เติมกำลังใจให้กัน
Group Blog
 
All Blogs
 

ผู้ชายที่ตามหาความจริง

Copy from e-mail [again]

ผู้ชายที่ตามหาความจริง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้เวลาแทบทุกวันนั่งถกเถียงกับเพื่อนๆ ว่า
"ความจริงคือสิ่งใด"

เมื่อเถียงกันจนหาข้อยุติในความหมายของความจริงไม่ได้
ชายหนุ่มผู้นั้นก็ตัดสินใจบอกกับเพื่อนๆ ว่า
เขาจะออกเดินทางเพื่อตามหาความจริงให้พบ

"แล้วฉันจะกลับมาพร้อมกับคำตอบว่าที่แท้แล้วความจริงคืออะไร"
ชายหนุ่มตะโกนบอกเพื่อนๆตอนที่เขากำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้าน

แล้วชายหนุ่มก็เดินทางมาถึงตลาดของเมืองอีกเมืองหนึ่ง

ผู้คนส่วนใหญ่เดินผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบและมีสีหน้าวิตกกังวล
มันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความแปลกแยกและตื่นตัว
ชายชราคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามาและรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับท่าทีของชายหนุ่มที่เดินมองโน่นมองนี่

"นี่เจ้าจะเดินชนข้าหรืออย่างไร" ชายชรากล่าวขึ้น

"ขออภัยท่านผู้เฒ่า ท่านพอจะรู้ไหมว่าความจริงคืออะไร" ชาวหนุ่มตั้งคำถามทันที

"อะไรนะ" ชายชรารู้สึกสนเท่ห์ในคำถาม

"ข้ากำลังตามหาความจริงอยู่ ท่านพอจะรู้ไหมว่ามันคือสิ่งใด
แล้วในเมืองนี้มีความจริงไหม" ชายหนุ่มถามอีก

ชายชรามองหน้าชายหนุ่ม "มีสิ เมืองนี้มีความจริงแน่นอน"

"จริงหรือ" ชายหนุ่มลิงโลด "ถ้าเช่นนั้น
ท่านช่วยพาข้าไปพบกับความจริงหน่อยได้ไหม"

"เจ้ากล้าไปพบจริงๆ หรือ" ชายชรายังคงมองหน้าชายหนุ่ม

"ข้าเดินทางมาแสนไกลก็เพื่อจะตามหาความจริง ทำไมข้าถึงจะไม่กล้าเล่า"
ชายหนุ่มยืนยัน

ว่าแล้วชายชราก็พาชายหนุ่มเข้าไปในพระราชวัง
ทันทีที่ถึงท้องพระโรงชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่าที่แท้แล้วชายชราผู้นี้คือเสนาบดีของพระราชาแห่งเมืองนี้น ั่นเอง

"ทำความเคารพพระองค์เสียสิ" ชายชราบอกกับชายหนุ่ม ชายหนุ่มจึงค้อมหัวลง

"เจ้าพาผู้ใดเข้ามา" พระราชาตรัสเสียงดังลงมาจากบัลลังก์

"ชายผู้นี้กำลังมาตามหาความจริงพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีเฒ่ากล่าว

"เจ้ามาถูกที่แล้วหนุ่มน้อย ข้านี่แหละคือความจริง" พระราชาเอ่ยขึ้น

ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย เสนาบดีจึงกระซิบกับชายหนุ่ม
"เจ้าคงไม่เชื่อว่าพระองค์คือความจริง สิ่งใดที่พระองค์พูด
สิ่งนั้นจะเป็นตามนั้น"

"ถ้าเจ้าไม่เชื่อว่าข้าคือความจริง ข้าจะแสดงให้ดู" พระราชาลุกขึ้นยืน
"เจ้าจะต้องถูกโบยสิบที…แล้วเจ้าคอยดูเถิดว่ามันจะเป็นความจริงไหม"
มิทันขาดคำทหารยามสองคนที่ยืนรักษาประตูก็เดินเข้ามาจับชายหนุ่มให้นอนคว่ำหน้าลง

"จะทำอะไรข้า" ชายหนุ่มร้องลั่น

ว่าแล้วทหารยามก็ลงมือโบยชายหนุ่มทันทีจนครบสิบครั้ง
เสียงหัวเราะของพระราชาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง "ทีนี้
เจ้าเชื่อหรือยังว่าข้านี่แหละคือความจริง"

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลุกขึ้นนั่ง ก็พลันได้ยินเสียงเอะอะมาทางประตู
เสียงนั้นเป็นเสียงของผู้คนจำนวนมากกำลังต่อสู้กัน
แล้วทหารคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในท้องพระโรง

"ท่านเสนาบดี! พวกโจรกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว"

เสนาบดีได้ยินดังนั้นจึงตะโกนสั่งเหล่าทหาร
"รีบพาพระองค์ไปหลบในที่ปลอดภัยโดยเร็ว"

ขณะที่กำลังหันรีหันขวางด้วยทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มจึงค่อยๆ
คลานมาแอบอยู่หลังเสาท้องพระโรง แล้วเขาก็เห็นพวกโจรนับสิบๆคนวิ่งกรูกันเข้ามา

"จับพวกมันโบยคนละสิบทีแล้วก็เอาไปขังในคุกใต้ดินให้หมด" หัวหน้าโจรร้องสั่ง
ถึงตอนนี้แม้แต่พระราชาก็ถูกกวาดต้อนไปรวมกับพวกเหล่าเสนาบดี

"ปล่อยข้าไป ข้าเป็นพระราชานะ" พระองค์ร้องบอกหัวหน้าโจร

หัวหน้าโจรได้ยินดังนั้นจึงร้องกลับไป "พระราชาที่รีดนาทาเร้นชาวนาอย่างพระองค์
สมควรถูกโบยคนแรก"
ว่าแล้วสมุนมือขวาของหัวหน้าโจรก็เดินเข้าไปจับพระราชานอนคว่ำลงแล้วก็ลงมือโบยทันที

ชายหนุ่มมองเห็นพระราชาถูกโบยก็นึกอยู่ในใจ "ที่แท้พระองค์ไม่ใช่ความจริง
พระองค์เพิ่งพูดคำว่า ปล่อยข้าไป
ก็ไม่เห็นมีใครปล่อยพระองค์อย่างที่พระองค์พูดเลย"

หลังจากที่พวกโจรจับพระราชาและเหล่าเสนาบดีขังคุกแล้ว
พวกโจรก็เข้าไปรื้อเงินและทองที่อยู่ในท้องพระโรงออกมาเพื่อจะขนออกไปนอกเมือง
ชายหนุ่มเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรู้สึกประทับใจในตัวหัวหน้าโจร
ที่สามารถบังคับความจริงอย่างพระราชาได้ จึงสมัครเป็นลูกน้องติดตามไปด้วย

หลังจากอยู่กับพวกโจรไม่กี่วัน ทันทีที่สบโอกาส
ชายหนุ่มก็ได้เอ่ยปากถามหัวหน้าโจรด้วยความอยากรู้ว่า "ท่านหัวหน้า
ข้าอยากรู้ว่าความจริงคืออะไร ท่านพอจะให้คำตอบข้าได้ไหม"

หัวหน้าโจรมองหน้าชายหนุ่มเหมือนทุกคนที่เคยถูกชายหนุ่มถาม "ความจริงนั่นหรือ
โลกนี้มันมีความจริงเสียที่ไหน"

"หมายความว่าอย่างไรท่านหัวหน้า" ชายหนุ่มถามต่อ

"เจ้าเคยได้ยินคำว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจรไหม
คนเป็นโจรนั้นเขาไม่เชื่อหรอกว่ามีอะไรในโลกนี้ที่เชื่อถือได้"
หัวหน้าหันไปถามสมุนมือขวา "จริงไหมสมุนข้า"

พูดได้แค่นั้นหัวหน้าโจรก็ตาค้าง

"จริงสิหัวหน้า" สมุนมือขวาของหัวหน้าโจรแสยะยิ้ม
พลางดึงดาบออกจากพุงของหัวหน้า เลือดไหลออกมาเป็นทาง
หัวหน้าโจรทรุดลงกองกับพื้นทันที
"สัจจะข้อเดียวที่มีอยู่ในโลกนี้ก็คือไม่เคยมีสัจจะ"

"หัวหน้าถูกแทง" เสียงสมุนคนหนึ่งร้องขึ้น

"มันจะก่อกบฏ" อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นอีก

"ข้าจะอยู่ข้างท่าน"แล้วก็อีกเสียงหนึ่ง

และในวินาทีต่อมา การพันตูกันของกลุ่มโจรก็เกิดขึ้น
ชายหนุ่มผู้ตามหาความจริงอาจจะมองว่านี่คือการแตกคอกันของกลุ่มโจรที่แบ่งเป็นสองฝ่าย
ซึ่งในความเป็นจริงที่ไม่มีใครรู้นั้น บางทีมันอาจจะมากกว่าสองฝ่ายก็เป็นได้

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนชายหนุ่มไม่อาจรู้ได้
เขามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีมือเ***่ยวๆเอาน้ำมาลูบหน้า

"ข้าอยู่ที่ไหน"ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า

"เจ้าอยู่ในกระท่อมของข้า"เสียงหญิงชราตอบ
ทันทีที่ชายหนุ่มมองเห็นหน้าของผู้ที่ช่วยชีวิตของเขาชัดเจน
ชายหนุ่มก็ผลุนผลันลุกขึ้นถอยตัวห่างออกมาด้วยความตกใจ
ใบหน้าที่อยู่ข้างหน้าของเขาเป็นของหญิงชราหลังค่อม มีผมสีขาวโพลน
เนื้อตัวเ***่ยวย่นและตามผิวหนังก็มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นเต็มไปหมด มองเผินๆ
แล้วเหมือนผิวคากคกมากกว่าผิวมนุษย์

"ท่านเป็นใคร" ชายหนุ่มพูดขึ้น

"ข้าชื่อความจริง" หญิงชราพูดยิ้มๆ
"ข้าพบเจ้านอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่ลานบ้านของข้า ดูคล้ายๆ
เจ้าหนีซวนเซมาจากที่ไหนสักแห่ง" ชายหนุ่มฟังแล้วจึงค่อยๆ นึกเหตุการณ์ตาม

"กินข้าวเสีย" หญิงชราดันถาดอาหารมาไว้ที่ตรงหน้าชายหนุ่ม แล้วจึงค่อยๆ
เดินถือไม้เท้าเลี่ยงออกไป มันเป็นอาหารที่แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเป็นอาหารอะไร
แต่ชายหนุ่มก็กินมันจนหมดด้วยความหิว

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็พักอาศัยอยู่กับหญิงชราอีกหลายสัปดาห์เพื่อรักษาตัว
ในระหว่างที่พักอาศัยอยู่นั้น ยามใดที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกันกัน
ชายหนุ่มก็มักจะถามหญิงชราเสมอว่า ความจริงคือสิ่งใด
คำตอบเดียวที่ได้รับจากหญิงชราก็คือ ตัวหญิงชราเองนั่นแหละคือความจริง
เมื่อได้รับคำตอบนี้บ่อยๆ เข้า ชายหนุ่มก็ชักเริ่มเบื่อหน่าย

และเมื่อร่างกายของชายหนุ่มแข็งแรงดีขึ้น
เขาจึงเตรียมตัวเดินทางกลับหมู่บ้านของตัวเอง วันที่เขาไปร่ำลาหญิงชรา จู่ๆ
หญิงชราก็เอ่ยขึ้นมาว่า "แล้วเจ้าจะบอกเพื่อนๆ
ของเจ้าว่าอย่างไรเกี่ยวกับความจริง"

ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง แล้วก็พูดขึ้นอย่างขอไปทีว่า
"ข้าคงจะบอกพวกเขาว่าข้าได้พบกับความจริงแล้ว"

"ดีแล้วล่ะ" หญิงชราที่มีชื่อว่าความจริงพูดยิ้มๆ
"อย่าลืมบอกพวกเขาด้วยแล้วกัน"

"เรื่องอะไรหรือท่านความจริง" ชายหนุ่มถาม

หญิงชรามองหน้าชายหนุ่มและพูดด้วยน้ำเสียงเล่นๆ กึ่งจริงจัง
"อย่าลืมบอกพวกเขาว่า… ข้าสาวและสวยเพียงใด"

..............................................................จบ





 

Create Date : 27 มิถุนายน 2548    
Last Update : 27 มิถุนายน 2548 19:07:29 น.
Counter : 157 Pageviews.  

เพื่อน

Copy from e-mail

เรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่งเมื่อครั้งผมยังเป็นน้องใหม่ในโรงเรียนมัธยม
ผมเห็นเด็กคนหนึ่งซึ่งเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน
กำลังเดินกลับบ้านหลังเลิกเรียนผมจำได้ว่าเขาชื่อไคลล์
ดูราวกับว่าเขากำลังขนหนังสือทุกเล่มของเขากลับบ้านด้วย
ผมคิดกับตัวเองว่า “ทำไมนะ ถึงยังมีคนหอบหนังสือทั้งหมดของตัวกลับบ้านในวันศุกร์ด้วย ?!
หมอนี่มันจะต้องเป็นพวกคนประหลาดแน่ ๆ เลย”
ผมเองนั้นมีแผนการสำหรับวันหยุดเอาไว้แล้ว
นั่นคือไปงาน party และเล่นฟุตบอลกับพวกเพื่อน ๆ
ตอนบ่ายพรุ่งนี้ คิดไปแล้วผมก็ยักไหล่จะเดินจากไป

แต่ขณะนั้นผมก็เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งแข่งกันตรงมายังไคลล์
จนชนเขาล้มลงคลุกฝุ่นข้างทาง หนังสือในอ้อมแขนของเขาก็ตกกระจัดกระจาย

ผมเห็นแว่นตาของเขากระเด็นไปตกบนพื้นหญ้าห่างจากตัวเขาประมาณ 10 ฟุต
เขาเงยหน้าขึ้นและผมก็ได้เห็นความโศรกเศร้าอย่างที่สุดในดวงตาของเขา
ใจผมวูบลงทันที ผมวิ่งเยาะ ๆไปหาเขา ขณะที่เขากำลังคลำหาแว่นตาของตัวเองอยู่
ผมสังเกตเห็นว่าตาของไคลล์มีน้ำตาคลอ ขณะที่ผมยื่นแว่นตาให้เขา
ผมก็พูดกับเขาว่า“ไอ้งี่เง่าพวกนั้นน่ะ มันน่าจะเก็บซะจริง ๆ”
ไคลล์มองผมและพูดว่า “เฮ ขอบคุณนะ”
ด้วยใบหน้าที่สดใสขึ้นจากรอยยิ้มที่แสดงถึงความสำนึกขอบคุณอย่างจริงๆ

ผมช่วยเขาเก็บหนังสือ และถามว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน
มันน่าแปลกใจมากที่กลายเป็นว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ ๆกันกับผมนั่นเอง
ผมถามเขาว่าทำไมผมถึงไม่เคยพบเขามาก่อนเลย
เขาบอกว่าก่อนหน้านี้เขาได้ไปเข้าเรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชน
ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ไม่เคยได้คบหากับเด็กโรงเรียนเอกชนด้วย
ผมช่วยเขาหอบหนังสือและเราสองคนก็พูดคุยกันไปตลอดทางที่กลับบ้าน
ผมพบว่าไคลล์เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจทีเดียว

ผมถามเขาว่าต้องการจะมาเล่นฟุตบอลด้วยกันกับผมและเพื่อนในวันเสาร์รึเปล่าา
เขาตอบตกลง ดังนั้นเราสองคนก็ได้ใช้เวลาในวันหยุดด้วยกันกับพวกเพื่อนๆ ของผม

และยิ่งผมได้รู้จักไคลล์มากขึ้นเท่าไรผมก็รู้สึกชอบเขามากขึ้นเท่านั้น พวกเพื่อน ๆของผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

ในเช้าวันจันทร์ถัดมาผมก็ได้เจอไคลล์อีกพร้อมหนังสือกองโตเต็มหอบแขน
ผมหยุดเขาและพูดกับเขาว่า
“ให้ตายเถอะนายคิดที่จะเพาะกล้าม ด้วยกองหนังสือพวกนี้ทุกวันเลยงั้น เหรอ!?”

ไคลล์หัวเราะและแบ่งหนังสือครึ่งหนึ่งให้ผมช่วยถือ
จากวันนั้นมาจนตลอด4 ปี ไคลล์และผมก็กลายเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก

จนเมื่อพวกเราได้เป็นรุ่นพี่ปีสุดท้าย พวกเราก็ต่างเริ่มคิดถึงเรื่องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย
ไคลล์ตัดสินใจไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Georgetown ส่วนผมก็จะไปเรียนที่ Duke

ผมรู้ดีว่าเราจะยังคงเป็นเพื่อนกันอยู่เสมอและระยะทางห่างไกลนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับความสัมพันธ์ของเราเลย ไคลล์จะเรียนให้จบแพทย์
และผมก็จะเรียนทางด้านธุรกิจโดยใช้ทุนการศึกษาของทีมฟุตบอล
ไคลล์ถูกเลือกให้เป็นผู้กล่าวคำอำลาในพิธีจบการศึกษาของชั้นเรา
ผมยังคงล้อเลียนเขาอยู่ตลอดเวลาในเรื่องที่ว่าเขาเหมือนพวกคนประหลาด

ในขณะที่เขาต้องเตรียมสุนทรพจน์สำหรับงานการจบการศึกษาุด
ผมก็รู้สึกดีใจมากที่ไม่ใช่เป็นผมที่จะต้องขึ้นไปพูดบนเวที

ในวันงานจบการศึกษา ผมมองดูไคลล์และคิดว่าเขาดูดีมากทีเดียว
ไคลล์นับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาคนหนุ่ม
ที่ในที่สุดก็สามารถค้นพบตัวเองในช่วงชีวิตของนักเรียนมัธยม
ไคลล์มีรูปร่างล่ำสันขึ้นและดูเหมาะมากกับแว่นตา
เขามีนัดกับสาวๆมากกว่าผมอีกและพวกผู้หญิงก็รักเขาทุกคน
ให้ตายเถอะมันทำให้ผมอดนึกอิจฉาไม่ได้ในบางครั้ง
ผมสังเกตเห็นว่าไคลล์กำลังกังวลเกี่ยวกับการกล่าวสุนทรพจน์
ผมจึงเข้าไปตบหลังให้กำลังใจและพูดว่า “เฮ หนุ่มนายจะต้องทำได้เยี่ยมอย่างแน่นอน!”
ไคลล์มองผมด้วยสายตาเช่นทุกครั้งสายตาที่แสดงความขอบคุณอย่างจริงๆ) เขายิ้มพร้อมพูดว่าขอบคุณ”
ไคลล์กระแอม และ ได้เริ่มต้นสุนทรพจน์ของเขาว่า….
วันจบการศึกษา เป็นโอกาศที่เราจะได้ขอบคุณ
บรรดาผู้ซึ่งได้ช่วยเหลือพวกเราให้ผ่านพ้นปีแห่งความยากลำบาก
พวกเขาเหล่านั้นก็คือ พ่อ แม่ คุณครู พี่น้องของคุณ
หรือแม้แต่โค้ชกีฬาของคุณด้วย
แต่อันที่จริงแล้วผู้ที่คอยช่วยเหลือคุณมากที่สุดนั้นก็คือเพื่อนๆ
ของคุณนั่นเอง ผมได้มายืนอยู่ ณที่นี้ก็เพื่อที่จะบอกคุณทุกคนว่า
การได้รับความเป็นเพื่อนจากใครบางคนนั้น
นับเป็นการได้รับของขวัญอันสุดวิเศษ
และผมขอยืนยันสิ่งนี้ด้วยการเล่าเรื่องของผมให้พวกคุณ…”
ผมมองไคลล์ เพื่อนคนนี้ของผมอย่างไม่เชื่อสายตา

ในขณะที่เขาเล่าถึงวันแรกที่เราสองคนได้พบกัน
เขาเล่าว่าเขาได้วางแผนที่จะฆ่าตัวตายในช่วงวันหยุด
โดยเขาเตรียมการทำความสะอาดล๊อคเกอร์เก็บของที่โรงเรียน
และขนของทุกอย่างในนั้นกลับบ้าน
เพื่อที่แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องลำบากมาทำให้เขาอีกในภายหลัง
ไคลล์มองนิ่งมาที่ผมพร้อมยิ้มน้อยๆ “น่าขอบคุณจริง ๆ
ที่ผมได้ถูกช่วยชีวิตไว้…เพื่อนของผมช่วยผมไว้จากการตัดสินใจกระทำสิ่งซึ่ง
จะทำให้ผมไม่มีโอกาสได้มายืนพูดอยู่ ณ ที่นี้อีกเลย”

ผมได้ยินเสียงเฮือกหายใจจากกลุ่มคนที่อยู่ในพิธี
ในขณะที่ได้ฟังเด็กหนุ่มรูปหล่อที่เป็นที่ชื่นชอบของพวกเขา
เล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาแห่งความอ่อนแอในชีวิต…
ผมได้เห็นแม่และพ่อของไคลล์มองมาที่ผม
พร้อมรอยยิ้มแสดงความขอบคุณอย่างเดียวกัน
และในบัดนั้นเองที่ผมได้เข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำที่ว่า

คนเราไม่ควรประเมินค่าในการกระทำของตนเองน้อยไป
เพราะเพียงแค่สิ่งเล็กน้อยที่คุณแสดงต่อใครบางคน
ก็สามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาคนนั้นได้ทันที
ไม่ว่าจะเป็นในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม
ในความเป็นเพื่อนนั้นพวกเราได้ถูกกำหนดให้มาพบเจอกัน
เพื่อที่จะได้ช่วยเป็นแรงผลักดันในชีวิตของกันและกัน
ในทางใดทางหนึ่ง...

ไคลล์จบสุนทรพจน์ของเขาว่า
..."เพราะ…เพื่อนคือ Angel ผู้ที่จะช่วยโอบอุ้มเราให้สามารถยืนหยัดบนขาได้อีกครั้ง
เมื่อปีกของเราลืมวิธีการที่จะบินไปชั่วขณะหนึ่ง”





 

Create Date : 25 มิถุนายน 2548    
Last Update : 27 มิถุนายน 2548 5:42:50 น.
Counter : 116 Pageviews.  

เสื้อของผม

เสื้อของผม

วันหนึ่งขณะที่ตากผ้า เสื้อตัวหนึ่งหลุดออกมาจากไม้แขวนขณะที่ผมตากมัน ทำให้ผมนึกขำอยู่คนเดียว สาเหตุที่มันหลุดจากไม้แขวนเพราะคอของมันยืด มันยาน มันกว้างใหญ่เกินพิกัดของไม้แขวน ที่จริงมันน่าจะเป็นผ้าขี้ริ้วแล้วล่ะ แต่…

ตอนเป็นเด็ก กว่าที่จะมีเสื้อใหม่กะเขาแต่ละตัว โอ้โฮ! ไม่ต้องพูดถึง ต้องเก็บเงินเองครับ ไปหาขุดมันสำปะหลังมาทำเป็นมันแห้งไปขาย อย่าให้บรรยายเลยเดี๋ยวคุณจะเศร้า…ดังนั้นเองต้องใส่ให้คุ้ม ใส่จนมันไม่เป็นเสื้อนั่นแหละจึงจะทิ้ง ไม่ทิ้งไม่ได้

พอโตขึ้นมาสถานการณ์ก็เปลี่ยน ไม่แน่ใจว่าเพราะวัยหรือยุคสมัย (อาจจะทั้งสอง) ผมมีเสื้อมากมาย ไม่ได้มากกว่าใครเขาหรอกครับ แต่มากกว่าตัวเองเมื่อตอนเป็นเด็ก ถ้าเทียบกับคนในวัยเดียวกันก็คงอยู่แถวหลัง …

เสื้อบางตัวสีตก ไม่ชอบเลย เวลาซักต้องแยกซัก ไม่งั้นมันจะเลอะและไปทำร้ายเสื้อตัวอื่น บางตัวก็ตัดใจทิ้ง ไม่ได้ทิ้งไปไหนหรอกครับ ทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้า ไว้ฝากกลับบ้านให้ใครก็ได้ใส่ทำไร่ ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ครับ ก็ไปซื้อมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี่นา แต่ในกรณีเดียวกันนี้บางตัวก็ไม่ให้ใครหรอกครับ ชอบ ก็เลยยอมทนที่ระมัดระวังเวลาซัก

มีตัว…ดูเหมือนมันจะโหลๆ นะครับ แต่ผมใส่เกือบทุกงาน “กิน นอน เที่ยว ชุดเดียวกัน” อะไรประมาณนั้น เป็นเสื้อในรอบปี (ตอนนั้น…ปีนึงจะได้ซื้อเสื้อสักตัว) ผมชอบมันมาก วันหนึ่งผมตัดสินใจหยุดใส่มันเพราะผมพามันไปจะเอ๋กับคู่แฝดของมัน ผมไม่ชอบครับ ไม่อยากให้ใครทักผมเป็นคนอื่นเพราะเสื้อ

ที่พูดมาเป็นเสื้อยืดครับ ผมใส่เสื้อเชิ้ตเป็นจริงเป็นจังก็ตอนเข้าโบสถ์ เหตุผลที่รับมาจากผู้ใหญ่ก็คือว่า เสื้อเชิ้ตมันเรียบร้อยกว่าเสื้อยืด ผู้ใหญ่ว่าไงก็ว่างั้นแหละครับ ถึงแม้จะชอบเสื้อยืดมากกว่าก็พอทำใจได้ครับ แค่วันอาทิตย์และงานพิเศษนานๆ ทีเอง เสื้อเชิ้ตที่ชอบก็มีหลายตัวนะครับ

มีตัว…ที่ชอบมากเพราะ…ประการหนึ่งเป็นของขวัญ(ตัวแรก)จากพี่คนหนึ่งในโบสถ์ ประการหนึ่งมันเป็นสีฟ้าที่ผมชอบ อีกประการหนึ่งผมใส่มันแล้ว มันทำให้บุคลิกผมดูดี (บุคลิกดีๆ นี้ นานๆ คนอื่นจะมีโอกาสเห็นที จะว่าเผลอก็ไม่น่าจะใช่)

หลังจากได้ตัวแรกเป็นของขวัญแล้วก็ได้อีกหลายๆตัวจากหลาย ๆ คน ให้มาเป็นของขวัญวันพิเศษต่าง ๆ (ยังกะนัดกันมาว่าต้องให้เสื้อ)
ผมรู้สึก… เออ! ไม่ใช่รู้สึกซิ! เป็นความจริงเลยล่ะ! เกือบทุกตัวที่คนอื่นให้จะมียี่ห้อกว่าที่ซื้อเอง สำคัญมั้ยเนี่ย! สำหรับผมไม่สำคัญ คุณค่ามันไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อ (เข้าใจว่าคนให้ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุด)

หลายตัว(ที่คนอื่นให้)ยังไม่ทันได้ใส่เลย ชอบมันเหมือนกันแต่เห็นความจำเป็นของบางคนที่จะต้องใช้มัน มันก็ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะรักและแบ่งปันผู้อื่น ก็เหมือนที่คนอื่นที่เขาเอามาให้ผมนั่นแหละ และที่สำคัญกว่า พระเยซูสอนให้เรารักคนอื่นเหมือนรักตนเอง

มีตัว…สวยมาก ดีมาก แต่มันก็ใช้ได้เฉพาะงานที่หรูๆ มีระดับเท่านั้น เสื้อแต่ละตัวก็เหมาะแต่ละสถานการณ์ เหมือนโฆษณายาสระผมยี่ห้อหนึ่งที่บอกว่า “ถ้าคุณสวมเสื้อขาวก็ไม่เห็นรังแค”ผมก็เลยยังไม่ได้ใช้มัน ผมชอบมันนะครับ แต่ไม่ชอบคุณสมบัติของมัน ค่อนข้างจำกัด ผมไม่ได้ซื้อมันหรอกครับ มีท่านผู้ใจดีให้มา(ระดับด๊อกเตอร์เชียวนา) ท่านบอกว่าผมอาจต้องใช้มัน ใช่ ผมก็คิดว่าผมต้องได้ใช้มันแน่ๆ (แต่กว่าจะได้ใช้ไม่รู้มันยังจะอยู่ในสภาพที่ใช้ได้หรือเปล่า)

ถ้าให้เลือกระหว่างตัวที่สวยมาก ดีมาก แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้กับตัวโหลๆ ดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ใช้ได้เกือบทุกงาน ผมเลือกอย่างหลังมากกว่า
และอย่างหลังนี่แหละที่อยู่กับผมจนตกจากไม้แขวนเสื้อ ผมไม่อยากเปลี่ยนสภาพของมันมาเป็นผ้าขี้ริ้ว ถึงแม้หลายๆ คนจะแนะนำก็ตาม บางคนอาจจะไม่อยากเห็นผมใส่มัน แต่ผมก็ไม่อยากทิ้งมันลงขยะ ถ้าถึงที่สุดของที่สุดแล้ว… ถ้าเลือกได้ผมอยากพับมันเก็บไว้ แต่ถ้า…สถานการณ์มันบังคับ ผมกับมันจำต้องแยกจากกัน ไม่จำเป็นต้องสัญญากับมัน แต่ผมสัญญากับตัวเองว่าจะเก็บมันไว้ในใจนานที่สุด




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2548    
Last Update : 25 มิถุนายน 2548 11:36:14 น.
Counter : 115 Pageviews.  

สิ่งมหัศจรรย์

Writer : I don't know
Copy from e-mail
Thank you for writer


สิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่างของโลก ที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้

คุณครู ให้นักเรียนส่ง list รายการ ว่า
อะไรที่ทุกคนคิดว่า
คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ในปัจจุบันนี้

ถึงแม้จะมี บางอย่างที่ไม่เป็นเอกฉันท์
แต่ก็สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ปิรามิดแห่งอียิปต์

2. ทัชมาฮาล

3. แกรนแคนย่อน

4. คลองปานามา

5. ตึกเอ็มไพร์สเตท

6.โบสถ์(มหาวิหาร)เซ็นต์ปีเตอร์

7. กำแพงเมืองจีน


ขณะที่กำลังรวบรวม vote อยู่
คุณครูก็สังเกตเห็นนักเรียนคนหนึ่ง
ยังตอบไม่เสร็จสักที

คุณครู จึงถามว่ามีปัญหาอะไร หรือเปล่า
กับรายชื่อที่ให้ทำ
เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นตอบว่า

"มีนิดหน่อยค่ะ หนูตัดสินใจไม่ถูก
เพราะมีมากมายเหลือเกิน"

คุณครู : " เหรอจ๊ะ งั้นหนูลองบอกพวกเราหน่อยสิ
ว่าหนูรวบรวมอะไรได้บ้าง เผื่อพวกเราจะช่วยได้

เด็กหญิง : " หนูคิดว่า สิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง ของโลก
คือ.....

1. การมองเห็น

2. การได้ยิน

3. การสัมผัส

4. การรู้รส

5. การรู้สึก

6. การหัวเราะ

7. และ..... รัก! "

ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด
ขนาดว่าสามารถได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกสัมผัสพื้น

สิ่งมหัศจรรย์ที่สุด ที่เรามองข้ามไปนั้น
คือสิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดามาก

และเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำแบบสุภาพ
จึงอาจกล่าวได้ว่า

"สิ่งสำคัญที่สุด ในชีวิตของคนเรานั้น
ไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยมือ
และซื้อได้โดยมนุษย์




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2548    
Last Update : 25 มิถุนายน 2548 11:38:48 น.
Counter : 182 Pageviews.  

1  2  

กุญแจทอง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เบอร์โทร 0811563033 ครับผม
อยากมีส่วนพัฒนาเด็ก สร้างโรงเรียน
หรือสนับสนุนครูอาสา โทรมาได้ครับ
Friends' blogs
[Add กุญแจทอง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.