The O World
Group Blog
 
All Blogs
 

วันนี้ถึงจุดที่รู้สึกว่าโคตรท้อ และพอกับความพยายามบ้าบอ 3 ปีที่ผ่านมา



คุณคิดว่าคนๆ หนึ่งต้องออกมาใช้ชีวิตในต่างประเทศ(ยังไม่พัฒนา) คนเดียวเดือนละ 2-3 สัปดาห์ เขาต้องการอะไร และเขาทำเพื่ออะไร?แล้วคุณคิดบ้างไหมว่าสภาจิตใจคนที่ต้องอยู่คนจริงๆ ปีละมากกว่า 150 วันเขารู้สึกยังไงบ้าง?

ความตั้งใจที่จะทำให้บริษัทเติบโตในประเทศที่ตัวเองรับผิดชอบ บวกกับความบ้าระห่ำทำงานทุกรูปแบบหาโอกาสขยายตลาดทุกทางที่เป็นไปได้ ไปกับคนทุกระดับ ซื้อใจลูกค้าตั้งแต่ระดับเจ้าของบริษัทยันพนักงานส่งของเข้าไปคุยกับร้านค้าทั้งๆ ที่พูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ ตกเย็นไปเรียนภาษาท้องถิ่นโดยใช้เงินส่วนตัวเพื่อจะได้เข้าใจตลาดให้ลึกซึ้งขึ้นคุณคิดว่าผู้หญิงคนหนึ่งต้องทุ่มเทแค่ไหน ถึงจะได้สิ่งเหล่านั้นมาในเวลาเพียงหนึ่งปี?

ความมุ่งมั่นสามปีที่จะทำให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต้องนั่งรถ Localสภาพจะพังไม่พังแหล่ เดินทางทั่วประเทศ (ที่รับผิดชอบ) คนเดียว ซึ่งบางครั้งทั้งคันรถมีแต่ผู้ชายถึงที่หมายก็มืดค่ำ ถามว่ากลัวไหม? มีบ้าง แต่ใจสู้ไง คิดว่าชั้นไหว ไม่เป็นไรหรอกและมันก็พิสูจน์ว่าชั้นทำได้! ตกเย็นหาร้านอาหารนั่งกินข้าวคนเดียว มือนึงถือช้อน อีกมือถือโทรศัพท์(ที่ไม่มีอินเตอร์เนท) รูดขึ้นรูดลงเป็นเพื่อนแก้เหงา บางวันดีหน่อยลูกค้าชวนไปทานข้าวข้างนอกด้วยคงกลัวจะเฉาตายคาโรงแรมไปก่อน คุณคิดว่าคนที่ทำแบบนี้จะทนจริงๆ ได้กี่ปี? แต่นี่3 ปีแล้วไงที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ถามว่าทำขนาดนี้มีใครเห็นไหม?

เราคิดมาตลอดว่าแผนกเราวัดผลงานกันที่ตัวเลข ตัวเลขมันจะแสดงให้เห็นศักยภาพและความพยายามของเราซึ่งมันเป็นอย่างนั้นในช่วงปีแรก แต่หลังจากนั้นมาทุกอย่างดูแย่ลง แม้ตัวเลขจะดีขึ้นเรื่อยๆก็ตาม จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วมีการประเมิน ซึ่งทุกอย่างออกมาดีหมด เราทวงถามถึงอนาคตในหน้าที่การงานของเราที่เคยสัญญาว่าจะโปรโมทเราในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คำตอบคือ “เปลี่ยนผู้บริหารใหม่เขาไม่เห็นศักยภาพและผลงานของเรา” จุดนั้นต่อมน้ำตาแตก เกือบ 3 ปีที่ผ่านมามันคือทำงานฟรีๆ อย่างงั้นหรอ? เราไม่โทษผู้บริหารเลยเขาไม่รู้เขาไม่ผิด แต่ใครล่ะที่ทำให้เขาไม่รู้ ความบ้าระห่ำตอนนั้น เราเดินไปถามผู้บริหารเลยว่า“ต้องทำขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเห็น Performance”ผู้บริหารงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แล้วยังบอกว่าเขาเพิ่งคุยกับหัวหน้าเราไปว่าเราเป็นคนมี“ศักยภาพที่จะโตต่อไป” แล้วอะไรคือผู้บริหารไม่เห็นศักยภาพและผลงานเรา

คุณรู้ไหมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต่อให้บอกว่าชอบใช้ชีวิตคนเดียวแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องการเพื่อนไม่ได้ต้องการที่จะอยู่คนเดียวตลอดเวลา แต่ที่เขาต้องทำเพราะมันคือหน้าที่ มันคือสิ่งที่เขาอยากพิสูจน์ การอยู่กับตัวเองนานๆบางครั้งก็จิตตก อยู่ดีๆ ก็หดหู่แบบไม่มีสาเหตุ หนักๆ เข้าหาทางออกไม่ได้ก็ต้องเข้าวัดเข้าวาไปนั่งให้ใจสงบ ทุกครั้งที่นั่งเครื่องบินไม่เคยรู้สึกกลัวว่าจะตกลงไปตายแต่กลับรู้สึกว่าตกลงไปตายตอนนี้ทุกอย่างมันจะได้จบ ไม่ต้องมาเหนื่อยบ้าบอไร้สาระแบบนี้อีกแต่ทุกครั้งที่ล้อแตะวันเวย์ ก็ต้องหยุดฝันและบอกกับตัวเองว่ามันก็เป็นได้แค่ความคิดเราต้องกลับมาสู่ความจริง เรายังต้องสู้และพิสูจน์ตัวเองต่อไป

แต่วันนี้มันมีคำพูดที่มันคลิ๊กมาโดนความรู้สึกลึกๆ “ที่เขาอยู่ที่ต่างประเทศนานเพราะเขาจะได้มีวันหยุดชดเชยเยอะๆ แล้วจะได้ไปเที่ยว” นั่นหมายถึงสิ่งที่คุณกำลังมองว่าเราเป็นใช่ไหม?คุณไม่ได้คิดว่าเดือนไหนที่เราอยู่นาน ยอดเราทะลุเป้าแค่ไหน? คุณไม่ได้มองว่า3 ปีที่ผ่านมามันมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง? หรือจริงๆ คุณกลัวจะรับรู้ว่ามีคนทำได้แต่ถ้าเป็นคุณคุณอาจทำไม่ได้ คุณเลยแกล้งไม่เห็นและเปลี่ยนประเด็นเอาไปพูดให้คนอื่นๆดูว่าเราแย่ การเอาไปพูดลับหลังจริงๆ เราไม่โอเค แต่เราไม่ได้รับรู้โดยตรง แต่เชื่อสิว่า“มันมี” และก็รู้ด้วยว่าคุณเอาเราไปพูดยังไงบ้าง แต่ก็ปล่อยผ่านแต่วันนี้คุณพูดต่อหน้าคนอื่นๆ ซึ่งมาจากประเทศต่างๆ คนเหล่านั้นไม่รู้จักเรามาก่อนไม่เคยรู้ว่าสามปีก่อนหน้านี้ที่นี่เป็นยังไง เขาก็ได้แต่ฟังในสิ่งที่คุณพูด คุณว่าชั้นควรจะลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกับคุณหรือ?คงไม่...ชั้นแค่รู้สึกว่า “พอแล้วจริงๆ” การทำงานกับคนที่ Discredit เราได้ตลอดเวลามันไม่มีความสุขเลยเพราะเราจะไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้เลยว่าจริงๆ แล้วคุณเจ๋งจริงหรือแค่คิดไปเอง

เราคงจะต้องหยุด จะต้องพอ หยุดบ้าบอคิดไปเองว่าเราพิสูจน์ตัวเองได้ แล้วกลับมาคิดใหม่ว่าเราเป็นคนที่“บ่มิไก๊” จริงๆ แล้วเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นแบบหาเช้ากินค่ำทำงานรับเงินเดือนไปวันๆ ดี?




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2560 18:25:08 น.
Counter : 280 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ต้มตุ๋นแนวใหม่ สไตล์เวป Tutor

ปกติก็จะ search จาก internet พวกประกาศรับสมัครติวเตอร์ จากนั้นก็จะส่งประวัติตัวเองไปตามอีเมล์ที่แปะอยู่บนเวบนั้น รายละเอียดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนข้างล่างนี้
1. Name:
2. Nickname:
3. Date of Birth:
Age:
4. Address:
5. Mobile:
6. E-mail:
7. Education:
8. Teaching experience:

อันนี้คือโดยคร่าวๆ ที่เวบติวเตอร์ส่วนใหญ่ต้องการกัน แล้วก็เคยได้งานจากเวบพวกนี้มาแล้ว โดยต้องโอนเงินค่านายหน้า (เค้าเรียกว่าค่าทำตลาด) ไปก่อน เค้าถึงจะให้เบอร์เด็กมา ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไร จนสมัครเข้าเวบ http://www.teamtutorchula.com ไปในวันที่ 1 Aug 09 คราวนี้เวบนี้ก็มีแจ้งมาว่ามีงานอะไรบ้างในวันที่ 2 Aug 09โดยให้ดูทางอินเตอร์เนท ที่ http://www.teamtutorchula.com/jobjob.html ซึ่งหน้านี้จะไม่มีลิงค์จากหน้าหลัก เป็นหน้าสำหรับคนที่สมัครเป็นติวเตอร์เท่านั้นถึงจะเปิดหน้านี้ได้

ดูแล้วว่างานล่าสุดเค้าอัพเดทวันที่ 28 July 09 ซึ่งก็รู้สึกว่าทำไมงานอัพเดทน้อยจัง ถ้าเทียบกับเวบอื่นที่แทบจะอัพเดทวันละสองครั้ง แต่นี่สามสี่วันแล้วก็ยังไม่อัพเดท แล้วพอดูก็มีงานสอนภาษาจีนตรงตามที่สมัครไป เลยโทรไปถาม แล้วมันก็มีข้อสงสัยอะไรหลายๆ อย่าง กอปรกับค่านายหน้าแพงมากเลยไม่โอนเงิน ไม่ติดต่อไป

ทางเวปติดต่อกลับมาในวันที่ 4 Aug 09 บอกว่าน้องเค้าต้องการติวเตอร์ด่วนมาก ให้รับงานนี้ได้ไหม เดี๋ยวเค้าลดให้เหลือ 1800 บาท จาก 2200 บาท ซึ่งการลดราคาก็เป็นเรื่องปกติในกรณีที่งานนั้นๆ ไม่มีติวเตอร์มารับงาน ทางนายหน้าจะลดราคาเพื่อชักจูงให้ติวเตอร์สนใจในงานนั้นๆ คิดดูพักหนึ่งแล้วค่อยตกลงกับเค้าไป บอกว่าจะไปโอนให้พรุ่งนี้ ซึ่งทางนั้นก็โอเค

ในวันที่ 5 Aug 09 ก็วุ่นวายทั้งวันกว่าจะได้ไปโอนก็ราว ๆ 6 โมงเย็น ตอนนั้นก็บังเอิญใส่เบอร์ธนาคารผิด (เป็นเพราะมองผิดเอง) เลยโทรไปหาเค้า เค้าไม่รับสาย อีกสักสิบนาทีก็โทรกลับมา พอโอนเสร็จก็โทรไปอีกก็ไม่รับสาย โทรอีกสองสามรอบ เค้ารับสายแล้วบอกว่าเดี๋ยวคืนนี้ไปเช็คว่าเงินเข้าหรือเปล่าแล้วจะเอาเบอร์เด็กให้ ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ก็คิดว่าเค้าคงอยู่ข้างนอกไม่สะดวกเช็ค

รอจนวันรุ่งขึ้น 6 Aug 09 เค้าไม่โทรมาเลยโทรกลับไป โทรทั้งวันไม่มีคนรับสายเลย เลยเริ่มเอะใจอย่างที่โทรบอกแกไป แต่ก็คิดว่าเค้าอาจอยู่ต่างจังหวัดหรืออะไรไม่สะดวกคุย แต่พอกลับมาบ้านเห็นเค้าอัพเวบแล้วบอกว่าน้องที่จะเรียนมีปัญหาเรื่องจำนวนนักเรียน ก็เลยส่งเมล์แล้วให้โอกาสเค้าติดต่อกลับมา แต่เค้าก็เงียบ ไม่รับสายโทรศัพท์ ไม่ว่าจะใช้มือถือใครโทรไปก็ตาม ซึ่งมันผิดวิสัยของคนที่เป็นศูนย์ติวเตอร์ เพราะศูนย์ติวเตอร์ต้องรับโทรศัพท์ตลอดเวลา เนื่องจากต้องติดต่อกับลูกค้า

ต่อมาเค้าใช้เบอร์อะไรโทรมาก็ไม่รู้ 02 2702206 ซึ่งเช็คไปทางองค์การโทรศัพท์แล้วเค้าบอกว่าไม่มีเบอร์นี้ เค้าโทรเข้าเครื่องแม่แล้วขอสายคุณ รัตนา พอถามว่าโทรจากไหนบอกว่าอิตาเลี่ยนไทย อิตาเลียนไทยทำงานวันเสาร์ด้วยเหรอ เหอๆ โกหกโครตไม่เนียนอ่ะ

ป๊าม๊าก็บอกว่าช่างมันเหอะ 1800 บาท ถือว่าฟาดเคราะห์ แต่เจ็บใจว่ะ เอาไป 1800 บาทมันเหมือนน้อย ไม่มีใครอยากมีเรื่องไปฟ้องโรงฟ้องศาล เพราะเป็นแบบนี้มันก็ลอยนวลทำแบบนี้เรื่อยๆ ป่ะ หลอกคนหนึ่งก็ เกือบ2000 บาท เดือนหนึ่งๆ มันได้ตั้งเท่าไหร่ แล้วมีคนตั้งเท่าไหร่ที่ตกเป็นเหยื่อมันอ่ะ ไม่อยากให้คนเลวงี้มันอยู่รกสังคม ที่สำคัญมันใช้สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงมาหากินอย่างงี้มันไม่เหมาะอ่ะ สถาบันติวเตอร์ตามเนทที่เป็นอย่างงี้มีเยอะ แต่เค้าก็ไม่ได้หลอกลวงคน ช่วยเหลือเด็กที่เรียนไม่เก่ง ช่วยเด็กเก่งที่ต้องการหารายได้ ก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่ได้ช่วยเหลือทั้งสองทาง แต่มาหลอกกันแบบนี้ ถ้าเป็นคนที่เค้าไม่มีเงิน ต้องการสอนคนอื่นเพื่อแลกเงินมาเป็นค่าเทอมหรืออะไรก็ตามเนี่ย เค้าคงลำบากน่าดู จะไปแจ้งความก็นะ เหมือนเสียเวลาฟรี เพราะถ้าไปแจ้งตำรวจ ตำรวจคงไม่สนใจ เพราะค่าเสียหายมันแค่ 1800 บาท แต่ถ้ามองว่ามันหลอกได้หลายคนก็เยอะอยู่ คนอย่างงี้มัน รกสังคมอ่ะ จริงมั๊ย

จากข้อมูลที่หาในเนท
ผู้ชายคนนี้ชื่อ ธนากร รุ่งเรืองดิเรกฤทธิ์ โทรศัพท์ 084-3576603 (รู้สึกว่าปิดเบอร์ทิ้งไปละ)
ส่วนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของ account ธนาคารกรุงเทพ สาขาพารากอน ชื่อ น.ส.พราวรวี ปรียวราวั.... ไม่รู้นามสกุลเต็มๆ ว่าอะไร ลองหาในหน้าเหลืองก็ไม่มีนามสกุลของทั้งสองคนนี้เลย

มันเป็นความโง่ส่วนบุคคล ที่ไม่อยากให้ใครเลียนแบบ

ชื่อคนสองคนข้างบนถ้าจะฟ้องร้องก็เชิญได้ พร้อมเสมอ เพราะหลักฐานครบ

ปล. ภาษาอาจดูแปลก ๆ เพราะจริงๆ อันนี้เป็นจดหมายเขียนให้เพื่อนที่ทำงานในเรื่องจริงผ่านจอ เค้าบอกว่าประเด็นมันอ่อนเกินไป โปรดิวเซอร์คงไม่สนใจ

แต่ที่เอามาแปะก็แค่ให้คนอื่นได้รู้ไว้ว่าภัยใหม่ ๆ มีมาเสมอ เฮ้อ




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 18:27:26 น.
Counter : 241 Pageviews.  

โดดเดี่ยว ผจญมาร ท่ามกลางสายพิรุณ

เคยทำใจ
เคยปล่อยให้มันเป็นไป
เคยไม่เก็บมาใส่ใจ
แต่ที่เธอทำกับฉันมันมากเกินไป
เกินกว่าคนแข็งแกร่งอย่างฉันจะยอมรับได้อีกต่อไป
เพราะฉันอยู่อย่างเดียวดาย
เพราะฉันไม่มีใคร
เพราะฉันอยู่ห่างไกล
เธอจึงทำลายฉันตามใจชอบ
สิ่งที่เธอทำเรียกว่าการกระทำของลูกผู้ชายหรือ?!?!?!?

การใช้ชีวิตอยู่ต่างเมือง เราต้องยอมรับความแตกต่างในหลายเรื่อง ระยะเวลา 3 ปีในประเทศนี้ ฉันควรจะทำใจกับสิ่งต่างๆ ที่มันเป็นไป แต่ความรู้สึกทุกอย่างมันย่อมมีขีดจำกัด ฉันไม่ใช่พวกไม่ฟังเหตุผล แต่ฉันก็มีเหตุผลของฉัน ฉันยอมเธออย่างง่ายดายเพียงเธอฉันด้วยคำพูดดีๆ กริยาที่ให้เกียรติฉัน เหตุผลที่เธอหยิบยกมา ฉันจะพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ขอเพียงเท่านี้ ฉันยินดีทำตามที่เธอขอมาเสมอ
Saturday 7 June 2008, 19.20PM. เป็นเวลาที่โลกหมุนให้เรามาเจอกันเป็นครั้งแรก บางคนอาจคิดว่าเป็นบุญพาวาสนาส่งที่ทำให้คนคนหนึ่งในจำนวนหลายพันล้านคนได้มารู้จักกัน สำหรับฉันกับเธอมันคงเป็นบาปกรรม(มหันต์)แต่ชาติปางก่อน ที่ฉันเคยทำไว้กับใครหรืออะไรซะอย่าง จนทำให้ฉันต้องมาพบกับคน(ขับแท็กซี่ห่วยๆ)อย่างเธอ เราพูดจากันด้วยดีมาตลอดเวลาสิบนาทีที่ฉันต้องอาศัยเธอไปส่งเพื่อนแถวถนนนานกิง แต่เมื่อเพื่อนฉันลงไปแล้ว หน้ากากสุภาพบุรุษ(พุงโย้ ตาตี่ ขี้เหร่)อย่างเธอก็เผยโฉมออกมา เพียงเพราะฉันไม่ยอมทำตามที่เธอบอก แปลกหรือที่ฉันมีทางเดินที่ฉันเลือก(วิ่งถนนด้านล่าง) เป็นทางเดินที่แตกต่างไปจากเธอ(วิ่งทางยกระดับ) ทำให้เธอต้องไล่ฉันออกจากชีวิต(ไล่ลงจากรถ)ทั้งๆ ที่เราพบกันไม่ถึงสิบนาทีดี ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่าฉันไม่เลือกทางเดินตามที่เธอกำหนด แต่เมื่อฉันยินยอมทำตามที่เธอขอ(ขึ้นทางยกระดับก็ได้วะ) เธอกลับไม่พอใจ แล้วขับไสฉันอย่างไร้ปราณี(ไล่ลงจากรถลูกเดียว)แล้วอย่างนี้จะให้ฉันทำอย่างไร ในวันฝนตก ในเมืองซิวิไรต์(แต่วัตถุ) ฉันจะหันไปพึ่งพาใครได้ ฉันจะยอมจากไปหากเธอมีเหตุผลที่เหมาะที่ควร เหตุผลที่ฉันยอมรับได้(ไม่ใช่บอกว่าหิว จะกลับไปกินข้าวเลยไม่ไปส่ง) ไม่ใช่ฉันจะอยากกักตัวเธอไว้(ไม่ได้พิสวาสซักนิด) แต่ฉันไม่มีทางที่ดีกว่านี้ เรื่องระหว่างเรามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วหรือ ในเมื่อฉันเป็นฝ่ายยินยอมทำตามคำเรียกร้องของเธอ แต่เธอกลับผลักไสฉันอย่างไร้ปราณี ถ้าเป็นอย่างนี้ฉันก็จะไม่ยอมเช่นกัน ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องปล่อยเธอไป (เพื่อหารถคันใหม่) ฉันยื้อ (ไม่ยอมลงจากรถ) จนถึงที่สุด มันไม่ใช่เพราะฉันขาดเธอไม่ได้ แต่เป็นเพราะฉันจะไม่ยอมเธออีกต่อไป เหตุผล(ธุเรศๆ)ที่เธอยกมา(เพื่อถีบหัวส่ง) ฉันยอมรับมันไม่ได้ มันไม่ใช่เหตุผล แต่เป็นข้ออ้างเสียมากกว่า(หิวแค่สามสิบนาทีคงไม่ถึงตายหรอก)
เมื่อฉันจนหนทาง ฉันต้องการคำปรึกษาจากใครซะคน(ญาติที่นี่) คนที่เขาจะทำให้ฉันไม่ถูกเธอข่มเหงอีกต่อไป ฉันตัดสินใจทำตามคำแนะนำของบุคคลนั้นอย่างไม่รีรอ เป็นครั้งแรกที่ฉันยิ้มออกว่าจะมีพระเอกตัวจริง(ตำรวจ)ก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน ทำให้ฉันหลุดพ้นจากการบีบบังคับจากเธอเสียที(แกจะต้องไปส่งฉัน) แต่มันก็เป็นแค่ความเพ้อฝัน ในเมื่อสุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายแพ้เธอ ต้องยอมปล่อยเธอไป แล้วเดินไปตามทางของฉัน(หารถคันใหม่) โดยที่เธอไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการกระทำของตัวเองเลย(ทำหน้ากวนตีนใส่ได้อีก) ฉันโกรธเธอ ฉันเกลียดเธอ อารมณ์ด้านลบต่างๆ พุ่งไปที่เธอเพียงผู้เดียว
แต่ตอนนี้ฉันกลับมานั่งคิด ฉันไม่โกรธเธอ ไม่เกลียดเธอ แต่สมเพศเธอเสียมากกว่า ไม่แปลกใจที่ชีวิตเธอดักดานอยู่ได้เพียงเท่านี้ ชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่ แล้วมันก็คงจะเป็นอย่างงี้ตลอดไป ฉันอโหสิกรรมให้กับคนไร้วัฒนธรรมอย่างเธอ คนที่ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “บริการ” ไม่มีหัวใจของ “ผู้ให้บริการ”

เรื่องย่อ: นั่งแท็กซี่จากyuyuanจะกลับบ้าน ระหว่างทางไปส่งเพื่อนก่อน แท็กซี่ “มัน” (มีสรรพนามธุเรศกว่านี้ได้อีกมั๊ย?) ก็ไปส่ง แต่ระหว่างทางจะให้แวะไปดูนู่นดูนี่.... “มัน” ท่าจะบ้า ฝนตกอย่างงี้ใครจะไปเที่ยว พอเพื่อนลงเรียบร้อย “มัน”ก็หาทางถีบฉันลงจากรถทันที เพราะเส้นทางที่ฉันจะไปกับเส้นทางที่มันคิดต่างกัน แต่สุดท้ายขี้เกียจเถียงเลยยอมขึ้นทางยกระดับก็ได้วะ แต่ “มัน” กลับบอกว่าไม่ไปแล้ว “มัน” หิวข้าว ให้ฉันลงจากรถแล้วหารถคันใหม่ โอ้ว... ปากหรือ “รูตูด” (ที่ไม่มีเส้นประสาทของสมองสั่งการ) นั่นที่พูดออกมา ฝนตกอย่างงี้ เส้นทางนี้คงหารถได้อ่านะ ต่อให้หาได้จริง ทำไมฉันต้องเปลี่ยนรถด้วย????
ก็แค่ไปส่งฉัน “มัน” คงไม่หิวตายระหว่างทางหรอก แต่เป็นเพราะความ “มักง่าย” “มักมาก” ของ “มัน” มากกว่าที่ไม่ยอมขับรถไกลๆ ด้วยความคิดที่ว่านิสัย(เน่าๆ)เสียๆ ของคุณควรได้รับการ “บำบัด” เสียที ฉันจึงไม่ลงจากรถ ยังไงก็ต้องไปส่ง ก็ “มัน” รับฉันมาแล้วนี่ จะเอาข้ออ้าง (กระหลั่วสั่ว) อย่างงี้มาพูดได้ยังไง ถ้าเป็นคนที่เขามีความคิด ใช้สมองมากว่า “ลำไล้เล็ก” เขาก็คงไปส่งแต่โดยดี แต่อย่างว่าถ้า “มัน” มีความคิดจริง ชีวิตมันคงไม่ดักดานขับรถสีแดงอย่างงี้หรอก (อย่างน้อยต้องขับda zhong 大众 รถที่มีสถาบันกว่านี้)
“มัน” จอดรถเข้าข้างทาง ฉันก็โทรศัพท์แจ้งความเหมือนกัน เป็นไงเป็นกัน ให้มันรู้ว่า Customer is the king เป็นยังไง แต่ลืมไปว่าที่นี่ที่ไหน มันรู้จักแต่ TAXI DRIVER is the king “มัน” ทำหน้ากวนตีนตลอด แล้วหันไปฟ้องคนนู้นคนนี้ว่าฉันพูดจาเสียงดังกับมัน วันหลังฉันคงต้องเอาเครื่องวัดความดัง ไปวัดว่าเดซิเบลของใครดังกว่ากัน เผื่อ “มัน” จะเจียมขึ้นมาบ้าง
ตำรวจมาถึงฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วสรุปว่าฉันมีเหตุผล ถ้า “มัน” หิวจนขับไม่ไหว ก็ไม่ควรรับฉันตั้งแต่แรก แต่พอคุยกับ “มัน” เสร็จหันกลับมาสรุปกับฉัน กลายเป็นว่าเรื่องเล็กน้อย ทำไมฉันไม่ยอม?!?!?!?!?!? นั่นสิ เรื่องเล็กน้อยทำไม “มัน” ไม่ยอม ไม่มีใครคิดแบบนี้บ้างว่า ไอ้การที่มันมานั่งเถียงนั่งรอตำรวจกับฉันเนี่ย ถ้า “มัน” หิวเจียนตายจริงๆ ฉันคงเป็นฆาตรกรที่ฆาตกรรมโดยไม่เจตนาไปแล้ว “มัน” ก็แค่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ความสบาย และเห็นแก่เงินเลยไม่ยอมขับรถไกลๆ ฉันโมโหเจียนตายที่ฉันกลายเป็นคนต้องยอมถอยให้ แต่เอาเหอะ ถ้ามันเป็นคนขยันทำมาหากิน ชีวิต“มัน”คงไม่เป็นแค่ผู้ชายหน้าตาห่วยๆ มารยาททรามๆ ความคิดสั้นๆ ที่ต้องดักดานอยู่กับที่อย่างงี้ไปจนตาย วันๆ หารายได้กับเศษเงินจากการวิ่งรถระยะสั้น (ก็เข้าใจว่าระทางที่มันยอมเดิน ก็ “สั้น” พอๆ กับความคิดของ “มัน”)
อโหสิกรรมคงเป็นทางเดียวที่ฉันทำได้ ทำใจคงเป็นสิ่งที่ควรทำต่อมา กลับเมืองไทยถ้าทนไม่ไหวจริงๆ (แต่ต้องทนเรียนให้จบก่อน) อีกนานไหมกว่าภาคบริการของที่นี่จะได้รับการยกระดับ ไม่ต้องเทียบเท่าตึก Jingmao Tower金茂大厦 ไม่ต้องเสียดฟ้าอย่าง Shanghai world finance building 国际金融中心 ขอให้มันสูงกว่าที่เป็นอยู่ซะระยะกบกระโดด มันก็คงทำให้ภาคบริการที่นี่ดูดีขึ้นเยอะ
ฤๅ เพราะฉันเป็นชาวต่างชาติ
ฤๅ เพราะฉันเป็นเพียงผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว
ฤๅ เพราะหัวของฉันไม่เป็นสีทอง
“มัน” จึงทำกับฉันอย่างไม่รู้สึกสำนึก




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2551    
Last Update : 7 มิถุนายน 2551 21:43:47 น.
Counter : 121 Pageviews.  

1 เดือน 1 สัปดาห์

1 เดือน 1 สัปดาห์ กับชีวิตคนทำงานเต็มตัว
1 เดือน 1 สัปดาห์ กับเกมเก้าอี้ดนตรีตอนเช้า
1 เดือน 1 สัปดาห์ กับสภาพตลาดบนรถเมล์
1 เดือน 1 สัปดาห์ กับถ่ายทอดสดกรีฑาในตอนเย็น
1 เดือน 1 สัปดาห์ กับสภาพสวยเช้าโทรมเย็น

หลายคนพอเริ่มทำงานครั้งแรกก็มักจะบรรยายเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน หรืองานของตัวเอง แต่นั่นมันธรรมดาไปสำหรับชีวิตการทำงานที่นี่ 1 เดือน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องตื่นตั้งแต่ก่อน 7โมงเช้า ทั้งๆ ที่เข้างานตอน 10 โมง มันก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนชีวิตคนในกรุงเทพฯ แต่ที่ต่างกันคือสภาพของผู้ร่วมเดินทางมากกว่า เราจะเจอคนประเภทต่างๆ มากมายที่อาจหาได้ในกรุงเทพฯ เมื่อ 10 ปีก่อน

นางพญาเปรต: เป็นจำพวกที่หุ่นสวย รูปร่างดี ไม่ได้อ้วน ไม่ได้ต้องการพื้นที่ในการยืนมากมาย แต่เธอก็จะกางมือ 180 องศาเพื่อยึดเหล็กสองข้างไว้ ประหนึ่งว่า ที่นั่งละแวกนี้ของข้า ใครอย่ามาแหยม ทั้งๆ ที่ยังมีคนอีกที่มากที่อัดอยู่หน้าประตู แต่เจ๊แกก็ไม่สน จะจองที่นั่งซะอย่างใครจะทำไม

พวกขาที่สาม: ต่างจากมือที่สามยังไง ต่างกันตรงที่ว่าพวกนี้ไม่ได้สร้างความแตกแยกให้ใคร แต่จะช่วยแก้ปัญหา โดยการสอดขาของเขา มาระหว่างขาของคนสองคนที่เกรงใจกันอยู่ นึกออกไหมเวลาที่มีคนลุกออกแล้วคนสองคนยืนอยู่แถวนั้น ด้วยความเกรงใจก็จะมองหน้ากันแล้วพูดกันทางสายตาว่า “เชิญนั่งค่ะ” แต่ยังคุยกันไม่จบดี ขาที่สามก็สอดมาระหว่างกลางแล้วลงไปนั่งหน้าตาเฉย แล้วมองหน้าเราด้วยอาการที่ว่า “ก็โง่เอง มัวแต่ไม่นั่งกันอยู่ได้” ซึ่งระยะเวลาที่เกิดขึ้นกินเวลาไม่ถึง 5 วินาที พวกขาที่สามสี่ห้าหกนี้มีให้เห็นทั่วไป

เด็กประถมวัย: อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเด็กจริงๆ แต่มันเป็นจำพวกคนที่ทำให้เราย้อนนึกไปถึงสมัยเด็กๆ ที่มักจะเล่นเกมเก้าอี้ดนตรีกันในช่วงเวลากิจกรรม ช่วงเวลาเช้าๆ บนรถเมล์ก็เป็นกิจกรรมของเด็กประถมวัย (น้อย-มาก) ทั้งหลาย พอรถเมล์ประกาศ “สถานี....ถึงแล้ว” (สถานีนี้คนลงเยอะมาก) มันเหมือนกับคุณครูปิดวิทยุเพื่อให้เด็กแย่งเก้าอี้กัน สิ้นเสียงประกาศทุกคนจะมองซ้ายมองขวา ดูว่ามีใครลุกบ้างแล้วจะสอดขาไปนั่งทันที อาการนี้มีให้เห็นทั่วไปในยามเช้า ในรถเมล์ทุกสาย ถ้านั่งเก้าอี้ตัวเดียวกันมันต้องมีคนออก แน่นอนว่ามันเหมือนเกมเก้าอี้ดนตรีจริงๆ ตรงที่ไม่มีใครยอมแพ้ ไม่มีใครยอมลุก สุดท้ายก็ทะเลาะกัน อย่างกับในตลาดสด

นักกรีฑาระยะสั้น: เป็นโชคดีที่บริษัทอยู่เกือบต้นสาย เวลากลับบ้านเลยมีที่นั่งไม่ต้องแย่งกับใคร หลายเรื่องทีเกิดขึ้นเลยกลายเป็นเรื่องขำไป ถัดจากบริษัทมาหนึ่งป้ายเป็นป้ายที่คนขึ้นเยอะมาก มันก็เป็นเรื่องปกติถ้าคนจะแย่งกันขึ้นรถ (ถ้าไม่แย่งกันสิแปลก) แต่พอขึ้นรถได้แล้วทุกคนจะวิ่งๆๆๆๆ (วิ่งบนรถ) เพื่อจองที่นั่งกัน ถ้าเราต้องขึ้นป้ายนั้นคงไม่ขำ แต่นี่เป็นคนดู ดูอยู่ทุกวัน ยิ่งดูยิ่งขำ จะวิ่ง จะแย่งอะไรกันขนาดนั้น ไม่แปลกใจที่คนจีนเป็นนักกีฬาเหรียญทอง เพราะชีวิตประจำวันฝึกฝนกันอย่างหนักหน่วงอย่างงี้นี่เอง

พวกมือไม่ยาวแต่สาวทัน: แน่นอนว่าใครมือยาวสาวได้สาวเอาใช้ไม่ได้กับที่นี่ เพราะสาวที่นี่เขาไม่สาวที่นั่งกัน แต่เข้าเหวี่ยงกระเป๋าจองที่นั่งกันเลย ทั้งๆ ที่ที่นั่งอยู่ข้างหน้าเรา แต่เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ดึงดูดก้นเราไม่เท่ากับความแรง เร็ว และแม่นยำของกระเป๋าที่โยนมาในระยะ 3 เมตร ทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเก้าอี้แท้ๆ กลับไม่ได้นั่ง แรกๆ ก็งงกับการกระทำแบบนี้ ทำไมไม่มีใครตำหนิเลยเหรอ แต่พอมองๆ ไปมันเป็นเรื่องปกติที่สาวที่นี่ (รวมทั้งผู้ชาย) ถือกระเป๋ากันทุกคนที่แท้ก็เพื่อประเด็นนี้นี่เอง

พวกมือยาวแต่ไม่ยื่น: อย่าคิดว่าเป็นพวกที่ต่างจากด้านบน พวกนี้เป็นพวกที่มือไม่ถือของ มีที่ยืนอย่างมั่งคง แต่ไม่คิดจะยื่นมือออกไปช่วยคนอื่นรับเงินส่งให้คนเก็บเงิน แล้วคนที่ต้องช่วยกลับเป็นคนที่ถือของพะรุงพะรัง การช่วยส่งเงินเนี่ยจะทำให้กล้ามแขนเข้าขึ้นกันเหรอไง ถึงได้เมินเฉยไม่มีน้ำใจกันอย่างงี้

สุภาพบุรุษกางเกง M3: มันไม่ใช่กางเกงยี่ห้อ M3 แต่มันเป็นกางเกงที่ติดกาว M3 (คุณภาพสูงกว่า 3M) ไม่ว่าคุณจะแก่ หัวจะหงอก หลังจะค่อมแค่ไหน ผมก็ลุกให้คุณไม่ได้เพราะกางเกงผมติดกาวคุณภาพดีไว้ คนที่นี่แน่ว่าบ้านเรา เพราะเขาไม่ต้องแกล้งนอน ไม่ต้องแกล้งมองไม่เห็น ก็มอง ก็เห็นอยู่ แต่ไม่ลุกเสียอย่างใครจะทำไม

เงาะป่า: อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นลำตัวชุบด้วยทองแล้วซ่อนรูปอย่างเงาะเป่า เราเลยไม่อาจมองจากภายนอกได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไปโดนหรือสัมผัสคนเหล่านั้นจะรู้ได้ทันทีว่าคนนี้แหละสังข์ทองผู้ซ่อนร่างในคราบคนธรรมดา เพียงเพราะรถเบรกแล้วไปสัมผัสถูกเธอ หรือแม้แขนกระทบโดยไม่ตั้งใจ เธอก็จะร้องจิ๊ จ๊ะ ขึ้นมาทันที ราวกับกลัวว่าเกร็ดทองที่เคลือบกลายจะหลุดลอกออกไป จริงๆ เธอน่าจะลอกทองในกายไปขายแล้วซื้อรถมาขับเอง จะได้ไม่ต้องมานั่งเบียดบนรถเมล์อย่างนี้

ลูกอาเสี่ยร้านสเตอริโอ: จริงๆ ร้านป๊าแกอาจจะไม่ใช่ร้านสเตอริโอเต็มตัว อาจขายปนๆ กันระหว่างสเตอริโอกับโทรศัพท์มือถือ ก็รู้ว่ามีมือถือใช้ ไม่ต้องโชว์โดยการเปิดเพลงดังลั่นก็ได้ เพราะสไตล์การฟังเพลงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่สำคัญมันหนวกหู ไม่ฟังเพลงซะ 15 นาทีจะลงแดงมั๊ย ถ้าคนจำนวนพวกนี้เพิ่มมากขึ้น มันเป็นโอกาสทางการค้าที่ดีที่จะเอาหูฟังขึ้นมาขายบนรถ เผื่อใครรำคาญจะได้ซื้อไปบริจาคให้ลูกอาเสี่ยเหล่านั้น

นี่เป็นเพียงคนส่วนใหญ่จำพวกหนึ่งที่เจอมาตลอด 1 เดือน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันอาจดูเกินจริงในความรู้สึกใครที่ได้อ่าน แต่สำหรับความรู้สึกของคนไทยที่นี่ที่ได้รู้จักกัน ไม่มีใครคิดต่างกันไปเท่าไหร่ เรื่องพวกนี้ทำให้หงุดหงิดใจได้เสมอ แต่หงุดหงิดไปก็เท่านั้นเพราะมันคงแก้อะไรไม่ได้ ทำได้ก็แค่มองให้เป็นเรื่องขำๆ

สำหรับใครที่อยู่เมืองนี้แล้วได้ดูโฆษณาใน ICS เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นรถเมล์ รถแท็กซี่ ลงบันไดเลื่อนในรถไฟใต้ดิน การแสดงความมีน้ำใจ ไม่รู้จะมีใครคิดเหมือนกันหรือเปล่าว่ามัน FAKE สิ้นดี อยากจะคิดว่ามันเป็นการรณรงค์ แต่ทำไมไม่ออกอากาศในช่องทั่วไป แต่กลับออกอากาศเฉพาะช่องภาษาอังกฤษที่มีแต่คนต่างชาติดู อย่างงี้จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนได้จริงเหรอ!!!

ถ้ามี สคบ. ที่นี่ โฆษณานี้จะโดนถอดออกไหมเนี่ย!!!




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 1 มิถุนายน 2551 23:15:40 น.
Counter : 206 Pageviews.  


okasuma
Location :
Shanghai China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add okasuma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.