คิดถึงข้าวคลุกน้ำปลา
ความอร่อยอยู่ตรงไหน...

ฟังดูเหมือนจะวัดกันง่ายๆ แต่คิดไปคิดมาก็ตอบยากพอๆกับถามว่า อย่างไหนคือสวย
ฉันชอบกินมาม่า... มาม่าห่อละห้าบาท กับหมี่ซั่วเยาวราชห่อละร้อย ฉันก็ยังให้มาม่าเป็นต่ออยู่ดี
แต่ถ้าไปถามคนอื่นๆก็ใช่ว่าใครๆจะต้องเลือกมาม่ามากกว่าหมี่ซั่วอย่างฉัน

บางทีความอร่อยอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา
ไม่จำเป็นว่าต้องซาบซึ้งน้ำตาไหลไปกับวัสดุปรุงชั้นเลิศ กุ๊กชั้นเยี่ยม...

มันอาจจะอยู่ที่ความทรงจำที่ได้กินครั้งแรก บรรยากาศรอบตัวเมื่อรสชาตินั้นสัมผัสลิ้น
รอยยิ้มของคนปรุง หรือเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมโต๊ะ

เมื่อ ตอนเด็กๆ ที่บ้านเรายังไม่อยู่ในฐานะที่จะฟุ่มเฟือยได้มาก กับข้าวที่บ้าน เราจึงทำแค่พอกิน พ่อแม่ ลูกอีกสอง และหมาอีก 1 ตัว พอดีหมด 1 มื้อ อาจจะมีเหลือบ้างก็แค่ข้าวที่หุงเผื่อไว้กินต่อไปได้อีกสักมื้อเพื่อที่แม่ จะได้ไม่ต้องมีภาระในการทำกับข้าวมากเกินไป... แต่ถึงยังไงกระเพาะของเด็กวัยกำลังโตมันก็ไม่ได้รับรู้ความเรื่องความ ประหยัดไปด้วย ตกดึกฉันจึงมักหิวอยู่เสมอเหมือนเด็กๆวัยเดียวกันทั่วไป

จะเพราะเคล็ดลับฝีมือแม่ หรือเพราะความหิว หรือเพราะฉันเองก็ไม่เคยมีโอกาสกินของอร่อยราคาแพงก็ไม่รู้ได้
ฉันจึงรู้สึกว่า ข้าวคลุกน้ำปลาผสมน้ำมันหมูที่แม่คลุกให้เป็นมื้อดึก เป็นกับข้าวที่อร่อยเลิศ

ตอน คลุกข้าว แม่จะค่อยๆบรรจงคนข้าวที่ยังอุ่นๆอยู่กับน้ำปลา แล้วบอกว่า นี่คือข้าวผัดสูตรลับของแม่ จากนั้นก็เริ่มหยอดน้ำมัน น้ำมันที่ใช้ แม่จะไม่ใช้น้ำมันใหม่ เพราะจะทำให้คลื่นไส้ บ้านเราจะมีน้ำมันที่เคยใช้ทอดไปแล้วครั้งหนึ่งตักใส่ถ้วยเก็บไว้เพื่อใช้ ครั้งต่อไปอีกหากน้ำมันไม่ดำเกินไป แม่จะตักน้ำมันจากถ้วยที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆของกากหมูบ้างกระเทียมเจียวบ้าง คลุกลงไปกับข้าวจนทั่วดีแล้วยื่นส่งให้ฉัน ...ตอนนั้น แม่เหมือนผู้วิเศษที่เสกของอร่อยด้วยการเหยาะน้ำปลาหยอดน้ำมัน และคนข้าวไม่กี่ครั้ง ข้าวอุ่นๆ น้ำมันเจียวหอมๆ และน้ำปลาที่น่าจะเค็มแต่กลับหวาน ทำให้ฉันหิวทุกครั้งที่กลับไปนึกถึง

จน ถึงทุกวันนี้ ถึงแม้เราจะมีกับข้าวเหลือในตู้มากมาย มีผลไม้ มีขนมปังสำรองไว้ยามหิว และถึงแม้จะรู้ว่า การกินแต่แป้ง น้ำมัน และน้ำมันเก่าที่ใช้แล้วไม่ดีต่อสุขภาพ ไม่เหมาะกับยุคสมัยที่สาวสวยคือสาวหุ่นบาง แต่หลายครั้งที่ฉันได้กลับบ้าน ถ้ารู้สึกหิวตอนดึกๆฉันก็มักหาข้ออ้างให้ตัวเองในการแอบย่องออกมาคลุกข้าว น้ำมันเจียว น้ำปลาในครัวกินอยู่เงียบๆคนเดียว แม้ว่ามันจะไม่อร่อยเท่าตอนที่แม่เป็นคนคลุกให้ก็ตาม

......

ปล. ทิ้งท้ายที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องข้างบน
ขนมปังกรอบที่อร่อยที่สุดที่เคยกิน คือขนมปังกรอบยี่ห้อโฮมมี่ถุงละสิบกว่าบาท ที่ฉันนั่งกินกับหมาแสนรู้ตัวหนึ่งที่หน้าคณะสมัยเรียน

... แบ่งกันทีละแผ่น เจ้าหมาแสนดีนั่งรอฉันยื่นให้ทีละแผ่นอย่างมีมารยาท
ฉันแผ่นนึง เจ้าไบท์ (หมาตัวนั้น) แผ่นนึง ผลัดกันไปเรื่อยๆ จนขนมหมดถุง
หลังจากนั้นฉันเคยไปหาซื้อขนมโฮมมี่นี้มากินอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนอร่อยเท่าครั้งนั้น



Create Date : 14 มกราคม 2550
Last Update : 14 มกราคม 2550 2:59:08 น.
Counter : 419 Pageviews.

11 comment
จันทร์เจ้าเอ๋ย...
20 ปีก่อน สมัยที่กลางคืนในเชียงใหม่มีพระจันทร์ดวงโต มีดาวเต็มฟ้า ฉันยังมีความสุขมากมายทั้งๆที่ครอบครัวเราไม่มีอะไรเลย ถ้ายึดถือเอาทรัพย์สิน เงินทอง ข้าวของ การศึกษาเป็นต้นทุนในชีวิต ต้นทุนของฉันขณะนั้นเกือบๆจะเป็นศูนย์ บ้านเราไม่มีตู้เย็น ไม่มีทีวี ไม่มีกระทั่งเก้าอี้ มีแต่เสื่อไว้นอนฟังนิทาน แล้วมีมุ้งครอบเตียงสี่ด้านเป็นหนังสี่จอ

แต่นั่นถือว่าเป็นต้นทุนที่ดีแล้วเมื่อเทียบกับพ่อแม่ตอนเด็กเพราะต้นทุนของพวกท่านนั้นติดลบโดยสิ้นเชิง ฉันเล่าเรื่องนี้ด้วยความภูมิใจ เพราะชนชั้นติดลบอย่างพ่อกับแม่ทำให้ฉันได้มานั่งใช้คอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ต มีปริญญามหาวิทยาลัย เรียนตัวเองว่าเว็บดีไซน์เนอร์ได้อย่างทุกวันนี้

พ่อแม่ไม่ใช่คนอมทุกข์กับชีวิต ไม่เคยมานั่งคิดว่าทำไมต้องเกิดมาลำบาก ท่านแค่ใช้ชีวิตผ่านไปให้ได้เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนเราล้วนต้องพบเจอความทุกข์ แต่เพราะความหนักหนาของชีวิตที่ต้องเจอมาทั้งหมด มันก็ทำให้พ่อกับแม่ไม่อาจเป็นเหมือนพ่อกับแม่ในนิยาย

เมื่อฉันทำผิดฉันจะถูกลงโทษโดยไม่ซักถาม ถ้าฉันร้องไห้ถ้าหยุดร้องเองไม่ได้ฉันจะถูกตีซ้ำ และ เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายความกับฉันให้ยุ่งยาก ระหว่างฉันกับพ่อแม่จึงไม่ใช่จิตวิทยาการเลี้ยงลูก ไม่ใช่การทำความเข้าใจ ที่พ่อกับแม่เลี้ยงฉันมาก็ใช้แค่ความรักเท่านั้น

แต่ก็น่าแปลกที่ฉันเองก็ไม่ได้ต้องเป็นเหมือนลูกในนิยาย ถึงจะไม่ได้รับความเข้าใจ ถึงจะขาดความเอาใจใส่ ขาดการอธิบายเหตุผล แต่ฉันก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นเด็กมีปัญหาหรืออกนอกลู่นอกทาง อาจจะเพราะเมื่อมองพ่อแม่ทุกครั้ง สิ่งที่ฉันเห็นก็มีแต่ความรักเท่านั้นเช่นกัน


คืนหนึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่เชียงใหม่มีดวงจันทร์กลมโตและดาวเต็มฟ้า ฉันยืนร้องไห้อยู่ข้างหน้าต่างบ้านยาย มองทีวีขาวดำภายในห้องที่กำลังฉายละครในขณะที่ฉันอยากดูหนังกำลังภายในอีกช่องใจจะขาด ฉันเพิ่งรู้จักและเข้าความเจ็บปวดของการที่ไม่อาจเป็นเจ้าของ การที่ได้แต่มองของที่เป็นของคนอื่นเป็นครั้งแรก

คืนนั้นแม่เดินมาจูงแขนพาฉันกลับเข้าบ้าน จนฉันแปลกใจ เพราะทุกครั้งที่ฉันร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลฉันจะถูกตีซ้ำโทษฐานที่เอาแต่ใจ ไม่ยอมเข้าใจเหตุผล ยิ่งโดยเฉพาะไปร้องไห้ที่บ้านยาย ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็จะถูกลงโทษ เพราะแม่ไม่ต้องการให้ฉันไปทำเรื่องรบกวนใคร

แต่คืนนั้นมือที่จูงมือฉันแค่บีบเบาๆ แล้วกลายเป็นดึงเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน แม่พาฉันเข้านอนโดยเปิดวิทยุสถานีที่ถ่ายทอดเสียงจากรายการทีวีให้ฟังพลางปลอบว่า ไว้เรามีทีวีของตัวเองเมื่อไหร่ค่อยดูเรื่องที่เราชอบให้สบายใจ เรานอนฟังหนังจีนกำลังภายใน พร้อมกับพระจันทร์ลูกใหญ่ที่ส่องแสงผ่านกรอบหน้าต่างไร้ม่านจนฉันผล็อยหลับในเวลาไม่นาน


ฉันเคยกลับไปคิดหลายครั้งว่า ทั้งที่คืนนั้นฉันช่างเอาแต่ใจ ฉันร้องไห้เพียงเพราะแค่อยากดูทีวี แต่เพราะอะไรถึงได้รับการปลอบอย่างอ่อนโยนแทนการสมควรถูกตี จนถึงตอนนี้เมื่อฉันพอจะรู้บ้างว่าชีวิตคืออะไรฉันถึงคิดว่าฉันเข้าใจ

คืนหนึ่งเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่เชียงใหม่มีดวงจันทร์กลมโตและดาวเต็มฟ้านั้น คนที่เสียใจเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ฉัน ตอนที่นอนมองพระจันทร์ด้วยกัน ในใจแม่คงจะร้องว่า

"จันทร์เจ้าเอ๋ยขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า
ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่
ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน
ขอละครให้น้องข้าดู......."



Create Date : 24 สิงหาคม 2548
Last Update : 14 มกราคม 2550 3:09:13 น.
Counter : 235 Pageviews.

3 comment
ฉันน่ะหรือผู้หญิงวัยป้า
ทุกวันนี้บนหน้าจอทีวี ทั้งหนัง ละคร โฆษณา หรือแม้กระทั่งตามปกนิตยสารสวยๆทั้งหลายแหล่ที่วางขายอยู่เกลื่อนแผงนั้น ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยเด็กสาวๆวัยใสอายุตั้งแต่ สิบสองสิบสาม ไปจนถึงยี่สิบต้นๆ ออกมาอวดโฉมเป็นดารา นักร้องนางแบบกันมากมายอย่างที่จำหน้าจำชื่อกันแทบไม่ไหว ทุกคนล้วนแล้วแต่ทั้งสาวสะพรั่ง สวยสด ดูเป็นหญิงสาวเต็มตัวอยู่ในวัยที่กำลังเบ่งบานที่สุดในชีวิตกันเต็มที่ ทุกครั้งที่เห็น ฉันอดชื่นชมในความสวยงามเปล่งปลั่งของพวกเธอไม่ได้ แต่ก็ทุกครั้งอีกนั่นแหละ ที่เห็นแล้วทำให้หญิงสาววัยเลยเบญจเพสมาไม่มากมายเท่าไหร่อย่างฉันอดถอนใจไม่ได้

ทำไมนะ ทำไม พวกเธอเหล่านั้นถึงล้วนแล้วแต่อายุน้อยกว่าฉันทั้งนั้น นักร้องเด็กสาววัยสิบสาม นางเอกละครวัยสิบหก หรือแม้แต่ดาราสาวเซ็กซี่คนดังที่เป็นข่าวภาพเปลือยในฉากหนังหลุดมาเผยแพร่ในเว็บก็อายุแค่ 18 นี่ฉันเริ่มแก่แล้วจริงๆหรือนี่

ทั้งๆที่ค่าเฉลี่ยอายุของประชากรในบ้านเราสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย แต่ไม่รู้เพราะอะไร ค่าเฉลี่ยคำนิยามของคำว่า "แก่" สำหรับผู้หญิงในสังคมบ้านเราถึงได้แปรผกผันไปทางตรงข้าม ลดน้อยลงทุกทีๆ

เมื่อกลางๆปีที่ผ่านมา รายการเรียลิตี้โชว์ชื่อดังที่ถ่ายทอด 24 ชั่วโมงทาง UBC รายการหนึ่งที่นำผู้เข้าแข่งขันมาอยู่บ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตฝึกฝนเพื่อตามล่าความฝันในการเป็นดารา นักร้อง พิธีกร อยู่ด้วยกันตลอดสามเดือน หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ผ่านกระทู้ต่างๆทางอินเตอร์เน็ตมากที่สุดมีทั้งคนรักและคนเกลียดอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นหญิงสาวที่ฉันได้เห็นเพียงแว๊บๆว่าหน้าตาก็ปานกลาง น่ารักพอใช้ได้ ดูร่าเริงสดใส ประเด็นที่เธอถูกด่าถูกวิจารณ์นั้นฉันไม่ได้รับรู้อะไรด้วยหรอก เพราะฉันไม่เห็นสาระในการเฝ้าดูใครกินข้าว ร้องเพลง เต้นรำ หรือคุยกันตลอด 24 ชั่วโมง (เรื่องของเรื่องคือฉันไม่มีเงินติด UBC ต่ะหาก) แต่เรื่องที่หนึ่งเกี่ยวกับผู้แข่งขันรายนี้ที่กระทบใจฉันอย่างแรงคือ เธอถูกเด็กๆในเว็บบอร์ดเรียกว่า "ป้า"

จะไม่ให้กระทบใจ หรือแทงใจดำฉันดังฉึกได้ยังไง ในเมื่อหญิงสาวคนนั้นอายุเท่ากับฉันพอดิบพอดี!สำหรับคนที่อายุยังไม่ถึงเลขสาม แค่เลยเบญจเพสมาไม่กี่ขวบปี หน้าตารึก็ยังไม่ได้มีริ้วรอยบ่งวัยใดๆ (ถึงแม้อาจจะไม่สวยใสขาวอมชมพูดูเป็นธรรมชาติไปบ้าง) อย่างฉันนั้นถึงวัยที่ต้องถูกเด็กมัธยมเรียกว่า "ป้า" แล้วอย่างนั้นหรือ

ฉัน และบรรดาเพื่อนๆสาวๆของฉันที่เกิดมาในช่วงเดียวกันหัวอกเดียวกัน มักจะนั่งปลงด้วยกัน เวลาเซ็งๆว่าพวกเรานั้นเหมือนถูกขโมยช่วงเวลาวัยสาวไปอย่างไรชอบกล เรื่องของเรื่องก็คือ พวกเราเติบโตขึ้นมาในยุคที่เด็กนักเรียนมัธยมนั้นยังไม่ถือว่าโตเป็นสาว แต่เรียนจบมาในสมัยที่เด็กมัธยมต้นกลายเป็นนางเอกหนัง และหญิงสาววัยทำงานนั้น ถือว่าแก่เป็นป้าไปเสียแล้ว

สมัยฉันยังเป็นเด็กๆรุ่นๆอายุสิบสองสิบสามนั้น ค่านิยมของคนยุคนั้น เด็กสาววัยรุ่น คือเด็กสาวในช่วงอายุสิบแปดขึ้นไป เป็นเด็กสาวในมหาวิทยาลัย ส่วนหญิงสาวเต็มวัยที่ถือว่าอยู่ในวัยที่สวยที่สุดนั้น คือหญิงสาววัยเริ่มทำงาน อายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้ากำลังดี และเด็กอายุสิบสามอย่างฉัน ยังถือว่าเป็นเด็กกะโปโล ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นตัวโคร่งที่ได้รับตกทอดมาจากพี่ชาย วิ่งไล่จับแมลง แตะบอล กระโดดหนังยางไปตามเรื่องตามราว

แต่ถึงอย่างไรฉันก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถึงจะรักในความเป็นเด็กของตัวเอง แต่ก็แอบใฝ่ฝันถึงวัยสาว วันที่จะได้เป็นเด็กวัยรุ่น ทิ้งเสื้อผ้าแบบเด็กๆมาใส่กางเกงยีนส์หรือชุดกระโปรงสวยๆกับเขาบ้างเหมือนกัน (แน่นอนฉันเคยแอบฝันอยู่บ้างว่าพอฉันเป็นวัยรุ่นฉันอาจจะสะสวยเหมือนดาราวัยรุ่นในทีวี และฉันอาจจะมีโอกาสเป็นดารากับเขาด้วยเหมือนกัน)


เวลาผ่านไป และฉันก็เติบโตขึ้นเป็นสาววัยสิบแปด น่าเสียดายที่ไม่ได้สะสวยจะพอเป็นดาราอย่างที่หวังไว้ อีกทั้งความหวังเล็กๆที่จะเป็นดาราวัยรุ่นของฉันก็ยังมีอันต้องหมดไป เมื่อฉันพบความจริงที่ว่า ดาราวัยรุ่นในละครเดี๋ยวนี้เขาเริ่มที่อายุสิบสี่สิบห้ากันแล้ว ฉันที่อายุสิบแปดในตอนนั้นกลับกลายเป็นวัยรุ่นตอนปลายไปเสียฉิบ แต่แน่นอนว่า ในสมัยเกือบๆสิบปีที่แล้ว อายุสิบแปดก็ยังไม่ถือว่าเป็นหญิงสาวเต็มตัว ฉันจึงพยายามเลิกสนใจ เลิกคิดว่าฉันสูญเสียโอกาสที่จะเป็นวัยรุ่น มัวเป็นเด็กกะโปโลอยู่ตั้งสี่ปีแน่ะ และฉันก็ใช้เวลาวัยรุ่นที่เหลืออยู่ไม่กี่ปีรอคอยเวลาที่จะเป็นหญิงสาวเต็มวัย (คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า ฉันยังแอบหวังว่าพอฉันอายุซักยี่สิบสี่ยี่สิบห้า ฉันจะมีอายุกำลังดีสำหรับบทนางเอกหนังไทย อาจจะมีผู้กำกับตาถึงมาเล็งเห็นในความแปลกของฉันก็เป็นได้)

แต่แล้ว ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่แรก ค่าเฉลี่ยของคำว่า "แก่" ในสังคมบ้านเราโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงนั้น มันลดลงเรื่อยๆ และเรื่อยๆ มีนักร้องที่แต่งตัวเป็นสาวสวยเต็มที่ทั้งๆอายุเพิ่งจะสิบสอง มีนางเอกที่เล่นฉากเลิฟซีนแบบถึงพริกถึงขึงตั้งแต่อายุสิบสี่ และมีคนต้องเล่นบทแม่ที่มีลูกสาวเรียนมหา'ลัยตั้งแต่อายุเยังไม่ทันจะสามสิบ!!!( เข้าใจว่าคุณแม่ในละครเรื่องนั้นต้องมีลูกตั้งแต่อายุสิบสอง ) ฉันที่อายุยี่สิบกว่าๆไปเรียบร้อยแล้วจึงหมดหวังกับการเป็นดาราวัยรุ่นไปโดยปริยาย โชคดีที่ความสนใจเรื่องอาชีพการงานของฉันมันมุ่งไปทางเรื่องอื่นเสียก่อนโดยลืมเลือนความฝันวัยเด็กที่จะเป็นนางเอกหนัง เป็นนักร้องไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ฉันเลยไม่ต้องเจ็บใจกับเรื่องนี้มากมายนัก

อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าอิทธิพลจากสื่อโทรทัศน์บ้านเราที่ส่งผลต่อคนดูนั้นเข้มข้นขนาดไหน เมื่อเห็นนางเอกละครอายุน้อยๆแต่งตัวเต็มยศราวกับเป็นสาวเต็มที่ หรือโฆษณาที่มีเด็กสาวอายุน้อยๆใส่เสื้อกล้ามสายเดี่ยวอวดผิวขาวผ่องทาโลชั่นบำรุงความงามกันตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม(ตอนอายุเท่านั้นฉันยังใช้แค่โลชั่นจอห์นสันสำหรับเด็กเฉพาะหน้าหนาว ทามั่งไม่ทามั่งแค่กันผิวแตกเพราะแถวบ้านฉันมันหนาวจับใจ โดยไม่รู้จักคำว่าไวท์เทนนิ่งอย่างสิ้นเชิง) บรรดาสาวน้อยในยุคนี้จึงมั่นใจเต็มที่ว่าสังคมได้บัญญัติแล้วว่าผู้หญิงอายุสิบสองสิบสามนั้น เป็นวัยรุ่น มีสิทธ์ที่จะเป็นเด็กสาวอย่างเต็มตัว และไม่น่าแปลกใจเลย ที่ผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันจะถูกเด็กๆเหล่านั้นขนานสรรพนามว่า "ป้า"

ใช่ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยที่เด็กๆสาวน้อยเหล่านั้นลุกขึ้นมาสลัดคราบเด็กหญิงทิ้ง หันมาใส่เสื้อยืดรัดรูปพอดีตัว บ้างก็เสื้อกล้ามบ้างก็สายเดี่ยวตามอย่างภาพจากสื่อที่พวกเธอเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวัน ฉันกลับเห็นว่าผู้หญิงที่รู้จักความงามของตัวเอง รู้จักตกแต่งร่างกายดูแลบุคลิกให้สดชื่นงดงามอยู่เสมอนั้นเป็นเรื่องดี ดีกว่าปล่อยให้วัยที่งดงามเต็มที่ของตัวเองผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยก็ทำให้โลกนี้ดูสดใสสดชื่น ตราบใดที่การแต่งตัวยังดูสดชื่นเหมาสมกับวัยที่ดูใสสะอาด ไม่ประโคมแต่งเสียจนเว่อร์ดูเจนจัดและกร้านโลกจนเกินไป การประพฤติตัวของเด็กสาวเหล่านั้นยังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สร้างสรร และไม่ทำอะไรที่จะนำภัยมาสู่ตัวเอง


แต่ไม่ว่าฉันจะทำใจรับได้กับค่านิยมเรื่องวัยในสมัยนี้ได้ขนาดไหนก็ตาม คำว่า"ป้า" หรือ "แก่" มันก็ยังคอยแทงใจดำฉันดังฉึกอยู่ดี บ่อยๆที่ฉันนึกเสียดายเวลาที่ผ่านไปของตัวเองและอดอิจฉาตาร้อนไม่ได้เมื่อเห็นเด็กๆสาวๆแต่งตัวสวยงามสดใส ขณะที่ฉันเมื่อวัยเดียวกันนั้นสวมแต่เสื้อยืดหลวมโพรกกับกางเกงพละเก่าๆเป็นประจำ แม้แต่สมัยเป็นนักศึกษา ชุดนักศึกษาในสมัยที่ฉันเรียนอยู่นั้นก็ยังเป็นแค่เสื้อเชิ้ตขาวหลวมๆกับกระโปรงยาวเชยๆตัดตรงๆคลุมเข่า สะพายกระเป๋าเป้ธรรมดาเท่านั้น แถมฉันยังนิยมนุ่งยีนส์กับเสื้อยืดไปเรียนมากกว่าอีกต่างหาก หาใช่ชุดนักศึกษาคับติ้วพอดีตัวเป๊ะประดับนู่นนิดนี่หน่อย สะพายกระเป๋าเบรนด์เนม เต็มไปด้วยกลิ่นอายแฟชั่นอย่างสมัยนี้(สงสัยจริงๆว่าสาวๆนักศึกษาเดี๋ยวนี้เค้าพกตำรับตำรากันยังไง เพราะเท่าที่เห็นกระเป๋าที่พวกเธอหนีบอยู่ก็น่าจะใส่ได้แต่ตลับแป้ง ลิปสติก หวี และกระเป๋าตังค์ใบเล็กๆเท่านั้น) ฉันกับเพื่อนผู้หญิงวัยเดียวกันจึงมักมีความรู้สึกร่วมกันว่าวัยรุ่นแบบที่เรียกว่าวัยใสของเรานั้นหายไปอย่างลึกลับตอนที่พวกเราไม่รู้ตัวเมือนมีมนุษย์ต่างดาวมาขโมยไปยังไงอย่างงั้น จากที่เคยเอาแต่แต่งตัวเป็นเด็กๆเพราะรับรู้มาว่าตัวเองยังไม่ถึงวัยแต่งเป็นสาว แต่แล้วเมื่อรู้ตัวอีกที ฉันก็เลยวัยแต่จะแต่งตัวน่ารักแบบสาวน้อยไปเรียบร้อยโรงเรียนป้าแล้ว

เมื่อบรรดาสื่อต่างๆพากันกระหน่ำส่งภาพดาราสาวๆอายุน้อยๆแต่ล้วนดูเป็นหญิงสวยสวยงามเปล่งปลั่งออกมาให้เห็นทุกวันๆ ตอกย้ำว่า ต้องผู้หญิงแบบนี้ วัยนี้นะ คือผู้หญิงวัยสาว คือผู้หญิงที่มีศักยภาพในการที่จะสวย ดังนั้นทั้งๆที่ฉันแน่ใจว่าอายุขนาดฉันยังไม่นับว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ด้วยซ้ำ (หรือฉันคิดของฉันคนเดียวก็ไม่รู้ว่าฉันยังไม่เป็นผู้ใหญ่) และหญิงสาววัยสามสิบต้นๆที่ยังหุ่นฟิตเปรี๊ยะใบหน้าสวยงามเปล่งปลั่งนั้นยังมีอีกมากมาย แต่ฉันก็ยังถูกพายุสื่อต่างๆเหล่านั้นตอกย้ำราวกับสะกดจิตว่าฉันเริ่ม แก่ แก่ และ แก่ เวลาเดินผ่านที่ไหนๆ ที่มีกระจกเห็นเงาสะท้อนภาพตัวเองทีไร ฉันจึงมักเห็นแต่รอยถุงใต้ตาหย่อนๆอันเป็นสัญลักษณ์ของความเปล่งปลั่งที่หดหายโดดเด่นอยู่ในกระจก ลอยออกมาจากส่วนอื่นๆของใบหน้าเสียทุกทีไป

ว่าแล้ว นั่งจ้องจอคอมฯเสียนานนมเป็นชั่วโมงอย่างนี้ พรุ่งนี้เช้าถุงใต้ตาคงจะเป็นรอยชัดแจ๋วแถมมีวงช้ำๆเป็นหมีแพนด้าอีกแน่ๆ เห็นจะต้องประโคมอายครีม ตามด้วยโปะแตงกวาเย็นๆ แล้วรีบเข้านอนเร็วๆเสียแล้ว

ก็ขนาดถูกคนไม่รู้จักมักจี่มาเรียกฉันว่าพี่อย่างมั่นอกมั่นใจฉันยังเจ็บจิ๊ดๆ
ถ้าจะต้องถูกเรียก "ป้า" ด้วยอายุเท่านี้ ฉันเป็นอันไม่ยอมแน่ๆ





Create Date : 14 มิถุนายน 2548
Last Update : 14 มิถุนายน 2548 1:20:52 น.
Counter : 152 Pageviews.

16 comment

ouiya
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



what if your family live in a home on an island that you couldn't leave,
with limit amount of food and safe drinking water?
it would be very important to make things last, wouldn't it?
especially if your family keep growing...growing .... and growing

well...it doesn't matter where your home is

because we're all live on an island that we can't leave
so please... use only what you need

because supplies truly are limited

we can do that ...

OneEarth.org
Search manga & anime
Loading