Group Blog
 
All blogs
 
ใบไม้เปลี่ยนสี ฮิโรชิม่า โอซาก้า เกียวโต Part. 2

วันที่ 3 :  7 ธันวาคม 2556  /  Hiroshima,  Miyajama


วันนี้เราจะข้ามเกาะไปที่ Miyajama กัน เกาะที่มีเสาแดง ๆ กลางทะเลนั่นแหละ เสาโทริอิต้นนี้อยู่ที่ Itsukushima Shrine   เกาะนี้เป็นมรดกโลกทั้งเกาะเลยนะ สิ่งปลูกสร้างอะไร ๆ จะคงความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดีเยี่ยมเลย

ออกเดินทางจาก รร. แต่เช้า โชคดีมากที่เฮียตาไว  มาเห็นเรือที่จะพาไปถึงเกาะ Miyajama ได้เลย  คือจากเดิมแพลนไว้ว่าต้องนั่งรถราง แล้วก็ต่อ JR ไปลงที่เกาะ  แต่นี่ตาไวเจอพอดี เจอตรงที่จิบไวน์เมื่อคืนนี่แหละ  เห็นว่าเป็นเรือท่องเที่ยว แต่ไม่ชัดเจนว่าเรือไปถึงที่ไหน อย่างไร   เข้าไปถาม ๆ ราคา  ได้ความมาว่า เป็นเรือเทียวเดียวจากที่นี่ไปถึงเกาะ Miyajama ได้เลย  ผู้ใหญ่ราคา 1,900 เยน  เด็กราคา 950 เยน  เลยตกลงกันว่ายอมเสียเงินเพิ่ม (เพราะถ้าไป JR ก็ฟรีเพราะมีตั๋ว Sanyo Pass อยู่)  เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ  อารมณ์เหมือนนั่งเรือกลับจากอยุธยามากรุงเทพเลย 555 แต่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ท่าเรือที่ว่า




มาถึงเกาะแล้ว





ข้อมูลจากเวปวิกีพีเดีย

เกาะมิยาจิมะมีชื่อเสียงมากเพราะมีศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ (厳島神社) ซึ่งได้รับการตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่มาก เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 593 แต่มาปรับปรุงครั้งใหญ่จนใหญ่โตในปี 1168 ซึ่งเป็นปลายยุคเฮย์อัง (ปี 794-1185)

เทพที่ศาลเจ้านี้บูชาอยู่เรียกว่ามุนากาตะซันโจจิน (宗像三女神) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของเทพีสามองค์คือ อิจิกิชิมะฮิเมะ (市杵島姫), ทาโงริฮิเมะ (田心姫) และทางิตสึฮิเมะ (湍津姫) ซึ่งเป็นเทพที่บูชาอยู่ในศาลเจ้ามุนากะ (宗像大社, มุนากะไทชะ) เมืองมุนากะ (宗像市) จังหวัดฟุกุโอกะ (福岡県) เชื่อกันว่าชื่อของศาลเจ้าอิตสึกุชิมะก็มาจากชื่อเทพีอิจิกิชิมะนั่นเอง

ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมน้ำ หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่ นอกจากตัวอาคารของศาลเจ้าซึ่งใหญ่และสวยงามแล้ว สิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเสาโทริอิกลางน้ำ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะนี้

เสาโทริอิกลางน้ำนี้อยู่ห่างจากชายฝั่ง ๒๐๐ เมตร มีความสูง ๑๖ เมตร ความกว้าง ๒๔ เมตร ถือเป็นเสาโทริอิที่ใหญ่ที่สุดที่ทำจากไม้ ทำจากต้นคุสึโนกิ (樟) ต้นใหญ่ซึ่งมีอายุ ๔๐๐ ปี

เสาโทริอิที่นี่ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในสามเสาโทริอิสำคัญของญี่ปุ่น (日本三大鳥居) โดยอีกสองแห่งคือเสาโทริอิในศาลเจ้าคาสึงะ (春日大社) ในเมืองนาระ (奈良市) จังหวัดนาระ (奈良県) และเสาโทริอิด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเคฮิ (氣比神宮) ในเมืองทสึรุงะ (敦賀市) จังหวัดฟุกุอิ (福井県)

นั่งเรือมาถึงเกาะแล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ เค้าจะมี map ให้บนเรือ แจกข้อมูลท่องเที่ยวในเกาะนี้  เดินเรื่อย ๆ ชิว ๆ เจอผู้ชายญี่ปุ่นกวักมือเรียก  กรี๊ดดดด  ไม่ใช่พวกตรูสวยหรอกนะ  กวักเรียกเชิญใช้บริการสามล้อมั้ย (เสียเงินดิ ไม่งั้นจะกวักป้า ๆ อย่างเราทำไม)   คนมีฐานะอย่างพวกเรา เรื่องอะไรจะขึ้น เรามีสองขา ต้องก้าวเดินด้วยตัวเอง...ว่าไปนั่น  555  แต่ก็นะ  ผู้ชายเรียกหา จะเพิกเฉยก็กระไรอยู่


เอาเซร้..... เซมา กูซบ  (ไม่เซ กูก็ซบ 555)

เดินไปตามทางจะมีกวางเดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วเกาะ  เค้าจะมีป้ายบอกไว้ตั้งแต่ท่าเรือเลยนะว่าโปรดระวังกวางป่า เพราะว่ามันจะกินทุกอย่าง   เฮียโดนกินแผนที่ไปแล้ว 1 ใบ ฮ่าๆๆ   น้องอ้อเธอก็ช่างสงสัย  กวางทีนี่ทำไมไม่มีหางบ้างหละ  ขนตูดกวางเก๋ดีนะเป็นรูปหัวใจบ้างหละ  เฮียจึงเฉลย  นั่นไม่ใช่ตูดกวางเว้ย  นั่นมันหางกวางแหละ  เดี๋ยวคอยดูเวลามันยกหาง เจ้าจะเห็นรูตูดกวาง หางมันสั้นหนะ เวลาหางมันพับมันเป็นรูปหัวใจ สวยดีอะ

ชัด ๆ ไปเลยกับตูดกวาง



จากนั้นเดินเท้าไปก็จะเจอจุดถ่ายภาพเสาโทริอิ  ถามเฮีย มันมีอะไรพิเศษ ใคร ๆ ก็มาถ่ายเสาต้นนี้  เฮียบอก เพราะเสามันตั้งอยู่กลางน้ำ มาทำเสาเป็นประตูทางเข้าไว้ เพื่อคนที่เดินทางโดยเรือจะได้รู้ว่านี่คือทางเข้าวัด  ถ้าเข้าไปในวัดแล้วมองตรง ๆ มา จะเห็นว่าได้มุมตรงกันกับเสาพอดี  (อันนี้ไม่รู้ว่าตรงมากมั้ย เพราะว่าพวกเราไม่ได้เข้า เนื่องจากมันต้องเสียเงินเข้า แล้วพวกเราก็เห็นแล้วว่ามันไม่ได้พิเศษอะไร ไฮไล้ท์พวกเราอยู่แค่ถ่ายรูปกับเสาโทริอิ)

แนวถ่ายมันก็ยาวหลายเมตรอยู่นะ  พวกเรายึดแม่มมุมนี้ประมาณ 1 ชั๋วโมง คือไม่ได้มากันบ่อยๆ  แรก ๆ ก็คนน้อยดีหรอก สักพักทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์จีนเริ่มมา คนเริ่มเยอะมากมาย แต่อย่างที่บอก แนวถ่ายมันยาวหลายเมตร คนอื่นที่มาทีหลังก็มีมุมให้เค้าถ่ายมากมาย เอ้า ถ่ายกันซะให้พอ  ประเดี๋ยวเถอะ ยังไม่รู้ชะตากรรมที่ต้องเผชิญในภาคบ่าย หุหุ









รูปหมู่รูปเดี่ยวก็จัดกันไปนะตัวเธอว์  สโลแกนเราก็ว่าไว้แล้ว "ไม่ได้มากันบ่อย ๆ"



ถ่ายจนหนำใจแล้ว (จริง ๆ ถ้าไม่เบรคกันไว้ ก็คงถ่ายมันยันค่ำ 55) ก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ เจอมุมก็สวย ๆ ก็แวะถ่าย  เสร็จแล้วก็แวะหาข้าวกินเอาแรงก่อนจะขึ้นไปจุดชมวิวที่เค้าว่าสวย 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น

มื้อนี้กินข้าวหน้าหอยเม่นกัน  เห็นเป็น recommended ของเกาะนี้ ปิ้งหอย ย่างหอย จี่หอย หอมยั่วเชียว  จัดไป
ป.ล. คนชอบหอยนางรมจะบอกว่าอร่อย เช่นเฮียเป็นต้น   แต่คนไม่ใช่แนวหอยอย่างเราก็จะเฉย ๆ กึ่งไปทางกินไม่หมดเฮียช่วยหน่อย

ข้าวหน้าหอยสุดฮิตที่เกาะนี้ (มาแล้วต้องกิน)




หมูสามชั้นย่างเกลือ ไม้ละ 500 เยน แพงเว่อร์  เลยต้องทำหน้าให้ดูน่าอร่อยเข้าไว้ 






กินเสร็จแล้ว เดินขึ้นเขาเพื่อไปจุดขึ้นกระเช้า ระหว่างเดินขึ้นไปให้ถึงกระเช้า พวกเราก็ได้มุมถ่ายสวย ๆ เยอะเลย  เกาะนี้ธรรมชาติ สวยจริง ๆ นึกถึงเรื่องข้างหลังภาพเลย เขียว ๆ เหลือง ๆ แดง ๆ สวยมาก (ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนะ ฤดูอื่นไม่ทราบได้ค่ะ)












พอถึงจุดขึ้นกระเช้า  ราคาเที่ยวเดียวคนละ 1,000 เยน  แต่ถ้าไปกลับ 1,800 เยน  พวกเราเลือกเที่ยวเดียว เพราะกะว่าขากลับจะเดินลงเขาไปเรื่อย ๆ ฟิตนี่ค่ะ เรี่ยวแรงเหลือกำลัง เพิ่งกินเพิ่มพลังไป  ทำเป็นเปรี้ยว ฮ่าๆๆๆ

จะเป็นลม ขอดมยา







นั่งกระเช้าข้ามเขาไปถึงจุดที่ 1  แล้วก็ต้องต่อกระเช้าไปอีก  อร๊ายย  นี่จะพาชั้นไปกินไข่ดำด้วยป่าวเนี่ย ยังกะมาฮาโกเน่เลยวุ้ย   พอถึงจุดสิ้นสุดกระเช้า  ป้ายบอกว่าถ้าจะเดินไปจุดชมวิว ต้องเดินไปอีก 1 กม.  อู้ยยย  เด็ก ๆ กิโลเดียวแป๊บเดียวก็ถึง

ขอโทษเถอะ เดินไป 300 เมตร หอบแดกค่ะ  คุณหลอกดาว  ทางแม่มสุดติ่ง มีทั้งช่วงเดินขึ้น เดินลง  จะตายให้ได้  พอถึง 500 เมตร โอ้ย กูอยากเดินกลับทางเก่าแล้ว  นั่งหอบ ดมยาดม  พลันสายตาเห็นคุณยายวัย 75 อัพเดินกลับมาจากจุดบนสุดนั้น แกยิ้ม ๆ เห็นเรานั่งเพลีย  โหยยย  อายหวะ ไม่ได้การละ ชั้นต้องเดินไปให้ถึงจุดให้ได้  ถึงแม้ต้องใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงก็ตาม  (นี่ก็เว่อร์ไป)

ในที่สุดก็มีถึงวัดหรือศาลเจ้านี่แหละ (Misen Hondo Main Hall) เหมือนเป็นที่พักของผู้ทรงศีลอะไรนี่สักอย่าง ดีใจวุ้ย ถึงสักที  แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ มันจะไม่ถึง ต้องขึ้นไปอีกดอกนึง  โอย กูจะตาย เดี๋ยวเหอะนะ ถ้าขึ้นไปแล้ววิวมันไม่สวย กุจะด่าให้ ฮือๆๆๆ  สวยเหนื่อยแล้วนะ สวยหายใจไม่ทัน  สวยหน้าเหียกแล้ว เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย  



เฮียยังมีหน้ามาบอก ขึ้นถึงจุดนี้แล้ว อยู่ได้ไม่นานนะ ไม่ควรเกิน 20 นาที อากาศมันมีน้อย  โหยย  ขึ้นมาแทบตาย ให้อยู่แป๊บเดียว คุณหลอกดาววววว

จุดนี้คือ Mt.Misen  อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 535 เมตร  ขึ้นมาถึงจุดแล้วก็....สวยก็ได้ 55  ก็สวยค่ะ บุกบั่นมาถึงขนาดนี้แล้วนิ







ขอชื่นชมพี่ไรคนงาม  ใส่รองเท้าบู้ธมีส้นขึ้นเขา ได้ข่าวว่าเพิ่งสอยคู่นี้มาจากเมลเบิร์นเมื่อกลางปี  ได้ทดสอบสมรรถภาพรองเท้านี้ไปในตัวว่านอกจากจะเดินสวย ๆ ในเมืองแล้ว  มันยังสามารถปีนเขาได้

มองจากจุดชมวิว  เห็นชายวัยรุ่นญี่ปุ่นมันพิเรนท์ขึ้นไปถ่ายรูปบนโขดหิน ไม่ทราบว่ามันขึ้นไปได้ยังไง  ความคิดพิศดารของพี่ติ๋มก็เกิดขึ้น เฮ้ย มันขึ้นไปได้ เราก็ต้องขึ้นไปได้สิ  ว่าแล้วพี่ติ๋มก็ไปกับหนูปั๊มที่โขดหินนั้น พวกเรายืนมองตรงจุดนี้ ขำมาก อิชั้นพากย์เสียงในฟิล์มตอนที่พี่ติ๋มแกหาทางขึ้นโขดหิน จนสุดท้ายชายวัยรุ่นญี่ปุ่นคนนั้นต้องยื่นมือมาช่วย โดยที่พี่ติ๋มแกคงลืมคิดไปว่า ชายคนนี้ยังหาทางลงไม่ได้!!!

ป้าติ๋ม ผู้พิชิตโขดหิน  เย้ๆๆๆ



โอย ชีวิต นี่มันภูกระดึงรึเปล่าเนี่ย  ไม่อยากคิดตอนเดินกลับ  แน่หละ ใคร ๆ ก็ว่าขาลงสบายกว่าขาขึ้นเยอะ ไม่เถียงค่ะ ไม่เถียง แต่อย่าลืมว่า ขามานี่ มันมีทั้งเดินขึ้นเขา ลงเขา  แล้วขาลงมันก็ต้องมีขึ้นมีลง  งานนี้เล่นเอาข้อเข่าเสื่อมกันเลยทีเดียว ขาสั่งพั่บๆๆ  มีการโหวตกันว่า เราไม่ได้ซื้อกระเช้าขากลับมานะ เพราะตกลงกันว่าจะเดินลงไปเลย  สุดท้าย ความมุ่งมั่นก็แพ้สังขาร ต้องควักเงินซื้อตั๋วกระเช้าขากลับกัน เอาชีวิตวันนี้ให้รอดก่อนนะพี่น้อง  (น้ำเปล่าบนเขานี้ขวดละ 250 เยนหรืองัยเนี่ย แพงมว๊ากกก)

ตอนเราจะลงเขา  เจอกลุ่มคนไทยด้วย เป็นกลุ่มผู้ชายที่มาเทรนงานที่นี่ แล้วก็แวะมาเที่ยว เขากำลังจะขึ้นไปยอดเขา แต่ละคนดูฟิตมาก  ตอนนั้นประมาณ 16.30 น.แล้ว (กระเช้าปิด 17.00 น.)  เลยบอกพวกเขาว่าให้รีบขึ้นไปชมวิวถ่ายรูปนะ เดี๋ยวจะไม่ทันลงกระเช้า บอกไปด้วยความเป็นห่วง กลัวพวกเค้าจะเหนื่อยและกลับมาขึ้นกระเช้าไม่ทัน

รู้สึกดีอะ เจอคนชาติเดียวกัน ทักกัน คุยกัน  มันคือนิสัยคนไทยอย่างแท้จริง เที่ยวแล้วมีความสุข  ไม่ใช่เจอกันหยิ่งเริ่ดเชิดใส่ อย่างนี้ไม่ชอบเลย

พวกเราลงกระเช้ามา ก็ต้องเดินลงไปขึ้นเรือเฟอร์รี่อีก โอย ชีวิตไฮโซโลว์มันนี่ของพวกเรา  กว่าจะมาถึงจุดเสาโทริ ค่ำพอดี มืดแล้ว  แต่โชคดีคือ น้ำลด ทำให้พวกเราสามารถเดินลงไปถ่ายรูปเสาในพื้นที่ทะเลข้างล่างได้  ระหว่างที่ลงกระเช้า  ได้ยินเสียผู้ชายพูดภาษาไทยทักพวกเรา  เฮ้ย นี่พวกที่ขี้นสวนเราไปนี่หว่า  ไหง๋ ไป ๆ มา ๆ มาเดินนำหน้าพวกป้า ๆ อย่างเราได้หละ โอ้ว ฟิตจริง ๆ คณะนี้ เดินแบบไม่เมื่อยเลย  ป้าเดินไปดมยาดมไป  หลานพวกนี้ดุ่ม ๆ ล้ำป้าไปแล้ว  โอย ช่างเหมือนเรื่องกระต่ายกับเต่าเลย






โอยย  เหนื่อยมาทั้งวัน เริ่มจะมืดค่ำแล้ว  ก็นั่งเรือเฟอร์รี่ไปลงที่อีกฝั่งนึง แล้วก็นั่ง JR ไปลงที่สถานีฮิโรชิมา  แล้วก็ต่อรถเมล์ เพื่อจะรีบไปช้อปต่อ เวลาน้อยนิด วันนี้แยกกันกิน แยกกันช้อป  แล้วก็กลับโรงแรมกันไป แยกกันไปเป็นคู่ ๆ ไม่ไหวแล้วครับ จะตาย  ขนาดเขียนบล็อกยังแทบตาย แล้วคิดดู ณ ตอนนั้น ป้าไม่ไหวจะเคลียร์

แล้วค่อยมาต่อวันต่อไป



Create Date : 17 ธันวาคม 2556
Last Update : 4 มีนาคม 2557 12:12:45 น. 0 comments
Counter : 1378 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

oaty_bear
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมาชมนะคะ

บล็อกของคุณแม่ลูกขายสองคน
ผู้พิศมัยหมีหลากชนิด เป็นคุณแม่จอมโก๊ะ
เอ๋อ ๆ เล็กน้อยถึงปานกลาง
แต่รักลูกหมดหัวใจคร่า





CafeMom TickersCafeMom Tickers

CafeMom TickersCafeMom Tickers













: Users Online

Online:

Visite Totali:

Poochie's Graphic Counter

Friends' blogs
[Add oaty_bear's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.