เมื่อฉันอายุเพิ่มอีกหนึ่งปี
หลังจากที่ปล่อยให้บล็อกว่างมานาน วันนี้จะขออัฟเดทหน่อย ...เนื่องในเดือนนี้เป็นเดือนครบรอบวันเกิดของฉัน หมายถึงว่า "ฉันอายุเพิ่มอีก 1 ปี" ตอนนี้เริ่มเข้าบั้นปลายตอนต้นแล้ว ชีวิตที่ผ่านมากมีอะไรมากมาย ความชื่นใจ ความทดท้อ ความทุกข์ ความสุขชั่วคราว ผ่านมามากมาย อยากบอกว่าทุกอย่างที่ทำให้ฝ่าฟันให้ได้และต้องทำต่อไป คือ "ครอบครัว" ที่ประกอบด้วย พ่อแม่ลูก และญาติผู้ใหญ่อีกสามท่านที่เราต้องคอยดูแล เหนื่อยนะ แต่หยุดไม่ได้ ปัญหาเศรษฐกิจมีส่วนสำคัญอย่างมากและเราก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้เงินอนาคต ทำให้ต้องลำบากมากขึ้น เหตุที่จำเป็นต้องใช้ก็เนื่องจาก ครอบครัวใหญ่คนหาเงินมีสองคน ซึ่งเงินเดือนก็ไม่ได้มากอะไร ถามว่าตอนนี้ทุกข์ไหม ตอบได้ว่าทุกข์ ถามว่าสุขไหม ตอบได้ว่าสุขใจ ลำบากกาย ที่ต้องทำต่อไปนี้คือ บริหารการเงินในครอบครัวใหม่ เตือนตัวเองว่าต้องนำครอบครัวไปให้รอด

สิ่งที่โชคดีในชีวิตคือ การมีเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ดี และครอบครัวที่ดี สามีที่รับผิดชอบ ลูกที่น่ารักไม่สร้างความหนักใจให้ เราจะจับมือไปด้วยกัน วันนี้ฉันแค่อยากระบายออกมาบ้างแม้จะรู้ว่ามันก็จะอยู่ในนี้ ขอบคุณสำหรับสังคมเน็ดเวิร์ดที่เป็นอีกหนึ่งทางของการระบายความรู้สึก ขอบคุณ และขอบคุณ



Create Date : 27 กรกฎาคม 2556
Last Update : 27 กรกฎาคม 2556 10:08:57 น.
Counter : 269 Pageviews.

1 comment
เมื่อคุณแม่อายุครบ 72 ปี

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2483  เป็นวันเกิดของแม่  นับถึงวันนี้แม่อายุ 72 ปี แล้ว แม่เป็นคนรูปร่างเล็กจึงดูไม่แก่มาก สำหรับเราแม่คือผู้หญิงที่น่ารักและใจดีที่สุดในโลก.....

แม่ตกพุ่มม่ายกระทันหันตั้งแต่อายุ 44 ปี ตอนนั้นครอบครัวเรามีกันเพียง 4 คน คือ พ่อ แม่ ฉันและสามี  ณ ตอนนั้นพวกเราเคว้งคว้างเมื่อขาดถ่ออย่างพ่อ แต่แม่คือแพที่นำพาครอบครัวเราฝ่าวิกฤตชีวิตมาได้ด้วยดี  แม่จึงคือที่สุดของชีวิตฉันทั้งในอดีต  ปัจจุบัน และอนาคต

ตอนนั้นเคยถามแม่ว่า "ทำไมไม่แต่งงานใหม่ จะได้ไม่ลำบาก"  แม่บอกคำเดียวว่า "กลัว"  กลัวว่าเค้าจะไม่รักลูกตัว  กลัวว่าเค้าจะไม่ดีเท่าพ่อ แค่มีลูกแม่ก็อยู่ได้แล้ว ถึงจะรู้ว่าแม่รักลูกมากแค่ไหนแต่คำพูดของแม่ "...แค่มีลูก แม่ก็อยู่ได้แล้ว" มันซึมซับเข้าไปในใจและยังคงอยู่ตลอดไป

ณ ปัจจุบันแม่ครองตัวเป็นม่ายมา 28 ปี แล้ว และเรายังมีกันและกันอยู่เสมอ แม่จะอยู่กับลูกเสมอ ปีนี้แม่อายุครบ 72 ปีแล้ว ลูกและหลานๆ ขอให้แม่มีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างนี้ไปนานๆ รักแม่ที่สุด...




Create Date : 14 มิถุนายน 2555
Last Update : 14 มิถุนายน 2555 14:16:54 น.
Counter : 504 Pageviews.

4 comment
ลูกแอดฯ ติดแล้ว
วันนี้มาอัฟสองบล็อคเลยค่ะ

ตอนนี้ผลแอดมิชชั่นออกมาแล้ว ปรากฎว่าลูกติดคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ภาควิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ ที่เลือกไว้ลำดับที่สอง เธอกรี๊ดลั่นบ้านเลย....

หลังจากที่พลาดหวังจากการสอบตรง เราก็มาลุ้นระทึกแอดมิชชั่นกลางต่อ คราวนี้ลูกตั้งมั่นมาก เราไปซื้อระเบียบการแอดมิชชั่นมาให้ลูก เค้ามานั่งคำนวณคะแนนหน้าคอมฯ กระดาษโน๊ตแปะเต็มหน้าคอมฯ เลย (ลูกหัวฟูเลย งานนี้)

เราถามว่าลูกเลือกคณะด้วยวิธีไหน เค้าตอบว่า ความชอบก่อนเลยลำดับแรก ว่าจะสามารถเรียนอะไรได้ ชอบคณะอะไร สาขาอะไร มหาวิทยาลัยอะไร ที่สำคัญจบแล้วมีงานรอบรับได้มากน้อยแค่ไหน

จากนั้นเค้ามาเลือกว่ามหาวิทยาลัยไหน โดยมีเงื่อนไขว่า
ข้อ 1. ต้องเป็นมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ที่ไม่ต้องอยู่หอ
ข้อ 2. การเดินทางไปเรียนไม่ไกลมากเกินไปสำหรับการไปเรียน

เมื่อตั้งโจทย์ให้ตัวเองแล้ว ลูกก็คำนวณคะแนนเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่จะรับเข้าไปเรียน บางคณะมีคะแนนมากแต่ถ้ารับน้อยหรือคณะนั้นเป็นที่นิยมในส่วนมากเค้าก็ไม่เลือก จนในที่สุดก็สามารถเลือกในสิ่งที่ต้องการได้ สิ่งที่เราบอกลูกก่อนมีการเลือกคณะคือ "เมื่อเลือกแล้วต้องเรียนให้ได้ อย่าเลือกเผื่อว่าไม่ได้คณะที่ต้องการ แม่ไม่อยากให้ลูกต้องซิ่วในปีต่อไปอีก ไม่ได้ห่วงเรื่องเงิน แต่ไม่อยากให้เสียเวลา" นั่นคือสิ่งที่เราต้องการและก็บอกลูกตรงๆ

ตอนนี้ลูกสาวสามารถแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว แม่ก็รู้สึกโล่งอกไปเยอะว่าลูกมีที่เรียนแล้ว ที่สำคัญลูกไม่ต้องไปอยู่หอและใกล้ที่ทำงานแม่ด้วย และทำให้เราแฮปปี้กันทั้งบ้าน ความรู้สึกอึดอัดมาปีกว่าๆ เริ่มจะดีขึ้น คราวนี้คงเหลือแต่ลุ้นว่าลูกจะเรียนไหวไหมในคณะที่เราว่าค่อนข้างยาก แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ เฮ้อ....ความเป็นแม่นี่ไม่สามารถทิ้งห่วงได้จริงๆ เนอะ (ทั้งห่วงลูกและห่วงยางที่เอวที่มากขึ้นตามวัยด้วยค่ะ)



Create Date : 10 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤษภาคม 2554 11:29:26 น.
Counter : 315 Pageviews.

6 comment
ความรู้สึกเมื่อลูกพลาดหวังจากการสอบตรง
สวัสดีค่ะ สมาชิกและท่านที่พลัดหลงเข้ามาบล็อกนี้

ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อคนานมาก เพราะช่วยลุ้นลูกสาวสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ลูกมีที่เรียนแล้วเลยสบายใจขึ้น อยากบอกเล่าประสบการณ์ในการช่วยลูกเตรียมความพร้อมไปด้วย

เริ่มตั้งแต่เมื่อลูกอยู่ ม.5 ก็เริ่มตามข่าวการสอบ แกะกับแพะ (GAT-PAT) เพราะเราตามข่าวการสอบมาตลอด ลูกจึงได้สอบ GAT-PAT รวมทั้งหมด 5 ครั้ง ก่อนจะมีการแอดมิชชั่น ทำให้สามารถเลือกคะแนนที่มากที่สุดได้ และก็โชคดีที่โรงเรียนของลูกซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนย่านฝั่งธนฯ เขาจ้างสถาบันติวมาสอนเรื่องเกี่ยวกับการสอบ GAT-PAT โดยเฉพาะ และนักเรียนจะเสียเงินค่าเรียนเพิ่มจากปกติ 900 บาท ก็นับว่าคุ้มตรงที่ลูกเราไม่ต้องไปหาที่ติวข้างนอก และค่าเรียนก็ถูกกว่า เพราะนักเรียน ม.6 ทุกคนต้องเรียนทำให้มีการถัวเฉลี่ยค่าสอน

ลุ้นมาตลอด จนกระทั่งเมื่อลูกจบ ม.6 ตอนนี้มีสอบตรงก่อน เราก็ต้องตามข่าวสอบตรงของสถาบันต่างๆ เช่น จุฬาฯ ม.ธรรมศาสตร์ ม.มหิดล ม.เกษตรฯ ม.ศิลปากร ช่วยลูกเตรียมข้อมูลในการสมัคร พาลูกไปสอบที่เมืองทอง ที่ธรรมศาสตร์รังสิต แต่ในที่สุดก็ผิดหวัง ลูกสอบตรงไม่ติด....แม่เริ่มเครียด ผลสอบสองมหาลัยแรกออกลูกสอบไม่ติด ลูกยังเข้มแข็ง พอมหาวิทยาลัยที่สามไม่ติดอีก ลูกนอนร้องไห้เลย....เรากลับจากทำงานลูกมานอนรอที่ห้อง
คำถามแรกของลูกคือ ....คุณแม่เหนื่อยไหม...พลอยสอบธรรมศาสตร์ไม่ติดอีกแล้ว...
สงสารลูกใจจะขาดได้แต่กอดลูกไว้กับอกแล้วปลอบใจว่า....สอบไม่ติดก็ไม่เป็นไรลูก ร้องไห้เหรอ...ไม่ต้องร้องหรอก ยังมีแอดมิชชั่นอีก ถ้าแอดฯ ไม่ติดก็เรียนรามฯ ก็ได้ ไม่เห็นต้องเครียดเลย ลูกทำดีที่สุดแล้ว

เรารู้ที่ลูกเครียดเพราะเค้าคิดว่าเราคาดหวังกับเค้ามาก (คือ ลูกเรียนสายวิทย์ คะแนนค่อนข้างจะใช้ได้คือ 3.6 ขึ้นไปทุกเทอม) เค้าคิดว่าน่าจะทำได้ แต่เมื่อไม่ได้คงจะคับใจเต็มที่ ทุกๆ คนที่บ้าน (คุณตา-คุณยาย) ก็ช่วยกันให้กำลังใจ ไม่มีใครตำหนิเลย ทุกคนจะพูดเหมือนกันคือ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรียนมหาลัยเปิดก็ได้ แม่เอ็งก็จบรามฯ เค้ายังทำงานได้เลย

เลยต้องกลับมาดูตัวเองว่า "เราเป็นแม่ที่คาดหวังลูกมากไปหรือเปล่า" โชคดีที่บ้านเป็นครอบครัวขยาย ครอบครัวใหญ่ที่ค่อนข้างจะร่วมสมัยไม่ใช่มีเพียงพ่อแม่ลูก ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นไม่อ้างว้าง

ถ้าจะถามความรู้สึกของเราว่ารู้สึกอย่างไรที่ลูกสอบตรงไม่ติด คงจะบอกว่าไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก เพราะการสอบตรงเป็นการสอบแข่งขันกับคนเก่งๆ ทั่วประเทศ (เพราะถ้าเด็กที่มีผลการเรียนต่ำกว่า 2.5 บางที่ก็ไม่สามารถจะยื่นสอบตรงได้อยู่แล้ว) และที่สำคัญเรารู้ว่า "ลูกทำดีที่สุดแล้ว" และที่สำคัญที่สุดเราไม่เคยคาดหวังว่าลูกต้องสอบตรงให้ได้ เราแค่หวังให้ลูกได้มีโอกาสลองสอบเพื่อหาประสบการณ์ในการสอบ ถ้าได้ก็ดีไม่ต้องเหนื่อยตอนต้องยื่นแอดมิชชั่นกับคนอื่น ถ้าไม่ได้ก็ยังมีแอดมิชชั่นกลางอยู่ ถ้าแอดมิชชั่นกลางไม่ติด ก็เรียนมหาวิทยาลัยเปิดไปก่อน ปีหน้าแอดฯ ใหม่ นี่คือความคิดของเราจริงๆ

นี่คือ "ความรู้สึก" ของแม่คนหนึ่ง



Create Date : 10 พฤษภาคม 2554
Last Update : 10 พฤษภาคม 2554 10:50:50 น.
Counter : 2313 Pageviews.

4 comment
ช่วยลูกเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เมื่อลูกขึ้น ม.6 ตอนนี้คงต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วล่ะสิ หน้าที่แม่อย่างฉัน ที่ต้องรับหน้าที่ดูแลลูกเพียงคนเดียว เพราะพ่อเด็กทำงานต่างจังหวัดไม่มีเวลามากพอสำหรับลูกๆ ฉันจึงต้องรับหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ด้วยความจำเป็น

ฉันไม่รู้ว่าครอบครัวอื่นช่วยลูกเตรียมตัวยังไง แต่สำหรับฉันแล้วการหาข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม แม้กระทั่งคอยตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยไหนเปิดสอบตรงเมื่อไร ฉันก็ทำให้ลูก เผื่ออะไรที่ลูกฉันตกสำรวจไปบ้าง

ตอนนี้ฉันอยากรบกวนท่านที่ผลัดหลงเข้ามาในบล้อคนี้ช่วยแนะนำการเตรียมตัวเพื่อความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยให้สักนิด เผื่อจะเป็นวิทยาทานแก่เรา ตอนนี้ฉันอยากทราบว่า Portfolio ที่ดีและน่าสนใจควรทำอย่างไรค่ะ เคยเข้าไปดูเวปต่างๆ ที่แนะนำบ้างแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุด ขอคำแนะนำหน่อยนะคะ ขอบคุณทุกท่านค่ะ



Create Date : 10 มิถุนายน 2553
Last Update : 10 มิถุนายน 2553 14:20:50 น.
Counter : 342 Pageviews.

5 comment
1  2  

tuk_ora
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]