Group Blog
 
All Blogs
 
วันที่ห้า shiretoko part 1 (+ rausu)

ตื่นเช้ามารีบมากินข้าวตอนเจ็ดโมง(ถ้าไม่ได้มาเที่ยวนะ ไม่มีทางตื่นหรอก เช้าขนาดนี้) อาหารเช้าง่ายๆแบบญี่ปุ่น ที่เห็นเป็นไข่ดิบ(ที่ตอนแรกแอบหวังว่าจะเป็นไข่ลวก)




ก่อนออกจากที่พักไปยังศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ฝนดันตกลงมาใหญ่เลย พักนึงก็หยุด อากาศบริเวณนี้แปรปรวนมาก และแล้วสิ่งที่เกรงไว้ก็เป็นจริง ยกเลิกการเดินเรือท่องเที่ยวทั้งหมดเพราะคลื่นสูง ลมจัด เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวช่องเขา shiretoko pass ก่อน แต่ดูเมฆซิ



ในรูปนี่ยังดีนะ เพราะตอนไปถึงช่องเขานี่ ฝนตกหนัก ลมแรงจัดจนตัวจะปลิว หนาวมาก แถมแถวนั้นไม่มีที่ให้หลบฝนอีก(มีแต่ห้องน้ำ) หมอกลงจัด ทัศนวิสัยแย่สุดๆ มองเห็นระยะไม่เกินสิบเมตร เลยต้องเปลี่ยนใจนั่งรถไปสุดสายที่ rausu เมืองอีกด้านของคาบสมุทร shiretoko

(อธิบายงงไหมเนี่ย คือเส้นทางนี้เชื่อมระหว่างสองเมืองบนคาบสมุทรshiretoko คือ utoro กับ rausu อยู่ห่างกันเกือบชั่วโมง ที่พักของดิฉันอยู่ที่ utoro และตอนนี้กำลังนั่งบัสไป rausu)


rausu ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไปถามศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวแล้ว ที่ๆจะเดินดูได้ภายในสามชั่วโมงก่อนรถบัสไป utoro จะออก ก็มีสวนสาธารณะ แล้วก็จุดชมวิวเท่านั้นเอง ก็ดีกว่าไม่มีอะไรจะดูวะ ถือซะว่าเดินเล่นฆ่าเวลา ยังดีที่ฝนหยุดตกแล้ว เดินได้สะดวก

นี่สวนสาธารณะเล็กๆๆ shiokaze เกาะที่เห็นข้างหลังคือ Kunashiri เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะ Kuril ญี่ปุ่นอ้างว่าเกาะ kunashiri เป็นของตน แต่ปัจจุบันผู้ที่ควบคุมดูแลเกาะนี้อยู่คือรัสเซีย ก็ยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่



นี่ปากทางเข้าถ้ำที่เขาว่ามีมอสเรืองแสง มีป้ายบอกด้วยว่าให้ดูตรงนี้นะจ๊ะ แต่แหกตามองสุดๆแล้วก็ยังไม่เห็นว่ามันเรืองแสงตรงไหน หันไปมองหน้านักท่องเที่ยวอีกคน เขาก็ถามว่า มันไม่เรืองแสงใช่ไหมครับคุณ




เดินย้อนกลับไปทางเดินสู่จุดชมวิวที่สูง ที่เขาแนะนำมาว่าเดินใช้เวลาประมาณ 30 นาที (ซึ่งไม่น่าเชื่อเขาเลย) ทางเดินเป็นทางรถยนต์ เดินขึ้นเขาคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเจอคู่สามีภรรยาอาวุโส(ที่นั่งบัสคันเดียวกันมา แต่เขามุ่งหน้าไปจุดชมวิวก่อน) เดินสวนลงมา บอกว่าอีกไกลนะหนู พยายามเข้า

เดินไปเรื่อยๆ มีสวนสาธารณะระหว่างทาง (แอบคิดว่าใครจะมาเดินเล่นแถวนี้วะ ไกลจะตายถ้าไม่นั่งรถมา) แต่บริเวณใกล้เคียงมีที่ให้ตั้งแคมป์ด้วย


เดินไปเรื่อยๆๆๆ ไม่ถึงซักที เหนื่อย หิวน้ำ อยากเข้าห้องน้ำ ทำไงดี

มีรถขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า ตอนแรกไม่สนใจ หยิ่งอยากจะเดินเอง แต่ตอนหลังไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะโบกรถคันต่อมา แต่ดันเป็นรถบรรทุก คนขับก็มองเรา เราก็มองเขา แต่เห็นเป็นรถบรรทุกเราก็ไม่กล้าโบก เขาก็ขับผ่านเลยไป

คันต่อมาถัดจากรถบรรทุกเป็นรถเก๋ง คนขับเป็นลุงที่ดูแล้วรู้ว่าคงเป็นคนงานก่อสร้างข้างบน ลุงหันมามองทีนึง เราก็มองลุง ลุงขับรถเลยเราไปแล้วนิดนึง แล้วหันกลับมามองเราให้แน่ใจอีกครั้ง พร้อมทั้งส่งสัญญาณถามว่า จะขึ้นรถไหม เรารีบพยักหน้าทันที ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือแน่นอน รอดแล้วเว้ยเรา รีบขอบคุณลุงใหญ่เลย คุยกันแล้วลุงว่าแปลกใจที่ทำไมผู้หญิงคนเดียวมาเดินขึ้นเขาแบบนี้ แถมเห็นสีหน้าเราที่ดูแล้วลุงคงรู้สึกว่าแย่มาก ก็เลยจอดรับนั่นแล

ลุงจ๋า ถ้าไม่ได้ลุงหนูแย่แน่เลย ขอบคุณลุงมากจ้า


และแล้วก็มาถึงจุดชมวิวข้างบน เข้ามาในอาคารก่อน ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ แต่เขาทำไว้ดี มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดินแดนของญี่ปุ่นที่เป็นข้อพิพาทกับรัสเซียด้วย แต่เราจะมาชมวิว มีกล้องส่องทางไกลฟรีด้วย ดีจังไม่ต้องหยอดเหรียญ


เดินออกไปข้างนอก ขึ้นบันไดไปชมวิวข้างบน ลมแรงจนต้องจับราวไว้ กลัวปลิวตกลงไปข้างล่าง ศพไม่สวยแน่ ในรูปเป็นบริเวณท่าเรือ และเกาะที่เห็นไกลๆนั่นคือ kunashiri island อีกแล้ว เห็นกันจนเบื่อไปข้างนึง


เห็นอย่างนี้แล้วรู้เลยว่า rausu เป็นเมืองที่สร้างบนพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาและพื้นที่ชายฝั่งทะเล (แต่ก็มีออนเซนบนเขาเหมือนกันนะ)


เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง ได้เวลาเดินลงเขากลับ เดินออกมาเจอลุงอีก ลุงถามว่าจะกลับยังไง เพราะบอกว่าจะเดินลง ลุงก็ตกใจ ทำนองประมาณว่าอีหนูนี่ยังไม่เข็ด ก็เลยบอกว่าเผื่อเวลาไว้แล้วค่ะ เดินไปเรื่อยๆ ลุงก็สงสาร(หรือสมเพชเวทนาก็ไม่ทราบ) ประกอบกับมีเพื่อนร่วมงานลุงจะขับรถลงเขาพอดี ก็เลยฝากฝังให้ดิฉันติดรถไปด้วย ก่อนรถจะออกมีเวลานิดหน่อย ลุงเลยเลี้ยงน้ำและชวนคุยไปเรื่อย ได้ความว่าลุงทำงานก่อสร้างซ่อมทางไม่ให้หินถล่ม พอได้เวลาก็ออกมาส่งดิฉันขึ้นรถ

หนูจะไม่ลืมบุญคุณลุงชั่วชีวิตเลยค่ะ

ในรถตู้ที่ดิฉันนั่งมา(นั่งข้างคนขับ) คนขับเป็นคนหนุ่ม(หน้าตาดีด้วย) แต่ข้างหลังมีลุงๆอีกสี่ห้าคน สูบบุหรี่กันสบายใจ ลุงก็ชวนคุยนิดหน่อย แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเป็นภาษาท้องถิ่นบวกกับลุงพูดงึมๆงำๆ คนขับหนุ่มหล่อเลยช่วยแปลให้ พอมาถึงทางแยก ดิฉันก็บอกว่าลงตรงนี้ก็ได้ เดี๋ยวเดินไปเอง เพราะมันคนละทางกับที่พวกเขาจะไป แต่ตอนนั้นฝนดันตกลงมา ลุงๆก็เลยบอกให้คนขับหนุ่มพาไปส่งถึงท่ารถเลย

ลุงๆทุกท่านและหนุ่มคนขับคะ ขอกราบขอบพระคุณมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ดิฉันซาบซึ้งในน้ำใจที่พวกคุณหยิบยื่นให้มากค่ะ


ได้เวลานั่งรถกลับ utoro เสียที กะว่าถ้าฟ้าเปิดจะแวะที่ shiretoko pass เสียหน่อย แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง ฝนตกอีกแล้ว หมอกลงเต็มไม่เห็นอะไรอีกเหมือนเดิม


จุดหมายต่อไปคือ Shiretoko Natural Park Nature Center แวะพักกินข้าวที่นี่กันก่อน


เมนูที่เลือกคือ ข้าวราดแกงเนื้อกวาง มีกลิ่นสาบเฉพาะตัว แต่ก็อร่อยดี ออกหวานนิดๆ


รีบๆกินก่อนที่จะหนังเกี่ยวกับธรรมชาติสี่ฤดูของ shiretoko จะฉาย โรงหนังจอยักษ์ จุคนได้ 300คน ถ้าจำไม่ผิด ตั๋วราคาห้าร้อยเยน(ซึ่งพอฉายจบออกจากโรงมาแล้วเพิ่งเห็นว่ามีบัตรลดร้อยเยนวางอยู่ใกล้ๆกัน แต่ด้วยความรีบเลยมองไม่เห็น เซ็งนิดๆ)



รอช้าอยู่ไย ไปเดินป่ากัน บ่ายสามโมง แดดไม่แรงมาก มีแสงลอดผ่านใบไม้กำลังสวยเลยทีเดียว ก่อนออกเดินทางอ่านป้ายเตือนบอกว่าให้ระวังหมีด้วย แต่มีคนเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะๆอยู่แล้วเลยไม่น่ากลัวเท่าไหร่

ที่เห็นพันต้นไม้ไว้คือป้องกันไม่ให้กวางมากินเปลือกไม้ตอนฤดูหนาว

เดินมาได้ซักพักก็เป็นลานเปิดโล่ง ไกลสุดลูกหูลูกตา


และแล้วก็มาถึงจุดไคลแมกซ์ น้ำตก furepe สายน้ำนั้นไม่ได้มาจากแม่น้ำใดๆ แต่มาจากหิมะและฝนที่ตกลงมาสะสมในชั้นดิน แล้วไหลจากออกจากรอยแยกตรงหน้าผาลงสู่ทะเลทจากความสูง 100เมตร


เห็นไหมว่าเป็นหน้าผาจริงๆนะ


รูปน้ำตกกับหน้าผาเมื่อกี้ ถ่ายจากตรงนี้จ้ะ


ระหว่างทางเดินกลับ เจอเจ้าตัวนี้ยืนกินหญ้าอยู่ เลยขอเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆ
ใกล้ชิดธรรมชาติแค่ไหน ลองดู



ขอปิดท้ายวันนี้ด้วยอาหารเย็นคนละแบบกับเมื่อวาน หรูหราอลังการกว่า
ปูตัวใหญ่กว่า และมีของหวานเป็นพายตบท้าย



Create Date : 15 กันยายน 2552
Last Update : 15 กันยายน 2552 23:16:58 น. 0 comments
Counter : 1765 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คุกกี้รสส้ม
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุกกี้รสส้ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.