ก่อนใครจะหามฉันไปที่ชอบที่ชอบ ฉันขอทำสิ่งที่ชอบที่ชอบ และชอบธรรมก่อน ละกัน
Group Blog
 
All Blogs
 

ขึ้นคาน แก้ไขอย่างไร ?

"คานทอง ขึ้นคาน...."


ประโยคเหล่านี้กำลังเป็นประเด็น หรือวาระวิตกจริตของสาวไทยอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะว่านับตั้งแต่ พ.ศ.2540 เป็นต้นมา สาวไทย จะหาสามีเป็นตัวเป็นตนได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในสัดส่วนเดียวกันกับจำนวนชายไทยที่เหลือน้อยลง ทั้งๆที่การเกิดใหม่ของทารกเพศชาย กับเพศหญิงก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอดีตแต่อย่างใด ! และปัจจุบันเปอร์เซนต์การหย่าร้างได้เพิ่มขึ้นมาก

"อ้าว แล้วเด็กผู้ชายมันตายก่อนแต่งเมียหมดหรือไง?" จะว่าไม่ใช่ก็ไม่กล้าว่าเต็มปากเต็มคำนัก เพราะจริงๆแล้วเด็กผู้ชายโตขึ้นมามันตายจากความเป็นชายมากขึ้นเรื่อยๆต่างหาก กล่าวคือมันไม่ได้เป็นชายแท้ๆ 100% เป็นกระเทยบ้าง เป็นอีแอบบ้าง มีตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการบอกไว้ว่า เด็กนักเรียนที่เป็นกระเทยในโรงเรียนต่างๆมีมากถึง 30% และประเภท หลบๆแอบๆอีกประมาณ 40 % จึงเหลือชายแท้ๆไม่เกิน 30% เท่านั้น

ฉะนั้นชายหนุ่มเลยมีสัดส่วนน้อยกว่าหญิงสาวมากขึ้น หรือประเภทที่หลงไปแต่งงานกับสามีที่เป็นอีแอบ ก็เป็นสาเหตุการหย่าร้างเพิ่มขึ้นเช่นกัน

มีสาวๆอยากจะให้ตัวเองรอดพ้นจากการขึ้นสู่คานจำนวนมาก ต้องการความช่วยเหลือ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ที่มาที่ไปของคำว่า "ขึ้นคาน" เป็นมาอย่างไร
จึงขอทำความเข้าใจความนัย ของคำนี้ ที่เป็นการเปรียบเปรย ผู้หญิงโสดที่ไม่มีสามี กับการที่เรือที่ต้องขึ้นคาน เพื่อจอดซ้อม หรือ ปลดระวางแล้ว คานในที่นี้คือคานสอดรับเรือ ไม่ให้แช่อยู่ในน้ำ หาใช่คานสำหรับหาบสิ่งของตามความเข้าใจของหลายคน


ฉะนั้นจึงมีการหา พิธีกรรมในการแก้เคล็ด ไม่ให้ต้องขึ้นคานของสาวๆ ด้วยการยกเรือลงจากคาน นำไปล่องในแม่น้ำ พร้อมเขียนชื่อตัวเองลงในเรือลำนั้น และเมืองที่นิยมไปยกเรือลงจากคานคือที่อำเภอ เชียงคาน จังหวัดเลย
เพราะนอกจากแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำใหญ่แล้ว พอไหลเลยเชียงคานไป ก่อนถึงอำเภอปากชม จะมีแก่งหิน เนินทรายมากมาย เหมาะที่เรือจะไปเกยตื้นที่นั้น นั้นก็หมายความว่า เจ้าของเรือก็จะได้มีคู่เสียที




 

Create Date : 30 มกราคม 2554    
Last Update : 30 มกราคม 2554 12:37:00 น.
Counter : 482 Pageviews.  

Sakonnakhon U-TURN 60s

เพลงสากลยุค 60s ไม่ใช่แค่เพลงโบราณ

ฉบับนี้ขอโสเหล่กันเรื่องเบาๆบ้างนะครับ ขอเอาเหตุการณ์จากกิจกรรมกึ่งมหกรรมดนตรี กับการแสดงคอนเสิร์ตเล็กๆของ “ไทสกล” ที่ใช้ชื่อว่า “SAKONNAKHON U-TURN 60s” จัดโดย “ชมรมคนรักดนตรีร่วมสมัยสกลนคร” เมื่อคืนวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ บริเวณลานรวมใจไทสกล หรือสวนสาธารณะของกรมทางหลวงหน้าประติมากรรมหนองหารหลวง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ประตูเมืองสกลนคร มาเป็นประเด็นการโสเหล่
การจัดแสดงดนตรีชื่อก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่าเป็นการจัดแบบยูเทิร์น หรือ หันกลับ หรือ ย้อนกลับ ไปยุคปี ค.ศ. ๑๙๙๐ - ๑๙๘๐ – ๑๙๗๐ - ๑๙๖๐ ประมาณนั้น ที่ต้องใช้ ค.ศ.หรือคริสต์ศักราช เพราะเจตนาให้รู้ว่าเป็นการแสดงดนตรีเพลงสากลย้อนยุคล้วนๆ ส่วนเหตุผลของการจัดก็มีอยู่หลายประการ
บ้างก็ว่า ทั้งคนเล่น และคนร้องเพลงยุค 60 ที่ว่านั้น นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที หากไม่รีบจัดเดี๋ยวจะหาคนฟังคนร้องคนเล่นไม่ได้ ประการที่หนึ่ง
ประการที่สอง คนฟัง คนร้อง ล้วนมากด้วยอายุ โอกาสที่จะได้เจอกันก็มีแต่ในงานแต่งงานของลูกหลาน งานสวดอภิธรรมศพ เพื่อนญาติพี่น้อง หรืองานพิธีการต่างๆเท่านั้น เมื่อยังพอมีเรี่ยวมีแรงก็น่าจะมาร่วมกันกิน ร่วมกันร้องเพลงเต้นรำ(ดิ้น) ในบรรยากาศแบบเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มเป็นสาวให้สนุกสนานลืมแก่ลืมเฒ่าสักวัน
สำหรับนักดนตรีก็ให้เหตุผลว่า ดนตรีทุกวันนี้มันไม่ได้ใช้ฝีมือจริงๆ เพราะเอาเทคโนโลยีมาช่วยมากกว่าการแสดงออกถึงอัจฉริยะภาพของนักดนตรีอย่างสมัยก่อน ดนตรีทุกวันนี้จึงขาดจิตวิญญาณไร้อารมณ์ความรู้สึกของคนเล่น ซึ่งก็คล้ายๆกันกับคนที่เป็นนักร้องรุ่นเก่าที่บอกว่านักร้องทุกวันนี้ร้องเพลงไม่ได้เรื่อง แต่ดังได้เพราะค่ายเพลงเขายัดเยียดให้ฟังตามสื่อต่างๆ จนสุดท้ายคนฟังคุ้นชินจนดูไพเราะไปเอง
ด้วยเหตุผลข้างต้นเป็นอย่างน้อย ทำให้คนเล่นดนตรี คนร้องเพลง และคนฟังเพลงได้สรุปร่วมกันว่า อย่ากระนั้นเลย เรารีบมาก่อตั้ง “ชมรมคนรักดนตรีร่วมสมัยสกลนคร” กันเถอะ และหาวันจัดแสดงครั้งแรกให้ได้ก่อนในปีนี้ จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยสิ่งที่จะได้แน่ๆ ก็คือการได้เรียนรู้ร่วมกันของคนเล่น คนร้อง และคนฟัง จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมดนตรีดังกล่าว สมาชิกชมรมทั้งหมดไม่มีใครเคยจัดการแสดงมาก่อนทั้งสิ้น มีแต่เคยไปเล่น ไปร้อง และไปฟังในงานที่มีคนอื่นคณะอื่นเขาจัดไว้แล้ว หากจะไปจ้างออร์กาไนเซอร์จัดให้ ก็ไม่มีเงินทุนมากพอ ทุกอย่างเลยลุยกันเอง
ช่วงที่จัดงานนี้นั้น เป็นเทศกาลงานคริสต์มาสของสกลนครที่มีงานโด่งดังอลังการมากงานหนึ่งคืองานประเพณีแห่ดาวของชาวคาทอลิกในสกลนคร และเทศกาลงานเนื้อโคขุน ฯ เมืองสกลนครจึงคึกคักมากเป็นพิเศษกว่าทุกๆปี และก็ทำให้ งาน U-TURN 60s เป็นงานเด็กๆไปเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักดนตรีและผู้ชมรวมกันแล้วมีเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น และ 90% ของคนร่วมงานเป็นหนุ่มสาวเมื่อ 40 ปีที่แล้วทั้งสิ้น คืนนั้นอากาศไม่หนาวแค่เย็น ๆ แบบเป็นใจให้ทั้งผู้จัดและผู้ชม เพราะหากหนาวมากไปก็ลำบากสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องนั่งดูนั่งชมกลางแจ้งอย่างนั้น
ตั้งแต่หัวค่ำพอแดดร่มลมโชย บนเวทีขนาดใหญ่ที่มีฉากหลังเป็นแผ่นแบนเนอร์ขนาดยักษ์ บอกชื่องานพร้อมภาพกราฟฟิคลวดลายสวยงามบ่งบอกถึงสีสันของยุคสมัยที่บุบผาชนกำลังเบ่งบาน วง Mango Blues ที่เป็นวงอุ่นเครื่องก็เริ่มบรรเลงเพลงเบาๆเป็นการโหมโรง ผู้ชมผู้ฟังเริ่มทยอยเข้ามาในงาน ส่วนใหญ่ก็ใส่เสื้อยืดสกรีนสัญลักษณ์งานที่ซื้อก่อนหน้านี้มาด้วย บางคนก็ใส่ชุดคาวบอยเพราะมาจากงานเทศกาลเนื้อโคขุนฯ
ต่อจากวงอุ่นเครื่องก็ตามด้วยวง The Shadows Sakon ซึ่ง เป็นการโชว์ดนตรียุค 60 จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงบรรเลงเร้าอารมณ์อย่างเพลง Apache ของวง The Shadows หรือเพลง Pipeline, Hawii Five O ของวง The Ventures หรือเพลงของนักร้องอมตะอย่าง Elvis Presley และเมื่อเริ่มบรรเลงไม่ทันไร แอลกอฮอล์ในเลือดที่มาจากเบียร์ก็เริ่มอยู่ในระดับได้ที่ ทำให้หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้ต้องลุกขึ้นโยกย้ายส่ายสังขารกันข้างโต๊ะ และบางคนก็ออกเต้นหน้าเวทีกันเลยทีเดียว
ถัดจากวง The Shadows Sakon ยังมีอีกสองวงคือ วง 2496 ซึ่งชื่อวงก็บอกเป็นนัยอยู่แล้วว่า สมาชิกในวงนี้เกิดปีใด เป็นวงที่เล่นในสไตล์ Pop Rock ที่ถูกใจคอเพลงสุภาพสตรีเป็นอย่างยิ่ง ปิดท้ายด้วยวง The Park ในสไตล์ Heavy Rock ทั้งสองวงนี้เล่นดนตรีทั้งยุค 70 ถึงยุค 80 ที่ถูกใจทั้งคนเล่นและคนฟัง ไม่ว่าจะเป็นเพลงของ The Beatles, Bee Gees, Santana, Bad Company, Scorpions หรือประเภท Hard Rock หรือ Heavy Metal อย่าง Uriah Heep และ Deep Purple ยิ่งดึกความร้อนแรงของดนตรีย้อนยุคยิ่งกระชากวัยผู้เฒ่าหลายคนให้กลับมาคึกคักอย่างออกนอกหน้า จนถึงเวลาเลิกลาตอนสองยาม
หลังจบงานผู้ฟังหลายคนร้องบอกให้จัดอีก บางคนบอกว่ากว่าสามสิบปีแล้วที่ไม่เคยออกจากบ้านมาคึกคักในบรรยากาศอย่างนี้มาก่อนเลย จุดเด่นของนักดนตรีวัยดึกเหล่านี้เท่าที่สังเกตเห็น น่าจะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ แทรกการแสดง เช่นบอกที่มาที่ไปของเพลง บางเพลงเกี่ยวข้องกับบรรยากาศเหตุการณ์ของโลกในช่วงนั้นเช่นกรณีสงครามเวียดนาม นักดนตรียังบอกเล่าเรื่องราวค่านิยมในยุคสมัยนั้นๆ หรือความแตกต่างของธุรกิจบันเทิงในยุคนั้นกับยุคปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวถูกบอกเล่าสู่ผู้ฟังให้ได้รับรู้หรือเพื่อทบทวนความทรงจำได้อย่างน่าสนใจ
ประเด็นที่เขียนเรื่องนี้มิใช่เพียงแค่เอาเรื่องของคนวัยแก่ที่มีความทรงจำกับอดีตอันหอมหวานมาเล่าสู่ฟังเท่านั้น เพราะในสองร้อยกว่าคนที่มาร่วมงานนั้น มีวัยรุ่นที่ตามพ่อแม่หรือตามพี่มาได้สะท้อนอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหยิบยกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน เด็กยุคปัจจุบันไม่เคยได้มีโอกาสรับรู้เลยว่าดนตรียุคพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นอย่างไร ในคืนนั้นเขาเห็นคนรุ่นเก่าสนุกสนานอิ่มเอมอย่างที่เขาไม่เคยเห็น เขาได้เห็นลีลาการเล่นดนตรีการร้องเพลงที่ใช้ฝีมือและฝีปากมากกว่าการใช้เครื่องมืออีเล็กโทรนิกส์สร้างสรรค์ผลงานที่เขย่าอารมณ์ความรู้สึก ได้ฟังเพลงที่มีเนื้อหามีความหมายเกี่ยวข้องกับสังคมประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงนั้น ได้เข้าใจดนตรีที่เป็นมากกว่าสิ่งบันเทิงเริงอารมณ์ในเรื่องรักเรื่องใคร่เป็นหลักอย่างที่พวกเขาคุ้นชินในยุคนี้ บางคนกลับจากงานก็เอาไปเล่าสู่พ่อแม่ที่ไม่ได้มาให้ได้ฟังได้รับรู้ และพ่อแม่ก็บอกว่าเสียดายที่พลาดโอกาส อย่างนี้เป็นต้น
การแสดงดนตรีเก่าเกินห้าสิบปีหากดูเผินๆก็ไม่น่ามีอะไรมาก แต่หากฟังดนตรีและเพลงนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว ความรู้สึกก็คงไม่ต่างจากการชมอาคารสถานที่โบราณ ที่สามารถสืบค้นเรื่องราวที่มีคุณค่าของคนในยุคสมัยนั้นๆได้ในหลายๆ มิติ ทุกเรื่องราวหากเปิดใจรับรู้รับฟังอย่างตั้งใจด้วยความเคารพในสิ่งที่บรรพชนได้สร้างสรรค์ขึ้นมา เราก็จะมีความรักในมรดกทุกอย่างที่ท่านเหล่านั้นได้มอบไว้ให้ทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม ทั้งมีมูลค่าที่ตีเป็นราคาค่างวดได้และไม่ได้ หากเราซาบซึ้งในคุณค่าเหล่านั้น เมื่อรำลึกนึกถึงคราใดก็จะยังความชุ่มชื่นหัวใจอยู่เสมอครับ.




 

Create Date : 11 มกราคม 2554    
Last Update : 11 มกราคม 2554 13:46:43 น.
Counter : 314 Pageviews.  

เพลงแก่ๆ ของคนเก่าๆ



     วันว่าง ของวันนั้น(แล้วมันวันไหน?ว่ะ)   ผมเกิดอารมร์อยากฟังเพลงเก่า (ตามประสาคนเก่า) ของท่านแหบStewartขวัญใจผมตั้งแต่เป็นหนุ่ม ในเพลง  I don't Want To Talk About It. เลยไปที่ Youtube ก็Serch.หาทันที่ ก็มีเพลงนี้ของตาคนนี้ขึ้นมามากเลย แต่มาแปลกใจอยู่อันหนึ่ง ที่เห็นหน้า คุณลุงStewart ทำไมเป็นหน้าสาวถือไมค์ใส่เสื้อแขนกุดน่ารักเชียว เลยเข้าไปดู 


     จึงรู้ว่าอ้าย Stewart มีคอนเสิร์ตที่ Royal Albert Hall และเชิญหนู Amy Belle มาร่วมร้องเพลง I don't Want To Talk About It.พอฟังและชมแล้ว...........ติดใจ ประทับใจ ในบรรยากาศนั้นมาก เลยต้องโหลดเก็บไว้ แล้วนำมาเปิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เลยให้ใครต่อใครที่จบนอกจบนา กรุณาช่วยแปลเป็นร้อยแก้ว และร้อยกรองให้หน่อย ก็ได้รับความกรุณาแปลมาให้หลายท่าน เลยเอามาฝากต่อ เพื่อให้รู้ว่า "คนแก่ร้องเพลง กับสาวก็ไม่น่าเกลียดนะ สิบอกไห่"






Free TextEditor

I don't Want To Talk About It
Rod Stewart


I can tell by your eyes that you've prob'bly been cryin' forever,
and the stars in the sky don't mean nothin' to you,
they're a mirror.
I don't want to talk about it, how you broke my heart.
If I stay here just a little bit longer,
If I stay here, won't you listen to my heart, whoa, heart?
If I stand all alone, will the shadow hide the color of my heart;
blue for the tears, black for the night's fears.
The star in the sky don't mean nothin' to you, they're a mirror.
I don't want to talk about it, how you broke my heart.
If I stay here just a little bit longer,
if I stay here, won't you listen to my heart, whoa, heart?
I don't want to talk about it, how you broke this ol' heart.
If I stay here just a little bit longer,
if I stay here, won't you listen to my heart, whoa, heart?
My heart, whoa, heart


                             ......................


แค่เพียงมองตาเธอ  ก็พอจะดูออกว่าเธอร้องไห้และเศร้าเสียใจมานาน
แม้แต่ดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า  ก็ยังดูไม่มีค่าสำหรับเธอ
ฉันไม่อยากจะเอ่ยถาม  ว่าเธอเจ็บปวดมาอย่างไร
แต่ถ้าฉันขออยู่ข้าง ๆ เธอตรงนี้นานอีกสักหน่อย 
ถ้าฉันจะอยู่กับเธอตรงนี้  เธอจะยอมฟังเสียงหัวใจของฉันบ้างไหม ?
ถ้าฉันต้องยืนอยู่เพียงลำพัง  ความมืดมนจะมาบดบังหัวใจของฉันไหม
สีฟ้าที่เปรียบเสมือนน้ำตา  และสีดำที่บ่งบอกถึงความเหงาในช่วงข้ามคืน 
แม้แต่ดวงดาวมากมายบนท้องฟ้า   ก็ยังไม่มีค่าสำหรับเธอ
และฉันก็ไม่อยากจะเอ่ยถาม  ว่าเธอเจ็บปวดมาอย่างไร
        
                             แปลโดย....อาจารย์ปิ๊ค (ลูกสาวคุณมานะผล)
           …………………………………………………………………


             ไม่อยากเอ่ยบอกกัน       ตาเธอนั้นฟ้องความเศร้า
    ผ่านเจ็บช้ำมานานเนา            ดาวพร่างพราวฉายเศร้าตาม
             ไม่อยากเอ่ยบอกกัน       เธอทำฉันใจสลาย
   เสียงเรียกร้องของหัวใจ          ช่วยได้ไหมแม้เพียงฟัง
             น้ำตาชโลมใจ                ขอเงาใดช่วยบดบัง
   ผ่านรัตติกาลเพียงลำพัง          เหมือนมืดยังเกาะกุมใจ
                    
                                     เป็นร้อยกลองโดย Pa noi




อย่าเพิ่งเชื่อผมลองเข้าไปรับฟัง และรับชมก่อน ครับ.....หาล่ะ เซิน สะละหล่า


http://www.youtube.com/watch?v=7RkWs6P2IwE






Free TextEditor


Free TextEditor




http://www.youtube.com/watch?v=LfGhpnC4Blg




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 7:33:48 น.
Counter : 1952 Pageviews.  


4+4=Dd
Location :
สกลนคร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add 4+4=Dd's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.