If you tremble with indignation at every injustice.Then you are a comrade of mine.
Group Blog
 
All Blogs
 
กทม.-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-นาตรัง-ดาลัด-โฮจิมิน


- เมื่อประมาณปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามโดยใช้การเดินทางทางรถยนต์ จำได้ว่าคุณเทพชัย หย่องเคยทำสารคดีการเดินทางเส้นทางนี้ทางช่อง 9 อสมท. เมื่อไม่นานมานี้ ปกติผมค่อนข้างไม่ชอบเดินทางข้ามประเทศด้วยรถยนต์หรือรถไฟเพราะรู้สึกว่าเหนื่อยและเสียเวลาอาจจะเป็นเพราะติดกับการใช้ชีวิตอยู่กับการทำงานซึ่งเห็นว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก และผมว่าหลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า 2 สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญด้านการท่องเที่ยวคือ งบประมาณ และเวลา ยกเว้นแต่ท่านจะขายดาวเทียมได้และขอลี้ภัยทางการเมือง ท่านจะมีทั้งเงินและเวลา แต่ในเมื่อเราต้องการพักผ่อนท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทำไมเราต้องยึดติดกับเวลาด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางท่องเที่ยวทริปนี้โดยเดินทางโดยรถยนต์ บขส.จาก กทม.-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-นาตรัง-ดาลัด-โฮจิมิน(ไซ่ง่อน)และขึ้นเครื่องกลับจากโฮจิมิน ขอบอกว่าการเดินทางทั้งหมดนั้นโดยรถยนต์ตลอดทางครับนั่งกันเมื่อยหลังไปหมดเลย เมื่อตอนเดินทางรู้สึกลำบากมากแต่เมื่อกลับมาแล้วรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากและทำให้อยากที่จะเดินทางโดยรถยนต์ และรถไฟท่องเที่ยวข้ามประเทศอีก ไม่ว่าจะเป็นหาดใหญ่-มาเลย์-สิงคโปร์ หรือแม้กระทั่ง เส้นทาง R3A คุนหมิง-ลาว-เชียงราย หรือเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลกอย่างสาย Trans-Siberia ด้านล่างเป็นเรื่องราวการเดินทางของผมครับ คงไม่ละเอียดขนาดเป็นการรีวิวแต่เป็นเพียงแค่ทริปหนึ่งของการเดินทางที่อยากแชร์ประสบการณ์ในการเดินทางครั้งนี้ไว้ในมุมหนึ่งของความรู้สึกกับการเดินทางหลายพันกิโลด้วยรถยนต์ข้าม 3 ประเทศ ไทย ลาวและเวียดนาม

ช่วงนี้น้ำมันแพง ค่าแรงถูก แถมด้วยข้าวปลาอาหารก็ราคาสูงไปด้วย ผมขออนุญาติท่านผู้อ่านพักเรื่องเครียด ๆ พาเที่ยวแบบประหยัด(แต่ไม่ถึงกับอดอยาก) โดยมีเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยวคือนั่งรถ Busจาก กทม.-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-นาตรัง-ดาลัด แล้วมาขึ้นเครื่องบินกลับที่ไซ่ง่อน(โฮจิมิน) โดยใช้วเลา 7 วัน 6 คืน ซึ่งมีเป้าหมายอย่างเดียวว่าจะบินออกจากโฮจิมินในวันที่ 5 พ.ค. ด้วยเที่ยวบินของ Thai Air Asia เวลา 17.55 น.เท่านั้นที่เหลือเป็นเรื่องของค่ำไหน นอนนั่นเพราะผมเชื่อว่าเส้นทางเส้นนี้จะเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักด้านการขนส่งและท่องเที่ยวที่สำคัญน้อง ๆ เส้นทาง R3A คุนหมิง-ลาว-เชียงราย จึงอยากจะศึกษาเส้นทางดังกล่าว ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร มาติดตามกันครับ ก่อนอื่นเรามารู้จักประเทศเวียดนามคร่าว ๆ กันซะหน่อย
เวียดนาม (Vietnam) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก ผมแบ่งประวัติศาสตร์เวียดนาม(ด้วยตัวเองนะครับ) เป็น 4 ช่วง คือช่วงราชวงศ์เก่า ราชวงศ์ใหม่ ยุคที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส และยุคสงครามเวียดนาม ยุคประวัติศาสตร์ยุคแรกและตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน และต่อมาราชวงศ์ใหม่และมีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงฮานอย จนถึงสมัย ราชวงศ์เหงวียน (พ.ศ. 2345-2488) องค์ชายเหงวียนแอ๋งหรือจักรพรรดิยาลอง จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหงวียนเริ่มฟื้นฟูประเทศ เวียดนามมีอาณาเขตใกล้เคียงกับปัจจุบัน ดินแดนภาคใต้ขยายไปถึงปากแม่น้ำโขงและชายฝั่งอ่าวไทย ทรงรักษาสัมพันธ์กับชาวตะวันตกโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ช่วยรบกับพวกเตยเซิน นายช่างฝรั่งเศสช่วยออกแบบพระราชวังที่เว้และป้อมปราการเมืองไซ่ง่อน ราชวงศ์เหงวียนรุ่งเรืองที่สุดในสมัยจักรพรรดิมินหมั่ง จักรพรรดิองค์ที่สอง ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ด่ายนาม ขยายแสนานุภาพไปยังลาวและกัมพูชา ผนวกกัมพูชาฝั่งตะวันออก ทำสงครามกับสยามหรือประเทศไทยของเราต่อเนื่องเกือบยี่สิบปี แต่ภายหลังต้องถอนตัวจากกัมพูชาหลังถูกชาวกัมพูชาต่อต้านอย่างรุนแรง สมัยนั้นเวียดนามเริ่มใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบาทหลวงชาวตะวันตก มีการจับกุมและประหารบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนา จนถึงรัชกาลจักรพรรดิองค์ที่ 4 คือจักรพรรดิตึดึ๊ก ทรงต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรงต่อไป จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง พ.ศ. 2401 เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาถึงน่านน้ำเมืองดานัง (หรือตูราน) ฐานทัพเรือใกล้เมืองหลวงเว้ นำไปสู่การสู้รบกันของทั้งฝ่าย กองทัพเรือเวียดนามถูกทำลายเกือบทั้งหมด ต่อมากองกำลังฝรั่งเศสบุกโจมตีดินแดนภาคใต้ จักรพรรดิตึดึ๊กยอมสงบศึกและมอบดินแดนภาคใต้ 6 จังหวัดให้แก่ฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเริ่มต่อต้านการยึดครองของฝรั่งเศสแต่ไม่อาจต่อสู้กับแสนยานุภาพที่เหนือกว่าได้ จนในปี 2428 จักรพรรดิห่ามงี นำการต่อต้านฝรั่งเศสแต่ต้องพ่ายแพ้ กองทหารฝรั่งเศสยึดพระราชวังและกรุงเว้ได้ จักรพรรดิเสด็จหนีแต่ถูกจับได้และถูกเนรเทศไปยังแอลจีเรีย ฝรั่งเศสจึงเข้าควบคุมเวียดนามอย่างจริงจังมากขึ้นและแบ่งเวียดนามออกเป็น 3 ส่วน คืออาณานิคมโคชินจีน ในภาคใต้ เขตอารักขาอันนาม และที่ดินในเวียดนามตกเป็นของชาวฝรั่งเศสจำนวนมาก ชาวฝรั่งเศสเริ่มอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเวียดนาม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้แพร่หลายในเวียดนาม ชาวเวียดนามส่วนหนึ่งได้รับการศึกษาแบบใหม่และเริ่มต้องการอิสระในการทำงานและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มชาตินิยมต่าง ๆ ที่เข้มแข็งที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์ที่ตั้งขึ้นโดยโฮจิมินห์ ในปี 2473 และต่อมาปรับเปลี่ยนเป็น กลุ่มเวียดมินห์ ได้นำชาวนาก่อการต่อต้านฝรั่งเศสในชนบท พ.ศ. 2488 โฮจิมินห์รับมอบอำนาจจากจักรพรรดิบ๋าวได๋และรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก แต่หลังจากนั้นฝรั่งเศส กลับเข้ามาขับไล่รัฐบาลของโฮจิมินห์และไม่ยอมรับเอกราชของเวียดนาม นำไปสู่สงครามจนฝนที่สุดฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดมินห์ที่ค่ายเดียนเบียนฟู ในปี 2497 และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา ยอมรับเอกราชของเวียดนามแต่สหรัฐอเมริกาและชาวเวียดนามในภาคใต้บางส่วนไม่ต้องการรวมตัวกับรัฐบาลของโฮจิมินห์ ต่อมาได้ก่อตั้งดินแดนเวียดนามภาคใต้เป็นอีกประเทศหนึ่ง คือ สาธารณรัฐเวียดนาม หรือเวียดนามใต้ มีเมืองหลวงคือ ไซ่ง่อน ปัจจุบันคือโฮจิมิน แต่หลายท่านก็ยังเรียกไซ่ง่อนอยู่เมืองนี้จึงมี 2 ชื่อไปโดยปริยาย คงเหมือนกับบางกอกกับกรุงเทพฯเช่นบ้านเราถึงแม้จะเปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯแต่ทั่วโลกก็ยังรู้จักในชื่อ Bangkok มากกว่า กลับเข้ามาเรื่องเวียดนามครับเมื่อมีการแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ประเทศ โดยใช้เส้นละติจูดที่ 17 องศาเหนือแบ่งแยกกับเวียดนามส่วนเหนือใต้การปกครองของโฮจิมินห์ (เวียดนามเหนือ) สงครามเวียดนาม เวียดนามเหนือไม่ยอมรับสถานภาพของเวียดนามใต้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้ให้การช่วยเหลือทางทหารแก่เวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งทหารมาประจำในเวียดนามใต้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เวียดนามเหนือประกาศทำสงครามเพื่อขับไล่และ "ปลดปล่อย" เวียดนามใต้จากสหรัฐอเมริกาและรวมเข้าเป็นประเทศเดียวกัน พร้อมให้การสนับสนุนกลุ่มชาวเวียดนามใต้ที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกา (เวียดกง) ในการทำสงคราม การรบส่วนใหญ่กลายเป็นการรบระหว่างทหารอเมริกันและพันธมิตรจากต่างประเทศ กับกองกำลังเวียดกงและเวียดนามเหนือ ทั้งในชนบทและการโจมตีในเมือง แม้สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเทแสนยานุภาพอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่อาจทำให่สงครามยุติลงได้ หลังการรุกโจมตีครั้งใหญ่ของเวียดนามเหนือและเวียดกงในปี 2511 ที่เมืองเว้ และเมืองหลักอื่น ๆ ในเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาเริ่มเตรียมการถอนกำลังจากเวียดนามใต้และให้เวียดนามใต้ทำสงครามโดยลำพัง สหรัฐอเมริกาถอนทหารจากเวียดนามใต้อย่างเป็นทางการในปี 2516 กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงจึงสามารถรุกเข้ายึดไซ่ง่อนและเวียดนามใต้ได้ทั้งหมดในปี 2518 การรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันเกิดขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม 2519 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นั่นแหละครับประวัติคร่าว ๆ ของประเทศนี้ จะสังเกตได้ว่าประวัติศาสตร์ของเวียดนามช่วงเวลารบกับอเมริกา มีความเกี่ยวพันธ์และเวลาใกล้เคียงกับช่วง 14 ตุลา 16 และ 15 ต.คง 19 ความเกี่ยวข้องโยงใยกับทฤษฎีดอมิโน่ของคอมมิวนิตส์ที่คิดจะครองโลกเมื่อก่อนประเทศไทยก็มีพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทย แต่ผมขอไม่กล่าวถึงแล้วกันครับเดี๋ยวจะยาว เรามาว่าเรื่องท่องเที่ยวกันดีกว่า


29 เม.ย. ผมเริ่มออกเดินทางจาก กทม.เพื่อไปจังหวัดมุกดาหารโดยออกจากขนส่งหมอชิตเวลา 20.45 น.ด้วยรถ บขส. VIP ค่ารถ 760 บาท ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 10 ชม.ก็ถึง จ.มุกดาหารผมไม่ได้นั่งรถ บขส.มาหลายปีมากต้องขอชื่นชมทาง บขส.ว่ามีการปรับปรุงการให้บริการ และคุณภาพรวม ถึงคุณภาพการให้บริการอย่างเป็นมาตรฐาน รวมไปถึงอาหารที่แจก ผ้าห่มอย่างดีที่ผ่านการซักจากซินไฉ่ฮั่ว จึงขอชื่นชม บขส. มา ณ โอกาสนี้

30 เม.ย. เมื่อเดินทางถึงมุกดาหารก็เช้าตรู่ประมาณ 6 โมงกว่า แต่จะมีรถจากมุกดาหารในเที่ยวแรกเวลา 8.30 น. ดังนั้นจึงเป็นการเหมาะที่จะจัดการเรื่องอาหารเช้าให้เสร็จเรียบร้อยซะที่ฝั่งไทยเพราะคิดว่าคงต้องเดินทางอีกนาน ตั๋วรถเพื่อเดินทางไปประเทศลาว(สะหวันนะเขต) และผ่านด่านลาวบาว(Lao Bao) และต่อไปที่เมืองเว้ประเทศเวียดนามสามารถซื้อได้ที่เคาร์เตอร์ขายตั๋วของ บขส.ที่ จ.มุกดาหารได้เลย(ซึ่งผมเช็คแล้ว เมื่อไปถึงว่าราคาถูกกว่าไปซื้อที่สะหวันนะเขตด้วย) การเดินทางโดยการข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาว ต้องผ่านด่าน ตม.ของไทยและลาวซึ่งไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่สิ่งที่ผมมีความสงสัยคือทาง ตม.ลาวจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 40 บาททั้งขาเข้าและออกและไม่มีการออกใบเสร็จ(ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร) แต่เพื่อความสะดวกและต้องการมาท่องเที่ยวอย่าถามดีกว่า หากเรามองก็น่าเห็นใจว่าคนที่ผ่านด่านนี้ส่วนใหญ่จะมุ่งหน้าสู่เวียดนามอาจจะต้องเป็นการบ้านที่หนักหนาของรัฐบาลลาวก็ได้ในภาวะที่เวียดนามมาแรงทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รถบัสมาสุดทางที่ จ.สะหวันนะเขตก็ประมาณ 9 โมงกว่า รถบัสที่เราจองมาเพื่อไปเว้จะออกจากสะหวันนะเขตมุ่งสู่เว้เวลา 10.00 น. ผมไม่เลือกที่จะพักที่สะหวันนะเขตเพราะต้องการเดินทางสู่เมืองเว้ให้ทันก่อนค่ำ เพราะเท่าที่ดูแผนการท่องเที่ยวของแขวงสะหวันนะเขตแล้ว ผมว่าเที่ยวในมุกดาหาร หรือ นครพนมบ้านเราดีกว่าจึงขอผ่านไป การเดินทางจากสะหวันนะเขต เข้าประเทศเวียดนามที่ด่านลาวบาวมุ่งสู่เมืองเว้นั้นต้องใช้เวลาประมาณ 7 ชม.ต้องผ่าน ตม.ขาออกของลาว และผ่าน ตม.ขาเข้าของเวียดนาม ดังนั้นจึงขึ้นลง ๆ อยู่ตลอดเวลา หากไม่นับที่จำนวนผู้เดินทางแล้วกระบวนการต่าง ๆ ไม่ยาก ผมว่าออกทางรถยนต์ง่ายกว่าเครื่องบินด้วยซ้ำ ในความคิดส่วนตัวของผมคือเจ้าหน้าที่ ตม.เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ท้องถิ่นทำให้ความเกี้ยวกราดมีไม่มากเท่าท่าท่าอากาศยาน รถแวะทานอาหารระหว่างทางหนึ่งครั้ง และแวะเข้าห้องน้ำตามสะดวกทั้งคนขับคนนั่งดูเป็นมิตรดีครับสภาพรถก็ไม่เลวเกินไปนักปรับอากาศ เนื่องจากเที่ยวที่ผมเดินทางคนน้อยจึงเลือกที่นั่งตามอัธยาศัย พอข้ามจากลาวสู่เวียดนามก็จะพบกับด่านที่อลังการคือ LAO BAO International Border เริ่มเข้าพื้นที่เวียดนามจริง ๆ ผมรู้สึกได้ทันทีเพราะวันนี้เป็นวันที่เวียดนามชนะอเมริกาเพราะอเมริกาถอนทหารคนสุดท้ายจากเวียดนาม เราจึงเห็นทุกบ้าน(ผมใช้คำว่าทุกบ้าน) เพราะมันทุกบ้านจริง ๆ ประดับธงชาติเวียดนาม หากเป็นสถานที่ราชการจะมีสัญลักษณ์ค้อน เคียวและ รูป ฯพณฯ โฮจิมิน ที่หน้าบ้าน ผมขนลุกทันที ขนลุกกับบรรยากาศ ขนลุกกับความเป็นชาติ และขนลุก ๆ ว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญของเรา หากมีความเป็นชาติขนาดนี้ในขณะที่บ้านเรายังถกเถียงกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้อย่างนี้จะไม่ให้ขนลุกได้อย่างไรครับ พี่น้องครับ กว่าจะมาถึงเว้ก็ค่ำแล้วประมาณ 6 โมงจึงตัดสินใจว่าจะพักที่เว้สัก 1 คืน ผมหันไปถามคนขับรถซึ่งเป็นชาวลาวว่าจากท่ารถเดินทางไปในเมืองไกลไม๊ คนขับก็แสดงไมตรีจิตเป็นอย่างดีตอบว่าผมเป็นคนลาวคุณพูดภาษาเวียดได้ไม๊ ผมขับรถมาถึงอย่างเดียวแล้วก็กลับไม่เคยไปไหน (โอ้โฮ พี่เล่นงี้ผมก็จบแล้วครับ) แต่ไม่ยากหรอกครับถ้าในกระเป๋าเรามีเงิน มีมอเตอร์ไซด์มาเสนอว่าจะพาเราไปโรงแรมด้วยการถามว่า Moto Moto Hotel Hotel Cheap price ตัดสินใจว่าค่ำแล้วขี้เกียจเดินบอกราคามาประมาณ 15,000 ดอง(ค่าเงินประมาณ 500 ดอง = 1 บาท) ราคาก็ประมาณ 30 บาท Ok หน่า พอมอเตอร์ไซด์จอดลงผมก็พบได้ว่าเราหาโรงแรมไม่ยากแน่เพราะมีคนมาเสนอแทบจะเรียกว่าดึงไปเลย โดยจริง ๆ แล้วก็คือพวกมอไซด์วินแถวนั้นหาลูกค้าให้โรงแรมเค้าบอกถ้าไปดูโรงแรมกับเค้านั่งรถฟรี ผมดูแล้วยังไงเราก็ต้องหาที่พักจึงนั่งมอไซด์ของเค้าไปโดยพาไปที่โรงแรมชื่อว่า HOA THIEN ซึ่งจากการดูสภาพห้องแล้วก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ราคาคืนละ 25 USD(1 USD=31)ตก 775บาท ก็ไม่แพงมากนักแวะไปดูโรงแรมข้าง ๆ บอก 22 USD ถูกกว่าแต่ห้องเล็กมากจึงตัดสินใจมากพักที่โรงแรมเดิม หลังจากจัดการเก็บของอาบน้ำเรียบร้อยหาอาหารเย็นรัปทานก็ตัดสินใจจะเดินทางกันต่อไปดานังและพักที่ดานัง 1 คืน โดยอาศัย Open Tour และหากใครเที่ยวที่เวียดนามก็คงต้องรู้จัก Shin Café ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะจองผ่าน Shin แต่ปรากฏว่า Open Tour เต็มแล้วดังนั้นจึงเป็นการบังคับให้เราต้องอยู่เว้อีกหนึ่งคืน และเลือกต้องข้ามดานังเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปพักที่ฮอยอันเลย ดังนั้นจึงเลือกซื้อ Open Tour ที่จะเที่ยวในวันรุ่งขึ้นและหากเป็นส่วนตัวของผมแล้วการมาถึงเว้ถ้าไม่ได้ไป DMZ เห็นที่ว่าจะมาไม่ถึง DMZ คืออะไร DMZ คือพื้นที่ปลอดทหารสมัยสงครามเวียดนามที่เวียดนามแบ่งออกเป็น 2 ประเทศคือเวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ DMZ คือพื้นที่แบ่งระหว่างเวียดนามทั้งออกเป็น 2 ประเทศ เวียดนามเหนือนั้นปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ ส่วนเวียดนามใต้ปกครองแบบประชาธิปไตย โดยอเมริกาให้การช่วยเหลือเพราะอเมริกาต้องการที่จะหยุดยั้งทฤษฎีดอมิโน่ ตามที่เราเคยได้ยินว่าเวียดนามนั้นขุดรูสู่ ใช้หลักคอมมิวนิสต์ คือ เองมาข้าหนี เองถอยข้าตี เองหนีข้าซ้ำ ทฤษฎีการต่อสู้แบบสงครามกองโจร และสู้เพื่อชาติ สู้เพื่ออุดมการณ์ และการสละได้แม้แต่ชีวิต ใครที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามย่อมต้องกลัวเป็นธรรมดา อเมริกามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยยังไม่สามารถต้านทานไว้ได้ มาถึงตรงนี้เราต้องรู้จักกับ เวียดมิน และเวียดกง ผมอธิบายง่าย ๆ เวียดมินคือเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนเวียดกงคือพวกเวียดนามใต้ที่จับอาวุธขึ้นสู้กับอเมริกา อย่างนี้เข้าใจง่าย จริง ๆ ในเว้ยังมีปราสาทราชวังที่สวยงามซึ่งเป็นของกษัตริย์ที่ครองเว้ตั้งแต่โบราณให้ทำการท่องเที่ยวอีกมากแต่เนื่องจากเวลาที่จำกัดคงได้แค่นั่งรถผ่านไม่ได้เข้าไปเที่ยวชม นั่นก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ส่วนคืนนี้คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเดินเที่ยวในเมืองและเดินสำรวจโรงแรมว่ามีถูกกว่าที่เราพักหรือไม่ เผื่อว่าจะได้เปลี่ยนโรงแรมในคืนต่อไป เดินสำรวจแล้วพบว่าโรงแรม A-Dong 2 อยู่ที่ถนนดอยชุง(Doi Cung) ทำไมเชื่อเหมือนเกาหลีไม่รู้ผมอ่านถูกเปล่า เดินเข้าไปถามสาวเวียดนามที่อยู่ที่เคาร์เตอร์เธอบอก 20 USD ดูห้องแล้วสภาพพอ ๆ กับโรงแรมที่เราพักราคาถูกกว่า 5 USD เจ้าของน่ารักกว่าแล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่เปลี่ยนโรงแรม ดังนั้นจองไว้เลยครับการจองก็ง่ายคือ เขียนชื่อไว้ในสมุด ผมถามเธอว่าต้องมัดจำหรือไม่เธอตอบว่าไม่ต้องแต่คุณมาจริง ๆ นะ ผมบอกกับเธอว่าโรงแรมเดิมผมนอน 25 USD ของคุณ 20 USD มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่มา โดยเฉพาะคุณน่ารักอย่างนี้(อันนี้คิดในใจนะครับไม่ได้บอก) ผมให้เบอร์โทรของผม (เปิดบริการข้ามแดนไว้) ผมบอกเธอว่าถ้าพรุ่งนี้เกิน 6 โมงเย็นผมยังมาไม่ถึงคุณสามารถโทร Confirm ผมได้เพราะเราซื้อ Daily Tour ไว้อาจจะกลับมา Late ก็ได้ จากนั้นก็เดินเล่นในเมืองหาอาหารพื้นเมืองรัปทาน วันนี้เป็นวันชัยชนะของเวียดนามจึงเห็นสภาพบ้านเมือง ผู้คน และการเฉลิมฉลองอย่างครึกคัก แต่เราก็คงต้องนอนเพราะเหนื่อยมากับการเดินทางและเพลียมาก พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก

1 พ.ค. ประมาณ 7 โมงเช้ารถ Open Tour ของ Shin Café ก็มารับเราที่โรงแรมเราเลือกเช็กบิลแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม Open Tour ของ Shin Café จะเป็นทัวร์ราคาที่ย่อมเยาหากเป็น Open Tour เช่นนี้จึงมักไม่ค่อยรวมค่าอาหาร และค่าเข้าชมต่าง ๆ แต่เนื่องจากระบบการขนส่งมวลชนในเวียดนามสำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่ดีแบบบ้านเราหรือเช่นที่ ฮ่องกง มาเก๊า เซินเจิ้น หรือไทยเรา ดังนั้นวิธีง่ายที่สุดคือซื้อ Open Tour เพราะหากเวลาที่จำกัดการท่องเที่ยวด้วยตัวเองต้องหาข้อมูลและทำการบ้านมาเยอะมาก และอาจจะต้องใช้เวลาที่มากกว่า ในทางกลับกันการเที่ยวกับ Open Tour ข้อเสียก็มีคือถูกมัดมือชก คุณต้องไปทุกที่ตามโปรแกรมแม้คุณไม่ยากไปหรือไม่อยากอยู่เพราะเป็นทัวร์สาธารณะ แต่สำหรับผม ๆ ชอบตรงที่มีหลายเชื้อชาติอยู่ในรถทำให้ได้ฟังการสนทนาและวิถีของแต่ละชาติแต่ละภาษาบางที่ก็ฟังไม่ออกหรอกแต่ดูลักษณะท่าทางการ Action หรือพฤษติกรรมของแต่ละชนชาตินั้นสามารถสร้างองค์ความรู้ในกับเราได้ทางหนึ่ง เมื่อเราขึ้นรถได้ไม่นานทางรถก็แวะรับไก๊ด์ท้องถิ่นซึ่งก็อธิบายว่าวันนี้เราจะไปไหนกัน ไก๊ด์แจ้งว่าจะไปเส้นทางหลวงหมายเลข 1 และหมายเลข 9 เมือง ดองฮา(Dong Ha) ซึ่งสมัยสงครามถูกอเมริกาทิ้งระเบิดทั้งเมืองจนไม่เหลืออะไรแม้แต่ป่าไม้ เพราะอเมริกาพี่เล่นใช้สารเคมีที่เรียกว่าฝนเหลืองต้นไม้อยู่ไม่ได้ ตายหมด และ สะพาน Hien Luong รวมถึงแม่น้ำ Ben Hai ซึ่งแบ่งระหว่างเวียดนามเหนือและใต้หรือที่เรียกว่า DMZ ฐาน Khe Sanh Combat Base ที่อเมริกาใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพและจุดพักเติมน้ำมันเครื่องบินเพื่อทิ้งระเบิด ไฮไล้ที่สำคัญคงเป็นอุโมงวินม๊อก(Vinh Moc Tunnel) และพิพิธพัณฑ์ วินม๊อก ซึ่งเก็บสิ่งของที่เป็นประวัติศาสตร์ของสงครามเวียดนาม ซึ่งอุโมงค์วินม๊อกนั้นจะใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หลบภัย ไม่ได้ใช้เพื่อการต่อสู้แบบอุโมงกู๋จีที่ไซ่ง่อน ในความรู้สึกส่วนตัวของผมสงครามเวียดนามสร้างความบอบช้ำ สูญเสียและน้ำตาให้กับประชาชนและประเทศเวียดนามในอดีต แต่ปัจจุบันคนทุกมุมโลกก็แวะมาท่องเที่ยวเพื่อดูสิ่งที่ผ่านมา ศึกษาประวัติศาสตร์ นั่นคงเป็นการมองโลกในแง่ดีที่สุด ขากลับจะผ่านอนุสาวรีย์ที่เค้าเรียกว่าอนุเสาวรีย์แม่อุ่มลูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกว่าเมื่อผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวออกไปรบเพื่อชาติภรรยาและลูกก็ยังรอคอยการกลับมาของผู้ซึ่งเป็นบิดา บางคนได้กลับ บางคนไปแล้วไม่ได้กลับมา ครอบครัวก็ต้องต่อสู้ชีวิตต่อไปโดยลำพัก และเพื่อนักรบผู้ชายหมด ก็ต้องใช้นักรบผู้หญิงกับเด็ก เห็นไม๊ครับว่าประเทศหนึ่งจะสร้างประเทศได้นั้น ต้องผ่านความเจ็บปวดเพียงใด นั่นเป็นที่มาของอนุสาวรีย์ทหารหญิงเวียดนามที่ตั้งตะหง่านอยู่และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรต้องแวะ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการท่องเที่ยวนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีครับ จากการเที่ยวทุกที่ทุกประเทศย่อมมีประวัติศาสตร์ และวิถีความเชื่อ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ขากลับไก๊ด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่าเวียดนามไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศยู หรือที่ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา เป็นอย่างไร มีอะไรทุกวันนี้เราก็เป็นอย่างนั้น........เอ! สิ่งที่ไก๊ด์กล่าวนั้นจะเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีกับประเทศกันแน่หนอ ทัวร์แวะส่งเราประมาณ 5 โมงเย็นจึงไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม HOA THIEN เพื่อเปลี่ยนไปพักโรงแรม A Dong2 ตามที่เราจองไว้เมื่อวาน เมื่อเก็บของที่โรงแรมใหม่เรียบร้อย ก็ออกไปรัปทานอาหารเย็นและจองตั๋วเรือเพื่อล่องแม่น้ำน้ำหอม(Perfume River) ชมดนตรีพื้นเมืองของเวียดนามในเมืองเว้ ตลอดทางคุณสามารถเห็นรถสามล้อชักชวนให้นั่งเที่ยวรอบเมือง รวมถึงพาไปสถานที่ ๆ หลายท่านที่เป็นสุภาพบุรุษปรารถนาคือ Vietnam Lady,Vietnam Young Lady แต่ผมอยากเก็บเมืองเว้ไว้ในความสวยงามของประวัติศาสตร์ ชีวิตผู้คน ความสวยงามของดนตรีและอาหารพื้นเมือง และการต่อสู้มากกว่า จึงตอบไปว่าคอมเบียก หรือไม่ แล้วเดินไปลงเรือเพื่อชมแม่น้ำน้ำหอม จริง ๆ เสียใจอยู่นิดเดียวที่โฆษณากับเราว่าจะใช้เวลา 1 ชม.แต่เอาเข้าจริงแล้วแล่นไปนิดเดียวแล้วก็จอด ให้ชมดนตรีพื้นเมือง (ซึ่งผมฟังภาษาไม่ออก แต่พอรับรู้ได้ถึงความอิ่มเอมของผู้ร้อง ทำให้ซึมซับได้ถึงความรื่นรมย์) ก่อนกลับมาการลอยกระทงลงในสายน้ำคล้าย ๆ กับการลอยกระทงบ้านเรา คงcopy มาเพราะเห็นสวยดี(จึงนำมาหลอกชาวยุโรป แต่สำหรับผมบาย เพราะลอยกระทงเราอลังการกว่าเยอะ จึงไม่ได้เข้าร่วมลอยด้วย เปิดโอกาสให้ชาวเวียดนามและยุโรป หรือชาติอืนสนุกกันไป) เรือมาส่งเราที่ฝั่ง โดยเราเลือกเดินต่อในสวนสาธารณะริมน้ำ รัปทานขนมหวาน แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อเตรียมเดินทางสู่ฮอยอันในวันรุ่งขึ้น

2 พ.ค. เรา Check Out และรอรถของ Shin Café มารับเราที่โรงแรมอาจจะ Late นิดหน่อยแต่ก็ถือว่าอยู่ในเวลาที่ไม่น่าเกลียด การเดินทางจากเว้ไปฮอยอันนั้นประมาณ 140 กม. หากเป็นบ้านเราคงใช้เวลาเดินทางเพียง 1.30 ชม. แต่เมื่อเราไปกับทัวร์ต้องใช้เวลา 4 ชม. เนื่องด้วยทั้งการขับรถในเวียดนามซึ่งมีการจำกัดความเร็ว และการแวะสถานที่ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวควรจะได้ชม หรือควรจะได้เลือกซื้อสินค้า หรืออาหาร ของที่ระลึก อันนี้ทัวร์ทุกที่แทบจะในโลกคงคล้ายกัน(ก็เค้าทำธุรกิจนี่) โดยเราจะมีแวะที่ชายหาดแลงโค(Lang Co Beach) ซึ่งผมว่าเป็นชายหาดที่สวยและยังมีวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านอยู่โดยที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก รถวิ่งผ่าน Marble Mountain จนผ่านอุโมงลอดที่เจาะผ่านภูเขาเข้าเมืองดานัง และสุดทางที่ฮอยอัน คนไทยจะรู้จักฮอยอันจากละคร “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” ที่พระเอกแทน(แดน-วรเดช) หนีการแต่งงานไปอยู่ที่ฮอยอันและถูกวัยรุ่นเวียดนามทำร้าย แล้วมีเฮืองมาย(เจนนี่เทียน) คอยให้การช่วยเหลือไว้จนเป็นตำนานรักที่ลือเลื่องและทำให้คนไทยหลั่งไหลไปฮอยอัน แต่จริง ๆ แล้วฮอยอันเป็นเมืองท่าที่สำคัญในอดีตเนื่องจากมีชาวยุโรปเดินเรือมาพบเข้า และชาวจีน ญี่ปุ่นจะนำเรือมาเทียบท่าที่เมืองนี้เนื่องจากกระแสลมจะพัดเข้ามาที่ฮอยอัน ฮอยอันเคยถูกภัยธรรมชาติจากพายุจนพินาศและได้ถูกสร้างใหม่โลกได้รับอิทธิพลจากพ่อค้าจีนต่อมา เมืองท่าปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเมืองดานัง ฮอยอันได้รับการเลือกเป็นมรดกโลกในวันที่ 4 ธ.ค. 2542 ผู้คนจากทั่วโลกจึงหลั่งไหลมาฮอยอันเหมือนลมทะเลที่พัดเข้าหาฝั่ง และท่านใดคาดหวังว่าจะได้เห็นเมืองเก่าที่รักษาขนมธรรมเนียมประเพณีเดิมของเวียดนามไว้ แต่ต้องขอบอกว่าปัจจุบันเมืองดังกล่าวเหลือน้อยแล้วครับวาดภาพเป็นตลาดน้ำดำเนินบ้านเราก็แล้วกันครับไม่มีแล้วตลาดน้ำจริง ๆที่จะนำของมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน เมืองเก่าเหลือในส่วนที่เป็นมรดกโลก และที่ต้องชื่นชมรัฐบาลเวียดนามคือให้เด็กนักเรียน นักศึกษาต้องแต่ชุดอ้าวญายซึ่งเป็นชุดประจำชาติซึ่งสร้างเอกลักษณ์ และสร้างความตื่นตา ตื่นใจให้นักท่องเที่ยวได้อย่างดี ฮอยอันเป็นเมืองมรดกโลกดังนั้นระบบการบริหารจัดการหรือการเข้าชมจึงเป็นมาตรฐาน การหาโรงแรมที่ฮอยอันนั้นไม่ยากเพราะมีโรงแรมมากมายหลายแห่งให้เลือก เดินก็เจออย่ากจะนอนแบบไหนตามสะดวกราคาอยู่ที่ประมาณ 15-25 USD ขึ้นอยู่กับการตกแต่งและสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วงที่เราไปมีโรงแรมเปิดใหม่ฝั่งตรงข้ามฮอยอัน ชื่อว่าอันฮอย(An Hoi) ใหม่และน่าอยู่จึงตัดสินใจพักที่นี่ด้วยราคาคืนละ 15 USD. (ประมาณ 465 บาท) เลือกเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เที่ยวชมเมือง ชายหาด และทุ่งนา และที่ผมชอบมากที่ ฮอยอันคือวิถีชีวิตของผู้คน ที่หอบจักรยาน มอเตอร์ไซด์ ข้ามเรือข้ามฝากเพื่อเดินทางกลับบ้าน ซึ่งดูเป็นการรักษาชีวิตดั่งเดิมไว้ จนผมรู้สึกเสียดายว่าเมื่อทุนต่างชาติเข้ามา นักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย รัฐบาลลงทุนด้านความศิวิไลซ์ในการสร้างความเจริญ วิถีชีวิตเหล่านี้จะต้องหายไปในไม่ช้า ก็เร็ว เช่นบางเมืองในเวียดนามไม่มีการแต่งชุดประจำชาติกันแล้ว เพราะไม่ทันสมัย ไม่คล่องตัว และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากที่ฮอยอันคือเบียร์สดแก้วละ 4,000 ดอง(8 บาท) ดื่มกันสนุกไปเลย ในร้านหรู ๆ บรรยากาศดี ๆ ก็ราคานี้ ดังนั้นท่านที่ชอบดื่มและวิถีชีวิตที่ไม่เร่งร้อน เมืองนี้แหละครับที่เป็นสวรรค์สำหรับท่าน เมื่อทานเบียร์แล้วตบท้ายด้วยเคาเหลา(Cao Lau) อย่าคิดว่าจะเป็นเหมือนเกาเหลาบ้านเรานะครับ มันพ้องเสียงเพราะคำว่า “เกาเหลา”บ้านเราคือมันไม่มีเส้น ที่เค้าชอบแซวนักการเมืองบางท่านว่าเกาเหลากัน แสดงว่าไม่กินเส้นกัน แต่ที่ฮอยอันเคาเหลาคือก๋วยเตี๋ยวแห้งที่มีเส้น และที่ต้องแนะนำคือ Mr.Hung-Cao Lau อยู่ในย่านตลาดเมืองเก่ารับรองว่าเจ้าของร้าน Mr.Hung อัธยาศัยดีพูดได้หลายภาษาด้วย ทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น และไทย เมื่อท้องอิ่มแล้วก็นอนหลับฝันดี

3 พ.ค. เราได้ซื้อ Open Tour จากฮอยอันเพื่อไปนาตรังและไม่เลือกพักที่นาตรัง แต่จะต่อไปดาลัดเลย โดยเลือกทัวร์แบบ Night Bus คือรถนอนออกจากฮอยอันเวลา 19.00 น. เดินทางประมาณ 530 กม. จะถึงนาตรังเวลาเช้าตรู่ตีห้าเป็นรถนอนปรับอากาศ ดังนั้นวันนี้จะมีเวลาเที่ยวชมเมืองฮอยอันอีก 1 วัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องซื้อตั๋วเข้าชมเมืองเก่า(Old Town of Hoi An)ที่เป็นมรดกโลกซึ่งยูเนสโกได้รับเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 1999เนื่องจากเป็นเมืองที่ยังสามารถรักษาสภาพบ้านเมืองไว้ได้เหมือนเดิม โดยสามารถซื้อตั๋วและเลือกชมภายในตัวเมืองได้ว่าจะเลือกชมสถานที่ใดบ้าง เช่น สะพานญี่ปุ่น(Japan Covered Bridge) บ้านเลขที่ 101(Old Houses) หรือจะเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่สำคัญภายในเมืองห้ามรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์เข้าไปทำให้ยังรักษาความเป็นเมืองเก่าไว้ได้
นอกจากนั้นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แนะนำคือ นั่งเรือเที่ยวชมปากน้ำโดยเรือของชาวบ้านที่มารับนักท่องเที่ยวราคาไม่แพงร้อยกว่าบาท เป็นรอยต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเลหรือจะเรียกภาษาบ้านเราเรียกว่าปากอ่าว แต่หากไปหน้าร้อนแนะนำว่าให้เตรียมอุปกรณ์กันร้อนไปด้วยนะครับ เพราะอากาศฮอยอันไม่ต่างจากบ้านเราหรือที่เรียกว่าร้อนตับแตก หลังจากเที่ยวชมและถึงเวลาที่จะต้องไปขึ้น Night Bus เพื่อเดินทางไปนาตรัง(Nha Trnag) ในเวลา 1 ทุ่มและสำคัญควรหาอาหารทานให้เรียบร้อยเพราะต้องเดินทางถึง 10 ชม.(อีกแล้ว) สภาพรถสวยงาม สะอาด และสำคัญเค้าไม่ให้สวมรองเท้าขึ้นไป ผู้โดยสารทุกคนต้องนำรองเท้าใส่ถุง รัดปากแล้วเดินขึ้นรถ ก็ทำให้ยังรักษาความสะอาดไว้ได้ แต่ด้วยเส้นทางการเดินทางตลอดระยะ 500 กว่ากิโล 10 ชม. ผมแทบไม่ได้นอนเลยเพราะสภาพไม่สบายตัว ไม่ได้อาบน้ำ พอรถวิ่งขึ้นภูเขาโชเฟอร์ดันปิดแอร์อีก ก็จบซิครับท่านความร้อน ผนวกกับการขับรถบนภูเขาที่เลี้ยวไป เลี้ยวมา คนหลับได้ก็นับว่าเก่งมาก แต่ผมก็แปลกใจว่าครึ่งรถเค้าหลับกันอย่างสบาย แสดงว่าผมนอนยากกว่าเค้าซึ่งก็เป็นกรรมไป ตลอดระยะทางมียางระเบิดเป็นระยะ ๆ ซึ่งผมว่ายางคงทำงานหนักเพราะต้องขึ้น-เข้า และสำคัญสะดุดกับหินได้ยินเสียงระเบิดดังตูม แต่ยางรถมีหลายเส้นจึงไม่ทำให้รถเสียหลักและที่สำคัญสภาพเส้นทางเป็นแบบกาญจนบุรีแถบสังขละ หรือ แม่ฮ่องสอนบ้านเรา ดังนั้นท่านใดตัดสินใจดีแล้วและพร้อมจะฝากชีวิตไว้กับคนที่เราไม่รู้จักที่เป็นโชวเฟอร์ก็เรียนเชิญครับ แต่สำหรับผมไม่จำเป็นหรือมีทางเลือก(ไม่เอาอีกแล้วครับ) กว่าจะถึงนาตรังก็ปาเข้าไปเกือบ 6 โมงเช้า


4 พ.ค. เมื่อรถมาถึงโรงแรม สถานที่จอดซึ่งเป็นโรงแรมในเครือของ Shin Café ทำให้ผมรู้สึกว่า Shin Café กำลังวางแผนธุรกิจแบบ One Stop คือเมื่อรถจอดในสถานที่ใดก็จะจอดเฉพาะร้านที่อยู่ในเครือข่าย โรงแรมที่อยู่ในเครือข่าย แต่ไม่ได้บังคับว่านักท่องเที่ยวจะต้องเลือกทานอาหาร ซื้อของ หรือพักที่โรงแรมในเครือข่าย แต่หากดูด้านความสะดวก ราคา ความพร้อม ความเป็นมาตรฐานนั้นแล้วก็ไม่ควรมองข้าม นาตรังเป็นเมืองที่เหมาะกับการตากอากาศเพราะอยู่ริมทะเล การบริหารจัดการทำได้ดีมาก มีผู้คนจากทั่วสารทิศแวะเวียนมาที่นาตรัง เสียดาย ๆ จริงที่เวลาที่บีบรัดตามที่เราวางแผนมาไม่สามารถแวะพักที่นี่ได้ เพราะหากพักที่นี่การเดินทางไป โฮจิมินจะทำให้ลำบากและเสี่ยงต่อการตกเครื่องเป็นอย่างมาก จึงได้แต่แวะเดินชายหาดและเตรียมรอรถ Open Tour เพื่อเดินทางต่อไปสู่ดาลัด(Dalat) เมืองแห่งดอกไม้ และขุ่นเขา ศาสนาคริสต์ โรมันคาทอลิก นั่นแหละคือเหตุผลด้วยการที่ผมนับถือคาทอลิก ย่อมยากไปและสัมผัสเมืองแห่งศาสนาของตนเองสักครั้ง จริง ๆ แล้วชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกหรือบ้านเราเรียกว่าคริสตัง หลังรัปทานอาหารเช้าเสร็จก็ขึ้นรถจากนาตรัง สู่ ดาลัด ระยะทางประมาณ 240 กม.ซึ่งรถออกเวลา 8.00 น. มีแวะที่ปราสาทคล้าย ๆ กับนครวัดในเขมรมีเจดีย์ตามความเชื่อเทพเจ้าและเป็นหมู่บ้านชาวจาม(Cham Tower) ด้านล่างจะมีพิพธภัณฑ์จัดแสดงประเภทนี้เทศกาลและการบูชาเทพเจ้าของชาวจาม และร้านค้าขายของที่ระลึก ผมมาถึงดาลัดเวลาประมาณ 13.00 น. ซึ่งก็ปาไปครึ่งวันแล้วรถจอดส่งที่โรงแรมตุงชาง(Trung Cang Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมของ Shin Café จากการตรวจสอบห้องพักและราคานั้นไม่แพงจึงเลือกพักที่นี่ถ้าจำไม่ผิดราคาประมาณ 400 บาท โรงแรมราคา 10USD หาได้มากมายที่ดาลัดครับ เพราะดาลัดไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมนัก อาจจะเป็นเพราะตั้งอยู่ระหว่างนาตรัง กับ ไซ่ง่อน คนจะเลยไปหาด Mui Ne มากกว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงใช้เพื่อเป็นทางผ่าน แต่รัฐบาลเองก็พยายามสนับสนุนและคาดว่าในอนาคตน่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งดาลัดเป็นเมื่อที่มีเสน่ห์เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเข้า จึงมีอากาศที่เย็น ทำให้เหมาะแก่การปลูกดอกไม้เมืองหนาว นอกจากนั้นยังได้อิทธิพลของชาวฝรั่งเศสที่มาปลูกบ้านตากอากาศสมัยที่ปกครองเวียดนาม รวมถึงความสวยงามของบ้านเมือง ความสงบโดยเป็นเมืองที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ผู้คนจึงดูแล้วมีความสงบ วันอาทิตย์ก็ไปโบสถ์ ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่กล่าวมาจึงทำให้ดาลัดเป็นเมืองที่น่าอยู่และเหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สามารถอยู่นานเนื่องจากพรุ่งนี้เราต้องเดินทางจาก ดาลัดไปไซง่อนอีก 300 กม. 6 ชม.ซึ่งจะออกเดินทาง 7.30 น. จึงเลือกที่จะเช่ามอเตอร์ไซด์แล้วขี่ชมสถานที่ต่าง ๆ ภายในเมือง การขี่รถมอเตอร์ไซด์ในดาลัดนั้นต่างกับที่ฮอยอันอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ดาลัดประชาชนส่วนใหญ่ใช้รถมอเตอร์ไซด์ และเป็นพื้นที่สูง การใช้เกียร์การหลบรถ สำคัญรถขับข้างขวาไม่เหมือนเมืองไทยเวลาเลี้ยวซ้ายจะงงมาก ๆ คือพอเลี้ยวแล้วจะเข้าเลนซ้ายตลอดเพราะชินกับบ้านเรา แต่ไปบ้านเขาชนสถานเดียวเพราะเลนซ้ายคือรถที่สวนทางมา นึกแล้วยังเสียว แต่ก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี สำคัญคือต้องมีสติสูงและอย่าไปตื่นเต้นกับเสียงแตรเพราะเป็นวิถีปกติของคนที่นี่ โดยเฉพาะ 4 แยกไปต้องกลัวชะรอความเร็วลงนิดแล้วผ่านไปเลย อย่าไปเงอะงะจะรังแต่ชนเปล่า ๆ อย่าคิดว่ามีรถแล้วจะไปไหนมาไหนได้นะครับ คือสำคัญว่าไม่รู้จะไปไหนเพราะไปไม่ถูก คือมีแผนที่ก็แล้ว ถามก็แล้ว ก็หลงอยู่ดีสรุปคือก็ได้แต่ขี่วนภายในเมืองรอบแล้ว รอบเล่า ไปแวะพระราชวังกษัตริย์เบ๋าได๋(Boa Dai Summer Palace) แต่คนเฝ้าไม่พูดอะไรโบกมือไม่ให้เข้าอย่างเดียวแถมปิดประตูรั้วใส่อีก การขี่มอเตอร์ไซด์ที่เช่ามาจึงต้องจบด้วยการหาอาหารเวียดนามทานดีกว่า ว่าแล้วก็ตบท้ายด้วยแหนมเนืองของแท้ ๆ ของเวียดนาม เป็นมื้อที่เรียกความอร่อยอย่างมาก สิ่งที่ผมพบเจอแล้วรู้สึกงง ขากลับเจอฝนตกอากาศหนาวทีเดียวจึงต้องกลับมาคืนรถ และแวะอาบน้ำ อาบท่า ที่โรงแรมที่พักแล้วเดินออกไปดื่มไวน์ริมทะเลสาบ บรรยากาศดีจริง ๆ ครับ สั่งดาลัดไวน์มาดื่มราคา 160,000 ดองประมาณ 320 บาทแกล้มกับหมูผัดน้ำมันหอยพริกไทยดำ เช็คบิลออกมาเดินมาดื่มน้ำเต้าหู้ที่ขายอยู่ริมทะเลสาบคนขายเป็นผู้หญิง แต่ลูกชายถามเราว่า Where U come from แสดงว่าพูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้คุยกับลูกชายของคนขายทราบว่าLuyen ชื่อเรียกยากมากครับผมเรียกเป็นภาษาไทยว่าเยือง แต่คงไม่ถูกต้องนัก ที่แน่ ๆ และง่าย ๆ คือเค้านักบุญเดียวกับผม คนคริสต์เราจะมีเซ็นต์เนมหรือนักบุญที่นำหน้าชื่อของเรา เช่น เปรโต เปาโล โทมัส มัสทิว ซึ่งเซ็นต์เนมของผมคือฟรังซิสโก ซึ่งบังเอิญเหมือนกับเยืองเข้าพอดี เยืองเรียนที่มหาวิทยาลัยดาลัด (Dalat University) ผมจึงทราบว่าทุกเมืองในเวียดนามจะมีมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นของรัฐ และชาวเวียดนามคลั่งไคล้นักฟุตบอลไทยมากไม่ว่าจะเป็นซิสโก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือ ตะวัน ศรีปาน เยืองเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ทำงานใน Office กลางวันทำงาน กลางคืนทำใจ เอ๊ยไม่ใช่กลางวันทำงาน เย็นเรียน และกลางคืนมาช่วยแม่ขายน้ำเต้าหู้ถึงตี 2 กว่าจะได้นอนก็ตี 3 ทำให้รู้ซึ้งถึงการทำงานของคนเวียดนาม สิ่งที่ผมชื่นชมชาวเวียดนามคือ คนเวียดนามเป็นคนขยัน ไม่ยอมงอมือ งอเท้า และทุกคนทำงานตั้งแต่ลูกเล็ก เด็กแดง รวมถึงคนแก่เฒ่า นี่กระมังจึงทำให้ GDP ของเวียดนามโตในระดับต้น ๆ ของเอเชีย นี่แหละครับค่ำคืนที่ดาลัดพอเดินกลับมาถึงที่โรงแรม หลังอาบน้ำเสร็จไฟฟ้าดับพอดี ทำให้ไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรต่อนอกจากนอน

5 พ.ค. ตื่นเช้ามาหลังจากจ่ายค่าโรงแรมเสร็จก็เดินมารัปทานอาหารเช้าข้าง ๆ โรงแรมเป็นขนมปังสไตล์ฝรั่งเศษเมื่ออิ่มแล้วเตรียมเดินทางจากดาลัดไปไซง่อนอีก 300 กม.ใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ซึ่งจะออกเดินทาง 7.30 น. ได้คุยกับคุณ Hieu ซึ่งดูลักษณะท่าทางแล้วน่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม หรือไม่ก็น่าจะระดับผู้จัดการ คุณ Hien ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมากผมได้บอกเค้าว่าเนื่องจากผมเป็นคาทอลิก ผมอยากกลับมาที่นี่อีก เค้าจึงเอานามบัตรพร้อมเบอร์มือถือให้ผมบอกว่า “ผมก็เป็นคาทอลิก คุณมาคราวนี้เวลาคุณสำหรับดาลัดน้อยเกินไป วันหลังมาผมจะดูแลและแนะนำให้” เอาหละอย่างน้อยก็มีเจ้าของโรงแรมเป็นคนศาสนาเดียวกัน น่าจะให้ข้อมูลและไม่ถูกฟันเมื่อมาเที่ยวครั้งต่อไป แต่คงต้องหาเวลาให้มากกว่านี้จะได้สัมผัสดาลัดอย่างถึงแก่น........ลาก่อนดาลัด ผมก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางไปสู่ไซ่ง่อน(โฮจิมิน) เพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยตลอดระยะเวลาก็ผ่านสภาพบ้านเมืองเวียดนาม ซึ่งผมเริ่มคุ้นเคยเพราะเดินทางมาที่เวียดนามหลายครั้ง เมื่อเดินทางใกล้จะถึงโฮจิมิน พบบริษัทไทยขนาดใหญ่หลายบริษัทที่มาประกอบธุรกิจในเวียดนามไม่ว่าจะเป็น CP หรือ AMATA และเข้าสู่เมืองโฮจิมิน ผมเห็นสภาพการจราจราแล้วอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ว่าเราจะเดินทางไปถึงสนามบินทันหรือไม่ ถ้าไม่ทันคงยุ่งน่าดู โฮจิมินถึงไม่ใช่เมืองหลวงแต่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามหากจะมองก็คงเหมือนกับ ปักกิ่ง กับ เซียงไฮ้ ของจีน ถึงแม้ปักกิ่งจะเป็นเมืองหลวงแต่เซี่ยงไฮ้ก็เป็นเมืองที่มีความเจริญกว่า อาจจะเนื่องจากทุนต่างชาติที่เข้ามา ดังนั้นวาดภาพ กทม.เป็นอย่างไรโอจิมินก็เป็นอย่างนั้นจะต่างกันก็ในส่วนของมอเตอร์ไซด์ที่เวียดนามเค้าเยอะจริง ๆ แต่ปัจจุบันรัฐบาลก็มีการจัดระบบการจราจรแบบแบ่งช่องทางสำหรับรถยนต์ และมอเตอร์ไซด์ คราแรกกะว่าจะใช้เวลากับการเที่ยวในเมืองโฮจิมินสัก 2-3 ชม.แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาขนาดนี้คงไม่ต้องคิดเรื่องเที่ยวแล้ว ผมถามคนขับว่าจากที่จอดส่งเราไปถึงสนามบินกี่กีโล คนขับบอกว่า 10 Kilo 45 Minute ลงรถได้ก็เรียก Taxi บอกว่าไป Airport ถามว่า How much คนขับก็แสนใจดีบอกว่า No problem My car has miter เราได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจยัง ๆ 10 กม.ถ้าเป็น Taxi บ้านเราก็ไม่น่าเกิน 200 บาท Taxi เวียดนามจะมาแพงกว่าบ้านเราได้อย่างไร แต่พอถึงสนามบินเห็นราคา Taxi ประมาณ 240,000 ดองก็ตกใจคิดเป็นเงินไทยประมาณ 460 บาท แต่ทำไงได้นั่งมาแล้วก็ต้องจ่ายแต่ในใจก็รู้สึกว่าแพงและมิเตอร์เค้าขึ้นเร็วมาก แต่เอาหล่ะพาเรามาส่งถึงสนามบินได้ทันเวลา และไม่ได้มีการเจรจากันก่อนก็สมควรจ่ายเค้าไป ผมขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติโฮจิมิน ต้องบอกครับว่าสนามบินเล็กมากเมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิบ้านเรา อาจจะเล็กกว่าถึง 4-5 เท่าก็เป็นได้ 7 วัน 6 คืนใน 3 ประเทศ คงสามารถเติมไฟให้ตัวเองในการต่อสู้เพื่อพัฒนาประเทศเราต่อไป บางครั้งการเรียนรู้อดีตที่เจ็บปวดของเพื่อนบ้าน และการสร้างบ้าน สร้างเมืองจากความเจ็บปวด เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการท่องเที่ยวของผมทริปนี้ก็ได้ครับ Bye Bye Sai Gon

สรุปค่าใช้จ่าย :
รายละเอียด จำนวน
ค่ารถ บขส. VIP กรุงเทพฯ – มุกดาหาร 760 บาท
ค่ารถ บขส.จากมุกดาหาร – สะหวันนะเขต 50 บาท
ค่ารถจากสะหวันนะเขต - เว้ 99,000 ดอง 198 บาท
ค่าผ่านด่าน ตม.เข้า-ออก เที่ยวละ 40 บาท 80 บาท
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนแรก HOA THIEN -25USD 775 บาท
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนสอง A-Dong 2 - 20 USD 620 บาท
Daily Tour ที่เว้ -11 USD 341 บาท
ทัวร์ล่องเรือในแม่น้ำน้ำหอม(Perfum River Tour) 124 บาท
ค่ารถ เว้ - ฮอยอัน 4 USD. 124 บาท
ค่าโรงแรมที่เว้ คืนสามที่ฮอยอันAn Hoi - 15USD 465 บาท
ค่าตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฮอยอัน 80 บาท
ค่ารถฮอยอัน - นาตรัง - 6 USD. 186 บาท
ค่ารถนาตรัง - ดาลัด- 4 USD. 124 บาท
ค่าที่พักที่ดาลัด -15 USD 465 บาท
ค่ารถดาลัด - โฮจิมิน - 5 USD. 155 บาท
อาหาร 70 บาท/มื้อ(ทานแบบไม่ประหยัด) 1400 บาท
Beer & Wine 200 บาท
ค่า Taxi จากตัวเมืองโฮจิมิน - สนามบิน 15 USD. 465 บาท
ตั๋วเครื่องบิน โฮจิมิน - สุวรรณภูมิ 69.50 USD. 2,155 บาท
รวมค่าใช้จ่าย 8,767 บาท

แสดงความคิดเห็นหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่ :
E-mail : peopletribune@hotmail.com
http://www.oknation.net/bloc/peopletribune


เดินทางตามเส้นสีแดง กทม.-มุกดาหาร-ออกสะหวันนะเขต-เข้าเว้ ไปดานังเข้าฮอยอัน ไปนาตรัง เข้าดาลัด และขึ้นเครื่องที่โฮจิมินกลับ กทม. เป็นการเดินทางที่สนุกมาก


สามารถซื้อตั๋วไป เว้ ได้จากสถานี บขส.ที่ จ.มุกดาหาร ได้เลยครับ สะดวกมาก


ด่าน ตม.ลาวบาวชายแดนลาว-เวียดนาม จากด่านนี้อีกประมาณ 120 กม.จะถึงเมืองเว้


สงครามเวียดนาม สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้หลั่งไหลมาเวียดนาม วันนี้รัฐบาลเวียดนามเปลี่ยวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อดึงดูดเงินจากการท่องเที่ยว


อนุสาวรีย์ทหารหญิงเวียดนาม ทหารชายตายหมดจึงต้องใช้ทหารหญิง สงครามไม่มีความปราณีไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง ชาย คนชรา หรือเด็ก แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวเวียดนามในสมัยนั้นมีคือ ทุกคนต่อสู้เพื่อมาตุภูมิ สมัยนั้นไทยช่วยลาวรบเพื่อปกป้องทฤษฎีดอมิโน่ ของค่ายคอมมิวนิสต์



แม่น้ำหอม(Perfume River) หรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า ซงเฮือง กำเนิดมาจากบริเวณต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมและร่วงหล่นลอยมากับสายน้ำ จึงเรียกว่าแม่น้ำน้ำหอม แม่น้ำหอมเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ น้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟากฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน ซึ่งเป็นราชวงศ์เก่าของเวียดนาม


โรงแรมในเมืองเว้ราคาไม่แพง เป็นโรงแรม SME คล้าย ๆ กับที่ฮานอย ไม่ชอบโรงแรมนี้ก็เปลี่ยนโรงแรมราคาไม่ต่างกัน คืนละประมาณ 600-1,500 สามารถเลือกได้ตามอัธยาศัยเลือกนอน A Dong ด้วยเงื่อนไขเดียว (ลูกสาวเจ้าของสวย)


อุโมงค์วิงห์ม็อกห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว 65 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีเพื่อหลบภัยจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า 300 คน ที่ยังอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า 5 ปี นับจากปี พ.ศ. 2509-2514 อุโมงค์วิงห์ม็อกจะต่างกับอุโมงค์กูจี ที่โฮจิมิน(ไซ่ง่อน) เนื่องจากอุโมงค์กูจีใช้เพื่อการต่อสู้ แต่วิงห์ม็อกใช้เพื่อหลบภัย นี่คือภูมิปัญญาของคนเวียดนาม เล่นเอาพี่กันเองก็งงไม่เป็นท่าเหมือนกัน


ฮอยอัน : เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำทูโบนในปี พ.ศ. 2542 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลก ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15-19 ปัจจุบันเมืองท่าของเวียดนามเปลี่ยนไปเป็นดานัง


นักเรียนมัธยมในชุดประจำชาติ ผู้หญิงในชุดประจำชาตินั้นงดงามเสมอ แต่มีผู้หญิงบางชาติอายในประวัติศาสตร์ชาติพันธ์ตนเองไม่กล้าใส่ชุดประจำชาติ แต่ชอบใส่เสื้อแบรนด์แนมของตะวันตกรัฐบาลเวียดนามเลยให้นักเรียนมัธยมต้องใส่ชุดอ๋าวใหญ่ หรือมีการรณรงค์ให้ใส่ชุดประจำชาติ
เท่าที่ทราบ “อ๋าว” แปลว่า “เสื้อ” “ใหญ่” แปลว่า “ยาว” รวมแล้วแปลว่า “เสื้อยาว”


จากฮอยอันสามารถนั่งรถ Sleeper Bus ไปนาตรังได้ รถสะอาด ก่อนขึ้นต้องถอดรองเท้าใส่ถุง แต่รถนอนกลับนอนไม่สบายเหมือน VIP 24 ที่นั่งของเรา ยิ่งคนหลับยาก ๆ ยิ่งนอนไม่หลับเพราะตลอดทางเป็นการขับขึ้น ลงเขา แต่ถ้านับเป็นการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตก็สนุกดี


นั่งรถจากฮอยอันมานาตรังก็เช้าพอดี เมืองนาตรังสะอาดและน่าอยู่มากครับ ผู้คนดูเป็นมิตรกว่าโฮจิมิน เสียดายที่ไม่ได้เที่ยวเพราะเหลือเวลาอีก 1 คืนเลยตัดสินใจที่จะไปเที่ยวดาลัดดีกว่า


ในทริปนี้ที่ผมชอบมาก ๆ คือ ดาลัดครับ เมืองแห่งสายหมอก และดอกไม้ ดาลัดเป็นเมืองที่สวยมาก อากาศเย็นสบาย ตั้งอยู่บนยอดเขา เนื่องจากเคยเป็นที่พักตากอากาศของชาวฝรั่งเศสสมัยที่ครอบครองเวียดนาม สภาพบ้านเมืองจึงเหมือนยุโรปมาก กลางเมืองเป็นทะเลสาปใหญ่รวมถึงชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงมีโบสถ์คริสต์เยอะมาก ยามค่ำคืน นั่งจิบดาลัดไวน์ขวดละร้อยกว่าบาท อยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า "ชีวิตคนจะมีอะไรสุขเช่นนี้อีก"


ชุมชนชาวจามทางผ่านระหว่างเดินทางจากฮอยอัน มาดาลัด ชุมชนชาวจามในเวียดนามนั้นก็เหมือนชาวจามในสยามนั้น มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาครับ กวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งไทยตีเขมร ชาวจามในอยุธยาตั้งเป็นกองอาสาช่วยรบมาตลอด จนคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็ยังช่วยรบ จนเมื่อกรุงแตก


ดาลัดประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก จึงทำให้มีโบสถ์หลายที่สถาปัตยกรรมการก่อสร้างโบสถ์จะเป็นแบบยุโรป


หากมาเวียดนามช่วง 30 เมษายนจะเป็นเทศกาลที่ชาวเวียดนามทั้งประเทศเฉลิมฉลองการรวมประเทศเวียดนาม เนื่องจากสหรัฐอเมริกาถอนทหารคนสุดท้ายจากเวียดนาม จึงเห็นการประดับธงชาติเวียดนาม หากเป็นสถานที่ราชการจะมีสัญลักษณ์ค้อน เคียวและ รูป ฯพณฯ โฮจิมิน ที่หน้าบ้าน ขนลุกจริง ๆ


สงครามเวียดนามเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสงครามตัวแทน Nominee เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการเรียกร้องเอกราชของขบวนการชาตินิยมเวียดมินห์ ต่อต้านอำนาจของจักรวรรดินิยมเดิมคือ ฝรั่งเศส ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสถอนตัวสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่และสนับสนุนเวียดนามใต้ ความขัดแย้งจึงกลายสงครามตัวแทนในช่วงสงครามเย็น ระหว่างกองกำลังเวียดนามใต้นิยมประชาธิปไตยที่มีสหรัฐสนับสนุนกับกองกำลังนิยมเวียดนามเหนือนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตหนุนหลัง


ทฤษฎีดอมิโน่(Domino Theory) เป็นทฤษฎีลัทธิความมิวนิสต์ที่จะแผ่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ยุคนั้นไทยก็มีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในขณะที่ภายในประเทศเองก็มีความขัดแย้งทางความคิดจึงมีนักศึกษาจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐบาล จบลงด้วยนโยบาย 66/23 ในสมัย พล.อ.เปรม


Create Date : 23 ตุลาคม 2551
Last Update : 11 มีนาคม 2552 20:32:28 น. 11 comments
Counter : 5732 Pageviews.

 
ทั้งเรื่องทั้งภาพ....เยี่ยมครับ...


โดย: ปลาโอเค็ม วันที่: 25 ตุลาคม 2551 เวลา:14:12:39 น.  

 




เล่าเรื่องราวได้ละเอียดเหลือเกินค่ะ ต้องใช้เวลาอ่านกันหน่อย แต่คุ้มค่ามากๆ (นี่ต้องcopy ไปแปะไว้ในwordน่ะคะ จะได้อ่านแบบfont โตๆหน่อย)

ขอบคุณค้า


โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 27 ตุลาคม 2551 เวลา:21:19:26 น.  

 
ชอบค่ะ การวางภาพและเล่าเรื่องดูสบายๆเป็นอีกทริปที่อยากไป กำลังศึกษาอยู่ค่ะ...ไว้กลับมาจะมาเล่าให้ฟังนะ
........ขอบคุณ.


โดย: พี่เล็กคะ IP: 125.27.178.223 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:16:06 น.  

 
เข้ามาอ่านก่อนไปค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ ได้ประโยชน์มากค่ะ


โดย: หินทิเบตก้อนสุดท้าย IP: 203.170.208.171 วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:10:28:22 น.  

 
ดีค่ะทั้งเรื่องและภาพ ชอบ
แต่ตัวอักษรเขียวอ่านยากมากๆ


โดย: last IP: 203.170.208.171 วันที่: 23 เมษายน 2552 เวลา:19:19:15 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
ข้อมูลมีประโยชน์มากๆ ค่ะ เป็นวิทยาทานที่ดีให้กับบุคคลทั่วๆ ไป หากมีข้อมูลอะไรดีๆ รบกวนช่วยส่งมาให้ได้อ่านกันอีกนะคะ


โดย: นักเที่ยว IP: 58.97.34.58 วันที่: 14 พฤษภาคม 2552 เวลา:10:57:20 น.  

 
เข้ามาอ่านและหาข้อมูลครับ... รู้สึกว่าการไปเที่ยวครั้งนี้น่าจะจุดประสงค์เดียวกับผม คือเป็นชาวคาทอลิกที่นอกจากต้องชมวิถีธรรมชาติ อยากดูโบสถ์ อยากดูปฏิมากรรมของชาวคริสตังดั้งเดิม เนื่องจากบรรพบุรุษส่วนหนึ่งของผมเองเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เคยมีรากฐานจากที่นี่... อายุมากแล้วครับต้องรีบๆไป เดี๋ยวไม่มีแรง ขอบคุณที่ลงข้อมูล


โดย: Manit IP: 116.58.231.242 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:53:37 น.  

 
ชอบค่ะ เนื้อหาก็ดีภาพก็สวยมาก แต่ตัวหนังสือเขียวสะท้อนแสงนั่นอ่านยากมากๆ เขียวธรรมดายังพอทนแต่นี่เขียวสะท้อนแสงเล่นเอาแสบตาเวลาอ่านมาก แต่ก็ขอบคุณสำหรับการแบ่งบันในครั้งนี้ นี่สิถึงจะเรียกว่าคนไทย มีน้ำใจจริงๆพ่อคุณแม่คุณเอ้ย


โดย: มากกว่ารัก IP: 192.168.1.46, 202.28.32.99, 202.28.35.3 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:15:57:07 น.  

 
ขอบคุณ คุณปลาโอเค็ม,คุณsweety-around the world,คุณพีเล็ก,คุณนักเที่ยว,คุณManit และคุณมากกว่ารัก ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมชม

สำหรับเรื่องตัวหนังสือสะท้อนแสงที่คุณมากกว่ารักแนะนำ ในเรื่องต่อ ๆ ไปผมพยายามจะไม่ใช้สีเขียวสด นะครับ ขออภัยด้วยครับ


โดย: Nutt (People_Trip ) วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:13:23:44 น.  

 
อ่านแล้วชอบค่ะ ได้ข้อมูลเยอะเลย สิงหานี้กำลังจะไปพอดี


โดย: luktan IP: 223.204.181.74 วันที่: 27 มิถุนายน 2555 เวลา:16:30:36 น.  

 
- ขอบคุณ คุณ luktan มากนะครับ ที่กรุณาเยี่ยมชม ครับ


โดย: Nutt (People_Trip ) วันที่: 24 สิงหาคม 2557 เวลา:15:20:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

People_Trip
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 


If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine. "ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"






Free TextEditor
Friends' blogs
[Add People_Trip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.