เด็กขี้สงสัยโต๊ะ79
Group Blog
 
All Blogs
 

ชีวิต ความหวัง กำลังใจ

ชีวิต ความหวัง กำลังใจ….
โดย ศุภวิศวร์ ปัญญาสกุลวงศ์ เมื่อ 15/8/45 3:50 น.
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…. มีนักพูดที่มีชื่อเสียงอยู่ท่านหนึ่งได้เปิดการสัมมนาโดยมีผู้เข้าฟังการสัมมนา ประมาณ 200 คน ในการสัมมนานั้น นักพูดได้ชูแบงค์ 100 ดอลล่าร์ขึ้น แล้วพูดออกมาว่า มีใครอยากได้แบงค์ใบนี้บ้าง ปรากฎว่ามีคนยกมือขึ้นจำนวนมาก
นักพูดได้ขยำเงินจนยับยู่ยี่ จากนั้นก็ชูเงินขึ้นอีกครั้ง แล้วพูดออกมาว่า มีใครอยากได้แบงค์ใบนี้บ้าง ปรากฎว่ามีคนยกมือขึ้นอีกจำนวนมาก
จากนั้นนักพูดได้ทิ้งแบงค์พันใบนั้นลงที่พื้นแล้วย่ำมันด้วยรองเท้าจนแบงค์ยับและสกปรก นักพูดหยิบแบงค์พันขึ้นมาแล้วชูเงินขึ้นอีกครั้ง แล้วพูดออกมาว่า ตอนนี้แบงค์ทั้งยับและสกปรก มีใครอยากได้แบงค์ใบนี้อีกบ้าง ปรากฎว่า ก็ยังมีคนยกมือขึ้นอีกจำนวนมาก
เหตุการณ์นี้เราได้บทเรียนดีๆ บทหนึ่ง ไม่ว่านักพูดจะทำอะไรกับเงิน คนก็ยังคงต้องการมันอยู่ดี เพราะว่าคุณค่าของมันไม่ได้ลดลงเลย มันยังคงเป็นแบงค์พันที่ใช้ซื้อของได้อยู่นั้นเอง
เรื่องนี้ก็เหมือนกับชีวิตคนเรานั่นแหละ บางครั้งก็ถูกทอดทิ้ง ถูกเหยียบย่ำ และถูกทำให้สกปรก ซึ่งอาจเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวๆ ที่กระทบกับชีวิตเรา หรือการที่เราตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจผิดพลั้ง ทำให้ต้องสูญเสีย ท้อแท้ และหมดกำลังใจ ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตไร้ค่า ไม่มีความหมาย ความจริงแล้วนั้นชีวิตทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าทั้งนั้น เหมือนกับแบงค์ใบนั้นนั่นแหละ แม้จะสกปรก จะยับยู่ยี่ มันก็ยังคงมีค่าในตัวมันเอง
เพียงแต่แบงค์บางใบอาจเลอะเทอะ สกปรก ตกอยู่บนถนน คนเดินผ่านมาไม่ทันสังเกตุ ก็เดินผ่านไป ไม่ได้เก็บ นั่นไม่ได้หมายความว่า แบงค์ที่เลอะเทอะไม่มีค่า เชื่อสิสักวันต้องมีคนเดินมาเห็นแบงค์แล้วเก็บไปในที่สุด เพราะแบงค์มีค่าในตัวเสมอ
เราเชื่อว่าการมีชีวิตอยู่ คือการมีทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด "ชีวิต" เป็นทรัพย์ที่มีค่าเหนือทุกสิ่งในโลก เพราะการมีชีวิตอยู่นั้น หมายถึงการได้มีโอกาสที่จะรับรู้ โอกาสที่จะสัมผัสและกระทำการต่างๆ น่าแปลก ที่คนเรามักไม่ได้คำนึงถึงว่า การได้มีโอกาสมีชีวิตเป็นสิ่งมีค่าขนาดไหน กว่าจะเข้าใจก็ตอนใกล้จะสูญเสียมันไปแล้ว เราได้ใช้โอกาสของเราคุ้มค่ากับที่ได้ครอบครองมันหรือยัง คนเราเข้าใจถึงคุณค่าของการมีชีวิตแตกต่างกันไป ทำให้ใช้ชีวิตให้เกิดความคุ้มค่าไม่เท่ากัน ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนแบงค์พัน 1 ใบ เราน่าใช้แบงค์พันของเราซื้อของที่จำเป็นมากกว่าจะใช้แทนกระดาษเป็นเชื้อจุดเตาฟืนมิใช่หรือ เราเชื่อว่า การได้คิด ได้ฝัน ได้ลอง ได้กระทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น ทำให้การมีชีวิตมีความคุ้มค่า และการได้ใช้ชีวิตทำเพื่อผู้อื่นและคนที่ตนรักเป็นการทำให้ชีวิตมีคุณค่า
ทุกชีวิตล้วนมีปฏิสัมพันกับทุนอยู่ 3 ชนิด กล่าวคือ ทุนชีวิต ทุนความรู้ ทุนทรัพย์
ทุนชีวิต คือการได้มีชีวิต มีร่างกายและมีลมหายใจ เป็นทุนที่สำคัญที่สุดในบรรดาทุนทั้งสาม เพราะหากปราศจากทุนชีวิตแล้ว ทุนทรัพย์ และทุนความรู้ย่อมไม่เกิดขึ้น
ทุนความรู้ คือประสบการณ์ที่ได้สะสมมานับจากเกิด ทำให้เราสามารถคิดและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผล
ทุนทรัพย์ เป็นสิ่งที่ผู้คนมักมุ่งหวังและปรารถนา บางคนอาจเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี อันนี้เกิดจากผลบุญแต่ปางก่อนที่ได้สะสมมา บางคนเกิดในครอบครัวยากจนไม่มีหรือมีทุนทรัพย์น้อย ก็ไม่ควรไปน้อยอกน้อยใจในวาสนา เพราะว่าทุนทรัพย์นั้นสามารถเพิ่มพูนได้ เพียงแต่ต้องรู้ถึงคุณค่าของการมีชีวิต(ทุนชีวิต) ได้ใช้ทุนชีวิตอย่างคุ้มค่า รู้สะสมทุนความรู้ ฉลาดใช้ทุนชีวิตและทุนความรู้เพิ่มพูนทุนทรัพย์ ด้วยทุนชีวิตและทุนความรู้เป็นบ่อเกิดแห่งทุนทรัพย์นั่นเอง
หากใครทำการใดพลาดพลั้ง ผิดพลาด พึงใคร่ครวญถึงเหตุและผลของความผิดพลาดนั้น ทั้งนี้การที่ได้รู้ได้เข้าใจ ถึงมูลเหตุของความผิดพลาดตลอดจนแนวทางแก้ปัญหานั้น จะนำไปสู่การเพิ่มพูนทุนความรู้ในที่สุด ทั้งนี้ทุนความรู้ดังกล่าวจะทำให้เรามีความระมัดระวัง และรอบคอบมากขึ้น ในวันหน้าหากเกิดปัญหาในลักษณะเดิมอีก เราก็จะแก้ปัญหาได้ดีขึ้น การทำการค้าขาดทุนตลอดจนการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตจนไม่มีทางแก้ไข เพราะหากเรายังมีชีวิต รู้สะสมทุนความรู้ที่มากขึ้นจากความผิดพลาด ย่อมสามารถเพิ่มพูนทุนทรัพย์ขึ้นได้ใหม่ จงอย่านำความผิดหวังของเมื่อวาน มาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่เสียไป แม้บางทีทำให้เราสิ้นหวัง หมดกำลังใจ รู้สึกว่าชีวิตไม่มีค่า ท้อแท้ ท้อถอย ขอให้มีสติมองเห็นความเป็นจริงที่ว่า ทุกสิ่งที่ได้เสียไปมันก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต เรามิได้เกิดมาเพียงเพื่อสิ่งที่เสียไปเหล่านั้นเท่านั้น การมีชีวิตของเรามีค่ามากกว่าสิ่งที่ได้เสียไปเหล่านั้นมากมายนัก
ในเมื่อปัจจุบันเป็นผลของอดีตเป็นเหตุของอนาคต กล่าวคือ อนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับตัวเราในปัจจุบัน เราจึงพึงมีสติ รู้จักให้ความสำคัญกับการทำปัจจุบันของเราให้มาก เพราะว่าอดีตเปลี่ยนแปลงมิได้ แต่อนาคตเปลี่ยนแปลงได้ ขอเพียงยังมีลมหายใจ(ทุนชีวิต) ไม่ทิ้งความฝัน ความหวังและความปรารถนาที่จะลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อที่จะอยู่อย่างมีคุณค่า มีชีวิตอยู่อย่างคุ้มค่า ด้วยความเพียรพยายามอุตสาหะ ความศรัทธาในตัวเอง ศรัทธาในสิ่งที่ทำ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค มีสติ ให้ใจเป็นนาย ให้กายเป็นบ่าว เป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ คือชนะตัวเอง ชนะอารมณ์ตัวเอง ใช้ปัญญาบนพื้นฐานของทุนความรู้ที่มี ดำเนินการด้วยความไม่ประมาท ในวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องบรรลุเป้าหมาย ได้พบคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ มีความสุขใจและความอิ่มเอิบใจที่วันนี้เราได้ใช้โอกาสของการมีชีวิตพิสูจน์ว่า เราได้เกิดมาอย่างมีความหมาย ได้ก่อคุณค่าคุ้มค่ากับการได้เกิด เป็นที่ประจักษ์และยอมรับทั้งแก่ใจของเราเองและบุคคลอื่น ในวันนั้น เราจะมีความภาคภูมิใจ และเป็นสุขอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้สร้างคุณค่าต่างๆ ให้บังเกิด แม้ในวันหนึ่งชีวิตของเราต้องดับลง ความดีงาม ที่เราได้กระทำเมื่อครั้งมีโอกาสย่อมปรากฏแก่ผู้คนรุ่นหลัง เป็นที่จดจำและกล่าวถึง เมื่อแรกเกิดเราอาจร้องไห้คนเดียวแต่เมื่อเราจากไปผู้คนมากมายจะร้องไห้ให้เรา




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2556 20:42:18 น.
Counter : 478 Pageviews.  

จดหมายจากผู้ว่าการถึงอาจารย์ป๋วย



ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เขียนบทความชื่อ"จดหมายจากผู้ว่าการถึงอาจารย์ป๋วย" ตีพิมพ์ในวารสารพระสยามของ ธปท. "กรุงเทพธุรกิจ" เห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์กับสาธารณชน จึงอนุญาตนำมาเผยแพร่
-----------------------------------------------------

….. พฤษภาคม 2555
เรียน อาจารย์ป๋วยที่เคารพ
ในจดหมายฉบับก่อน ผมได้มีโอกาสเรียนอาจารย์เกี่ยวกับข้อเป็นห่วงของแบงก์ชาติ ด้านการขาดวินัยทางการคลัง ซึ่งมักเป็นสาเหตุให้แบงก์ชาติต้องท้วงติงรัฐบาลคล้ายกับที่อาจารย์เคยประสบ รวมทั้งผมขออนุญาตที่จะเขียนจดหมายถึงอาจารย์อีก

อาจารย์ครับ การใช้จ่ายมากๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการลดแลกแจกแถม หรือที่ได้สัญญากับประชาชนในช่วงเลือกตั้ง ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ และมักจะนำมาสู่ข้อเรียกร้องแปลกๆ ต่อแบงก์ชาติ ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างหนึ่งนำมาเรียนให้อาจารย์ทราบในจดหมายฉบับนี้ นั่นก็คือ การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ


ช่วงปลายปีที่แล้วและต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ มีประเด็นที่สร้างความวิตกกังวล คือการที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มาให้แบงก์ชาติรับภาระแทน ก่อนอื่นผมขอเท้าความให้ทราบว่าหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มาจากไหน หนี้ดังกล่าวนี้มีที่มาจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่ประเทศเราเกิดปัญหาฟองสบู่และลุกลามสู่ปัญหาระบบสถาบันการเงิน ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยการประกาศค้ำประกันเต็มจำนวนแก่เจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ ทำหน้าที่แทนในการจ่ายคืนทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน ภาระดังกล่าวทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมากแก่กองทุนฟื้นฟูฯ รัฐบาลจึงได้ตรา พ.ร.ก. ขึ้น 2 ฉบับในปี 2541 และ 2545 ให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินและนำมาใช้ในการจ่ายคืนเจ้าหนี้และผู้ฝากเงิน ภาระหนี้จากการออกพันธบัตรดังกล่าวนับเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลดังเช่นที่เกิดขึ้นล่าสุดในยุโรป



การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจนับเป็นภาระการคลังของประเทศ (fiscalization) เพราะรัฐบาลมีอำนาจเก็บภาษี จึงมีบทบาทนำในการสนับสนุนภาคการเงินในช่วงวิกฤติ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม เมื่อระบบสถาบันการเงินได้รับความน่าเชื่อถือ เศรษฐกิจก็เดินหน้าได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันต้นเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ปี 2541 และ 2545 มีรวมทั้งหมดประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท

รัฐบาลมีความพยายามที่จะโอนหนี้ดังกล่าวให้มาอยู่กับแบงก์ชาติ โดยได้เสนอหลักการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เป็นวาระลับ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบมาก่อน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องการให้หนี้สาธารณะลดลง และจะทำให้สามารถกู้เงินได้เพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม ทั้งนี้ ครม. มีมติเห็นความจำเป็นของการฟื้นฟูประเทศ แต่ขอให้หน่วยงานปรึกษากัน จึงเข้าใจว่าบางส่วนในรัฐบาลคงมีความเป็นห่วงในประเด็นการโอนหนี้ว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อประเทศเช่นกัน รวมทั้งมีกระแสการคัดค้านจากสาธารณชน

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ขอหารือกับ 4 หน่วยงาน คือ (1) คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง (2) ผม ในฐานะผู้ว่าการแบงก์ชาติ (3) คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสภาพัฒน์ และ (4) คุณอัชพร จารุจินดา เลขาธิการกฤษฎีกา ซึ่งผมได้เรียนให้ที่ประชุมทราบว่าการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ มาให้แบงก์ชาติ มีผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง ทั้งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน การบั่นทอนวินัยการคลัง เพราะรัฐบาลอาจกู้เงินได้โดยง่ายแล้วให้แบงก์ชาติโอนเงินเพื่อชำระหนี้แทน เป็นการทำลายเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและเครดิตเรทติ้งของประเทศ เมื่อประเทศเสียเครดิตแล้ว ความไว้วางใจจากต่างชาติจะน้อยลง ส่งผลต่อการให้เครดิตระหว่างกัน เจ้าหนี้ต่างประเทศอาจคิดดอกเบี้ยแพงขึ้น


ในการชี้แจงวันนั้น ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวของอาจารย์ที่ว่า “ในการที่จะติดต่อกับรัฐบาล จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีความเชื่อถือ ให้รัฐบาลหรือบุคคลในรัฐบาลเชื่อถือว่า เราไม่ได้เห็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของธนาคารชาติ แต่เห็นประโยชน์ของแผ่นดิน ผู้ว่าการและผู้ใหญ่ในธนาคารชาติจะต้องมีความกล้าหาญพอสมควร คือ ต้องสามารถที่จะพูดขัดได้ ถ้าอะไรที่ไม่ดีแล้วจำเป็นจะต้องพูดได้ ถ้าไม่มีความกล้าพอ อย่าเป็นดีกว่า”

เนื่องจากในการท้วงติง ต้องอาศัยศิลปะและความกล้า เพราะรัฐบาลย่อมมีอำนาจเหนือแบงก์ชาติอยู่แล้ว แต่ในที่สุด ที่ประชุมได้ข้อสรุปตามที่แบงก์ชาติเสนอว่า (1) ต้องไม่มีการพิมพ์เงินใหม่ (2) ต้องไม่ใช้ทุนสำรองเงินตรา และหลักการของรัฐบาลว่าต้องลดภาระงบประมาณ

หลังจากวันหยุดยาวในช่วงปีใหม่ พอเปิดทำการในวันแรก 4 มกราคม 2555 ผมทราบข่าวว่า กฤษฎีกาส่งร่าง พ.ร.ก. เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยที่แบงก์ชาติไม่ได้รับแจ้งหรือเห็นร่าง พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวก่อน ซึ่งต่างจากพิธีปฏิบัติตามปกติ ในช่วงเย็นวันนั้น มีผู้สื่อข่าวส่ง fax ร่าง พ.ร.ก. มาให้ดู ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น 5 มกราคม สื่อสาธารณะได้ลงร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าว ซึ่งเนื้อหาไม่สอดคล้องกับหลักการที่ได้ตกลงกันจากที่ประชุม ผมจึงได้แสดงความเห็นคัดค้านผ่านการให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะมาตรา 7(1) และ 7(3) เกี่ยวกับการกำหนดให้แบงก์ชาตินำส่งกำไรสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 และการให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของแบงก์ชาติตามที่ ครม. กำหนด ส่วนทางคณะศิษย์หลวงตามหาบัวได้แสดงความเห็นคัดค้านในมาตรา 7(2) และ 7(3) เพราะจะกระทบต่อสินทรัพย์ในคลังหลวงหรือทุนสำรองเงินตราด้วย
ในช่วง 10 โมงเช้าวันเดียวกัน รองนายกฯ ได้มาหารือกับผมที่แบงก์ชาติ ผมก็ได้ทักท้วงประเด็นที่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งรองนายกฯ รับว่าไม่มีเจตนาและเห็นพ้องที่จะให้ต้นเงินกู้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ยังอยู่ที่คลัง รวมทั้งตอบรับที่จะแก้ไขมาตรา 7 ในขณะที่ยังคงให้แบงก์ชาติกำหนดเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์เพื่อบริหารจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

นอกจากการแสดงความเห็นท้วงติงด้วยการให้สัมภาษณ์ และการพูดคุยโดยตรงกับรัฐบาลแล้ว ผมเองยังได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 มกราคม 2555 ถึงรัฐมนตรีคลัง เพื่อแสดงความเป็นห่วง ดังนี้ (1) การให้แบงก์ชาติรับภาระหนี้สาธารณะแทนรัฐบาลมีผลเท่ากับพิมพ์เงินให้รัฐบาลใช้ ซึ่งส่งผลเสียต่อประเทศ (2) จะต้องไม่มีการโอนเงินหรือสินทรัพย์ของแบงก์ชาติไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ (3) การดำเนินการของกองทุนฟื้นฟูฯ ควรทำในฐานะตัวแทนรัฐบาล (4) หน้าที่กำหนดอัตราเงินนำส่งควรเป็นของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยความเห็นชอบของ ครม. และ (5) การนำส่งกำไรสุทธิต้องหักขาดทุนสะสมแล้ว

สื่อสาธารณะได้แสดงความวิตกกังวลต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง บางส่วนสะท้อนในภาพการ์ตูนล้อการเมืองที่ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งผมได้แนบมาให้อาจารย์ดูด้วย แต่ในที่สุด ครม. ก็มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.ก.เมื่อวันที่ 10 มกราคม ซึ่งผมเองได้มีโอกาสเห็นร่าง พ.ร.ก. ที่ ครม.อนุมัติ ในช่วงเย็นวันที่ 11 มกราคม ผมเบาใจในระดับหนึ่งที่ไม่เห็นการโอนเงินหรือสินทรัพย์ของแบงก์ชาติปรากฏอยู่ เท่ากับว่าความพยายามในการท้วงติงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปีก่อนสัมฤทธิผลบ้าง ซึ่งคงจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการให้แบงก์ชาติโอนเงินหรือสินทรัพย์ไปให้รัฐบาลใช้จ่าย เพราะจะนำมาซึ่งการเสื่อมค่าของเงินตราและค่าครองชีพที่สูงขึ้นดังที่อาจารย์เคยบันทึกไว้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเพิ่มเงินนำส่งธนาคารพาณิชย์ว่าเป็นอย่างไร ผมเองได้มีโอกาสพบกับสมาคมธนาคารไทยในวันที่ 12 มกราคม และได้รับทราบข้อกังวลด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIS) เพราะ SFIS ไม่มีภาระต้องส่งเงินสมทบทำให้มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า และอาจมีผลผลักดันให้ SFIS เข้ามาแข่งขันในเชิงพาณิชย์ ทั้งการเร่งระดมเงินฝาก และการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายใหญ่ จนละเลยบทบาทในเชิงพัฒนาซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ SFIS เช่น การให้กู้แก่คนมีรายได้น้อย ขาดโอกาส แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นได้

ผมมีโอกาสหารือกับคุณธีระชัย รัฐมนตรีคลัง ที่เชียงใหม่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2555 ซึ่งท่านไม่ค่อยแน่ใจกับการเก็บเงินนำส่งจาก SFIS แต่บอกว่าได้ออกนโยบายให้ SFIS จำกัดบทบาทเชิงพาณิชย์ลงแล้ว ต่อมา ภายหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีคลังจากคุณธีระชัยเป็นคุณกิตติรัตน์ มีการประชุมระหว่างรัฐมนตรีคลัง แบงก์ชาติและสมาคมธนาคารไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม ซึ่งได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้เก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 0.46 เพื่อชำระคืนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ และอีกร้อยละ 0.01 เพื่อเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก รวมทั้งให้เก็บเงินจาก SFIS ในอัตราที่เท่ากันด้วย

อาจารย์ครับ หากมองย้อนเวลากลับไป ในช่วงปลายปีก่อนที่มีแนวคิดของการโอนหนี้มาให้แบงก์ชาติ เพื่อลดหนี้สาธารณะและจะได้สามารถกู้ได้เพิ่มเติม ผมพยายามเจรจาอธิบายให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่าการใช้แบงก์ชาติโอนเงินให้รัฐบาลเพื่อใช้หนี้แทน จะส่งผลเสียต่อประเทศอย่างไร



ผมดีใจนะครับว่าในที่สุดคำทัดทานของผมบังเกิดผลอยู่บ้าง สำหรับการแก้ปัญหาที่ให้เก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินนั้น แน่นอนว่าสถาบันการเงินจะมีภาระเพิ่มเติม แต่ผมพยายามที่จะตกลงกันในเรื่องอัตราเงินนำส่งว่าทุกฝ่ายรับได้ และการที่ให้เก็บเงินโดยเสมอภาคกันก็คงช่วยลดผลกระทบข้างเคียงลงได้บ้าง วิธีการเก็บเงินเพื่อชำระหนี้ คงจะใช้เวลานานกว่า 20 ปี แต่ผมมองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่มาก หากเก็บเงินทีเดียวเยอะๆ ก็คงไม่ไหว จึงต้องใช้วิธีทยอยเก็บเงินเพื่อชำระคืน และ ในอนาคต เมื่อประเทศมีรายได้มากขึ้น สถาบันการเงินเติบโตขึ้น ภาระเงินนำส่งก็จะลดลงไปโดยปริยาย


ผมดีใจนะครับที่มีโอกาสเขียนเล่าเหตุการณ์ให้อาจารย์ทราบ เพราะอาจารย์คงเคยประสบเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กัน โดยเฉพาะความพยายามในการโอนสินทรัพย์ของแบงก์ชาติ ผมยังจำได้ถึงข้อเขียนที่อาจารย์เคยบันทึกไว้ว่า “เรื่องทุนสำรองนี่ไม่ใช่ของผม และไม่ใช่ของใครในธนาคารชาตินี่ และไม่ใช่ของพวกคุณ ไม่ใช่ของรัฐบาล เป็นของชาติทั้งชาติ และก็เป็นของลูกหลานของเราที่จะมีต่อไป”

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล




 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 4 พฤษภาคม 2556 15:30:11 น.
Counter : 530 Pageviews.  

เราเชื่อว่าทุกอย่างล้วนมีเทคนิคทั้งนั้น



“ผู้ที่มีลักษณะที่จะประสบความสำเร็จ และพบความสุข
คือผู้ที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ผู้ที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
คือผู้ที่กล้าหาญที่จะรับฟังคำติมากกว่าคำชม คือ กล้า...

ผู้ที่มีลักษณะที่จะล้มเหลว และมีแต่ความทุกข์ใจ
คือผู้ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น
ผู้ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก คือผู้ที่หมดโอกาสเรียนรู้โดยแท้จริง
แม้ใจอยากได้แต่สิ่งดีๆ แต่สิ่งดีๆก็เข้าไม่ถึงใจ
เพราะความกลัว ใจจึง ปิด ความคิด จึงไม่ก้าว”

1.เชื่อมั่นและศรัทธาในมือข้างขวาของคุณ
“ ธรรมชาติสร้างแขนมาให้มนุษย์สองข้าง พร้อมมือสวยๆ อีกหนึ่งคู่
คนส่วนมากถนัดขวา ใช้มือขวามากกว่ามือซ้าย
มือซ้ายคือมือแห่งโชคชะตา
มือขวาคือมือที่สร้างและทำ
แต่คนหลายคนกลับปล่อยให้โชคชะตามากำหนดชีวิต”

…โชคชะตาเป็นสิ่งนามธรรมที่คนเราคิดขึ้นมาเอง
มันจะไม่มีทางมีอิทธิพลเหนือกว่าจิตใจเราได้เลย

..เมื่อไหร่ที่หัวใจอ่อนแอ อย่าปล่อยให้ชีวิตเอนตาม

2. ปัญหามีไว้แก้ไข ..หลบได้ พักได้แต่อย่าหนี
การนั่งดูปัญหาตีกันแม้มันจะไม่ถูกต้องนัก
แต่อย่างน้อยเราจะเป็นคนคุมเกม
ดีกว่าลงไปแก้ปัญหา ทั้งที่หัวใจยังอ่อนแอ.

เวลาที่เชือกพันกัน คนส่วนมาก มักจะใช้มีดตัดออก
จะมีใครสักกี่คนมานั่งแก้ด้วยมือ

ปัญหาของคนเรา จริงๆแล้วคือ
การหนีปัญหานั่นแหละ เพราะถ้าเราตั้งใจแก้มัน
มีหรือจะไม่มีทางออก แพ้บ้าง ชนะบ้าง เป็นเรื่องปกติ

3. อย่ากลัวผิดถ้าคิดจะพูด..อย่าคิดว่าสิ่งที่คนอื่นพูดนั้นผิด
บางทีความเงียบสงบก็สยบความเคลื่อนไหวไม่ได้เสมอไปหรอก
แม้ว่าเราจะนั่งในที่ตัวเองเราก็มีสิทธิ์ถูกชน
ถ้าเราไม่ส่งเสียงให้เขารู้ว่าเรานั่งอยู่.

คนที่พยายามทำทุกอย่างให้ถูกใจคนอื่น
คนนั้นจะเป็นคนที่เหนื่อยที่สุดตลอดชีวิต
การตอบคำถามเพื่อเอาใจคนถาม ก็เท่ากับว่าเรายอมให้เขาครอบงำ
.. เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว
เธอจะเรียกมันกลับคืนมาได้ยาก อย่าลืมว่า
คนแต่ละคน พูด ฟัง คิด ไม่เหมือนกัน
ไม่มีใครทำอะไรถูกใจใครได้ทั้งหมด

องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่ทำตามใจเขาทั้งหมด
ถ้าเธอไม่แสดงให้เขาเห็นว่า
มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณค่าของตัวเอง
แล้วจะให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่าเธอจะสามารถพาองค์กรของเขา
ก้าวไปข้างหน้าได้...


4. การเปลี่ยนแปลงเป็นหนทางที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า
โลกนี้คงหยุดหมุนไปนานแล้ว
ถ้าคนทุกคน ไม่กล้าเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ

เพียงบางสิ่งบางอย่างในชีวิตเธอ
เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง
ไม่เห็นมีอะไรเลวร้ายอย่างที่คิดเลย

5. ความรัก…กับพลังในการก้าวหน้า
ถ้าสังเกตดูดีๆ
ผู้ชายจะยอมทิ้งผู้หญิงที่รัก ทิ้งหัวใจ เพื่อสร้างโลก
แต่ผู้หญิงจะยอมทิ้งโลก เพื่อผู้ชายที่รัก

อยากให้คนที่รู้สึกแบบนี้
อย่ามองความรักเป็นความเคยชินที่ต้องได้
ลองมองความรักเป็นของขวัญที่วิเศษ
เพราะทุกครั้งที่ได้ของขวัญจากใคร หัวใจเราจะเต้นแรง..
เช่นกันเมื่อได้รักใคร หัวใจเราก็จะเต้นแรง
พอหัวใจเต้นแรง เลือดก็สูบฉีด สมองก็ปลอดโปร่ง
แล้วแบบนี้ จะไม่มีแรงก้าวไปข้างหน้าเลยเชียวเหรอ...

6. โลกนี้พร้อมที่จะให้อภัย คนที่ยอมรับผิดอยู่เสมอ
ผิดครั้งแรกถือเป็นประสบการณ์นั้นจริง
แต่ผิดครั้งที่สองไม่ได้หมายความว่าโง่เสมอไป
เพราะเคยมีใครหลายคนในอดีตที่ผิดนับพันครั้ง
จนสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับโลกได้สำเร็จ.

ถ้าคนทุกคนยอมรับความผิดพลาด ของตัวเอง และของคนอื่น
โลกนี้จะไม่มีใครทะเลาะกันเลย

ถ้ากล้ายอมรับว่าเราผิด เราจะเข้าใจ และ ให้อภัยคนอื่นที่เขาทำผิดบ้าง


7. ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า…เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง
ถ้าเมื่อไหร่เราได้ใช้เวลาในชีวิตอย่างคุ้มค่า
เราจะรู้สึกว่าชีวิตที่เหลือนั้นเป็นกำไรล้วนๆ

เวลาก้าวไปข้างหน้า ทุกๆสิบก้าวเราเหยียบหนาม
ถ้าเมื่อไหร่ท้อแล้วเดินกลับหลัง
ก็เท่ากับว่าที่ผ่านมาเรา เจ็บฟรี.

8. เวลาในชีวิตมีน้อย อย่าตกเป็นทาสของเวลา
ถ้าลองนั่งนับดูดีๆ แล้ว อายุคนเราสั้นนิดเดียว
ที่ผ่านไปทุกๆ วินาที นั้นคือกำไรชีวิตเราทั้งนั้น

ศักยภาพของคนมีขอบเขต ทำอะไรได้ในเวลาที่จำกัด
ถ้าเราไปฝืน มันก็จะเสียหายไปหมด
...การทำงานที่ดี คือการทำงานในเวลางาน
การเรียนที่ดีที่สุด คือการตั้งใจเรียนในห้องเรียน

9. สิ่งดีๆในชีวิต…มักไม่เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ
ชีวิตคนเราต้องเหงื่อออก
ทำอะไรแค่ไหน ผลมันก็ย้อนกลับมาแค่นั้น
ไม่มีความสำเร็จใดได้มาอย่างง่ายดาย

สำหรับคนช่างเลือก ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องทำให้ดีที่สุด
แม้จะเหนื่อย หนัก ต่อสู้มากสักหน่อย
แต่ผลกลับมาก็คุ้มค่าเหนื่อย
อย่างน้อยเราก็ได้เลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดให้ตัวเอง

เช่นในการเลือกคนดีๆมาเป็นคู่ครอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หรือโชคชะตา
ไม่ใช่ว่าเขาดวงดี แต่เพราะเขาเลือกเขาพิถีพิถันกับชีวิต


10.คนที่อยู่รอบข้างทุกคน มีอิทธิพลกับชีวิตเรา
หลายคน มักมีบุคคลต้นแบบของตัวเอง
ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบหรือทำตาม
แต่เขาจะช่วยให้เราเดินอย่างมีทิศทางมากขึ้น

เวลาเราอยู่กับใคร กับอะไรก็ตาม
สิ่งนั้นมักมีผลกับจิตใจโดยไม่รู้ตัว

ในช่วงชีวิตที่ยังมีโอกาสได้พบปะผู้คนมากมาย
เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เลือกเพื่อน
อย่าลืมกลั่นกรองคนที่จะเป็นมิตรสักนิด
เพราะคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลกับชีวิตเราในอนาคตอีกนาน

11. คบคนทุกประเภท… แต่อย่าทำตัวเหมือนคนบางประเภท
ในสังคมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี
ความจำเป็นในชีวิต อาจทำให้เราไม่สามารถเลือกคบคนได้
สำคัญที่ตัวเราว่า จะหนักแน่นและดูแลตัวเองได้แค่ไหน.

ถ้าเราคบคนทุกประเภท
เราจะมีข้อมูลหลากหลาย และรู้วิธีจัดการกับคนแต่ละแบบ
รู้วิธีที่จะทำให้เขาเป็นคนดีของเราได้
หรืออย่างน้อยก็รู้จักวิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัยจาก คนแย่ๆ

12.ลองทำอะไรให้เป็นหลายๆอย่าง..แต่เก่งอย่างเดียว
การทำอะไรได้หลายๆอย่างเป็นสิ่งดี แต่ควรทำให้มันดีสักอย่างสิน่า
คนที่มีความสามารถรอบตัว นอกจากไม่เป็นภาระของคนอื่นแล้ว
เราจะรู้สึกดีทุกครั้ง ที่ความสามารถของเราช่วยคนอื่นได้ด้วย


13.ความรักไม่มีคำว่าสาย…แต่ร่างกายเรามีชิ้นเดียวในโลก
สิ่งที่ผู้หญิงมักมองข้าม ยามมีรักทุ่มเทให้เขาทุกอย่าง
ให้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรู้ใจเขา ก็ได้รู้ใจเขาทั้งหมดจริงๆ
แต่ไม่รู้ใจตัวเอง
นานๆ ทีได้มีเวลาส่องกระจกดู ...
อ้าว จำตัวเองไม่ได้เสียแล้ว หรือ รักเขาจนลืมดูตัวเอง

ส่องกระจกทักทายตัวเองเสียหน่อย ว่าเราละเลยตัวเองไปหรือเปล่า
แล้วดูแลตัวเองเสียบ้าง

14.ถ้าแคร์คำพูดแย่ๆ … ก็เท่ากับแพ้ใจตัวเอง
ถ้าคนหนึ่งตีกลอง แล้วอีกคนยิ่งเต้น คนตีเขาก็ยิ่งตี
แต่ถ้าตีแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น เขาก็จะหยุดไปเอง เพราะตีไปก็เหนื่อยเปล่า

บ่อยครั้งที่เรามักเจอคำพูดแย่ๆ จากคนรอบข้าง
ถ้าไม่รู้จักดูแลจิตใจ ความรู้สึกของตัวเอง
เราจะถูกบั่นทอนลงทีละนิด

ดูแลหัวใจของเราให้ดี เรียนรู้ที่จะคิดปฏิเสธคำพูดแย่ๆ จากคนอื่น
รู้แหล่งที่มาอย่างมีเหตุผล แล้วจะไม่มีอะไรมาบั่นทอนหัวใจเราได้เลย

15.อย่าพูดว่า “ทำไม่ได้” เพราะจิตเธอจะจำและนำไปใช้
ปาฏิหาริย์ จะเกิดขึ้นได้กับหัวใจที่เชื่อมั่น
ความเชื่อมั่น จะทำให้คนเราได้ยิน แต่เสียงในหัวใจตัวเอง

คำวิจารณ์ในแง่ลบของคนอื่นมักบั่นทอนกำลังใจ
แต่นั่นมันความคิดเขา ไม่ได้มาจากสมองเราสักหน่อย
ฟังเสียงหัวใจตัวเองอย่าไขว้เขวไปกับเสียงหัวใจคนอื่น

บอกตัวเองว่าเธอต้องทำได้ เมื่อนั้นปาฏิหารย์จะเกิดขึ้น

16.เล่นเกมกับเพื่อนใหม่... แล้วจะได้อะไรกลับมามากกว่าที่คิด
ไม่มีใครบอกตรงๆ หรอกว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ดีร้ายยังไง คบได้แค่ไหน
แต่บางสถานการณ์ในเกม จะเปิดเผยทาสแท้และตัวตนของคนเราอย่างง่ายดาย
เราจะตัดสินได้ทันทีว่าคนคนนี้ควรเป็นเพื่อนเรามั๊ย

เราจะได้เรียนรู้จากเกม ซึ่งบ่งบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด
เกมจะมีคุณค่าในตัวเอง
ถ้าเรามุ่งแค่ชัยชนะ เราจะไม่ได้อะไรเลย
ลองวัดใจกันด้วยเกม แล้วเธอจะได้เพื่อนคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง

17.คนฉลาด…มักเลือกเค้กชิ้นเล็กเสมอ
ความประทับใจแรกเริ่ม เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี
เวลาที่เริ่มรู้สึกเกลียดกัน เราจะคิดถึงความประทับใจนั้น
แล้วจะเกลียดกันไม่ได้เลย

บางครั้งการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ
จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ประทับใจให้ผู้อื่นตลอดไป

คนที่ใจแคบ มักกลัวการเสียเปรียบ
คนแบบนี้ แม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ
ขอให้ได้รู้สึกว่าได้เปรียบเสียหน่อย ก็มีความสุขแล้ว

18.อย่าลืมดูแลหัวใจคนอื่น…ด้วยการถ่อมตน
คนเราทุกคนมีค่า
การถ่อมตนอย่างถูกกาละเทศะ
จะสร้างความรู้สึกดีให้กับคนอื่น

คนเรายิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องมองต่ำ
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่า ต้องมองสูง
และทั้งคู่จะมองเห็นความสวยงาม คุณค่า ของกันและกันอย่างไม่ยากเลย

ถ้ามัวแต่ดูถูกคนอื่น เพื่อให้ตัวเองดูดี
แล้วเมื่อไหร่จะเห็นความสวยงามของผู้อื่น

19.เวลาที่หลงทาง…ลองหยุดอยู่กับที่แล้วนั่งนิ่งๆสักพัก
ในบางอารมณ์ความเงียบจะสร้างความเหงา
แต่บางสถานการณ์ความเงียบ จะทำให้เกิดสมาธิและความคิดที่ดีได้

การคิดมากเกินไป ไม่ได้ก่อให้เกิดความคิดดีๆ
เพราะมันจะยิ่งคิดวกวน จะหาทางออกไม่เจอ

ความสงบในใจทำให้เกิดสติ
สติที่ดีจะแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายทุกอย่างได้
บางที... เรื่องที่เราคิดว่าใหญ่ จะเริ่มเห็นทางออกรำไร อยู่ตรงหน้านี่เอง

20.หัดไว้ใจผู้อื่น…ไม่มีอะไรสำเร็จลงได้ด้วยคนคนเดียว
ถ้าเมื่อไหร่ที่เรานั่งรถ แล้วเราไว้ใจคนขับ
เราจะมองโลกได้กว้าง และดูความสวยงามข้างทางได้อย่างสุขใจ

ทีมงานที่แข็งแรงและการเชื่อมั่นกันและกัน
จะทำให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ

ถ้าไม่ให้โอกาสคนอื่น ไม่ปล่อยวาง ..มัวแต่นำทางให้คนอื่นเดินตาม
เธอจะไม่มีเพื่อนร่วมเดินทาง

ยามที่เธอเจออุปสรรคก็ต้องแก้คนเดียว ซ้ำซากอยู่ทุกวัน...
ถ้าเธอไว้ใจเขา
ยามเธอเหนื่อยล้า
เธอจะนอนหลับได้เต็มตา
โดยมีคนเหล่านั้นดูแลเธออย่างดี.

21.ความสำเร็จ…จะแลกเปลี่ยนกับความสนุกอยู่เสมอ
คนส่วนมากจะเริ่มต้นพร้อมๆกัน
แต่ความสำเร็จที่ได้มาล้วนไม่เท่ากัน
มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น
ที่เดินไปได้ไกลกว่าคนอื่น

ยิ่งเริ่มต้นอายุน้อย
เราก็จะมีแรงเหนื่อย มีแรงเจ็บ มีแรงเริ่มต้นใหม่
ความสมบูรณ์ในชีวิตก็จะมาถึงเร็วขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก
ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยสนุก
ทุกนาทีคือการเรียนรู้ และ การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ยอมแลกเปลี่ยน "ความสนุก" กับ "ความสำเร็จ" เถอะ
คุณค่าทั้งสองอย่างต่างกันเยอะเลย


22.ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเดินมาไกลแค่ไหน... และจะไปไหนต่อ
คนเราทุกคนต้องมีเป้าหมาย
การกำหนดจุดมุ่งหมายจะช่วยให้เราเดินอย่างมีทิศทางมากขึ้น
และทุกก้าวที่เดิน
ชีวิตเราจะปลอดภัย
และเดินอย่างมั่นใจ

ไม่ว่าชีวิตจะยุ่งเหยิงแค่ไหน อย่าละเลยที่จะใส่ใจตัวเอง
คอยถามไถ่ตัวเองสักนิดว่า ชีวิตเราตอนนี้แค่ไหนแล้ว
..แล้วเราจะเดินไปทางไหนต่อ
แพลนชีวิต แพลนอนาคต
เราก็ไม่ต้องมานั่นกลัวอนาคต
เหมือนที่คนส่วนมากกำลังเป็นอยู่...

23. ลองแชร์ชีวิตกับคนอื่นบ่อยๆ… เราจะเป็นมิตรกับโลกนี้มากขึ้น
ถ้าอยากมีความสุขให้มองโลกในแง่ดี
แล้วเราจะเอาแง่ดีที่ไหนมามอง
ถ้าเรายังทำตัวเป็นอริกับโลกอยู่…

วันนี้เราตามใจเขา พรุ่งนี้เพื่อนเราก็ตามใจเรา เป็นการแชร์ความรู้สึก

การแชร์กับคนอื่นทางด้านความรู้สึก
จะทำให้เรามองโลกเรียบง่าย
มองเห็นความสุขได้ง่ายและรู้สึกอารมณ์ดี
ปรับตัวเข้ากับใครๆ ได้ง่าย
เธอจะเรียนรู้ว่า
คนเราไม่จำเป็นต้องทำแต่สิ่งที่ชอบเท่านั้นถึงจะมีความสุขได้

24. ยอมถอยสักหนึ่งก้าว…เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้สองก้าว
การยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ
บางครั้งก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
เพราะสิงทีตามมาหลังจากอ่อนแออย่างถึงที่สุด
จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีเสมอ

ยอมถอยสักก้าว เพื่อมองหาทิศทางใหม่ที่ดีกว่า
อย่าดันทุรังเดินไปทั้งที่ทางมันตัน

ขอเวลาอ่อนแอสักครู่ แล้วฉันจะกลับมา

มองหาที่สงบที่สุดสำหรับตัวเอง
และเป็นที่ที่ไม่มีใครจะหาเราได้
เป็นที่ของเรา แล้วหลบไปอยู่ตรงนั้นสักพัก
ให้เวลาตัวเองให้เต็มที่..
เพราะเมื่อเธอรู้สึกแย่ๆ
ที่ตรงนั้น...กลับดีที่สุด

25.ที่ปรึกษา…คือคนที่เขี่ยผงในตาคนอื่น
คำแนะนำจากคนอื่น
เป็นทางออกหนึ่งที่เขาเสนอให้พิจารณา
คนที่จะรู้ว่ามันใช่ทางออกหรือเปล่า
คือคนเดินไปต่างหาก…

มองคำแนะนำให้เป็นแค่แนวทาง หรือทางเลือกที่เรามีส่วนตัดสินใจเอง
คัดเลือกคนที่แนะนำปัญหาดูสักนิด แล้วชีวิตเราจะไม่ผิดพลาดเพราะเชื่อคนอื่น

26. โอกาสเป็นของขวัญของผู้แสวงหา…แต่จงมองหาโอกาสในมือของเราเอง
ความสามารถหรือพรสวรรค์จะไร้ค่า ถ้าไม่มีเวทีแสดง

พรแสวงย่อมจะสำคัญกว่า พรสวรรค์ที่ถูกซ่อนในที่มืด

บางคนมัวแต่ไปอิจฉาคนอื่น
แล้วมองข้ามสิ่งดีๆ ของตัวเองอย่างน่าเสียดาย ..
เพราะโอกาสมักจะมาพร้อมความเสี่ยง
คนเราเลยกลัวสูญเสีย

ถ้าโอกาสนั้นสร้างความล้มเหลว
อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่า
จะหาโอกาสดีๆ นั้นใหม่ได้อย่างไร

27.รู้จักตัวตนของเพื่อน…แล้วอย่าลืมเปิดใจให้เพื่อนได้รู้จักเราด้วย
ความลึกลับทำให้น่าค้นหา ตื่นเต้นท้าทายก็จริง
แต่ถ้าต้องค้นหาอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งก็กลายเป็นความเหนื่อยและเบื่อหน่าย

การเข้าใจคนอื่น รู้จักคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว จะทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว
ลองเติมเต็มความรู้สึกให้สมบูรณ์
ด้วยการเข้าใจคนอื่น ให้ใจคนอื่นและก็หาคนอื่นที่เข้าใจเรา ให้ใจเราด้วย

เปิดใจต่อกันให้เห็นตัวตน เขาจะได้รู้จักนิสัยเรา และตัวเราก็ต้องรู้จักนิสัยเขาด้วย

“ เพียงมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง
เราจะกล้าเดินอย่างมั่นใจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
ทั้งที่ได้ดั่งใจและไม่ได้ดั่งใจ
ยอมรับทั้งด้านบวกและลบของโลก
พร้อมหมุนตัวเองไปพร้อมกับโลกอย่างมีความสุข ”

เมื่อมีความกล้า สิ่งที่ตามมาคือได้ก้าว ...
เมื่อหัวใจเปิดรับ ความคิดจะเปิดกว้าง

เปิดโอกาสให้เรียนรู้อย่างแท้จริง สิ่งดีๆ ก็จะเข้าถึงใจ
เมื่อความกลัวหายไป…หัวใจจะเป็นสุข
เราจะกล้าและได้ก้าว พร้อมเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ




 

Create Date : 30 มกราคม 2551    
Last Update : 30 มกราคม 2551 23:38:03 น.
Counter : 166 Pageviews.  

9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์



๏~* 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ *~๏

คนสมัยนี้ อยากสวย+หล่อ ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกายเคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด




 

Create Date : 21 มกราคม 2551    
Last Update : 21 มกราคม 2551 0:33:45 น.
Counter : 170 Pageviews.  

ฟ้ามิได้แบ่ง ‘ยอดคน’ กับ ‘คนธรรมดา’ ออกจากกัน





ฟ้ามิได้แบ่ง ‘ยอดคน’ กับ ‘คนธรรมดา’ ออกจากกัน
ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอแต่นั้นมิใช่เพราะ ‘ฟ้ากำหนด’

การที่ ‘ยอดคน’ ปรากฏขึ้นได้

เพราะเขาผ่านการ ‘ฝึกฝน’ และ ‘เรียนรู้’ ที่จะเป็นยอดคน

“อัจฉริยะ” ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด
คนเก่งได้นั้นต้องได้รับการฝึกฝน
ม้าดีต้องมีคนขี่เพื่อให้ได้ฝึกฝน

นักกีฬาที่ดีต้องมีโค้ชที่ดีมาฝึกฝน

อย่าดูถูกตัวเอง

อดีตไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร
สำคัญที่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นใคร
จงเคารพนับถือในความสามารถของตัวเอง
ยกย่องและให้เกียรติตัวเอง

สมองของคนเราเหมือนพื้นดินที่ว่างเปล่า
เมื่อเราปลูกอะไรลงไปเราก็จะได้ผลเป็นอย่างนั้น ...

จงปลูกฝังแต่สิ่งดีๆลงไปในสมอง

คำพูดใดๆ ที่เราเคยได้ยินซ้ำๆ ซากๆ เกิน 37 ครั้ง

มันจะกลายเป็น “อุปนิสัย” ของเราทันที

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ “สิ่งแวดล้อม”

อย่าปล่อยให้ความคิด หรือคำพูดของคนบางคนมาตัดสินชีวิตของเรา
ในโลกนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลกับตัวเรา นอกจากตัวเราเอง

ชีวิตไม่ใช่เกมส์กีฬา ไม่มีเวลาพักครึ่ง ไม่มีการขอเวลานอก

และที่สำคัญคือ ‘เปลี่ยนตัวผู้เล่นไม่ได้’

ไม่มีใครเกิดมา ‘ล้มเหลว’ มีแต่ ‘ล้มเลิก’

คนฉลาด.. ต้องโง่เป็น

คนโง่ไม่เป็น..จะไม่มีทางฉลาด

เพียงคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ตั้งแต่ที่คุณคิด

แต่หากคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ที่คุณคิด

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์
คือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ‘ทางจิต’

ที่ตอกย้ำตัวเองว่า .. ทำไม่ได้

แม้แต่ “คิด” ยังไม่กล้าที่จะคิด

แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
จงกล้าที่จะเผชิญความล้มเหลว..

ความล้มเหลวคือครูที่ทดสอบตัวเรา
If you want to be successful, you have no choice.

มนุษย์ คือจุดศูนย์กลางของเส้นรอบวงที่ไม่มีขีดจำกัด ..

ทำไมมนุษย์เหมือนกันจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน

นั่นเป็นเพราะ มนุษย์แต่ละคน
ได้รับโอกาสทางความคิดที่แตกต่างกัน

คนสำเร็จมองปัญหาเป็นโอกาส

คนล้มเหลวมองโอกาสเป็นปัญหา
คนสำเร็จจะปรับตัวเองไปหาโลกภายนอก

คนล้มเหลวจะให้โลกภายนอกปรับตัวเข้าหาตัวเอง


Team work is less ‘E-GO’ and more ‘WE GROW’
คนสำเร็จระดับผู้บริหาร เป็นผู้นำขององค์กรต่างๆ ในโลกนี้

กว่า 85% ทั่วโลกล้วนแล้วแต่มิใช่คนเก่ง
แต่เป็นคนดีทั้งสิ้น

คนเก่ง.. มักจะมี 'อัตตา'
จะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ไม่ยอมรับการพัฒนา..ความรู้ และสิ่งใหม่ๆ ‘ปกครองคนไม่ได้’

คนเก่ง..ใช้เวลา 2-3 ปีก็สอนให้เก่งได้ ..

แต่.. คนดีต้องใช้เวลา ‘ชั่วชีวิต’ สอนกัน
คนเก่งมักจะขาดความจงรักภักดี
ไม่มีความกตัญญู

“ความรู้” เป็นเพียง “พลังอำนาจแฝง” ชนิดหนึ่งเท่านั้น

“ความรู้” จะกลายเป็น “พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่” ได้

ก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น

ฟัง..แต่..ไม่ได้ยิน

ได้ยิน..แต่..ไม่เข้าใจ

เข้าใจ..แต่..ไม่ลึกซึ้ง
ลึกซึ้ง..แต่..ไม่แตกฉาน

แตกฉาน..แต่..นำไปใช้ไม่เป็น ! ! !

จงนำศักยภาพและอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวเรา
มาใช้อย่างชาญฉลาด




 

Create Date : 21 มกราคม 2551    
Last Update : 21 มกราคม 2551 0:32:56 น.
Counter : 304 Pageviews.  

1  2  

RBZ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




เป็นเดะสีลม(เซนต์โย สีลม)ตอนป.๑ เรียนอยู่สองอาทิตย์ เค้าหาว่าหนูซนเลยต้องย้ายมาเซนต์โยบางนา ตอนนี้อยู่ธรรมศาสตร์ ขึ้นปีสาม แต่อยากเป็นเด็กปีหนึ่ง ตอนนี้กลับไปเป็นเด็กสีลมเหมือนเดิม (โต๊ะสีลม Color of the wind)

เลือกได้ระหว่างอ่าน blog หรือ space
http://spaces.msn.com/ongchun

chivalrysilk [ at ] gmail.com

icq57152514 [ at ] hotmail.com
สำหรับเล่น MSN เท่านั้น
Friends' blogs
[Add RBZ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.