เมื่อชาวคริสต์พยายามใช้เพลโต้อธิบายโลกของพระเจ้า


โลกของแบบกับโลกของพระเจ้า : ความพยายามประสานโลกกรีกกับโลกยิว


ในทางศิลปะและวัฒนธรรม กรีกผู้เป็นครูของโลกได้มอบมรดกหลาย ๆ อย่างให้ศาสนาคริสต์ ทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม การสร้างรูปเคารพอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจะค้นคว้ามาคุยกันแต่ในที่นี้ขออ้างไปถึงแนวคิดแบบกรีกที่มีอิทธิพลต่อปรัชญาและเทววิทยาของศาสนาคริสต์กันก่อนความคิดของนักปรัชญาหลายคนถูกนำมาผสมผสานกลายเป็นความคิดของศาสนาคริสต์

ดังนั้นจึงมีนักวิชาการหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า ปรัชญาหลาย ๆ อย่างในศาสนาคริสต์ในยุคแรกอาจจะมีที่มาจากศาสนากรีกเพเกิ้นก็เป็นได้ และชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคปิตาจารย์เช่น ในงานของโทมัส อไคนัส ที่ได้อิทธิพลจากอริสโตเติ้ล และออกุสตินที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดเพลโตใหม่ ส่วนตัวโสเครติสผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของทั้งสองถูกนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตของพระคริสต์ โสเครติสมีความคล้ายคลึงกับพระเยซูมาก ๆในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์จอมตั้งคำถาม ผู้ชี้ให้เห็นความบกพร่องทางความคิดของผู้คนในสังคมกรีก 

ส่วนพระเยซูทรงตั้งคำถามกับกฏเกณฑ์มากมายของชาวยิวทั้งคู่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์บางอย่างโสเครติสถูกตัดสินอย่างอยุติธรรมและใส่ไคล้ว่ายุยงให้เยาวชนหลงผิดและดูหมิ่นศาสนาคล้ายๆพระเยซู โสเครติสถูกทรยศหักหลังจากเพื่อนรักเช่นกัน และเมื่อถูกจำขังคุกก็มีคนพยายามจะชักชวนให้เขาหลบหนี เช่นเดียวกับเปโตรพยายามทูลให้พระเยซูเจ้าเสด็จหนีไป และสุดท้ายโสเครติสก็ยินดีดื่มยาพิษเฮมล็อคตาย พระเยซูก็ถูกตรึงกางเขนตายด้วยข้อหาคล้ายๆกัน 

โสเครติสมีตัวตนจริงหรือไม่นั้นเราไม่ทราบ เพราะเขาอาจจะเป็นตัวละครคนหนึ่งที่เพลโตสร้างขึ้นมาเพื่อใส่บทละครที่ตรงข้ามกับความคิดของเขาลงไปส่วนเพลโต ผู้บอกว่าเป็นศิษย์ของโสเครติส นั้นเป็นนักจิตนิยมเขาไม่เชื่อว่าโลกนี้มีจริง โลกที่เราอยู่นี้ มันไม่สมบูรณ์ และเป็นเพียงเงาสะท้อนของความจริงสูงสุดที่อยู่นอกโลกเขาจึงเสนอทฤษฎี โลกของแบบ (worldof Form) เรามนุษย์ถูกทิ้งไว้ในโลกของแบบที่บกพร่องเป็นเพียงเงาซีด ๆ ของความจริง ที่จะต้องกลับไปหาความจริงสูงสุด (Ideal) เพลโตอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอุปมาเรื่องมนุษย์ถ้ำ (Cave men) มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เติบโตในถ้ำและถูกพันธนาการให้มองไปที่ผนังถ้ำอย่างเดียวข้างหลังเขามีกองไฟ และมีคนและสัตว์เดินผ่านกองไฟ ดังนั้นเขาจะรู้จักคนและสัตว์เพียงเงาที่ทาบลงบนผนังถ้ำเท่านั้นไม่เคยเห็นว่าคนและสัตว์หน้าตาเป็นอย่างไรจนกระทั่งวันหนึ่งมีคนหลุดออกจากถ้ำไปได้ ได้ไปเห็นธรรมชาติภายนอกเขาเห็นดอกไม้ต้นไม้ พืชสัตว์ไม่เป็นเงา ๆ อย่างในถ้ำเขาจึงมาบอกความจริงแก่เพื่อนๆ แต่สุดท้ายก็โดนเพื่อน ๆ รุมฆ่าตายจนวันหนึ่งมีคนทลายผนังถ้ำออกเป็นรูใหญ่ ทุกคนเห็นแสงอาทิตย์ที่แท้จริงไม่ใช่แสงจากไฟ จึงเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เพื่อนของเขาพูดนั้นจริงแท้

เพลโตบอกว่าความจริงแท้ก็เปรียบเหมือนแสงดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้คนเรามองเห็นได้ฉันใดความดีก็ฉายแสงของความจริง ดังนั้นถ้าไม่มีแสง ก็จะมองไม่เห็นอะไรเลย เรามีตามีวัตถุ แต่ถ้าไม่มีแสง ก็มองอะไรไม่เห็น พระวรสารของนักบุญยอห์นเองก็เปรียบเทียบพระเยซูเจ้ากับดวงอาทิตย์เช่นกันในยน 9 :25 และเมื่อพวกท่านรู้จักความจริงความจริงก็จะทำให้พวกท่านเป็นอิสระ”เหมือนกับการปล่อยมนุษย์ถ้ำออกสู่โลกที่มีแสงอาทิตย์

เพลโตยังย้ำความหมายของโลกเงา ของแบบไว้ในหนังสือ Phaedrus อีกว่า “พวกเราทุกคนเหมือนหอยที่ถูกขังอยู่ในเปลือก”เมื่อเราได้เห็นแสงจริงแท้แล้ว เราก็จะมีสัตตะ ( Being ความเป็น) ที่บริสุทธิ์

ส่วนโลกเกิดมาจากได้อย่างไรนั้นเพลโตบอกว่า ความจริงสูงสุดนั้นคือ Formof Goodness หรือแบบของ “ความดี”ที่ไม่มีความเป็นบุคคล สสารทุกอย่างล้วนสะท้อนเงาความดีจากต้นแบบของมันทั้งสิ้นแต่มันไม่ได้มีหน้าที่สร้างโลกนะ มันแค่สะท้อนเราเห็นเงาความคิดนี้รางๆในปฐมกาลเรื่อง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตาม ฉายาของพระองค์ คือสร้างให้คล้ายพระองค์ แต่ไม่เท่าเทียมกับพระองค์

ส่วนสิ่งที่ทำหน้าที่สร้างโลกตามความคิดของเพลโตนั้น เรียกว่าโลกสถาปนิก หรือ Demiurge มีระดับต่ำกว่า แบบของความดีทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ที่พิมพ์สสารรูปร่างต่าง ๆ ออกมา ชาวคริสต์ไม่ลังเลที่จะเปรียบแบบความดี ของเพลโตกับพระเป็นเจ้า และ โลกสถาปนิกเข้ากับพระปัญญาญาณของพระองค์ที่ใช้สร้างสรรค์โลก ส่วนพวกญอสติก (Gnostic) หรือ ไญญนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดแบบทวินิยมคล้าย ๆ หยินหยางเปรียบแบบความดีกับพระเจ้าที่ดี ส่วนโลกสถาปนิกผู้สร้างโลกนั้นคือพระเจ้าผู้ชั่วร้ายพระเจ้าผู้ชั่วร้ายขึ้นฟอร์มรูปร่างสสาร (ที่มีชีวิตนิรันดร)และล่อลวงสสารมิให้รู้จักพระเจ้าที่ดี แนวคิดนี้คริสเตียนปฏิเสธ เพราะพระเจ้าย่อมมีองค์เดียวและโลกสร้างมาด้วยเจตนาดี ไม่ใช่ความชั่ว ทั้งสสารก็มิได้เป็นนิรันดรแต่สูญสลายได้ การที่เรายังมีความรู้สึกหลังความตาย มิใช่ว่าพระเจ้าฆ่าวิญญาณของเรามิได้แต่เพราะพระองค์มีพระประสงค์จะให้เป็นไปเช่นนั้น

ปัญหาต่อมาที่พลาโตตอบไม่ชัดเจน ก็คือแล้วเราจะกลับไปหาความจริง สูงสุด ได้อย่างไร แต่เขาเสนอว่า ความตายจะเป็นการปลดล็อกเราออกไปสู่จุดเริ่มต้นในชีวิตอื่นมนุษย์เรามี 2 สภาวะ คือ ชีวิตหนึ่งอยู่ในร่างกายที่เสื่อมสลายได้และมีอีกชีวิตที่อยู่ในร่างกายที่ไม่เสื่อมสลาย เป็นคอนเซ็ปต์เรื่อง Corporal body และ Incorporal body ที่ไปคล้ายกับความคิดของเปาโลเรื่องการกลับคืนชีพ แต่ในทางกลับกันความตายของเพลโตเป็นการปลดล็อกวิญญาณที่ถูกคุมขังให้เป็นอิสรเสรีชาวคริสต์กลับคิดว่า วิญญาณที่ออกจากร่างที่เน่าเปื่อยนั้นน่าอับอายเหมือนคนเปลือยเปล่าไร้เสื้อผ้า จึงต้องรอคอยร่างกายใหม่ในวันกลับคืนชีพ

“เพราะ​เรา​รู้​ว่า​ถึง​เต็นท์​ของ​เรา​ใน​โลก​นี้ ​ซึ่ง​ก็​คือ​ร่าง​กาย​ถูก​รื้อ​ลงเรา​ก็​จะ​มี​บ้าน​ที่​มา​จาก​พระเจ้า เป็น​บ้าน​ถาวร​บน​สวรรค์​ที่​ไม่​ได้​สร้าง​ด้วย​มือ​มนุษย์ ดัง​นั้นตอน​นี้​ที่​เรา​ยัง​อาศัย​อยู่​ใน​เต็นท์​นี้ เรา​จึง​ร้อง​คร่ำ​ครวญ​เพราะ​อยาก​จะ​สวม​ใส่​บ้าน​ที่​มา​จาก​สวรรค์​หลัง​นั้นเหมือน​กับ​ใส่​เสื้อคลุม (แน่​นอน เมื่อ​เรา​สวม​ใส่​แล้วเรา​จะ​ได้​ไม่​เปลือย​กาย) (2 คร 5: 3-4)

แม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะเข้าถึงความจริงหลังความตายได้ยังไง แต่เพลโตก็เสนอระบบนรกสวรรค์เอาไว้เหมือนกันนะ ในเรื่องนิทานของEr ผู้ฟื้นมาจากความตาย แล้วมาเล่าเรื่องการเกิดใหม่ การตัดสินความชั่วความดี จะสังเกตว่า แม้ว่านรกสวรรค์จะมีมาในศาสนาบูชาไฟอย่างโซโรอัสเตอร์นานแสนนานแล้ว แต่ระบบนรกสวรรค์ในยิวและคริสต์พัฒนาได้ช้ามากกกกก ในพระคัมภีร์เก่าแทบไม่พูดถึงนรกมีพระเยซูนี่แหละเป็นคนแรกที่กล่าวถึงนรกแห่งการทรมาน (ไว้นิดๆหน่อยๆ สั้นมาก)

นักบุญยอห์นผู้เขียนพระวรสาร (ประวัติพระคริสต์) ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ว่าเราจะกลับไปหาความจริงได้อย่างไรโดยกล่าวว่าพระคริสต์ทรงทำได้ เพราะพระคริสต์ทรงเป็นคนกลางระหว่างมนุษย์กับความจริงสูงสุดดังที่พวกกรีกคิดมานานแล้วว่า เหตุผลนำไปสู่ความจริงได้ยอห์นจึงจับคู่พระคริสต์เข้ากับ Logosหรือเหตุผลพระคริสต์จึงเป็นความจริงแท้ที่เข้ามาในโลก เพราะมนุษย์เรานั้นไม่มีทางที่จะเข้าถึงความจริงได้ด้วยตัวเองอันนี้ก็ตอบโจทย์เรื่องพระหรรษทานให้เปล่า และความรอดที่มาจากพระหรรษทานไม่ใช่มาจากความพยายามของมนุษย์ในการทำความดี พูดง่ายๆคือเราทำความดีเท่าไรก็ไม่มีทางที่จะไปสวรรค์ได้หากปราศจากการช่วยเหลือของพระเหมือนมนุษย์ถ้ำที่ออกจากถ้ำเองมิได้

ยอห์นจึงเน้นว่าพระเยซูเจ้า ความจริงที่เสด็จมาในโลก ทรงเป็นอะไรต่ออะไรที่จริงๆ ทั้งนั้น เช่น เถาองุ่นแท้ เครื่องดื่มแท้ อาหารแท้ แสงสว่างแท้ งานอัศจรรย์ต่างๆ มากมายของยอห์นจึงเป็นการเปิดหน้าต่างของมนุษย์ในโลกของแบบออกไปสู่พระเป็นเจ้าเที่ยงแท้ดังนั้น อัศจรรย์ของพระเยซูในยอห์น จึงไม่ได้ให้ภาพของความรักความเมตตาที่ชัดเจน แต่เป็นการแสดงพระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเช่น กรณีคานา หรือกรณีปลุกลาซารัส ยอห์นพูดชัดเจนว่า ทั้งสองอัศจรรย์เกิดขึ้นเพื่อทุกคนจะได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า

ความคิดของเพลโตจึงถูกนำใช้อธิบายคุณลักษณะของความสมบูรณ์สูงสุดอย่างพระเป็นเจ้าการรับเอากายของพระคริสต์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ การเป็นคนกลางระหว่างพระคริสต์กับมนุษย์ได้ดีทั้งยังช่วยให้ชาวคริสต์เข้าใจความไม่สมบูรณ์บกพร่องของโลกนี้ได้รางวัลของพวกเขาจึงอยู่ในสวรรค์อันเป็นความจริงสูงสุดด้วย ซึ่งหากใช้อย่างเอียงกะเท่เร่ก็จะกลายเป็นการมองโลกในแง่ร้ายไปเลย ดังที่เกิดในยุคกลาง



(ภาพล่าง อุปมาเรื่องมนุษย์ถ้ำของเพลโต ผู้ไม่เคยเห็นแสงตะวันที่แท้จริง)





Create Date : 26 มิถุนายน 2560
Last Update : 26 มิถุนายน 2560 18:23:16 น.
Counter : 30 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
อิทธิพลกรีกในศาสนาคริสต์ (1) : Logos ของเฮราคลีตุสสู่พระวจนาตถ์ของยอห์น


พระวจนาตถ์มาจากไหน เมื่อนักบุญยอห์นเขียนงานแบบกรีก

ศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลกต่างส่องทางให้กันและกันไม่มีศาสนาใดเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ตั้งคำถามกับศาสนาเก่า และหลาย ๆ ครั้งก็หยิบยืมเอาคำสอนหรือหลักคิดของศาสนาเก่าที่เข้ากันได้กับแนวคิดของตนเองมาใช้เพราะมันอธิบายให้คนฟังเข้าใจง่ายกว่า และเคยชินกันอยู่แล้วเราจะเห็นว่าพุทธเองก็ได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์ และพราหมณ์ก็หยิบยืมพุทธ วน ๆ กันไปหรือ พระเยซูก็ทรงทำให้บัญญัติของศาสนายิวสมบูรณ์ขึ้นขณะที่อิสลามก็มีพื้นฐานรากเหง้ามาจากทั้งยิวและคริสต์


แต่ศาสนาคริสต์นั้นไม่ได้ปรับปรุงพื้นฐานมาจากยิวเพียงอย่างเดียว เนื่องจากนักบุญเปาโลผู้เผยแผ่ศาสนาหลักได้สัญชาติโรมัน และเปโตรกับเปาโลก็ไปเทศน์สอนที่กรุงโรมด้วยกันทั้งคู่อัครสาวกทั้ง 2 หาญกล้าที่จะนำศาสนาจากคานาอัน ดินแดนชายแดนและประเทศราชของโรมันที่ชาวโรมดูถูกเหยียดหยามว่าบ้านนอกและโง่เง่าดื้อรั้นนำพระเยซูเจ้าเข้าไปในดินแดนแห่งภูมิปัญญากรีก ในกรณีของเปาโลผู้เคยเข้าไปในเอเธนส์ ท่านไม่ได้ผลตอบรับที่น่าพอใจเลย ชาวกรีกสนใจปรัชญาใหม่ ๆก็จริง แต่ในฐานะเครื่องเล่นขบคิดพอฟังสนุก ๆ แก้เบื่อ ทั้ง ๆที่ท่านก็อุตส่าห์นำพระคริสต์เข้าสู่แท่นบูชาของพระเจ้าที่ “ชาวกรีกไม่รู้จัก” แต่ชาวกรีกกลับไม่สนใจฟังคำเทศน์ของท่านเลย ดังนั้นเปาโลจึงไม่ได้ไปเอเธนส์อีกแม้ว่างานเขียนของเขาจะมีกลิ่นอายของการอ้างเหตุผลแบบปรัชญาอยู่ก็ตาม


เมื่อมาถึงงานเขียนรุ่นที่ล่าช้ากว่าบทจดหมายของนักบุญเปาโลอย่างพระวรสารของนักบุญยอห์น ซึ่งน่าจะเขียนใยปี 100 -120ยอห์นคงจะได้ไตร่ตรองเพ่งพิศสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วว่าศาสนาคริสต์แพร่หลายเข้าไปในโรมัน และดินแดนต่าง ๆ ที่ใช้ภาษากรีกหลังเยรูซาเล็มแตกในค.ศ.70 ชาวยิวก็ถูกกวาดต้อนเข้าไปในโรมปะปนกับยิวโพ้นทะเลที่ใช้ภาษากรีก และเริ่มมีสานุศิษย์ชาวโรมและชาวกรีกจำนวนมากดังนั้นพระคัมภีร์ในภาคพันธสัญญาใหม่จึงเขียนขึ้นเป็นภาษากรีกทั้งหมดแม้ว่าพระวรสารทั้งหมดจะเขียนเป็นภาษากรีกแต่งานของนักบุญยอห์นกลับเป็นงานที่แฝงกลิ่นอายของปรัชญากรีกไว้ด้วยไม่ใช่แค่ไวยากรณ์และภาษา แต่เป็นแนวคิดและคอนเซ็ปต์ เมื่อเทียบกับพระวรสารของนักบุญมาร์โกและมัทธิวที่เขียนอย่างซื่อๆ เรียบง่าย


ยอห์นเริ่มต้นพระวรสาร (Gospel) ไม่ได้ตั้งต้นจากเหตุการณ์ประสูติหรือพงษ์พันธุ์ของพระเยซูยืดยาว แต่ตั้งต้นเหมือนกับหนังสือปฐมกาลคือ “เมื่อแรกเริ่มนั้น พระเจ้าทรงสร้างโลกโดยอาศัยพระวจนาตถ์ (Logos) 

คำว่า "โลกอส" แปลได้หลายความหมาย จะแปลว่าคำพูด ก็จะตรงกับปฐมกาล หรือถ้าแปลว่า เหตุผลก็มีความลุ่มลึก เพราะพระเจ้าทรงเป็นปฐมเหตุของทุกสิ่งทุกอย่าง อันว่าโลกอสนี้เป็นคำกรีกที่ยอห์นยืมมาใช้ แต่คนแรกที่คิดคือ นักปรัชญากรีกนาม เฮราคลีตุสแห่งเอเฟซัสในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล เขาใช้คำนี้อธิบายว่าโลกและจักรวาลถูกจัดการอย่างไรจักรวาลนั้นเป็นเครื่องจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ขับเคลื่อนอย่างลึกลับด้วย “โลกอส”แม้ว่าจะไม่ได้อธิบายว่าโลกอสนี้คือพระเจ้าก็ตามโลกอสจึงเป็นสิ่งที่ควบคุมความสมดุลของจักรวาล คล้าย ๆ กับคอนเซ็ปต์หยินหยางในทางโลกตะวันออก และคล้ายๆ ปฐมเหตุ


ลัทธิบูชาเฮอร์เมสก็ใช้คอนเซ็ปต์ของโลกอสของเฮราคลีตุส อธิบายเรื่องร่างกายของเทพเฮอร์เมส Poimandresผู้เขียนหนังสือเรื่องHermes crops ได้อธิบายประสบการณ์ทางจิตของเขาจากการเข้าฌานว่า เทพเฮอร์เมสมาปรากฏกายให้เขาเห็นและบอกว่าพระองค์คือ “ชุมพาบาลของมนุษย์ทั้งปวง”และแสดงรหัสยธรรมลึกลับให้เขาเห็นความสว่างและความมืด และจากความมืดนั้นเองมีโลกอสอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา เป็นพระบุตรผู้เรืองรัศมีของพระเป็นเจ้า


นั่นแสดงว่าโลกอสของเฮราคลีตุสก็ฮิตพอสมควรในโลกโบราณ แต่ยอห์นก็ยังไม่ใช่คนแรกที่นำเอาโลกอสแบบกรีกมาใช้กับศาสนายิวในคานาอันฟีโล แห่งอเล็กซานเดรีย (30 ปีก่อนคริสตกาล– ค.ศ.45) นักปรัชญาชาวยิวในนิกาย Mitzvotได้เคยทดลองใช้มาก่อนแล้วเขาเป็นคนแรกที่นำคำว่า โลกอส มาอธิบายพระอานุภาพของพระยาเวห์ พระเจ้าของยิว

 ชาวกรีกนั้นเชื่อตามเพลโตและอริสโตเติ้ลว่า พระเจ้านั้นล่วงรู้ไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ใครที่พยายามอธิบายพระเจ้าล้วนต้องล้มเหลวทั้งสิ้น แต่เรามนุษย์อาจจะเข้าใจพระเจ้าได้นิดหน่อย ผ่านทางการใช้ “เหตุผล” และการเข้าฌานอย่างลึกลับซึ่งแตกต่างจากคอนเซ็ปต์ของพระเจ้าพระยาเวห์ ผู้เข้าถึงได้ง่ายกว่าและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวยิวตลอดเวลา พระองค์ทรงอยู่กับชาวอิสราเอลทรงแสดงออกทางอารมณ์คล้ายมนุษย์ มี รัก โกรธ ให้อภัย ลงโทษ เช่นเดียวกับมนุษย์

ดังนั้นคอนเซ็ปต์พระเจ้าของยิวจึงแตกต่างไปคนละทิศคนละทางกับกรีก แต่ฟีโลก็ยังอุตส่าห์พยายามประสานความต่างของทั้งสองคอนเซ็ปต์กล่าวคือ “แก่นแท้” ( Ousia หรือ Essence) ของพระเจ้าหนึ่งเดียวแบบกรีกนั้น “เข้าถึงไม่ได้ และอยู่ห่างไกล” แต่ฟีโลอธิบายความขัดแย้งนี้ว่า พระเจ้านั้นทรงพลานุภาพและสัมผัสกับมนุษย์เสมอๆ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลและเข้าถึงไม่ได้ก็ตาม

ดังนั้นเมื่อ “เหตุผล” เป็นคนกลางที่นำมนุษย์ไปสู่พระเจ้าได้ โลกอสตามแบบของฟีโลจึงทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ทำให้มนุษย์สามารถตระหนักถึงพลานุภาพของพระองค์ที่โดยปกติแล้วจะเข้าถึงมิได้อย่างไรก็ตาม ฟีโลก็ไม่ได้อธิบายว่า โลกอส “คนกลาง” ของเขาคืออะไร แต่ดูเหมือนว่า จะเป็นพลังงานของพระเจ้าที่ทำให้โมเสสมีศีรษะเรืองแสงได้และคนที่พบเห็นโมเสสต้องตาบอด 

ดังนี้จะเห็นว่า โลกอสของฟีโล ต่างกับโลกอสของยอห์น ฟีโลเขียนไว้ว่า “โลกอสอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประทับอยู่เบื้องบนจะไม่เสด็จลงมาปรากฏพระองค์แต่โลกอสเอง เป็นพระฉายาของพระเจ้า เป็นสิ่งเดียวที่อยู่ใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้ามากที่สุด”

ยอห์นเองก็ทดลองใช้คอนเซ็ปต์ โลกอส มาอธิบายพระคริสต์เช่นเดียวกันแม้ว่าจะต่างกับฟีโล เพราะพระคริสต์เสด็จลงมาในโลกจริง  และยอห์นก็ย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง ดังนั้นพระคริสต์ในพระวรสารของนักบุญยอห์นจึงต่างกับพระวรสารเล่มอื่นๆตรงที่พระวรสารเล่มอื่น ๆ พยายามอธิบายความเป็นพระแมสสิยาห์ (พระผู้ไถ่) ของพระเยซูเจ้า ตามแบบธรรมเนียมยิว แต่ชาวกรีกคงจะไม่เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าแมสสิยาห์คืออะไร เพราะเป็นความเชื่อท้องถิ่นของพวกยิว ชาวยิวที่เปลี่ยนไปนับถือพระคริสต์ เรียกพระเยซูว่า "บุตรของกษัตริย์ดาวิด" แต่อะไรคือบุตรของกษัตริย์ดาวิดเขาคือใคร ดูช่างชาตินิยมจริง ๆ ต้องอธิบายกันอีกยาว และดูไม่เข้าท่าที่ชาวกรีกผู้รับศีลล้างบาปจะต้องเปลี่ยนความคิดของตัวให้เป็นยิวไปด้วย


ยอห์นจึงไปได้ไกลกว่านั้นท่านกล่าวว่าพระเยซูทรงเป็น โลกอส พระวจนาตถ์ พระปัญญาที่อยู่มาตั้งแต่นิรันดรกาลประทับในทุกอย่างและทุกคน พระวจนาตถ์ที่มีมาตั้งแต่สร้างโลก แต่เมื่อพระองค์ลงมาในโลกก็ไม่มีใครรู้จักพระองค์ดังนั้น มนุษย์ไม่เพียงสามารถรองรับพระวจนาตถ์ได้เท่านั้น แต่ยังเหมาะสมจะ “ได้รับ”มาตั้งแต่ปฐมกาลแล้ว เพราะเหตุนี้ อาศัย โลกอส หรือพระคริสต์เป็นคนกลางพระเจ้าผู้สมบูรณ์กับมนุษย์ที่อ่อนแอ จึงสามารถสถาปนาความสัมพันธ์กันได้


                น่าสังเกตว่าพระวรสารของยอห์นไม่ปรากฏเรื่องราวการประสูติท่านอาจจะเห็นว่าคอนเซ็ปต์พระวจนาตถ์ทรงรับเอากายนั้นสูงส่งเกินกว่าจะเกิดแบบมนุษย์ แม้ว่าจะเกิดจากหญิงพรหมจารีก็ตามทีการเกิดแบบธรรมชาติย่อมไม่คู่ควรกับพระปัญญา พระเยซูเจ้าของยอห์นจึงค่อนข้างคลุมเครือในความเป็นมนุษย์พระองค์ไปหายอห์น และยอห์นบัปติสต์เป็นพยานถึงพระองค์ แต่พระองค์มิได้รับพิธีล้างและพระองค์มิได้ถูกมารผจญล่อลวง


ยังมีอีกหลายคอนเซ็ปต์ของยอห์นที่มีกลิ่นอายของอิทธิพลกรีกเพราะโลกยุคนั้นก็กำลังเริ่มความคิดแบบเพลโตใหม่พอดี ทุกคนต่างตื่นเต้นและประหวั่นพรั่นพรึงว่าศาสนาใหม่นี้จะปรองดองกับกรีกผู้สูงส่งได้อย่างไรไม่ว่ายังไงก็ตาม กรีกไม่ได้หายไปไหน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งในปรัชญาคริสต์และสวมทับเข้ากับศาสนาคริสต์ได้ แม้ว่าจะมีนักวิชาการบางคนเปรียบเปรยว่าเหมือนผีเสื้อที่มีอิสรภาพถูกยัดเข้าไปในกล่องไม้ขีดจนปีกงดงามฉีกกระจุยกระจายก็ตาม 




Create Date : 26 มิถุนายน 2560
Last Update : 26 มิถุนายน 2560 10:43:40 น.
Counter : 35 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Didache หลักฐานความเชื่อ ความหวังและชีวิตของคริสตชนยุคแรก



Didache ภาพหลักฐานความเชื่อ ความหวัง และชีวิตของคริสตชนยุคแรก

    ในหนังสือกิจการอัครสาวกรวมทั้งจดหมายฝากของนักบุญเปาโล ได้ให้ภาพของพิธีกรรมของคริสเตียนในยุคแรกๆ เช่น มีการประชุมกันตามบ้านเพื่อร่วมพิธีบิปังมีการอธิษฐานรวมกันเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวมีการแบ่งปันข้าวของเงินทองเป็นส่วนกลาง นั่นคือภาพลักษณ์ของคริสตชนในยุคหลังจากพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์ใหม่ๆ ราวๆ ค.ศ. 30 -60 แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เพิ่งจะค้นพบและตีพิมพ์ในปลายศตวรรษที่19 คือ ปี 1883 คือ ดีดาเค (Didache) หรือ “คำสอนของอัครสาวกทั้งสิบสอง” ค้นพบที่อารามในกรุงคอนแสตนติโนเปิล


 การค้นพบครั้งนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก เพราะหนังสือเล่มนี้ให้ภาพที่มีชีวิตชีวาของคริสตชนและพิธีกรรมต่าง ๆ ฐานันดรนักบวช ในยุคหลังจากกิจการอัครสาวก และหลังจากการเขียนพระวรสารเล็กน้อย นักวิชาการกำหนดอายุเอกสารไว้ได้กว้าง ๆ ว่าแต่งราว ๆ ค.ศ. 50- 120เพราะมีการกล่าวอ้างหนังสือพระวรสารหลายครั้ง (พระวรสารแต่งในราวค.ศ.60 การอ้างพระวรสารแปลว่าต้องมีอายุอ่อนกว่านั้น) และสรุปพระวรสารอย่างย่อๆ ง่ายๆมีความยาวไม่มากนัก เราสมัยนี้ อาจจะอ่านแล้วรู้สึกธรรมดา ๆ เป็นถ้อยคำง่าย ๆ เพลนๆ ไม่มีอะไรสลักสำคัญนัก แต่นี่คือสิ่งที่บรรดาปิตาจารย์ยุคแรกสุด พยายามสรุปพระวรสารที่สั้นอยู่แล้วให้กระชับลงไปอีกกลายเป็นกฎง่าย ๆ สำหรับชาวบ้าน เห็นถึงความพยายามของคนในยุคแรกที่พยายามจะฟอร์มศีลธรรมแบบคริสเตียนขึ้นมาโดยอยู่บนฐานคิดแบบพระวรสาร


ไม่ปรากฏการอ้างหนังสือเล่มนี้ที่ไหนมันจึงขาดห้วงไปในพระศาสนจักรจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตามมีชิ้นส่วนของฉบับแปลในนิกายคอปติกจากศตวรรษที่ 4 เหลืออยู่นิดหน่อย หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงพิธีกรรมในยุคเริ่มแรกของพระศาสนจักรเขียนเป็นภาษากรีก แบ่งออกเป็น 16 บท ในที่นี้ของย่นย่อมาให้อ่านเล็กน้อยผู้ที่สนใจสามารถไปตามอ่านฉบับแปลภาษาอังกฤษได้ที่ http://web.archive.org/web/20101009033540/http://ivanlewis.com/Didache/didache.html



คำสอนของพระเจ้าผ่านทางอัครสาวกทั้งสิบสอง

บทที่ 1 ทางสองแพร่งและพระบัญญัติประการแรก

  ในชีวิตคนเรามี 2 ทาง คือทางแห่งชีวิตและทางแห่งความตาย ทางแห่งชีวิตต้องปฏิบัติดังนี้ 1จงรักพระเจ้าพระผู้สร้างท่านมา 2 จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเองถ้าท่านไม่อยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร ก็จงอย่าทำกับเขาอย่างนั้น และนี่เป็นคำสอนของพวกท่าน“จงอวยพรผู้ที่สาปแช่งท่าน ภาวนาให้ศัตรู และจำศีลอดอาหารให้ผู้ที่ตัดสินลงโทษท่านจะมีประโยชน์อะไรถ้าท่านรักผู้ที่รักท่าน เพราะคนต่างศาสนาก็กระทำเช่นเดียวกันแต่จงรักผู้ที่เกลียดชังท่าน แล้วท่านจะไม่มีศัตรู

จงออกให้ห่างราคะตัณหาถ้าใครตบแก้มขวาของท่านก็จงยื่นแก้มซ้ายให้ตบ แล้วท่านจะพบความบริบูรณ์ครบครันถ้าใครสั่งให้ท่านเดินไปด้วย 1 ไมล์จงเดินไปกับเขา 2 ไมล์ถ้าใครจะเอาเสื้อนอกของท่านไป จงให้เสื้อในเขาไปด้วย และถ้าใครเอาของๆท่านไปก็จงอย่าทวงคืนให้ทุกคนที่ขอแล้วอย่าทวงคืน เพราะพระเป็นเจ้าก็ประทานพรให้เราเปล่าๆเช่นกัน


สันติจงมีแก่ผู้ที่ให้ตามบทบัญญัตินี้เพราะเขาจะไม่พบความผิดหวัง ความพินาศจงมีแด่ผู้ได้รับเขาจะต้องใช้หนี้จนบาทสุดท้าย


บทที่ 2 บาปหนักต้องห้าม

   ในบทบัญญัติข้อที่2 ท่านจะต้องห้ามฆ่าคน จะต้องไม่ทำอุลามก จะต้องไม่เป็นกะเทยสมสู่ด้วยผู้ชายหรือเด็ก ๆ ท่านจะต้องไม่ล่วงประเวณี จะต้องไม่ลักขโมยจะต้องไม่ใช้ไสยศาสตร์ ท่านห้ามถือเวทมนต์คาถาท่านจะต้องไม่ทำแท้งหรือฆ่าเด็กที่จะเกิดมา จะต้องไม่โลภสิ่งของเพื่อนบ้านท่านจะต้องไม่สาบานหรือเป็นพยานเท็จ ท่านจะต้องไม่พูดสิ่งชั่วร้ายหรือสร้างความบาดหมาง แต่ให้พูดแต่เรื่องจริง อย่าโลภมากอย่าเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก อย่ากระทำสิ่งเลวร้ายโอหัง อย่าต่อต้านเพื่อนบ้านอย่าเกลียดใครสักคนเลย แต่ท่านต้องภาวนาให้แก่เขาและบางคนท่านต้องรักให้มากกว่าชีวิตของท่าน


บทที่ 3 บาปอื่นๆอีกบางประการ

ลูกเอ๋ยจงอย่าทำสิ่งชั่วร้ายเลย อย่าพยายามที่จะโกรธหรือโมโห เพราะความโกรธนำไปสู่การฆ่าอย่าอิจฉา อย่าโต้เถียงกัน อย่ามีอารมณ์ร้อนรุนแรง เพราะจะนำไปสู่การฆ่าฟันจงควบคุมราคะตัณหา เพราะตัณหานำไปสู่การล่วงประเวณี อย่าพูดจาหยาบโลนอย่าเล่นหูเล่นตา เพราะจะทำให้เกิดการกระทำลามก อย่าแม้กระทั่งถือโชคถือลางเพราะนั่นคือการกราบไหว้พระเท็จเทียม อย่าทำตัวเป็นผู้วิเศษ ดูดวง สะเดาะเคราะห์เพราะเป็นการถือรูปเคารพงมงาย อย่าพูดโกหก เพราะจะนำไปสู่การเป็นโจร 


อย่าโลภหรืออวดหยิ่ง อย่าเป็นผู้พูดบ่นเพ้อเจ้อ เพราะจะนำไปสู่การพูดผรุสวาทอย่ามีความปรารถนาเห็นแก่ตัวหรือมีจิตใจสกปรก เพราะจะทำให้เกิดการพูดหยาบคายผรุสวาทจงมีใจอ่อนโยน เพราะจะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก จงอดทนกับความยากลำบากมีใจสุภาพอ่อนโยน อดทนกับทุกคำพูดที่ท่านได้ยินได้ฟัง อย่าโอ้อวดตนเองหรือมั่นใจในตนเองมากเกินไปจงอย่าสมาคมกับคนหยิ่งจองหอง แต่จงคบหากับคนถ่อมตัว จงยอมรับในสิ่งที่ดีงาม และยอมรับเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นจงรู้เถิดว่า หากปราศจากพระเป็นเจ้า ไม่มีอะไรสำเร็จลงได้ 


บทที่ 4 กฎต่างๆ

ลูกเอ๋ยใครสอนพระวาจาให้ท่านก็จงเคารพเขาเหมือนเคารพพระคริสตเจ้าเถิดเพราะกฎของพระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด มีพระเจ้าสถิตอยู่และจงแสวงหาตัวอย่างของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ จงอย่าแตกแยกกัน แต่จงสร้างสันติตัดสินอย่างยุติธรรม และเคารพการตัดสินใจของตัวเองอย่าเคารพผู้ล่วงเกินพระเป็นเจ้า อย่ายื่นมือที่จะให้ออกไปแล้วดึงมือกลับมาถ้าท่านมีอะไรเป็นของตัวเองที่มาจากน้ำพักน้ำแรก ด้วยการทำกการงานจากมือของท่านเองการให้ของท่านจะเป็นการจ่ายค่าไถ่บาปตัวท่านเอง อย่าลังเลที่จะให้เลย 


อย่าบ่นเวลาให้เพราะท่านก็รู้ว่าวันหนึ่งท่านก็จะต้องไปอยู่เฉพาะพระพักตร์เจ้านายผู้จ่ายค่าจ้างของท่านอย่าหันหน้าหนีไปจากผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือแต่จงแบ่งปันทุกสิ่งให้พี่น้องของท่าน และอย่าพูดว่านั่นเป็นสิ่งของๆท่าน เพราะท่านจะเป็นผู้มีส่วนร่วมกับผู้มีชีวิตนิรันดรไม่รู้ตายแล้ว

อย่าดึงมือออกจากเด็กเล็กๆลูกหลานของท่าน แต่จงสอนให้ยำเกรงพระเจ้าตั้งแต่พวกเขายังเยาว์วัย

อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้รับใช้ของท่านที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกับท่าน

พวกทาสจงปฏิบัติกับนายเหมือนปฏิบัติกับพระเจ้าโดยความอ่อนโยนและเกรงกลัว

ท่านต้องเกลียดชังพวกหน้าไหว้หลังหลอกและทุกอย่างที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง

เมื่อท่านไปวัดจงตระหนักถึงความผิดบาปของท่าน และอย่าเข้ามาใกล้หากท่านยังมีความคิดในบาป


บทที่ 5 หนทางสู่ความตาย

ทางแห่งความตายนั้นประการแรกสุดก็คือความชั่วร้าย และการถูกสาปแช่ง นั่นก็คือการทำชั่ว ฆาตกรรมล่วงประเวณี ตัณหาราคะ การขโมย การนับถือพระเท็จเทียม การใช้เวทมนต์คาถาเป็นพ่อมดหมอผี การเป็นพยานเท็จ การตลบแตลง สองมาตรฐาน เย่อหยิ่งจองหอง ทุจริตเห็นแก่ตัว ตะกละ พูดจาลามก อิจฉา จองหอง อวดดีคุยโวโอ้อวด ปฏิเสธความดีเกลียดชังความจริง รักที่จะโกหก ไม่รู้จักความดี แยกแยะความดีไม่ได้


การตัดสินอย่างอยุติธรรม การไม่แสวงหาความดี แต่ยินดีค้นหาความชั่ว ไม่อ่อนโยนและไม่อดทนรักในสิ่งของอนิจจังข้างโลก การแก้แค้น ไม่สงสารคนยากจน ไม่รู้จักพระเจ้าพระผู้สร้างการฆ่าทารก ทำลายสิ่งสร้างของพระเจ้า ไม่สนใจคนขัดสน ทำร้ายคนที่โศกเศร้าสนับสนุนความฟุ้งเฟ้อหรูหรา ตัดสินคนจนอย่างไม่ยุติธรรม เชิดชูคนบาปชั่วร้าย


บทที่ 6 การต่อต้านผู้สอนผิดและการถวายของให้รูปเคารพ

จงระวังตัวให้ดีมีหนทางมากมายที่จะนำท่านออกห่างจากหนทางของคำสอน ถ้าท่านสามารถแบกแอกของพระเจ้าได้ทั้งหมดท่านจะเป็นผู้สมบูรณ์ครบครัน แต่ถ้าท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ ก็ให้ทำเท่าที่สามารถแต่อาหารที่จะถวายรูปเคารพนั้นท่านอย่ากินเลย และมันเป็นการกราบไหว้เทพเจ้าที่ตายไปแล้ว


บทที่ 7 เกี่ยวกับศีลล้างบาป

ศีลล้างบาปนั้นท่านจะต้องสอนคำสอนเหล่านี้ให้เขาทราบดีเสียก่อน แล้วจงล้างเขาในพระนามพระบิดาพระบุตร และพระจิต ในน้ำที่ไหล ถ้าไม่มีน้ำไหล จงล้างในน้ำอื่นๆถ้าล้างในน้ำเย็นไม่ได้ ก็จงล้างในน้ำอุ่น แต่ถ้าไม่มีน้ำทั้งสองประเภทจงรินน้ำลงบนศีรษะ 3 ครั้งในพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิตแต่ก่อนจะทำพิธีล้างจงให้เขาอดอาหาร 1-2 วัน


บทที่ 8 เกี่ยวกับการจำศีลอดอาหารและอธิษฐานภาวนา

อย่าให้การอดอาหารเป็นการกระทำหน้าซื่อใจคดเพราะพวกเขาอดในวันที่ 2 (วันจันทร์) และ 5 (วันพฤหัสบดี) ของสัปดาห์ ดังนั้นพวกท่านจงสวดในวันพุธและวันเตรียมพร้อม(วันศุกร์ก่อนวันสะบาโต) อย่าสวดเหมือนพวกหน้าซื่อใจคดแต่ให้สวดเหมือนพระเยซูเจ้าทรงสอน คือบทข้าแต่พระบิดา ให้สวดวันละ 3 ครั้ง


บทที่ 9 พิธีบูชาขอบพระคุณ

เป็นการขอบพระคุณพระเป็นเจ้าในมื้ออาหารจงกล่าวดังนี้ ให้ยกจอกขึ้นขอบพระคุณพระบิดาสำหรับเหล้าองุ่นศักดิ์สิทธิ์ของดาวิดข้ารับใช้ของพระองค์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้เรารู้จักผ่านทางผู้รับใช้พระองค์ขอถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าตลอดนิรันดร


และเมื่อหยิบปังให้กล่าวว่า เราขอบพระคุณพระองค์ พระบิดาเจ้าข้า สำหรับชีวิตและความรู้ทั้งปวงที่ทรงทำให้เรารู้จักพระองค์ผ่านทางผู้รับใช้ของพระองค์ แม้ว่าปังนี้จะถูกบิออกและกระจายออกไปทั่วทั้งภูเขาแต่ก็กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เป็นปังก้อนเดียวกันได้ ดังนั้น ขอให้พระกายแห่งความเชื่อของพระองค์จงกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวจากสุดปลายแผ่นดิน มาสู่พระอาณาจักรของพระองค์ทั้งนี้อาศัยพระบารมีและพระอานุภาพของพระองค์ตลอดนิรันดร


อย่าให้ใครดื่มเหล้าองุ่นหรือกินปังหากเขายังไม่ได้รับศีลล้างบาปในพระนามพระเจ้า อย่าให้ปังนี้แก่สุนัข


บทที่ 10 การภาวนาหลังชุมนุมกัน

เมื่อจบพิธีบิปังแล้วให้สวดดังนี้ เราขอบพระคุณพระองค์พระบิดาเจ้า เพราะพระองค์มาสถิตในดวงใจของเราและสำหรับความรู้ ความศรัทธาและชีวิตนิรันดรซึ่งทรงสำแดงให้เราทราบผ่านทางพระคริสตเจ้า ผู้รับใช้ของพระองค์พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิจ

พระบิดาเจ้าข้า พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นเพื่อพระสิริในพระนามของพระองค์พระองค์ทรงให้มนุษย์กินและดื่มเพื่อความชื่นชมยินดี เพื่อเขาจะได้ขอบพระคุณพระองค์แต่สำหรับพวกเราพระองค์ประทานอาหารและเครื่องดื่มหล่อเลี้ยงวิญญาณ ดังนั้นขอขอบพระคุณพระองค์ผู้ทรงสรรพานุภาพ พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระองค์ตลอดไปเป็นนิจ


โปรดระลึกเถิดพระเจ้าข้า พระศาสนจักรของพระองค์ได้รับการปลดปล่อยจากความชั่วร้ายและทำให้สมบูรณ์ไปในความรักของพระองค์ พระองค์ทรงรวบรวมพวกเขามาจากทิศทั้งสี่และทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไปสำหรับพระราชัยของพระองค์ซึ่งทรงจัดเตรียมไว้สำหรับพระศาสนจักรพระสิริรุ่งโรจน์และพระอานุภาพเป็นของพระองค์เสมอไปเป็นนิจโปรดประทานพระหรรษทานและโปรดให้โลกนี้ผ่านพ้นไป โฮซานนาแด่พระเป็นเจ้าโอรสของกษัตริย์ดาวิด ถ้าผู้ใดศักดิ์สิทธิ์ก็ขอให้เขาก้าวเข้ามา แต่ถ้าผู้ใดไม่สมควรก็จงให้เขาสำนึกบาปเถิดอาแมน มารานาธา


บทที่ 12 การต้อนรับคริสตชน

ให้พวกท่านต้อนรับทุกคนที่มาในพระนามของพระคริสต์และทำความรู้จักเขาให้ดี เพื่อท่านจะได้เข้าใจเขาอย่างถ่องแท้ถ้าเขาอยู่ในเมืองที่ห่างไกล ให้ไปต้อนรับเขาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้แต่เขาจะไม่มาอยู่กับท่านเกิน 2 -3 วัน แต่ถ้าเขาต้องการอยู่กับท่านและมีความรู้ความสามารถ ก็จงให้เขาทำงานและกินแต่ถ้าเขาไม่ทำมาค้าขายดังที่ท่านเข้าใจ ถ้าเขาเป็นคริสตชนที่ดีจริงก็จะไม่มาพำนักกับท่านอย่างว่างงานถ้าเขายังทำเช่นนั้นก็ให้ถือว่าเขาเป็นพวกหลอกลวง ต้องอยู่ให้ห่าง


บทที่ 13 การต้อนรับผู้เผยพระวจนะ

แต่ถ้าผู้สอนหรือผู้เผยพระวจนะเที่ยงแท้ทุกคนมาถึงท่านถ้าเขาต้องการพำนักอยู่กับท่าน จงต้อนรับเขา เพราะเขาสมควรต้อนรับในฐานะคนทำงานจงต้อนรับเขาด้วยผลแรกของงานของท่าน ไม่ว่าจะเหล้าองุ่นแรก แป้งใหม่ โคและแกะท่านควรจะให้แก่ผู้สอนและผู้เผยพระวจนะ แต่ถ้าท่านไม่มีผู้สอนอยู่ด้วยจงให้แก่คนยากจน ท่านจงให้ผลแรกของท่านแก่เขา


บทที่ 14 การมาชุมนุมกันในวันพระเจ้า

ท่านต้องมาชุมนุมกันในวันพระบินขนมปัง ขอบพระคุณ หลังจากสารภาพความผิดบาปของตนแล้วดังนั้นการถวายของท่านจึงบริสุทธิ์ อย่าให้ใครที่ทะเลาะกันมากับท่าน จนกว่าเขาจะคืนดีกันเรียบร้อยแล้ว

ในการถวายบูชาจงกล่าวดังนี้“ในทุกๆที่และทุกเวลา พวกท่านจงนำเครื่องบูชาบริสุทธิ์มาถวายเราเพราะเราเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ และนามของเราจะเป็นที่สักการะในบรรดานานาชาติ”


บทที่ 15 การรับรองสถานะของพระสังฆราชและสังฆานุกร

 พระสังฆราชและสังฆานุกรจะต้องเป็นผู้คู่ควรกับพระเจ้าเป็นผู้อ่อนโยน สุภาพ ไม่รักเงินทอง เป็นคนจริงและพิสูจน์ได้เขาจะเป็นทั้งประกาศกและอาจารย์ อย่าปฏิเสธเขาเลย เพราะเขาเป็นผู้มีเกียรติของท่าน


บทที่ 16 การรอคอยการเสด็จกลับมาของพระคริสต์

  อย่าให้ตะเกียงของท่านดับหรือให้ผ้าคาดเอวหลวมจงเตรียมพร้อมเพราะท่านไม่รู้ว่าวันเวลาของพระเจ้าจะมาเมื่อไรจงแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่วิญญาณเถิด พวกประกาศกเท็จเทียมจะมีจำนวนมากลูกแกะจะกลายเป็นหมาป่า ผู้ที่รักจะกลายเป็นผู้ที่เกลียด กฏหมายไม่มีค่าพวกเขาจะฆ่าและทรยศกันเอง จากนั้นโลกก็จะเผยแสดงให้เห็นผู้ที่พวกเขาไม่เข้าใจ


ดีดาเค แสดงให้เห็นคำสอนง่ายๆของคริสตชนยุคแรก และพิธีกรรมเบื้องต้นที่ยังไม่เพิ่มความสลับซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องของศีลมหาสนิท และฐานันดรสงฆ์ เป็นการเข้าใจโลกทัศน์ของคนโบราณที่จะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆตามพัฒนาการของวิชาเทววิทยา




Create Date : 25 มิถุนายน 2560
Last Update : 25 มิถุนายน 2560 20:07:07 น.
Counter : 61 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Ambo ธรรมาสน์ในศาสนาคริสต์



บทความนี้แปลมาจาก Catholic encyclopedia
http://www.newadvent.org/cathen/01381e.htm

อัมโบ (Ambo) หรือธรรมาสน์ที่ใช้ในศาสนาคริสต์นั้น มีที่มารากศัพท์จากภาษากรีก Bema มีความหมายถึงภูเขาหรือที่สูงในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงยกพื้นเช่นนี้ไว้บ้าง เช่นกษัตริย์โซโลมอนทรงสร้างยกพื้นทองสำริด ไว้กลางลานใหญ่ ยาว 2 เมตรครึ่ง กว้าง 2เมตรครึ่ง สูง 1 เมตรครึ่ง เสด็จขึ้นบนยกพื้น ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าชุมชนอิสราเอลและทรงอธิษฐานต่อพระเจ้า (2 พศด 6 : 12) และในหนังสือเนหะมีย์8 : 4 ได้กล่าวถึงเอสราอ่านพระบัญญัติของพระเจ้าบนยกพื้นไม้ซึ่งพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ได้ให้คำอธิบายไว้พระองค์ได้ใช้คำพูดของอิสยาห์ที่ว่า( 40 : 9) “ท่านผู้นำข่าวดีมายังศิโยนเอ๋ยจงขึ้นไปบนภูเขาสูงเถิด” นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับการที่พระคริสตเจ้าทรงเทศนาบนภูเขา“พระองค์เสด็จขึ้นไปยังภูเขา ประทับนั่งเผยพระโอษฐ์” (มัทธิว 5 : 1-2) อัมโบจึงเป็นโต๊ะยกพื้นหรือธรรมาสน์ที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคต้นของศาสนาคริสต์ใช้ในการอ่านพระคัมภีร์หรือขับบทภาวนา หรือใช้ในการประกาศต่อหน้าสาธารณชน แม้ว่าพระสังฆราชนั้นในสมัยโบราณจะนั่งเทศนาบนบัลลังก์ แต่บางท่านก็ยืนสั่งสอนบนธรรมาสน์ เช่นที่นักบุญยอห์นแห่งคริสซอสโตมทำเพื่อให้เสียงประกาศนั้นได้ยินทั่วกัน

โดยทั่วไปแล้วจะมีธรรมาสน์เดียวในวัดตั้งในโถงกลาง และมักมีบันไดทางขึ้นสองทาง ทางหนึ่งจากทิศตะวันออกด้านพระแท่นและบันไดอีกด้านทางทิศตะวันตก สำหรับทิศตะวันออกนั้นอนุสังฆานุกร (Subdeacon)จะเป็นผู้ใช้และหันหน้าเข้าพระแท่น ส่วนบันไดทางด้านตะวันตกนั้นสำหรับสังฆานุกร หันหน้าเข้าหาประชาชนขณะอ่านพระวรสาร การใช้ธรรมาสน์เดียวนั้นไม่ค่อยสะดวกนักดังนั้นหลายวัดจึงสร้างธรรมาสน์เพิ่มเป็นสองอันอีกอันหนึ่งนั้นมักจะตั้งอยู่ติดกับบริเวณนักขับร้องมีกำแพงเตี้ยๆกั้นออกไปจากส่วนโถงกลางตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่นที่วัดนักบุญคลีเมนท์ในโรมโดยมากธรรมาสน์มักจะมีเชิงเทียนถาวรติดไว้ด้วยในวัดนักบุญคลีเมนท์นั้นเป็นเชิงเทียนหินอ่อนสลักเกลียว ตกแต่งด้วยโมเสก สูง 12 ฟุตจากพื้น

เชื่อกันว่าอัมโบนั้นมีพัฒนาการมาจากยกพื้นสำหรับพวกรับไบในศาสนายิวยืนอ่านพระคัมภีร์ให้ประชาชนฟังและเริ่มใช้ในศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษที่ 4 และแพร่กระจายไปในศตวรรษที่ 9และเริ่มประดับตกแต่งอย่างมากมายในศตวรรษที่ 12มีการตกแต่งด้วยหินอ่านแกะสลักฝังลายหินสี หรือประดับด้วยโมเสก อัมโบที่สวยงามมากที่สุดอันหนึ่งเป็นของถวายของจักรพรรดิจัสติเนียนให้แด่วัดซานตาโซเฟียในคอนแสตนติโนเปิลซึ่งมีบทกวีร่วมสมัยของ Paulus Silentiarius บรรยายไว้ ในหนังสือเรื่อง periktismaton ตัวอัมโบนั้นทำจากโลหะมีค่าหลากชนิดและฝังลายด้วยงาช้าง สลับลายเงินและบรอนซ์ แต่ธรรมาสน์ของจัสติเนียนชิ้นเอกนี้ถูกทำลายลงจากสงครามครูเสดในปี1203เพราะมันสวยงามล่อตาล่อใจเกินไปในวิหารนักบุญมารโกในเวนิสนั้นก็มีธรรมาสน์ลักษณะคล้ายคลึงกัน มีสองชั้นชั้นล่างสำหรับอ่านบทอ่าน และชั้นบนสำหรับอ่านพระวรสารและในมหาวิหารที่ราเวนนาในอิตาลี ก็มีอัมโบเก่าแก่ไปถึงศตวรรษที่ 6



อัมโบจากวัดนักบุญคลีเมนท์ ในโรม จะเห็นว่ามี 2 ฝั่ง





Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2560 22:30:40 น.
Counter : 314 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กางเขนประดับมุกจากวัดอัสสัมชัญ





ไม้กางเขน ชิ้นนี้เป็นที่ประดิษฐานชิ้นส่วนพระธาตุไม้กางเขนของแท้ (true cross) ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่ที่วัดซางตาครู้ส ส่วนชิ้นนี้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดอัสสัมชัญ ในบริเวณหอจดหมายเหตุ ด้านข้างโบสถ์ เป็นงานศิลปะไทยกระบวนลายอย่างเทศ ดูลักษณะคล้ายงานในสมัยรัชกาลที่ 3 ตัวกางเขนประดับด้วยมุกไฟเป็นลายเถาองุ่น อันเป็นสัญลักษณ์ของศีลมหาสนิทหรือพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า ริมขอบเดินลายรักร้อยปิดทอง กึ่งกลางเป็นช่องผอบประดิษฐานพระธาตุ 

Themother-of-pearl inlaid cross containing the relic of true cross, decorated in Thaistyle, can be dated in 19th century. The treasure of AssumptionCathedral, Bangkok.








Create Date : 24 ตุลาคม 2559
Last Update : 28 ตุลาคม 2559 0:36:13 น.
Counter : 295 Pageviews.

0 comment
1  2  

ปลาทองสยองเมือง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



New Comments