The O World
Group Blog
 
All Blogs
 

Chinese Nation Day 2006 Trip (Dunhuang)

Okasuma in Dunhuang

1 ตุลาคม 2549
รถไฟมาถึงตุนหวงตอนเช้าตรู่ ฟ้ายังไม่สว่าง เจ้าหน้าที่ก็มาร้องเรียกให้แลกบัตร พอก้าวออกจากขบวนรถไฟเท่านั้นแหละ เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ที่รู้สึกว่ามันเทอะทะแล้ว แต่มันกลับหนาไม่พอ อากาศข้างนอกเย็นมาก ๆ นอกจากอากาศเย็นที่สัมผัสได้แล้ว ยังรับรู้ถึงบรรยากาศของทะเลทรายตั้งแต่แรกเหยียบตุนหวง เพราะเพียงแค่ก้าวเท้าออกมาก็เหยียบถูกผืนทรายแล้ว มาถึงตุนหวงแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเข้าเมืองได้ยังไง หนังสือไม่มีบอกเอาไว้ แต่ก็คิดว่าน่าจะมีรถบัสคอยรับส่งแหละ พอออกจากสถานีรถไฟ ยังไม่ทันได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเช้าของทะเลทรายดีเท่าไหร่ ก็มีแท๊กซี่มีร้องเรียกให้ไปนั่งรถเค้า คุยไปก็ชะเง้อมองดูรถประจำทางไป แต่ดูไงก็รู้สึกว่าไม่มี แท๊กซี่คิดเราคนละ 5หยวน เราก็เลยตกลงเพราะอยากอาบน้ำแล้วเที่ยวต่อแล้ว แต่พอก้าวลงมาแถวลานจอดรถ อ่า....เสียทีซะแล้ว ทั้งลานจอดรถเป็นรถประจำทางทั้งนั้น เอาน่า...ไม่เป็นไร ถือซะว่าซื้อเวลาละกัน จะได้ไปเที่ยวตอนเช้าทัน

มาถึงโรงแรมเฟยเทียน ก็จัดการเช่าห้องพักราคาคืนละ 31หยวน/คน/คืน โรงแรมมีบริการพาเที่ยวที่โม่เกาคู (MoGaoKu 莫高窟)เป็นถ้าที่มีพระสลักอยู่ข้างใน เป็นประติมากรรมที่สร้างในหลายสมัยหลายราชวงศ์ของจีน พระสลักของที่นี่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก (เดิมเคยเป็นอันดับที่ห้า แต่พออัฟกานิสถานถูกตาลีบันถล่ม พระที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองเลยถูกทำลายไป) โรงแรมคิดราคา 20หยวน/คน ถ้าจะไปทะเลทรายหมินซาซาน ก็คิดเพิ่มอีกคนละ 10หยวน ด้วยความรักสบาย กอปรกับเวลาอันจำกัด ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้บริการของโรงแรม พอจ่ายเงินปุ๊บ โรงแรมก็บอกเราว่าให้ล้างหน้าก็พอ เพราะถ้าอาบน้ำจะไม่ทันการ!!!

เราทนสกปรกตัวเองไม่ได้สุดท้ายก็อาบอยู่ดี ด้วยเวลาอันรวดเร็วปานจรวด พอลงมาก็พบว่าเพื่อนของเราได้เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคนเป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน เป็นผู้หญิงที่เราทึ่งมาก ๆ เค้าลาออกจากงานเพื่อเที่ยวอย่างเดียวหนึ่งปีเต็ม อยากทำอย่างงี้บ้างจัง แต่ตอนนี้แม้แต่หางานยังหาไม่ได้เลย แล้วจะลาออกเพื่อเที่ยวได้ไงเนี่ย

แปดโมงตรงรถพาเราออกจากโรงแรมไปยังโมเกาคู ระหว่างทางมีไกล์ดคอยอธิบายถึงประวัติ และข้อห้ามต่าง ๆ ข้อห้ามที่สำคัญคือ พอเข้าเขตที่ยื่นบัตรผ่านประตูแล้วห้ามถ่ายรูป (แต่เราลืมไปเผลอถ่ายไปสามรูป เหอๆ) ห้ามส่งเสียงดังเวลาที่วิทยากรประจำคูหาต่าง ๆ อธิบายประวัติและความสำคัญของแต่ละคูหา (อันนี้ก็พลาดอีก โดนเชิญให้ออกมาเลย) แล้วอีกข้อนึง จำไม่ได้แล้วอ่ะ

*
บัตรผ่านประตูที่นี่ราคา 100หยวน/คน แต่ด้วยอภิสิทธิ์ของบัตรนักเรียน ทำให้เราได้เข้าไปด้วยราคาเพียงครึ่งหนึ่ง 100 หยวนถือว่าเป็นราคาที่แพงนะ แต่ถ้าเทียบกับความรู้ที่ได้ กับวิทยากรที่อธิบายให้ฟังทุกคูหาแล้วถือว่าคุ้มมาก ๆ ยิ่งไปวันชาติของจีนยิ่งได้อภิสิทธิ์พิเศษ เพราะปกติราคานี้จะเข้าชมได้เพียง 10 คูหา แต่วันนี้เข้าชมได้ทุกคูหาที่อยากเข้า อีกทั้งเปิดเพิ่มมากกว่าปกติอยู่ 5คูหา ดังนั้นเมื่อเราเสียเงินเข้ามาแล้ว เราต้องเอาให้คุ้ม

พอเข้ามาแล้วก็ขอเก็บภาพถ่ายไว้ก่อน เห็นว่าสวยดี แรก ๆ ที่ไกล์ดบอกว่าห้ามถ่าย เราก็นึกว่าห้ามเฉพาะในคูหา เลยถ่ายข้างนอกไปสองสามรูป แต่พอมารู้อีกทีก็สายไปแล้ว ถ่ายไปแล้วจะให้ลบก็กระไรอยู่ เราเดินอย่างสะเปสะปะ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน พอถามเจ้าหน้าที่เค้าก็แนะนำว่าให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ก่อน แล้วเริ่มจากคูหาที่ 16-17

แต่ละคูหาถ้าดูเผิน ๆ ให้ความรู้สึกว่าไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่พอฟังวิทยากรอธิบายแล้ว จะเข้าใจว่าแต่ละคูหามีเอกลักษณ์ประจำของคูหานั้น ๆ ด้วยเหตุที่ว่าสร้างในต่างสมัยกัน สีที่ใช้ถ่ายทอดความรู้สึกก็ต่างกันออกไป บางคูหาพระพักตร์ของพระพุทธรูปเป็นสีดำ นั่นเป็นเพราะปฏิกริยาทางเคมีของสีเปลี่ยนไป คูหาที่กำแพงมีรูปวาดของพระพุทธเจ้าหลายรูป (เป็นร้อย ๆ พัน ๆ รูป) จะเรียกว่าถ้าพระพันรูป(QianFo Dong 千佛洞)



ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดคือถ้าหมายเลข 096 มีชื่อเรียกว่าต้าฝอเตี้ยน (DaFoDian 大佛店)ภายในมีพระพุทธรูปแกะที่ใหญ่ที่สุดของที่นี่ และใหญ่เป็นอันดับสามของเมืองจีน และของโลก สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง โดยสมัยนั้นงานแกะจะไม่ลงสี (สังเกตสีที่พระบาทของพระพุทธเจ้า) แต่มาปฏิสังขรณ์ในสมัยราชวงศ์ชิง โดยการเติมสี หลังจากนั้นก็มีการปฏิสังขรณ์อีกรวม 5 ครั้ง ในทุก ๆ วันวิสาขบูชา สถานที่แห่งนี้จะเปิดให้คนเข้ามาเวียนเทียน การเวียนเทียนของที่นี่จะต่างจากเมืองไทย ผู้ชายจะวนทางซ้าย ส่วนผู้หญิงจะวนทางขวา นอกเหนือจากพระพุทธรูปแล้ว ผนังของถ้ำในอดีตยังมีภาพวาดโดยรอบ แต่ปัจจุบันมองไม่เห็นแล้วเนื่องจากโดนฝนชะล้างไป เพราะแต่เดิม ถ้าแห่งนี้เป็นถ้าโปร่งไม่มีหลังคา ในปี1937เพิ่งจะได้สร้างหลังคาครอบถ้ำไว้ เพื่อป้องกันการชะล้างของฝน

พอเดินครบทุกถ้ำจนชุ่มฉ่ำใจแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับ ขากลับค่อนข้างเหนื่อยและลำบากใจ ก็เพราะว่าเพื่อนญี่ปุ่นของเราทั้งสองคนต้องคอยโกหกว่าเป็นคนชาติอื่น เพราะคนจีนไม่ชอบคนญี่ปุ่น แรงกดดันต่าง ๆ สูงมาก แต่ปัญหาคือ ดันมาโกหกว่าเป็นคนไทย แล้วเราเลยต้องโกหกว่าเป็นเกาหลี ก็นะ คนไทยด้วยกัน คุยกันทำไมใช้แต่ภาษาอังกฤษ กับภาษาจีนอ่ะ มันแปลก ๆ ใช่ป่ะ

เที่ยวเหนือล่องใต้ยังไงก็ไม่เหนื่อยเท่ากับการโกหกคนเลย ที่แย่ไปกว่านั้นคือเพื่อนเราโดนถามเรื่องทักษิณ คราวนี้เลยเป็นใบ้กันไปพักใหญ่ สุดท้ายหาทางออกได้ว่า เราควรจะนอนหลับระหว่างทางกันดีกว่า เพื่อเลี่ยงการตอบปัญหาต่าง ๆ นานา ของคนจีน

*
กลับมาถึงโรงแรม เรามีเวลาพักหนึ่งชั่วโมง ได้เวลาเติมพลังให้กับร่างกายแล้ว เมนูแนะนำของที่นี่คือบะหมี่เนื้อลา (LvRouMian 驴肉面) แน่นอนว่าเราไม่ชิม เพราะขนาดเนื้อแพะยังไม่กล้ากินเลย แล้วนี่เนื้อลา ออกจาน่ารักขนาดนั้น ยิ่งพอคิดถึงดวงตาเศร้า ๆ ด้วยแล้วยิ่งกลืนไม่ลงใหญ่ แต่เพื่อนเรา ขอให้เป็นของกินได้ อะไรมาต้องลองให้หมด เพราะเที่ยวคราวนี้จุดมุ่งหมายของเค้าคือ "การกิน" แต่ของเราคือ "การเที่ยว" ก็ดีไปอย่าง เพราะอย่างน้อย เราก็จะได้เห็นหน้าตาของอาหารที่เราไม่กล้ากินไปด้วย

หมดเวลาพักเราก็เดินทางกันต่อ จุดมุ่งหมายของเราคือทะเลทรายหมินซาซัน แต่ทัวร์ของโรงแรมดันพาเราไปซื้อของซะนี่ แล้วเสร็จแล้วแทนที่จะตรงไปทะเลาทรายเลยกลับแวะเที่ยวัดอีก ปกติเราเป็นคนไงก็ได้ แต่นี่เดี๋ยวถ้าไปสายไปจะไม่ทันได้ขี่อูฐง่ะ

เสียเวลาไปชั่วโมงกว่า ๆ ในที่สุดก็มาถึงทะเลทรายหมินซาซันแล้ว เย้ ๆๆๆๆ แค่มองจากข้างนอกก็รู้สึกว่าสวยมาก ๆ พอเข้าไปข้างในแล้ว....ยิ่งสวยใหญ่ มันยิ่งใหญ่ มันน่าเกรงขาม มันดูสงบ แต่น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ค่าบัตรผ่านประตูที่นี่ 80หยวน แต่เราก็ใช้บัตรลดราคาอีกเช่นเคย

*
พอก้าวเข้าไปจะเห็นหมู่มวลน้องอูฐนั่งหน้าสลอนเป็นกองทัพต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างเรา ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าตาของน้องอูฐสวยเหลือเกิน จะมีชาติไหนที่ตาเราจะโตได้เท่านี้มั๊ยเนี่ย พอเข้ามาแล้วก็ต้องเสียเงินอีก 70หยวนสำหรับขี่อูฐและค่ารองเท้า เรื่องขี่อูฐไม่ใช่เป็นเรื่องบังคับ ถ้าไม่อยากขี่อูฐก็มีรถให้เช่า หรือถ้าอยากเดินเท้าก็ได้เหมือนกัน ส่วนเราตอนนี้ความงกสยบให้กับความอยากไปเรียบร้อย ควักเงินจ่ายโดยไม่คิด ก็แหม...คนเราจะมีสักกี่ครั้งที่ได้เห็นอูฐนอกสวนสัตว์ แล้วถ้าไม่ได้มาเที่ยวจะมีโอกาสได้ขี่มันมั๊ย ลำพังจะหาอูฐในเมืองไทยยังหาไม่ค่อยจะได้เลย



ความรู้สึกของการขี่อูฐต่างจากขี่ม้าโดยสิ้นเชิง ขี่ม้าความรู้กเดียวที่ได้รับคือเจ็บก้น แค่นั้นไม่พอ พอเวลาผ่านไปหนึ่งคืนความรู้สึกระบมที่เอว บั้นท้าย ที่น่องและข้อเท้าก็จะตามมา แต่ความรู้สึกของการขี่อูฐไม่มีความเจ็บปวดแบบนั้น มีแต่ความหวาดเสียวตอนที่อูฐยกตัวขึ้นกับตอนที่อูฐจะนั่งลง คนอื่นอาจไม่รู้สึก แต่เรากลัว (ก็นะ...เป็นโรคกลัวความสูงนี่หน่า) แต่พอผ่านไปทุกอย่างมันก้ดีขึ้น อูฐเดินแล้วไม่โขยกเขยกเหมือนช้าง เดินได้นุ่มมาก ๆ อูฐที่นี่จะลากกันเป็นขบวน ๆ ไป มองดูขบวนตัวเองอาจไม่รู้สึกอะไร แต่พอมองดูขบวนที่สวนมา มันให้ความรู้สึกของนักเดินทะเลทรายอย่างบอกไม่ถูก พอเห็นอย่างนี้แล้วความรู้สึกอยากไปเที่ยวอียิปต์ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น อยากไปเดินทะเลทรายของจริง อยากรู้ความรู้สึกว่าเป็นยังไง
*
ขบวนของอูฐจะพาไปถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วต้องลงจากอูฐเสียค่าบัตรเล่นกระดานเลื่อนอีก 10หยวน มองจากด้านล่างแล้วเดินขึ้นไปที่จุดเล่นกระดานเลื่อนไม่สูงเท่าไหร่ แต่พอเอาเข้าจริง เหนื่อยเอาการ แต่วิวด้านบนก็สวย (ถ่ายรูปมาเยอะ แต่พอกลับมาปรากฏว่ามันหายไปหมดเลย) เสียอย่างเดียว กระดานเลื่อนที่ว่ามันไม่เร็วได้อย่างใจที่ต้องการเอาซะเลย ต้องใช้มือพาย ๆๆๆๆ แต่พายไงก็ไม่ไป (น้ำหนักตัวอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง)

ลงมาถึงด้านล่างแล้วก็ได้เวลาไปในสถานที่ต่อไป ทะเลสาบเสี้ยวพระจันทร์ (YueYaQuan 月牙泉)เป็นบ่อน้ำที่อยู่ในเขตทะเลทราย จะสวยมากในตอนกลางคืน แต่เราไม่ได้อยู่ถึงตอนนั้น เพราะมากับทัวร์ คิดแล้วก็เสียดาย น่าจะมาเองซะก็ดี นอกจากจะเที่ยวไม่จุใจแล้ว รูปก็ไม่ได้ถ่ายเพราะแบตกล้องดันหมดซะนี่ ยังดีที่ของเพื่อนยังมีอยู่ แต่ต้องรอเค้ากลับประเทศหลังจากเที่ยวครบหนึ่งปีแล้ว เค้าถึงจะส่งให้เรา นี่คงเป็นสัญญาณบอกว่าเราควรซื้อแบตสำรองได้แล้ว แหง ๆ เลย

กลับมาถึงโรงแรมก็รีบอาบน้ำแล้วไปหาข้าวเย็นกินกัน ตามหนังสือแนะนำบอกว่าร้านต้าผานจี (DaPanJi 大盘鸡)แถวโรงแรม อร่อยและมีชื่อ เรารึก็อุตส่าห์ไปตามที่หนังสือเขียนไว้ พอไปถึง อื้ม!ท่าทางจะเป็นร้านดังของที่นี่จริง ๆ ด้วย คนเยอะมาก ๆ พอเข้าไปถึงความอยากกินที่นี่ก็หมดไปในบัดดล เมื่อเจ้าของร้านบริการห่วยแตก อารมณ์ว่ามีแต่หม้อไฟแพะ จะกินมั๊ย อาหารอย่างอื่นไม่มี (ก็หม้อไฟมันราคาแพงกว่าอาหารอย่างอื่นหละมั๊ง) เราก็แบบไม่ง้อก็ได้ เดินออกมากินร้านตรงข้ามก็ได้ เขียนว่าต้าผานจีเหมือนกัน เป็นร้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีคนกินเลย แต่บริการดีสุด ๆ รสชาติก็ใช้ได้ไม่ได้เลวร้ายอะไร

กินเสร็จก็ไปเดินเล่นตลาดกลางคืน ขายอาหารเต็มเลยแต่เป็นอาหารอิสลามที่เรากินไม่ได้ทั้งนั้น ว่าแล้วก็เดินดูของขายดีกว่า ดูแล้วไม่มีความอยากซื้ออะไรเลยซะอย่าง เพราะนึกถึงว่า นี่เราเพิ่งมาถึงนะ ต้องแบกไปอีกกี่วันกว่าจะได้กลับ ว่าแล้วก็ตัดใจไม่ซื้ออะไรสักอย่าง ดูไว้เป็นบุญตาว่าเรามาถึงแล้ว แค่นี้ก็พอ

ต่ออีกนิด...ว่าจะจบแล้วแต่นึกขึ้นได้ ถ้าใครเคยมาเมืองจีน หรือมีเงินจีนอยู่ก็จะรู้ว่า เงินจีน 1 หยวน กับ เงินที่เป็นเหมาจะมีทั้งกระดาษและเหรียญ ในกระเป๋าตังเราพกเหรียญที่เป็นเหมาตรึมเลย ตอนนี้ซื้อของมีโอกาสได้ใช้ แต่ร้านค้าดันไม่รับ บอกว่าธนาคารที่นี่ไม่รับเงินที่เป็นเหรียญ เราก็เลยจ๋อยไป ที่แย่ไปกว่านั้น แทนที่จะได้ลดปริมาณเงินเหมาในกระเป๋า กลับต้องรับเงินทอนที่เป็นเหมาเพิ่มขึ้น แล้วเป็นเงินกระดาษที่เน่ามาก ๆ เปื่อยอย่าบอกใครเลย

คิดไปคิดมา เมืองไทยเราดีที่สุดละ จะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ใช้มาตรฐานเดียวกันหมด




2 ตุลาคม 2549
วันนี้แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจว่าจะเดินทางไปฮามี่(Hami 哈密) เลย แต่เพื่อนร่วมเดินทางเรายังอยากอยู่ที่นี่ต่อ แล้วอยากไปดูที่ถ่ายทำหนังเรื่อง HERO เราเองก็อยากไป สุดท้ายก้เลยตกลงว่าไปเที่ยวันก่อน แล้วตอนเย็นค่อยกลับมาขึ้นรถรอบสุดท้าย (5โมงเย็น)ในราคา 30หยวน เพื่อจะไปขึ้นรถไฟที่เหลียวหยวน (ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องชื่อเหมือนกัน) เป็นสถานีที่อยู่ไกลตุนหวงออกไปอีก ต้องนั่งรถร่วมสองชั่วโมงถึงจะไปถึงที่นั่น ถ้ากลับมาไม่ทันรถก็ต้องนั่งแท๊กซี่ไป 120หยวน ด้วยความงกเลยถามเจ้าหน้าที่ ถามแล้วถามอีกเค้าก็บอกว่ากลับมาทันชัวร์ เราก็เลยตกลงปลงใจไปทัวร์ที่ตุนหวงต่ออีกวัน

วันนี้เริ่มต้นอวี่เหมินกวน (Yu Men Guan 玉门关)เป็นการเริ่มต้นที่ลันทดมาก รถตู้ขนาดเล็กแต่อัดคนเข้าไปเต็มอันตรา เท่านั่นไม่พอสภาพรถ...อย่าให้พูดเลย ระหว่างทางสองชั่วโมงปวดหลังมาก ๆ กระแทกไปตลอดทาง แล้วที่แย่ไปยิ่งกว่าอะไร ภาพที่เราถ่ายไว้ในช่วงนี้ก็อัตรธานหายไปหมด ยิ่งคิดยิ่งเศร้า

ก่อนถึงอวี่ยู่กวน รถจอดให้เราวิ่งไปซื้อบัตร พอลงมาจากรถเท่านั้นแหละ สั่นเป็นเจ้าเข้าเลย อากาศหนาวมาก ๆ เพราะพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น (ทั้ง ๆ ที่แปดโมงแล้วอ่ะ) แต่พอมองไปด้านหลัง โอ้ว...พระอาทิตย์กำลังเดินทางมาแล้ว บัตรเข้าชมอะไรก็ไม่สน โยนเงินโยนบัตรนักเรียนให้เพื่อนไปซื้อ ส่วนตัวเองวิ่งแจ้นไปถ่ายรูปเรียบร้อย (ค่าบัตรที่นี่ราคาเต็ม 30หยวน บัตรนักเรียนลดราคาได้) กลับมาที่รถก็เริ่มเข้าจังหวะร็อคแอนด์โรวล์อีกรอบ ถึงที่หมายก็เข้าไปถ่ายรูป ๆๆๆ

เด๋วมาเขียนต่อ




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2549    
Last Update : 15 ตุลาคม 2549 19:20:05 น.
Counter : 253 Pageviews.  

Chinese Nation Day 2006 Trip (Lanzhou)

Okasuma in Lanzhou

"งก" คำนี้คำเดียวทำให้ต้องหกระเหินมาถึงต่างถิ่นคนเดียว

จากเซี้ยงไฮ้นั่งรถไฟถึงหลานโจวจะใช้เงินประมาณ 380 บาท แต่ตัดสินใจฉุกละหุกเกินไป กอปรกับเป็นวันหยุดยาวของคนจีน ทำให้ซื้อตัวไม่ได้ ครั้นจะเปลี่ยนใจก็ไม่ได้อีก เพราะไม่รู้จะไปไหนแล้ว สุดท้ายเลยยอมเสียค่าตั๋วเครื่องบินไปหลานโจว

แต่คนเรา งกยังไง ก็ยังงกอยู่อย่างนั้น นิสัยที่ดีงามอย่างนี้มันผสมกลมกลืนอยู่ในสายเลือดอย่างแยกไม่ออก ถึงคราที่จะต้องเสียเงินก้อนใหญ่ ก็ขอให้เสียในจำนวนที่น้อยที่สุด ตั๋วเครื่องบินที่ได้มาเลยเป็นตั๋วรอบดึก กว่าจะถึงหลานโจวก็ห้าทุ่มได้ แต่พอคำนวณบวกลบกับค่าโรงแรมแล้ว ยังไงก็คุ้มกว่าตั๋วเราคาเต็ม เอาหล่ะ ไปก็ไป ไปก่อนวันนึงไปรอเพื่อนร่วมทางคงไม่หนักหนา อะไร....ด้วยความ"งก" ครอบงำ ทำให้ยินยอมจ่ายต่าตั๋วในราคาถูกไป โดยลืมเรืองความปลอดภัยของตัวเองไปซะสนิท!!!

ก่อนวันเดินทาง
ตายล่ะหว่า สนามบินอยู่ห่างจากตัวเมือง 72กิโลเมตร ไม่มีรถเมล์ไปถึง แล้วเราจะเข้าเมืองได้ไงอ่ะเนี่ย ถ้าเช่าโรงแรมที่สนามบินก็แพงกว่าซื้อตั๋วเครื่องบินราคาเต็มอีก (งกอีกแล้ว) นั่งแท๊กซี่ก็ไม่รู้จะโดนโขกเปล่า แล้วเรื่องความปลอดภัยอีก (ข้อนี้วางไว้สุดท้าย เพราะมีหน้าตาและรูปร่างเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพ) คิด...คิด...คิด...คิดจนปวดหัว เพราะหนังสือLP ก็ไม่ได้บอกว่าจะเข้าเมืองยังไง มีแต่บอกว่าจากเมืองจะมาสนามบินยังไง คิดแล้วก็....ปลง....ไปตายเอาดาบหน้าก็ได้ง่ะ

วันเดินทาง 28 กันยายน 2549
"งก" คำนี้ยังทรงประสิทธิภาพเสมอต้นเสมอปลาย แม้เวลาจะจวนเจียน แต่ก็ไม่ยอมนั่งแท๊กซี่เป็นสนามบินที่หงเฉียว (Honh Qiao Airport 虹桥机场) ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วค่อยต่อแท๊กซี่ แต่เล่นเอาหวุดหวิดเกือบขึ้นเครื่องไม่ทัน ใครจะไปนึกว่ารถในเมืองมันจะติดขนาดนั้น (ปกติอยู่ชานเมืองอ่ะ) แต่เอาเหอะมาถึงก็ดีแล้ว ถึงจะกระหืดกระหอบไปหน่อย

ห้าทุ่มกว่า ๆ เครื่องบินของเราก็เดินทางมาสู่หลานโจวโดยสวัสดิภาพ รับเอาสัมภาระ แล้วก็....มืดแปดด้าน...ด้านนอกก็มืด หนาวอีกต่างหาก แล้วยังไม่รู้ว่าจะเข้าเมืองยังไงเลย พอมองออกไปนอกสนามบิน โอ้ว.....รถทัวร์ของสนามบิน เย้ๆๆๆๆ ไม่สนแล้วว่าราคาเท่าไหร่ เพราะไงขึ้นคันนี้ต้องปลอดภัยแน่นอน พอจ่ายเงินค่าตั๋วรถปุ๊บ อุ๊ยตาย! 30หยวน ถูกจัง (เทียบราคากับระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงถึอว่าคุ้มนะ) เอาหละ อย่างน้อยก็แก้ปัญหาไปได้แล้วหนึ่งปัญหา ต่อไปคือเรื่องโรงแรม

ระหว่างนั่งอยู่บนรถก็ไม่เงียบเหงาอย่างที่คิด เพื่อนเกาหลีที่ห้องเรียนก็ส่งsmsมาถามทุกข์สุข อีกแป๊บเพื่อนร่วมเดินทางที่จะมาวันพรุ่งนี้ก็โทรมาถามข่าวคราว แล้วเหมือนกับมีญาณล่วงรู้ว่าเราเป็นคนงกขนาดไหน สุดท้ายย้ำว่า ให้เราจ่ายค่าโรงแรมแพงหน่อยเพื่อแรกกับความปลอดภัย แต่...สำหรับเราแล้ว เรื่องเงินมาเป็นที่หนึ่งนะ ความปลอกภัยเหรอ...ไม่น่ามีปัญหา เพราะคนอย่างเรา ใครจะกล้ามาแหยม ฮ่าๆๆๆๆ
*

เที่ยงคืน ราชรถคันใหญ่ก็แล่นมาถึงจุดหมาย ทุกคนกระวีกระวาดลงจากรถ แต่เราค่อย ๆ ลง ค่อย ๆ รับกระเป๋า เพราะยังไม่รู้ว่จะไปไหน ไม่รู้จะรีบไปทำไม สุดท้ายก็เดินไปเรื่อย ๆ หาโรงแรมตามที่หนังสือบอก แต่ทุกที่เต็ม ถามคุณตำรวจ คุณตำรวจก็แนะนำโรงแรมราคาซะ 195หยวนให้ซะนี่ ไม่ไหวๆๆๆ แพงเกิ๊นนน หนูน้อยผู้โดดเดี่ยวเลยเดินคนเดียว เดินเรื่อยๆเปื่อยๆ จนเจอคนเรียกให้เข้าไปดูห้องเราก็ดู ดูแล้วแบบ อะจึ๋ย~~~ทางขึ้นน่ากัวเล็กน้อย ห้องน้ำก็แบบไม่ไหวอย่างแรง แต่ห้องนอนเนี่ยใช้ได้ ราคาที่บอกก็โอเค 30หยวน กอปรกับหมดแรง อยากนอน ๆๆๆๆๆ ในที่สุดก็ตกลงปลงใจกับเถ้าแก่เนี้ย (ง่ะ แปลก ๆ แฮะ) จ่ายตังนอนหนึ่งคืน

อาบน้ำต้องอาบปรานจรวด เพราะข้างนอกมีคนต่อคิว (ทั้ง ๆ ที่ตีสองแล้วเนี่ยนะ!!!) พอหัวถึงหมอนปุ๊บก็(อยากจะ)หลับเป็นตาย แต่ทำไม่ได้ ก็ข้างนอกอ่ะสิ เสียงดังอย่างกะตลาดสด เถ้าแก่เนี้ยคุยกับคนห้องข้าง ๆ โวยวายอะไรกันก็ไม่รู้
เหนื่อยแล้วอ่ะ อยากนอนแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องออกไปเที่ยวอีก




29 ตุลาคม 2549
ตามแผน(ส่วนตัว...ก็เพื่อนยังมาไม่ถึงนี่) ตอนเช้าจะตื่นไปเที่ยวในเมืองก่อน แล้วตอนบ่ายค่อยกลับไปสนามบินรับเพื่อน แต่ไปไปมามาก็ไม่ได้เที่ยว ฝนดันตกแต่เช้า ออกไปไหนก็ไม่ได้ เลยนอนเอาแรงก่อน แต่ข้างนอกเปิดตลาดสดกันแต่เช้า ไม่เกรงใจคนกำลังนอนบ้างเลย

ตื่นๆๆๆ ก็ได้ ไม่นอนแล้ว อาบน้ำแล้วออกเดินทางต่อดีกว่า ห้องน้ำที่ว่าเลวร้ายเมื่อคืนนี้ ตอนเช้ามันเลวร้ายยิ่งว่า เสื้อผ้าอยู่ในถังในกะลังมังเต็มพื้น แช่กันไว้อย่างนั้น ไม่คิดจะซักกันขึ้นมาหรือไงเนี่ย อย่างนี้เราก็อาบน้ำไม่ได้อ่ะสิ ไม่อาบก็ได้ (แอบสกปรกเลก็น้อย) ออกไปซื้อตั๋วรถไฟเลยดีกว่า

ดูตั๋วรถไฟแล้ว อืม...ราคาแพงกว่ารถทัวร์แบบนอนนิดหน่อย ออกรถเร็วกว่าอยู่ครึ่งชั่วโมง ถ้าเทียวความสบายแล้ว รถไฟสบายกว่าแน่นอน อีกอย่างรถไฟอยู่กลางเมือง แต่สถานีรถทัวร์เนี่ยต้องออกไปนอกเมือง สรุปแล้วเลยควักเงินไป 516หยวน (258หยวน/คน) จ่ายค่าตั๋วรถไฟไป

ตอนนี้สบายใจละ เรื่องที่ควรจัดการก็จัดการหมด ทีนี้ก็เหลือแต่กลับไปสนามบินรับเพื่อน ต้องเสียเงินนั่งรถกลับไปเพราะดันไปรับปากไว้แล้วไม่น่าเลยจริง ๆ แต่ก็เอาเหอะ ดีกว่ารออยู่ในเมือง เพราะฝนตก ทำอะไรก็ไม่ได้

แต่พอไปถึง โอ้ว!เรามาเร็วไปหนึ่งชั่วโมง ไม่เป็นไร เดินเล่น อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เดี๋ยวก็หมดหนึ่งชั่วโมงแล้ว *แต่พอเอาเข้าจริง เครื่องบินดีเลย์อีกหนึ่งชั่วโมง คราวนี้เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ เดินวนไปวนมา หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเล่น แต่มันไม่มีอะไรถ่าย พอมองออกไปข้างนอก ก็ได้รูปนี้มา มันคงเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ เพราะที่สถานีรถไฟก็มีเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไร นอกจาก รอ...รอ...รอ...รอ พอถึงเวลาก็มี smsมาบอกว่า"ถึงแล้ว...แต่คนเยอะ รอหน่อยนะ" เท่านั้นแหละ ท้องฟ้าข้างนอกที่มืดมนก็หาได้ส่งผลต่อสภาพจิตใจเราต่อไปอีกไม่ แต่แล้วผ่านไป10นาที เอ๊ะ!ทำไม ไม่ออกมา 15นาที ก็ยังเงียบ จวนจะ 20นาที เสียงโทรศัพท์มือถือเราก็ดัง สงสัยหาเราไม่เจอแน่ ๆ เลย แต่โทรศัพท์ที่โทรมากลายเป็นบอกว่า หากระเป๋าไม่เจอให้เรารอก่อน เราก็รอ...รอ...รอ อีกสักแป๊บก็โทรมาอีก คราวนี้เราแอบดีใจ จะได้ไปจากสนามบินซะที แต่กลายเป็นว่ากระเป๋าไม่ได้มาพร้อมกับเครื่องบิน ให้เราไปนั่งรอด้านในเป็นเพื่อน มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!!!

พอเข้าไปรอเท่านั้นแหละ อารมณ์โกรธของเราก็ทยานขึ้น ถึงจะไม่รวดเร็วปานจรวด หรือปรอท แต่มันก็ทะลุถึงจุดสูงสุด มันเริ่มจาก

"มันเป็นเรื่องปกติ ของเครื่องบินที่มาจากปักกิ่ง เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน" จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำเป็นไม่ยี่หระ โทรไปหาที่ปักกิ่งก็บอกว่าหากระเป๋าของเพื่อนเราไม่เจอ แล้วก็ไม่คิดจะติดตาม เท่านั้นไม่พอ เพื่อนเราเลยขู่ไปว่าเดี๋ยวจะโทรไปด่านศุลกากร (HaiGuan 海关) เพราะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมสายการบินโดยตรง แต่เจ้าหน้าที่ของสายการบินทำหน้าตาประมาณว่า "แน่ก็โทรไปสิ" แล้วก็ท้าให้เราโทร เพื่อนเราเป็นคนญี่ปุ่น ไม่กลัวใครอยู่แล้ว ใช้โทรศัพท์ของสำนักงานสายการบินโทรไปเลย เท่านั้นแหละ จากที่ทำให้ว่า "ข้าแน่" กลายเป็นจ๋อยสนิท มือข้างนึงถือหูโทรศัพท์ อีกข้างประสานไว้ที่....นอบน้อมราวกับศุลกากรมาอยู่ตรงหน้า....ฮ่า ๆๆๆ สะใจ

แต่ก็นะ ดีใจได้ไม่นาน อารมณ์หงุดหงิดที่มันซุกอยู่ก็ต้องระเบิดออกมา เมื่อเวลาผ่านไปสามชั่วโมงยังไม่ได้ข่าวคราว กอปรกับการทำตัวเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ของเจ้าหน้าที่สายการบิน คนจีนกลุ่มหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกับเราก็เริ่มทนไม่ไหว โวยวายขึ้นมา แล้วบอกว่าบริการห่วย ๆ แบบนี้ ต่อไปจะไม่ใช้บริการของสายการบินนี้แล้ว ถ้าเป็นเมืองไทย เจ้าหน้าที่ต้องรู้สึกแย่มาก ๆ หาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อรักษาลูกค้าไว้ แต่...ที่นี่ไม่ใช่เลย ตอบมาได้หน้าตาเฉยว่า "ไม่เป็นไร คุณไม่ใช้บริการสายการบินเรา เราก็ไม่เดือดร้อย" ดูเดะ น่าโมโหป่ะ

เวลายิ่งยืด อารมณ์คนก็ยิ่งปรวนแปร คนจีนกลุ่มที่ว่าเริ่มทนไม่ไหว โวยวายมากขึ้น เจ้าหน้าที่ต้องไปเรียกหัวหน้ามาคุย แต่...ขอโทษเหอะ...หัวหน้าเลวร้ายกว่าลูกน้อง ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่สนใจไม่ว่า ยังยิ้มเยาะที่พวกเราต้องมาติดอยู่ที่นี่ บางคนต้องรีบเลื่อนตั๋วเครื่องบินไฟล์ทถัดไปเพราะไปไม่ทัน

ความหงุดหงิดเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อผ่านไปห้าชั่วโมง แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ทุกคนเริ่มหิวแล้ว พอเรียกร้องให้ทางสายการบินรับผิดชอบหาอาหารมาให้เพราะมันเลยเวลาอาหารเย็นมามากแล้ว สายการบินกลับเอาแค่น้ำขวดเล็กกับขนมปังมาให้เราคนละชุด มันจะพอกินมั๊ยนั่น สุดท้ายก็ไม่มีใครแตะขนมปังเลยแม้แต่คนเดียว

พอได้กระเป๋ามาแล้ว คำขอโทษสักคำจากผู้จัดการสายการบินก็ไม่มีให้เราได้ยิน เค้าคงคิดว่าเค้าชดเชยเป็นเงินให้คนละ 400หยวน มันน่าจะแทนคำขอโทษได้แล้ว แต่ไม่ใช่เลย เวลามากกว่า 6ชั่วโมงที่อยู่ในสนามบิน มันไม่ได้ทนแทนกันได้ด้วยเงิน เพราะส่วนที่เสียไปมากกว่าเวลาและโอกาส คือความรู้สึก รู้สึกแย่มาก ๆ กับการให้บริการของสายการบินนี้ ทั้งที่เป็นสารการบินใหญ่ของเมืองจีน (China Eastern Airline 中国东方航空) ทั้ง ๆ ที่บอกเองว่าเป็นปัญหาที่ประสบทุกวัน ก็น่าจะหาทางจัดการให้มีดีกว่านี้ ไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก น่าจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้

*







กว่าจะกลับเข้าเมืองก็ดึกแล้ว ร้านอาหารตามที่แนะนำในหนังสือก็ปิดหมดเลย เลยได้แต่หาอาหารข้างทางกิน แต่อยากจะบอกว่าข้างทางอาหารน่ากินมาก ๆ โดยเฉพาะเนื้อแพะอย่าง (yangrouchuan 羊肉串) แต่เราก็ได้แต่มองเพื่อนกิน เพราะเราไม่กินเนื้อแพะ มันน่ารักเกินไป กินไม่ลง ฮ่าๆๆๆๆ บรรยากาศข้างนอก ผู้คนข้างนอกเป็นมิตรกว่าพนักงานสายการบินหลายล้านเท่า







การเริ่มต้นเดินทางครั้งนี้ นับได้ว่าเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่มันก็แค่จุดเริ่มต้น ระหว่างทางเป็นยังไง เราก็ยังไม่อาจรู้ ใช่ว่าเริ่มต้นเลวร้าย แล้วทุกอย่างจะไปได้ไม่สวยเสียเมื่อไหร่ ออกจาสนามบิน เราก็ได้แต่ทำใจ ตัดเรื่องราวรกหัวออกไป เพื่อเตรียมเดินทางในวันต่อไป




30 กันยายน 2549
พอเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเรียบน้อยก็มุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟเพื่อฝากกระเป๋า วันนี้เที่ยวอยู่ที่หลานโจวหนึ่งวัน แล้วตอนเย็นถึงจะนั่งรถไฟไปตุนหวง

เมื่อฝากกระเป๋าเรียบร้อยเราก็นั่งรถเมล็สาย 1 มาที่สถานีรถตะวันตก (Bus Western Station 汽车站) แต่พอมาถึงกลับกลายเป็นว่าซื้อตั๋วไปวัดปิ่งหลิง (binglingsi 炳灵寺)ไม่ได้ เพราะเป็นคนต่างชาติ ต้องไปซื้อประกันคนละ 20หยวนก่อน แล้วบริษัทประกันที่ว่าเนี่ย กว่าจะเปิดตั้ง 8โมง แผนของเราคลาดเคลื่อน เราก็กลัวว่าจะกลับมาขึ้นรถไฟไม่ทัน แต่พอคำนวนเวลาแล้วก็น่าจะพอ พอ8โมงก็ไปดูบริษัทที่ว่า แต่เค้าบอกว่าวันเสาร์เปิด 10โมง ถ้าเป็นงี้ไม่ต้องไปเที่ยวกันพอดี

เราเลยเดินกลับมาที่สถานีรถใหม่อีกรอบ เค้าก็ไล่ให้เราไปซื้อประกันอีก ก็มันไม่เปิดจะไปซื้อได้ไงง่ะ เจ้าหน้าที่ที่นี่แบบห่วยแตกมาก ๆ พอ ๆ กับสนามบินเลย มาใช้อารมณ์กับเราซะงั้น ไปไปมามา ไม่ต้องซื้อประกันก็ไปได้ ไม่รู้จะงี่เง่าให้เราวิ่งไปวิ่งมาทำไม ถ้าเป็นที่อื่น เค้าก็ขายประกันตรงที่ขายตั๋วนั่นแหละ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนที่นี่ กว่าจะได้ขึ้นรถก็ปาเข้าไป 9โมงกว่าแล้ว แล้วค่ารถของเราก็แพงกว่าปกติจาก 12หยวน เป็น20หยวน เอาน่ะ ดีกว่าไม่ได้ไป

พอขึ้นรถรถก็แบบขับช้า ๆ คอบรับคนระหว่างทาง ที่นั่งไม่มีก็ตั้งเก้าอี้เสริมตรงทางเดิน เฮ้อ!!!พอ ๆ กับรถผีที่กวางเจาเลย นั่งมาสองชั่วโมงก็มาถึงทางเข้าหลิวเจียเสีย(liujiaxie 刘家峡)


ลงรถตรงนี้


พอเดินเข้าไปก็จะมีคนมาถามว่าจะนั่งเรือแบบไหน แบบช้าหรือแบบเร็ว ถ้าช้าก็จะ 30หยวน แบบเร็วก็เหมาลำเอา ด้วยความรีบร้อนเราจำเป็นต้องเอาแบบเร็ว ไปกลับก็ 300หยวน แต่เราว่าแพงไปต่อไปต่อมาได้ 280หยวน เราก็ว่ายังแพงอยู่ดีนั่นแหละ แต่ทำไงได้ไม่มีทางเลือกมาก ถ้ายิ่งช้าเวลาเราก็จะยิ่งเหลือน้อย สุดท้ายก็เลยตกลงปลงใจขึ้นเรือเร็วในราคาเหมาลำ



เรือเร็วแบบไม่มีหลังคา


หลิวเจียเสียที่ว่านี่คือเขื่อนน้ำขนาดใหญ่ จุดมุ่งหมายของเราคือวัดปิ่งหลิง แต่ทางที่จะไปวัดนั้นได้คือจะต้องนั่งเรือผ่านเขื่อนเก็บน้ำนี่ แต่ก็มีอีกทางที่ไปได้คือการเหมารถ เหมารถจะเร็วกว่าแต่จะไม่มีโอกาสได้ชมบรรยากาศสองข้างทางของเขื่อน ท้องฟ้ากับผืนน้ำถูกกั้นกลางด้วยขุนเขาผสานกับไอหมองจาง ๆ ลมเย็นแต่ไม่หนาวจัดปะทะกับผิวหน้า...โอ้ว..สดชื่นอย่าบอกใคร



แต่พอเรือแล่นไปได้สักครึ่งชั่วโมงกว่า อ้าว!ไหงน้ำกลายเป็นสีเหลืองไปได้เนี่ย สวยไปอีกแบบ แล้วยิ่งสวยขึ้นพอได้ความรู้ว่า ที่น้ำเป็นสีเหลืองเพราะเข้าสู่เขตแม่น้ำฮวงโห



จากเดิมที่เป็นคนประทับใจในความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำฮวงโหอยู่แล้ว พอมาเห็นกับตาถึงความสวยงามของมัน ยิ่งตกหลุมรักเข้าไปใหญ่ อารมณ์บูด ๆ เมื่อวานกับเมื่อเช้าหายไปสิ้นเชิง อย่างน้อยการเดินทางครั้งนี้ถึงจะเจอกับคนไม่ดีบ้าง แต่กับธรรมชาติแล้วถือว่าได้ช่วยปัดเป่าอคติที่มีต่อหลานโจวไปได้บ้าง

เวลาไม่นานนักเรือก็แล่นมาเทียบท่าวัดปิ่งหลิง ระหว่างทางก็เดินไปถ่ายรูปไป มีคนแก่มาตื้อให้ซื้อของ เป็นพวกกำไลข้อมือ แล้วมาขายเรา เราเนี่ยนะจะใส่ของพวกนี้ แต่แปลก เค้าไม่ตื้อเรานะ แต่กลับตื้อเพื่อนเราที่เป็นผู้ชาย เดินไม่ไกลก็ถึงทางเข้าวัด ซื้อบัตรผ่านประตูในราคานักเรียน (ครึ่งราคา) 12.5หยวน จากราคาเต็ม 25หยวน วัดปิ่งหลิงเป็นวัดที่มีพระสลักบนภูเขาจำนวนมาก ส่วนใหญ๋มีขนาดเล็ก และเป็นรูปนูนต่ำ ถ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยจะมีลักษณะนูนสูงฝังลึกอยู่ในถ้ำ และมีหน้าต่างปิดไว้เพื่อป้องกันการพังทลาย



พระแกะสลักบนภูเขา



บรรยากาศรอบ ๆ วัด


หลังจากชื่นชมความงามของวัดและธรรมชาติแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับ แต่พอเรามาถึงเรือ อ้าวไหงกลายเป็นว่าเรือเรามีคนมานั่งด้วยซะอย่างงั้น เราเหมาเรือมาก็น่าจะมีแต่เราสิ แล้วคนมานั่งด้วยเนี่ยไม่ใช่แค่คนเดียวนะ มาถึงสามคน พอรวมเรากับคนขับแล้วก็เต็มเรือพอดี

ตอนนี้อารมณ์ชื่นชมธรรมชาติเริ่มหมดไป แต่ยังไม่ถึงขั้นบูด แต่พอเรือแล่นไปได้ครึ่งชั่วโมงเครื่องก็ดับ ต้องสตาร์ทใหม่สามสี่ครั้ง้ สุดท้ายก็ไปไม่รอด ก็อย่างว่าเรือลำนิดเดียวคนตั้งเยอะแยะมันจะไปรับไหวได้ยังไง ตอนนี้อารมณ์ไม่พอใจเริ่มปะทุขึ้นมาบ้าง ผสานกับความกังวลใจ กลัวกลับไปไม่ทันขึ้นรถไฟ โชคยังดีที่มีเรือใหญ่แล่นผ่านมา คนขับเรือเลยเอาเรือไปผูกเข้าด้วยกัน

ระหว่างทางกลับต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เรากับเพื่อนไม่พอใจมาก ๆ จะไม่จ่ายเงินเต็มจำนวนตามที่พูดไว้ เพราะเหมาเรือมันต้องมีแต่เรา ไม่ใช่ใครก็ขึ้นมาได้ ถึงจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็เหอะ แต่ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องมานั่งเรือของเราที่เป็นชาวต่างชาติ แต่กลับไม่นั่งเรือคนจีนคนอื่น ก็นะ เค้ารู้ว่าเราเถียงเค้าไม่ทันหนะสิ ตอนนั้นยิ่งคุยกันยิ่งหงุดหงิด เรือใหญ่ก็แล่นช้ามาก ๆ ใช้เวลามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ทั้งเครียด ทั้งกังวล

พอถึงท่าปุ๊บเราก็ตกลงเรื่องเงินกับเค้า ยังไงเค้าก็ไม่ยอมท่าเดียว เราก็เถียงสุดใจ ทั้ง ๆที่เวลาก็จะไม่พอยู่แล้ว คราวนี้คนจีนที่นั่งเรือลำใหญ่มา ฟังเราเถียงก็มาช่วยเรา เพราะเห็นเป็นชาวต่างชาติแล้วก็เป็นนักศึกษาเหมือนกัน แต่อย่างว่า เด็ก ๆ อย่างเราจะไปสู้อะไรเค้าได้ สุดท้ายก็แพ้ต้องจ่ายเงินไป แต่ถูกลงมาหน่อย แค่20หยวน อารมณ์ดี ๆ ในบรรยากาศดี ๆ จางหายไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เพียงเพราะคนเห็นแก่ได้คนเดียวแท้ ๆ

เพราะเสียเวลาไปเยอะทำให้ขากลับเลยต้องนั่งรถบัส แล้วต่อแท๊กซี่ คุณแท๊กซี่ทั้ง ๆที่รู้ว่าเรารีบ แต่ขับได้แบบช้ามาก ๆ นั่งแล้วเหนื่อย แบบลุ้นจนเหนื่อยว่าจะไปทันรถไฟหรือเปล่า เหลือเวลาอีกห้านาที แท๊กซี่มาส่งเราถึงสถานีรถไฟ แต่เราต้องกระหืดกระหอบวิ่งไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ แล้วต้องวิ่งขึ้นชั้นสาม (มีบันไดเลื่อน แต่บันไดเลื่อนดันเสียพอดี...เวรกรรมจริง ๆ) จากนั้นก็วิ่งลงมาที่ชานชลาชั้นสองอีก มาราธอนมาก ๆ เหนื่อยสุด ๆ จากเดิมที่เคยบอกว่าตัวเองเป็นยุ่นต้งหยวน(นักกีฬา) ตอนนี้พูดผิดพูดถูกเปลี่ยนเป็นต้งอู้หยวน(ต้งอู้=สัตว์ หยวน=นัก) เหอ ๆ เล่นเอาเพื่อนฮากลิ้งไปเลย




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 14 ตุลาคม 2549 0:32:15 น.
Counter : 125 Pageviews.  

Chinese Nation Day 2006 Trip

บทนำ

การเดินทางครั้งนี้เกิดจากการตัดสินใจกระทันหัน ในเวลาไม่ห้านาที มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงถึงสองสัปดาห์ ช่วงเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ข้อมูลที่หาได้ก็น้อยไป เที่ยวไปโดนหลอกไป เฮ้อ...แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ครั้งนี้ทำให้เราคิดได้ว่าชีวิตคนเราใช่ว่าจะมาจากความสมบูรณ์แบบ ชีวิตคือการเรียนรู้ การท่องเที่ยวก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง โลกที่กว้างไกล ไม่ได้จำกัดที่กรอบหนังสือ การเรียนรู้ภาษาใช่ว่าจะได้จากในห้องเรียน การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ใช่ว่าจะเพียงพอแค่การอ่านตำรา

การเดินทางครั้งนี้ถือว่าเป็นการก้าวเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งของชีวิต เป็นก้าวที่มั่นคง สอนให้เรารู้จักโต รู้จักการมองคน รู้จักสังคมที่แตกต่างกันออกไป แน่นอนการเดินทางของคนเราคงไม่ได้หยุดอยู่ที่ก้าวแรก (แต่ครั้งนี้เป็นก้าวที่สองของเราแล้วนะ) มันต้องมีครั้งต่อไป และครั้งต่อ ๆ ไป บทเรียนคราวนี้คุ้มค่ากว่าเงินที่ใช้จ่ายในการเดินทาง (รวมถึงส่วนที่ถูกหลอกไปด้วย) วันนี้เรารู้สึกได้ว่า เราโตขึ้นมาอีกหน่อย เป็นนกน้อยที่หัดกระพือปีกได้แล้ว (จากครั้งก่อนที่ได้แต่หัดเดินเตาะแตะ) แล้วสักวันนกน้อยตัวนี้จะหาโอกาสเหินไปในท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เยี่ยมชมทุกมุมเมืองบนผืนโลก (ถ้ามีเงินพออ่ะนะ) ใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้.....



Okasuma





 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 19:23:45 น.
Counter : 122 Pageviews.  


okasuma
Location :
Shanghai China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add okasuma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.