<*/marquee>
Group Blog
 
All blogs
 

บันทึกจากย่านยาว

ฉันไม่แน่ใจนักว่าควรจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วงชีวิตของฉัน ณ เวลานี้ว่าอะไรดี ระหว่างโอกาสทองที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตามพระดำรัสของสมเด็จพระบิดา กับภาวะทุกข์เข็ญ ตกระกำลำบากอย่างที่สุดในชีวิตของคุณหนูผู้มีแต่ความสุขสบายเป็นพื้นฐานกันแน่


ฉันไม่อาจพูดได้เต็มปากนักหรอก ว่าฉันเป็นคุณหมอผู้หวังจะอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อมวลชนอย่างที่คุณหมอๆผู้แสนจะมีน้ำใจเขาพูดกัน ฉันก็เป็นฉันที่บังเอิญเกิดมาค่อนข้างจะหัวดีสักนิด มีความขยันท่องมากหน่อย ก็เลยมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมากพอที่จะเรียนอะไรอะไรตามกระแสนิยมและความหวังของพ่อแม่ได้ แล้วเหตุผลประดามีทั้งหลายดังที่กล่าวมาก็เลยชักนำให้ฉันเข้ามาสู่วิชาชีพทันตแพทย์


ฮั่นแน่ อย่าคิดนะว่างานในสายอาชีพของฉันจะต้องเข้าเวรหน้าดำคร่ำเครียด อดหลับอดนอนแบบแพทย์ทั้งหลายเขา จากการศึกษาข้อมูลอย่างเพียบพร้อมก่อนจะเอ็นท์ทรานซ์ งานในสายวิชาชีพวิทยาศาสตร์สุขภาพที่น่าจะสบายที่สุดก็คือทันตแพทย์ เพราะไม่ต้องเข้าเวรกลางคืนอย่างแพทย์ พยาบาลและเภสัชกร ไม่ต้องออกแรงหนักๆอย่างนักเทคนิคการแพทย์ ดังนั้นงานที่ทำตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา (แม้ว่าจะไม่ถึง3ปีก็ตาม) จึงเป็นงานเบาๆและสะอาดสะอ้านพอสมควร แถมชื่อเสียงในฐานะคุณหนูเจ้าระเบียบและคุณหญิงเรื่องมากของฉันก็ดังกระฉ่อนทั้งในที่ทำงานและที่บ้านกันลือลั่น


และเมื่อฉันตัดสินใจที่จะลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิบัติ ทั้งพ่อแม่และเพื่อนร่วมงานต่างร้องจ๊ากเป็นทิวแถว
อาป๊า อาม้า อาอี๊ อาม่า อากง เรียกยาดม ยาหอม เพราะอาการความดันโลหิตพุ่งกระฉูด จากการตัดสินใจของอาหมวย
อาโก อาตี๋ หัวเราะฮ่าๆอย่างชอบใจ พร้อมกับปรามาสว่า ฉันจะต้องวิ่งแจ้นกลับบ้านทันที ที่ไปถึงพังงา แถมยังมีการพนันว่าฉันจะร้องไห้โฮๆกลับมาด้วยหรือเปล่า
ส่วนรุ่นพี่ที่ทำงานในที่ทำงานเดียวกัน ทำหน้าพิกลตอนฉันยื่นความจำนงขอไปฉลองปีใหม่ที่พังงา ซ้ำถามว่า น้องกินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า


หนอย You know me a little go คุณรู้จักฉันน้อยเกินไปเสียแล้ว


ฉันก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้า ทำหูทวนลมกับเสียงเยาะเย้ยถากถางและเสียงรำพึงรำพันของอาม่า ซื้อตั๋วเครื่องบินลงกระบี่แล้วต่อรถโดยสารไปพังงา


งานที่ฉันทำในช่วงปีใหม่ คืองานพวกเก็บของลงกล่อง คัดแยกประเภทของบริจาค ทำอาหาร แจกข้าวกล่อง ยกน้ำ และอื่นๆอีกจิปาถะ ที่สำนักงานจังหวัดพังงา โดยที่ไม่ยอมเอ่ยปากว่าตัวเองเป็นทันตแพทย์


อะแฮ่ม ทำไมน่ะหรือ ฉันขอยืดอกสารภาพอย่างหาญกล้าว่า ใจไม่ด้านพอ ใจไม่ด้านพอ ยังมีความกลัวและขยะแขยงอยู่เป็นพื้นฐานในหัวใจ แถมยังปอดแหก เลยทำตัววุ่นวายเสียเหลือเกิน เวลาที่เขาหาอาสาสมัครไปส่งข้าวส่งน้ำชาวบ้านที่เขาหลัก


ฉันนึกว่าตัวเองคงจะรอดปลอดภัย ไปจนถึงวันกลับซะแล้ว แต่ด้วยแรงบุญหรือแรงกรรมหนุนนำมิอาจทราบได้ วันนั้นคนที่ช่วยงานกาชาดหายไปหมด เหลือฉันนั่งตบยุง รอรถมารับข้าวกับพี่อีกสามคน พอรถขนของมารับข้าวห่อเรียบร้อย คนขับเขาก็ถามถึงอาสาสมัครที่จะไปช่วยแจกข้าวทันที พี่ๆที่นั่งอยู่ทั้งสามคนชี้มาที่ฉันอย่างกับนัดแนะกันเรียบร้อย


แน่นอน ฉันก็เลยต้องลากขาที่หนักอึ้งแถมด้วยปอดที่ลอยๆ กระดึ้บกระดึ้บขึ้นรถ


ยิ่งพอทราบจุดหมายปลายทางยิ่งขวัญบิน
โธ่เอ๋ย ฉันต้องไปวัดย่านยาวหรือนี่ !


นั่งอกสั่นขวัญผวา ตาพอง ไปตลอดทางจนถึงวัด แล้วกลั้นใจนับหนึ่งถึงสิบซ้ำสองรอบ กว่าจะรวบรวมกำลังใจผลักประตูรถออกไปได้

กลิ่น! กลิ่นที่ลอยมาปะทะ ทำเอาเกือบสลบ

พี่คนขับรถที่ใจดี เห็นสีหน้าซีดเซียวของฉันแล้วคงจะนึกเวทนา เลยบอกให้สูดลมหายใจเข้าไปแรงๆด้วยสำเนียงถิ่นใต้
“ ซู้ดลมห้ายใจ๋แรงแรงเลยหน่อง เดี่ยวห้ายเหม็น”
ฉันสูดเข้าไปเต็มรัก แต่ก็จริงแฮะ อีกแค่สองสามนาที ก็ไม่ค่อยรู้สึกแล้ว

ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะจมูกคุ้นกลิ่นหรือว่าประสาทรับกลิ่นเจ๊งไปแล้วกันแน่


ฉันช่วยลากของ แจกจ่ายน้ำและข้าว เดินสำรวจรอบบริเวณวัด ก่อนจะเดินทางกลับในเวลาสี่โมงเย็น


ถ้าถามว่า ฉันได้อะไรจากการไปวัดย่านยาวในครั้งแรกบ้าง
คำตอบคงจะเป็น ความประทับใจในความเสียสละของบุคลากรสายวิทยาศาสตร์สุขภาพกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ย่อท้อต่องานหนักและทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายให้เขาและเธอเหล่านั้นได้กลับบ้าน
และนั่นนำไปสู่การตัดสินใจที่จะลงไปช่วยแบ่งเบาภาระ เพื่อนร่วมสายงานเหล่านี้บ้างในฐานะทันตแพทย์

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

การตัดสินใจลงพื้นที่ครั้งที่สองของฉันเพื่อทำงานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ทางนิติเวช ไม่มีเสียงยั่วเย้าหรือเสียงคร่ำครวญของใครๆดังประสานอีกแล้ว
ทุกคนพยักหน้ารับรู้และอวยพรให้เดินทางอย่างสวัสดิภาพ แถมฉันยังแอบเห็นสายตาชื่นชมของน้องชายยามจ้องมองอาเจ๊
อิ อิ นั่นน่ะ ทำให้ฉันปลาบปลื้มจนตัวลอยเชียว


การอาสามาทำงานในฐานะทันตแพทย์ ทำให้ฉันได้รับสิทธิพิเศษบินฟรี แถมด้วยรถรับส่งพร้อมพรักจากสนามบินจนถึงวัดย่านยาว


สภาพวัดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนอย่างพิสูจน์ได้ชัดขนาดดมได้คือกลิ่น
จากเดิมที่เป็นกลิ่นแบบเนื้อกำลังจะเน่าและเน่าแล้ว ก็กลายเป็นกลิ่นสารเคมี แสบและฉุนเฉียวเข้าไปในโพรงจมูก ทะลุทะลวงเข้าไซนัสจนตาพร่า แสบจนน้ำมูกน้ำตาไหลพรากๆ ร้อนถึงพี่ๆที่มาทำงานคณะแรกๆต้องมาช่วยพาหลบไปแต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อป้องกันสารเคมี
ชุดที่ใส่มีสามชั้น เอ๊ะ แต่ถ้านับชุดชั้นในด้วยก็เป็นสี่ ชั้นแรกชุดชั้นใน ชั้นที่สองเสื้อและกางเกง ชั้นที่สามเป็นผ้าเอี๊ยมยางที่คลุมจากอกถึงเข่า ส่วนชั้นที่สี่เป็นเสื้อกาวน์พลาสติกพันโอบรอบตัว ผมก็ต้องขมวดเก็บไว้ใต้หมวกกระดาษ แขนทั้งสองข้างสวมถุงมือยางยาวซ้ำพันรอบบริเวณขอบที่ติดกับเสื้อกาวน์ด้วยเทป กางเกงขายาวยัดปลายขากางเกงไว้ในบู้ทยาง และที่หน้ามีแว่นตากันสะเก็ดกระเด็นใส่ ขนาดใหญ่ปิดหน้าครึ่งซีกบนทั้งหมด ส่วนหน้าครึ่งซีกล่างปิดด้วยหน้ากากจมูกหมู กันตั้งแต่โคนจมูกถึงคาง ลักษณะเป็นหน้ากากสองหัวมีตะแกรงกรองอากาศด้านใน
เรียกได้ว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีบริเวณไหนเลยที่ได้รับสายลมโกรกผ่านว่างั้นเถอะ


พอแต่งองค์ทรงเครื่องครบก็ได้เวลาแจกแจงงาน
การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ในทางทันตกรรมมีอยู่สามขั้นตอน คือตรวจฟัน ถ่ายเอ็กซ์เรย์ฟันทั้งปากและถอนฟันหนึ่งซี่เพื่อนำไปพิสูจน์ดีเอ็นเอ


การตรวจฟันซึ่งถือเป็นด่านแรก เริ่มต้นที่อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งจะลำเลียงร่างมาวางไว้บนโต๊ะตรวจ คุณหมอก็จะบอกลักษณะใบหน้าคร่าวๆ (ถ้ายังพอดูออกได้) ว่ามีลักษณะใบหน้าแบบไหน ใบหน้าเว้า คางยื่น อะไรทำนองนี้ แล้วก็เริ่มต้นใช้มีดคัทเตอร์กรีดแก้มทั้งสองข้างออก เลาะกล้ามเนื้อบดเคี้ยวและต่อมน้ำลายที่อาจบดบังทัศนวิสัยบางส่วนออก ในบางรายที่ขากรรไกรแข็งค้าง ไม่สามารถง้างขากรรไกรบนและล่างออกจากกันได้ ก็อาจจะต้องเลาะบริเวณข้อต่อขากรรไกรให้หลุดเพื่อง้างปากออก จากนั้นก็ทำความสะอาด


ทำความสะอาดอะไรนะหรือ ก็ทำความสะอาดปากร่าง ด้วยการเอาเจ้าเพื่อนร่วมโลกสีขาวยุ่บยั่บ จำนวนมหึมาออก โอ๊ย นึกมาถึงตอนนี้ฉันยังขนลุกไม่หาย น้องหนอนนี่นะ ช่างอวบอ้วน ขาวผ่องเป็นยองใย ขนาดน้องๆด้วงมะพร้าวด้วยซ้ำ แถมเจ้าตัวไหนฤทธิ์เดชเยอะ มันก็ดีดตัวเข้าใส่คุณหมอผู้เคราะห์ร้าย ให้ร้องกรี๊ดกร๊าดวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น เวลาจะทำความสะอาดก็แค่กวาดๆหยิบๆมันลงไปใต้โต๊ะ ทิ้งลงบนดินจนเกลื่อนบริเวณ ซึ่งยังความปลาบปลื้มให้แก่กุ๊กไก่ในวัดอย่างยิ่ง คุณโต้งเอยแม่ไก่เอยเลยเพ่นพ่านอยู่รอบๆโต๊ะงานทันตกรรมให้ควั่ก ทำงานไปก็หยอกเย้ากับไก่ไป เป็นการคลายเครียดในตัว


ผ่านไปแค่สามสี่วัน กุ๊กไก่ทั้งฝูงที่สร้างความสำราญให้แก่พวกเราก็หายไป สอบถามหลวงพี่ที่อยู่ในวัดจึงทราบว่า ไก่ตายทั้งฝูงซึ่งคงจะมีสาเหตุมาจากกินหนอนที่มีสารเคมีเข้มข้นเข้าไป


เอาล่ะ พอง้างปากได้ ก็เริ่มทำการสำรวจซี่ฟันในปาก คนนี้มีฟันครบสามสิบสองซี่ไหม มีซี่ไหนถูกถอนไปบ้าง ซี่ไหนอุด ซี่ไหนใส่ฟันปลอม แล้วคนที่มีหน้าที่จดก็ทำการจดบันทึกอย่างละเอียด
ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยเฉพาะในชาวต่างชาติที่เขามีประวัติการทำฟันอย่างละเอียด ถ้าข้อมูลประวัติการทำฟันตรงกันก็อาจจะนำไปอ้างอิงแล้วรับร่างกลับไปได้เลย


ตรวจฟันเรียบร้อยก็จะนำร่างไปสู่ โต๊ะที่สองคือแผนกเอ็กซ์เรย์ โต๊ะนี้จะเอ็กซ์เรย์ฟันทั้งปากเพื่อดูข้อมูลบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น มีฟันซี่ไหนผ่านการรักษารากฟันมาบ้าง มีรากเทียมไหม เป็นรากเทียมแบบไหน ยี่ห้ออะไร (ยี่ห้อและแบบรากเทียมนี่สำคัญ เพราะบางครั้งอาจบอกได้ถึงประเทศที่มาด้วยซ้ำ เนื่องจากมีบางประเทศที่เขามีรากเทียมแบบที่นิยมใช้เฉพาะยี่ห้อ) มีฟันฝังคุดในขากรรไกรหรือเปล่า จะได้เอาไปเป็นข้อมูลประกอบเทียบกับประวัติทันตกรรมได้แม่นยำยิ่งขึ้น


ด่านสุดท้ายคือการถอนฟันเพื่อนำไปสู่การพิสูจน์ดีเอ็นเอ คงจะมีคนสงสัยกันหลายคน ว่าฟันมันพิสูจน์ดีเอ็นเอได้ตรงไหน แข็งก็แข็งอย่างกับหิน


อะแฮ่ม อันนี้ขอเล็กเชอร์ตามที่ทราบมาคร่าวๆว่า การพิสูจน์ดีเอ็นเอ เขาจะใช้เนื้อเยื่อมาพิสูจน์ ถ้าเป็นระยะแรกๆยังเสียชีวิตไม่นาน ก็จะใช้รากผม แต่ถ้าเสียชีวิตนานมากขึ้น เนื้อเยื่อที่รากผมอาจจะใช้ไม่ได้อีก ก็จะเอาเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม กล้ามเนื้อลาย ตามมาเป็นลำดับ จนเกือบจะถึงระยะท้ายๆที่เนื้อเน่าหมดแล้ว สายดีเอ็นเอมันก็จะแตกหักไป สิ่งที่เหลือเป็นความหวังได้ก็คือฟัน
ที่ต้องการไม่ใช่ตัวฟันแข็งๆด้านนอกที่ใช้เคี้ยวอาหารหรอกนะจ๊ะ แต่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนภายในตัวฟันที่เรียกว่าโพรงประสาทฟันต่างหาก


ถ้านึกไม่ออก ให้จินตนาการว่าซี่ฟันหนึ่งซี่เป็นหอย ฟันขาวๆแข็งๆที่เราเห็นน่ะคือเปลือก เนื้อในหอยนิ่มๆคือโพรงประสาทฟัน โพรงประสาทฟันจึงเปรียบเสมือนโลกเล็กๆที่มีเปลือกหุ้มห่ออย่างดี เนื้อเยื่อข้างในที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด เส้นประสาทและเซลล์ต่างๆ จึงได้รับการปกป้อง และเนื่องจากการที่มันมีช่องทางติดต่อกับเนื้อเยื่ออื่นๆน้อยมาก


จึงอาจอนุมานได้ว่า โพรงประสาทฟันน่าจะเน่าตายช้าที่สุดและคงสภาพใหม่สดได้นานที่สุดด้วย
เรื่องถอนฟันนี่หมูมาก ในผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตหมอฟันอาจจะต้องออกแรงกันหน้าดำหน้าแดง แต่กับร่างที่นอนนิ่งๆและผ่านวันเวลามายาวนานพอสมควร แค่หนีบเบาๆฟันก็พร้อมจะหลุดติดมือมาแล้วอย่างง่ายดาย


ที่จริงระยะแรกเขาจะมีการพิมพ์ปาก เพื่อเก็บแบบจำลองฟันของผู้ป่วยแต่ละรายด้วยอีกหนึ่งโต๊ะ แต่ตามเหตุผลของวันเวลาที่ยาวนานนี่ล่ะ ที่ทำให้งานนี้ต้องพับไป ก็แค่หยิบยังจะหลุดติดมือออกมา ขืนพิมพ์ปากคงหลุดออกมาทั้งแผง


การทำงานสิ้นสุดลงเมื่อเริ่มจะมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง ฉันก็แยกย้ายกลับที่พัก
ก่อนจะกลับก็มีการลอกชุดฟอร์มออกเสียก่อน ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่เหงื่อที่ออกมาชุ่มโชกและไม่มีทางระบายออก ผมที่อยู่ในหมวกเปียกลีบจนติดหนังศีรษะ
ฉันเดินสะโหลสะเหลกลับไปขึ้นรถที่จะนำไปสู่ที่พัก ที่เขาว่ากันว่าได้พักในรีสอร์ตหรู


อะนะ มันคงจะหรู เมื่อก่อนจะเกิดสึนามิ เนื่องจากตอนนี้รีสอร์ตดังกล่าวเหลือเพียงชั้นสองให้พวกเราได้พักผ่อนหลับนอน ส่วนชั้นล่างโล่งโปร่ง ลมโกรกเย็นสบายคงจะไปพร้อมกับคลื่นมหาภัยนั่น
ห้องพักหนึ่งนอนนอนกันประมาณเจ็ดถึงแปดคน เบียดกันตามอัธยาศัยด้วยความหวาดกลัว


ตอนที่แสงสุริยาแจ่มจ้า พวกคะนองปากก็เล่าเรื่องชวนขนหัวลุกให้ฟังนับสิบๆเรื่อง ทั้งชาวต่างชาตินับสิบๆรายที่เล่นน้ำโต้คลื่นยามดึกแถวชายหาด นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในชุดเปียกปอนที่มาตามหาผู้สูญหายที่หน้าเหมือนตัวเอง(บรื๋อ) ผู้โดยสารที่ขอติดรถไปสนามบินแต่ไร้ตัวตนยามลงจากรถ สุนัขที่หอนยาวยะเยือกตั้งแต่คืนที่เกิดสึนามิจวบจนบัดนี้พอตะวันตกดินเมื่อไรก็ไม่หยุดหอน


ฉันนอนหลับๆตื่นๆตลอดคืนที่ยาวนานนั้น ชั่วขณะที่คล้ายจะเคลิ้มหลับ ได้ยินเหมือนเสียงคนอาบน้ำแว่วๆอยู่ริมหู เสียงน้ำไหลซ่าและชักโครกกดเสียงดัง ฉันนึกในใจว่าคงจะมีเพื่อนร่วมห้องสักคนลุกขึ้นมาอาบน้ำกลางดึกแล้วเข้าห้องน้ำ


ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพื่อนร่วมห้องทักกันให้ขรมว่ามีใครไปเข้าห้องน้ำเมื่อคืนหรือไม่ ทุกคนปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มี เราสบตากันด้วยความหวาดหวั่นแต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่า ไม่มีทางที่ใครจะเข้าห้องน้ำ อาบน้ำและกดชักโครกได้ดังขนาดนั้นแน่
ในเมื่อน้ำประปาแถบนี้ไม่ไหลอีกเลยตั้งแต่วันเกิดเรื่อง!

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


พอทำงานได้สักสามวันฉันก็เริ่มชินกับกิจวัตรประจำวันใหม่ๆ ปกติตื่นนอนเกือบจะเจ็ดโมงครึ่ง นั่งจิบชา ทานอาหารเช้าแล้วไปทำงาน ราวๆแปดโมงครึ่ง
แต่ที่นี่ ต้องลุกตั้งแต่เช้าตรู่ รีบไปอาบน้ำที่รถบริการของเทศบาลแล้วตะเกียกตะกายขึ้นรถให้ทันเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อจะไปทำงานที่วัดย่านยาว และแน่นอน คนที่ตื่นสายเกือบเจ็ดโมงเป็นฉันเองล่ะ ยังดีที่เป็นคนอาบน้ำเร็ว ใช้เวลาแค่ห้านาทีก็เรียบร้อยไปนั่งเจ๊าะแจ๊ะบนรถได้


ถึงวัด ก็หาอาหารเช้าทาน จะทานโจ๊ก ซาละเปา หรือข้าวกล่อง ก็มีให้คุณคัดสรร แถมจะต่อด้วยไก่ทอดผู้พัน และพิซซ่าชื่อคุ้นหู ตบท้ายด้วยของหวานอย่างไอศกรีมชื่อดัง สคูปละยี่สิบเจ็ดบาท ตั้งแต่เช้าก็ไม่มีใครว่า ขอเพียงแต่ให้คุณรับผิดชอบกับงานที่ทำก็เพียงพอแล้ว


เรื่องเสื้อผ้า ฉันก็คุ้ยๆเอาจากกองของบริจาคนั่นล่ะ เอาสะอาดและสวมใส่ได้สบายตัว ไม่ต้องไปพะวงถึงความสวยเก๋ แบบสมัยนิยมให้มากความ
ฉันไม่ทันคิดหรอกนะ ว่าทัศนคติของตัวเองเกี่ยวกับการทำงานและการแต่งกายมันเปลี่ยนไปมากแค่ไหนในเวลาแค่สามวัน จนกระทั่งเพื่อนรักที่มาด้วยกันบ่นกับฉันว่า เธอไม่คิดเลยว่าจะต้องมาแต่งตัวมอซอและไม่สวยได้ขนาดนี้
ฉันมองเธอแล้วตอบอย่างจริงใจ แบบที่รู้สึกในเวลานั้นว่า ฉันคิดว่าเธอสวยที่สุดต่างหากในเวลานี้ ในยามที่เธอสวมชุดอาสาสมัครลงมาทำงานโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และยิ่งสวยขึ้นเมื่อประดับด้วยสร้อยเพชรแห่งหยาดเหงื่อ
เพื่อนรักอ้าปากค้าง ทำหน้าคล้ายคาดไม่ถึง อ้ำอึ้งอยู่นาน แล้วบอกว่า ไม่เคยคาดคิดว่าในชีวิตนี้จะได้ยินประโยคที่มีสาระและฟังดูดีขนาดนี้จากฉัน !

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*

เวลาทำงานห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวติดปีกบินในความรู้สึกของฉัน ยังมีร่างผู้เสียชีวิตอีกมากมายที่รอการค้นหาและพาเขาเหล่านั้นกลับบ้าน
ณ เวลานี้ สถานการณ์ในการทำงานยังตกอยู่ในภาวะอึมครึม ไม่มีใครทราบว่าท้ายที่สุดแล้วจะให้ดำเนินการอย่างไรกันแน่

ฝ่ายหนึ่งอ้างหลักสากล อีกฝ่ายอ้างความชอบธรรมในฐานะผู้เข้ามาลงมือเป็นหน่วยงานแรก

ไม่มีคำตอบว่าใครถูกใครผิด
และไม่ใช่เรื่องของการแก่งแย่งว่าใครทำได้มากกว่าหรือดีกว่ากัน
มันเป็นเรื่องของน้ำใจและความปรองดองในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกันต่างหาก
แทนที่จะเสียเวลาโต้เถียงและหาข้อยุติปัญหา สร้างอินดิเคเตอร์มากมายเพื่อจับผิดกันและกัน
ทำไมไม่ประสานความเข้าใจและช่วยเหลือกันอย่างที่คนในชาติเดียวกันควรกระทำเล่า
ในเมื่อเราทั้งผอง ต่างก็เกิดใต้ร่มธงไตรรงค์ผืนนี้ เฉกเช่นเดียวกัน...

*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


ชื่อย่านยาวยาวยืนสะอื้นไห้
ชื่อย่านยาวพาใจยับกับย่านนี้
ชื่อย่านยาวร้าวรวดปวดทวี
ชื่อย่านนี้ย่านไหนไม่อยากเยือน
ยินแต่เสียงร่ำร้องก้องเต็มย่าน
ยลแต่ร่างไร้วิญญาณวางกลาดเกลื่อน
ยังแต่กลิ่นฟอร์มาลินคอยย้ำเตือน
ยิ้มแต่ปากหากหน้าเบือนเฝื่อนน้ำตา
อีกกี่วันเพื่อนที่หายจะกรายผ่าน
อีกกี่วันที่บ้านเฝ้าห่วงหา
อีกกี่วันงานหนักจักเลิกรา
อีกกี่วันหนอน้ำตาจะเหือดไป....


*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*






 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2548 1:09:14 น.
Counter : 173 Pageviews.  


ปาล์ม.
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ส่งข้อความถึงปาล์ม
หลังไมค์คุยกัน
Friends' blogs
[Add ปาล์ม.'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.