ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ
Group Blog
 
All Blogs
 

ไปญี่ปุ่น ตอนที่ 3 วันFree Day แต่ No Free Time นะจ๊ะT^T

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการนั่งรถเที่ยว ฟูจิซังในวันก่อน และแล้วความฝันของเราก็จะเป็นจริงในวันนี้แหละ

ตอนที่ 3 วันFree Day แต่ No Free Time นะจ๊ะT^T

วันFree Day ใครจาไปเที่ยวไหนก็ได้ แต่เที่ยวทั่งวันจริงๆจนไม่มีเวลาว่างเลยน่ะเนี่ย

วันนี้เราก็ตื่นมา 6.30 น. แล้วแฟนเราก็ว่าไม่อยากกินข้าวเช้า เพราะปกติไม่ค่อยกิน น้องเราก็มาหาที่ห้อง ชวนไปกินข้าวเช้า เราก็บอกว่าไม่กินเลยให้บัตรอาหารน้องไปเพื่อน้องจะพาเพื่อนมากินด้วย แล้วเราก็เตรียมตัวตลุยญี่ปุ่น

วันนี้ No Sling ,No Stand in ,No Guide ( วันนี้ ไม่มีสลิง ,ไม่มีตัวแสดงแทน ,แถมไม่มีไกด์ด้วยน่ะจ๊ะ จาบอกให้ )

จากการที่เราศึกษาข้อมูลของประเทศญี่ปุ่นมาพอสมควร (ด้วยการแอบ search ข้อมูลตอนเวลาทำงาน) เราก็ได้Print แผนที่รถไฟของญี่ปุ่นและตารางเวลามาด้วย และแล้วเราก็เริ่มเดินทางออกจากโรงแรมกันเลย

น้องชายตัวป่วนบอกว่าไม่เห็นหนาวเลย แฟนเราก็เลยใส่แค่เสื้อคลุมกันลมไปพอออกไปเดินได้สามก้าว บอกไม่ไหว โคตรหนาวเลยกลับมาตั้งหลักหาเสื้อกันหนาวใส่ก่อนแล้วการเดินทาง แบบมั่วๆของคุณลุงอ้นคุงก็ได้เริ่มขึ้น

ออกมาหน้าโรงแรมก็เจอป้ายรถเมล์ของญี่ปุ่นน่ารักดี



แต่ไม่ขึ้นหรอกเราเดินเอา แล้วก็เดินไปที่สถานีชินจูกุด้วยความเร่งรีบ อันดับแรกเราก็ต้องซื้อบัตร Suica ก่อน



(ซื้อแล้วก็ลืมถ่ายรูปต้องเอากลับมาถ่ายที่บ้าน )

แล้วเราก็นั่งรถไฟจากสถานี Shinjuku ขึ้นรถไฟสาย Yamanote line ไปที่สถานี Harajuku เพื่อไปศาลเจ้าเมจิ ( ตื่นเต้นมาขึ้นรถไฟที่ญี่ปุ่นครั้งแรก)

และแล้วก็ถึงหน้าศาลเจ้าเมจิ เจอประตูไม้ใหญ่มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



แล้วก็เดินเข้าไปเรื่อยๆหยั่งกับเดินเข้าป่าเลยมีแต่ต้นไม้ใหญ่ๆทั้งนั้นเลย



และแล้วก็เดินมาเจออันนี้ คืออะไรก็ไม่รู้



ข้างในเหมือนมีงานอะไรก็ไม่รู้มีดอกไม้มาโชว์เพียบเลย





และแล้วก็มาถึงศาลเจ้าเมจิ ( เดินเข้ามาไกลเหมือนกันน่ะเนีย )



ด้านหน้าศาลเจ้ามีคนเอาผักมาเรียงเหมือนจัดซุ้มทำเป็นรูปสวยๆด้วย เข้าไปด้านในกันดีกว่า



แล้วก็เดินมาเจอแผ่นไม้ที่ไว้เขียนขอพร มีของคนไทยด้วย เยอะเชียว



แฟนเราก็อยากเขียนมั้ง ก็ไปด้อมๆมองๆตรงหน้าที่เค้าเข้าไปไหว้กัน ก็ไม่เจอ จนถอดใจแล้วล่ะ ก็เลยว่าจะกลับแล้วเพราะเลยเวลา ที่เราแปลนไว้มากแล้ว พอกลับเจอร้านที่ขายเครื่องราง ก็เลยแวะซื้อซักอันนึง

อ่ะ.....เจอแผ่นไม้ที่ว่าแล้วก็เลยซื้อไปเขียนขอพรซะหน่อย ( แบ่งกันเขียนคนล่ะครี่งจาได้ประหยัด )



ก่อนจะกลับก็เจอพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่นด้วย



และแล้วก็กลับออกมาด้านนอก เจอต้นไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองเลยถ่ายรูปซะหน่อย



หลังจากนั้นก็รีบไปขึ้นรถไฟ เพราะที่ๆเราจะไปต่อไปเป็นที่ๆไกลมากๆเลย นั่นก็คือ Sano Premium Outlet เพราะแฟนเราอยากไปOutlet แต่เราอยากขึ้น Shinkansen ไปไหนก็ได้ ก็เลยได้ที่นี่เพราะมีShinkansenผ่านและไม่ไกลมาก

แล้วเราก็ขึ้นรถไฟ จากสถานี Harajuku สาย Yamanote เพื่อกลับไปสถานี Shinjuku แล้วต่อรถไฟสาย Chuo Line ( Rapid Service ) ไปสถานี Tokyo เพื่อไปขึ้น Shinkansen ไป สถานี Oyama

ที่แรกเรากะว่าจะขึ้นShinkansen รอบ 9.40 น. แต่กว่าจะออกมาจากศาลเจ้าเมจิ ปาเข้าไป 10.30 น. พอไปถึงสถานี Tokyo 11.00 น. ได้

เราก็รีบวิ่งไปหาซื้อตั๋ว Shinkansen พอไปถึง โชคดีไม่ค่อยมีคน พอเราไปที่เคาร์เตอร์ เราก็ชี้ในแผนที่แล้วก็บอกว่า " โอยาม่า "

คนขายตั๋วก็พูดว่า : "ซิงกันเซน"

อ้นคุง : "เยส"

แล้วเค้าก็ชูตั๋วรถไฟธรรมดา เราก็เลยชู Suica ให้เค้าดูว่าเราเข้ามาโดยใช้ Suica เค้าก็เอา Suica เราไปออกตั๋วมาให้แล้วก็ถามอะไรเราซักอย่าง เราก็ทำหน้างง เค้าก็เขียนในกระดาษว่า " Reserve " เราก็บอก "เยส" แล้วเค้าก็เขียนรอบ 11.20 เราก็บอก "เยส" อีก แล้วเค้าก็ให้ตัวเรามาคนละสองใบหน้าตาอย่างนี้



แล้วเราก็เข้าสถานี Shinkansen เราก็สอดตั๋วเลย มีอันนึงที่เขียน Express เราก็บอกแฟนว่าอันนี้แหละสอดเข้าไปเลย แล้วปรากฏว่ามันปิดไม่ให้ออกง่ะ

เราก็เหวอ ไปถามที่เคาร์เตอร์ แต่ที่เคาร์เตอร์แอบดูเราอยู่แล้วเค้าก็ชูสองนิ้ว แล้วก็ทำท่าสอดตั๋ว เราก็ถึงบางอ้อว่าต้องสอดสองตั๋ว

และแล้วเราก็เข้ามาถึงชานชลาShinkansen มีรถจอดอยู่หนึ่งคัน จัดการถ่ายรูปซะก่อน ( เราว่าคันนี้ไม่ค่อยเท่ห์เลย )



ขบวนที่เราขึ้นเป็น Nasuno 255 มีแต่ผู้ชายใส่สูทผูกไทค์เต็มไปหมดเลย พอขึ้นไปก็นั่งที่ที่เราจองไว้แล้ว รถออกได้ซักพักก็มีคนมาตรวจตั๋วด้วย ถือเครื่องอะไรซักอย่างน่าจะเป็นประมาณ PDA แล้วก็ก้มๆเงยๆ คงดูว่ามีคนแปลกปลอมไม่ได้ซื้อตั๋วมานั่งมั้ง พอก่อนออกจากโบกี้เราไปอีกโบกี้นีงก็ต้องถอดหมวกแล้วก็โค้งให้ผู้โดยสารแล้วก็พูดเป็นภาษาญี่ปุ่นอะไรซักอย่าง
คงประมาณ "ขอโทษที่มารบกวนครับ"

และแล้วก็มาถึงสถานีOyama ด้วยความที่เราชี้ให้คนขายตั๋วว่า Oyama เค้าเลยออกตั๋วมาแค่ Oyama แต่ความจริงเราจะไปสถานี Sano ต่อ เราก็เลยต้องออกแล้วเข้าใหม่

แล้วพอเข้ามาใหม่เราก็ต้องไปขึ้นรถไฟสาย Ryomo Line เพื่อไปสถานี Sano แล้วแฟนเราก็เริ่มหิว (บนรถไฟShinkansen กินข้าวปั้นไปกล่องเดียวเองมี หาชิ้น ) เจอตู้ขายหนมก็เลยหยอดกินก่อน



แล้วเราก็ไปที่ชานชลา ก็มีรถไฟเก่าๆจอดอยู่คันนึง เราก็ไม่รู้ว่าคันนี้หรือเปล่า เพราะป้ายบอกไป Sano มีทั้งชานชลาซ้ายขวาเลย แล้วก็ไม่มีคนด้วย

แล้วคนขับรถไฟก็ออกมาตรวจเช็คอะไรซักอย่าง เราก็เลยถามว่า "ซาโน่"
เค้าก็ชี้ไปที่รถไฟที่เค้าจะขับนั่นแหละ แล้วเราก็เลยรีบขึ้นรถไฟ ( รถไฟขบวนนี้ประตูเป็นระบบอัตโนมือ ต้องเอามือง้างเอาแหละ แต่ตอนจะออกมันจะมีไฮโดรลิคปิดเอง ก็คือจากเปิดๆเอง แต่จาปิดรถไฟปิดให้ ) พอขึ้นรถไฟปั๊บ มันออกเลย................ เกือบไม่ทันอีกแล้ว

และแล้ววิวสองข้างทางก็เป็นวิวแบบชนบทๆ ของญี่ปุ่น





เห็นมีต้นไม้เหมือนต้นลูกพลับเลย มีแต่ลูกสีส้ม ไม่มีใบเลย ( พยายามถ่ายแล้วแต่รถไฟวิ่งอยู่มันเลยไม่ชัด ) แถวชานชลาที่รถจอดก็ไม่มีต้นนี้เลย

และแล้วเราก็มาถึง สถานี Sano และแล้วเรื่องตื่นเต้นเรื่องต่อไปก็เริ่มขึ้น นั่นก็คือการนั่งรถเมล์ในญี่ปุ่น พอออกมาจากสถานีก็มีป้ายรถเมล์อยู่หน้าสถานีเลย แล้วมีป้ายชี้ว่า Sano Premium Outlet แล้วก็มีรถเมล์จอดอยู่ หนึ่งคัน พร้อมคนขับกำลังยืนดูดบุหรี่อยู่ข้างรถ เราก็เข้าไปถามว่า "ซาโน พรีเมียม เอ้าเล็ต" ตาคนขับ พูดภาษาญี่ปุ่นใส่เราชุดใหญ่
เราก็ไม่เข้าใจ เราก็เลยชี้ไปที่รถ แล้วก็บอกว่า "ซาโน่ พรีเมียม เอ้าเล็ต" ตาคนขับ พยักหน้าแล้วบอกว่า "ไฮ" เรากับแฟนก็เลยโดดขึ้นรถ (เราก็พออ่านในเน็ตว่าต้องหยิบตั๋วด้วยแล้วตอนลงค่อยจ่ายตังตามระยะทาง ประมาณ 200 เยน) พอเราขึ้นรถปุ้บรถก็ออกเลย ( อีกแล้วอะไรจะพอดีขนาดนั้น )

นั่งในรถก็ใจเต้นว่ามันจาไปถึงอ่ะเปล่า

และแล้วก็มาถึง Sano Premium Outlet แล้วเราก็เอาคูปองที่Print มาจากเน็ตไปแลก เป็นคูปองส่วนลด ในเน็ตบอกว่า ลด 25%-65% แต่พอได้คูปองมาเราดู ลดสูงสุด 20% เอง ที่เหลือก็5% 10% แล้วแฟนเราก็เดินดูของ พอเราคิดเป็นเงินไทยให้ แฟนก็บอกว่าแพงกว่าช็อปในเมืองไทยอีก เดินได้ประมาณ 1 ชม. ก็กลับ เราก็ไปรอที่ป้ายรถเมล์ป้ายที่ลงมา ที่ป้ายก็ไม่มีภาษาอื่นเลยนอกจากญี่ปุ่น



ตอนออกไปก็มีรถเมล์กำลังออกจากป้าย เป็นคันเดิมกับที่นั่งมา รอสักพักก็มีรถเมล์มา แต่เป็นสีน้ำเงินไม่เหมือนคันที่นั่งมา เราก็ขึ้นไปถามว่า"ซาโน่ เทรน สเตชั่น" คนขับก็บอก"โน" พร้อมโบกไม้โบกมือว่าไม่ใช่ เราก็เลยลงมา

ซักพักใหญ่ๆก็มีรถเมล์มาอีกเป็นสีเดียวกับคันเดิม เราก็เลยถามเหมือนเดิม เค้าก็พยักหน้า เราก็เลยโดดขึ้นรถเลย


บรรยากาศบนรถเมล์


แล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟ Sano แต่ว่าเราจะไม่กลับทางเดิม เราจะนั่งรถไฟสาย Tobu Sano line ไปสถานี TATEBAYASHI เพื่อนั่ง รถไฟสาย Ryoumou 30 ซึ่งเป็น Limited Express ไปสถานี KITASENJU แล้วต่อรถไป JR สาย Joban Line ไปสถานี Ueno เพื่อไปเที่ยว ถนน Ameyoko

หลังจากถึงสถานีรถไฟ Sano แล้ว เราก็ต้องไปซื้อตั๋ว เพราะเราไม่รู้ว่า Suica ใช้กับรถไฟสายนี้ได้หรือไม่ และแล้วการผจญภัยครั้งต่อไปก็เริ่มขึ้น

เราก็ไปงงกับเครื่องขายตั๋วอยู่ เพราะไม่มีภาษาอังกฤษเลย เราก็เลยไปถาม เจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในตู้เราก็ชี้ชื่อสถานีที่เราจะไป "KITASENJU" เจ้าหน้าที่ลนลาน เหมือนกับว่า "ตายแล้วเจอนักท่องเที่ยวอีกแล้ว" แล้วเจ้าหน้าที่ก็ชี้ไปที่ 860 เยน แล้วก็ชี้ไปที่เครื่องขายตั๋ว แล้วก็พูดภาษาญี่ปุ่นมาเป็นชุดใหญ่ แล้วเราก็ไปซื้อตั๋วตามที่บอก



พอลงไปที่ชานชลารถไฟก็มาพอดีอีกแล้ว

แล้วเราก็ขึ้นรถไฟ ไปสถานี TATEBAYASHI พอถึงเราก็ลงเพื่อต่อขบวน Limited Express แล้วเราก็เห็นป้ายไฟที่สถานีว่าขบวน Limited Express กำลังจะเข้าสถานีในอีก สามนาที เราก็เห็นตู้เหมือนตู้ขายตั๋ว เราก็เข้าไปถาม ในตู้มีป้าแก่อยู่หนึ่งคน

อ้นคุง : "ไอ ว้อน โก วิต ลิมิเต็ด เอ็กเพรส ทู กิตะเซนจู "
ป้าแก่ ทำไม้ทำมือชี้โบ้ชี้แบ้อะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าจาย
อ้นคุง : "ไอ ฟรอม ซาโน่ โก ทู กิตะเซนจู"
ป้าแก่ ได้ยินว่าซาโน่ ทำมือชี้ว่าให้ไปขึ้นสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม
เราก็เลยท่าไม่ดีคุยไม่รู้เรื่องแล้วก็เลยปลีกตัวออกมา

เดินมาอีกหน่อยก็เห็นพนักงานรถไฟผู้หญิงวัยรุ่นหน่อย(น่ารักพอประมาณ)กำลังประกาศอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ คงประมาณว่า"อีกหนี่งนาทีรถไฟขบวนลิมิเต็ดเอ็กเพรสกำลังจะเข้าสถานีน่ะค่ะ"
เราก็เลยเดินไปถาม
อ้นคุง : "ไอ ว้อน โก ทู กิตะเซนจู วิต ลิมิเต็ด เอ็กเพรส"
พนักงานสาว : " ยู บาย อะ ลิมิเต็ด เอ็กเพรส ติ๊กเก็ต" พร้อมกับวงกลม 1000 เยนในใบที่เราPrintมา
อ้นคุง : "แวร์ ทู บาย "
พนักงานสาว : ทำมือชี้ไปที่ตู้ที่มีป้าแก่อยู่
อ้นคุง : ทำหน้างง (แกล้งไม่รู้เรื่องเพราะไม่อยากไปที่ตู้ป่าแก่)
พนักงานสาว : ทำเหมือนกับว่า"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน" พร้อมกับพูดว่า "ยู ไรด์ ออน คาร์ แอน บาย ออน คาร์ " และทำมือสองนิ้วเหมือนคนเดิน
อ้นคุง : ทำหน้าเหมือนเข้าใจแล้ว
พนักงานสาว : ทำมือเป็นวงกลมเหมือนสัญลักษณ์OK แล้วเอามาข้างๆแก้มเอียงคอนิดนึง แล้วพูดว่า "OK"
อ้นคุง : "OK"

คุยจบรถไฟก็มาพอดี ( มาพอดีอีกแล้ว )
เพราะถ้าพลาดเที่ยวนี้เที่ยวต่อไปมันจาจอดหลายสถานีมากเลย

แล้วเราก็กระโดดขึ้นรถไฟแบบงง





และแล้วก็มีพนักงานตรวจตั๋วมา เป็นคุณน้าอายุประมาณ 40 ใส่แว่น เดินถือเจ้าเครื่องดำๆ ก้มๆเงยๆอยู่ซักพักคงคิดในใจว่า "เอ๊..ตรงนี้ไม่มีคนซื้อตั๋ว มีคนนั่งได้งัย " แล้วก็เดินมาหาเรากับแฟน แล้วก็ส่งภาษาญี่ปุ่นให้เราชุดใหญ่
เราก็เลยตอบไปว่า
อ้นคุง : "ไอ ด้อน แฮพ อะ ลิมิเต็ด เอ็กเพรส ทิ๊กเก็ต ,ไอ ด้อน โน แวร์ ทู บาย "
พนักงานตรวจตั๋ว : "อะโน"..แล้วก็ทำท่าทางกุลิกุจอแล้วคงคิดในใจว่า "โอ้ยทำยังงัยดีเนี่ยเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติ" แล้วแกก็หยิบไดอารี่ที่หนีบอยู่กับจักกูแร้ออกมากางข้างในมีเครื่องคิดเลขอยู่ แล้วก็กดว่า 2000
อ้นคุง : "ทู ต้าวซั่นเยน"
พนักงานตรวจตั๋ว : "โอ้..ทู ต้าวซั่นเยน ไฮ "
อ้นคุง ส่งเงินให้ 2000 เยน
พนักงานตรวจตั๋ว รับเงินพร้อมจดตั๋วชั่วคราว และพึมพัมไปด้วย แล้วหันมาถามเราว่า "อาซากุซะ"
อ้นคุง : " โน ...กิตะเซนจู " พร้อมชี้ในแผนที่
พนักงานตรวจตั๋ว : " โอ้..กิตะเซนจู ไฮ " แล้วก็เขียนตั๋วต่อแล้วก็พึมพัมๆๆๆกิตะเซนจูพึมพัมๆๆๆๆ เสร็จแล้วก็เอาตั๋วมาให้เรา

แล้วเราก็มาถึงสถานี Kitasenju แล้วก็ออกจากสถานีของ Tobu แล้วใช้Suicaไปขึ้นรถไฟ JR สาย Joban Line ไปสถานี Ueno

พอถึงสถานีUeno ประมาณเวลาห้าโมงเย็นได้



แล้วก็เดินไปถนน Ameyoko แล้วก็เดินเล่นไปเรื่อยๆแล้วแฟนเราก็เห็นเจ้านี้เข้าก็เลยซื้อมากิน เพราะยังไม่ได้กินอะไรกันเลยจนเย็น



ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรเหมือนกัน แล้วเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ กะว่าจะเดินให้ถึง Akihabara เพื่อไปหาซื้อเครื่องคิดเลข แล้วก็ดูราคากล้องด้วย ดูในแผนที่ โอ้ย..ใกล้ๆ สบายๆ เดินไปซักพักไม่ถึงซักที่ แฟนก็บนเมื่อยแล้วน่ะเจ็บขาด้วย

และแล้วก็เดินถึง ซะที (โคตรไกลเลย) แล้วก็ไปดูเครื่องคิดเลขก็ลองสุ่มดูเห็นร้านเขียนว่า Casio เราก็เข้าไปถามเขาก็บอกว่าไม่มี แล้วเค้าก็พยายามจะบอกเราว่าไปดูที่ไหน ข้าก็ถามเราว่า "ยู แฮพ เมปุ" เราก็คิดในใจ "เม-ปุ คืออารัยหว่า เพลย์ เซฟ ตอบ โน ไปก่อนแล้วกันว่ะ"เราก็บอกว่า "โน" เค้าก็ให้พนักงานเอากระดาษมาแล้วก็วาดแผนที่ให้เรา เราก็ถึงบางอ้อ ว่า แมฟ(map) เราก็เลยบอกว่ามี แล้วเค้าก็ชี้ในแผนที่ให้ว่าให้ไปดูที่นี่น่ะ แล้วเราก็ไป แล้วก็เจอ แพงกว่าคลองถมอีก แต่รุ่นใหม่กว่าน่ะ เราเลยตัดสินใจไม่ซื้อเพราะเราไม่ต้องใช้ใหม่ขนาดนั้น

ความจริงแผนการของเราจะต้องไป Odaiba ต่อน่ะเนี่ยแต่แฟนเจ็บขาแล้วเราก็เลย กลับชินจูกุเลยแล้วกัน สถานี Akihabara ก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ว่าแล้วก็เข้าไปในสถานีแล้วก็ขึ้นรถไฟสาย Sobu line กลับชินจูกุ ระหว่างทางไปโรงแรมก็หาซื้อข้าวกล่องใน แฟมิลี่มาร์ท แล้วก็ขนมที่เจอตามรายทางมากินในห้อง

พอมาถึงห้องพักเราก็นีกขึ้นได้ว่าความฝันของเราอีกอย่างนีงก็คือ อยากลองเล่น ปาจิงโกะ ซักครั้งนีง พอดีน้องชายโทรมาหาพอดี เราก็บอกว่าอยากเล่นปาจิงโกะ ให้ถามเพื่อนให้หน่อยว่ามีที่ไหนบ้าง น้องบอกว่าที่ใต้โรงแรมก็มี มันไปเล่นมาแล้ว เราก็เลยกินข้าวเสร็จก็ชวนแฟนลงไปเล่นกัน

ซักพักน้องก็มาหาที่ห้องพร้อมกับชุดพร้อมออกไปเล่นปาจิงโกะ ( น้องใส่ชุดนอน ที่เป็นผ้ามันๆน่ะ ขาสั้นด้วย แล้วก็ใส่รองเท้าหนังกับถุงเท้าครึ่งแข็ง ) เราก็ถามว่า จะไปชุดนี้เนี่ยน่ะ มันก็บอกว่า ไม่แคร์สื่อ ไม่มีใครรู้จักมันอยู่แล้ว

แล้วเราก็ไปเล่นกัน เป็นเกมที่เสียตังค์ง่ายๆมากเลย หมดไปตั้งสองพันเยนเเหน่ะ ( เราไม่กล้าถ่ายรูปพนักงานร้านยืนคุมทุกซอกทุกมุมของร้านเลย หน้าตาเหี้ยมๆเหมือนเป็นยากูซ่าเลยแหละ ) แล้วเราก็ขึ้นห้องนอน..........และแล้วก็หมดไปอีกวันในแจแปน พรุ่งนี้แล้วสิน่ะที่เราจะต้องกลับบ้านแล้ว.......แล้วเราก็หลับไปZZZZZzzzzzzzz...........




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2553    
Last Update : 7 ธันวาคม 2553 13:20:11 น.
Counter : 1675 Pageviews.  

ไปญี่ปุ่น ตอนที่ 2 นั่งรถตูดบานไปฟูจิซัง

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณนะครับสำหรับคำอวยพรวันเกิด วันนี้เรามาเล่าเรื่องที่ไปญี่ปุ่นวันต่อมาให้ฟังกันต่อดีกว่า

ตอนที่ 2 นั่งรถตูดบานไปฟูจิซัง

หลังจากที่เราพักที่มิตซุยอิ การเดนท์ คาตามาระ แล้ววันนี้เราก็ต้องเปลี่ยนโรงแรมที่พักเป็นชินจูกุ วอร์ชิงตัน โฮเต็ล วันนี้คุณไกด์นัดกินอาหารเช้า 6.45 น. (เช้ามากๆสำหรับเรา) เพราะไกด์บอกว่าถ้าไปช้ากว่านี้ จะไม่มีที่นั่ง พอเรากินข้าวเสร็จแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถบัสไปฟูจิซัง ออกจากโรงแรม 8.00 น. นั่งรถไปเรื่อยๆ ไปทางโยโกฮาม่า สักพักไกด์ก็บอกว่าเราพอจะมองเห็นภูเขาไฟฟูจิแล้ว



วิวข้างทางก็เริ่มเป็นป่าๆ เห็นต้นไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองสีแดงเต็มไปหมด สวยมากๆเลย



และแล้วรถก็มาถึงจุดพักรถ ใกล้ๆ โกเทมบะ เพื่อเข้าห้องน้ำคุณไกด์บอกให้เวลาแค่สิบนาที (ลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ คนญี่ปุ่นออกมาเที่ยวกันเยอะมาก แล้วก็วันอังคารก็เป็นวันหยุดอีกก็เลยเป็น Long Weekend ของที่ญี่ปุ่น รถเลยติดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)

แล้วเราก็เจอเจ้าตัวนี้ น่ารักดีก็เลยถ่ายรูปมา



แมวญี่ปุ่นนอนหนาวอยู่ (สิบก่าองศาเองน่ะเนี่ย)


หลังจากนั้นก็ออกเดินทางต่อ เป้าหมายที่เราจะไปเป็นที่แรกก็คือ หุบเขา โอวาคุดานิ (Owakudani ) ..........นั่งรถไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ ดูวิวข้างทางอันสวยงามไปเรื่อยๆ แล้วก็เห็นภูเขาไฟฟูจิเป็นระยะๆ















จนกระทั่ง 11.30 น. ทางไกด์บอกว่าคนขับรถบอกว่า หุบเขาโอวาคุดานิ อยู่ข้างหน้านี้เองอีก 500 เมตรก็ถึงแล้วแต่รถติดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆไม่ขยับเลย เราเลยคุยกับแฟนว่า ลงเดินกันมั๊ย แล้วเราก็ไปบอกไกด์ ไกด์ก็ถามคนขับรถว่าเดินได้มั๊ย คนขับรถบอกว่าเดินลำบากเหมือนกันน่ะ เราก็เลยไม่ได้ลงเดิน ........ต่อจากนั้นอีก 15 นาที่ต่อมารถก็เลือนไปได้แค่โค้งเดียวเอง ทางไกด์ก็ดูจะเป็นกังวล เพราะทางไกด์ได้จองร้านอาหารไว้ เวลา 13.00 น. ถ้าไปไม่ทันเราก็ต้องรอรอบต่อไปจะทำให้เสียเวลา คุณไกด์ก็เลยบอกว่าลงเดินกันเถอะ พอลงเดินไปได้โค้งนึงก็ถึงแล้ว หุบเขาโอวาคุดานิ มีควันลอยออกมาจากภูเขาเต็มไปหมด



หลังจากนั้นคุณไกด์ก็บอกว่าให้เวลายี่สิบนาที 12.20 ให้มาเจอกันตรงลานจอดรถ เราก็เลยรีบไปซื้อไข่ดำมาก่อนเลย เพราเป็นของขึ้นชื่อของที่นี้





ไข่ดำแกะแล้วก็เหมือนไข่ต้ม


หลังจากนั้นก็ต้องไปตามหาคิตตี้ไข่ดำ แต่เวลามีน้อยมากเราก็มองหาไม่เจอ เพราะเราคงขี้นไปตรงที่เข้าต้มไข่ดำไม่ได้กลัวกลับมาที่รถไม่ทัน แล้วเเฟนเราก็เห็นเจ้าตัวนี้ก็เลยไปถ่ายรูปด้วย



แล้วก็เลยไปหาซื้อคิตตี้ไข่ดำเป็นของที่ระลึก





ส่วนอันนี้อะไรก็ไม่รู้แต่เห็นเป็นคิตตี้ก็คว้ามาก่อนแล้ว


แล้วแฟนเราก็เหลือบไปเห็นเจ้านี้เข้า





หนาวจะตายจากินไอติมอีก "ก็เค้าจากินนิ"


หลังจากนั้นก็ต้องรีบกลับไปที่รถเพื่อลงจากเขาไปขึ้นเรือล่องทะเลสาปอาชิ (Lake Ashinoko ) รอบ 12.40 มีเวลาลงจากเขา 20 นาที รู้มั๊ยรถไปถึงกี่โมง.............................................................................................รถถึง 12.36 คุณไกด์บอกให้รีบวิ่งเข้าไป แล้วเลี้ยวซ้ายลงบันไดไปที่ท่าเรือเลย แล้วก็ขึ้นเรือทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ขึ้นกันเสร็จเรือก็ออกทันทีเลย คนเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ



ได้ขี้นเรือลำซ้ายแหละ




วิวรอบๆท่าเรือ




เรืออีกลำ


วิวรอบๆทะเลสาบสวยมากๆเลย มีคนบอกว่าที่ทะเลสาบนี้จะเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย แต่เราขึ้นไปไม่ถึงดาดฟ้าด้านบนเลยเห็นแต่หัวคนเต็มไปหมด









เรืออีกลำ


และแล้วก็ถึงฝั่งขึ้นมาท่าเดียวเอง ก็เจอร้านขายปลาหมึกปิ้ง (แอบถ่ายมาไม้ตั้ง 500 เยนแหนะ)



แล้วคุณไกด์ก็พาไปขึ้นรถบัสแล้วก็ไปกินข้าว เป็นเทมปุระทอดเอง







หน้าร้านอาหาร




วิวรอบร้านอาหาร




เจอใบไม้เปลี่ยนสีอีกแล้ว หน้าร้านเลย


และแล้วจุดหมายปลายทางต่อไปของเราก็คือ ภูเขาไฟฟูจิซัง ที่ชั้นที่ ห้า นั่นเอง และแล้วก็ออกเดินทางไปเรื่อยๆ ....หลังจากอิ่มแล้วเราก็เผลอหลับไป......ZZZZzzzzzz และแล้วเราก็ตื่นขึ้นมา ถามแฟนว่าถึงไหนแล้ว เราก็เจอกับรถติดอีกแล้ว ซักพักคุณไกด์ก็บอกว่า เราคงไปขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ไม่ทันแล้วเพราะด่านคงปิดประมาณ 16.00 น.(ถ้าจำไม่ผิด) ทางคุณไกด์ก็บอกว่าเดียวจะพาไปทะเลสาบ อะไรซักอย่างแทนแต่เราจำชื่อไม่ได้เหมือนกันว่าชืออะไรแต่เป็น หนึ่งในห้าของทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ และแล้วรถก็ไปถึงทะเลสาบที่ว่า ถ้าจำเวลาไม่ผิดประมาณสี่โมงเย็น แต่มือเหมือนกับประมาณหกโมงเย็นบ้านเราเลย ไม่เชื่อดูรูป



หลังจากถ่ายรูปกันเสร็จแล้ว เราก็ไปเข้าห้องน้ำใกล้ๆนั้น ตอนเราจะกลับไปที่รถเราต้องข้ามถนน แฟนเราบอกว่าข้ามเลยไม่ต้องรอไฟแดงหรอก แต่ที่ญี่ปุ่นถ้าไฟแดงยังงัยรถก็จะหยุดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปจนกว่าจะเขียว เราก็เลยกดให้ไฟแดงเพื่อที่เราจะข้ามถนน (ไม่กดก็ข้ามได้เพราะไม่มีรถเลย) แล้วเราก็ข้ามไปแล้ว แล้วก็มีรถขับมา เราข้ามไปไกลแล้วน่ะ แต่รถคันนั้นก็ยังหยุดอยู่เลย...อิอิ แล้วเราก็เดินทางต่อไปพิพิธภัณฑ์ราเม็ง แล้วเราก็เจอกับรถติดมากมายตลอดทางแม้แต่บนทางด่วน กว่าจะถึงพิพิธภัณฑ์ราเม็ง ปาเข้าไปสามทุ่มครึ่ง เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ราเม็งคุณไกด์บอกให้เวลากินประมาณสี่สิบห้านาที เราก็เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ราเม็ง แล้วเราก็ไปหยอดตังค์เพื่อกดว่าจะกินอันไหน มันมีรูปอยู่ไม่กี่ปุ่มเอง ที่เหลือเป็นตัวภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวเลย แฟนเราบอกว่าไม่ค่อยหิวเพราะท้องอืด เอาชามเล็กได้มั๊ย เราก็เลยกดกันมั่วๆของเราเอาที่มีรูปอยู่ ส่วนของแฟนก็เอาอันที่ราคาถูกหน่อยเพราะคุณไกด์บอกว่าจะมีแบบที่เป็นจากเล็กด้วย พอได้ตั๋วออกมาแล้วเราก็เข้าไปนั่งรอแล้วซักพักเด็กเสิร์ฟก็เอามาเสิร์ฟ น่ากินมากๆ



หลังจากกินเสร็จแล้วเราก็กลับโรงแรมชินจูกุ วอร์ชิงตัน โฮเต็ล กว่าจะถึงก็ห้าทุ่มกว่า คุณไกด์บอกเราว่าน้องชายเรามาถึงนานแล้ว เพราะน้องชายเราเมารถก็เลยไม่ได้ไปกับทัวร์แต่ไปกับเพื่อนน้องที่ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นแทน ไปซื้อเกมส์ การ์ตูนอะไรประมาณเนี่ย พอถึงห้องเราก็โทรไปหาน้องที่ห้อง น้องก็บอกว่าซื้อข้าวให้กินหน่อยเดินจนเท้าบวมไปหมดแล้ว(โอ้ยน้องชายตัวป่วนอีกแล้ว)เราก็เลยต้องลงไปซื้อข้าวมาให้กิน เสร็จแล้วเราก็กลับห้องแล้วก็หลับเป็นตาย แล้วก็หมดไปอีกหนี่งวันในญี่ปุ่น.......พรุ่งนี้แล้วซิน่ะที่เราจะได้นังรถไฟในญี่ปุ่นซักที่และแล้วความฝ้นของเราก็จะเป็นความจริงซะที่..ZZZZzzzzzz




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2553 21:07:44 น.
Counter : 905 Pageviews.  

ไปญี่ปุ่น ตอนที่ 1 วันเดินทางที่แสนจะทรมานของน้องชายตัวป่วน

ในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองไทย กลับมาตั้งแต่วันพุธแล้วแหละ แต่งานเยอะมากทำให้ยังไม่ได้มาเขียนBlogซักที่ เมือวานก็ว่าจะเขียนแล้วเปิดคอม ระหว่างรอเปิดเครื่องก็ไปเอนหลังแล้วก็หลับไปซะงั้น

ถ้างั้นผมคุณลุงอ้นคุง จะเริ่มเล่าเรื่องที่ไปญี่ปุ่นมาเลยก็แล้วกันน่ะ ขอแบ่งเป็นต่อๆล่ะกัน

ตอนที่ 1 วันเดินทางที่แสนจะทรมานของน้องชายตัวป่วน (ป่วนจริงๆ)

วันเดินทางเป็นวันที่ 20 พ.ย. 53 ผมและแฟนสาวก็ได้เดินทางออกจากบ้านไปบ้านคุณแม่ที่บางลำภูเพื่อเอารถไปจอดแล้วนั่งแท็กซี่ไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีน้องชายไปด้วย


เราเอง



ถึงสุวรรณภูมิก่อนเวลาที่นัดหมายกันกับไกด์ ประมาณสองช.ม. แต่ไกด์มาก่อนแล้ว ก็ให้เราเช็คอินกระเป๋าก่อน แล้วเราก็ไปหาอะไรกินกัน หลังจากนั้นเราก็เข้าไปข้างในผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตและตรวจกระเป๋า ตอนเราเข้าไปเค้าก็ให้เอาของที่เป็นโลหะใส่ตะกร้า เสร็จแล้วก็ผ่านเครื่องตรวจโลหะ เครื่องดังตอนเราผ่าน คนคุมเครื่องก็โคตรดุเลย แล้วก็หันไปว่าคนที่คอยบอกว่าต้องทำยังงัยว่า "เห็นไม่เนี่ยรองเท้าเซฟตี้ ให้ผ่านมาได้ยังงัย" เราเลยต้องเดินย้อนกลับไปถอดออกแล้วก็เดินเท้าเปล่าเข้าเครื่องสแกน ไม่ดัง (รอดแล้ว)

แล้วก็ไปรอที่เกตขึ้นเครื่อง เหลือบไปเห็นเน็ตฟรี เลยเล่น FB ซักหน่อย น้องและแฟนเราเห็นเข้าก็เข้ามาแย่งเล่นบ้าง




หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องลั้นลากันไปตื่นเต้นสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเพราะพึ่งเคยขึ้นเครื่องครั้งแรก ตอนที่เครื่องบินลอยขึ้นแบบว่าหวิวสุดๆแต่วิวบนท้องฟ้าสวยมาก ..............น้องชายของเราก็เริ่มออกอาการเมาเครื่อง เริ่มเรอ ออกมาเป็นระยะๆ ดังด้วยมีแต่คนหันมามอง น้องบอกว่ามันปั่นป่วนในท้อง



หลังเครื่องขึ้นมาสูงสุดแล้วก็เริ่มแจกอาหาร เรากับแฟนก็กินกันอย่างลั้นลา ส่วนน้องชายกินได้หน่อยเดียวก็ไม่กินแล้วบอกพะอือพะอม





แล้วเราก็ลั้นลาดูหนังในเครื่อง พอเลือกหนังฝรั่งที่อยากดูปรากฎว่าไม่มีซับไทยซะงั้น อังกฤษเราก็ไม่ได้เรื่องเลย ไปครั้งนี้กะว่าภาษามือล้วนๆ เราก็เลยดูเรื่องSaltบนเครืองแบบดูแต่ภาพ(แหม...การบินไทยน่าจะมีซับไทยหน่อยก็ไม่ได้)...ส่วนน้องชายของเราก็นั่งซึมอย่างเดียวเลย ถามอะไรก็บอกว่าอย่ามายุ่ง



พอใกล้ถึงสนามบินฮาเนดะ กัปตันบอกว่าจะลดระดับให้รัดเข็มขัด ประกาศภาษาไทยเสร็จเราก็รัดเข็มขัด แล้วกัปตันก็ประกาศเป็นภาษาอังกฤษ พอแอร์จะประกาศเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นแหละ...................กัปตันก็ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว แอร์ที่กำลังจะประกาศภาษาญี่ปุ่นร้อง " โอ๊ " แล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนคนล้มเลย เครื่องก็ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว จาก 11000 เมตร เหลือ 3600 เมตร .............น้องชายตัวป่วนของเราก็เริ่มออกอาการในทันทีทันได มือเริ่มเกร็ง แขนเกร็ง ตัวเกร็งเลย หายใจแรงมากแล้วก็ถี่เหมือนคนที่กำลังจะช็อกประมาณนั้น เราตกใจมากไม่รู้จะทำยังงัยได้แต่จับแขนน้องชายไว้แล้วพูดว่า "ไม่เป็นไรใกล้จะถึงแล้ว"

หลังจากเครื่องแตะถึงพื้นแล้ว เราก็รีบไปดูอาการน้องชาย แอร์ก็เข้ามาช่วยดู แอร์บอกว่าได้ยินเสียงหายใจแรงแล้วแต่ไม่สามารถลุกมาดูได้เพราะเครื่องกำลังลง แอร์บางคนก็บอกว่าน่าจะเป็น " ไฮเปอฯ" (อาการที่สูดออกซิเจนเข้ามากเกินไป) แอร์ก็มาช่วยหาผ้ามาเช็ดตัวให้ หายาดมมาให้
มาดูแลน้องชายเป็นอย่างดีก็ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่เที่ยวบินนี้ด้วยน่ะครับ

หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นขึ้นมาบนเครื่อง สองสามคน ส่งภาษาญี่ปุ่นกันโช้งเช้งเลย "xxooxoxoxxooxoxoxoxooxoxo" เราก็เลยถามแอร์ว่าเค้าพูดว่าอะไรเหรอ แอร์น่ารักๆก็หันมาตอบเราว่า"ไม่รู้เหมือนกันพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้"

น้องชายเราก็ลุกไม่ไหวเค้าก็ติดต่อเจ้าหน้าที่เอารถเข็นมารับที่เครื่องเลย หลังจากขึ้นวิวแชร์แล้วก็หิ้วปีกน้องลงจากเครื่องขึ้นรถที่มารับลูกเรือ (รถรับผู้โดยสารไปหมดแล้ว) แล้วก็ออกไปเช็คออกจากสนามบินที่เดียวกับลูกเรือเลย(ทางพิเศษไม่ต้องคอยนาน) หลังจากออกไปได้แล้วโดยมีเจ้าหน้าที่กราวของญี่ปุ่นเข็นรถให้น้องและเอากระเป๋ามาให้ด้วย เราก็เหวอเลยเพราะออกไปไม่เจอใครเลย เจ้าหน้าที่ก็ถามเราว่ามีใครมารับมั๊ย เราบอกว่ามากับทัวร์ ซักพักกำลังจะเอาโทรศัพท์โทรหาก็เจอเขาวิ่งมาหาพอดี (รอดแล้ว)

แล้วเราก็ออกจากสนามบินไปที่พักที่ มิตซุยอิ การ์เด้น โฮเต็ล คาตามาระ


ตู้คีบตุ๊กตาหน้าโรงแรม



ตู้ขายบุหรี่



ตู้กดน้ำ



ปุ่มพิศวงงงงวย



ห้องน้ำเล็กนิดเดียวเอง



หลังจากเข้าพักแล้วเราก็ออกมาหาอะไรกินกันที่เซเว่น แล้วก็นอน............เฮ้ย......เหนื่อยสุดๆ.........ถ้าน้องชายมาคนเดียวทำงัยเนี่ย




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2553 21:05:58 น.
Counter : 713 Pageviews.  

เตรียมตัวไปญี่ปุ่น

เย้ๆๆๆๆๆๆ....พรุ่งนี้แล้วสิน่ะจะได้ไปญี่ปุ่นกันแฟนสาวและน้องชายตัวป่วน

นึกว่าจะสมัครไม่ทันก่อนไปซะแล้ว

นึกยังงัยก็ไม่รู้อ่านของคนอื่นแล้วก็อยากลองเขียนบ้างรัยบ้าง

คงคล้ายๆเขียนไดอารี่มั้ง หรือ เอาไว้บ่นดี

ทดสอบแค่นี้ก่อนล่ะกันน่ะ ขอกลับบ้านไปเก็บกระเป๋าก่อน...อิอิ

เย้ๆๆๆๆๆ.....ยี่ปุ่นๆๆๆๆๆๆๆ




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2553 17:30:33 น.
Counter : 371 Pageviews.  


oenkung
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add oenkung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.