Group Blog
 
All blogs
 

แยมกีวี

กีวีฟรุ๊ตลูกโตๆสุกๆ



บดเนื้อให้ละเอียดสักหน่อย
(แต่คราวนี้ค่อนข้างสุกมาก ไม่ต้องทำอะไรแค่ใช้ช้อนบดไปเบาๆก็แหลกแล้ว)



ใส่หม้อแล้วกวนไปเรื่อยๆ ไฟปานกลางก็พอค่ะ
เติมน้ำตาลทรายลงไปตามใจชอบ
หากไม่ชอบหวานจัดก็ไม่ต้องเยอะ
หากใส่เยอะมากๆจะกลายเป็นกีวีกวน :)

เติม Jam setting หรือ ผงเจลาตินลงไปด้วย
เพื่อให้เนื้อแยมเซ็ทตัวค่ะ
ของเราใช้ไม่มาก เพราะชอบแบบที่เป็นเนื้อผลไม้มากกว่าที่จะเป็นแบบแยมกระเด้งๆ
เสร็จแล้วก็เตรียมภาชนะใส่
เนื่องจากเราไม่ใส่สารกันบูด ก็ควรต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ
โดยเราต้มภาชนะที่จะใส่ก่อน



ปล่อยให้แห้ง แล้วค่อยเทกีวีที่กวนเสร็จได้ที่แล้วลงไป



แล้วเราเอาภาชนะลงไปต้มอีกทีค่ะ
เพิ่มความมั่นใจ :)



ทิ้งไว้ให้เย็น ก็ค่อยปิดฝา
(ฝาก็ต้มน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรคไว้แล้วเหมือนกัน)



เย็บผ้ามาปิดทับซะหน่อยด้วย
Final touch จ๊ะ



คราวนี้เราใช้กีวีฟรุ๊ต 5 ลูก
น้ำตาลทรายประมาณ 1-2 ถ้วย (ไม่แน่ใจ เพราะใช้กะๆเอา ไม่ได้ตวงเป็นกิจจะลักษณะ)
ผงเจลาติน 1 1/2 ช้อนชา
ทำได้ 1 กระปุก กับอีก 3 ถ้วยไปแจกเพื่อนๆจ๊ะ







 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 10:53:24 น.
Counter : 4017 Pageviews.  

~ my very first Thai tea cup cake ~



เคยทำแต่คัพเค้กกล้วยหอม และ บัตเตอร์ตัพเค้ก แบบธรรมดาๆ
ไม่ใช่แบบแฟนซีคัพเค้ก หรือมีครีมแต่งหน้า
ว่าจะ.. ว่าจะ...
เงื้อๆง่าๆ หลายครั้ง
ก็ไม่ได้ทำสักที
หลังจากที่ได้เห็นคัพเค้กสวยๆจากหนังสือมั่ง จาก FB มั่ง หรือใน blog มั่ง
ก็เลยคิดว่า เอาละ ลองดูซะทีละกันจ๊ะ

มีสูตรคัพเค้กชาเขียวอยู่
แต่ที่บ้านไม่มีชาเขียวแบบผงเลย
คิดว่าหากเราใช้ชาไทย ก็น่าจะได้นะ
เรามีชาไทย "ตรามือ" อยู่ถุงใหญ่ด้วย

สูตรคัพเค้กชาเขียว ที่เราดัดแปลงมาเป็นคัพเค้กชาไทย

เตรียมของตามนี้ค่ะ

1 แป้งเค้ก 200 กรัม อันนี้เราเปลี่ยนเป็น Self rising flour 200 กรัม
2 ผงฟู อันนี้เราไม่ใช้ เพราะใช้แป้ง self rising
3 ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ อันนี้เราเปลี่ยนเป็นชาไทย 3 ช้อนโต๊ะ
4 น้ำตาลทราย 200 กรัม
5 เนยสด 200 กรัม
6 นมสด 2/3 ถ้วยตวง
7 ไข่ไก่ 4 ฟอง

การที่เราเปลี่ยนผงชาเขียวสำเร็จรูป (แบบชงละลาย) มาเป็นผงชาไทยแบบไม่สำเร็จรูป
เราก็ต้องไปทำให้มันกลายเป็นน้ำก่อน
โดยใช้ coffee plunger ทำ

วิธีเตรียมส่วนผสมชา

เทผงชาไทยลงในถ้วย
เทน้ำร้อนลงไปประมาณ 1/2 ถ้วยตวง
เทนมสดลงไปประมาณ 1 ถ้วยตวง
คนๆให้ทั่วๆ แล้วใช้ plunger กดลงไป เหมือนเวลาทำกาแฟ
วิธีนี้จะได้น้ำชาไทยเข้มข้น
เทแบ่งใส่ถ้วยไว้ให้ได้ 1 ถ้วยตวง
แล้วเอาไปแช่ตู้เย็นให้เย็นๆ

ส่วนผสมสำหรับหน้าคัพเค้ก
ครีมสด
น้ำตาลไอซิ่ง
สีผสมอาหาร
น้ำชา (ที่ทำไว้)

วิธีทำคัพเค้ก (คราวนี้ไม่ได้ถ่ายรูปตอนทำไว้เลย)

1 ตัดเนยเป็นชิ้นเล็ก ตีให้เนียนๆ
2 ใส่น้ำตาลทรายลงไปตีด้วยกัน จนขึ้นฟู
3 ร่อนแป้ง แล้วค่อยๆใส่แป้งลงไปในส่วนผสมเนยน้ำตาล สลับกับไข่ไก่ทีละฟอง จนครบ 4 ฟอง
4 เอาชาออกมาจากตู้เย็น แล้วเทลงไป 2/3 ถ้วย ตีให้เข้ากัน
5 เทส่วนผสมลงในถ้วยกระดาษ อบที่ไฟ 170 C ประมาณ 10 นาทีก็สุกแล้ว
6 เอาคัพเค้กออกมาวงาบนตะแกรง พักให้เย็นค่อยเอามาแต่งหน้า

วิธีทำหน้าคัพเค้ก แบ่งเป็นส่วนๆละสี

1 เอาอ่างตีไปแช่ตู้เย็นไว้ให้เย็นๆก่อนก็ดีจ๊ะ แล้วเทครีมเย็นๆลงไปในอ่าง (ประมาณ 100 กรัม)
2 ตีครีมให้ข้น
3 เทชาไทยเย็นๆ 1/3 ลงไปตีด้วยให้เข้ากัน
4 ใส่ไอซิ่งลงไปตีประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ลงไปตีด้วยความเร็วสูง จนครีมแข็งตั้งยอด
ก็เอาออกมาใส่เครื่องบีบแต่งหน้าคัพเค้กได้เลย
*** อันนี้เราทำพลาด เพราะใส่ไอซิ่งเยอะเกินไป (ใส่ไป 3 ช้อน) ทำให้แยกตัว ไม่จับเป็นครีม
เลยไม่ทำครีมรสชา แต่เปลี่ยนเป็นใส่สีผสมอาหารแทน

ดังนั้นข้อ 3 เราเปลี่ยนจาก น้ำชาไทย 1/3 ถ้วย เป็นเหยาะสีลงไปแทนนิดหน่อย
ออกมาสีสวยน่ารักมากๆ
ที่สำคัญคือ อ่าง หัวตี ครีมต้องเย็นๆ
ช่วยได้เยอะเลยค่ะ :)







ใส่มาร์ชเมลโลด้วย



อันนี้ถ้วยสุดท้าย ครีมเหลือเยอะ เลยบีบให้หมด



เนื้อคัพเค้กฉ่ำเนย หอมกลิ่นชาไทย อร่อยมากๆ
ยิ่งค้างไว้ 1 คืนจะยิ่งอร่อย
แต่หน้าครีม เพราะความที่เป็นครีมสด ค้างคืนจะไม่อร่อย
ดังนั้นเราจะแต่งหน้าไว้เฉพาะส่วนที่จะกินเท่านั้นค่ะ










 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 14:36:53 น.
Counter : 652 Pageviews.  

ขนมปังอีกแร้ว..แบบเดิมเลย



หลังจากที่ทำ ham & cheese roll ไปคราวก่อนด้วยความยากลำบาก
เพราะไม่ได้เอาเครื่องนวดแป้งมาจากเมืองไทย
พอกลับไปคราวนี้เลยไม่ลืมที่จะหอบติดตัวมาด้วย
ไม่ผิดหวังจริงๆ
ช่วยผ่อนแรงไปได้เยอะมาก
จากคราวก่อนนวดแป้งอย่างเดียวก้อ 2 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว
คราวนี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย...เย้ เย้

นอกจากจะทำไส้แฮมชีส และ ขนมปังเนยสด เจ้าประจำแล้ว
วันนี้แถมไส้หมูหยองน้ำพริกเผาด้วย
เพราะไปได้หมูหยองมาจากร้านขายของชำในโอ๊คแลนด์มา
เหลือจากกินกะข้าวต้มมื้อเช้าพอดีจ๊ะ



ขนมปังเนยสดร้อนๆนุ่มๆจากเตา



สูตรขนมปังก็แบบเดิมเปี๊ยบ (อ้อ ไข่ไก่คราวนี้ใช้แค่ฟองเดียว)
แค่ช่วงนวดแป้งเท่านั้นที่เราไม่ต้องลำบากใช้ hand mixer เหมือนคราวก่อน
ใช้เวลาน้อยกว่าเดิมเยอะ เบาแรงไปได้มาก จริงๆ
(เน้นหน่อย เพราะปลื้มมาก)

ส่วนผสม



นวดแป้งสบายๆ ชอบที่สุด :)



เนื้อเนียน ฟู



ใส่ไส้เยอะๆ



นี่ด้วย



จับใส่พิมพ์



อบแล้ว หอมฟุ้ง ก็เอาออกมาทาไข่แดงซะหน่อย จะได้สีสวยๆ มันแว่บๆ





แล้วอบต่ออีกนิดนึง... ทานได้แล้วจ้า



ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปจาก อันด้านล่าง
เพียงแต่รู้สึกดีที่ได้ทำขนมแบบสบายๆ ไม่ลำเค็ญเหมือนคราวก่อนน่ะค่ะ :)

ฺBon appetite









 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 7:12:45 น.
Counter : 1020 Pageviews.  

ham & cheese roll : version 2

ไม่ได้อบขนมปังมาสักพักใหญ่ๆเพราะขนมปังที่นี่หาซื้อง่าย
และมีให้เลือกมากมาย
แต่วันนี้ลูกขอเป็นกรณีพิเศษ
(นานๆทีจะขอให้แม่ทำอะไรให้ เลยตื่นเต้น รีบทำให้สักหน่อย)
เพราะเขาจะไปงานเลี้ยงส่งเพื่อนสนิทชาวฮ่องกงที่จบ year 13 แล้ว
จัดงานกันที่บ้านเพื่อน แบบ Potluck party ให้แต่ละคนเอาอาหารมาแชร์ๆกัน
ลูกเลยขอให้แม่ทำ Ham & Cheese roll ให้

ปัญหามีอยู่ตรงที่แม่ไม่มีเครื่องนวดแป้งนะซิ
มีแต่ที่ตีไข่หัวตะกร้อแบบมือถืออันเล็กๆ
ปกติเอาไว้ใช้ทำมัฟฟิน หรือเค้ก
แต่รุ่นนี้แล้ว ไม่มีย่อท้อ (รุ่นบึกบึน)
เลยลุกขึ้นมานวดแป้งตั้งแต่ 9 โมงเช้า ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก :)

~ ส่วนผสม ~
(ดัดแปลงจากสูตรที่เคยทำมาก่อนนิดหน่อย)

แป้ง Hi grade flour 480 กรัม + แบบธรรมดาอีก 120 กรัม
ยีสต์แห้ง 1 ซอง 8 กรัม
ไข่ไก่ 1 ฟอง และ ไข่แดงอย่างเดียวอีก 1 ฟอง
น้ำตาลทราย 150 กรัม
เกลือ 1 ช้อนชา
เนยสด 90 กรัม
น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวงของเหลว (หากส่วนผสมแห้งไปค่อยเติมเพิ่มทีละนิด แต่ไม่เริ่มด้วยใช้เยอะๆ เพราะมันจะเหลวไป)

~ วิธีทำ ~

1 เริ่มด้วยการเทยีสต์ลงชาม ใส่น้ำอุ่นจัดๆลงไปหน่อยนึง
เติมน้ำตาลลงไป 1 ชช ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆให้ยีสต์ขึ้น
2 ร่อนแป้ง 2 ทีให้แป้งเบาๆโปร่งๆ
3 ละลายน้ำตาล เกลือ ในน้ำ แล้วใส่ไข่ลงไป คนๆให้พอเข้ากัน
4 ค่อยๆเทส่วนผสมของเหลวลงในโถแป้ง คนๆให้เข้ากัน
5 เทยีสต์ที่ขึ้นแล้วตามลงไป คนๆให้เข้ากัน
6 ตามด้วยเนยสด (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆด้วย จะได้ละลายง่ายๆ)
7 ทีนี้ก็ใช้พายคนไปเรื่อยๆ พอส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็นวดเลย
หากมีเครื่องนวดก็ง่ายหน่อย
แต่เราไม่มีก็ใช้มือแหละนวดไปเรื่อยๆ เมื่อยๆก็พักบ้าง
ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเห็นว่าแป้งเริ่มได้ดี (ยังหนืดๆอยู่บ้าง แต่ก็พอใช้ได้แล้ว)

** 2 ชั่วโมงที่ว่านี่ ก็นวดๆหยุดๆบ้าง ไม่ใช่นวดอยู่ตลอดเวลาจ๊ะ

8 เอาผ้าขาวบางชุบน้ำ คลุมชามแป้งไว้ แล้วเอาไปวางบนโต๊ะใกล้ๆหน้าต่าง
แบบให้โดนแดดหน่อยๆ เพื่อให้แป้งขึ้นฟู
9 ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง แป้งขึ้นฟูเต็มชามเลย (สัก 2-3 เท่า)
10 ก็เอามาตัดเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ไส้แฮม และ ชีสที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
11 เอาเรียงใส่พิมพ์ แล้วเอาผ้าคลุมไว้อีก อาจไปวางไว้ในที่อบๆหน่อยก็ได้ ให้แป้งขึ้นฟูอีกหน่อย
12 ระหว่างนั้นก็เปิดเตาอบรอไว้เลย ตั้งไฟที่ 180 C
13 ราวๆครึ่งชั่วโมงตัวแป้งก็ฟูได้ที่ พร้อมจะอบได้
14 เอาเข้าเตาอบ ใช้เวลาอบอีกสัก 20 นาทีเห็นจะได้ ก็หอมตลบอบอวลไปทั้งบ้านแล้ว











กลับเมืองไทยคราวนี้ คงต้องขนอุปกรณ์ต่างๆที่ทิ้งไว้เฉยๆ มาใช้ที่นี่แล้ว
เพราะหากต้องนวดแป้งคราวละหลายๆชั่วโมงแบบนี้
คงทำบ่อยๆไม่ไหว แหะ แหะ




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 4 มิถุนายน 2553 14:27:55 น.
Counter : 322 Pageviews.  

++ Homemade Strawberry Ice Cream ++

ส่วนผสม Smiley

ไข่แดง 3 ฟอง Smiley
นมสด 300 ML Smiley
ครีม 200 กรัม
สตรอเบอรี่ 1 กล่องเล็กๆ (ประมาณ 10 ลูกมั๊ง)
น้ำตาลทราย 100 กรัม



วิธีทำ Smiley
1) เอานมสดไปอุ่นบนเตาใช้ไฟอ่อนๆ (ในสูตรเขาบอก simmer)
2) เอาไข่แดงไปตีกับน้ำตาลให้ข้นๆ
3) แล้วก็เอาไปตีรวมกับนมสดบนเตา
คนไปเรื่อยๆให้ข้นขึ้น
คอยระวังอย่าให้เดือด
แค่ตั้งเตาใส่ไฟอ่อนๆ



4) ดูให้ข้นพอสมควรก็เอาออกจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น
5) แล้วใส่สตรอเบอรี่ และ ครีมลงไปคนๆให้เข้ากัน
(สตรอเบอรี่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆด้วย)



6) แล้วเอาไปแช่ตู้เย็นให้เกือบแข็ง
7) พอมันแข็งหน่อยๆ ก็เอาออกมาขูดๆ แล้วไปปั่นให้ละเอียด



8) เทใส่ภาชนะ หรือ พิมพ์ไอติมแท่งๆก้อได้
9) แล้วเอาไปแช่แข็งอีกรอบ ก็เสร็จแล้ว



ตักใส่ถ้วย
ราดชอคโกแลต (พอดีหมดขวด เลยได้นิดเดียว) กะ น้ำตาลไอซิ่งสีๆ
หม่ำ หม่ำSmiley








 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 10:25:08 น.
Counter : 393 Pageviews.  

1  2  3  4  

parachute
Location :
Tauranga New Zealand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




Friends' blogs
[Add parachute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.