียกว่าซานตาเฟเราหวังว่าจะกลับใจคนต่างศาสนาได้มากมายด้วยความโปรดปรานของพระเป็นเจ้าและคงจะส่งนักเรียนเหล่านี้ออกไปตามดินแดนที่พระศาสนจักรภาคตะวันออกปกครองไปถึง

“ที่นี่เรามีพวกนอกศาสนาที่เรียกว่าพราหมณ์พวกเขาบูชาพระเจ้าหลายองค์กระทำพิธีกรรมที่ลี้ลับเหนือธรรมชาติในเทวาลัยและบูชารูปเคารพ ข้าพเจ้าคงจะนิยามพวกเขาด้วยคำพูดของดาวิดว่า“โปรดนำข้าพเจ้าออกจากจากกลุ่มชนที่ไม่บริสุทธิ์และชั่วร้ายด้วยเถิดพระเจ้าข้า”พวกพราหมณ์เป็นนักโกหกและขี้โกงจนเข้ากระดูกดำ พวกเขาศึกษาเรียนรู้อย่างเดียวคือจะทำอย่างไรจึงจะโกงคนยากจนได้ พวกเขาประกาศกับชาวบ้านว่าพระเจ้าต้องการทรัพย์สินเพื่อสร้างวิหารใหม่ ซึ่งจริง ๆแล้วก็เป็นเงินที่พวกพราหมณ์เองต้องการ หรือเป็นสิ่งของที่ครอบครัวของพราหมณ์ต้องการดังนั้นเขาจึงหลอกลวงชาวบ้านที่น่าสงสารว่า รูปเคารพเหล่านั้นสามารถกินและดื่มได้หรือตื่นและหลับได้เหมือนกับมนุษย์สามัญ ชาวบ้านน่าสงสารที่เคร่งครัดมาก ๆจึงต้องถวายบูชาให้เทพวันละ 2 รอบ คือก่อนอาหารเย็นและก่อนอาหารค่ำเป็นเงินจำนวนหนึ่ง


พวกพราหมณ์จะกินเลี้ยงและดื่มไปพร้อมกับเสียงกลองเพื่อให้พวกชาวบ้านเชื่อว่าเทพเจ้ากำลังเสวยอยู่ด้วยและหากใครไม่ยอมถวายทรัพย์สินที่ต้องการพวกเขาก็จะอ้างว่าจะเป็นการทำให้เทพเจ้าพิโรธ และส่งภัยพิบัติต่าง ๆ นานามาให้ทั้งโรคระบาด ผีร้ายต่าง ๆ ชาวบ้านที่น่าสงสารก็จะเชื่อฟังอย่างไม่ยั้งคิดพวกพราหมณ์ไม่พอใจที่ข้าพเจ้ารู้ทันและพยายามส่งของขวัญต่าง ๆ มาติดสินบนแต่ข้าพเจ้าก็ส่งคืนทั้งหมด ในที่สุดพวกเขาก็สารภาพว่าเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าหนึ่งเดียวเช่นกัน และสวดภาวนาให้กับข้าพเจ้าด้วยแต่ข้าพเจ้าตอบปฏิเสธไปว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อประกาศยกเลิกการนับถือศาสนาที่เท็จเทียมหากพวกเขาจะอยู่ในหนทางที่หันหลังให้กับศาสนาพราหมณ์แล้วข้าพเจ้าก็คงยินดีสวมกอดพวกเขาด้วยศาสนาของพระเยซูคริสต์ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่กับพวกพราหมณ์ ข้าพเจ้าไม่สามารถกลับใจใครได้เลยนอกจากชายหนุ่มเพียงคนเดียว


วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินผ่านเทวาลัยฮินดูซึ่งในนั้นมีพราหมณ์อยู่กว่า 200 คน พวกเขาพร้อมใจกันออกมาพบข้าพเจ้าและได้สนทนากันกว่าชั่วโมง หลังจากข้าพเจ้าถามพวกเขากลับไปว่าพระเจ้าของเขาบัญญัติอะไรบ้างเพื่อจะได้รับชีวิตที่มีความสุขพวกเขาถกเถียงกันและส่งคนหนึ่งมาตอบข้าพเจ้า เป็นพราหมณ์ชราที่ดูมีประสบการณ์มีอายุกว่า80 ปี เขากลับย้อนถามข้าพเจ้าว่า “แล้วพระเจ้าของพวกคริสเตียนกำหนดอะไรไว้บ้าง”ข้าพเจ้าสังเกตพฤติกรรมของเขาและนิ่งอยู่ไม่ยอมตอบจนกว่าเขาจะตอบคำถามแรกของข้าพเจ้าก่อนในที่สุดเขาก็สังเกตได้ว่าข้าพเจ้าจงใจที่จะไม่ตอบก่อน จึงกล่าวว่าเทพเจ้าของพวกเขามีบัญญัติ 2 ประการเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตได้รับความสุขสมบูรณ์ข้อแรกคือห้ามฆ่าโค เพราะว่าในรูปของโค พระเป็นเจ้าจะได้รับการเคารพคำตอบนี้ทำให้ข้าพเจ้าต้องลดความโกรธลง กลายเป็นความเศร้าใจสังเวชเพราะนี่คือความมุ่งหมายของปีศาจที่ดลใจให้พวกเขาเคารพบูชาพวกมันด้วยหัวใจที่มืดบอดแทนที่จะนมัสการพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้


ข้อที่สองคือต้องแสดงความกรุณาต่อเหล่าพราหมณ์ซึ่งเป็นนักบวช เมื่อรับฟังแล้วดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอให้พวกเขาฟังบ้าง โดยเริ่มจากการประกาศบทข้าพเจ้าเชื่อฯด้วยเสียงอันดัง และบอกพวกเขาว่า สวรรค์เป็นอย่างไร นรกเป็นอย่างไรหลังจากพวกเขาฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็กรูกันมาสวมกอดข้าพเจ้าและประกาศว่าพระเจ้าของชาวคริสต์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ และกฎของพระองค์ก็มีเหตุผลสมบูรณ์พวกเขาถามต่อไปอีกว่า วิญญาณของมนุษย์นั้นเหมือนกับวิญญาณของสัตว์ ที่ต้องสูญสลายไปพร้อมกับร่างกายหรือไม่ในข้อนี้ต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่ช่วยประทานพระญาณสอดส่องลงมาให้ข้าพเจ้าจึงได้ตอบพวกเขาไปอย่างสมบูรณ์ข้าพเจ้าสามารถกล่าวพิสูจน์ความเป็นอมตะของวิญญาณได้พวกเขายังถามข้าพเจ้าวิญญาณออกจากร่างกายได้อย่างไรหลังความตาย และเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในความฝันด้วยหรือเปล่า


    สุดท้าย พวกเขาถามข้าพเจ้าว่า พระเป็นเจ้ามีสีผิวอะไรเพราะเขาเห็นว่ามนุษย์มีผิวกายหลายสีและด้วยเหตุที่ชาวอินเดียมีผิวสีดำจึงคิดว่าพระเป็นเจ้าควรต้องมีผิวกายสีดำ และเป็นสีดำอย่างยิ่งด้วยนอกจากนั้นรูปเคารพเหล่านี้ยังถูกทาด้วยน้ำมันจนเป็นมันลื่น ส่งกลิ่นประหลาด ๆ นั่นทำให้ดูยิ่งน่าเกลียดขึ้นไปอีกจากที่โดยปกติก็น่าเกลียดอยู่แล้วข้าพเจ้าสามารถตอบคำถามพวกเขาด้วยเรื่องราวทางศาสนาได้ทั้งหมดจนกระทั่งเป็นที่พอใจแล้ว ก็มาถึงจุดประสงค์ของการแพร่ธรรม คือขอให้พวกเขายอมรับพระคริสต์ศาสนาแต่ทว่าพวกเขากลับลังเลและพูดกันว่าหากเปลี่ยนศาสนาแล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรและใครจะมาหาเลี้ยงพวกเขาได้”


“แม้ว่าคนในแถบนี้จะไม่มีความรู้ไม่รู้หนังสือ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ข้าพเจ้าได้พบพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งที่มีการศึกษาดีเขาบอกว่าได้รับการศึกษามาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงของอินเดียด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอยากจะสอนศาสนาเขาโดยลำพังในที่สุดเขาก็ยอมบอกความลับทางศาสนาของเขา ซึ่งข้าพเจ้ารับรองว่าจะไม่บอกกับใครข้อหนึ่งในหลายข้อก็คือ ในที่สุดแล้วมีพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แค่องค์เดียวเป็นพระผู้สร้างฟ้าและแผ่นดิน เป็นผู้ที่เรามนุษย์สมควรจะกราบสักการะเขาบอกว่ารูปเคารพต่าง ๆ นั้นแท้จริงเป็นรูปจำลองของปีศาจพวกพราหมณ์มีตำรับตำราต่าง ๆ ที่บรรจุคำสอนของพระเจ้าเที่ยงแท้ไว้แต่เวลาเรียนนั้นต้องใช้ระบบมุขปาฐะคือถ่ายทอดปากต่อปากก็เหมือนกับที่เราเรียนในภาษาลาติน เขาได้อธิบายข้อความเชื่อต่าง ๆของเขากับข้าพเจ้าโดยลำพัง


เขาย้ำอีกว่า ในวันสำคัญทางศาสนาของพราหมณ์พวกเขาจะไปชุมนุมกันสวดซ้ำ ๆ ว่า “โอ้พระเจ้า ข้าพเจ้าอ้อนวอนพระองค์ตลอดนิรันดร”พวกเขาปฏิญาณว่าจะต้องสวดซ้ำ ๆ เช่นนี้ด้วยเสียงต่ำ เขายังอธิบายว่า ด้วยกฎของธรรมชาติพวกพราหมณ์สามารถมีภรรยาได้หลายคน และในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ยังเสริมว่า ในอนาคตจะมีวันที่มนุษย์ทั่วทั้งโลกจะนับถือศาสนาเดียวกัน เมื่ออธิบายจบเขาก็ขอให้ข้าพเจ้าช่วยอธิบายข้อความเชื่อในศาสนาคริสตังและสัญญาว่าจะเก็บไว้เป็นความลับ แต่ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าจะไม่สอนสักคำเดียวถ้าท่านไม่สัญญาว่าจะเผยแพร่พระคริสต์ธรรมออกไป หลักธรรมของศาสนาคริสตังก็คือ“ผู้ที่เชื่อและได้รับศีลล้างบาปก็จะรอด”ด้วยพระวาจานี้และด้วยคำอธิบายของข้าพเจ้า ก็เป็นการสรุปบทข้าพเจ้าเชื่อฯทั้งครบชายหนุ่มรีบจดบันทึกไว้อย่างระมัดระวัง รวมทั้งเรื่องของบัญญัติสิบประการด้วย


ในที่สุดเขาก็เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเขาได้ฝันว่าตัวเขาเองกลายเป็นชาวคริสต์ด้วยความยินดีอย่างล้นเหลือและกลายเป็นพี่น้องร่วมงานกับข้าพเจ้า เขาขอให้ข้าพเจ้าล้างบาปเขาอย่างลับ ๆแต่ด้วยการกระทำเช่นนี้ย่อมขัดกับความชอบธรรมและไม่ถูกต้องข้าพเจ้าจึงมิได้ล้างบาปให้เขา แต่มั่นใจว่าด้วยพระเมตตาของพระเป็นเจ้าวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นชาวคริสต์ที่ดีข้าพเจ้าจึงย้ำให้เขาออกไปประกาศแก่คนไม่รู้หนังสือทั้งหลายว่ามีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ผู้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดิน แต่เขากลับขอร้องข้าพเจ้าว่าเขาจำเป็นต้องยึดมั่นในคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์เพราะหากเขาประกาศความลับนี้ออกไป เขาอาจถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงได้”


ข้าพเจ้าคงไม่มีอะไรจะเล่าให้ท่านฟังนอกจากความชื่นชมยินดีอย่างล้นเหลือที่พระเป็นเจ้าประทานให้ผู้รับใช้ของพระองค์ผู้ทำงานในสวนองุ่นที่ป่าเถื่อน และในที่แห่งเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าเชื่ออย่างมั่นคงว่าหากจะมีความจริงและความสุขแท้สถิตอยู่ที่ใด ก็ต้องเป็นดินแดนแห่งนี้เป็นแม่นมั่น ข้าพเจ้ามักจะได้ยินคำพูดของบรรดามิชชันนารีที่ทำงานของพระเจ้าบางคน เขามักจะร้องออกมาว่า

“ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระองค์อย่าประทานความสุขในโลกนี้แก่ข้าพเจ้ามากมายนักหรืออย่างน้อย เพราะพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์โปรดกรุณานำข้าพเจ้าไปยังดินแดนบรมสุขเถิด”เพราะใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสความหวานซึ้งในจิตวิญญาณของตนก็ไม่คิดว่าการมีชีวิตยืนยาวโดยมิได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์นั้นจำเป็นอีกต่อไป”


นี่คือการปลอบโยนจิตใจของข้าพเจ้าพี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านทั้งหลายแล้วก็คิดถึงตัวเองในอดีตข้าพเจ้าเสียเวลาอันมีค่าไปอย่างไร้ประโยชน์ และเกิดผลทางจิตวิญญาณน้อยเหลือเกินแม้จะได้เห็นตัวอย่างชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์และได้สนทนาธรรมเกี่ยวกับความรู้ด้านเทววิทยากับท่านอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณคำภาวนาของท่าน พระเป็นเจ้าประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้าผ่านทางท่านที่ได้ตั้งใจดูแลและวิงวอนเพื่อข้าพเจ้าพระองค์ทรงเผยให้เห็นบาปอันนับไม่ถ้วนที่ข้าพเจ้าได้กระทำ และทรงประทานพละกำลังให้ข้าพเจ้าปลูกฝังความเชื่อลงในวิญญาณของคนนอกศาสนา

ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าตลอดนิรันดร และขอบคุณสำหรับความกรุณาของท่านด้วยพระพรมากมายที่ข้าพเจ้าได้รับมาในปัจจุบันนั้น ข้าพเจ้าต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้าโดยเฉพาะเมื่อได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระสันตะปาปาทรงรับรองคณะของเราแล้วข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ว่าในขณะนี้พระองค์ทรงมีผู้แทนอย่างเป็นทางการแล้ว

ตอนนี้ข้าพเจ้าต้องจบจดหมายแล้วข้าพเจ้าอ้อนวอนต่อพระเจ้าทรงผู้รวมเราเข้าในทางแห่งชีวิตแล้วก็ได้ทรงแยกเราออกไปเสียห่างกันเพื่องานในพระศาสนาของพระคริสต์ และในที่สุดขอโปรดทรงรวมเราเข้าอีกครั้งเข้าอาศัยในบ้านบรมสุขแท้ที่ซึ่งพระองค์จะประทานพระหรรษทาน ให้เรามั่นคงในการสวดภาวนาร่วมกันกับผู้อื่นโดยเฉพาะกับบรรดาวิญญาณของทารกที่ข้าพเจ้าได้โปรดศีลล้างบาปและร่วมกับเด็กๆผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกจากโลกนี้ไปอาศัยในบ้านแท้ของพระองค์ในสวรรค์ก่อนจะพ้นวัยไร้เดียงสา ข้าพเจ้าคิดว่าผู้คนเหล่านี้มีมากกว่า 1,000 คนข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อนขอให้พวกเขาเสนอวิงวอนพระเป็นเจ้าให้นำชีวิตที่เหลือของเรา (หรือในอีกแง่หนึ่งคือชีวิตในห้วงเวลาเนรเทศนี้) ขอพระองค์โปรดชี้นำให้เราเข้าใจพระประสงค์และทำงานของพระองค์ให้สำเร็จไปอย่างบริบูรณ์ด้วยเถิด


ฟรังซิส

จากเมืองโคชิน 31 ธันวาคม 1543



[1]การอ่านพระวรสารที่กล่าวถึงนี้หมายถึงบทแรกของพระวรสารนักบุญยอห์น ที่ใช้อ่านในตอนจบมิสซา (ยอห์น 1-14)เป็นธรรมเนียมที่จะอ่านบทนี้ต่อหน้าคนป่วย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการรับเอากาย อีกธรรมเนียมที่คล้ายๆกันคือให้ใครคนใดคนหนึ่งถือบทคัดลอกพระวรสารตอนนี้ขับร้องบทลูกแกะพระเจ้า หรือใส่สายจำพวก






Create Date : 08 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2559 13:31:46 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ในหมู่บ้านชาวประมง (1)



หลังจากฟรังซิสไปถึงเมืองกัวแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำให้ออกไปดูแลกลุ่มคริสตชนชาวปารวาส ที่เป็นชาวประมงงมหอยมุกในชายฝั่งโคโมรินในอินเดียใต้ ชาวปารวาสยากจนมาก จนชาวโปรตุเกสเองก็ไม่ลงไปตั้งถิ่นฐานแถบนั้น ท่านออกไปสอนคำสอนและโปรดศีลล้างบาปให้ผู้คนกว่า 30 หมู่บ้าน



ฟรังซิสในหมู่ชาวประมงปารวาส

ภารกิจ ของฟรังซิสไม่ได้จำกัดตามพวกโปรตุเกสที่อาศัยอยู่แค่ในเมืองกัวเท่านั้นแต่ยังกระจายออกไปถึงชาวพื้นเมืองอินเดียในแหลมทางใต้สุดด้วยโดยไปทางตะวันออกเรื่อย ๆ จากแหลมโคโมรินไปจนถึงตรงข้ามเกาะที่นักประวัติศาสตร์รุ่นโบราณเรียกว่า Rammanakoyel 

คนพื้นเมืองที่นี่คือพวก ปารวาส เป็นคนวรรณะต่ำ ยากจน มีอาชีพหลักคือทำประมงและเก็บหอยมุก ซึ่งไข่มุกในดินแดนแถบนี้ได้ชื่อว่ามีคุณภาพสูงรองจากไข่มุกจากบาเรห์นทีเดียว พวกเขามีสภาพชีวิตไม่ดีนักและไม่สามารถป้องกันตัวเองจากบรรดาเจ้านายที่กดขี่ได้ เมื่อชาวโปรตุเกสเข้ามายังอินเดียนั้น พวกปารวาสอยู่ใต้ปกครองของพวกมุสลิม แต่พวกเขาก็มีเจ้านายปกครองตัวเองเป็นหุ่นเชิด เพื่อที่จะได้เก็บภาษีไข่มุกไปบรรณาการเจ้าผู้ปกครองอีกต่อหนึ่ง อย่างไรก็ตามด้วยสถานะที่ไม่มั่นคงเช่นนี้ ทำให้ชาวโปรตุเกสเข้าไปมีอิทธิพลได้ง่ายและมีการเผยแผ่ศาสนาตามมา ชาวโปรตุเกสเริ่มเข้ามายึดครองแหล่งงมหอยมุกนี้

ตั้งแต่ปี 1525โดยขับไล่มุสลิมออกจากเมืองกัลยาปัฏ

นัม 



(บน) แหลมกัลยากุมารี ปลายสุดของอินเดีย 

เป็นแหล่งงมไข่มุก 

(ที่มา : en.wikipedia.org/wiki/Pearl_Fishery)


ที่ Tuticorin เมืองกลางชายฝั่ง ชาวมุสลิมคนหนึ่งได้ตัดหูของชาวปารวาส ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นดูแคลนอย่างหนักจนชาวปารวาสทนไม่ได้ จึงฆ่าเขาเสีย เกิดการต่อสู้กันจนชาวปารวาสล้มตายไปหลายคน พวกเขาจึงจับอาวุธขึ้นสู้ และรวมกำลังจากหมู่บ้านต่าง ๆ จัดการสังหารหมู่ชาวมุสลิมเสีย แต่ชาวปารวาสนั้นอ่อนแอกว่า ไม่ชอบสงครามรักสงบและแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก แม้ว่าพวกเขาจะมีกษัตริย์ แต่สุดท้ายก็ถูกข่มขู่กลับจากบรรดาชาวมุสลิมที่มีกำลังกองเรือมากกว่า

และด้วยคำแนะนำของอัศวินคริสเตียนชาวพื้นเมืองชั้นสูงคนหนึ่ง ที่เคยเดินทางไปโปรตุเกสและได้รับความโปรดปรานจากกษัตริย์พวกเขาจึงร้องขอความช่วยเหลือไปยังกองทัพโปรตุเกสที่เมืองโคชิน และส่งบรรดาขุนนางของเขาไปที่นั่นเรื่องนี้พิจารณากันในหมู่ชาวโปรตุเกสว่าน่าจะเป็นผลดีในการประกาศพระวรสารของพระคริสต์ท่ามกลางพวกเขาทั้งพวกเขาก็จะไม่ถูกข่มเหงอีกต่อไปรวมทั้งเป็นโอกาสที่จะให้คนพื้นเมืองละทิ้งความเชื่องมงายด้วย

นอกจากนี้พวกโปรตุเกสยังเห็นเป็นข้อดีในการยืมมือชาวพื้นเมืองกำจัดชาวมุสลิมออกไป และหลังจากกำจัดมุสลิมไปได้แล้วโปรตุเกสก็จะได้รับไข่มุกจำนวนมากเป็นค่าปฏิกรณ์สงคราม กองทัพโปรตุเกสที่เมืองโคชินยอมช่วยเหลือชาวปารวาสโดยมีข้อแม้ว่าพวกเขาจะต้องยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ บรรดาขุนนางที่เป็นทูตไปยังโคชินต่างยอมรับข้อเสนอของโปรตุเกสและยอมรับศีลล้างบาป[1]และรับปากว่าบรรดาเพื่อนร่วมชาติของตนก็จะรับศีลล้างบาปด้วยพวกโปรตุเกสจึงไปขับไล่มุสลิมออกจากชายฝั่ง และคืนดินแดนให้พวกปารวาสมีการส่งพระสงฆ์บางรูปไปดูแลพวกเขาด้วย 

หัวหน้าของคณะมิชชันนารีชื่อ Miguel Vaz เป็นตัวแทนของพระสังฆราชแห่งกัว ด้วยเหตุนี้ประชาชนชาวปารวาสทั้งหมดจึงเข้ารับศีลล้างบาปในปี1532 เป็นเวลา 10 ปี ก่อนการมาถึงของฟรังซิสเซเวียร์แต่งานแพร่ธรรมก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้าต่อไป ฟรังซิสได้ยินเรื่องปารวาสมาจากมิเกลวาส ผู้แนะนำให้ท่านเดินทางไปดูแลชุมชนคริสตชนแห่งนี้ พวกเขาไม่มีพระสงฆ์และไม่ได้รับการอบรมใดๆหลังจากการล้างบาปครั้งแรกฟรังซิสพบว่าพวกเขาไม่มีความรู้อะไรเลย ยกเว้นว่าพวกเขาเป็นชาวคริสต์ดังนั้นท่านจึงเดินทางออกจากกัวในฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกับที่ท่านมาถึงอินเดีย เพื่อมาดูแลชาวปารวาส

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. ความขัดแย้งระหว่างชาวปารวาสกับชาวอาหรับเกิดขึ้นในปี 1532 ชาวปารวาสจึงขอความช่วยเหลือไปยังโปรตุเกส ในปี 1535 พวกโปรตุเกสยกทัพมาช่วย โดยมี Pedro vaz  เป็นแม่ทัพ และขับไล่ชาวอาหรับออกไป เพื่อเป็นการตอบแทน ชาวปารวาสต้องหันมานับถือศาสนาคริสต์ ชาวโปรตุเกสเห็นความสำคัญของไข่มุกจึงเข้าควบคุมพื้นที่นี้อย่างจริงจัง

ชาวปารวาสคนแรกที่รับศีลล้างบาปที่โคชินชื่อ Avho ตอนนั้นอายุ 70 ปีแล้ว พวกชาวมุสลิมที่รู้ข่าวนี้ส่งเงินสินบนไปให้โปรตุเกสที่โคชินเพื่อจะซื้อเขาแต่บรรดาพนักงานเห็นแก่วิญญาณของชาวปารวาสมากกว่าและหลังจากที่โปรตุเกสจัดการสังหารชาวมุสิลมไปกว่า 20,000 คนแล้ว ชาวบ้านปารวาสทั้งหมดก็รับศีลล้างบาป


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



(บน) หมู่บ้านชาวประมงของชาวปารวาส ที่ตุติโคริน ในศตวรรษที่ 17 (หลังฟรังซิส 200 ปี)

(ที่มา : en.wikipedia.org)


จดหมายถึงคุณพ่ออิกญาซีโอ

เจ้าคณะเยสุอิตที่กรุงโรม

ขอพระหรรษทานและความเมตตาของ   

พระคริสต์ เจ้าช่วยเหลือเราตลอดไปอาแมน


"ข้าพเจ้าเขียนมาจากเมืองกัวเพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางของข้าพเจ้าที่แหลมโคโมริน

ข้าพเจ้าออกเดินทางกับนักศึกษาพื้นเมืองหลายคนจากกัวเขาเหล่านี้รับการอบรมเรียบร้อยดีตั้งแต่เป็นเด็กเกี่ยวกับจารีตพิธีกรรมและตอนนี้ก็ได้รับศีลน้อยแล้วพวกเราตรงไปยังหมู่บ้านที่เพิ่งจะรับศีลล้างบาปไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนแถบนั้นกันดารและยากจนมากเกินกว่าพวกโปรตุเกสจะยอมไปอาศัยอยู่พวกเขาไม่มีพระสงฆ์อยู่ด้วยเลยพวกเขารู้แค่ว่าเป็นชาวคริสต์และไม่รู้อะไรมากกว่านี้ 


ไม่มีใครทำมิสซาให้พวกเขาไม่มีใคร  สอนคำสอน ไม่มีบทข้าแต่พระบิดา วันทามารีอา หรือบัญญัติสิบประการข้าพเจ้าต้องทำงานหนักมากที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าออกเดินไปทั่วหมู่บ้านและล้างบาปเด็กๆที่ยังไม่ได้ล้างบาป ผู้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามือไหนซ้ายหรือขวาพวกหนุ่มๆก็ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าหยุดพัก กิน หรือนอนจนกว่าข้าพเจ้าจะสอนให้เขาสวดภาวนา ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า“พระอาณาจักรสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้”


ข้าพเจ้าเริ่มสอนให้พวกเขารู้จักพระตรีเอกภาพและเริ่มสอนสัญลักษณ์ของอัครสาวก บทข้าแต่พระบิดา วันทามารีอาแล้วข้าพเจ้าก็ได้พบบางคนที่มีสติปัญญาสูงส่งในพวกเขาและถ้าได้รับการขัดเกลาที่ถูกต้อง พวกเขาก็คงจะเป็นคริสเตียนที่ยอดเยี่ยมทีเดียว

วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินไปบนถนนไปยังหมู่บ้านของคนต่างศาสนาที่ไม่มีใครอยากกลับใจเป็นคริสเตียนแม้ว่าหมู่บ้านข้าง ๆ จะกลับใจแล้วก็ตาม พวกเขาบอกว่าพระเจ้าในเขตบ้านของพวกเขาสั่งห้ามไม่ให้เขากลับใจ ที่นั่นมีผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์เธอเจ็บท้องจะคลอดบุตรมา 3 วันแล้ว แต่คลอดไม่ได้ พวกชาวบ้านสวดมนต์อ้อนวอนแต่คำอ้อนวอนของพวกเขาไม่ไปถึงพระเป็นเจ้า เพราะพวกเทพเจ้าทั้งหลายล้วนมาจากปีศาจ

ข้าพเจ้าไปถึงที่นั่นพร้อมผู้ช่วยคนหนึ่งและได้ร้องเรียกพระนามพระเป็นเจ้าโดยลืมไปว่าอยู่ในดินแดนของคนแปลกหน้าข้าพเจ้าคิดถึงพระวาจาที่ว่า “แผ่นดินเป็นของพระเจ้าและสิ่งสร้างทั้งปวงในแผ่นดินเต็มเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระเจ้า”ข้าพเจ้าพยายามจะแปลบทนี้ เพื่อจะอธิบายเธอให้เข้าใจถึงศาสนาของเราและด้วยพระเมตตาของพระ หญิงนั้นเข้าใจคำพูดของเราในที่สุดข้าพเจ้าถามเธอว่าอยากจะเป็นคริสเตียนไหม เธอตอบสนองด้วยความยินดีว่าเธอปรารถนาจะเป็นคริสเตียน

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวพระวรสารต่อเธอนี่คงเป็นครั้งแรกที่พระวาจาของพระคริสต์จะได้ยินกันในดินแดนนี้ แล้วก็ได้โปรดศีลล้างบาปเธอ โดยไม่ต้องเล่าให้ยืดยาวทันใดนั้นเธอผู้ฝากความหวังเอาไว้ในพระคริสตเยซูเต็มเปี่ยมแล้ว ก็คลอดบุตรออกมาหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ล้างบาปให้สามีของเธอลูก ๆ ของเธอและทารกน้อยคนนั้นในวันที่เขาเกิดพอดี รวมทั้งครอบครัวทั้งหมดด้วย 

ทั้งครอบครัวเป็นผลจากข่าวดีของพระเป็นเจ้าข้าพเจ้าไปพบผู้นำชุมชนและอวยพรเขาในพระนามพระเยซู และแนะนำให้รู้จักศาสนาคริสต์แต่พวกเขากล่าวว่าเขาไม่อาจละทิ้งศาสนาของบรรพชนได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านาย

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปพบเจ้านายของพวกเขา เมื่อเขาฟังข้าพเจ้าเล่าถึงศาสนาคริสตังแล้วเขาก็กล่าวว่าเป็นการดีถ้าจะนับถือคริสต์ศาสนาและยินดีที่จะละทิ้งสิ่งที่เขารักมาสู่อ้อมกอดของพระเยซูคริสต์แต่แม้ว่าเขาจะยอมให้คนอื่นๆนับถือ ตัวเขาเองกลับไม่ยอม อย่างไรก็ตามชาวบ้านเกือบทั้งหมดก็มีศรัทธาขึ้นมาได้มีผู้คนจากทุกชนชั้นและทุกช่วงอายุ มารับศีลล้างบาป เมื่องานที่นี่จบลงแล้วข้าพเจ้าไปที่เมืองตุติโคริน ชาวบ้านที่นั่นต้อนรับข้าพเจ้าดีมากเราหวังว่าจะทำงานเก็บเกี่ยววิญญาณในพื้นที่แถบนี้ได้มากมาย

ท่านข้าหลวงประหลาดใจมากที่ได้ทราบว่ามีผู้คนจำนวนมากยอมกลับใจหลังจากที่ได้ช่วยพวกเขาขับไล่มุสลิมศัตรูเก่า ทั้งหมดเป็นชาวประมงตามชายฝั่งทำอาชีพหาปลาและงมหอยมุก พวกมุสลิมมักจะรังควานชาวบ้านอยู่เสมอๆ เมื่อท่านข้าหลวงทราบความก็ได้จัดการอย่างเด็ดขาดมีคนล้มตายมากมายและได้ยึดเรือของพวกเขาท่านคืนเรือให้กับชาวบ้านและมอบเรือของพวกมุสลิมให้กับคนยากจน เป็นสัญลักษณ์ของความเมตตากรุณาท่านเองก็ได้รับประสบการณ์ของการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าจากชัยชนะครั้งนี้ 

ชาวมุสลิมถูกปราบอย่างราบคาบ พวกเจ้านายถูกจองจำ ชาวปารวาสที่เข้ารีตต่างรักท่านข้าหลวงเหมือนบิดาข้าพเจ้ายากที่จะอธิบายว่าท่านมีบุญคุณเพียงใดในการปลูกสวนองุ่นใหม่ให้ข้าพเจ้าดูแลและนี้ก็ถือเป็นฤทธิ์กุศลอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ศาสนาของเราท่านคิดจะรวบรวมคริสตชนพื้นเมืองที่กระจัดกระจายในที่ห่างไกลมาไว้บนเกาะเดียวกันและให้พวกเขามีกษัตริย์เพื่อที่จะจัดการความยุติธรรมและคอยดูแลความปลอดภัยต่างๆ

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าถ้าสมเด็จพระสันตะปาปาทรงล่วงรู้กิจการเหล่านี้ ท่านจะชื่นชมยินดีและโปรดปรานท่านข้าหลวงเพียงใดและคงจะประทานสมณสาส์นออกมาขอบใจท่านเป็นแน่แท้ ท่านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องและขอบคุณในฐานะที่เป็นผู้นำคริสตชนและคอยห่วงใยการดูแลฝูงแกะของพระคริสต์มีแกะเพียงไม่กี่ตัวที่ถูกทำลายโดยหมาป่านอกรีต ข้าพเจ้าคิดว่าท่านน่าจะเขียนจดหมายไปหาท่านข้าหลวงด้วยตัวเองท่านคงจะยินดีมากที่ได้รับจดหมายจากท่านโลโญลา และโปรดกรุณาสวดภาวนาให้ท่านด้วยเพื่อความรอดจะได้มาถึงท่านในที่สุด

สำหรับข้าพเจ้าเองด้วยความดีอันหาที่สุดมิได้ของพระเป็นเจ้า และด้วยความศักดิ์สิทธิ์และคำภาวนาของเหล่าชาวคณะข้าพเจ้าหัวงว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ในชีวิตนี้ก็คงเป็นในชีวิตหน้าเพื่อเราจะได้มีชีวิตร่วมกันในความสุขนิรันดร


บุตรของท่านในพระคริสต์

ฟรังซิส

Tuticorin (ฤดูใบไม้ผลิปี 1543)


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ กิจการสงครามของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งเมืองกัว คือ Martin Alfonso de Sousa ครั้งนี้เป็นที่พอใจของชาวปารวาสมาก แต่เราไม่ทราบวันเวลาที่แท้จริง น่าจะประมาณปี 1542 เป็นปีเดียวกับที่ฟรังซิสไปเยือนชาวปารวาส ท่านข้าหลวงและกองทัพเดินทางไปที่ Batecala เมืองในเขตของ Canara ห่างจากกัวไป 25 ลีก พระราชินีของเมืองนี้ปฏิเสธจะจ่ายบรรณาการและสนับสนุนพวกโจรสลัด โปรตุเกสจึงยึดเมืองได้แต่ก็ทะเลาะกันเอง จึงพลาดท่าเสียทีแก่ศัตรู จนต้องถอยทัพออกมา ต่อมาท่านข้าหลวงจึงจัดการแก้แค้นโดยให้เผาเมืองและทำลายดินแดนนี้ มีบันทึกว่า “ทั้งเมืองเต็มไปด้วยเลือดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทุกเพศ และทุกวัย ก่อนจะถูกเผาป่าไม้ทั้งหมดถูกตัดทำลายลง (Faria y Sousa, t. ii. p. i. ch. xi.). หลังจากนั้นในปี 1543 หรือ 1544 ท่านข้าหลวงเดินเรือไปยังมะละบาร์และชายฝั่งทะเลที่ทำประมงโดยเรือ 45 ลำโดยมีจุดประสงค์จะทำลายเทวาลัยอันร่ำรวยในอาณาจักรพิษณคฤห์ (Bisnaghur) ที่อยู่ไม่ห่างจาก Meliapor มีชื่อว่า วัด Tremele กล่าวกันว่าการรบในครั้งนี้เป็นพระราชบัญชาจากกษัตริย์โปรตุเกสโดยตรงเพื่อแก้แค้นแทนการบุกรุกดินแดนที่เป็นพันธมิตรกับพระองค์ มีความเป็นไปได้ว่าเพราะความร่ำรวยของวัดแห่งนี้ ทำให้ข้าหลวงโปรตุเกสต้องการทำสงคราม แต่ต่อมาโปรตุเกสเปลี่ยนแผนไปโจมตีเทวาลัยแห่งอื่นแทน คือวัดที่ Tebelicate ใกล้กับ Celecoulan ซึ่งอยู่ในเขตแดนของอาณาจักร Travancore เงินที่ได้จากการปล้นวัดนี้ถูกส่งไปยังโปรตุเกส เป็นไปได้ว่าการเดินทัพของข้าหลวงในครั้งนี้ จะเป็นการถือโอกาสจัดการกับชาวมุสลิมที่รังควานชาวปารวาสของนักบุญฟรังซิสด้วยแต่ก็ไม่ได้สำคัญพอจนมีการบันทึกเอาไว้ในเอกสารประจำปีของโปรตุเกส




Create Date : 27 ตุลาคม 2559
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 23:46:38 น.
Counter : 297 Pageviews.

0 comment
จดหมายน.ฟรังซิสเกี่ยวกับวิทยาลัยและกิจการแพร่ธรรมในกัว





นักบุญอิกญาซีโอ แห่งโลโญลา ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต เพื่อนของนักบุญฟรังซิส
(ที่มา : http://www.jesuit.org.uk/)


จดหมายของฟรังซิส เซเวียร์
ถึงคุณพ่ออธิการอิกญาซีโอแห่งโลโยลา

ขอพระหรรษทานและความรักของพระคริสตเจ้าสถิตกับท่าน


       โดยพระญาณสอดส่องของพระเป็นเจ้า บางคนที่นี่ได้ตั้งวิทยาลัยสงฆ์แห่งกัวขึ้น มีงานที่จะต้องทำมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันและเราก็ต้องขอบพระคุณพระเจ้าอีกในการสร้างบ้านอบรมได้สำเร็จ ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงจะกลับใจคนต่างศาสนาได้มากทีเดียว อาคารของวิทยาลัยอยู่ในมือของมนุษย์ที่มีคุณธรรมดีและมีฐานะสูงส่ง คือท่านข้าหลวงผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ และหวังกันว่าจะช่วยยังพระศาสนาให้เจริญได้ 


ข้าพเจ้าหวังว่าด้วยความปรารถนาดีและเงินทุนของท่าน[1]วิทยาลัยจะเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว เรามีวัดอยู่ใกล้ๆกับวิทยาลัยด้วย เป็นอาคารที่ออกแบบได้อย่างงดงามลงตัว แม้ว่าจะลงรากฐานไว้ตั้งแต่นานมาแล้ว ตอนนี้ผนังก็เสร็จเรียบร้อย เรากำลังสร้างหลังคากันอยู่ และน่าจะเปิดเสกได้ในฤดูร้อนหน้า ถ้าท่านอยากทราบขนาดของมัน มันมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของโบสถ์ในมหาวิทยาลัยซอร์บอร์นแห่งปารีส เงินสนับสนุนวิทยาลัยที่ได้รับมามีเพียงพอที่จะเลี้ยงดูนักศึกษาได้กว่าร้อยคนอย่างสบาย ๆ ชาวบ้านคิดว่าจำนวนนักศึกษาจะต้องเพิ่มขึ้นมาก ๆ ในอนาคต


ข้าพเจ้าหวังในความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า ว่าในอีกไม่กี่ปีนักศึกษาจากที่นี่ จะออกไปแพร่ธรรมในบ้านเกิดของตนเอง และสร้างพระศาสนจักรให้แพร่ขยายขึ้น จากที่เริ่มต้นมานี้ ข้าพเจ้าหวังว่าในระยะเวลาอีก 6 ปี เราจะมีนักศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 300 คน มาจากทุกเชื้อชาติภาษา และจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขา ศาสนาคริสต์จะเติบโตอย่างกว้างขวาง


ท่านข้าหลวงสัญญาว่า หากพวกคนต่างศาสนามีเวลาว่างให้สักเล็กน้อย(เพราะท่านกำลังทำสงครามกับพวกเขาอยู่)ท่านจะเร่งโครงการก่อสร้างให้เสร็จในเร็วพลันท่านกล่าวว่าไม่มีงานใดในอินเดียที่จะสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์เท่านี้แล้ว เป็นการอุทิศบ้านให้กับพระคริสต์และท่านเชื่อว่าด้วยกุศลจากกิจการนี้ จะช่วยให้ท่านมีชัยเหนือพวกนอกรีตได้ ท่านยังเชื่อในความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้าที่จะได้ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก


ดังนั้น ข้าพเจ้าวอนขอท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในพระนามพระคริสตเยซู พระเจ้าของเราและโดยพระศาสนาเที่ยงแท้ของพระองค์ โปรดอุทิศคำภาวนาให้กับท่านข้าหลวง Don Martin Sousa และภาวนาเพื่อสมาคมของเราด้วย ขอพระเจ้าโปรดสนับสนุนกิจการของท่านและให้ความช่วยเหลือท่านให้การปกครองประเทศอินเดียเพื่อท่านจะได้ผ่านโลกอนิจจังนี้ไปได้ และไม่สูญเสียอะไรไปเลยในชีวิตนิรันดร




Don Martin Sousa 

ข้าหลวงโปรตุเกสแห่งกัว (1542-1545)

(ที่มา : https://pt.wikipedia.org/wiki/Martim_Afonso_de_Sousa)


และจริงแท้แล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าด้วยคุณธรรมความดีของท่านข้าหลวง ทำให้ท่านปฏิบัติกับข้าพเจ้าอย่างรักใคร่ข้าพเจ้าจึงไม่อาจรักท่านได้น้อยกว่าที่ท่านรักข้าพเจ้าเพราะหน้าที่ของเราทั้งคู่ก็เหมือนกัน คือเพื่อพระเกียรติมงคลของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านข้าหลวงเลย หรือหากข้าพเจ้าจะลืมท่านไป ข้าพเจ้าคงจะต้องได้รับโทษอาญาอันสาสมจากพระเป็นเจ้าในฐานที่ไม่รู้คุณคน ท่านข้าหลวงยังเขียนจดหมายไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับวิทยาลัยด้วย และถ้ากิจการลุล่วงไปได้ด้วยดี พระเจ้าอยู่หัวคงจะกราบทูลไปยังพระสันตะปาปาให้ส่งพวกเราในคณะเยซูอิตมายังอินเดีย เพื่อเป็นกำลังสำคัญสำหรับวิทยาลัยต่อไป


บางคนเรียกวิทยาลัยใหม่นี้ว่า “วิทยาลัยนักบุญเปาโลกลับใจ” แต่บางคนก็เรียกวิทยาลัยนี้ว่า ซานตาเฟ (ความเชื่อศักดิ์สิทธิ์) ชื่อหลังถูกใจข้าพเจ้ามากกว่า และนักเรียนจากวิทยาลัยนี้ก็คงจะเป็นผู้เพาะปลูกความเชื่อเช่นนั้น ลงในจิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อ



วิทยาลัยเซนต์ปอลที่เมืองกัว ปัจจุบันเหลือเพียงประตู เพราะมีการย้าย

สถานที่ออกไปภายหลัง

(ที่มา : http://www.telegraphindia.com/)


ดังนั้นจุดประสงค์หลักของวิทยาลัยคือการนำเด็กชายชาวพื้นเมืองจากนานาชาติ ที่นับถือศาสนาคริสต์ ผู้มีสมรรถภาพและได้รับการอบรมแล้ว จะถูกส่งกลับไปบ้านเมืองของตน ข้าพเจ้าไม่รู้จะสรรหาคำขอบคุณประการใดสำหรับบุญคุณของท่านข้าหลวงที่มีต่อคณะของเรา ท่านประสงค์ให้ท่านโลโญลารับรู้ทางจดหมาย ว่าจำเป็นจะต้องมีการอบรมเยาวชนในอินเดียเพื่อท่านจะได้ตระเตรียมนักบวชที่จะส่งมาทำงานของคณะเรา 


ท่านข้าหลวงรับปากเป็นธุระในการสร้างวิทยาลัยจนสำเร็จและท่านโลโยลาจะต้องเป็นผู้จัดการให้มีครูสำหรับเยาวชนทั้งหลาย เพื่อเกียรติของพระศาสนาและความรุ่งเรืองในประเทศนี้ และสมเด็จพระสันตะปาปาจะได้ทรงกำหนดให้มีพระคุณการุณย์สำหรับการสวดภาวนาเพื่อวิญญาณในไฟชำระทุกครั้ง ที่มีการถวายมิสซาบนพระแท่นในโบสถ์แห่งนี้ เช่นเดียวกับที่ได้กระทำในโรม ท่านข้าหลวงปรารถนาจะให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่แสวงบุญและได้รับพระคุณการุณย์ท่านเองก็กระตือรือร้นรอคอยการอนุญาตจากสันตะสำนักอยู่ เพื่อประโยชน์ของวิญญาณมนุษย์จำนวนมาก


 จากข้อตั้งใจเช่นนี้ท่านคงจะได้เห็นจิตใจที่ศรัทธาอย่างยิ่งยวดของท่านข้าหลวงแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอร้องท่านแทนท่านข้าหลวงว่า โปรดส่งพระสงฆ์สัก 3 รูปและครูสอนวิชามนุษยศาสตร์สักคนมาที่นี่ ท่านข้าหลวงยังได้เขียนจดหมายไปกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว (ถ้าข้าพเจ้าเข้าใจไม่ผิด) ให้ในหลวงทรงกราบทูลสมเด็จพระสันตะปาปาให้ส่งชาวคณะเรามา 4 คนและโปรดให้ขอพระคุณการุณย์ (Indulgence) สำหรับวัดของเราในอินเดียมาด้วย ซึ่งจะฝากเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้มากับบรรดาบราเดอร์ของเราที่กำลังจะมา


ทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับปลูกฝังความจริงอันเป็นนิรันดร์สำหรับวิญญาณชาวโปรตุเกสทั้งปวงในอินเดีย สำหรับพณฯท่านข้าหลวง ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงจะได้เขียนจดหมายไปหาท่านโลโยลาด้วยตัวเองแม้ว่าท่านจะไม่เคยพบเจอท่านเลยก็ตาม แต่ท่านก็ตั้งใจจะทำงานอุทิศให้ท่านเช่นเดียวกัน ได้โปรดกรุณาสวดภาวนาให้พณฯท่าน และส่งสายประคำที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเสกให้ท่านสักสองสายเป็นของขวัญสำหรับท่านข้าหลวงและภริยาด้วย ทั้งพระคุณการุณย์ที่ได้รับผ่านสายประคำและในฐานะที่เป็นของขวัญจากท่าน คงจะสร้างความปลาบปลื้มแก่ท่านมิใช่น้อย 

               ตอนนี้ข้าพเจ้าต้องขอจบจดหมายแล้ว ขอพระคริสตเจ้าผู้ทรงความเมตตาหาที่สุดมิได้ ทรงพระกรุณารวมเราไว้ใต้กฏแห่งชีวิตเดียวกัน เพื่อที่จะได้รับความยินดีที่จะรวมกันอีกครั้งหลังความตายในความชื่นชมยินดีนิรันดร


จากบุตรชายที่เล็กน้อยที่สุดของท่าน และจากที่ห่างไกลที่สุด


Francis. Goa, Oct. 18, 1543.


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กราบเรียน


คุณพ่ออธิการอิกญาซีโอแห่งโลโญลา

ขอพระหรรษทานและความรักของพระคริสตเยซูสถิตกับท่านและอวยพรท่านเสมออา แมน

            ข้าหลวงแห่งอินเดียผู้ซึ่งเราทั้งหมดทั้งที่อยู่ที่นี่และอยู่ที่โรมเป็นหนี้บุญคุณ  ท่านรักคณะของเราและร้อนรนที่จะช่วยเหลืองานต่าง ๆ ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนจดหมายมาถึงท่านเกี่ยวกับงานทางด้านจิตวิญญาณในประเทศทางตะวันออกเหล่านี้ คำขอของท่านเป็นประโยชน์ต่อฤทธิ์กุศลและคุณธรรม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอกล่าวกับท่านในนามของท่านข้าหลวง


         ในที่แรกนั้น ชาวอินเดียให้ความเคารพนักบุญโทมัสอัครสาวกมาก ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของอินเดียท่านข้าหลวงเองก็ได้สนับสนุนกิจการศรัทธานี้ และส่งเสริมการเทอดเกียรติท่านนักบุญเสมอ ๆ ท่านหวังว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะประทานพระคุณการุณย์พิเศษแก่ผู้ที่ไปแก้บาปรับศีลในวันฉลองนักบุญโทมัสและอีก 7 วันหลังจากนั้นด้วย ท่านรับรองว่าหากได้มีกิจการเสริมศรัทธาเช่นนั้น ก็จะเป็นการเชิญชวนให้ชาวโปรตุเกสทุกคน (ทุกคนที่นี่เป็นทหาร) ให้ไปร่วมพิธีกรรมและรับศีลศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น



นักบุญโทมัส อัครสาวก ที่เชื่อกันว่ามาแพร่ธรรมที่อินเดีย

           ชาวอินเดียยังเป็นใหญ่ในแผ่นดินลึกแต่ชาวโปรตุเกสเป็นเจ้าทะเล ในอินเดียนี้ เทศกาลมหาพรตตกไปอยู่ในฤดูร้อน และช่วงเวลาของมหาพรตส่วนมากมักจะหมดไปกับกิจการทางทหารและการสำรวจทะเลทหารโปรตุเกสเกือบทั้งหมดแทบจะไม่มีเวลามาเข้าร่วมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และพลีกรรมในเทศกาลมหาพรตเลย ดังนั้น ท่านข้าหลวงจึงมีความคิดที่จะขอรับพระคุณการุณย์จากสมเด็จพระสันตะปาปาสำหรับผู้มาร่วมพิธีในเทศกาลมหาพรต


             ในลำดับต่อไปท่านได้ขอร้องให้ท่านกรุณาติดต่อสันตะสำนักสำหรับกิจการเกี่ยวกับโรงพยาบาลในเมืองนี้ เพื่อให้โรงพยาบาลเป็นที่แจกจ่ายพระคุณการุณย์แก่คนป่วยด้วย หากคนป่วยเหล่านั้นแก้บาปรับศีล และขณะที่พวกเขาใกล้ตายก็ขอให้ได้รับพระพรเช่นกัน ท่านข้าหลวงเชื่อว่า พระพรเหล่านั้นจะช่วยให้คนไข้มารับศีลศักดิ์สิทธิ์บ่อยมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งคนที่ป่วยไข้และสบายดีย่อมสักการะพระเป็นเจ้าเช่นกัน และเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนต่างศาสนาที่อาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองนี้ด้วย

              อีกครั้งหนึ่งท่านข้าหลวงมีศรัทธาเป็นพิเศษต่อพระมารดามารีย์ท่านจัดการเทอดเกียรติแม่พระเป็นอันมากในอินเดียและอยากให้มีงานฉลองพิเศษสำหรับแม่พระ ในเมืองกัวนี้ ภายในรัศมี 10 ไมล์ก็มีวัดที่ใช้ชื่อแม่พระจำนวนมาก ทั้งหมดเป็นวัดที่มีคนศรัทธามากและร่ำรวย ดังจะเห็นได้จากสถาปัตยกรรมอาคารที่หรูหราสวยงาม เต็มไปด้วยของตกแต่งและภาชนะศักดิ์สิทธิ์มากมายมีพระสงฆ์จำนวนมาก และมีการฉลองสักการบ่อยครั้งด้วย แต่ละวัดก็จะจัดการฉลองผลัดเปลี่ยนกันไปเพื่อเทอดเกียรติพระมารดามารีย์

ท่านข้าหลวงมีความประสงค์จะเพิ่มพูนความศรัทธาให้มากยิ่งขึ้นอีก ท่านได้ขอร้องให้มีพระคุณการุณย์พิเศษสำหรับผู้ที่ไปแก้บาปรับศีลในวัดเหล่านี้ โดยเฉพาะในอินเดียที่ต้องการพระพรของพระเจ้ามากกว่าประเทศคริสตังอื่น ๆ เพราะจำนวนประชากรชาวคริสต์กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวโปรตุเกสที่นี่เองก็มีมหาศาลทั้งชาวอินเดียที่กลับใจก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่จำนวนพระสงฆ์กลับมีน้อยอย่างน่าประหลาดใจจนไม่พอที่จะฟังสารภาพบาปได้หมดในเทศกาลมหาพรต 

ท่านข้าหลวงมีคำสั่งว่าทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่จะต้องแก้บาปและรับศีล ท่านจึงขอร้องสันตะสำนักผ่านทางท่านให้ภาวนาเป็นพิเศษสำหรับอินเดียด้วยเพื่อพวกเราจะได้รับความสุขนิรันดร


   ในเมืองนี้และในเมืองท่าต่าง ๆ ที่มีคริสเตียนอยู่ เรามีคณะภราดาของผู้ตั้งใจดีที่จะทำงานอุทิศตัวเพื่อคนจนและชาวพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์ดั้งเดิมหรือคนต่างศาสนาที่กลับใจ เรียกว่าคณะภราดาแห่งเมตตาธรรม ทั้งหมดเป็นชาวโปรตุเกส ความร้อนรนมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะช่วยเหลือคนยากจนช่างน่าอัศจรรย์ใจ 

ดังนั้นท่านข้าหลวงจึงวิงวอนสันตะสำนักผ่านทางท่าน สำหรับพระคุณการุณย์ปีละครั้งหลังจากแก้บาปรับศีล และในเวลาใกล้จะตายสำหรับพวกเขา พวกเขาทั้งหมดแต่งงานแล้วดังนั้นท่านข้าหลวงจึงขอพระคุณเหล่านี้ให้ภรรยาของเหล่าภราดาด้วย

     ชาวโปรตุเกสมิได้เป็นเจ้ามหาสมุทรอินเดียเท่านั้นแต่ยังปกครองดินแดนและชายฝั่งต่าง ๆ ที่ ๆ พวกเขาตั้งครอบครัวมีลูกเมีย บางแห่งก็อยู่ห่างไกลมากๆ จากกัวก็มีโมลุคกะ ซึ่งห่างออกไป 1000 ลีคที่นั่นพระราชาแห่งโปรตุเกสตั้งเมืองป้อม และมีชุมชนคริสเตียนขนาดใหญ่ และห่างจากกัวไป 500 ลีค ก็มีเมืองออมุส Ormuz เมืองสำคัญที่เคยถูกโปรตุเกสยึดครอง, 400 ลีคไปยัง Diu และ 300 ลีคไปยังโมซัมบิค และ 900 ลีคไปยัง Sofala เมืองเหล่านี้ต่างมีผู้แทนพระสังฆราชแห่งกัวประจำอยู่ทั้งสิ้น 


ซึ่งจากระยะทางไกลเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านสังฆราชจะไปเยี่ยมเยียนด้วยตัวเองท่านข้าหลวงรับรู้ถึงความจำเป็นของการยืนยันความเชื่อและการรับศีลกำลังสำหรับชาวคริสต์ที่อาศัยท่ามกลางพวกป่าเถื่อน และมักจะเกิดความขัดแย้งกับชนต่างศาสนา ท่านได้ขอร้องไปยังพระสันตะปาปาให้บรรดาตัวแทนพระสังฆราชแห่งกัวในดินแดนต่าง ๆ เหล่านั้น มีอำนาจที่จะโปรดศีลกำลังแทนพระสังฆราชที่ไม่สามารถเดินทางไปเยี่ยมเยียนดินแดนในเขตปกครองของท่านได้ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว


   ในประเทศนี้อากาศแปรปรวนมาก ที่ชายฝั่งด้านหนึ่งเป็นฤดูร้อน ขณะที่อีกฝั่งเป็นฤดูหนาวขณะที่บางคนต้องผจญกับอากาศหนาว เรากำลังถูกแดดแผดเผา และความร้อนก็ร้อนจนไม่น่าเชื่อดวงอาทิตย์ร้อนจัดมากจนปลาแทบจะเน่าทั้ง ๆ ที่พึ่งจะตาย ดังนั้นในฤดูร้อนเช่นนี้เมื่อทะเลด้านหนึ่งกำลังถูกสำรวจ อีกฝั่งหนึ่งก็แทบจะปิดตายไปเลย อากาศร้อนทำให้ทุกคนกลัวที่จะออกเรือ และดังที่ข้าพเจ้าเคยเล่าไปแล้ว ในเทศกาลมหาพรต ทหารในกองทัพก็จะลงเรือไปพิชิตทะเลต่าง ๆ บรรดาพ่อค้าเองก็ทำเช่นนั้นด้วย สำหรับชาวโปรตุเกส การเป็นเจ้าทะเลสำคัญกว่าการพิชิตดินแดนมันเกี่ยวพันกับการค้าที่มาจุนเจือครอบครัวด้วย

 พวกโปรตุเกสประพฤติดังนี้ทำให้เทศกาลมหาพรตแทบจะไม่มีคนมาวัดและถูกละเลย ไม่มีใครอดอาหารกันเลย ท่านข้าหลวงบอกให้ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านดังนี้ด้วยว่าหากเป็นไปได้ ขอให้ท่านช่วยกราบทูลอ้อนวอนพระสันตะปาปาให้เลื่อนเวลาของเทศกาลมหาพรตของดินแดนตะวันออก ให้อยู่ในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมจะได้หรือไม่ เพราะในช่วงนั้นอากาศคลายความร้อนลงแล้ว การสำรวจก็น้อยลง เพราะทะเลเริ่มแปรปรวนและอากาศที่อบอุ่นก็ทำให้ชาวบ้านอดอาหารได้ง่ายขึ้นพวกเขาก็จะได้ประพฤติตามกฎของพระศาสนจักรได้ง่ายกว่า ทั้งการแก้บาปรับศีล

         ขอให้ท่านได้รับรางวัลสำหรับความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในกิจการที่กระทำสำหรับประเทศเหล่านี้ และท่านจะได้รับส่วนแบ่งแห่งผลของพระหรรษทานและฤทธิ์กุศลของพระเป็นเจ้า


ป.ล. เมื่อข้าพเจ้าออกจากลิสบอนข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านเกี่ยวกับวิทยาลัยของคณะที่ในหลวงจะทรงให้ตั้งขึ้นที่ Coimbra[2] เป็นมหาวิทยาลัยเปิด พระองค์ให้ข้าพเจ้าให้เขียนมาหาท่านเพื่อจะได้รู้ว่า พระองค์ดำริจะช่วยเหลือในการก่อสร้างอาคาร โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน เพราะในโปรตุเกสขาดแคลนคนที่เหมาะสมจะออกไปอบรมคนต่างศาสนาในดินแดนห่างไกล แต่ข้าพเจ้าเองบัดนี้ก็อยู่ห่างไกลเหลือเกิน ด้วยพระเมตตาของพระคริสต์โปรดให้ข้าพเจ้ารับรู้เถิดว่าท่านได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง


ลูกที่รักของท่านในพระคริสต์

ฟรังซิส

Goa, Oct. 20, 1543.



[1] เงินบริจาคของวิทยาลัยในกัวในขั้นแรกได้มา 800 เหรียญคราวน์ เชื่อกันว่ามาจากการเก็บภาษีจากพวกนักบวชต่างศาสนา

[2] วิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นโดยความตั้งใจของอิกญาซิโอเพื่อสนับสนุนการแพร่ธรรมในอินเดีย




Create Date : 26 ตุลาคม 2559
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 0:54:41 น.
Counter : 202 Pageviews.

0 comment
นักบุญฟรังซิสในเมืองกัว อาณานิคมโปรตุเกสในอินเดีย



จดหมายฉบับนี้เล่าเรื่องนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ เมื่อออกเดินทางจากเกาะโซโคตร้ามาถึงเมืองกัว อาณานิคมอันยาวนานของโปรตุเกสในอินเดีย เพิ่งจะคืนให้อินเดียไปเมื่อ 30 ปีก่อนนี้เอง กัวเป็นเสมือนวาติกันของตะวันออก สังฆราชแห่งกัวมีอำนาจเหนือคาทอลิกในเอเชียทั้งหมด ครอบคลุมทั้งในมาเก๊า โมลุคกะ และมะละกา รวมทั้งเมืองในตะวันออกของแอฟริกาด้วย



แผนที่เมืองกัว ในฝั่งตะวันตกของอินเดีย อาณานิคมของโปรตุเกส
(ที่มา : http://www.goaholidayguide.com/)





แผนที่โบราณแสดงเมืองกัวในตะวันตกของอินเดีย มีสภาพเป็นเกาะ
(ที่มา : http://www.columbia.edu/)
จดหมายของนักบุญฟรังซิสในเมืองกัว 
อาณานิคมโปรตุเกสในอินเดีย

"เราออกจากเกาะนี้ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์และวันที่ 6 พฤษภาคม ข้าพเจ้าก็มาถึงเมืองกัว และเรืออีก 5 ลำที่ตามมาจากโมซัมบิคก็ตามเรามาถึงในเดือนมิถุนายนแต่ลำที่ใหญ่ที่สุดและบรรทุกสิ่งของมีค่ามากมายกลับอับปางและจมลง ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัยและสี่ลำที่เหลือก็มาถึงเรียบร้อย

ข้าพเจ้ามาอาศัยพักในโรงพยาบาลเมืองกัว คอยดูแลคนเจ็บป่วยและส่งศีลให้ มีคนป่วยมากมายที่รอคอยข้าพเจ้าโปรดศีลอภัยบาปถ้าข้าพเจ้าแยกร่างได้สักสิบร่างพร้อมๆกัน ข้าพเจ้าคงไม่เคยขาดความสำนึกผิดหลังจากดูแลคนป่วย ตอนเช้าข้าพเจ้าฟังสารภาพบาป และหลังจากเที่ยงวันไปแล้วข้าพเจ้าก็ไปเยี่ยมคนคุก และหลังจากสอนคำสอนในคุกแล้วข้าพเจ้าก็ต้องฟังสารภาพบาปตลอดชีวิตของคนที่ถูกจองจำ เมื่อเสร็จภารกิจข้าพเจ้าก็ไปวัดพระมารดาใกล้ๆกับโรงพยาล เพื่อสอนเด็กๆ มีเด็กกว่าสามร้อยคน พวกเขาสวดบทแสดงความเชื่อและบัญญัติ 10 ประการ ตามที่สังฆราชแห่งกัวสั่งไว้ เช่นเดียวกับโบสถ์อื่นๆผลที่ได้รับจากการติดตามเช่นนี้ส่องสว่างแสงให้กับเมืองทั้งเมือง


เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่วัดพระมารดาก็จะเทศน์สอนในตอนเช้าของวันอาทิตย์ และในตอนกลางวันข้าพเจ้านั่งอธิบายบทแสดงความเชื่อให้กับคนพื้นเมือง และประชาชนจำนวนมากก็เข้ามานั่งกันแออัดจนไม่มีที่พอในวัดข้าพเจ้าสอนบทข้าแต่พระบิดา วันทามารีย์ และบทแสดงความเชื่อ รวมทั้งบัญญัติ 10 ประการ ในวันอาทิตย์ ข้าพเจ้ามักจะทำมิสซาให้คนโรคเรื้อนในโรงพยาบาลใกล้ๆกับเมืองฟังสารภาพบาป และโปรดศีลมหาสนิท ไม่มีใครที่ไม่ได้รับศีล พวกเขาก็สวดภาวนาให้ข้าพเจ้าเช่นกัน



แผนที่เมืองกัว

(ที่มา : http://www.earthlymission.com)


ท่านข้าหลวงสั่งให้เข้าพเจ้าออกไปเทศน์สอนในชนบทเพื่อที่จะให้ความหวังกับคนพื้นเมืองกลับมาเป็นคริสเตียน มีนักเรียนสามคนจากประเทศต่าง ๆ กันไปกับข้าพเจ้าด้วย 2 คนเป็นสังฆานุกรคุ้นเคยกับภาษาโปรตุเกสดีพอ ๆ กับภาษาของพวกเขาเอง คนที่ 3 เพิ่งจะได้รับศีลน้อยข้าพเจ้ามีความหวังว่า งานเหล่านี้จะผลิตผลที่มีค่าสำหรับศาสนาของเราและเมื่อคุณพ่อปอลและมันซิอัสมาจากโมซัมบิคแล้วท่านข้าหลวงก็ให้สัญญาว่าจะส่งพวกเขามาสมทบกับข้าพเจ้า ในที่ๆเรียกว่า แหลมโคโมรินเป็นระยะทาง 600 ไมล์จากกัว ข้าพเจ้าสวดต่อพระเจ้าขอพระองค์ทรงเห็นแก่คำภาวนาของพวกท่านโปรดทรงลืมบาปของข้าพเจ้าเสียและประทานพระหรรษทานที่ข้าพเจ้าต้องการเพื่อจะได้กระทำกิจการของพระองค์อย่างสมบูรณ์



วัด Our lady of the immaculate conceptionกัว วัดในภาพสร้างใหม่เมื่อปี 1691 หลังยุคนักบุญฟรังซิส

(ที่มา : http://topnews.in/law/files/goa-church.jpg)


ทั้งหมดเป็นบททดสอบข้าพเจ้าที่จะทำเพราะเห็นแก่ความรักของพระเป็นเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของวิญญาณทั้งปวง ข้าพเจ้าเชื่ออย่างมั่นคงว่า ผู้ที่รักกางเขนของพระคริสต์ จะพิจารณาการทดสอบชีวิตเช่นนี้เป็นแหล่งพระพรอันอุดม และการหลบเลี่ยงหนีออกไปโดยปราศจากไม้กางเขนที่ต้องแบก ก็เป็นเสมือนความตายสำหรับพวกเขา เพราะไม่มีความตายใดที่จะน่ากลัวเกินไปกว่าการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพระเยซูเจ้า เพราะหลังจากที่ได้รู้จักพระองค์แม้เพียงครั้งเดียวแล้ว ท่านจะกล้าละทิ้งพระองค์เพื่อดำรงชีวิตตามน้ำใจของตนเองได้หรือ"

"ข้าพเจ้าเสริมแก่ท่านว่า เพื่อนที่รัก ไม่มีกางเขนใดที่จะเปรียบเทียบได้กับกางเขนเช่นนี้อีกแล้ว ในทางกลับกันก็คือ ชีวิตเราจะได้รับพระพรได้หรือ หากใช้ชีวิตเหมือนกำลังจะตายไปวัน ๆ ท่านต้องหักความปรารถนาของท่าน ไม่ใช่เพื่อความต้องการของเราอีกต่อไป แต่เป็นการมอบความปรารถนาทั้งหมดแด่พระเยซูคริสต์”


"และตอนนี้พี่น้องที่รักข้าพเจ้าขอร้องท่านให้ช่วยกรุณาเขียนเล่าเรื่องสมาชิกทุกคนส่งมาให้ข้าพเจ้าด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่มีความหวังว่าจะได้พบกันอีกแล้วในชีวิตนี้ แต่ก็จะเป็นเหมือนที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “แล้วในที่สุดเราก็จะได้พบหน้ากันอีกในสวรรค์”


ความทุกข์ยากลำบากต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้รับจากการเดินทางการแบกภาระบาปหนักอึ้งของผู้คนขณะที่คนอื่น ๆ ก็แบกเพียงบาปของตนเองการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนต่างความเชื่อ และความร้อนจัดในภูมิภาคนี้ข้าพเจ้าเองก็เป็นผู้ไม่สมควรจะทำงานของพระ แต่อย่าปฏิเสธความตั้งใจดีเหล่านี้ของข้าพเจ้าเลยโปรดระลึกว่าพระองค์ทรงสร้างท่านเช่นนี้ และทรงประสงค์ที่จะให้ท่านเป็นผู้ปลอบโยนข้าพเจ้าโปรดสอนข้าพเจ้าให้กระตืนรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการสร้างศรัทธาให้คนต่างศาสนารวมทั้งการเข้าไปพบชาวมุสลิมที่ข้าพเจ้าถูกส่งไปหาเขา ข้าพเจ้าจะต้องเรียนรู้จากพระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะเปลี่ยนเขาเป็นคริสเตียนโดยไม่เกิดความยุ่งยากได้อย่างไรหนอ ด้วยคำภาวนาของพวกท่านและพวกพี่น้องจากวัดของเรา ข้าพเจ้าไว้ใจว่าพระเป็นเจ้าจะทรงสดับ และพระคริสต์ผู้ทรงประสงค์จะเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งพระวรสารโดยใช้ข้าพระองค์ คนรับใช้ที่ชั่วช้า ในแผ่นดินของคนต่างศาสนา


"พระองค์ทรงใช้สิ่งสร้างที่น่าสงสารเช่นข้าพเจ้านี้ให้ทำงานอันใหญ่โตซึ่งนำความอับอายมาให้กับคนที่เกิดมาโดยมีความสามารถมากมายแต่ไม่ได้ใช้และยังเป็นการเสริมกำลังใจให้กับคนอ่อนแอ" 


"เมื่อพวกเขาได้เห็นข้าพเจ้า ผู้ไม่มีอะไรนอกจากฝุ่นและขี้เถ้า ได้เป็นประจักษ์พยานในงานแบบเดียวกันกับอัครสาวกจะเป็นความยินดีเพียงใดหนอถ้าข้าพเจ้าจะได้กลายเป็นผู้รับใช้ของผู้ที่ได้อุทิศตนทำงานในสวนองุ่นของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง”


"ดังนั้นข้าพเจ้าขอจบจดหมายนี้ ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเมตตาอันหาขอบเขตมิได้ผู้จะทรงรวบรวมเราวันหนึ่งในความยินดีของพระองค์ เพราะเราเป็นสิ่งสร้างของพระองค์ดังนั้นเราจึงต้องทำงานของพระองค์ด้วยความกระตือรือร้น"


จากน้องชายที่ไร้ประโยชน์ของท่านในพระเยซูคริสต์

Francis Xavier.

กัว 18 กันยายน 1542 


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อรรถาธิบายเกี่ยวกับเมืองกัว

มืองกัวเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกส และมีอิทธิพลแผ่ไปยังบ้านเมืองข้างเคียงด้วย ชาวโปรตุเกสยึดมั่นในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างลึกซึ้ง มีความคิดทัศนคติแบบสมัยยุคกลาง แม้ว่าจะผ่านมาถึงยุคหลังการปฏิรูปศาสนาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามชีวิตความเป็นอยู่ด้านศาสนาของชาวโปรตุเกสในดินแดนตะวันออกก็มิได้ลึกซึ้งนัก เพราะทหารรับจ้างและพ่อค้าส่วนมากก็แต่งงานกับชนพื้นเมือง มีเมียน้อยและนางบำเรอทั่วไป 

เมื่อหญิงพื้นเมืองแต่งงานกับชาวโปรตุเกส ก็ต้องเปลี่ยนศาสนาเป็นชาวคริสต์โดยอัตโนมัติ แต่พวกเธอก็มักไม่สนใจศาสนาเท่าใดนัก ดังนั้นเมื่อมีลูก จึงไม่อาจสอนลูกตามแนวทางของคริสเตียนที่ดีได้ อีกนัยหนึ่งก็คือไม่มีความพยายามที่จะปรับปรุงความประพฤติเหล่านี้ให้ดีขึ้น พระสังฆราชแห่งกัวขณะนั้นเป็นพระสงฆ์ชราคณะฟรังซิสกัน ชื่อว่า John Albuquerque เป็นพระสงฆ์ที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็เป็นผู้เคร่งครัดและมีอำนาจเต็มเปี่ยม อิทธิพลของท่านครอบคลุมทั้งอินเดีย รวมไปถึงเมืองท่าต่าง ของโปรตุเกสในภาคตะวันออก การแสดงออกของท่านมิได้สมดุลกับความเมตตาและบุคลิกภาพที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีกฎว่า พระสงฆ์และศาสนบริกรทั้งหลายในกัว จะต้องถูกจำกัดขอบเขตภายใต้การบริหารงานของชาวโปรตุเกส และส่วนมากก็ไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนศาสนาคนนอกรีต แม้แต่ในยุโรปเองก็ตามในยุคนั้น ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็ถูกลดความสำคัญลงและบางที่ก็เลิกล้มไป แม้แต่ในโรม การออกไปรับศีลบ่อย ก็เป็นเรื่องผิดประหลาด

นักบวชฟรังซิสกันนนามว่า Diego de Borba, ผู้เป็นศิษย์ของ John of Avila อยู่ในเมืองกัว 4 ปีและเริ่มต้นงานของเขาด้วยการตั้งสมาคมต่าง มากมาย เพื่อประโยชน์ของชาวอินเดียมีการตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชื่อซานตาเฟ ในกัวที่รับนักเรียนจากทุกภาคของอินเดียเพื่อที่พวกเขาจะได้กลับไปเป็นพระสงฆ์ในบ้านเกิด หรืออย่างน้อยก็สามารถแปลคำสอนให้มิชชันนารีอื่น ได้ วิทยาลัยได้รับเงินบริจาคจากรัฐบาลโปรตุเกสซึ่งเก็บภาษีมาจากพวกนักบวชต่างศาสนา 

เราจะได้ยินเรื่องราวของวิทยาลัยซานตาเฟ[1]นี้อีกมากมายต่อมาจะได้เปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยเซนต์ปอล นอกจากนี้ยังมีการตั้งสถาบันภราดาแห่งความเมตตา ในเมืองท่าต่าง ๆ ของโปรตุเกส ทำงานเพื่อการกุศล

เมื่อฟรังซิสไปถึงเมืองกัว ท่านไปขออนุญาตพระสังฆราชทำงานในโรงพยาบาลและนำเอกสารจากพระสันตะปาปาและจากกษัตริย์โปรตุเกสไปแสดง ท่านไม่ประสงค์ต้องการสิทธิพิเศษใด ๆ เพียงขออนุญาตออกไปเยี่ยมคนป่วย คนโรคเรื้อน คนถูกจองจำเท่านั้นใช้เวลากลางคืนในการสวดภาวนา เป็นชีวิตแบบอัครสาวกที่จำลองมาจากพระเยซูเจ้างานของฟรังซิสเช่นนี้จับใจพระสังฆราชชรามาก ท่านสัมผัสได้ถึงหัวใจแห่งความร้อนรนของอัครสาวกคนใหม่จึงกลายเป็นมิตรสหายกันอย่างรวดเร็ว และในเวลาเพียง 5 เดือน เมืองกัวทั้งเมืองก็ “กลายเป็นของท่าน”ท่านบันทึกลงไปในจดหมายส่งไปถึงยุโรปด้วยความชื่นชมยินดี 

ข้าหลวงแห่งกัวก็รับเอาธรรมเนียมของฟรังซิสมาใช้ในการออกไปเยี่ยมโรงพยาบาลและคุกด้วยตัวเองอาทิตย์ละ1 วัน และธรรมเนียมนี้ต่อมาก็นำไปปฏิบัติในราชสำนักโปรตุเกสด้วย  ฟรังซิสสามารถปรับบุคลิกของตนให้เข้ากับผู้คนที่หลากหลายได้ ท่านพยายามที่จะสร้างความครบครันในชีวิตคริสตชน บางครั้งก็ใช้คำพูดสุภาพนุ่มนวล บางครั้งก็ตักเตือนด้วยความจริงเกี่ยวกับนิรันดรภาพ ความตาย การพิพากษาและนรกด้วยท่าทีที่ขันแข็งและรอคอยให้ผู้คนมาสารภาพบาปที่กระทำมาตลอดชีวิต หรือการเตือนให้ชาวบ้านแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี

สถานะการแต่งงานไม่ถูกต้องของชาวโปรตุเกสในอินเดียเป็นปัญหาที่มีอยู่ทั่วไปและแก้ไขได้ยาก ฟรังซิสจัดการกับปัญหานี้อย่างนุ่มนวล ท่านชวนให้คิดว่าควรจะแก้ไขปัญหาที่เป็นบาปหนักนี้ท่านจะไปพบพวกเขาตามถนนและขอให้เชิญท่านที่เป็นพระยากจนไปร่วมทานอาหารค่ำซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามักจะตอบคำขอด้วยความยินดี ท่านก็จะเข้าไปนั่งที่โต๊ะและขอให้เจ้าบ้านนำลูก ๆ เข้ามาด้วย และท่านก็จะกอดเด็ก ๆ เอาไว้อย่างอ่อนโยน  และท่านก็จะเชิญชวนให้ภรรยาเข้ามาด้วย คุยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและกล่าวอ้อนวอนให้เจ้าบ้านชายรับเธอเป็นภรรยาอย่างถูกกฎหมาย กล่าวชมเชยว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีกริยามารยาทงดงามควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ดี ดังนั้นสมควรจะเป็นชาวโปรตุเกสได้รวมทั้งลูก ๆ ที่เกิดจากเธอก็สมควรจะนับเป็นชาวโปรตุเกสได้เช่นกัน แล้วเหตุนี้ทำไมจึงไม่แต่งงานกับเธอให้ถูกต้อง ท่านจะหาภรรยาที่ดีกว่านี้ได้อีกหรือท่านควรจะให้เกียรติแก่ลูก ๆ และภรรยาให้เร็วที่สุด ด้วยคำพูดที่ทรงอำนาจเช่นนี้ท่านก็ชักชวนชายโปรตุเกสหลายคนให้แต่งงานกับหญิงชาวอินเดียได้โดยท่านจัดพิธีแต่งงานให้เอง 

ฟรังซิสกระหายความรอดของวิญญาณมากกว่าเกียรติของตนเอง ท่านครุ่นคิดแต่หาวิธีใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือพวกเขา ท่านจะเดินไปตามถนนถือกระดิ่งสั่นให้มีเสียงเรียกเด็ก ๆ และบรรดาคนรับใช้เข้ามารับฟังคำสอน(ท่านคิดว่าอะไรก็ตามที่ไม่เป็นที่พอใจของท่าน นั้นเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าเสมอและเป็นประโยชน์สำหรับวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย) ด้วยวิธีนี้มีเด็ก ๆ และผู้คนมาชุมนุมกันมากมายฟังธรรมจากท่านและท่านจะนำพวกเขาไปยังวัดพระมารดาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและสอนคำสอนพวกเขาเป็นเพลง ซึ่งจะช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น



[1] ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้คือ Don Estevan de Gama, บุตรชายของนักเดินเรือชื่อก้อง Vasco de Gama เขาเป็นข้าหลวงแห่งกัวก่อนหน้า Martin Alfonso Sousa as Governor ข้าหลวงที่เป็นเพื่อนสนิทของฟรังซิส







Create Date : 26 ตุลาคม 2559
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 1:03:05 น.
Counter : 412 Pageviews.

0 comment
บันทึกของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ที่โมซัมบิคและโซโคตร้า





ผมแปลบันทึกฉบับนี้โดยลำลอง เพื่อติดตามเส้นทางการเดินทางของนักบุญฟรังซิสจากลิสบอนไปยังเอเซีย โดยเริ่มจากโมซัมบิค และไปถึงเมืองกัว ครับ



บันทึกของนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ที่โมซัมบิคและเกาะโซโคตร้า

"เรามาถึงโมซัมบิค ที่เราต้องติดอยู่ในฤดูหนาวกว่า 6 เดือน บนเรือห้าลำใหญ่ๆที่มีคนหลากหลายนิสัยบนเกาะนี้มีเมืองสองเมือง เมืองหนึ่งปกครองโดยชาวโปรตุเกสและอีกเมืองปกครองโดยชาวมุสลิม ระหว่างหน้าหนาวนี้ มีคนป่วยไปหลายคน และมากกว่า 80คน ก็ตายลง เรายุ่งอยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลา โดยรับใช้คนป่วยทุกคนคุณพ่อปอลและมันซีอัส ช่วยรักษาทางร่างกาย แต่ข้าพเจ้ารักษาทางจิตใจคอยฟังสารภาพบาปและโปรดศีลมหาสนิท แต่ด้วยลำพังคนเดียวก็ไม่อาจจัดการได้ทั้งหมดในวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าเทศน์สอน มีคนจำนวนมากมายมารอฟัง รวมทั้งข้าหลวงด้วยข้าพเจ้ามักจะออกไปรอฟังแก้บาป นั่นคือกิจกรรมทั้งหมดที่ทำในโมซัมบิคทั้งข้าหลวงและทหารปฏิบัติกับเราอย่างมีมารยาท เวลา 6เดือนก็เป็นประโยชน์สำหรับวิญญาณมากมาย"



แผนที่ประเทศโมซัมบิค ซึ่งในขณะนั้นมีเมืองท่าของโปรตุเกสอยู่

โมซัมบิคอยู่ห่างอินเดียไป 900 ลีค ข้าหลวงกระตือรือร้นที่จะส่งเราไปที่นั่นพร้อมกันกับท่านแต่ด้วยฤดูกาลที่ทำให้มีคนป่วยมากมายท่านจึงขอร้องให้มีนักบวชสักรูปรออยู่บนเกาะนี้เพื่อที่จะพยาบาลคนเจ็บไข้ได้ป่วยดังนั้นคุณพ่อปอลและมันซิอัสจึงตกลงจะอยู่ที่โมซัมบิคต่อไป ข้าพเจ้าจึงตกลงเดินทางกับข้าหลวงคอยฟังสารภาพบาปของท่าน ในกรณีที่มโนธรรมของท่านมีปัญหาหรือจำเป็น  จากโมซัมบิค เราใช้เวลา 2 เดือนจึงมาถึงเมืองกัว ระหว่างทางมาอินเดียนั้น เราได้แวะพักที่ Melinda เป็นเมืองท่าของพวกมุสลิมที่เป็นมิตรกับโปรตุเกสคนที่อยู่ที่นี่ส่วนมากมักจะเป็นหัวหน้าพ่อค้าที่เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิตลงก็ขุดหลุมใหญ่มีเนินดิน ปักกางเขนไว้เป็นสัญลักษณ์ ชาวโปรตุเกสได้ปักกางเขนหินสวยงามใหญ่มากไว้นอกเมืองซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็รู้สึกประทับใจมากทีเดียวที่ได้เห็นพระมหากางเขนปักอยู่ท่ามกลางเมืองของหมู่ผู้ไม่เชื่อ[1]




โบสถ์โปรตุเกสที่โมซัมบิค (บน) 
(ภาพจาก http://www.patrimoniocultural.pt/)


กษัตริย์แห่ง Melinda เสด็จมายังเรือของพวกเราเพื่อต้อนรับท่านข้าหลวงด้วยอัธยาศัยไมตรีขณะที่เราพำนักอยู่ในเมืองนี้เราได้จัดงานศพให้กับชายผู้หนึ่งที่ตายลงในเรือของเราเราได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือเขา 
ชาวมุสลิมที่นี่อนุญาตให้เราจัดงานศพได้ตามที่ปรารถนาชาวมุสลิมสำคัญคนหนึ่งในเมืองได้ถามเราว่าโดยปกติโบสถ์ที่เราไปมีชาวคริสต์ไปชุมนุมกันเต็มโบสถ์หรือไม่ และชาวคริสเตียนศรัทธาเต็มใจที่จะไปโบสถ์หรือไม่ เพราะในเมลินดานี้มีมัสยิดถึง 17 แห่ง แต่มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นมีมีคนไปร่วมขณะที่แห่งอื่น ๆ มีศรัทธาชนไปน้อยมากชาวมุสลิมที่ดีคนนี้ค่อนข้างสับสนว่าเหตุใดชาวบ้านจึงสูญเสียศรัทธาไปเขาคิดว่าเป็นเพราะพวกชาวบ้านต่างกระทำบาปหนัก

 เราได้สนทนากันถึงเรื่องนี้และได้บอกเขาว่า พระเป็นเจ้าทรงซื่อสัตย์และเที่ยงแท้ ทรงจัดการผู้ไม่เชื่อและคำภาวนาที่ไร้ผลเหล่านั้นจะสูญเปล่าชายชาวซาราเซ็นผู้นี้รู้สึกสับสน เขาประกาศว่าถ้านบีมุฮัมมัดไม่กลับมายังโลกนี้ในอีก 2 ปี เขาจะละทิ้งศาสนาข้าพเจ้าหวังว่าความจริงเหล่านี้จะถูกเปิดเผยโดยพระเป็นเจ้าให้พวกเขาเข้าใจฐานะของตัวและกลับใจเสียใหม่

นักบุญฟรังซิสบนเกาะโซโคตร้า


แผนที่เกาะโซโคตร้า
(ที่มา : https://upload.wikimedia.org)
หลังจากเราออกจากเมลินดาก็มาถึงเกาะโซโคตร้า เกาะใหญ่ที่มีเส้นรอบวงกว่า 100 ไมล์[2]เป็นป่าร้างทั้งหมด ไม่มีข้าวโพด ไม่มีข้าว ไม่มีเหล้าองุ่น ไม่มีผลไม้ใดๆกล่าวสั้นๆคือแห้งแล้งและน่าเบื่อมาก แต่มันเต็มไปด้วยต้นอินทผาลัมที่พวกเขาใช้ทำขนมปังได้ รวมทั้งใช้เลี้ยงสัตว์เกาะนี้ร้อนจัดด้วยแสงอาทิตย์แผดเผา ชาวบ้านเป็นคริสเตียนในนามมากกว่าด้วยจิตใจพวกเขาไร้ความรู้และค่อนข้างหยาบคาย ไม่สามารถอ่านหรือเขียนใดๆได้เลย พวกเขาจึงไม่มีการจดบันทึกใดๆไว้แต่ก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองเป็นชาวคริสต์ พวกเขามีโบสถ์ ไม้กางเขนมากมาย และใช้ตะเกียงในพิธีกรรมแต่ละหมู่บ้านจะมีครูคำสอน ผู้ช่วยงานของวัดครูเหล่านี้เองก็ไม่มีความรู้ทางด้านอ่านหรือเขียนมากกว่าคนอื่นพวกเขาไม่มีแม้แต่หนังสือ และรู้บทสวดไม่กี่บทที่ภาวนาจากหัวใจ พวกเขาไปโบสถ์วันละ4 รอบ ตั้งแต่เที่ยงคืน เช้าตรู่ เที่ยงวัน และตอนเย็น ไม่มีระฆัง แต่มีโปงไม้แบบที่เราใช้กันในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์  เพื่อเรียกทุกคนมาชุมนุมกัน แม้แต่ครูคำสอนก็ไม่เข้าใจบทสวดเพราะมันเป็นภาษาต่างประเทศของพวกเขา (ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นภาษาแคลเดียน)พวกเขาศรัทธานักบุญโทมัสมาก และอ้างว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากนักบุญโทมัสระหว่างที่สวดพวกเขามีคำที่คล้ายๆ คำว่า “อัลเลลูยา”พวกครูคำสอนไม่เคยล้างบาปให้ผู้ใดเลยเพราะพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการล้างบาปคืออะไร เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นก็ได้โปรดศีลล้างบาปให้เด็กจำนวนมาก รวมทั้งผู้ปกครองที่มีความปรารถนาจะรับด้วยพวกเขากระตือรือร้นที่จะนำเด็กๆมาหาข้าพเจ้าและนำข้าวของเล็กๆน้อยๆตามมีตามเกิดมาให้ โดยเฉพาะลูกอินทผาลัมที่ข้าพเจ้ามักจะปฏิเสธบ่อยๆ



(บน) เกาะโซโคตร้า เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณประหลาดมากมาย เดิมเคยมีคริสเตียนจารีตเนสตอเรียน และพวกจาโคไบท์ เป็นนิกายโบราณของศาสนาคริสต์

พวกเขาชักชวนข้าพเจ้าหลายครั้งให้อยู่ด้วยกันและสัญญาว่าคนโสดทุกคนในเกาะนี้จะยอมรับศีลล้างบาปดังนั้นข้าพเจ้าขอร้องให้ข้าหลวงปล่อยเข้าพเจ้าไว้ในทุ่งข้าวสาลีที่ต้องการผู้เก็บเกี่ยวนี้แต่อย่างไรก็ตาม บนเกาะนี้ไม่มีชุมชนชาวโปรตุเกสเลย และมีชาวมุสลิมจำนวนไม่น้อยดังนั้นท่านข้าหลวงจึงไม่อยากทิ้งข้าพเจ้าไว้ตามลำพังเพราะกลัวว่าข้าพเจ้าจะถูกจับไปเป็นทาส ดังนั้นท่านจึงบอกให้ข้าพเจ้ากลับมาอีกครั้งพร้อมกับคริสเตียนอื่นๆอีกบางทีอาจจะมีดินแดนอื่นๆนอกจากเกาะโซโคตร้าที่ต้องการความช่วยเหลือทางด้านจิตวิญญาณและข้าพเจ้าอาจจะทำงานได้อีกในที่อื่นๆ



หลุมฝังศพคริสเตียนเก่าแก่บนเกาะโซโคตร้า (บน)


วันหนึ่งข้าพเจ้าไปร่วมทำวัตรเย็นที่มีการสวดโดยครูคำสอนใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง พวกเขาไม่มีการจบด้วยบทสวดซ้ำและในวัดอบอวลไปด้วยกลิ่นควันกำยาน แม้ว่าครูคำสอนจะมีภรรยาได้แต่พวกเขาก็เคร่งครัดอย่างยิ่งในวัตรปฏิบัติและการอดอาหาร เมื่อพวกเขาอดอาหารไม่เพียงแต่อดเนื้อและนม แต่ยังอดปลาด้วย พวกเขายอมตายดีกว่าจะยอมลิ้มรสอาหารเหล่านั้นพวกเขาไม่กินอะไรนอกจากผักและลูกอินทผาลัม มีการอดอาหาร 2 ระยะ ครั้งแรกจะใช้เวลา2 เดือน และถ้าใครไม่อดทนพอจะอดได้ พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในศาสนสถาน

ในหมู่บ้านของเกาะมีชาวมุสลิมผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นมารดาของลูกสองคนข้าพเจ้าไม่รู้ว่าบิดาของเขาก็เป็นชาวมุสลิมด้วย จึงได้ให้ศีลล้างบาปพวกเขา เมื่อพวกเขากลับไปเล่าให้มารดาฟังว่าข้าพเจ้าพยายามล้างบาปเด็กทั้งสองผู้เป็นมารดาก็เข้ามาต่อว่าข้าพเจ้าไม่ให้ทำเยี่ยงนั้นชาวบ้านต่างก็โจษจันกันว่าชาวมุสลิมไม่สมควรจะได้รับการอวยพรยิ่งใหญ่เช่นนี้และพวกเขาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดได้รับการล้างบาปเป็นคริสเตียนเลยเพราะพวกเขารังเกียจชาวมุสลิมมาก


[1] กางเขนนี้น่าจะปักโดยนักสำรวจชาวโปรตุเกสชื่อดังคือวาสโก ดา กามา ซึ่งฉลองการเดินทางของเขาในปี 14 97 – 1499เมื่อเขายึดแหลมกู้ดโฮปได้แล้ว และเดินทางไปยังอินเดีย เขาได้ปักกางเขน 6อันไว้ในที่ต่างๆ อันหนึ่งซึ่งเรียกว่า Holy Ghost อยู่ในเมลินดา ซึ่งเขาเป็นคนแรกที่ไปถึง See Asia Portvguesa, by Faria y Sousa, Eng.Trans, t. i. p. 50, comp. 42.

[2] นักบุญฟรังซิสประมาณเส้นรอบวงของเกาะเอาไว้ค่อนข้างถูกต้องจริงๆคือ 70 ไมล์ ชาวโปรตุเกสคนแรกที่มาถึงคือ Tris-

tan de Cufia ใน 1508 Faria y Sousa นักบันทึกชาวโปรตุเกสบอกว่าเกาะนี้มีแต่หินและทราย มีภูเขาสูงจรดฟ้าไม่มีทั้งต้นไม้และพืชพันธุ์ มีหุบเขาเล็กๆบางแห่งที่สามารถผลิตแอปเปิ้ลและปาล์มได้ รวมทั้งว่านหางจระเข้อย่างดี ที่เรียกว่า Zocotorinos อาหารส่วนมากเป็นข้าวโพด ข้าวอินเดีย มะขามและนม พวกชาวบ้านเป็นจาคอไบท์คริสเตียนเหมือนชาวเอธิโอเปียผู้ชายใช้ชื่อเหมือนอัครสาวก ส่วนผู้หญิงมักจะชื่อมารีย์พวกเขาบูชาและสวมใส่ไม้กางเขน และมีโบสถ์ของตนเอง และสวดวันละ 3ครั้งในภาษาแคลเดียน พวกเขามีภรรยาคนเดียวและเข้าสุหนัต อดอาหารอีกด้วยพวกผู้หญิงก็เข้าสงครามพร้อมผู้ชายคล้ายชาวอเมซอน เสื้อผ้าเป็นหนังและอาศัยอยู่ตามถ้ำ ใช้อาวุธเป็นหินและหนังสติ๊กพวกเขาอยู่ใต้ปกครองของกษัตริย์อาหรับแห่ง Caxem




Create Date : 26 ตุลาคม 2559
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 1:09:32 น.
Counter : 201 Pageviews.

0 comment
1  2  

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments