ครอบครัวตัว ต.

*¨¨*:'' กระชาย '':*¨¨*

มาปลูกกระชายกันเถอะ








พืชผักที่ปลูกข้าง ๆ ตุ่มน้ำอีกอย่างนึงก็คือ "กระชาย" เป็นพืชกินหัวค่ะ เป็นสมุนไพรด้วย เอาไปแปรรูปอาหารได้หลายอย่าง จะเป็นเครื่องดื่มก็ได้ เวลามีญาติ ๆ เพื่อน ๆ มาเยี่ยมเยียน ที่บ้านชอบทำขนมจีน น้ำยาปลาค่ะ ใส่กระชายด้วยนะหอม อร่อย หรือน้ำยาปลาร้า ก็แซบ เอากระชายซอยผักเผ็ดปลาดุก ผักฉ่าทะเลก็อร่อย ท่านที่เคยทำห่อหมกปลา ถ้าใส่กระชายด้วยจะดับคาวปลามากค่ะ แถมได้กลิ่นหอมด้วย ป้ามู๋มีสูตรห่อหมกปลาข้างเหลืองมาฝากค่ะ เป็นสูตรของป้ามู๋เอง


ห่อหมกปลาข้างเหลือง
เนื่องจากบ้านป้ามู๋อยู่ใกล้ทะเล จะหาเนื้อปลาข้างเหลือง ถ้าไม่มีก็ปลาแดง เยอะมาก ราคาก็ถูกค่ะ ซื้อที่ขูดเอาเฉพาะเนื้อแล้วจะสะดวกมาก

เนื้อปลา 1 กก.
พริกแกงเผ็ด 1-2 ขีด
กะทิ 1 กก. (แยกหัว-หาง เวลาซื้อให้แม่ค้าคั้นแยกให้เลยค่ะ)
เครื่องปรุง.....น้ำตาล, น้ำปลา, ซีอิ้วขาว
กระชาย 4-5 หัว
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ใบมะกรูดซอย, ใบโหระพา, พริกสดซอยเล็ก ๆ
ใบยอ

จะทำห่อหมกสำคัญเลย ใบยอ มีร่องรอยที่เด็ดยอดไปห่อหมกซะแย้ว 555+
สุดท้าย กระทงใบตองสำหรับใส่ห่อหมกตั้งซึ้งนึ่งค่ะ

วิธีทำ
1.โขลกกระชาย กับพริกแกงให้ละเอียด ตามด้วยเนื้อปลาขูดค่ะ โขลกให้เข้ากัน
ปรกติจะใช้แรงงานเด็กค่ะ ช่วยทำ
2. ตักใส่ภาชนะ จะเป็นหม้อหรือกาละมังเล็กก็ได้ค่ะ ใส่หัวกระทิ คราวนี้ใช้แรงงานเด็กอีกค่ะ ขยี้ขยำให้ปนกัน ตอกไข่ไก่ใส่ค่ะ คราวนี้ใช้ที่ตีไข่อันใหญ่ช่วย บวกกับมือน้อย ๆ ช่วยขยำให้เข้ากัน (ที่ใส่ใข่ไก่ด้วยเพื่อให้ห่อหมกฟูยิ่งขึ้นและสีเหลืองสวยน่าทาน)
3. ใส่เครื่องปรุงหวาน เค็ม น้ำตาล น้ำปลา หรือซอสปรุงรส ตามใจชอบ
4. คนให้เข้ากัน หากข้นไปก็เอาหางกะทิที่เหลือมาหยอดที่ละน้อย ๆ จนกว่าจะไม่ข้นมาก
5. เตรียมกระทงใบตอง รองก้นด้วยใบยอ ตักใส่กระทงแต่งหน้าด้วยใบโหระพา หัวกะทิ ใบมะกรูดซอย พริกซอย
6. ใส่ซึ้งนึ่ง รอให้สุกก็เป็นอันเรียบร้อย

มาดูประโยชน์ของกระชายกัน
กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก

1. แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม

2. รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน

3. ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย 1 กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเย็น

4. ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำกระชายแห้งบดให้เป็นผงละลายกับน้ำร้อน

5. นำรากกระชาย ตะไคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ใช้ฉีดบริเวณที่มีแมลงรบกวน

ขอบคุณที่มาของประโยชน์จากเวป horapa.com




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2550   
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2550 12:39:36 น.  

* * * ผักแพว * * *

มีผักนึงที่ค่อนข้างหายาก กลิ่นแรง ที่บ้านปลูกไว้ในครุถังกาละมังแตก...เป็นกระถางแทน วางไว้ใกล้ ๆ ตุ่มน้ำหลังบ้าน...คุณย่าเรียกว่า .....ผักแพ้ว



ผักแพว - เป็นผักพื้นเมือง อีสานเรียก ผักแพ้ว เป็นพืชล้มลุก ปลูกปีเดียวก็ตายต้องหักกิ่งมาเสียบใหม่ เก็บยอดทานกับเมี่ยง ลาบ ก้อยกุ้ง ก้อยหอย ก้อยปลา ก้อยเนื้อ ลาบเลือด....อุ๊ย น้ำยายไหย.....แหนมเนือง ก็มีผักแพวให้แนมเหมือนกัน หรือใส่ในขนมจีนน้ำยาปลาร้า ก็ใช้ได้ .... มีกลิ่นหอม รสชาดแรง ๆ ทานมาก ๆ จะแสบ ๆ ที่ลิ้น

ผักแพวเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติทางยาสมุนไพร มีรสเผ็ดร้อน จึงมีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีฟอสฟอรัสสูง มีวิตามินเอสูงมาก นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและวิตามินซีอีกด้วย

ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรมด้วย

เอ...มีผักพื้นบ้านปลูกรอบ ๆ บ้านเยอะ ๆ แบบนี้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นเกษตรกรดีไม๊คะ...




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2550   
Last Update : 23 กันยายน 2551 13:51:37 น.  

<<< แปะตำปึง...เขาบอกว่า...เป็นสมุนไพรจากสวรรค์>>>








คนเฒ่าคนแก่บอกไว้ว่า "ให้กินแปะตำปึงให้ได้วันละ 1 ใบ ทุกวันจึงจะดี" แต่ป้ามู๋เวลากินทีเป็นกาละมัง ไม่ทุกวัน วันไหนมีลาบปลา หรือ แทนใบเมี่ยง ก็เอามาห่อจิ้มได้เลยค่ะ
มีคนบอกไว้ว่า แปะตำปึง เป็นสมุนไพรจากสวรรค์ เพราะมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ รายละเอียดก็ก็อปมาจาก http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=4377.msg26756 ด้วยความขอบคุณค่ะที่แอบจิ๊กมา

ต้นยาแปะตำปึง

ต้นแปะตำปึงเดิมเป็นต้นยามาจากประเทศจีน ลักษณะของใบยาจะหนานุ่มคล้ายกำมะหยี่ รสชาดของใบยาคล้ายชมพูที่ยังไม่แก่

สรรพคุณ ของใบยา ได้แก่ จะฟอกเลือด ปรับระบบเลือดให้ดีขึ้น น้ำเหลืองจะดีขึ้น รักษาแผลภายใน - ภายนอก ชะล้างสารพิษภายในร่ายกายออกทาง (อุจจาระ ปัสสาวะ และทางตา) ทำให้กินข้าวใด้นอนหลับอาการปวดต่าง ๆ ก็จะหาย ระบบหายใจจะดีขึ้นไม่เหนื่อยหอบ ขับลมแน่นภายในช่องท้อง โรคที่ใบยาแปะตำปึง ได้รักษาหายมาแล้ว ได้แก่โรคเบาหวาน ความดันสูง-ต่ำ โรคหืดหอบ-ภูมิแพ้ โรคมะเร็งทุกชนิด ริดสีดวงทวารหนัก งูสวัด โรคเก๊า ขับนิ่ว แผลสะเก็ดเงิน แผดฝีหนองทั่วไป โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง เนื้องอกต่าง ๆ ในไต ปวดเหงือก ปวดฟันแผลอักเสบ ปวดท้องประจำเดือน คอเรสเตอรอล ไขมันในเส้นเลือด ไทรอยท์ ปวดเส้น ปวดหลัง โรคกระเพาะ ดวงตาที่เป็นต้อ ดวงตาอับเสบ ขุ่นมัว โรคผิวหนังทั่วไป (สิว ฝ้า เป็นด่าง) <โรคเอดส์ถ้าทานใบยาก็จะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น>

วิธีการรับประทาน ใบสด ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 2,3 หรือ 5 ใบ เวลาที่ควรรับประทานใบยาที่ดีที่สุดคือ ตี 5-7 โมงเช้า เพราะลำไส้เริ่มทำงาน ท้องยังว่างอยู่จะได้ผลเร็ว ถ้าบางท่านที่ปวดเหงือก - ปวดฟัน ปากเป็นแผลลำคออักเสบ ควรรับประทานใบยาในเวลากลางคืน (แปรงฟันให้เรียบร้อย) ค่อยรับประทานใบยาเคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะเวลาหนี่งแล้วค่อยกลืน ผลที่จะได้รับคือ ตื่นเช้าอาการปวดจะหายไป จะขับถ่ายโล่งสบาย จะมีขี้ตาออกมาเยอะหน่อย เพราะใบยาจะขับสารพิษออกทางตา ถ้าใครปวดท้องและเป็นโรคกระเพาะให้รับประทานใบยาเดี่ยวนั้น สักพักหนึ่งอาการปวดของโรคกระเพาะก็จะหายไป ยังช่วยขับลมแก๊สที่แน่นในท้องออกด้วย ยังสามารถนำใบยาแปะตำปึงใปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก นอกเหนือจากรับประทานใบสดแล้ว ได้แก่

1.นำใบยามาทำเป็นอาหาร เช่น แกงจืด (15-20 ใบต่อ 1 ท่าน)

2.นำมาพอกตาสำหรับคนที่ดวงตาเป็นต้อ ดวงตาอักเสบ ตามัว นำใบยาประมาณ 7-8 ใบ มาขยี้ หรือใช้ครกตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ที่ดวงตา แบ่งใบยาเป็น 2 ส่วน พอกไว้ 20-30 นาที ค่อยล้างออก ผลที่ได้รับคือ ดวงตาจะสว่างขึ้น แผลต่าง ๆ จะหายไป รวมทั้งต้อด้วย ถ้าท่านใดเป็นมาก ควรทำไว้สักระยะหนึ่ง

3. ท่านที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก ควรทานใบสด และควรนำใบยามาขยี้หรือตำให้ได้พอเหมาะยัดใส่ทวารหนัก จำทำให้แผลหายเร็ว ติ่งที่โผล่ยุบเลือดที่ออกก็จะหยุด

การเก็บรักษาให้ได้นาน ถ้ามีใบยาที่แก่และเหลือง นำมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง นำมาปั่นหรือตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ถ้วย นำไปนึ่งให้สุกปล่อยให้เย็นแล้วใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ใช้ได้นาน ถ้าเป็นงูสวัด และแผลต่าง ๆ ใช้น้ำยาทา หรือนำใบยาสดมาตำพอกก็ได้ ตากแห้งทำใบชาได้

อาหารแสลงที่ควรระวัง เช่น เนื้อ กุ้ง ปลาหมึก ปู ปลาทู ปลาร้า หูฉลาม กะปิ ข้าวเหนียว หน่อไม้ แตงกวา หัวผักกาด เผือก สาเก เครื่องดองของเมา น้ำชา กาแฟ (ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงควรงด) <สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน>

วิธีการปลูก ต้นยาแปะตำปึงเมื่อปลูกได้ระยะหนึ่งประมาณปีกว่าต้นแม่ก็จะตาย ควรหักปักชำใหม่ เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีช่อดอกสีเหลืองไม่มีฝักและเมล็ด ต้องปักชำเท่านั้น ต้นยาชอบน้ำ อากาศดี ชอบแสงแดดพอสมควร และดินร่วน สิ่งที่ควรระวัง คือ เพี้ยแป้งชอบเกาะลำต้นและใบ ถ้ามีเพี้ยแป้งก็จะมีมดแดง จะทำให้ต้นยาเหียวแห้ง และตาย ต้องระวังสัตว์บางชนิดชอบกิน

หมายเหตุ ทุกท่านที่เจ็บป่วยเมื่อรับประทานใบยาแล้ว ก็ควรไปพบแพทย์ และตรวจรักษาตามปกติ และทานยาตามแพทย์สั่งส่วนใบยานั้นควรเป็นใบยาเสริมให้เจ็บป่วยหายเร็วขึ้นเท่านั้น (ท่านที่มีต้นยาปลูก และปลูกต้นยาพอรับประทานแล้วขอความกรุณาช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะได้เป็นบุญกุศล ที่ได้ช่วยผู้อื่นพ้นทุกข์)




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2550   
Last Update : 28 ตุลาคม 2550 9:59:14 น.  

* * * ผักติ้ว* * *

... ผักติ้ว...หรือผักแต้ว...



บ้านนี้มีที่ดินนิดเดียว แต่ปลูกสารพัดผัก และพืชทานได้ค่ะ อัดแน่นบนพื้นที่แค่ 58 ตรว. ทำไงได้ คนบ้านนี้ชอบปลูกต้นไม้ อะไรทานได้ปลูกหมด และเด็ก ๆ ชอบทานผักค่ะ ยิ่งผักแปลก ๆ ยิ่งชอบลอง



ผักติ้ว หรือ ผักแต้ว ส่วนที่ใช้รับประทานคือ ยอดอ่อน หรือใบอ่อน ค่ะ นิยมใช้เป็นผักแกล้มกับลาบ โดยเฉพาะลาบปลา รสชาดจะออกเปรี้ยว ๆ ค่ะ หรือ ใช้แทนมะขาม มะนาว ใส่ในแกงส้ม หรือต้มยำปลาได้ค่ะ อร่อยค่ะ ชาวอีสานชอบรับประทานมากค่ะ...ครอบครัวป้าหมูน้อย เป็นชาวอีสานอพยพค่ะ 555+

ต้นนี้ได้มาจากคุณสามีไปเดินสายที่ภาคอีสานมา น่าจะได้มาจากมหาสารคามหรือหนองคาย ไม่แน่ใจ

มีรายงานข่าวจากศูนย์สมุนไพร - แจ้งว่า ม.เกษตรศาสตร์ ชลบุรี ได้วิจัยพบ "ผักติ้ว" สามารถสกัดเป็นสารต้นอนุมูลอิสระยับยั้งการหืนได้ดีกว่าสารสังเคราะห์ และปลอดภัยกว่า

สารอาหารที่ได้จาก "ผักติ้ว" ได้แก่ ยอดอ่อนและดอกอ่อนของผักติ้วมีรสเปรี้ยว ผักติ้ว 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่
ประกอบด้วยเส้นใย 1.5 กรัม แคลเซี่ยม 67 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
เบต้า-แคโรทีน 4500 ไมโครกรัม วิตามินเอ 750 ไมโครกรัมของเรตินอล วิตามินบีหนึ่ง 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง 0.67 มิลลิกรัม ไนอาซิน 3.1 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม

มีประโยชน์เยอะแยะอย่างงี้ หามารับประทานนะคะ




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2550   
Last Update : 14 ตุลาคม 2550 9:54:23 น.  

<<<...พืชไทยโบราณ...กะบุก....บุก....หรือ....อีรอกของภาคอีสาน >>>

กระบุก , บุก หรือ ผักอีรอก









กระบุก หรือ บุก หรือที่อีสานเรียก "อีรอก" เป็นพืชที่ลงหัวใต้ดิน คนไทยนิยมนำลำต้นมาทำอาหาร ปรกติที่บ้านชอบเอามาแกงใส่ปลา+ปลาร้า อร่อย แซบหลาย
ส่วนหัว เห็นโรงงานในกลุ่มเครือสหพัฒน์เค้ารับซื้อมาแปรสภาพ เป็นวุ้น ส่งขายญี่ปุ่น และทำเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ต้องการควบคุมความอ้วน ที่บ้านปลูกต้น แต่ไปซื้อที่เค้าแปรรูปเป็นวุ้นแล้วในร้านไทยแลนด์เบส ในเครือสหพัฒน์ค่ะ อร่อยดี

สำหรับคุณค่าโภชนาการ มีหลายแหล่งบอกว่าเป็นสุดยอดอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ใยอาหารของบุกจะ ช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ในขณะเดียวกันยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย เหมาะสมหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคมะเร็งลำไส้

อ้อ...ปรกติทุกปีในงานสหพัฒน์แฟร์ ที่สนามบินเครือสหพัฒน์ศรีราชา ปรกติจะจัดทุกเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือน พ.ย. ทุกปี จะมีเมนูใหม่ ๆ ของการทำอาหารประเภทบุก ค่ะ เคยทานยำบุกมาแล้วในงานนี้ แซบ มาก ๆ




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2550   
Last Update : 12 ตุลาคม 2550 10:26:59 น.  

1  2  3  4  
ป้าหมูน้อย
Location :
นครราชสีมา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ป้าติ๋ง หรือ ป้าหมูน้อย ที่ในกลุ่มตะโกรายชอบเรียกกัน อายุอานามก็เป็นป้าแล้วค่ะ เวปนี้เป็นเวปส่วนตัวแบบครอบครัว ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เข้ามาชมกัน นะคะ

คิดถึงกันก็แวะมาเยี่ยมที่

--> เพื่อนนักอ่าน....อ.พิมาย จ.นครราชสีมา <---
[Add ป้าหมูน้อย's blog to your web]