หมากรุกไทย thai chess
xyzzyx
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




"เก่งไม่มีในโลก เพียงแต่เขารู้วิธีมากกว่าเราเท่านั้น"

วิธีเรียนรู้และการสอน(สำหรับอย่างอื่นด้วยครับ)
1.เรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ก่อน ข้อกำหนด การปฏิบัติเบื้องต้น โดยเลียนแบบและทำตามไปก่อน
2.เรียนรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นๆ โดยเน้นเรื่องที่จำเป็นก่อน
3เรียนรู้และทำความเข้าใจเพิ่ม สามารถจัดหมวดหมู่ และอธิบายได้
4.สะสมความรู้และประสพการณ์ สามารถสร้างแนวทางใหม่เพิ่มเติม โดยมีแนวทางหลักตามที่เรียนมา สอนผู้อื่นตามหลักการ หวังระดับคาดหวังได้ค่อนข้างแน่นอน
5.สูงสุดคืนสามัญ เรียนรู้แนวทางอื่น ปรับใช้ แก้ปัญหาได้ตลอด ไม่ยึดติดแนวใดแนวหนึ่ง สอนผู้อื่นตามความเหมาะสมกับวิถีและระดับการเข้าใจของผู้เรียน
กรอบและแกนการเล่น
1.เริ่มเกม 2.ดำเนินเกม 3.หาทางให้มีเปรียบมากกว่า 4.ทำให้มีโครงสร้างการถูกรุกจน 5.การรุกให้จน 6.การหาทางเสมอ 7.การพลิกสถานการณ์

การแบ่งเพื่อระยะเข้าใจ
...1.ระยะเตรียมพร้อม 2.ระยะดำเนินการและเฝ้าระวัง 3.ระยะแตกหัก 4.และระยะทำลายขั้นสุดท้าย
หรือ
...1.ระยะเปิดหมาก 2.แปรรูป แปรทาง 3.ขยายตัว พันตู 4.เบียด 5.ไล่และรุกจน

สิ่งควรจำและระลึกในใจ และประกอบการคิดหาตัวเดิน


การเล่นแบบไว
-อย่าหลับหูหลับตาเดินตามที่ตั้งใจ
-ดูตัวที่เขาเดินมา และที่เดินก่อนหน้า
-ดูตัวใกล้ ดูตัวไกล จะให้ดี ดูครบ8แนวตั้งและ8แนวนอน
-หาทางให้ได้เปรียบ อย่างน้อยหนึ่งอย่าง อย่าให้เขามีช่องบุก โดยเฉพาะการบุกแบบสายฟ้าแลบ
-ไม่ว่าจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ให้ระลึกว่า มักมีสิ่งที่ตรงข้ามอยู่ด้วยเสมอ อาจแฝงอยู่หรือแสดงออกชัดเจน และผลกระทบอาจมากน้อยต่างกัน
-หาทางขยายความได้เปรียบหรือทำให้ชัดขึ้น แต่อย่าให้ความเสียเปียบที่แฝงอยู่แสดงฤทธิ์ได้ นั่นคือหาหมากเด็ด
-หาทางลดการเสียเปรียบ หรือให้พลิกกลับข้าง และพยายามขยายความได้เปรียบที่มีบ้างให้ชัดเจน แต่หาให้เจอ นั่นคือหาตัวพลิกสถานการณ์
-พยายามอย่าให้พลาด เบี้ย 1ตัว อาจเสียหายทั้งกระดานได้
-อย่าท้อ ปาฏิหารย์มีเสมอ
-อดทนจนกว่ามีการพลาด

ถ้าเล่นแบบเดินช้า
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add xyzzyx's blog to your web]
Links
 

 

การได้เปรียบเสียเปรียบ 2

ลักษณะที่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ
*โครงสร้างหน้าเบี้ย
*ตำแหน่งหมากใหญ่
*ที่อยู่ขุน
*วิธีการเดิน(รูปแบบการเดิน และกลยุทธ)
*จังหวะ และลำดับการเดินตัวก่อนหลัง ที่ถูกต้อง
*รูปแบบที่ครงกับกลยุทธที่มีแนวปฏิบัติแน่นอน(รูปหมาก กลหมาก)
--------------------------------------------------------------------------------
ตำแหน่งหมากใหญ่ที่ดี
*แท่น
*โพรงและโพรงกระรอก
*บ่อ
*ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม
*คลองเรือ
*เรือกดขุนหรือหมากอื่น
---------------------------------------------------------------------------------
*แท่น

-ม้าดำที่ตำแหน่ง ค5 มีลักษณะการวางบนเบี้ยขาว
-ลักษณะการวางแบบนี้ ฝ่ายขาวจะไม่สามารถไล่ม้าดำตัวนี้ง่ายๆ นอกจากยอมใช้หมากใหญ่มาแลกเบี้ยดำ
-นอกจากนี้ม้าดำอาจสลับให้โคนมายืนตำแหน่งแทนได้
-ดังนั้นตำแหน่ง ค5 ถือว่าเป็นแท่นม้าแท่นโคนของหมากดำ
--------------------

-รูปข้างบนนี้แสดงลักษณะแท่นม้าดำที่ ข5
-นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งที่สามารถสร้างแท่นม้าแท่นโคนที่ตำแหน่ง ฉ5 อีกตำแหน่งหนึ่ง
-แนวเดินโคนจากตำแหน่ง ฉ7 ไปอยู่ที ฉ5 เขาเรียกว่า "ทางโคน"
--------------------

-แสดงแท่นม้า แท่นโคน และทางโคนอีกรูปหนึ่งครับ
--------------------

-ฝ่ายดำมีแท่นม้าทางโคนที่ดี จึงได้เปรียบเพราะมีช่องทางโจมตีมากกว่า ฝ่ายขาวก็มีโอกาสโจมตีนะครับ เพียงแต่ช่องทางมีน้อยกว่า
-จากผลของแท่นม้าทางโคนดังกล่าว ดำสามารถเลือกโจมตีขาวได้หลายวิธี ซึ่งอยู่ที่ความเห็นของดำ ว่าฝ่ายตัวเองพร้อม และปลอดภัยหรือเปล่าเมื่อโจมตี
-ตัวอย่างทางเลือกเช่น
1.ใช้ม้ากินสองโคนเบี้ย เป็นการโจมตีย่อย หรือ..
2.ใช้เรือกดม้าขาวและขุนขาว เพื่อกินม้าหรือกินเม็ด เป็นการโจมตีใหญ่ต่อขุนโดยตรง แต่ดำต้องรักษาความปลอดภัยขุนตัวเองใด้ดี หรือ..
3.เดินขุนดำหนีตากด เพื่อหาความปลอดภัยก่อน แต่ทำให้โอกาสได้โจมตีช้าลงไป อันนี้ต้องฝึกการดูจังหวะให้ดีครับ
4.ดำอย่าเผลอเอาเรือ ญ8 กินเบี้ยขาว ญ3 จะโดนรุกฆาตกินเรือเอาตอนหลัง
-----รูปที่แสดง เน้นการมองและรู้จักคำว่า"แท่น" ไม่ได้เน้นรูปแบบการโจมตีนะครับ
-"แท่นม้าแท่นโคน"คือตำแหน่งหมากใหญ่ที่ได้เปรียบ (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ชนะแน่นอน อย่าดีใจจนเดินผิดพลาดนะครับ)
--------------------------------------------------------------------------------
*โพรงและโพรงกระรอก
-"โพรง"สื่อความหมายถึงช่องทางเดินที่ตัวหมากสามารถเดินสูงขึ้นไปได้สะดวก
-"โพรงกระรอก"สื่อความหมายถึงช่องทางเดินที่หมากสามารถเดินสูงขึ้นไป และเดินย้อนกลับได้สะดวก และยังสลับตัวหมากไปทดแทนตำแหน่งกันได้ตามใจ และตามกลยุทธที่ต้องการ
--------------------

-รูปข้างบนแสดงโพรงเม็ดที่ ง4 และ ฉ4 สังเกตุรูปแบบที่เรียกว่า"โพรง"ไว้ก่อนนะครับ
-ดำยังสามารถสร้างแท่นม้าที่ ง6 ได้ด้วย...แต่เป็นแท่นม้าในตำแหน่งต่ำ อำนาจการกดดันอาจไม่มากเท่าที่ควร
--------------------

-รูปที่สองแสดงหน้าเบี้ยฝ่ายดำ ตั้งแต่ ก ถึง ง ซึ่งแตกเป็นโพรง ทำให้โคนขาว เม็ดขาว และแม้แต่ม้าขาว สลับไปยืนตำแหน่งได้
-ดังนั้น หน้าเบี้ยของดำเป็นโพรงกระรอก
--------------------------------------------------------------------------------
*บ่อ
-"บ่อ"สื่อความหมายการฝังหมากคล้ายเบี้ยสูง แต่เป็นการฝังสูงของตัวหมากใหญ่(เม็ด โคน...หรือม้า)
-รูแบบบ่อ จะมองคล้ายโพรง แต่บ่อจะมีการยันกับเบี้ยของอีกฝ่าย(เปรียบคล้ายก้นบ่อ) ส่วนโพรงมองเป็นช่องและแนวเดิน

--------------------

-รูปข้างบนแสดงบ่อที่ ง4 ส่วนที่ จ3 ถูกมองว่าเป็นโพรง
-ที่ จ5 สามารถเป็นแท่นของม้าและโคนของฝ่ายดำ
-ลักษณะนี้ ฝ่ายขาวเสียเปรียบ
--------------------

-เช่นกันที่ ง4 เป็นบ่อของเม็ดดำ
--------------------

-รูปนี้ไม่เกี่ยวกับบ่อโพรง แต่อยากให้ฝึกคิดแนวเดินตัว
-ให้ดู บริเวณกลางกระดานในแนว 4 แนว5 และแนว6

-ถ้าฝ่ายขาวได้เดิน จะเห็นได้ว่าเสียเปรียบทุกตัวเดิน เพราะจะทำให้หน้าเบี้ยตัวเองเป็นแท่นและโพรง ซึ่งฝ่ายดำจะบุกยึดและใช้เป็นฐานส่งกำลังเข้าโจมตีต่อไป ดังนั้นขาวอาจพิจารณาตัวเดินในตำแหน่งอื่น ที่ไม่ใช่บริเวณดังกล่าว เพราะแก้ไขได้ยาก สู้บีบดำให้พะวงที่อื่นอาจดีกว่า

-สำหรับฝ่ายดำ ตอนนี้สามารถสร้างแท่นม้า โคนได้แล้ว และควรรักษาแท่นไว้เพื่อเป็นฐานในการโจมตี การเดินหรือการกินเบี้ยและตัดเบี้ยในบริเวณนี้ ต้องพิจารณาให้ดี เพราะอาจสูญเสียแท่นที่สวยงามไป ควรยึดถือคำว่า"ตำแหน่งหมากใหญ่ที่ดี มีคุณค่ามากกว่าโครงสร้างเบี้ย" (ถึงแม้บางครั้งโครงสร้างเบี้ย อาจดีกว่า แต่เป็นส่วนน้อยที่พบเจอแบบนั้น
--------------------------------------------------------------------------------
*ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม
-"ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม"สื่อความหมายถึงการยึดตำแหน่งสูงของหมากตัวใหญ่ แฝงการคุกคามกดดัน มีแนวโน้มสามารถก่อการดี โจมตีได้ตลอดเวลา หรือแฝงนัยที่จะทำร้าย แต่ไม่ชัดเจน หรือเห็นไม่ชัด การใช้คำว่ายึดตำแหน่งจ้องจู่โจม แสดงว่าการยึดตำแหน่งจะไม่ถาวร หากอีกฝ่ายนำหมากมาไล่ ก็ต้องหนี หรือหาตำแหน่งใหม่
-"แท่น โพรง บ่อ"คือการยึดตำแหน่งจ้องจู่โจมนั่นเอง แต่การยึดตำแหน่งค่อนข้างจะถาวร หากอีกฝ่ายจะไล่หรือทำลายลักษณะดังกล่าว จะต้องใช้หมากที่มากกว่า หรือ แลกกับความเสียเปรียบแบบอื่นที่เสียเปรียบมากขึ้น จึงจะทำลายได้

-การยึดตำแหน่งจ้องจู่โจมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นม้า เพราะเคลื่อนตัว บุกถอย และเปลี่ยนที่อยู่ได้ไว ทำให้ระวังยาก
-ดังนั้นเมื่อมีโอกาสก็ควรส่งม้าขึ้นไป ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม
-และถ้าฝ่ายตรงข้ามส่งม้ามายึดตำแหน่งดังกล่าว ให้ระวัง หมั่นสังเกตุ หรือไล่ไปเสีย
-รูปข้างล่างนำมาจากเกมที่เล่นใน Thaibg.com ครับ

-รูปข้างบน ม้าดำที่ ญ5 ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม จะเห็นว่าไม่มีแท่นมีโพรง แต่ม้าดำขอยืนไว้ก่อน และตำแหน่งนี้ขาวไล่ม้าดำออกไปก็ยากพอควร
--------------------

รูปที่สองนี้ ม้าขาว ฉ4 ยึดตำแหน่งจ้องจู่โจม
-ซึ่งในเกมที่เล่นจริง ปรากฏว่าม้าตัวนี้ ได้รุกฆาตกินแลกเรือเสียด้วย ทำให้ดำเริ่มเสียเปรียบถึงแพ้ในที่สุด
--------------------

-ม้าขาว จ4 ยืนเฉยๆหลังจากกินแลกเบี้ย ไม่มีแท่น ไม่มีโพรง แต่ถ้าไม่ไล่ ก็ไม่กลับ ยืนจังก้าจ้องหาโอกาสอยู่ตรงนั้นไปก่อน
--------------------

-ม้าขาว ค4 เตรียมรุกฆาตแลกกินเรือ
-ถ้ายังไม่ได้รุกฆาต ก็จะยืนรอไปก่อน แถมยังวางแผนจะเอาเรือกดขุนดำ เพิ่มการกดดันอีกแรงหนึ่ง
--------------------------------------------------------------------------------
*คลองเรือ
-"คลองเรือ"ในการเล่นหมากรุกไทบ จะหมายถึงความสะดวกในการเดินหมากเรือ
ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้คำว่า"คลองเรือ" เมื่อเรือสามารถเดินได้ตามยาวของช่องได้ตลอด ไม่ว่าจะด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน

-คลองเรือมีสองแนว แนวตั้ง และแนวนอน มักใช้อักษรประจำช่องเรียกเช่น คลองเรือ ก,คลองเรือ ข,คลองเรือ 6,คลองเรือ7

-การเล่นในขณะที่ตัวหมากยังมากอยู่
*คลองเรือแนวตั้งจะยึดครองได้ง่ายกว่า
*คลองแนวนอนจะมีผลกดดันการเดินได้มากกว่า

-ในช่วงท้ายเกมที่ตัวหมากไม่มาก
*คลองเรือทั้งแนวตั้งหรือแนวนอน จะต่างกันไม่มาก เพราะเน้นการบังคับการเดินขุนให้แคบและติดขอบกระดาน

แต่โดยทั่วไป
-ในแนวนอน คลองเรือ 7 จะสำคํญ และทำให้ได้เปรียบมากที่สุด รองลงมาคือ คลองเรือ 6
-ในแนวตั้ง คลองเรือ ก,คลองเรือ ข,คลองเรือ ค จะมีคุณค่ามาก



สองรูปข้างบน แสดงถึงคลองเรือที่ฝ่ายดำจับจองยึดครองได้
--------------------

-รูปนี้ขาวได้คลองเรือ ช และมีบ่อเบี้ย ทางโคนที่ จ5 ฉ5
- ดำได้คลองเรือ ญ แต่ค่อนข้างไม่มีประโยชน์
-การป้องกันตัว และทางบุกหมากขาวดีกว่า
--------------------------------------------------------------------------------
*เรือกดขุนหรือหมากอื่น

-รูปข้างบน ฝ่ายขาวเดินเรือจาก ก1-ฉ1 กดขุนฝ่ายดำ ตาต่อไปฝ่ายดำได้เดิน
-จะเห็นว่า ฝ่ายขาวมีแนวทางในการโจมตีฝ่ายดำได้มากกว่า มีโอกาสกินตัว และกดดันขุนดำจนถึงได้รุกจนได้ง่ายกว่าฝ่ายขาว ซึ่งภาษาหมากรุกเรียกว่า"เบียด"
-การเดินต่อไปอยู่ที่ความคิดเห็นในการเบียดของฝ่ายขาว ว่าจะเบียดอย่างไร จึงจะได้กินตัวและรุกดำให้จน
--------------------
>>>>>>>>
-ข้างบนเป็นเกมที่เกิดขึ้นจริง
รูปแรกเป็นตำแหน่งหมากก่อนจะเป็นรูปที่สอง เบี้ยดำยังคงบังการกดขุนของเรือดำอยู่
-ขาวได้เดินม้ามากินเบี้ยดำ ทำให้เรือดำเป็นลักษณะกดขุนฝ่ายขาวทันที
-เนื่องจากฝ่ายดำได้เดินเป็นตาต่อไป จึงใช้ความได้เปรียบของเรือกดขุนโดยเดินม้าจาก ค6-จ5 ทำให้ขุนขาวถูกเรือดำกดอย่างสมบูรณ์ และยังจะสามารถมีแนวทางเดินหลังจากนี้ได้อีกหลายแบบ ขึ้นอยู่กับตาเดินของขาวที่จะเดินตัวต่อไปเช่น ใช้เบี้ยกินม้าดำ หรือเดินขุนหนีตากด
-ถ้าใช้เบี้ยกินม้าดำแต้มจะไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ถ้าเดินขุนหนีตากด จะมีแต้มสนุกและน่าสนใจเกิดขึ้น ลองเดินตัวและมองแนวทางต่อไปดูเองนะครับ
-ผมไม่อาจกล่าวละเอียดกว่านี้ได้ เพราะอาจละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นได้
กล่าวได้แต่ว่าทุกตาเดินต่อไปของขาว ทำให้เสียเปรียบมากขึ้นทุกตัว
--------------------

-รูปบนนี้ขาวได้เปรียบดำหลายอย่าง สามารถสร้างแท่นม้าโคนที่แถว 4 แต่ขาวไม่รีบร้อนกระทำ และนำเรือมาไว้ ก 4 ผูกโคน และกดขุนดำเพื่อสร้างความได้เปรียบเพิ่ม ทำให้มีแนวทางโจมตีดำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองวางแผนโจมตีดำดูนะครับ
--------------------------------------------------------------------------------
ตำแหน่งที่อยู่ของขุน
-นายสม บรมสุข อดีตแชมป์ 10 ปี ของประเทศไทยเคยกล่าวไว้ว่า "ใครเดินตัวหมาก เรือ ม้า โคน เม็ดและเบี้ยเก่ง หากลัวเกรงไม่ หากแต่กลัวคนที่เดินขุนเก่งเท่านั้น"
-ตำแหน่งของขุน จึงมีความสำคัญต่อการได้เปรียบเสียเปรียบเช่นกัน
-ขุนที่อยู่ในตำแหน่งปลอดภัย ถูกโจมตียาก ย่อมถือว่าได้เปรียบ
-ขุนที่มีโอกาสถูกโจมตีง่าย เพราะที่อยู่ไม่เหมาะสม ย่อมถือว่าเสียเปรียบ
-ในกรณีเกมใกล้จบ ตำแหน่งขุนที่เหมาะสม จะทำให้ไล่ได้ง่าย
--------------------

-รูปแรกนี้ เป็นจังหวะดำได้เดินครับ
-ดูเหมือนขาวได้เปรียบดำมาก แต่เนื่องจากตำแหน่งขุนขาวไม่เหมาะสม ดำจึงเดินขุน ฉ3-จ3
-ทำให้ขาวต้องหนีขุนอย่างเดียว เกมจึงเสมอกันไป
-ถ้าขาวเดินมาติดกินเรือ(มาอยู่ ข1) เรือดำจะเดินหนีไป ญ2 ขาวจะจนสถานเดียว ดังนั้นขาวจำเป็นเดินขุนไปมาเพื่อเสมอเท่านั้น ทั้งนั้เป็นผลมาจากตำแหน่งขุนที่เสียเปรียบนั่นเอง
--------------------

-รูปนี้เรือขาวพยายามไปยึดคลอง 7 แต่ดูแล้วไม่น่าจะยึดได้ถาวร
-นอกจากนี้ยังทำให้ดำขยายตัวหมากได้สะดวกขึ้น
-ตำแหน่งขุนขาวในขณะนี้เป็นตำแหน่งไม่ค่อยปลอดภัย
-และจากหมากลักษณะนี้ ดำเดินบียดฝ่ายขาวจนได้เปรียบมากขึ้น ในท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้
--------------------
*ตำแหน่งขุน มักแบ่งเป็นสามอย่างคือ
ก.ตำแหน่งขุนปลอดภัย
-มีความสำคัญมากในตอนต้นเกม ช่วงเปิดเกมและแปรทาง จะเน้นความปลอดภัยขุนให้มากที่สุด
ข.ตำแหน่งขุนไล่
-จะสำคัญในตอนกลางและปลายเกม ช่วงต่อสู้ เบียดและไล่
ค.ตำแหน่งขุนแปรตามรูปหมาก
-จะเน้นความคิดเห็นปรับตำแหน่งขุนเมื่อจำเป็น เปลี่ยนตำแหน่งขุนตามลักษณะหมาก แต่ก็ต้องรู้รูป รู้ตำแหน่งที่เขานิยมใช้กันด้วย จึงจะทำได้ดี
--------------------
ตำแหน่งขุนปลอดภัย
ที่นิยมใช้กัน
1. ตำแหน่งเดิม เรือจะไม่ต่อถึงกัน จึงมักทดแทนโดยการบุกรุก เกาะกุมให้หนัก และตวรตัดตัวโต เช่น เรือ และม้าลง เพื่อเป็นการผ่อนปรนเหตุฉุกเฉินสำหรับขุน อย่างรก็ตาม อาจเดินขุนบ้างตามโอกาส
ตำแหน่งขุนแบบนี้ นายสุรการ วงศ์นิล เป็นผู้นิยมใช้ ปัจจุบันนายสุชาติ ชัยวิชิต นำมาใช้โดยเดินขุนวนไปวนมา ทแยงขวา ทแยงซ้าย แล้วถอยหลังเมื่อถูกเรือกด
2. ตำแหน่งปีกซ้าย 2 ช่องริมที่ ข2 (ขาว)และ ช7(ดำ) เรือเอกมหารู้ ศรีธรรม เป็นผู้นำมาเล่นเสมอ ทำให้การพันตูกลางกระดานมีความสะดวกขึ้น โดยไม่ต้องพะวงถึงขุน โดยมากผู้เล่นม้าเทียมมักจะชอบตำแหน่งนี้
3. ตำแหน่งกลางกระดานที่ จ2 และ ง7 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นักเล่นม้าผูกมักจะชอบ แต่ถ้าเป็นฝ่ายเดินทีหลัง มักถูกโจมตีง่าย ทำให้ต้องเสียเวลาหลบขุนไปที่ ค8 และ ข7 อีก เป็นการเสียเวลาหลายครั้ง และมักเป็นเบี้ยล่างเพราะขุนถูกกดดันก่อน
4. ตำแหน่งกลางกระดานที่ ค2 และ ฉ7 เป็นตำแหน่งขุนที่พบว่านิยมใช้กันมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งมักใช้กับรูปม้าโยงขวา และมีผู้นำมาใช้ประสบความสำเร็จ จนได้เป็นแชมป์ขุนทองคำมาแล้วเช่นกัน
*ตำแหน่งขุนดังกล่าวข้างต้น เมื่อจะต่อสู้กัน บางคนจะเดินขุนหนีมาอยู่ที่ ช2 และ ข7 โดยยอมให้มีการต่อสู้บริเวณใกล้ขุนและหน้าขุน ซึ่งถ้าไม่ใช่แนวรับจรืงๆ จะอันตรายมาก หลายท่านจึงไม่แนะนำให้ขุนอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว และการเดินดังกล่าวจะทำให้เดินช้ากว่าเดิมด้วยอีกทางหนึ่ง*
--------------------
ตำแหน่งขุนไล่
*คงต้องกลับไปดูหัวข้อเดิมในเรื่อง-- รูปรุกจนทั้งหมด รวมทั้งการไล่และหมากกลที่ควรรู้ --
--------------------
ตำแหน่งขุนแปรตามรูปหมาก
*จะเดินเลือกระหว่าง การเดินขุนเมื่อจำเป็น,การดึงตัวมาช่วย แลกกับการกินหมาก การรุกอย่างหนัก และการทำให้ฝ่ายตรงข้ามติดรูปจน
*ผู้ใช้ขุนลักษณะนี้ควรต้องชำนาญรูปหมาก รู้รูปแบบขุนข้างต้นแล้ว รวมทั้งการคำนวณทางเดินของขุนเก่ง หาทางหนี หาทางทุเลาการโดนโจมตีได้แม่น
*ตำราบางตำราแนะนำว่าไม่ควรเดินขุนเร็วไปในตอนเริ่มเกม เท่าที่อ่านดู ผมว่า็มีแนวทางเดินขุนแบบนี้เช่นกัน สังเกตว่าเป็นตำราที่ เน้นการโจมตีหนัก ขึ้นตัวใหญ่ไว มุ่งบุกหนัก แต่หน้าเบี้ยอาจไม่ค่อยสวย

*พูดถึงตำแหน่งการเดินขุนแบบนี้ ก็เพื่อไม่ให้ยึดติดรูปแบบเดิมๆเกินไป ทุกๆท่านสามารถปรุงแต่งปรับเอาเองได้ ขอแต่รู้พื้นฐานให้แน่นเท่านั้น


*ก็ให้เลือกตามชอบกันนะครับ ว่าจะเล่นแบบไหนระหว่าง
_หน้าเบี้ยสวย ค่อยๆเดิน ค่อยๆบีบรัด ค่อยๆสร้างตำแหน่งหมากใหญ่ที่ดี และพยายามให้ขุนปลอดภัย จะได้ไม่ต้องพะวงมาก เกมอาจไปอย่างช้าๆ แต่ได้ทดสอบสมาธิและความอดทนรอคอย ของทั้งสองฝ่าย
_หรือจะเล่นแบบมั่นใจว่าเดินขุนเก่ง คำนวญตารอดได้ดี เน้นตัวใหญ่วิ่งจิ๊ด เอาแต่เค้าโครงรูปหมาก บุกหนัก หน้าเบี้ยไม่สวย แต่สะใจวัยรุ่น
--------------------------------------------------------------------------------
-สำหรับหัวข้อข้างล่าง ผมถือว่าเป็นการได้เปรียบอีกแบบหนึ่ง แต่เป็นการได้เปรียบในลักษณะนามธรรม ดังนั้นอธิบายค่อนข้างยาก
-ต้องอาศัยดูการเล่นบ่อยๆ โดยมีความรู้พื้นฐานเรื่องการได้เปรียบเชิงรูปธรรมอยู่แล้วในใจ ดูบ่อยๆ ถอดหมากบ่อยๆ ในที่สุดจะเข้าใจได้เอง ขอแต่ให้ระลึกไว้ว่าเหล่านี้ก็คือความได้เปรียบเช่นกัน
*วิธีการเดิน(รูปแบบการเดิน และกลยุทธ)
*จังหวะ และลำดับการเดินตัวก่อนหลัง ที่ถูกต้อง (ทั้งการเข้าโจมตี หรือรับและป้องกันการโจมตี)
*รูปแบบที่ครงกับกลยุทธที่มีแนวปฏิบัติแน่นอน(รูปหมาก กลหมาก)
--------------------
ขอยกตัวอย่างจังหวะการเดินสักหนึ่งอัน ส่วนอีกสองอย่างจะค่อยๆคุยในหัวข้อต่อๆไป

-รูปนี้เคยเห็นมาแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะดำได้เดินก่อน ทำให้ขาวทำได้อย่างมาก แค่ประคองให้เสมอเท่านั้น เผลอเดินผิดเป็นแพ้
-แต่ถ้าเป็นจังหวะขาวได้เดินก่อน ดำจะเป็นฝ่ายแพ้
-ดังนั้นจังหวะการเดินก็มีความสำคัญเช่นกัน

-โดยทั่วไปมักกล่าวกันว่า จังหวะได้ทำก่อนมักได้เปรียบ
-แต่ในบางครั้งการได้ทำก่อน ได้เดินก่อน กลับต้องมาแก้ทีเดิน เพื่อให้ได้จังหวะ ในการโจมตีครั้งสุดท้ายอีกรอบหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะดีนัก
-ดังนั้น ผมอยากให้ระลึกอีกหน่อยว่า จังหวะได้ทำก่อนนั้น ต้องเป็นการทำก่อน ที่ต้องสามารถได้ควบคุมการเดิน และการปฏิบัติของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยจึงจะถือว่าได้เปรียบ
--------------------------------------------------------------------------------




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2552    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2552 17:01:00 น.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.