If you tremble with indignation at every injustice.Then you are a comrade of mine.
Group Blog
 
All Blogs
 
มาเก๊า-ฮ่องกง




เขตปกครองพิเศษมาเก๊า(Macao Special Administrative Region of the People's Republic of China) ตั้งอยู่ในเขตมณฑลกวางตุ้ง บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล ทิศเหนือติดกับเมือง จูไห่ของมณฑลกวางตุ้ง มาเก๊ามีดินแดน 4 ส่วน คือ คาบสมุทรมาเก๊า, เกาะไทปา, เกาะโคโลอาน และพื้นที่ถมทะเลขึ้นมาใหม่ เรียกว่า โคไท เป็นการถมทะเลเชื่อมเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน เข้าเป็นพื้นที่เดียวกัน  มาเก๊าถูกปกครองโดยประเทศโปตุเกสมาก่อน  และเป็นอาณานิคมของยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดของจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 อำนาจอธิปไตยเหนือเกาะมาเก๊าได้ย้ายไปที่สาธารณรัฐประชาขนจีน มาเก๊ามีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมคาสิโนแต่ในปัจจุบันมาเก๊าพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นประเทศท่องเที่ยว เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกชาวไทยเราเริ่มรู้จักมาเก๊ามากขึ้น  หลังมีบริษัททัวร์จัดโปรแกรมไปมาเก๊า-ฮ่องกง และสายการบินต้นทุนต่ำเปิดเส้นทางบิน


ส่วนฮ่องกงนั้น เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า "เซียงก่าง" ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า "ท่าเรือหอม" มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพอังกฤษ นำโดยกัปตัน Charles Elliot (ชาร์ลส์ อีเลียต) แล่นผ่านน่านน้ำระหว่าง แหลมเกาลูนและเกาะแห่งหนึ่งที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด กัปตันอีเลียต เกิดได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือและขึ้นฝั่ง ส่งล่ามลงไปสอบถาม ได้ความว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม กัปตันรับทราบด้วยความประทับใจ เมื่อกัปตันอีเลียตเดินทางกลับสู่อังกฤษและได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำการฝ่ายการพาณิชย์ของอังกฤษในภาคพื้นเอเซีย ซึ่งขณะนั้นเอง ประเทศอังกฤษซึ่งปกครองโดยพระนางวิกตอเรีย กำลังต้องการอาณานิคมในแถบทะเลจีนใต้ เพื่อใช้เป็นที่จัดส่งสินค้า หรือฝิ่นนั่นเอง และประจวบเหมาะพอดีกับที่ฝ่ายอังกฤษและจีน กำลังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่นในแถบกวางตุ้งของจีน จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้น ในปี ค.ศ. 1839 กัปตันอีเลียตจึงตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ท่าเรือกลิ่นหอม และประกาศให้ดินแดนแถบนั้นเป็นของอังกฤษ ในวันที่ 26 มกราคม ค.ศ.1841 ว่ากันว่ามีเหตุการณ์ที่น่าขัน และสร้างความขายหน้าให้กับพระราชินีวิคตอเรียยิ่งนัก ที่กองทหารอังกฤษเข้ายึดเกาะที่มีแต่หินโสโครก หาประโยชน์ไม่ได้เลย กัปตันอีเลียตจึงถูกลงโทษด้วยการส่งไปเป็นกงสุลอังกฤษประจำเท็กซัสแทน ตั้งแต่นั้น จีนและอังกฤษกระทบกระทั่งกันเรื่องการค้าฝิ่นเรื่อยมา เกิดสงครามฝิ่นถึงสองครั้ง หลังสงครามฝิ่นครั้งที่สองนี่เอง อังกฤษได้บีบบังคับให้จีนทำสัญญา โดยให้อังกฤษเช่าฮ่องกงทั้งหมด เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันหมดสัญญาไว้วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997

ด้วยภูมิประเทศของฮ่องกงเอง ที่เป็นเมืองท่าน้ำลึก เหมาะแก่การจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ จึงทำให้ฮ่องกงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก 
ผู้สำเร็จราชการคนแรกที่มาประจำยังเกาะฮ่องกง ท่านลอร์ด Palmerston เคยขนานนามเกาะแห่งนี้ไว้ว่า "หินไร้ค่า" แต่อังกฤษได้ช่วยวางรากฐานการศึกษา การปกครอง และผังเมืองให้ฮ่องกงเป็นอย่างดี เพียง ชั่วพริบตาเดียว ฮ่องกงได้กลับกลายเป็นศูนย์กลางพาณิชย์และยังเป็นประตูเปิดสู่ประเทศจีน ปลายศตวรรษที่ 19 ดินแดงตอนปลายคราบสมุทรเกาลูนก็ตกเป็นอาณานิคม และอังกฤษยังได้สิทธิเช่าเขตนิวเทอริทอรี่ส์ เป็นเวลา 99 ปี ซึ่งอังกฤษได้ทำพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกง ให้แก่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ไปเรียบร้อย ทั้งนี้เคยมีการเจรจาระหว่างอังกฤษโดย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ นายเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำฝ่ายจีน เพื่อเจรจาขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ แต่ได้รับการปฏิเสธ และในปีเดียวกันนั้น วันที่ 26 กันยายน ผู้นำทั้งสองจึงเปิดเจรจาอีกครั้งและลงนามในสัญญา โดยมีสาระสำคัญว่า อังกฤษจะยอมส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน และจีนได้ให้สัญญาว่าจะยอมให้ฮ่องกง อยู่ในฐานะ "เขตปกครองตนเอง" ภายใน 50 ปี ปัจจุบันจีนได้มอบหมายให้มีตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง และจีนได้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้รัฐบาลปักกิ่งรับผิดชอบด้านกิจการต่างประเทศ การทหาร และความมั่งคงเท่านั้น ส่วนการบริหารยังคงให้อิสระแก่ชาวฮ่องกงเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามด้วยทำเลอันเหมาะสม เกาะฮ่องกงก็ยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในศตวรรษที่ 21 ในฐานะเมืองท่าการค้าระหว่างประเทศ ฐานที่ตั้งสำคัญของผู้ผลิต และศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


 


 





เดินทางโดยเครื่องบินสู่มาเก๊าแล้วนั่งเรือ Ferry ข้ามไปเกาะฮ่องกง
(ประหยัดและได้ท่องเที่ยว 2 ประเทศที่แตกต่าง) 4 คืน 5 วัน  พักฮ่องกง 2 คืน พักมาเก๊า 2 คืน



1 มี.ค. 51 เดินทางด้วยเที่ยวบิน แอร์เอเชีย  ด้วยเที่ยวบิน FD3600 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 7.00 น.
 (ซึ่งจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน ราคา 3 บาท) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.ครึ่ง   ถ้าเดินทางวันเสาร์กรุณาเผื่อเวลาสำหรับกระบวนการ ตม.ด้วยเพราะคณะทัวร์จะเดินทางวันเสาร์  อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 4.13 บาท/HKD 10.30 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติมาเก๊าผ่านพิธีการ ตม. เนื่องจากเป็นประเทศท่องเที่ยวกระบวนการจึงไม่ยุ่งยากนัก (จริง ๆ แล้วปัจจุบันทุก ๆ ประเทศก็พยายามลดขั้นตอนตรงจุดนี้เหมือนกัน) สนามบิน Macau International Airport หรือ ภาษาโปรตุเกส คือAeroportointernacional De Macau สนามบินถูกสร้างขึ้นด้วยการถมทะเลเนื่องจากประเทศมาเก๊าไม่มีพื้นที่มากนัก จึงทำให้ภูมิทัศน์สวยงามมีระบบการจัดการดีมาก   สนามบินตั้งอยู่บนเกาะไทปา 

ดังนั้นจะเดินทางไปท่าเรือ Ferry สามารถเดินทางได้ด้วยรถเมลสาย AP1 ป้ายรถเมลดูง่ายมีสายรถเมลและสถานที่ผ่านติดอยู่สามารถหมุนป้ายดูสายได้สะดวกมากสำหรับระบบขนส่งมวลชน(ค่ารถเมล 3.3 Pataka/ประมาณ 14 บาท),Taxi แต่ถ้าไม่รีบวิธีที่แนะนำคือนั่งรถบริการของโรงแรม Shuttle Bus ของโรงแรม Venetian แล้วไปลงที่โรงแรมต่อด้วยสายที่วิ่งไปท่าเรือ Ferry ได้ (ข้อสำคัญให้บริการฟรี  สามารถขึ้นได้ทุกคนไม่มีการตรวจสอบ) รถออกทุก ๆ 10 นาทีใช้เวลาประมาณ 5 นาทีจากสนามบิน-โรงแรม และประมาณ 15 นาทีจากโรงแรมไปท่าเรือ  ระหว่างเปลี่ยนรถสามารถแวะเดินเที่ยวชมภายใน Venetian ซึ่งภายในสวยงามมาก
ถึงท่าเรือNew Macau Maritime Ferry Terminal ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 2 ซื้อตั๋วเลือกเรือของบริษัท  First Ferry ค่าโดยสารเที่ยวละ 155HKDจะให้ดีแวะหยิบแผนที่มาเก๊าเผือไว้ตอนกลับจาก Tourist Information ซึ่งอยู่ชั้น 2 เหมือนกัน เที่ยวเรือออกเวลา 12.30 น.  ออกทุก 15 นาที(ไม่จำเป็นต้องขึ้นตามเที่ยวที่ระบุหากมีที่ว่างสามารถขึ้นได้เลย) ไม่จำเป็นต้องโหลดกระเป๋าลงใต้ท้องเรือเพราะจะเสียเงินอีก 20HKD ภายในเรือมีพื้นที่สำหรับวางกระเป๋าอยู่ด้านหลังเรือ     

เรือใช้เวลาวิ่ง 1 ชม.โดยประมาณภายในเรือนั่งสบายมาอาหาร + เครื่องดื่มจำหน่าย  ราคาไม่แพง  ห้องน้ำสะดวก   มี TV แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ฮ่องกงให้ดู  ใกล้ ๆ ถึงจะมีกล้องติดอยู่ที่หน้าเรือมองเห็นฝั่งชัดเจน   เรือ First Ferry จอดที่ท่าเรือ China Ferry Terminal ฝั่งเกาลูน  ผ่านพิธีการทางศุลกากรซึ่งฮ่องกงมีการบริหารจัดการด้านการตรวจคนเข้าเมืองเร็วมาก ๆ และง่ายไม่ยุ่งยาก(ประเด็นหนึ่งน่าจะเป็น Knowhow ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าคนจะข้ามจากมาเก๊ามาเที่ยว  อีกอย่างผ่านพิธีการ ตม.ด้านความปลอดภัยมาจากมาเก๊าแล้ว)  เมื่อออกจากท่าเรือก็เดินไปจิมซ่าจุ่ย(Tsim Sha Tsui)  ดังนั้นเลือกพักที่ Tsim Sha Tsui จะสะดวกกว่าเพราะสามารถเดินเท้าได้   สามารถจองโรงแรมผ่าน Hotelworld.com ได้เลือกโรงแรมประเภทที่ 2-3 ดาวหรือต่ำกว่า  ใช้นอนและเก็บของอย่างเดียวมีห้องน้ำในตัว TV น้ำอุ่นและตู้เย็น 

นอกจากนั้นมีน้ำดื่มให้(แต่เป็นคูเลอร์รวมสามารถเติมมาดื่มในห้องได้)   แต่แคบมากอยู่ตามแฟตเก่า ๆ แต่ถ้ามองว่าอยู่กลางเมืองเดินทางสะดวกและไม่เรื่องมากก็สามารถอยู่ได้ เราเลือกเดินทางไปที่แรกคือ The Peak Tower Sky Terrace ซึ่งเป็นสถานที่ชมวิวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของประเทศฮ่องกง  การเดินทางจากย่านที่พักจิมซาโจ่ยโดยลงรถไฟฟ้าใต้ดินขึ้นที่ท่าเรือ Central Pier ถนน Barbour View แล้วต่อรถเมลสาธารณะเปิดประทุนสายเดียวของฮ่องกง  ตรงจุดนี้เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าพยายามเดินหาหอนาฬิกาติดท่าเรือ Pier 6 ขึ้นรถไฟฟ้าอย่างงถ้างงจะเสียเวลาเดินหาและจะหลง  ดังนั้นสอบถามคนพื้นที่ไปรถป้ายรถเมล์ 15C บอกรถเมลเปิดประทุน รถเมลใช้บัตร Octopus(บัตรปลาหมึก) ได้ไม่ต้องห่วงว่าจะลงตรงไหนเพราะมีแต่นักท่องเที่ยวดังนั้นทุกคนพยายามแย่งกันนั่งข้างบนจึงต้องพยายามเข้าคิวต้น ๆ ไปไม่ทันไม่ต้องห่วงเดี๋ยวก็มาอีกเพราะรถวิ่งวน(จราจรไม่ติดเหมือนไทย)  

ตลอดทางสามารถชมเมืองฮ่องกงก็เห็นสภาพบ้านเมืองตึกรางบ้านช่องก็ตื่นตาตื่นใจดี  เดินทางมาถึงรถราง(Peak Tram)เพื่อรอขึ้นรถรางขึ้น The Peak Tower ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของฮ่องกง นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะทำให้ผมไม่แปลกใจเลยที่ฮ่องกงเป็นเมืองเล็กนิดเดียวแต่เป็นเมืองที่ผู้คนจากทั่วโลกชื่นชอบที่จะมาท่องเที่ยว  ท่านที่ไม่ต้องการต่อคิวสามารถซื้อบัตรขึ้นตรงถึง The Peak  Tram ได้แต่ราคาบัตรจะรวมค่าเข้าชม พิธภัณฑ์ Madame Tussauds เข้าไปด้วย   The Peak Tower นอกจากจะเป็นจุดชมเมืองฮ่องกงแล้วยังเป็นแหล่งชมปิ้ง Sport Club ร้านอาหารการกิน  และยังเป็นที่ตั้งของ Madame Tussauds(Hong Kong) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนคนดังค่าเข้าชม 120HKD.(แพงครับเมื่อเทียบเป็นเงินไทย) ท่านใดที่ไม่อยากเสียค่าเข้าชมสามารถถ่ายรูปกับ Super Star ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า 1-2 รูปปั้นได้   แต่จุดที่ควรขึ้นชมคือดาดฟ้าของอาคารซึ่งตรงจุดนี้ต้องเสียค่าเข้าชม 20HKD อากาศข้างบนจะเย็นและลมแรง(ดังนั้นท่านที่แพ้อากาศหนาว+ลม ควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อม) 

เมื่อผ่านเข้าไปก็เลือกชมตามอัธยาศัย  เวลาประมาณ 8.30 น.ทุกวันจะมีการโชว์ Symphony of Life (ซึ่งเป็นการแสดงแสงสีของตึก อาคารต่าง ๆ 40 อาคารในฮ่องกง)  เป็นการแสดงแสงสีเสียงโดยแบ่งเป็น 5 ชุดได้แก่ Awakening ,Energy Heritage Partnership และ Celebration ผมดูยังไงก็แบบเดียวและอย่าคิดว่าจะตื่นตาตื่นใจเหมือนที่เห็นในทีวี  หรืออินเตอร์เนต  ถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาล  ส่วนขาลงเราเลือกนั่งรถเมล์สาย 15เนื่องจากต้องการแวะเที่ยวชมบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดที่เริ่มจากถนน Queens Road  ผมไม่รู้ว่ายาวที่สุดในโลกหรือเปล่าแต่เท่าที่สัมผัสมาขอบอกว่ามันยาวจริง ๆ เป็นสวัสดิการที่สุดยอดของรัฐบาลฮ่องกงที่มอบให้กับประชาชนที่พักอาศัยอยู่บนยอดเขาที่เป็นการเอาชนะธรรมชาติได้เป็นอย่างดี  ระหว่างทางจะเป็นประเภทร้านอาหาร ผับ บาร์ (แต่อย่าคิดว่าผับบาร์จะยิ่งใหญ่เหมือนในประเทศไทยเห็นจะไม่มี 

เพราะเราภูมิใจได้อย่างหนึ่งว่าประเทศเราพวกเรื่องไร้สาระหน่ะเราเป็นที่สุดในโลกแล้ว เช่น ผับ บาร์ อาบอบนวดใหญ่ที่สุดในโลกที่อยู่หน้าวัด ธูปยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ ขนมหมอแกงใหญ่ที่สุดในโลก) กลับมาเรื่องของขึ้นบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด(ในโลก) ขนาดขึ้นบันไดเลื่อนยังเมื่อย ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้วจะเดินลงนั้นคงไม่ไหวเป็นแน่   เพราะฉะนั้นแนะนำให้นั่งรถเมลลงมีหลายสายเลือกได้ตามอัธยาศัย จุดบนสุดส่วนใหญ่เป็นย่านพักอาศัย จำพวกคอร์ท อพาตเม้นท์   นั่งรถเมลก็ง่าย ๆ หาลงตรงไหนก็ได้ที่มีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แวะทานอาหารเย็นกันสักหน่อยเพื่อความอิ่มท้องราคาอาหารเย็นก็ประมาณ 15-18HKD เลือกทานตามอัธยาศัย  น้ำประมาณ  10HKD ที่ผมชอบมากคือไอติมที่เป็นรถตู้วิ่งขายยี่ห้อ Mister Softee ไอติมโคนราคา 7HKD อร่อยมาก ๆ แต่คิดเป็นเงินไทยแล้วเกือบ 30 บาทก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับไอติมมียี่ห้อบ้านเรา  ขึ้น MRT ที่สถานีรถไฟฟ้าจิมซาโจ่ยแวะเดินถนนนาทาน  และสำคัญต้องแวะถ่ายรูปที่หน้าสถานีตำรวจจิมซาโจ่ย(เพราะจำได้ว่าหนังฮ่องกงถ้าพวกเจ้าพ่อถูกจับลูกสมุนจะต้องยกพวกมาปิดสถานีตำรวจนี้  แต่ปัจจุบันไม่เห็นภาพแล้ว  สงบมาก) 

สำคัญคือที่โรงแรมน้ำอุ่นปิด 23.00 น. ถ้ากลับดึกก็ต้องถูกทำโทษโดยการต้องอาบน้ำธรรมดา  แต่น้ำธรรมดาบนอุณหภูมิ 15-17 องศา   ก็ต้องทำใจเหมือนอาบน้ำตู้เย็นเลย ท่านใดสามารถทนกับการไม่อาบน้ำได้ก็นอนได้เลย   แต่ผมคนนึงไม่สามารถนอนได้ถ้าไม่อาบน้ำก็ต้องรับกรรม   จบไปสำหรับวันแรกใน ฮ่องกง มาเก๊า  วันเดียวเดินทาง 3 ประเทศ (ไทย มาเก๊า ฮ่องกง)  คิดระยะทางการเดินเท้าแล้วหลายกิโล  ปวดเส้นเอ็นนอนดีกว่า



2 มี.ค. 51  วันนี้มีแผนที่จะเที่ยว 3 ที่ คือ เที่ยวชมพระใหญ่โปลิน และหมู่บ้านชาวประมง Tai O ซึ่งเป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ของชาวพื้นเมืองฮ่องกง ตามด้วยสนามบินนานาชาติฮ่องกง เช็กลักก๊อก  เดินทางโดยรถไฟฟ้า MRT ที่ฮ่องกงจะเรียนว่า Sub Way ขึ้นสายอะไรก็ไม่รู้แต่ต้องต่อสายสีแดงเพื่อลงสุดสายที่สถานี Tung Chung ขึ้นจากรถไฟฟ้าก็ไม่ต้องห่วงอีกคนจะมุ่งหน้าไปที่เคเบิ้ลคาร์(มีป้ายบอกทางตลอด) เริ่มจากการขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อขึ้นชมพระใหญ่โปลิน(Po Lin Monastery/Buddha) ขึ้นกระเช้าเคเบิลคาร์แนะนำให้ไปเช้า ๆ เพราะสายคนและคณะทัวร์จะเยอะมาก ๆ (ขอย้ำว่าเยอะมาก ๆ ) และจะเป็นผลกับท่านที่ชอบถ่ายรูปเพราะเมื่อคนเยอะก็จะเป็นขยะทางวิสัยทัศน์  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงควรถึงเช้า ๆ เพราะไม่มีคนพวกเราไปถึงกระเช้า Cable Car และซื้อตั๋วเวลา 9.45 น.  ซึ่งบริษัทที่ได้สัปทานคือ Ngong Ping360(
www.NP360.com.hk)ราคาประมาณ 58HKD แต่ถ้าซื้อไป-กลับจะถูกกว่าประมาณ 88HKD แต่เราวางแผนว่าจะนั่งรถเมล์เพื่อไปหมู่บ้านชาวประมง   เคเบิลคาร์ยาวมากมีหลายสถานีมีจุดเช็คความปลอดภัยให้กับผู้เดินทางตลอดเวลา  ก็น่าเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยแต่สบายใจได้สูงขนาดนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทรมาน 

เมื่อถึงพระใหญ่ก็คงตามที่เห็นกันในสื่อทั่วไปมีบันไดขึ้น 268 ขั้นองค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์น้ำหนัก 250 ตันสูง 34 เมตร(ตามที่ผมเคยอ่านมาจำได้ว่าใช้เวลาสร้าง 10 ปี) ด้านในบรรจุพรบรมสารีริกธานตุจากศรีลังกา  รอบ ๆ มีรูปนางฟ้าและเทพเจ้าต่าง ๆ ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์(ใครชอบพวกประวัติก็น่าเข้า)   หลังจากที่เที่ยวชมพระใหญ่โปลินสักพักเราก็เลือกที่จะเดินทางลงด้วยรถเมลเพื่อเดินทางต่อไปที่หมู่บ้านชาวประมงไอโอ(Tai O) แวะทานอาหารเที่ยงกันที่นี่   สภาพหมู่บ้านสงบเงียบมากมีจำพวกของฝากจากทะเลขาย และของแห้งขาย คล้าย ๆ กับบางแสนบ้านเรา  ที่ผมชอบที่นี่มากคือเค้ามีกฎห้ามใช้รถมอเตอร์ไซด์   พาหนะในหมู่บ้านคือจักรยานซึ่งทำให้ชีวิตสงบลงมาก  สภาพชาวประมงดั่งเดิมแทบไม่มีให้เห็นแล้ว  ดูภาพรวมจริง ๆ จะเป็นการจัดฉากสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวซะมากกว่า   เราออกจากหมู่บ้านเพื่อเดินทางสู่สนามบิน เช็กลักก๊อก   ถามว่าทำไมเราต้องเดินทางไปเที่ยวสนามบิน   คำตอบก็คือสนามบินเช็กลักก๊อก  รัฐบาลฮ่องกงพยายามที่จะให้ลืมชื่อนี้แต่ให้คนทั่วโลกจดจำในชื่อสนามบินนานาชาติฮ่องกง (International Airport)   สนามบินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกซึ่งในเอเชียสนามบินที่มีชื่อเสียงก็เช่นชางฮีของสิงคโปร์  นาริตะของญี่ปุ่น หรืออินชอนของเกาหลีใต้ ดังนั้นหากไปเยือนฮ่องกงก็ควรไป    ซึ่งเมื่อเราเดินทางไปจากสุวรรณภูมิแล้วเราก็จะรู้สึกได้ว่าไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าของเราเท่าไหร่อาจจะต่างกันที่ระบบการบริหารจัดการภายในสนามบิน  และความบ้าคลั่งของการทำงธุรกิจโดยการให้พื้นที่ให้เอกชนเช่าเท่านั้น    ทั้งหมาดที่กล่าวมาคือเหตุผลที่ต้องไปเยือนสักครั้งถ้าเข้ามาฮ่องกงทาง Ferry   ออกจากสนามบินนานาชาติฮ่องกงก็ค่ำมากแล้วการเดินทางจากสนามบินสะดวกมากเพราะมีระบบขนส่งมวลชนที่สะดวกคือสามารถเลือกเดินทางด้วยรถ Taxi หรือรถสาธารณะก็ได้สะดวกมากมีรถเมลเป็น 10 สายแต่ไม่มีรถไฟฟ้าผ่าน  เมื่อนั่งรถเมลเข้าเมืองก็อย่างเดียวกับวันแรกคือพยายามหาจุดที่ใกล้รถไฟฟ้าเพราะง่ายต่อการเดินทาง  

หากหลงทางอยู่ฮ่องกงไม่ยากพยายามมองหาคนที่หน้าตาเป็นคนรุ่นใหม่จะสามารถพูดอังกฤษได้ทุกคนตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดง(พูดดีกว่าเราเสียอีก)  โดยลงกลางเมืองเพื่อจะขึ้นรถเมล์ไปลงที่ Repulse Bay  น่าจะใช้คำนี้นะคำ Repulse ที่แปลว่า “ขับไล่หรือปฏิเสธ” ซึ่งน่าจะเป็นฐานที่มั่นทางการทหารเพื่อปกป้องมาตุภูมิเมื่ออดีตเราจะรู้ว่าถึงหรือยังให้สังเกตตึกมีรูตรงกลาง  ที่มีชื่อทางฮวงจุ้ย(เค้าว่าต้องสร้างมีรูเพื่อให้มังกรรอดผ่าน) เมื่อลงจากรถสามารถเดินลงชายหาดเลี้ยวซ้ายประมาณ 300 เมตรจะพบรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมและเทพต่าง ๆ (ทัวร์ไทยทุกเจ้าต้องมาที่นี่) เค้าว่าให้ยืนด้านหน้าเจ้าแม่กวนอิมที่เป็นวงกลมแล้วอธิฐาน  เดินข้ามสะพาน 1 รอบจะมีอายุเพิ่มขึ้น 3 ปีแต่ห้ามเดินสวนทาง   ผมจึงเลือกที่จะไม่เดินเกรงว่าจะอายุยืนขึ้นอีก(ซึ่งเป็นกรรม) วันนี้เรากลับถึงที่พักเราหน่อยอาจจะเพราะเหนื่อและร่างกายอ่อนล้ามากแล้ว  คงต้องกล่าวคำว่าราตรีสวัสดิ์





3 มี.ค. 51 วันนี้ถึงกำหนดที่จะต้องเดินทางเพื่อกลับไปมาเก๊าเราใช้เวลาช่วงเช้าวางแผนกันว่าจะCheck Out โรงแรมก่อนแล้วฝากกระเป๋าไว้แล้วไปเที่ยว Avenue of  Star และพิพิธภัณฑ์ฮ่องกง(Hong Kong Museum of History) พอดีวันนี้เป็นวันจันทร์เราเดินทางด้วยรถไฟฟ้าจึงได้พบกับชั่วโมงเร่งด่วนของฮ่องกงไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวความเร่งด่วนในการก้าวเดิน  จำนวนผู้คนที่ใช้บริการขนส่งมวลชน  เห็นแล้วต้องบอกคำเดียวว่าทึ่ง ๆ ในระบบการจัดการขนส่งมวลชน  ทึ่งในความเคลื่อนไหวของผู้คน  เราเลือกไปที่แรกคือ Avenue of Star ซึ่งจะมีดารามีชื่อของฮ่องกงมาประทับลายมือและเซ็นชื่อกำกับไว้เหมือนที่ฮอลลิวู้ด  ภายหลังที่ฮ่องกงถูกส่งกลับคืนให้จีนเศรษฐีทั้งหลายรวมถึงดารา super star หลายคนโอนสัญชาติไปอยู่อเมริกาบ้าง แคนาดาบ้าง  

สามารถเดินตามป้ายเพื่อไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติฮ่องกงสามารถเดินไปจากย่าน Avenue of  Star ได้แต่ไกลพอสมควรผ่านสวนสาธารณะ และที่สำคัญคือพิพิธพัณฑ์ฮ่องกงซึ่งแบ่งเป็นในส่วนของประวัติประเทศ และวิทยาศาสตร์   ผมใคร่ที่จะอยากดูในส่วนของประวัติประเทศมากกว่า  เพราะโดยส่วนตัวผมชอบศึกษาประวัติศาสตร์เพราะประวัติศาสตร์จะบอกความเป็นอารยของประเทศนั้น ๆ ว่ากว่าจะสร้างประเทศ สร้างบ้านสร้างเมืองมาเค้ามีความเจ็บปวดอย่างไร ผ่านวิกฤษตการณ์อะไรมาบ้างซึ่งจริง ๆ แล้วหากเป็นฝรั่งเค้าจะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เป็นสิ่งแรกแต่หากเป็นคนไทยจะให้ความสำคัญกับการถ่ายรูปมากกว่านี่คือความแตกต่างของวิธีคิด 

พิพิธภัณฑ์ฮ่องกงค่าเข้าชมเพียง 10HKD เป็นเงินไทยเท่ากับ 40 บาทเท่ากับราคารน้ำ 1 ขวด   ในขณะที่ค่าครองชีพอื่น ๆ ราคาสูงแต่ค่าเข้าชมพิพิธพัณฑ์กลับราคาถูกนี่เป็นเพราะฮ่องกงต้องการให้เยาวชนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้โดยสะดวก  รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศตน  มีเวลาไม่พอจึงต้องเลือกชมเฉพาะในส่วนของประวัติศาสตร์ได้เพียงอย่างเดียวเนื่องจากต้องการใช้เวลากับ Hong Kong Museum of History อย่างเต็มที่  พิพิธภัณฑ์มีการบริหารจัดการเป็นอย่างดีมีเจ้าหน้าที่มากมายให้การตรวจสอบดูแล และควบคุมการเข้าชมอย่างเป็นระเบียบ  มีการจัดแบ่งเป็นเรื่องราวและสัดส่วนประกอบด้วยกัน 7 ส่วน

เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  ยุคหิน ยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงค์ของจีน 2 ราชวงศ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวฮ่องกงในอดีต   และยุคที่อยู่ภายใต้การประครองของอังกฤษ และญี่ปุ่น  รวมถึงเรื่องของความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมภาพยนตร์(ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมส่งออกของฮ่องกงที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก) จริง ๆ เวลาน้อยไปหน่อยที่จะได้ชื่นชมแบบเต็มที่  ได้เวลาอันควรและท้องเริ่มหิวแล้วคงต้องหาอาหารเที่ยงรัปทานและกลับไปที่โรงแรมเพื่อรับกระเป๋าเพื่อเดินทางต่อไปมาเก๊า   

จากโรงแรมที่พักย่านจิมซาโจ่ย(ถนน Na Than) สามารถเดินไปขึ้นเรือที่ท่าเรือของ First Ferry ได้เดินเท้าประมาณ 10 นาที  ถึงท่าเรือผ่านพิธีการ ตม.เรียบร้อย    ก็ได้พบน้องที่มาทำโพลสอบถามเกี่ยวกับการมาเที่ยวฮ่องกง   ที่น่าประทับใจคือเค้าสอบถามว่าเราเป็นคนชาติอะไร  พอเราบอกเป็นคนไทยเค้าก็หยิบแบบสอบถามภาษาไทยมาถามเรา   แบบสอบถามจะเป็นในส่วนของความประทับใจที่ฮ่องกง โรงแรมที่พัก เงินที่เราใช้จ่าย จำนวนเวลาที่เราพักในฮ่องกง ตอบแบบสอบถามเสร็จเค้าก็มีของที่ระลึกให้เป็นเข็มกัด   ได้ขึ้นเรือเที่ยว 16.30 น.แปลกที่ค่าเรือถูกลง 133HKD. น่าจะเป็นเกี่ยวกับเวลาหรือเป็นเพราะเที่ยวกลับ หรือด้วยเป็นเพราะวันธรรมดาอันนี้ไม่รู้  ท่านใดอยากทราบสามารถ สอบถามได้ที่ First Ferry Customer Servcie Hotline :(852)2131-8181 Hong Knog  หรือ (853)727676(Macau) 

นั่งเรือประมาณ 1 ชม.ก็ถึงเกาะมาเก๊าเมื่อขึ้นจากท่าเรือก็เหมือเดิมผ่านขั้นตอน ตม. (เค้าไม่นับยืดเวลาให้คือหักระยะเวลาที่อยู่ในฮ่องกงถือเป็นอยู่ใน Trip นี้ด้วย คือไม่นับเป็นการออกประเทศแล้วเข้าใหม่อยู่ได้อีก 1 เดือน)  ภายหลังออกจากท่าเรือก็หารถเมลเพื่อไปลงที่ Senado Square ภาษามาเก๊าจะเรียก “ซานหม่าหลง” รถเมลหาง่ายป้ายรถเมลจะมีการบอกชัดเจนว่าไปไหน  คือดูง่ายไม่หลง  แต่ปัญหาในมาเก๊าคือคนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แม้แต่ในคาสิโน   โรงแรม ร้านอาหาร ภาษามือเป็นอะไรที่จะเข้าใจกันได้ดีที่สุด คราแรกไปดูที่โรงแรม San Va ซี่งอยู่ย่าน Rua de Felicidade ชื่อเรียกยากมากเพราะถนนหนทาง โบสถ์ อาคารส่วนใหญ่เป็นชื่อจีนกับโปรตุเกส  แต่ไม่ค่อยพอใจเรื่องราคาจึงตัดสินใจพักอีกโรงแรมหนึ่งซึ่งถูกกว่าแต่สถาพก็แย่กว่าตามไปด้วย  ห้องเก่ามาก ถึงมากที่สุด  ห้องน้ำรวม   มาเก๊าเป็นเมืองเล็ก  ย่าน Senado Square เดินเที่ยวได้ง่ายมีแผนที่และป้ายบอกตลอดทางแวะโบร์ถโน้นโบสถ์นี้  และที่สำคัญที่ต้องไปก็คือซากประตูโบสถ์เซ็นต์ปอลที่มีชื่อไปทั่วโลก  สามารถเดินต่อไปคาสิโนต่าง ๆ หลายที่    ทุกที่ก็มักจะมีการสร้างตัวตึกให้ทำลายโชคของผู้ที่เข้าไปเสี่ยงดวง   คืนนี้เหนื่อยกันมามากแล้วสมควรแก่เวลาที่กล่าวคำว่านิทราราตรีสวัสดิ์



4 มี.ค.51  วันนี้วางแผนเที่ยววัดอาม่า รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม และด่านชายแดนจูไห่มณฑลกวางตุ้งประเทศจีน และเกาะไทปาพวกเราตื่นขึ้นมาแล้วหาอาหารเช้าใส่ท้องทั้งนี้เพราะรู้ว่าวันนี้คงต้องเดินทางท่องเที่ยวไปหลายที่ทั้ง ๆ ที่ร่างกายล้าเต็มที่เพราะเดินมาก และผ่านทั้งอากาศหนาวและลมแรง   แต่นั่นแหละ The show must go on ชีวิตคงต้องดำเนินต่อไป   อาหารเช้าแบบมาเก๊าผสมผสานระหว่างจีนกับโปรตุเกสอร่อยมากโดยเฉพาะขนมปัง ยิ่งผนวกกับบรรยากาศที่เป็นวิถีชีวิตชาวบ้านก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้กับอาหารเช้าเป็นอย่างยิ่ง  วันนี้เราวางแผนที่จะไปวัดอาม่าเป็นที่แรกเดินไปขึ้นรถ ฝั่งตรงข้าม โรงแรมฝั่งเดียวกับ Senado  รถสาย 10,10A,2,5,9  ไปได้หมด  ค่ารถคนละ 2.5 Pakata(ค่าเงินของมาเก๊าจะอ่อนกว่าฮ่องกงนิดหน่อยประมาณ .10 ดังนั้นหากเราชำระเป็น HKD ก็จะมีเงินทอนนิดหน่อยก็ดีไปอย่าง ปล.ค่ารถในมาเก๊าที่วิ่งบนเกาะมาเก๊า ค่ารถเท่ากันตลอดสาย  และทุกสายด้วยแต่ถ้าวิ่งบนเกาะอื่นค่ารถจะแพงกว่านี้นิดหน่อย  

จะให้ดีหากจะเดินทางไปวัดอาม่าให้เดินทางเช้าหน่อยเพราะเป็นสถานที่ยอดนิยมที่ทุกคนที่มามาเก๊าส่วนใหญ่จะต้องไป  โดยเฉพาะคณะทัวร์ซึ่งจะมีผลต่อการเก็บภาพมากสำหรับท่านที่ชอการถ่ายภาพ  ด้านหน้าของวัดจะมีพิพิธภัณฑ์การเดินเรือ(Museu Maritino)แต่วันนี้เป็นวันอังคารซึ่งเป็นวันปิดทำการของพิพิธภัณฑ์ สถานที่ประเภทนี้ของมาเก๊าจะปิดวันอังคาร  รอบ ๆ วัดมีสถานที่ท่องเที่ยวคือบ้านขุนนางจีน และวิถีชีวิตชาวบ้านย่านนั้น  แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าสถานที่เที่ยวหากอ่านเป็นชื่อ de โน่น de นี่   แต่จริง ๆ ไม่ได้มีอะไรก็คือบ้านเรือน อาคารนั่นแหละ(อย่างไปตื่นเต้นมากเมื่อยขาเปล่า ๆ) จากนั้นก็แวะไปที่อนุสาวรีย์เจ้าแม่กวนอิม  ภายในจะมีประวัติและพิพิธภัณฑ์อยู่เงียบสงบดีเพราะอย่างที่กล่าวไว้ว่าเป็นวันอังคารซึ่งหลายที่ปิด ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มี  จึงสามารถถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย  ถัดจากรูปปั่นเจ้าแม่กวนอิมสามารถเดินมา ดอกบัวยักษ์ ต่อจากนั้นนั่งรถไปด่านพรมแดนจีนจู่ไห่ เมือง Shi จังวัน Sheng มณฑลกวางตุ้ง  ทำให้รู้สึกได้ว่าคนจีนนี่เยอะจริง ๆ สภาพเหมือนขนส่งหมอชิตบ้านเราแต่ผู้คนและความกว้างใหญ่มากกว่าอีก 2 เท่าตัวเห็นจะได้

การเดินทางข้ามด่านถือเป็นการข้ามประเทศจีนดังนั้นต้องทำวีซ่าเข้าประเทศจีน  ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 200 HKD. ซึ่งเทียบกับเวลาแค่ข้ามไปแล้วกลับมาไม่น่าจะคุ้มจึงตัดสินใจเดินทางต่อไปเที่ยว  หมู่บ้านบนเกาะไทปาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  จึงตัดสินใจเดินทางเกาะไทปาเพื่อเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวบ้านนอกจากนั้นยังมีพิพิทธภัณฑ์ที่แบ่งเป็นบ้านหลัง ๆ จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของ  โปรตุเกส หลังรัปทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วหากไม่รีบร้อนที่จะพักผ่อนนักสามารถกลับมาเดินเล่นย่าน Senado Square  หาอาหารจุกจิกรัปทานหรือจะนั่งดื่มเบียร์ก็ไม่เลว  สำหรับคืนนี้คงต้องกล่าวคำว่าราตรีสวัสอีกครั้งหนึ่งแล้วพบกันในวันสุดท้ายในมาเก๊า   คิดถึงบ้านแล้วเหมือนกัน



5 มี.ค.51  วันนี้คงไม่มีอะไรมากตื่นให้สายหน่อยเพราะคงจัดโปรแกรมอะไรมากมายไม่ได้เพราะเครื่องจะออก 16.30 น.เวลามาเก๊า จึงทำการ Check Out และเล่นมุกเดิมคือฝากกระเป๋าแล้วไปเดินเที่ยว หลังรัปทานอาหารเช้าแล้วก็เดินเล่นย่าน Senado Square ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของมาเก๊า มีตึกเก่าแก่ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 สามารถเดินไปทางโบสถ์เซนต์ดอมินิค(St.Dominic) จนถึงประตูโบสถ์เซ็นต์ปอล(Ruins of  St.Paul) ที่ถูกไฟไหม้ สามารถขึ้นไปชั้น 2 ของประตูโบสถ์ได้เดินเข้าด้านในจะเป็นพิพิธภัณฑ์โบสถ์และเป็นที่เก็บเครื่องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ที่สำคัญท่านใดไม่ใช่คริตส์ที่เป็นคาทอลิกคงจะไม่ทราบว่าแต่ละชิ้นใช้ทำอะไรและมีความหมายอย่างไร 

บังเอิญผมเป็นคาทอลิกจึงทราบทุกอย่างเพราะอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่กับวิถีชีวิตเรามาตั้งแต่เราเกิด  ไม่ว่าจะเป็นจอกการิต(ที่ใส่โลเหล้าองุ่นที่พระสงฆ์ใช้ทำพิธีมิซาและแทนว่าเป็นโลหิตพระเยซู) หรือจะเป็นที่ใสศีลใช้สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ไปประกอบพิธีกรรมมิซา(ซึ่งถือว่าแทนพระกายของพระเยซู)  หลังจากชมเสร็จสามารถเดินด้านขวาซึ่งจะเป็นทางขึ้นป้อมปราการที่สร้างสมัยโปรตุเกสระหว่างทางขึ้นมีห้องน้ำสำหรับสุนัขด้วยจะเห็นว่าการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับประชาชน และความรับผิดชอบของประชาชนของมาเก๊ามีวินัยมาก  ผมเห็นเค้าจูงสุนัขมาเดินเล่นเมื่อสุนัขอุจาระกลางถนนเค้าก็เตรียมหนังสือพิมพ์มาเก็บทำให้ประเทศเค้าไม่มีการเหยียบขี้หมา(แบบ....)เมื่อขึ้นไปถึงป้อมปราการจะมีปืนใหญ่แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนโปตุเกสต้องใช้ป้อมนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการปกป้องมาเก๊าจากผู้รุกรานทางทะเลเป็นแน่แต่เวลาชักจะล่วงเลยจึงกลับโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้และเดินทางต่อไปยังท่าเรือ Ferry

สาเหตุที่ไปที่ท่าเรือด้วยเหตุผลว่าเรารู้แล้วว่าที่ท่าเรือจะมีรถของโรงแรม Venetian ซึ่งเป็นShuttle Bus ให้บริการฟรีและกะว่าจะแวะเดินเล่นที่ Venetian เพื่อรอต่อรถ shuttle  bus ออกทุก ๆ 10 นาทีเมื่อมาถึงโรงแรม Venetian สิ่งที่ขาดไม่ได้คือต้องเข้าไปเดินภายในซึ่งจำลองเวนิชมาไว้ในภายในตัวตึกซึ่งต้องบอกว่าสร้างได้สวยจริง ๆ และมีความงดงามมากถึงแม้จะมาจากมือมนุษย์  มีเรือพายรับผู้ที่ต้องการใช้บริการ   คนพายส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งหรือมาเก๊าลูกครึ่งพายไปก็ร้องเพลงโอเปร่าไป   ภายในมีคาสิโนซึ่งใหญ่มาก ๆ นอกจากนั้นก็เป็นที่ Shopping Brand Name ร้านอาหารชื่อดังระดับโลก  รวมไปถึงห้องประชุมสัมมนาต่าง ๆ มากมายและใหญ่โตมาก ๆ ยิ่งได้ดูวิธีการจัดสร้างซึ่งทางโรงแรมฉายผ่านโปรเจกเตอร์แล้วยิ่งสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้  สมควรแก่เวลาก็ไม่รอ Shuttle Bus เพื่อเดินทางต่อไปที่สนามบินนานาชาติมาเก๊าเพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยต่อไปด้วยเที่ยวบินที่ FD3605 Macau-Bangkok ออกจากสนามบินมาเก๊าเวลา 16.30 น.จริง ๆใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.ครึ่งแต่เนื่องจากความต่างของเวลา 1 ชม. จึงทำให้เถึงสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 18.20 น.


สำหรับผมแล้วการเดินทางต่างประเทศแต่ละครั้งผมไม่ได้มองแค่ในเรื่องการท่องเที่ยว  เพราะโดยส่วนตัวของผมไม่ค่อยชอบเสียเวลากับเรื่องของการเที่ยวเตร่สักเท่าไร  หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับพวกสาระความบันเทิง  เพราะรู้สึกว่าชีวิตคนเราสั้นเราไม่ควรใช้ชีวิตไปกับความบันเทิงให้มากนัก  ควรใช้ชีวิตกับการทำงานช่วยเหลือสังคม คนที่อ่อนแอกว่า   และการพัฒนาประเทศชาติ    ทุกครั้งที่ผมท่องเที่ยวผมจึงพยายามมองหาโอกาส  ดูความเจริญของนานาอารยประเทศเพื่อนำกลับมาพัฒนาบ้านเมืองเราให้เจริญและมีวิธีคิดให้เท่าทันประเทศนั้น ๆ รวมถึงการแข่งขันกันในสมาคมโลกด้วย    หากประเทศเราไม่มีการปรับตัวเรื่องการบริหารจัดการ การพัฒนาด้านบุคลากร  วิธีคิด หรือแม้กระทั่งวินัย  และการเคารพกฎหมายของประชาชน  ความสามัคคีภายในประเทศ   คงเป็นการยากที่จะแข่งขันหรือต่อสู้กับประเทศที่มีความเข็มแข็งเหล่านั้นในประชาคมโลก  นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ผมยินยอมที่จะนำเงินไทยไปทิ้งต่างประเทศเพราะผมมีวิธีคิดของผมเช่นนี้   ผมไม่ใช่คนเที่ยวต่างประเทศที่ใช้เงินไทยซึ่งมีค่าเงินที่ต่ำกว่าไปใช้จ่ายอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้ประเทศขาดดุลทางการค้า



Free TextEditor

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางไปมาเก๊า ฮ่องกง
1. เดินทางไปลงมาเก๊าแล้วเดินทางต่อด้วย Ferry ไป HK ค่าใช้จ่ายถูกกว่าและได้เที่ยว 2 ประเทศซึ่งมีความเหมือนที่แตกต่าง เรือนั่งสบายมีอาหารรัปทานและปลอดภัย
2. ลงจากสนามบิน สนามบิน Macau International Airport หรือ ภาษาโปรตุเกส คือ Aeroportointernacional De Macau สนามบินถูกสร้างขึ้นด้วยการถมทะเลเนื่องจากประเทศมาเก๊าไม่มีพื้นที่มากนัก จึงทำให้ภูมิทัศน์สวยงามมีระบบการจัดการดีมากสนามบินตั้งอยู่บนเกาะไทปา ดังนั้นจะเดินทางไปท่าเรือ Ferry สามารถเดินทางได้ด้วยรถเมลสาย AP1 ป้ายรถ เมลดูง่ายมีสายรถเมลและสถานที่ผ่านติดอยู่สามารถหมุนป้ายดูสายได้สะดวกมากสำหรับระบบขนส่งมวลชน(ค่ารถเมล 3.3 Pataka/ประมาณ 14 บาท),Taxi แต่ถ้าไม่รีบวิธีที่แนะนำคือนั่งรถบริการของโรงแรม shuttle
bus ของโรงแรม Venetian แล้วไปลงที่โรงแรมต่อด้วยสายที่วิ่งไปท่าเรือ Ferry ได้ (ข้อสำคัญให้บริการฟรี สามารถขึ้นได้ทุกคนไม่มีการตรวจสอบ) รถออกทุก ๆ 10 นาทีใช้เวลาประมาณ 5 นาทีจากสนามบินไปโรงแรม และประมาณ 15 นาทีจากโรงแรมไปท่าเรือ
3. ฮ่องกงใช้บัตร Octopus Card สะดวกที่สุด สามารถขึ้นรถ MRT และ รถเมลสำคัญขาลงอย่าลืมนำบัตรแตะเครื่องเพื่อให้ตัดระยะทาง(มิฉะนั้นจะถือว่าเรานั่งรถจนสุดสาย) บัตรสามารถใช้ขึ้นรถราง ซื้อไอติมได้ด้วย
4. พักโรงแรมย่าน จิมซาโจ่ย ม่อก๊ก ถนนนาธาน เดินทางสะดวกกว่า
5. ระบบขนส่งมวลชนดีมาก ป้ายรถเมลมีสถานที่ให้อ่านว่าจะไปไหน แต่ต้องรอป้ายของตัวเองเพราะรถเมลจะจอดตรงป้ายของสายตนเอง ขาลงอย่าลืมนำบัตร Autoput แตะเพื่อตัดจำนวนเงิน มิฉะนั้นระบบจะตัดเท่ากับราคาสุดสาย
6. MRT มีหลายสาย สีแดง สีเขียว สีส้ม สีม่วง สีฟ้า ดังนั้นต้องศึกษาให้ดีว่าจะลงสถานีไหน
7. ประตูแต่ละ MRT ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ HK มีหลายประตูแต่ละประตูคนละทิศ ดังนั้นจะออกทางไหนต้องศึกษาให้ดี
8. อาหารมื้อละ 15-18 HKD.ชามใหญ่มาก(สุภาพสตรีทานได้ 2 ท่าน) เมื่อเจอร้านอาหารจะเป็นย่านของร้านอาหาร นอกย่านร้านอาหารจะหาทานยากมาก ไม่ค่อยมีร้านแบบรถเข็นริมถนนบ้านเรา
9. ค่าครองชีพมาเก๊าถูกกว่า HK 20-30%
10. ถ้าชอบความสงบน่าเที่ยวอยู่มาเก๊า ชอบความศิวิไลซ์ อยู่ HK
11. เวลามาเก๊าฮ่องกง เร็วกว่าไทย 1 ชม.

สอบถามข้อมูล มาเก๊า ฮ่องกง ได้ที่
E-mail : peopletribune@hotmail.com
http://www.oknation.net/blog/peopletribune



มาเก๊ามาจากประวัติแผ่นดิน “อาม่า” องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า “อาม่า” พระนามเดิมว่า “หลิงม่า” เป็นหญิงสาวชาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ “เอ้าเหมิน” ตามชื่อในภาษาจีน จึงขอโดยสารมากับเรือของชาวประมงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ที่ยอมให้หลิงม่า โดยสารมาด้วย ในระหว่างที่เรือล่องอยู่กลางทะเล เกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่าทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่า ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเธอ คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า “อ่าวของ อาม่า” หรือ “อา-หม่า-เกา” ที่เพี้ยนเสียงมาเป็น “มาเก๊า” ในปัจจุบัน

"ฮ่องกง" เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า "เซียงก่าง" หมายความว่า "ท่าเรือหอม" สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอม โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน


ผมชอบคำขวัญของ Air Asia ที่ว่าใคร ๆ ก็บินได้ - Every one can fly
จึงทำให้บางครั้งรู้สึกเหมือนนั่งรถทัวร์ครับ...(แต่ก็ยอมรับได้ตามเงินที่จ่าย)


เรือ Ferry ที่ข้ามจากมาเก๊าไป ฮ่องกงมี 2 บริษัท คือ First Ferry และ Star Ferry แต่ปัจจุบันมีเรือ Cotai Strip จาก Venetian ว่ง 24 ชม. ราคาแพงกว่านิดหน่อย


สนธิสัญญานานกิง มองในแง่ร้ายก็ทำให้จีนสูญเสียเอกราชบนเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษ แต่ถ้ามองในแง่ดีก็ทำให้ฮ่องกงมีการพัฒนาและเจริญอย่างรวดเร็วจนเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคในปัจจุบัน เหรีญมี 2 ด้านเสมอ


รถเมล 15C รถเมล์เปิดประทุนสายเดียวของฮ่องกง นั่งชมเมืองอ่องกงเพื่อเดินทางสู่ถึงรถราง (Peak Tram)เพื่อชม Symphony of Life จากจุดสูงที่สุดของเมือง


บน The Peak Tower นอกจากเป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร แล้วยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Madame Tussauds


พระใหญ่โปลินมีบันไดขึ้น 268 ขั้นองค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์น้ำหนัก 250 ตันสูง 34 เมตร(ตามที่ผมเคยอ่านมาจำได้ว่าใช้เวลาสร้าง 10 ปี) ด้านในบรรจุพรบรมสารีริกธานตุจากศรีลังกา เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่หากไปฮ่องกงแล้วไม่ควรพลาด


หากดูหนังเจ้าพ่อฮ่องกงที่ฮิตในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน จะเป็นเจ้าพ่อได้ต้องยึดครอง 2 แหล่ง คือ มอก๊ก และ จิมซาจุ่ย


โบสถ์แม่พระสายประคำที่ฮ่องกง บ้านเราก็มีโบสถ์แม่พระสายประคำที่ จ.ราชบุรี(อยู่หลักห้า ดำเนินสะดวก)


เซนาโด้สแควร์ ย่านการค้าและจุดศูนย์กลางของชาวมาเก๊า สภาพบ้านเมืองเหมือนยุโรป อาจจะเนื่องมาจากการปกครองที่ยาวนานของโปตุเกต


ซากประตูโบสถ์เซ็นต์ปอล (Ruins of St.Paul's ) สร้างขั้นเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 นับเป็นสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาเก๊า โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในดินแดนตะวันออกไกล ต่อมาในปีค.ศ.1835 ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ทำให้โบสถ์เซนต์ปอลคงเหลือแค่เพียงประตู และบันไดทางเข้าด้านหน้าเท่านั้น


Venetian เป็นลาสเหมือนเวกัสแห่งเอเชีย อยู่ที่โคไท สตริป เวเนเซียน (Venetian) รีสอร์ทสไตล์อิตาเลียน เวเนเซียนมีคาสิโนที่ใหญ่มากภายใน นอกจากนั้นยังมีห้างสรรพสินค้า พลาซ่า และแหล่งอาหารชั้นเยี่ยม และที่ผมชื่นชอบคือ มีรถฟรีจากสนามบิน และท่าเรื่อเฟอร์รี่


Create Date : 23 ตุลาคม 2551
Last Update : 19 พฤษภาคม 2554 11:54:46 น. 0 comments
Counter : 3751 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

People_Trip
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 


If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine. "ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"






Free TextEditor
Friends' blogs
[Add People_Trip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.