...spring...summer...fall...winter... no matter how many seasons have changed , don't give up your dream!!
Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวลาว(๙)... ลาแล้ว หลวงพระบาง..(จบบริบูรณ์)

ในที่สุดก็มาถึงตอนอวสานกันซะที...


ขอบคุณหลายเด้อสำหรับคนที่เฝ้าติดตามอ่านมาตลอด

ในภาคจบนี้เลยขอสมนาคุณให้ชมภาพเก็บตก และที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวที่ชาวลาวยึดถืออย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

ซึ่งผู้ที่ต้องการตักบาตรข้าวเหนียวนั้นต้องตื่นเช้ากันสักหน่อย เพราะที่หลวงพระบางนี้พระสงฆ์จะบิณฑบาตกันตอนเวลาประมาณเกือบหกโมงเช้า ส่วนข้าวเหนียวนั้นก็สามารถหาซื้อกันได้ที่ตลาดเช้า หรือไม่ก็ตรงริมฟุตบาทหน้าพระธาตุพูสีที่ซึ่งพระสงฆ์จะเดินผ่านมาเป็นขบวนยาวเหยียดสวยงามมาก ซึ่งอาจมีราคาแพงกว่าที่ตลาดเช้าแต่ก็มีบริการเก้าอี้และเสื่อรองนั่ง ดอกไม้หรือขนมสำหรับใส่บาตรเพิ่ม

บรรยากาศยามเช้าในการตักบาตรข้าวเหนียวจะดีแค่ไหน ขอเชิญทัศนาได้ ณ บัดนี้จ้า... แต่ขอออกตัวเลยว่าช่วงที่ไปนี่ฟ้าปิดสุดๆ ถ้ามีแดดอ่อนๆ ยามเช้าสักนิด ภาพคงจะน่าดูขึ้นอีกเยอะเลย

















และในเช้าวันสุดท้ายที่พวกเราจะต้องเดินทางกลับ... เราได้ใช้เวลาช่วงเช้าที่เหลืออันน้อยนิดเดินเก็บภาพและดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เมืองหลวงพระบางต่ออีกหน่อย

แต่การเดินทางของพวกเรายังไม่จบแค่นั้น...

พวกเราต้องฟันฝ่าหุบเขาเส้นเดิมท่ามกลางสายฝนและหมอกหนาจัดไปอีกเกือบตลอดวัน และยังต้องเจอวิกฤตเมื่อต้องมาต่อรถไปสะพานมิตรภาพ โดนคนขับสามล้อหลอกกินเงินไปร้อยบาท ได้แค่ขับพาวนไปวนมา แล้วท้ายสุดก็ปล่อยให้พวกเราลงที่ไหนก็ไม่รู้พร้อมกับคำสารภาพว่าไปไม่ถูก

พวกเราจึงต้องโบกรถคันใหม่ที่พาพวกเราวิ่งไปด้วยความเร็วสัก ๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้มั้ง วิ่งไปเรื่อย...เรื่อย... ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ มืดก็มืด หนาวก็หนาว ฝนก็ตกแล้วยังกระเซ็นสาดจนทุกคนเปียกโดยทั่วกัน ไหนจะต้องนั่งลุ้นให้ไปทันเวลารถออกจากท่ารถที่ฝั่งไทยอีก

ยังครับ... ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเสร็จขั้นตอนตรวจพาสปอร์ตที่ฝั่งลาวแล้ว โชคดีเหลือหลายที่เจอคนขับแท็กซี่คนไทย ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย ใจชื้นขึ้นมานิดนึง ... แต่ที่ไหนได้ดันเกือบโดนเอาเปรียบเรื่องราคาค่าโดยสารอีก ต้องถกเถียงกันอยู่นาน ก็ได้แม่สาวช่างเม้าท์ของเรานี่แหละวีนเข้าไปช็อตนึง นึกย้อนกลับไปแล้วมันก็น่ากลัวใช่ย่อยเลย ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามคนที่อยู่ต่างถิ่น แล้วดันไปมีเรื่องมีราวกะชาวบ้านเค้าเนี่ย

การไปเที่ยวลาวในครั้งนี้พวกเราได้ผจญอุปสรรคเกือบตลอดเส้นทาง บ้างก็สวยงาม บ้างก็ช่างไม่น่าจดจำ โดยเฉพาะเรื่อง 'รถ' ที่เป็นปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเราเลยเหมาเอาว่าเป็นเพราะรถแท็กซี่ขี้วีนคันแรกที่พวกเราโบกจากนิด้าไปหมอชิตนั่นแหละ ที่ทำให้ฤกษ์การเดินทางเสียหมด ...

ทั้งหมดนี่ก็ถือซะว่าเป็นบทเรียนสำหรับการแบ็กแพ็คครั้งต่อไปละกันนะ

เราเลยอยากจบเรื่องเที่ยวลาว ไว้ด้วยความทรงจำดีๆ ภาพนี้ละกัน



... ... ... เป็นภาพของแก๊งค์เพื่อนสาวของเรา พร้อมกับผู้บ่าวชาวลาวเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ที่พวกเราไปพัก... ... ...




 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 20 กันยายน 2550 10:57:50 น.
Counter : 710 Pageviews.  

เที่ยวลาว(๘)... ท่องราตรี... ที่เมืองหลวง(พระบาง)

หลังจากพักผ่อนอาบน้ำอาบท่า และเติมพลังกันจนเต็มที่แล้ว พวกเราก็ให้รางวัลชีวิตกับวันหนักๆ อันแสนเหนื่อยนี้ด้วยการไปเดินเล่นชิวๆ กันที่ตลาดมืด

ซึ่งอันที่จริงเนี่ย ตั้งแต่มาถึงหลวงพระบางก็มาเดินตลาดมืดกันทุกคืนเลย... แต่คืนนี้อาจจะพิเศษกว่าคืนอื่นๆ เพราะเป็นคนส่งท้าย และอำลา

พวกเราเดินตลาดมืดนี้จนชินทุกซอกซอย ถึงขนาดที่จำหน้าแม่ค้าได้แล้วด้วย ว่าคนไหนต่อราคาแล้วลดให้เท่าไหร่ ... ... ... ก็สองสามคืนที่ผ่านมาเนี่ย พวกเราต่อราคามาแล้วเกือบทุกร้าน ซื้อเสื้อที่ประทับสัญลักษณ์ของ สปป. ลาว ไปแล้วกว่าสามสิบตัว แล้วก็ยังสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

คืนนี้เลยเป็นแค่การมาเดินชม แล้วเก็บตกของฝากอีกนิดหน่อย ... เราเลยมีเวลาหามุมถ่ายภาพเยอะเป็นพิเศษ






















 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 18 กันยายน 2550 12:13:37 น.
Counter : 283 Pageviews.  

เที่ยวลาว(๗)... เที่ยวถ้ำย่ำน้ำตก

มันเป็นเช้าวันที่ไม่สดใสเลย .. เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งเป็นที่สุด

เมื่อวานเราโดนขโมยรถจักรยานที่เช่ามา

เราจอดรวมไว้กับรถของเพื่อนๆที่ขนาบด้านข้างอีกสองคัน หน้าพิพิธภัณฑ์ ตรงทางขึ้นพระธาตุพูสี ซึ่งถือว่าเป็นถนนเส้นใจกลางเมืองเลย... รถของเราคงไม่ได้ถูกตัดล็อกแต่อย่างใด เพราะคาดว่าขโมยคงจะยกใส่กระบะไปทั้งคัน ...

มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่ที่จักรยานของนักท่องเที่ยวมักจะสูญหายอยู่เสมอ ... มันเป็นคำเตือนจากชาวลาวคนหนึ่ง แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราจนได้ ทั้งๆ ที่ล็อกล้อไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงขอเตือนไว้เป็นอุทาหรณ์ ว่าถ้าจะล็อกรถจักรยานล่ะก็ ต้องล็อกรวมกันไว้หลายๆ คัน เพราะจะได้เพิ่มความยากให้เจ้าหัวขโมย

ณ นาทีนั้น... จะบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เชิงนักหรอก ... ... ...เรายังคงเดินเที่ยวต่อตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะจะไปติดต่อแจ้งความหรือให้ใครช่วยค้นหาก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ... ... ... เขาเล่ากันว่าไม่เคยตามคืนมาได้เลยสักคัน

และแล้วธนบัตรไทยใบละพัน สองใบ ก็ถูกควักออกจากกระเป๋าตังค์ มันคงต้องเป็นอย่างนี้แหละ ชดใช้ค่าเสียหาย

จะว่าไปเงินสองพันมันก็ไม่มากไม่น้อยสำหรับค่าจักรยานในเมืองที่อยู่ห่างไกลและการคมนาคมยากลำบากเช่นนี้ แต่มันแค่ผิดแผนจากที่คาดไว้ เลยต้องใช้ความเงียบ สงบ(ตามลำพัง) สยบทุกสิ่ง... ตั้งสติ แล้วดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ
เงินสองพันนั้นก็ถือซะว่าซื้อประสบการณ์ สอนให้ระมัดระวังเรื่องต่างๆ มากขึ้น (จากที่ระวังมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม)











พวกเราได้ไปเที่ยวถ้ำติ่ง ซึ่งมีภาพเขียนฝาผนัง(ที่คงจะสวยงามและมีค่าทางวัฒนธรรม ...) ไม่ได้เข้าไปดู เพราะกว่าจะเดินขึ้นไปติ่งล่าง... ก็ว่าเหนื่อยแล้วนะ ไหนจะต้องไปติ่งบนอีก ... ไกลว่าเดิมอักโข แถมยังเป็นทางลาดชัน ประหนึ่งว่าได้ไปปีนเขาก็ไม่ปาน เลยหมดแรง ไม่เข้าไปในถ้ำ เพราะรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ได้แค่ชะเง้อมองไปจากข้างนอก ... หากใครที่ชอบดูพระพุทธรูปแบบต่างๆ ไปที่นี่ไม่ผิดหวังเลย มีเยอะมาก หลายปางหลายอิริยาบท หลายขนาด ให้ชมกัน











ระหว่างทางเดินกลับจากติ่งบนลงมาติ่งล่าง ทั้งเหนื่อย ทั้งเมื่อยล้า... เราเจอเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาเสนอขายหินก้อนเล็กๆ รูปทรงแปลกๆ ในราคาก้อนละพันกีบ ... เราซื้อมาก้อนหนึ่ง แล้วเดินจากไปเงียบๆ มือกำหินก้อนนั้นไว้แน่นในใจครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง

วันนี้เป็นวันจันทร์ ไยเด็กๆ เหล่านี้ถึงไม่อยู่ที่โรงเรียน

ไม่ทันไรก็มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาจะขายอีก เราเลยต้องแสดงหินที่กำอยู่ในมือให้ดู เด็กเหล่านั้นหน้าจ๋อยลง เราเลยจัดการรื้อค้นขนมทุกอย่างที่เตรียมไปเป็นเสบียงระหว่างวันออกมา ไม่ว่าจะเป็นคัสตาร์ด ลูกอม ช็อกโกแลต ออกมาให้เด็กๆเอาไปแบ่งกินกัน ...อย่างเอร็ดอร่อย ... ... ... จากนั้นบทสนทนาอีกมากมายระหว่างเด็กน้อยและผู้มาเยือนก็เริ่มต้นขึ้น...

เด็กๆ เล่าให้ฟังว่าพวกเค้าต้องมาช่วยพ่อแม่ขายหินที่ระลึกทุกๆ วันเสาร์อาทิตย์ แต่เพราะช่วงนี้ปิดภาคเรียน พวกเขาจึงออกมาช่วยขายของด้วย แต่ว่าขายไม่ค่อยดี เพราะคนไม่ค่อยนิยมมาเที่ยวถ้ำกันเท่าไหร่ อีกทั้งยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลยสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ค่อยจะรู้เรื่องกัน

เมื่อพูดคุยและนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อ...

...แชะ... เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นในความนิ่งไหวของสรรพสิ่งรอบกาย มันเป็นภาพแห่งความทรงจำที่ดี เราประทับใจกับการต้อนรับอันอบอุ่นของเด็กกลุ่มนี้ ความใสซื่อ บริสุทธิ์... ไร้การปรุงแต่ง



แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาอันแสนสั้นที่ได้ทำความรู้จัก... แต่มันจะอยู่ในความทรงจำที่ดีกับเราไปอีกนาน... อย่างน้อยมันก็มาทดแทนสิ่งเลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นที่นี่ไปได้

เมื่อเดินออกห่างจากเด็กกลุ่มนั้นมาสักพัก เราหยิบหินก้อนที่เพิ่งซื้อมาดูอีกครั้ง แล้วขว้างมันออกไปสุดแรง หินก้อนน้อยๆ ลอยพุ่งไปทางสายน้ำโขงที่ไหลทอดเป็นแนวยาวอยู่เบื้องหน้า ... .. ... หินก้อนนี้เป็นทรัพย์สมบัติคู่ริมโขงแห่งนี้ ที่เปรียบเสมือนสายเลือดหล่อเลี้ยงประเทศลาวมาอย่างยาวนาน เราเป็นเพียงนักท่องเที่ยวขาจรที่แวะผ่านมา ไม่ควรค่าที่จะครอบครองหินนี้ไว้หรอก... เรามองหินก้อนนั้นพวยพุ่งออกไปอย่างมีความสุข เพราะนั่นเป็นไปตามเจตนารมย์ของเราตั้งแต่แรกที่ซื้อหินก้อนนั้นมา...



นอกจากนี้ก็ยังได้ไปเที่ยวน้ำตกตาดกวางสี ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของวันนี้เลยทีเดียว

นั่งรถขึ้นเขากันไปจนคอพับคออ่อน เมื่อถึงน้ำตกสิ่งแรกที่ได้เห็นคือหมีและเสือที่อยู่ในกรงตรงทางเข้าน้ำตก เพลิดเพลินกันอยู่สักพัก ก็เดินต่อไปน้ำตกชั้นแรก

ว้าว... น้ำเป็นสีเขียว เหมือนสระมรกตเลย แถมกว้างด้วย มีคนเล่นน้ำกันเต็มเลย
เราชักภาพมาได้ภาพหนึ่ง แล้วรีบออกเดินต่อเพราะยังมีอีกหลายชั้น



เค้าเล่าว่าถ้าขึ้นไปขั้นบนสุดก็จะได้เห็นน้ำตกน้องๆ ทีลอซูบ้านเราเลยล่ะ ยิ่งดึงดูดใจให้อยากขึ้นไปเร็วๆ แล้วสิ พอถึงชั้นที่สอง เสียง "แชะ" ดังขึ้นพร้อมกับเม็ดฝนเม็ดอวบอ้วนที่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว พวกเรารีบเก็บกล้องพลางเดินกึ่งวิ่งลงไปหลบฝนที่ข้างๆ กรงหมี ที่ข้างๆ ก็เป็นกรงเสือ เป็นอันว่าได้หยุดดูเสือตัวนั้นหงุดหงินงุ่นง่านอยู่เป็นชั่วโมง

เมื่อฝนซาลง จึงได้ทีรีบเดินกลับลงไปลานจอดรถ สรุปว่าไฮไลท์ของวันนี้ก็มาจบลงที่การนั่งมองเม็ดฝนร่วงหล่นลงจากหลังคาจาก ในร้านส้มตำ...



มันเป็นน้ำตกที่สวยงาม อลังการ และน่าพิศวงจริงๆ ... พวกเราได้ยินบรรดานักท่องเที่ยวฝรั่งเม้าท์กันในรถ แถมยังอวดโฉมภาพถ่ายกันอีกยกใหญ่ ก็ว่าจะขอให้เค้าส่งเมลล์ให้แล้ว แต่ช่างมันเหอะ หาโหลดเอาจากเว็บไซต์มาดูก็ได้




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2550    
Last Update : 14 กันยายน 2550 9:04:51 น.
Counter : 191 Pageviews.  

เที่ยวลาว(๖)... หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก

หลวงพระบาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ ความเป็นมรดกโลกของหลวงพระบางที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือ สถาปัตยกรรมของวัด และอาคารบ้านเรือนแบบโคโลเนียล

เมืองหลวงพระบางจัดว่าเป็นสังคมที่มีพระพุทธศาสนาฝังเป็นแก่นแกนฝังรากที่มั่นคง และยังคงมั่นมาจนจวบปัจจุบัน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองหลวงพระบางก็ ได้แก่ พระธาตุพูสี ซึ่งถือว่าเป็นหลักเมืองของหลวงพระบาง จากพระธาตุพูสีนี้จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบเมืองหลวงพระบางที่มีแม่น้ำคานโอบล้อมเอาไว้

แต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาที่พวกเราไปหลวงพระบางนั้นเป็นฤดูฝน ทำให้ท้องฟ้าหม่นเกือบตลอดวัน เลยไม่สามารถเก็บภาพพระธาตุพูสีที่มีสีทองสุกปลั่ง.. (ดังที่มีคนเคยบรรยาย) มาฝากกันได้นะ









หอพิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง... เดิมเคยเป็นพระราชวังหลวงที่พำนักของเจ้าชีวิต ก่อสร้างในสมัยพระเจ้าสักกะริน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ ปัจจุบันรัฐบาลลาวได้ใช้พระราชวังหลวงนี้เป็นหอพิพิธภัณฑ์

ภายในบริเวณของหอพิพิธภัณฑ์ จะสามารถมองเห็นต้นตาลขนาดใหญ่วางขนาบทั้งซ้ายขวา อีกทั้งยังมีหอพระบาง, อนุสาวรีย์พระเจ้าศรีสว่างวงศ์ (พระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ สปป. ลาว)









นอกจากนี้ก็ยังมีที่เที่ยวทางศาสนาอื่นๆ เช่น วัดวิชุน, พระธาตุหมากโม, วัดเชียงทอง, วัดหนอง, วัดแสน, วัดแสนสุขาราม ฯลฯ




















 

Create Date : 21 สิงหาคม 2550    
Last Update : 4 กันยายน 2550 17:57:53 น.
Counter : 491 Pageviews.  

เที่ยวลาว (๕)_สบายดี หลวงพระบาง

คืนแรกที่หลวงพระบางนั้นค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร เพราะถึงท่ารถตอนพลบค่ำ มองอะไรก็ออกจะลำบาก แถมยังเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเอาซะเล้ย...

อันดับแรกพวกเราจึงเหมารถเข้าเมือง จากนั้นก็เดินหาที่พักเพื่อพักผ่อนกายาสำหรับวันอันแสนหฤโหดนี้ซะก่อน

รุ่งเช้าวันแรกในเมืองหลวงพระบาง อีฉันและบีบี๋ไกด์สาวจึงออกไปสำรวจที่ทางสำหรับตักบาตรข้าวเหนียว และหาที่พักใหม่ที่ใกล้กับพระธาตุพูสีมากขึ้นเพราะจะได้ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เหมาะกับการเดินเท้ายิ่งนัก (ปล่อยให้เพื่อนสาวอีกนางหนึ่งนอนพักผ่อนต่อที่เกสท์เฮ้าส์)

อันที่จริงเมืองหลวงพระบางนั้นมีถนนเส้นหลักแค่ไม่กี่สาย อีกทั้งทุกสายก็ถูกเชื่อมเข้ากันด้วยซอกซอยเล็กๆ ที่นี่จึงไม่ใช่เมืองที่ซับซ้อนอะไรมากนัก (รูปแบบผังเมืองคล้ายแบบสี่เหลี่ยม ที่ถูกจัดเป็นบล็อกๆ)

หลังจากที่ได้ติดต่อที่พักใหม่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ไปเดินเที่ยวตลาดเช้า ซึ่งก็เหมือนตลาดสดเมืองไทยบ้านเรานี่เอง เพียงแต่การเดินตลาดเช้าที่หลวงพระบางนี้ออกจะตื่นตาตื่นใจกว่าเล็กน้อยเพราะมีสินค้าที่รูปร่างหน้าตาแปลกไปจากที่เคยพบเห็น









จากนั้นก็ได้ไปกินกาแฟปาท่องโก๋ที่ร้านยอดฮิต ที่มีชื่อว่า "ปะชานิยม" ฮิตกันทั้งในหมู่ชาวลาวและชาวไทย เพราะอ่านรีวิวของใครๆ ที่เคยไปเที่ยวหลวงพระบาง ต่างก็ต้องดั้นด้นไปชิมกาแฟร้านนี้กันทั้งนั้น...





จากนั้นก็ได้เดินชมบ้านเมืองต่ออีกสักพักใหญ่...











ปล. "สบายดี" ในภาษาลาวก็หมายถึง "สวัสดี" แบบบ้านเรานี่เอง




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 18:30:44 น.
Counter : 682 Pageviews.  

1  2  3  

pangfoto
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง
...ไปตามเส้นทางของเรา!!
Friends' blogs
[Add pangfoto's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.