Noein สุดยอดอนิเมไซไฟเซอร์แตกแห่งปี!!
ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาได้ที่นี่ Anime News Network : Nonein - Mou Hitori no Kime e






ขอพูดแบบไม่กระดากปากเลย ว่า Noein - Mou Hitori no Kime e คืออนิเมไซไฟที่ผมชอบมากสุดๆในปีนี้แล้ว!

โอเค ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้ดูและมันอาจจะดีกว่าเรื่องนี้ก็ได้ แต่เท่าที่ผมดูอนิเมใหม่ๆในปีนี้มา Noein นอกจากจะเป็นอนิเมที่มี original plot (คือ ไม่ใช่อนิเมที่สร้างมาจากคอมมิค , นิยาย หรือเป็นอนิเมภาคต่อเหมือนอย่างหลายๆเรื่องใน season นี้) ที่น่าสนใจแล้ว มันยังมีฉากแอ็กชั่นที่... เซอร์แตกอีกด้วย! (ทำความเข้าใจก่อน เซอร์ ย่อมาจาก Surrealism ซึ่งแปลได้ว่าเหนือจริง หลุดจากความจริง คล้ายๆแฟนตาซีอะไรแบบนี้แหล่ะ)

เรื่องราวของ Noein อาจชวนให้นึกถึง Dragonball ช่วงที่ทรังค์ลงมาช่วยหงอคง (โกคู) ปราบมนุษย์ดัดแปลงสักหน่อย Noein เปิดฉากมาพร้อมกับฉากแอ็กชั่นเซอร์แตกระดับสุดยอด เมื่อกลุ่ม Dragon Calvary ซึ่งเป็นคนของมิติ "ลาคริม่า" กำลังเข้าต่อสู้กับสิ่งที่มาจากมิติ "แชงกลีล่า" ซึ่งเป็นฝ่ายที่เข้ามารุกรานมิติ "ลาคริม่า"... คาราสุ หนึ่งในกลุ่มนี้สามารถฝ่าทะลุบาเรียร์ของฝ่ายศัตรู และสามารถอัดพลังใส่มันได้ แต่แล้วก็เกิดการระเบิดขึ้น ฝ่ายแชงกลีล่าดูเหมือนว่าจะแอบหนีผ่านประตูมิติ ...พร้อมกับคาราสุ ในเวลาต่อมา เด็กสาวอายุ 12 ปีที่ชื่อว่าคามิโนงิ ฮารุกะได้พบกับคาราสุบนยอดโบสถ์พร้อมกับหิมะสีฟ้า...

เรื่องราวการปรากฏตัวของคาราสุกลายเป็นที่โจษจันภายในโรงเรียน มุไค มิโฮะ เพื่อนของฮารุกะเป็นคนที่ชอบเรื่องผีๆสางๆอยู่แล้ว และเมื่อได้ยินการปรากฏตัวของคาราสุที่คล้ายกับผีเข้า ก็ตื่นเต้นและชวนฮารุกะกับเพื่อนๆไปพิสูจน์ความจริงกัน ฮารุกะมีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายอีกคนคือ โกโต้ ยู เด็กชายผู้เก็บตัวเงียบและดูเหมือนจะเป็นเด็กเก็บกดด้วย แม่ของยูคาดหวังจะให้ยูได้เข้าเรียนที่โตเกียว แต่ดูเหมือนว่ายูจะไม่พอใจกับชีวิตของตนเองเสียแล้ว

และในค่ำคืนหนึ่งของวันหยุดฤดูร้อน พวกฮารุกะไปสำรวจเรื่องลึกลับกันบนเขา ที่นั่นเองที่พวกฮารุกะได้พบกับเหตุการณ์ประหลาด นั่นคือการปรากฏตัวของชายในผ้าคลุม (แต่ปรากฏออกมาได้สยดสยองเหลือเกิน) คาราสุเองก็ตามหาฮารุกะจนพบ พวกฮารุกะจึงวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ฮารุกะรู้สึกได้ว่าคาราสุกำลังไล่ล่าตน เธอก็เลยจึงแอบวิ่งหนีไปทางสุสาน ที่นั่นคาราสุบินลงมาดักรอ และเรียกฮารุกะว่า "Dragon's Torque" ขณะนั้นเอง ยูก็วิ่งเข้ามาขวางเอาไว้ เขาคิดจะปกป้องฮารุกะ แต่เมื่อคาราสุเห็นยูแล้ว เขาก็เข้าใจอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาก็พูดกับยูว่า ยูไม่มีวันที่จะปกป้องฮารุกะได้หรอก ก็เพราะว่า... “นายคือฉันยังไงล่ะ”...

ยอมรับว่าผมไม่เคยดู Vision of Escaflowne ของผู้กำกับอากาเนะ คาซุกิ แต่เท่าที่ดูจาก Noein แล้ว ผมประทับใจมากๆ แม้จะมีความเป็นหนังแนวไซเบอร์พั้งค์อยู่มาก (ลองนึกถึง The Matrix หรือ Ghost in the Shell) แต่ก็ไม่ได้ดูยากอย่างที่คิด โอเค อาจจะมีเรื่องให้ต้องใช้สมองคิดหน่อย แต่นั่นก็ไม่ได้รบกวนความสนุกของอนิเมเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เอาแค่ฉากแอ็กชั่นก็กินขาดแบบสุดๆ เซอร์แตกมากๆ โดยเฉพาะฉากแอ็กชั่นในตอน 1 กับตอน 3 นั้น เจ๋งสุดๆ ทั้งการใช้ภาพ การตัดต่อ เพลงประกอบ ถือว่าลงตัวมากๆ

พวกที่มาจากมิติลาคริม่านั้นจะดูหลอนมากครับ ดูบิดๆเบี้ยวๆผิดมนุษย์มนา ผมชอบไอเดียเวลาที่คนจากมิติลาคริม่าปรากฏตัว เพราะการเดินทางข้ามผ่านมิตินั้น มันไม่มั่นคงและไม่สมบูรณ์ มันยังความผิดเพี้ยนอยู่บ้าง บางคนโผล่ออกมาแล้วแขนหาย บางทีโผล่ออกมาแล้วก็ขาหาย โชคร้ายก็เละไปทั้งตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ Noein ยิ่งดูหลอนมากขึ้นไปอีก (มีกลิ่นอายแบบหนังไซไฟแนวไซเบอร์พั้งค์มากๆ)

งานด้านภาพดีมาก แม้ตอน 2 จะมีการเปลี่ยนลายเส้นตัวละครไปไม่น้อย (ฮารุกะดูโตขึ้นผิดหูผิดตา) แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็สามารถดูได้อย่างต่อเนื่อง แค่อาจจะดูแปลกๆทะแม่งๆสักนิด และดูเหมือนตอนที่ 5 จะมีการเปลี่ยนลายเส้นอีกแล้ว...

Noein มีการใช้เทคนิค CG เข้ามาผสมด้วย บางอย่างก็ชวนให้นึกถึง Ghost in the Shell ภาค 2 ไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร... แต่บางฉากก็ใช้เกินความจำเป็นไปหน่อยนะ (เช่นบ้านของฮารุกะ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้ภาพ CG หว่า)

อ้อ เรื่องนี้เป็นการผลิตของ Satelight ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีอนิเมแนวซูเปอร์โรบอทเกย์มาแล้วอย่าง Sousei no Aquarion และคาแร็กเตอร์ดีไซน์ก็ได้ คิชิดะ ทาคาฮิโระ จากเรื่องเดียวกันมาออกแบบให้ด้วย งานเพลงก็ได้ นานาเสะ ฮิคารุ ซึ่งก็มีผลงานด้านการทำเพลงประกอบอนิเมมาหลายเรื่อง อาทิ Chrono Crusade , Gravion , Scrapped Princess เป็นต้น

สิ่งที่ผมได้แต่หวังในตอนนี้ก็คือ หวังว่า Noein จะยังคงรักษาความดีทั้งในด้านงานโปรดั๊กชั่นและพล็อตเรื่องเอาไว้จนไปถึงตอนจบนะครับ ไม่อย่างนั้นผมคงอกหักแย่ (ก็ทำให้รักกันซะขนาดนี้แล้ว)




Comment (ep.1-4):
(+) งานด้านภาพ บรรเจิด!
(+) ฉากแอ็กชั่น สุดยอด!
(+) พล็อต เนื้อเรื่อง และการนำเสนอ เจ๋ง!
(+) เพลงประกอบ Good!
(+) คาแร็กเตอร์ดีไซน์... คาราสุ = เท่ว่ะ! , ฮารุกะ = คาวาอิ๊~

(+ -) อนิเมเรื่องนี้มีสัดส่วนที่เป็นดราม่าอยู่ไม่น้อย ซึ่งโทนดราม่าของเรื่องนี้ ก็สามารถหาได้ตามอนิเมญี่ปุ่นทั่วๆไป ไม่มีอะไรแย่ แต่ก็ไม่มีอะไรใหม่
(+ -) เพลงเปิดปิดฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ...

(-) ตอนที่ 2 นอกจากลายเส้นจะเปลี่ยนไปแล้ว ฉากแอ็กชั่นยังดูด้อยกว่าตอน 1 กับ 3 (คนละคนกำกับอย่างเห็นได้ชัดเลย) ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ถือว่าหยวนๆ แต่ส่วนตัวแล้วชอบลายเส้นแบบตอน 1 , 3 - 4 มากกว่า หวังว่าการเปลี่ยนลายเส้นไปเรื่อยๆของอนิเมชุดนี้ คงจะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนะ ดังนั้น ขอมองข้อนี้ในแง่ลบเอาไว้ก่อน
(-) บ้านฮารุกะจะทำฉาก CG ไปทำไมน่ะ
(-) ขายในไทยลำบากหน่อย ต้องทุ่มเทกับการ PR พอสมควร






หิมะสีฟ้า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งเวลาที่คาราสุปรากฏตัว



Dragon's Torque ที่บางครั้งจะปรากฏขึ้นบนคอของฮารุกะ



ยู... เพื่อนสนิทของฮารุกะ



คาราสุผู้มาจากมิติลาคริม่า... ตัวตนแท้จริงของเขาก็คือ...



อ่ะจ๊า!!!



ภาพนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนข้ามมิติโปรดอ่านคำเตือนที่ฉลากทุกครั้ง



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2548 9:55:17 น.
Counter : 1020 Pageviews.

4 comment
คน ผี ปีศาจ : หนังไทยใช้ได้อีกเรื่องที่ถูกมองข้าม
หนังไทยเรื่อง คน ผี ปีศาจ นี้ เป็นหนังที่หลายๆคนมองข้ามหนังเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นหนังไทยที่ทำออกมาได้น่าสนใจดีครับ

“เรื่องราว 4 วันที่เกิดขึ้นในโรงพิมพ์ขนาด 4 คูหา โดยศูนย์กลางของเรื่องราวอยู่ที่ อุ้ย เด็กสาวที่หนีตายมาจากต่างจังหวัด ซึ่งถูกส่งให้มาอาศัยอยู่กับ ป้าบัว ที่กรุงเทพฯ ญาติห่าง ๆ หลังจากสูญเสียพ่อ แม่ ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของอุ้ยจะดีขึ้น แต่ทันที่ที่ก้าวเท้าเข้าสู่โรงพิมพ์แห่งนี้ กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่อุ้ยต้องเผชิญคือความผิดปกติของบรรยากาศ สถานที่พร้อมทั้งผู้คนอีก 3 คนที่ดูแปลกตาในโรงพิมพ์แห่งนี้ โดยเริ่มที่ป้าบัว เจ้าของโรงพิมพ์ที่มีอีกอาชีพที่ไม่ธรรมดาคือร่างทรงของเจ้าพ่อ อาร์มหลานชายวัย 12 ขวบของป้าบัวที่ดูลึกลับและหวาดกลัวต่อการเข้าห้องน้ำ และพูดถึงใครบางคนตลอดเวลา คนสุดท้าย ไม้ ลูกจ้างของโรงพิมพ์ที่ไม่ค่อยถูกกับอุ้ยนับตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทุกชั่วโมงในแต่ละวันค่อย ๆ ผ่านไปที่ละน้อย พอ ๆ กับที่อุ้ยค่อย ๆ ซึมซับถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในโรงพิมพ์ ทำให้อุ้ยต้องอาศัยยาระงับประสาทและพึ่งพามันตลอดเพื่อกัดกร่อนและลดทอนความตึงเครียดที่ตามรุกเร้าเธอโดยไม่ปล่อยโอกาสให้หายใจ และตั้งตัว จนกระทั่งเธอได้สัมผัสถึงรูปแบบของสิ่งที่ถูกเรียกขานว่าปีศาจตรงหน้าเข้าอย่างจัง”
(from: http://www.thaifilmdb.com/th/tt00393)

ถ้าให้ผมพูดถึงโดยรวมก่อน ก็ต้องถือว่าเป็นหนังไทยที่ใช้ได้ครับ รู้สึกว่าทุนเรื่องนี้จะค่อนข้างน้อย ประมาณ 5 ล้านบาทมั้งครับ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) แต่ก็ทำออกมาใช้ได้ครับ มีฉากน่ากลัวโผล่ออกมาบ้างประปราย ที่ผมคิดว่าเขาทำได้สำเร็จจริงๆก็คือ การสร้างบรรยากาศครับ ผู้กำกับ ชูเกียรติ ทำบรรยากาศของเรื่องได้ดีมากๆ ช่วงต้นๆนี่เล่นเอาผมดูไปหยุดไปเลย เหอๆ ทั้งการใช้ภาพ การใช้เสียง การตัดต่อ ถือว่าทำออกมาใช้ได้เลยครับ ไม่น่ากลัวอย่างที่สุด แต่ก็เรียกอารมณ์ร่วมได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะกับคนที่ต้องทำงานในโรงพิมพ์เหมือนผม)

บทก็ดีใช้ได้ครับ เอาความเชื่อเรื่องการเข้าทรงของพราหมณ์มาผสมกับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี และมีการผูกปมเรื่องของอุ้ยได้ดี อุ้ยเป็นเด็กสาวที่พ่อกับแม่ถูกฆ่าตาย ดังนั้น เธอจึงกลายเป็นพวกวิตกจริต ถ้าไม่กินยาระงับประสาทก็จะเห็นภาพหลอนต่างๆนาๆ ช่วงท้ายก็เอาเรื่องนี้มาเล่นได้ดีครับ รวมถึงปมของอาร์มกับพี่เลี้ยงคนก่อนและการยึดอาชีพเป็นคนทรงของป้าบัวก็ถูกนำมาโยงกับเรื่องราวในตอนท้ายได้ดีเช่นกัน

ที่ค่อนข้างมีปัญหาสำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือ บทหนังในบางจุด และการตัดต่อหรือการเล่าเรื่องในช่วงท้ายๆครับ

บทหนังช่วงแรกๆทำได้ดีครับ แต่ช่วงครึ่งหลังเป็นต้นไปรู้สึกแปร่งๆ บทเฉลยของเรื่องนี้ก็ดูทะแม่งๆ คือจะว่ามีเหตุผลก็ใช่ แต่จะว่าไร้เหตุผลมันก็ไม่เชิง การโยงเข้ากับเหตุการณ์ฆ่าตัดตอนของพ่อค้ายาเสพติดก็เหมือนโยงเข้าไปอย่างหลวมๆ ไม่ได้มีผลอะไรต่อตัวหนังสักเท่าไหร่ แล้วคำพูดที่อาร์มเคยพูดกับอุ้ยประมาณว่าอย่าให้ผีรู้ว่ามันมีตัวตนนั้น รู้สึกจะไม่ได้ถูกเอามาใช้อย่างเด่นชัดสักเท่าไหร่

จังหวะการเล่าเรื่องนั้น ช่วงครึ่งแรกทำได้ดีมากครับ แต่ช่วงครึ่งหลังดูโดดๆพิลึก โดยเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงครึ่งท้าย

โดยรวมแล้ว ถือเป็นหนังสยองขวัญทุนต่ำที่ทำออกมาได้น่าสนใจ ไม่เน้นเรื่องการหลอกหลอนแบบกระหน่ำทุกๆนาทีเหมือน Ju-on หรือหนังผีทั่วๆไป แต่พยายามใช้บรรยกาศที่ดูวังเวงและน่าอึดอัดใจมากกว่า ถ้าชอบหนังสยองแบบโหดๆหรือถ้าชอบหนังผีที่หลอกกันแบบโต้งๆเป็นระยะๆ คน ผี ปีศาจอาจไม่ใช่หนังที่คุณต้องการ แต่ถ้าคุณชอบหนังผีที่เน้นเรื่องบรรยากาศเป็นหลัก ว่างๆลองหาโอกาสดูสักทีนึงสิครับ

หาได้ตามร้านวีซีดี-ดีวีดีทั่วๆไปครับ วีซีดีเจบิคส์เอามาลดเหลือแค่ 40 กว่าบาทเท่านั้นเอง ส่วนดีวีดี 9 นี่ก็ไม่ถึงร้อยในบางร้าน บางร้านก็ร้อยกว่าๆครับ

Comment:
(+) บรรยากาศของหนังที่ทำได้ดี
(+) การผูกปมของตัวละครทั้งของอุ้ยและของอาร์ม
(+) การเล่าเรื่องที่ทำได้น่าติดตาม
(+) อมรา อัศวนนท์ คนแสดงเป็นป้าบัวนั้น แสดงได้... น่ากลัวมากๆ เหอๆ

(+ -) ช่างเฉลยตอนท้ายซึ่งไม่มีอะไรแปลกใหม่เท่าไหร่ อาศัยที่ตัวบทผูกเรื่องได้ดีมาก่อน มันก็เลยพอกล้อมแกล้มได้
(+ -) จังหวะการเล่าเรื่องในช่วงท้ายที่... โอเค... รู้สึกว่าสนุก แต่บางจังหวะดูไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่


(-) การหลอกหลอนของผี ชวนให้นึกถึงหนังผีญี่ปุ่น บางทีก็ออกเหวอๆมากกว่าจะน่ากลัว เช่นตอนที่ตัวละครขึ้นไปสำรวจที่ชั้น 4 พอเข้าไปในห้องแล้วอาร์มเห็นอะไรบางอย่างพุ่งใส่ หรือแม้แต่กับตอนท้ายที่อุ้ยกับอาร์มเข้าไปในห้องแล้วเจอ... ตัวเบ้อเร่อเลย เหอๆ

(-) รู้สึกตัวละครของอุ้ย จะแส่หาความจริงมากไปหน่อยนะ (คนดูลุ้นนะโว้ยยย เหอๆ)




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2548 13:23:28 น.
Counter : 5054 Pageviews.

10 comment
Cluster Edge เมื่อพลัง Y ขอติดปีกทะยานฟ้า!!
ผู้ผลิต : Sunrise
แนว: แอ็กชั่น ไซไฟ แฟนตาซี
จำนวนตอน: ยังไม่รู้ก๊ะ


ผมไม่ใช่แฟนการ์ตูนแนว Yaoi (ชาย - ชาย) แต่ก็เคยชินกับการ์ตูนแนวนี้บ้าง เพราะน้องสาวผมชอบอ่าน+ดูเป็นประจำ แต่ก็อย่างที่บอกครับ ผมไม่ใช่แฟนการ์ตูนแนวนี้ เพราะฉะนั้น ผมคงเอา Cluster Edge ไปเปรียบเทียบกับการ์ตูนเรื่องไหนไม่ได้ แต่เท่าที่ผมดูไป 5 ตอน ต้องบอกว่า... สนุกใช้ได้เลยทีเดียว

พล็อตคร่าวๆของเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า หนุ่มน้อยผู้มาดมั่นนาม Agate Fluorite มีความมุ่งมั่นจะเข้าเรียนในโรงเรียน Cluster E.A. ซึ่งเป็นโรงเรียนคุณหนู (โรงเรียนผู้ดีนั่นแหล่ะ) Agate เป็นเด็กหนุ่มผู้มีทักษะด้านเครื่องยนต์ การบิน และดูเหมือนจะมีพลังลึกลับบางอย่างด้วย นอกจากนี้ เนื้อเรื่องยังมีส่วนที่เกี่ยวกับกองทัพโคลนและความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งผมเองก็ยังเข้าใจไม่หมดเหมือนกัน (ยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจดูสักเท่าไหร่ครับ แต่ว่าจะกลับไปดูใหม่อย่างละเอียดอีกทีเหมือนกัน)

อนิเมเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากคอมมิคซึ่งเขียนโดย อ. วาน โคมาสึดะ (หวังว่าคงเขียนถูกนะ เหอๆ) ซึ่งตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องในนิตยสาร LALA DX และได้ทีมงานชื่อดังมาร่วมงานด้วยหลายคนเช่นผู้กำกับก็ได้ มาซาชิ อิเคดะ (อินุยาฉะ , Gundam Wing) มากำกับให้ ดูเหมือนว่าคอมมิคเรื่องนี้ยังไม่มีตีพิมพ์ในบ้านเราครับ

ถึงผมจะไม่ใช่แฟนการ์ตูนแนวที่อุดมไปด้วยชายหนุ่มแบบนี้ แต่ผมก็รู้สึกสนุกดีครับ งานอนิเมก็ดูสวยงามดี งานเพลงก็ดี แถมมีฉากแอ็กชั่นมันส์ๆให้ดูเป็นกลับแกล้มด้วย โดยเฉพาะตอนที่ 4 นี่ ฉากแอ็กชั่นมันส์กระจาย และความ Y ของมันก็ไม่ได้ Y จนผู้ชายต้องอ้วกแตก (แค่พอขำๆ) เท่าที่ผมเปิดให้น้องสาวดู น้องสาวผมชอบเรื่องนี้มากครับ แม้มันจะไม่ Y สุดๆ แต่มันก็มีกลิ่นอายที่ชัดเจนและมีหนุ่มหล่อมากมายให้เลือกสรร ถามว่าผู้ชายดูอนิเมเรื่องนี้ได้มั้ย? ถ้าไม่ยึดติดกับความ Y ของมันล่ะก็ Cluster Edge ก็เป็นอนิเมที่ดูสนุกเรื่องหนึ่งเลยครับ (คุณผู้ชายทั้งหลาย ตอนดูก็ลองนึกว่ามันเป็นมิตรภาพของเพื่อนชายที่หาได้จากโรงเรียนชายล้วนก็แล้วกันครับ อิอิ)

comment (ep.1-5):
+ ภาพสวยใช้ได้ เพลงก็โอเค
+ ฉากแอ็กชั่นสนุกดี
+ ถึงจะ Y แต่ก็ไม่ชวนอ้วก

+ - ตัวละครหนุ่มๆเยอะ แต่สาวๆไม่มีเลย
+ - ไม่ได้มีแอ็กชั่นทุกตอน
+ - พล็อตกับเนื้อเรื่องไม่ถึงกับประทับใจมาก

- รู้สึกเหมือนจะขายในไทยลำบาก (หุๆๆ)

(หมายเหตุ: + คือ แง่บวก , - คือแง่ลบ , + - คือปานกลาง)





Create Date : 21 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2548 11:18:01 น.
Counter : 1270 Pageviews.

16 comment
Mai Otome - ติดหนึบไปซะแล้ว...
(ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นส่วนตัว อาจไม่ถูกใจแฟนๆ Mai Hime บางคนครับ)



Mai Otome เป็นอนิเมที่ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากเท่าไหร่ แต่ไปๆมาๆมันกลายเป็นอนิเมที่ผมรอดูเป็นประจำไปเสียได้

ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นภาคต่อของ Mai Hime อนิเมแนวแอ็กชั่น ดราม่า ของ Sunrise เมื่อปีที่แล้ว แต่เนื้อเรื่องใน Otome นั้นกลับไม่มีเนื้อหาส่วนใดที่สานต่อจากซีรี่ส์ภาคที่แล้วเลย โลกที่เกิดขึ้นใน MH นั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน แต่ Otome นั้นกลับเกิดขึ้นในโลกแฟนตาซีที่มีคนแต่งตัวออกแนวย้อนยุคแต่ก็มีเทคโนโลยีหรืออุปการณ์ทันสมัยเอาไว้ใช้สอยกันตามที่เห็นได้ในอนิมหรือหนังไซไฟแฟนตาซีทั่วๆไป ไม่ใช่เพียงโลกหรือฉากหลังเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่ยังรวมถึงโทนของการ์ตูน และอาจจะรวมถึงตัวละครบางตัวที่เคยปรากฏตัวใน MH ซึ่งบางตัวถึงกับเปลี่ยนนิสัยแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว Otome จะเป็นที่ถูกใจแฟนภาคแรกหรือไม่นั้น ผมคิดว่าคงขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลล่ะมั้งครับ

ตรงนี้ขอย้อนไป Mai Hime สักนิด...

หลายๆคนชอบ MH ที่เนื้อหาอันเข้มข้น มีเรื่องหักมุมที่คาดไม่ถึงมากมาย ซึ่งตรงนั้นผมก็เห็นด้วย ผมชอบ MH มากๆนะ แต่ปัญหาที่ทำให้ผมรัก MH ได้ไม่หมดใจนั่นก็คือ แนวทางการพัฒนาของตัวละครและเนื้อเรื่องในบางช่วงนั่นแหล่ะ

ใน MH นั้น 3 ตอนแรกเหมือนจะเป็นการ์ตูนเด็กผู้ชายที่เปลี่ยนตัวเอกจากผู้ชายมาเป็นผู้หญิงแทน มีฉากแอ็กชั่นเร้าใจ มีการเรียก Child ออกมาต่อสู้ (ซึ่ง Child ก็มีรูปลักษณ์การดีไซน์ที่ออกไปทางพวก Mecha มากกว่าจะเป็นพวกสัตว์อสูร) แต่พอมาถึงตอน 5 อารมณ์หนังก็กลายเป็นดราม่าเต็มตัวเสียนี่! กลายเป็นว่า MH จะมีอารมณ์ของหนังที่สลับกันไป เช่น ตอน 5 เป็นดราม่าล้วนๆ ไม่มีแอ็กชั่น (ถึงมีก็เบาบางเต็มที) ตอน 6 กลายเป็นการ์ตูนแอ็กชั่น-ตลก (มีดราม่าแทรกนิดหน่อย) แต่พอมาตอน 7 กลายเป็นดราม่าเต็มตัวอีกครั้ง (มีแอ็กชั่นแทรกมาจึ๊งนึง) สำหรับคนที่ชอบอะไรแบบนี้ ก็อาจจะถูกใจได้ครับ แต่ส่วนตัวผมเองแล้ว ไม่ถึงกับถูกใจมาก เพราะ Mai Hime นั้นทำฉากแอ็กชั่นได้ดี ทำได้ดีมากๆครับ ทำให้ผมเกิดความคาดหวังว่าจะได้เห็นฉากแอ็กชั่นในแบบเดียวกันอีกเยอะๆ แต่พอได้พบว่าบางตอนจะกลายเป็นดราม่าล้วนๆ ผมก็เริ่มรู้สึกผิดหวังนะ ผิดหวังจนเลิกดูไปพักนึง จนกระทั่งมาถึงตอน 8 ที่เนื้อเรื่องมันเริ่มหักมุมนั่นแหล่ะ ผมถึงได้กลับมาดูใหม่อีกรอบ (งงมั้ยครับ? คือผมดูถึงตอน 5 แล้ว freeze ค้างไว้แบบนั้น ไม่ได้หามาดูต่อจนกระทั่งเกิดอารมณ์ไหนไม่ทราบ ไปหามาดูรวดเดียว 6-8... พอมาถึงตอน 8 เท่านั้นแหล่ะ ติดเลย)

ต้องยอมรับว่า จุดเด่นของ MH ภาคแรกนั้นก็คือ การหักมุมของพล็อต ในความ “ไม่มีอะไร” ผู้สร้างสามารถนำจุดนั้นมาสานต่อให้มันกลายเป็น “มีอะไร” ขึ้นมาได้ เช่น ตอนที่ 5 เราเห็นว่ามันมีเหตุการณ์น่าเบื่อ เหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าควรมองข้าม ไม่ใช่เหตุการณ์ที่สลักสำคัญอะไรเกิดขึ้น แต่พอมาถึงตอน 8 มันกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลย นอกจากเนื้อเรื่องที่พลิกผันแล้ว เรื่องตัวละครก็เป็นเรื่องผลิกผันด้วย ตัวละครบางตัว ดูอ่อนแอ หน่อมแน้ม ไม่น่าเป็นฮิเมะได้เลย แต่เอาเข้าจริงๆ เธอก็กลายเป็นฮิเมะแล้วต่อสู้ได้ดีเสียด้วย นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องให้ประหลาดใจเป็นระยะๆ MH ตอน 8 จนถึงตอน 15 นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ผมชอบมากๆ มันคือช่วงที่ผมรู้สึกเอ็นจอยกับมันจริงๆ ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งตัวละคร แต่หลังจากที่เกิดการหักมุมอีกครั้งในตอน 16 มันกลับกลายเป็น... ความผิดหวังครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ คือดีเลยแหล่ะ แต่ปัญหาคือ พล็อตบางพล็อตเนี่ย มันเอามาเล่นได้ไม่บ่อยครั้งนะครับ แล้วอย่าง Mai Hime เนี่ย ช่วงตอนที่ 16 จนถึงใกล้ๆจบ อารมณ์มันคล้ายกับเพลงสักเพลงหนึ่งที่แม้จะเปลี่ยนคนร้องจากชายเป็นหญิง แต่ทำนองเพลงมันแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เป็นเพลงที่ฟังดูแล้วก็อาจรู้สึกว่าน่าสนใจดี แต่... มันก็ซ้ำซากจำเจอยู่ไม่ใช่น้อย แน่นอนครับ สำหรับคนบางคนอาจจะถูกใจ แต่ส่วนตัวผมแล้ว ออกไปทางผิดหวังน่ะครับ

แล้วยิ่งตอนจบของ MH นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ ตอนที่ 26 เหมือนถูกจับยัดเยียดจริงๆ ถูกจับยัดเยียดความ Happy Ending ให้ ตัวละครมากหน้าหลายตาต้องโผล่ออกมา ต้องมีบทพูด ต้องบลาๆๆ คืออารมณ์มันขัดมากครับ จากเครียดๆกันอยู่ดีๆ กลายมาเป็นอีกโทนได้ น่าเสียดายครับ Fruits Basket เองก็มีหลายอารมณ์ในตอนเดียวกัน แต่ FB ได้ทำสิ่งที่น่าทึ่งก็คือ มันสามารถสลับขั้วอารมณ์จากขำสุดๆมาเป็นซึ้งสุดๆได้ดีมากๆ เปลี่ยนอารมณ์ได้เนียนสุดๆ แต่กรณีของ MH นี่... เปลี่ยนกระชากมากครับ บางครั้งการกระชากอารมณ์คนดูมันก็ดีครับ แต่ MH นั้นผมรู้สึกว่ามันไม่เนียนและทำให้เราหลุดจากอารมณ์มันพอสมควร

และที่ผมไม่ชอบเลยก็คือ การพัฒนาตัวละครบางตัวใน MH เช่นทาเทะกับไม ทาเทะนั้นตอนแรกๆก็ดูโอเคอยู่ แต่พอดูไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกรำคาญหมอนี่มาก แล้วตอนท้ายบทก็ยัดเยียดความเป็นพระเอกให้เหลือเกิน จากที่ไม่ชอบอยู่แล้วก็ยิ่งขัดใจมากขึ้นกว่าเดิม ไมก็เช่นกันครับ แม้ผมจะชอบพลังและ Child ของเธอ แต่ผมไม่ชอบการพัฒนาตัวละครของเธอเท่าไหร่ จริงๆแล้วผมคิดว่าการพัฒนาของไมนั้นค่อนข้างน่าสนใจมากนะครับ เนื้อเรื่องแสดงให้เห็นว่าไมต้องรับผิดชอบอะไรต่อมิอะไรตั้งแต่เด็ก กลายเป็นว่าเธอต้องแบกรับภาระเอาไว้ตั้งแต่แม่เธอเสียจนมาถึงปัจจุบัน แต่... ช่วงหลังๆผมกลับคิดว่าการพัฒนาของไมนั้นกลับไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ตรงกันข้าม การพัฒนาตัวละครของนัตสึกิกับมิโคโตะ กลับทำออกมาได้ดีและน่าสนใจกว่ามาก อย่าว่างั้นงี้เลย ผมชอบการพัฒนาตัวละครของตัวประกอบอย่างมิยุมากกว่าไมเสียอีก

... แฟนๆไมจะโกรธผมมั้ยเนี่ย = =”

เอาล่ะ วกเข้าเรื่อง Otome...

ตอนที่ Sunrise ประกาศว่าจะมีการทำภาคต่อของ MH ผมนึกไม่ออกว่าจะทำภาคต่อออกมาอย่างไร จะให้ซ้ำกับพล็อตเดิมอีกรึ? แต่พอได้รับรู้รายละเอียดมากขึ้น ผมก็รู้สึกโล่งใจที่ทีมผู้สร้างตัดสินใจเปลี่ยนโลกของ Otome ให้กลายเป็นอีกโลกหนึ่งไปเลย แล้วการเอาตัวละครจากภาคที่แล้วมาใส่ในภาคนี้ด้วยมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง ก็ช่วยทำให้ Otome เป็นอะไรที่น่าสนใจดีไม่น้อย อย่างที่ได้กล่าวตอนต้นนู้นนนแล้วว่า อารมณ์ของ Otome นั้นเรียกว่าเปลี่ยนเป็นคนละเรื่องกับ MH เลยครับ นางเอกของเรื่องอย่างอาริกะนั้นก็แตกต่างจากไมโดยสิ้นเชิง อาริกะมีบุคลิกที่ชัดเจนกว่าไมมาก เป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริง โผงผาง ซึ่งทำให้อาริกะเป็นนางเอกที่มีสีสันมากกว่าไม และแน่นอนว่าเมื่อมีนางเอกแล้วก็ต้องมีนางรอง นางรองในภาคนี้คือนีน่า วอง สาวน้อยผู้เรียบร้อยและจริงจังกับการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก เธอจริงจังกับเส้นทางสู่การเป็นโอโตเมะระดับสูงพอสมควร ตัวละครสองตัวนี้จะบอกว่าเป็นตัวละครใหม่ก็ไม่เชิง น่าจะเรียกว่าเป็นตัวประกอบจากภาคแรกที่กลายมาเป็นตัวเด่นของภาคนี้จะดีกว่า เพราะนีน่า วองนั้นเคยปรากฏตัวในฐานะเพื่อนร่วมชั้นของไมใน MH มาแล้ว และอาริกะก็โผล่มาอย่างจงใจมากในตอน 26 ของ MH โผล่มาแวบเดียวแต่แฟนๆ MH รู้สึกเตะตาทันทีเพราะมันโผล่มาเด่นเกินไปจนเริ่มมีการคาดเดากันในทันทีว่างานนี้ MH มีภาคต่อแหงๆ...

นอกจากตัวละครเด่นสองตัวนี้แล้ว ตัวละครจากภาค MH ก็กลับมาสร้างสีสันให้กับ Otome ด้วย บางคนก็ยังคงบุคลิกเดิมไว้ แต่บางคนก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น ชิโฮะ ในภาค MH นั้นเป็นเด็กสาวเอาแต่ใจ คอยอ้อนแต่ทาเทะอยู่ตลอดเวลา พอมาในภาคนี้ กลายเป็นตัวแสบที่สร้างความขบขันให้กับเรื่องไปเสียแล้ว เช่นเดียวกับมาชิโระ ซึ่งภาคที่แล้วเธอเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนสุดขรึม แต่พอมาใน Otome เธอกลับกลายเป็นเจ้าหญิงที่สามารถวีนแตกได้ตลอดเวลา ดื้อรั้น เอาแต่ใจ นี่ยังไม่รวมถึงมิโคโตะ ตัวเอกตัวเด่นของ MH ที่ใน Otome กลายมาเป็น... แมวอ้วนฉุ!!! (อย่างฮา)

ผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับ Otome เลย เพราะ MH แม้จะเป็นซีรี่ส์ที่ผมชอบ แต่มันก็มีจุดที่ทำให้ผมไม่ถึงกับประทับใจมาก ดังนั้น Otome จึงไม่ใช่การรอคอยของผม แต่เมื่อได้ดูตอนแรกแล้ว ผมกลับชอบมันมากกว่า MH เสียอีกนะ

หมายถึง Otome ดีกว่า MH???? อ๋อ เปล่าครับ

ให้พูดข้อเสียของ Otome ก่อนเลยละกัน ตอนนี้ผมดูมาได้ 6 ตอนแล้ว แต่ 6 ตอนนี้ผมรู้สึกว่าการดำเนินเรื่องค่อนข้างจะเบาบางกว่า MH การพัฒนาตัวละครก็ยังไม่ถือว่าชัดเจน หากเทียบกับ MH แล้ว 6 ตอนของ MH เราก็ยังพอจะสัมผัสได้ถึงพัฒนาการของตัวละคร Otome ก็มีเหมือนกันครับ แต่ไม่เข้มข้นเท่าและไม่ชัดเจนเท่า

พล็อตเรื่องในช่วงแรกของ Otome ก็ยังถือว่าไม่เด่นชัดเท่า MH เช่นเดียวกัน แม้จะมีผู้ร้ายของเรื่องปรากฏตัวออกมา แต่มันก็ยังจับต้องอะไรเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในส่วนนั้นไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่เรื่องราวของ Otome จะเกี่ยวข้องกับการเข้าเรียนของอาริกะเสียมากกว่า...

แต่แปลกนะ ผมกลับชอบ Otome ค่อนข้างมากเลยทีเดียว!

แม้พล็อตเรื่องจะดูไม่ชัดเจนหรือดูไม่เข้มข้นเท่า MH แต่ Otome ก็มีการดำเนินเรื่องในแต่ละตอนที่สนุกดี ถึงแม้ใน 6 ตอนที่ผมดูมา มันจะมีฉากแอ็กชั่นน้อยกว่า MH เป็นเท่าตัว แต่ Otome ก็มีส่วนที่เป็นมุกตลกเข้ามาแทรกจนทำให้เนื้อเรื่องไม่ตึงเครียดจนเกินไป เอาแค่ตัวอาริกะกับชิโฮะก็สามารถเรียกความเพลิดเพลินในการดูได้ตลอดเรื่องแล้ว แถมยังมีเจ้าเหมียวมิโคโตะที่เที่ยวออกขโมยซีนทุกครั้งที่เข้าฉาก ทั้งหมดนั่นแหล่ะที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Otome เป็นอนิเมที่ดูได้เพลินกว่า MH ... นี่ยังไม่รวมถึงบรรดาฉากแฟนเซอวิสหรืออารมณ์แบบ Y (yuri) ที่มีใส่เข้ามาพอหอมปากหอมคอนะครับ

พูดถึงตัวเนื้อหาใน Otome แล้ว แม้ช่วง 6 ตอนแรกจะยังไม่เข้มข้นน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ด้วยคำพูดของตัวละครในบางช่วง ก็พอจะบอกได้ว่าหลังจากนี้ Otome อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจมากขึ้น และเนื้อหาอาจจะลึกกว่า MH ด้วย เพราะโอโตเมะนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โอโตเมะจะต้องมีเจ้านายและคอยรับใช้หรืออารักขาบรรดาผู้มีชื่อเสียง ผู้ปกครองอาณาจักรหรือพวกเชื่อพระวงศ์ทั้งหลาย มีส่วนที่คล้ายๆ MH ตรงที่ เมื่อเจ้านายของโอโตเมะตาย ตัวโอโตเมะก็จะต้องตายไปด้วย... (แหม เข้าใจเอาพล็อตจากภาคแรกมาปรับเปลี่ยนได้ดีครับ) ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นการต่อสู้ระหว่างอาริกะกับนีน่าด้วยประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองก็เป็นได้ครับ

ขอจบแบบดื้อๆว่า เท่าที่ดูมา 6 ตอน... ผมชอบ Otome มากๆเลยล่ะครับ!



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2548 11:57:55 น.
Counter : 1376 Pageviews.

12 comment
ต้มยำกุ้ง - ใจหนึ่งก็อยากชอบ อีกใจหนึ่งมันก็เสียดาย
จะขอเอาที่เน้นๆเลยสำหรับความรู้สึกกับหนังต้มยำกุ้ง ไม่มีเข้าอารัมภบทใดๆ

ประการณแรกเลยก็คือ หนังเรื่องนี้ลงทุนไป 200 ล้านบาท แต่รู้สึกว่าไม่สมศักดิ์ศรีเท่าไหร่ ฉากไล่ล่าเรือหางยาวดูเหมือนว่าคุณปรัชญาอยากจะตัดให้สั้นลงจากฉากตุ๊กๆในองก์บาก แต่สิ่งที่ได้มาก็คือ ฉากไล่ล่าที่ควรจะสนุก มันกลายเป็นฉากที่เยิ่นเย่อแล้วไม่ประติดประต่อจนรู้สึกเหมือนว่าจะกลายเป็นส่วนเกินของเรื่องไป ที่เลวร้ายคงไม่พ้นฉากที่เรือหางยาวพุ่งไปปะทะกับเฮลิคอปเตอร์... เป็นฉากที่รู้สึกน่าผิดหวังจริงๆครับ ได้อ่านใน Q&A ของเว็บสมาคมผู้กำกับแล้ว... โอเค ถึงแม้คุณปรัชญาจะไม่มีความสุขกับการทำฉากไล่ล่าเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าควรจะทำออกมาให้ดีกว่านี้นะครับ

เรื่องการตัดต่อและภาพก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง การตัดต่อของหนังเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่ฉากต่อสู้แล้ว รู้สึกว่าแทบจะไม่เวิร์กเลยครับ ผมเฉยๆกับหนังองก์บากนะ แต่เจอการตัดต่อของหนังเรื่องนี้เข้าไป ผมรู้สึกเลยว่าองก์บากตัดต่อดีกว่านี้พอสมควร ส่วนภาพที่คุณปรัชญาทดลองใส่ในหนังเรื่องนี้นั้น... คือ ก็น่าสนใจดีที่คุณปรัชญาอยากจะทดลองอะไรใหม่ๆ แต่ไม่น่าทดลองกับหนังเรื่องนี้ครับ น่าเสียดายครับ

เรื่องบท ผมคงไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะบทหนังแนวศิลปะป้องกันตัวมักจะอ่อนปวกเปียกอยู่แล้ว

ฉาก CG... ฉากนี้คือฉากที่แย่ที่สุดของต้มยำกุ้งครับ ไม่น่าใส่เข้ามาด้วยประการใดทั้งปวง มันทำให้อารมณ์ของหนังโดดและทำให้ตัวหนังแย่มากกว่าเดิม ไม่น่ามีเลยครับ ไม่น่ามีเลยจริงๆ...

ฉากแอ็กชั่น... นี่คือส่วนดีที่สุดของหนังครับ ฉากแอ็กชั่นเรียกคะแนนที่เป็นข้อด้อยของทุกอย่างคืนมาได้มากเลยทีเดียว ฉากแอ็กชั่นถ้าไม่นับฉากไล่ล่าบนเรือหางยาวแล้ว ทุกฉากที่เกี่ยวกับการต่อสู้ ถือว่าทำได้ดีมากๆครับ ใครบอกว่ายาวไป ผมขอค้าน ใครได้ดูหนังชอว์ บราเธอร์ น่าจะจำได้ว่า ฉากต่อสู้ของหนังจีนยุคนั้นมักจะยาวครับ สู้กันยาว สู้กันนาน เรียกว่ากว่าหนังจะจบ คนดูเหนื่อยครับ ตรงนี้เป็นปัญหาของหนังแนวต่อสู้กับคนดูยุคปัจจุบัน ใน Matrix Reloaded ก็มีคนบ่นว่าฉากต่อสู้มากไปหน่อย ทั้งๆที่ฉากต่อสู้ที่ปรากฏใน Matrix Reloaded นั้นก็ประมาณเดียวกับหนังจีนสมัยก่อน เช่นเดียวกับต้มยำกุ้งครับ ฉากแอ็กชั่นที่เป็นฉากเสี่ยงตายและฉากเตะต่อยๆถือว่าทำได้อารมณ์ใกล้เคียงกับหนังชอว์ บราเธอร์มากๆ โดยเฉพาะฉากที่จาหักกระดูกพวกคนชุดดำน่ะครับ ทำได้ดีกว่าตอนที่เควนตินทำ Kill Bill มาก

ตั้งแต่ฉากบุกร้านอาหารต้มยำกุ้งเป็นต้นไป ผมถือว่าหนังเริ่มดีขึ้นในช่วงนั้น จาแสดงอารมณ์ได้ดีครับ แม้จะไม่ได้ดีมากๆ แต่ก็แสดงใช้ได้สำหรับคนที่แสดงไม่เก่งแต่มีความสามารถด้านอื่น ฉากที่จาตามหาช้างในร้านอาหารและฉากที่จาพบพ่อใหญ่ในฉากไคลแม็กซ์นั้น ทำได้ดีจริงๆครับ ทั้งฉากทั้งอารมณ์ ทั้งการตัดต่อ มันทำให้รู้สึกได้ถึงความโกรธแค้นของจา บอกตามตรงเลยครับ ฉากที่จาสู้กับ TK ในตอนท้ายนั้น ผมแทบอยากร้องว่า "ซัดแม่งเลย ซัดแม่งเลยไอ้สัดเอ๊ย!" มันสะใจมากๆ

แต่อย่างที่พูดครับ หนังทำได้ดีช่วงหลังๆเท่านั้นเอง...

สำหรับการแสดงของจา ผมไม่อยากวิจารณ์อะไรมากมาย เอาเป็นว่า ตอนนี้ผมรู้สึกว่าจาไม่ได้เป็นเฉินหลง แต่จาเหมือนบรูซ ลี... ผมไม่เคยรู้สึกว่าบรูซลีแสดงหนังดีอะไรมากมาย ผมก็รู้สึกว่าจาเป็นแบบนั้นแหล่ะครับ

โดยสรุปแล้ว ผมชอบนะครับ แต่ชอบมากกว่าองก์บากมั้ย ... เจอคำถามนี้ผมตอบไม่ถูก องก์บากผมเฉยมากถึงมากที่สุด ดังนั้นผมก็ไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไงดี เอาเป็นว่า ฉากต่อสู้เรื่องนี้ ผมชอบมากกว่าองค์บาก อย่างน้อยๆฉากต่อสู้ในหนังต้มยำกุ้งก็ไม่ได้มีหลายมุมมองมากเกินไปเหมือนตอนองก์บาก แถมยังทำได้มันส์และดุดันกว่ามาก แต่การดำเนินเรื่องไม่ว่าจะเป็นภาพที่เป็นฝ้าๆ มุมกล้องฉากไล่ล่า การตัดต่อ การนำเสนอในส่วนอื่นๆ ผมว่าต้มยำกุ้งทำได้ด้อยกว่าอย่างน่าเสียดาย

นั่นแหล่ะ ที่ทำให้ใจหนึ่งก็อยากชอบ แต่อีกใจหนึ่งมันก็รู้สึกเสียดาย รู้สึกว่ามันน่าจะออกมาดีกว่านี้... เอาเป็นว่า กึ่งๆละกันครับ สำหรับหนังเรื่องนี้ 6.5 เต็ม 10 (องก์บาก 6 เต็ม 10)

แต่ยังไงก็คิดว่าจะซื้อดีวีดีมาเก็บไว้แน่นอนครับ...

ปล. เรื่องนี้ผมชอบมาดามโรสครับ จริงๆเธอน่าจะเป็นตัวละครที่มีมิติที่สุดในหนัง แต่อย่างว่าแหล่ะครับ พอมาอยู่ในหนังเน้นศิลปะการต่อสู้ มันก็ต้องถูกลดหลั่นเป็นของธรรมดา



Create Date : 13 สิงหาคม 2548
Last Update : 13 สิงหาคม 2548 2:17:00 น.
Counter : 7960 Pageviews.

100 comment
1  2  

หมาหัวโจก
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]