If you tremble with indignation at every injustice.Then you are a comrade of mine.
Group Blog
 
All Blogs
 
ซินจ่าว – ฮานอย


ผมมีโอกาสได้ไปเวียดนามกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา(8-11 พ.ย.2550) กลับถึงประเทศไทยประมาณ 14.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ลงจากเครื่องและก็มีสายโทรศัทพ์เข้ามาตลอดทั้งจากน้อง ๆ ที่บริษัท แฟน ๆ รายการและบทความรวมถึงญาติ ๆ หลายท่านก็ถามสารทุกข์สุกดิบระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น หลายท่านสอบถามถึงเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนาม(อาจจะอยากรู้ว่าที่บอกกันว่าอีก 10 ปีเค้าจะแซงประเทศไทยนั้นเป็นจริงหรือไม่) หลายท่านอยากรู้ประวัติความเป็นมาของประเทศซึ่งก็แตกต่างกันไป ผมขอถือโอกาสนี้เขียนให้ทุกท่านได้อ่าน เนื่องจากผมเป็นคอลัมนิสต์กิตติมศักดิ์ให้กับหนังสือพิมพ์ไทยในนครนิวยอร์ก(ประเทศ USA)และแฟนคลับของรายการ”วิทยุที่ได้รับเชิญ” บางช่วงบางตอน ท่านอาจจะได้อ่านร่วมกับท่านผู้มีเกรียติเหล่านั้น(ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละกลุ่ม)

ผมต้องขออภัยพี่ ๆ น้อง ๆ หลายท่านด้วยที่คงไม่สามารถที่จะเล่าให้ทุกท่านฟังตามที่ได้ไถ่ถามกันอย่างมากมาย อาจจะเพราะกลุ่มที่ไปกันนั้นดูแล้วน่าจะมีความสนุกสนานใน Hanoi Trip อยู่ แต่เนื่องจากท่านคงทราบว่าผมนั้นใช้สิทธิ์ลาพักร้อนไปและก็แน่นอนงานลูกค้ามิได้พักร้อนตามผม ดังนั้นมีเหตุการเกิดขึ้นระหว่างที่ผมไม่อยู่มากมายและแน่นอนวันที่ผมกลับเข้ามาทำงานก็ควรจะใช้เวลาของบริษัทสะสางเรื่องราวต่าง ๆ จึงขออนุญาติเล่าให้ฟังทางบทความน่าจะเป็นการสะดวกที่สุด หากท่านใดอยากที่จะคุยกันนอกรอบคงต้องเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานที่ใช้เวลาสักหน่อยน่าจะมีความบันเทิงมากขึ้น ถึงแม้ผมจะไม่ได้เดินทางทั่วโลกหรือหลายประเทศพอที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางต่างประเทศ แต่ก็พอที่จะเคยได้เดินทางบ้างทั้งประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เอเชีย หรือยุโรป(บางประเทศ) ทุกประเทศในโลกต่างก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผ่านการเจ็บปวดมาก็มาก บางประเทศสร้างตัวเองมาจากประเทศที่ค้นพบใหม่แล้วไปยึดที่ดินจากชนเผ่าดั่งเดิมจนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและความเจริญทั้งทางเทคโนโลยี,วัตถุจน รวมถึงแสนยานุภาพทางการทหารอาวุธยุทโธปกรณ์กระทั่งเป็นประเทศอันดับหนึ่งเช่นอเมริกา แต่ประเทศอันดับหนึ่งนี่แหละครับที่แพ้สงครามให้กับเวียดนามมาแล้ว ไม่ใช่เฉพาะอเมริกานะครับ ฝรั่งเศษซึ่งเป็นเจ้าแห่งอาณานิคมก็เคยแพ้สงครามให้กับเวียดนามมาแล้วหลายท่านที่ชอบประวัติศาสตร์คงได้เคยอ่านถึงความบากบั่นและการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อของชาวเวียดนามกับฝรั่งเศสในประมาณปี 1940 ถ้าผมจำไม่ผิดในการยึดค่ายเนียงเมียงฟู ที่ทหารเวียดนามต้องเคลื่อนย้ายปืนใหญ่เพื่อที่จะยิงต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส แต่พื้นดินนั้นเปียกและเป็นโคลนปืนใหญ่มิสามารถที่จะข้ามพื้นที่นาไปได้ ทหารเวียดนามยอมที่จะเอาร่างของตนเองศพแล้วศพเล่าทับถมกันเพื่อให้ปืนใหญ่นั้นทับร่างตนเองเพื่อที่จะได้ข้ามพื้นดินนั้นไปได้และใช้ต่อสู้จนตนเองเป็นฝ่ายชนะและสามารถปลดปล่อยตัวเอกเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสได้ในปี 1945 ที่นำโดยท่านโฮจิมมิน และนั่นคือชาวเวียดนามในอดีต วันนี้ผมจะลองพาท่านไปเที่ยวเวียดนามในปัจจุบัน ว่า 4 วัน 3 คืนเราจะได้อะไรจากการเดินทางครั้งนี้บ้าง ตามผมมาซิครับ

8 พ.ย. ผมภูมิใจเสมอที่จะได้เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งใครจะว่าอย่างไรไม่รู้แต่โดยส่วนตัวของผมแล้วมีอยู่ 3 เหตุผลที่ทำให้ผมภูมิใจกับสนามบินนี้มาก ๆ คือ 1. เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งถือเป็นศิริมงคลสูงสุดของคนไทยทั้งชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาชื่นชมพระบารมี 2. ผมชอบในความอลังการของมันที่ ข้อสุดท้ายคือ มันคือเงินภาษีของปู่ผม พ่อผม และผม ซึ่งสองท่านแรกจากผมไปแล้วและโชคดีที่ผมได้เห็นสนามบินที่ใช้เวลาสร้างยาวนานที่สุดในโลก(อย่างยากที่จะมีใครทำลายสถิตินี้ลงได้ ผมเชื่ออย่างนั้น) ผมถึงสนามบินเวลาประมาณ 7.00 น.ซึ่งเครื่องของเราจะออกเวลา10.15 น. ผมจัดการแลกเงินบาทเป็น USD อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้นอยู่ที่ 34.24 บาท/1USD ผมจะเจ็บปวดทุกครั้งที่ผมต้องแลกเงิน US เพราะทุกครั้งผมจะกำเงินบาทปึกใหญ่มากและผมจะได้ US กลับมานิดเดียว แล้วหลังจากนั้นผมจะรู้ว่าผมต้องใช้มันอย่างประหยัดมาก ๆ แต่ผมรู้ว่าวันนี้ไม่ใช่ มีไม่กี่ประเทศในโลกหลอกครับที่เงินไทยเราใหญ่กว่าเค้า และมีไม่กี่ประเทศในโลกหรอกครับที่เค้าจะต้อนรับคนไทยแบบให้เกรียติเช่นชาวยุโรป แต่ผมเชื่อว่าวันนี้แหละผมจะได้รับสิ่งนั้นเหมือนกับที่ชาวญี่ปุ่น หรือเกาหลีเข้ามาเที่ยวบ้านเรา ผมรอเพื่อนและรุ่นน้องที่ทำงาน 2 คน คือเต็มกับน้องที่ทำงานอีกคนชื่อแซ็ก แต่ในผมก็อดห่วงไม่ได้ว่าน้องคนนั้นจะมาสายเพราะเครื่องบินไม่ใช่รถนำเที่ยวที่จะสามารถบอกให้เค้ารอได้ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น แซ็กกลับเป็นบุคคลที่มาเป็นอันดับสองและเช้า หลังจากนั้นเต็มก็ตามมา พวกเราเช็คอินและผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง นอกจากผมจะภูมิใจในสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว อีกเรื่องที่ผมจะภูมิใจทุกครั้งที่ผมสามารถผ่านด่าน ตม. ได้(นั่นหมายความว่า ผมไม่ได้เป็นคนโกงบ้าน โกงเมืองหรือมีคดีร้ายแรง) เพราะทางรัฐบาลยอมให้ผมออกนอกประเทศได้(อิๆ) พวกเราเดินทางไปที่เครื่องบินของสายการบินนกแอร์เที่ยวบินที่ DD3200 หลายท่านอาจจะไม่รู้ว่าหลายครั้งที่เดินทางไปเพื่อขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิเนื่องจากที่จอดเครื่องกับตัวตึกสนามบินนั้นไกลกันพอสมควร ดังนั้นไม่ว่าท่านจะนั่ง Class ใด ๆ ท่านต้องโหนรถเหมือนรถเมลไปที่เครื่องครับ ผมโดนมาหลายหนแล้วโชคดีถ้าเที่ยวบินท่านมีงวงมาเทียบถึงเครื่อง(มันจะดูแปลก ๆ นะครับ ถ้าท่านที่เคยดูละครน้ำเน่าที่นางเอกอกหักแล้วต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรักษาใจ กะว่าจะถ่ายมิวสิกระหว่างเดินเข้าเครื่องหละก็จบกันครับ เพราะต้องโหนรถเมล์ไปครับ) เป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นนกแอร์ในความรู้สึกของผมที่นั่งแคบมาก ๆ ยินหากเป็นชาวยุโรป หรือคนตัวใหญ่ ๆ อ้วน ๆ ผมว่ามีปัญหาแน่ ๆ ผมคุยกับเพื่อนที่ไปด้วยว่าหากมีน้องคนหนึ่งที่บริษัทมาจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ง่าย ๆ ก็คือซื้อมัน 2 ที่เลยครับแล้วยกที่เท้าแขนขึ้นแล้วนั่งมันคนเดียว น่าจะเป็นวิธีแก้สำหรับท่านที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 100 กก.ขึ้นไป(ผมพูดจริงนะครับไม่ได้ตลก) แคบจริง ๆ แต่ก็มีทุกอย่างที่มาตรฐานสายการบินควรจะมี แต่อย่างว่าหละครับจะเอาอะไรมากกับราคาเครื่องบิน 3 บาท ขออย่างเดียวอย่าเป็น One To Go ก็ใช้ได้แล้ว ทุกครั้งที่ผมขึ้นเครื่องบินผมขอพระผู้เป็นเจ้าอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างแรกขอให้ผมเดินทางด้วยความปลอดภัย อย่างที่สองคือหากเกิดอุบัติเหตุใด ๆ กับเครื่องบินขอให้ผมเสียชีวิตเพราะผมคงได้เงินจากประกันทั้งในส่วนของเครื่องบินและส่วนตัวซึ่งจะทำให้คนอยู่ข้างหลังเป็นเศรษฐีเมื่อเสียผมไป แต่เครื่องนกแอร์ไม่ขนาดนั้นนะครับ ถือว่าได้มาตรฐานเลยทีเดียวได้ข่าวว่าทั้งนักบิน และแอร์นั้นรวมถึงเครื่องด้วยนั้นซื้อต่อมาจากสายการบินยุโรปสายการบินหนึ่งและมีสัญญาว่าจะต้องถ่ายทอด Know-how ให้กับทั้งนักบินและแอร์และด้วยความน่ารักของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่เค้าจะมีชื่อนำหน้าว่า นกและตามด้วยชื่อเล่นเพื่อให้เกิดความรู้สึกคุ้ยเคยกับผู้โดยสาร เช่น นกหน่อย นกพลอย เป็นตน เมื่อก่อนผมเคยมีความคิดค้านสมัยที่ผมอยู่ Internal Audit ที่ Non-bank ชื่อดังมีนโยบายให้รับพนักงานที่หน้าตาดี ๆ มีสัดส่วน เท่าโน้นเท่านี้ ผมเป็นคนนึงที่ Anti นโยบายนี้มาก ๆ ว่าคนเราจะทำงานทำไมไม่เลือกคนเก่งก่อนคนสวย แต่เมื่อผมเห็นนกแอร์วันนี้แล้วต้องขอบอกครับว่า ความสวยชนะได้ทุกอย่างจริง ๆ ผมมองกับเพื่อนร่วมทริปทุกคนต่างมีความสุขกับการนั่งในที่นั่งแคบ ๆ แบบรถทัวร์ อ่อราคาตั๋ว 3 บาทหรือหากท่านนั่งพวก Lo cost อย่าคิดนะครับว่าจะมีคนเอาอะไรมาให้ท่านรัปทาน ทุกอย่างที่เค้าเข็นมาหน่ะต้องซื้อครับ ซื้อกันเหมือนรถเข็นขายไอติมหละครับ ทอนเงินกันเดี๋ยวนั้น แต่ผมก็เห็นหลายท่านก็ซื้อกันอย่างสนุกสนาน แต่ผมหน่ะไม่ค่อยชอบรัปทานอะไรบนเครื่องอยู่แล้วครับ ถึงแม้จะเป็นของฟรีหรือไม่ก็ตามหากไม่ได้บินกันเป็นวัน ๆ จริง ๆ พวกเราถึงสนามบินนานาชาติฮานอยโดยใช้เวลาเที่ยงกว่าบินแค่ชั่วโมงกว่า ๆ และอย่างที่ผมได้เรียนไว้เบื้องต้นว่ามีไม่กี่ประเทศในโลกหรอกครับที่เงินไทยเราใหญ่กว่าเค้า พวกเราแลกเงิน US เป็นเงินเวียดนาม(ดอง) ทำให้พวกเราเป็นเศรษฐีในทันทีเพราะมีเงินคนละหลายล้านจริง ๆ เงินไทยสามารถนำมาแลกได้ที่ฮานอยครับและยิ่งไปกว่านั้นหากท่านอ่านจนจบท่านจะรู้ว่าอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องแลกเงินบาทเป็นดองเลยครับ ท่านที่เคยรู้สึกว่าเมื่อไหร่น้าสกุลเงินบาทไทยของเราจะได้ขึ้นบอร์ดอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนกับ ดอลล่าสหรัฐ เงินฟรังสวิส เงินยูโร หรือเงินเยนญี่ปุ่นฝันของท่านมาถึงแล้วครับ เพราะสกุลเงินบาทไทยก็อยูบนบอร์ดอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ขนาดธนาคารที่ผมแลกเงินหน่ะเป็นธนาคารระดับต้น ๆ ของเวียดนามนะครับ คือธนาคารการเกษตรของเวียดนาม เปรียบกับบ้านเราก็ธนาคารกสิกรไทย นั่นแหละครับ พวกเราเลือกที่จะเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางครับ จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่าย Taxi จากสนามบินนานาชาติฮานอย เข้าเมืองก็ไม่ได้สูงนักประมาณ 10US หรือ 300 กว่าบาท แต่พวกเราอยากสัมผัสกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากกว่า พวกเราขึ้นรถ Bus สาย 17 ที่จะพาเราเข้าไปสู่ฮานอย ค่าโดยสารคนละ 5000 ดอง(ประมาณ 11 บาท) ซึ่งรถก็ระดับอาจจะเป็นรองรถยูโรสีส้มบ้านเรานิดหน่อย แต่ที่ดีกว่าคือไม่แน่นมาก ซึ่งเต็มได้เก็บข้อมูลมาจากอินเตอร์เนตว่าต้องผ่านข้ามแม่น้ำแดง(Red Rever) พอรถข้ามแม่น้ำเราจึงลงจากรถแต่ปรากฏว่านั่นไม่ใช่แม่น้ำแดง อาจจะเป็นแม่น้ำเขียวหรืออะไรผมไม่ทราบ แต่ปัญหาใหญ่มาเยือนเราแล้ว คือเราไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหนเพราะเราทำการบ้านมาแค่ในฮานอยและสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่มีใน Internet เท่านั้นครับ จะเรียก Taxi เหรอครับไม่มีเพราะ Taxi เวียดนามไม่เหมือนบ้านเราครับ เค้าจะขับกันเฉพาะในเมืองเท่านั้นเพราะประชาชนส่วนใหญ่เค้ามีรถส่วนตัวกัน(มอเตอร์ไซด์ครับ) จบเห่ครับจะถามชาวบ้านเหรอครับ สบายใจได้ภาษาอังกฤษถ้าเป็นนอกเมืองชาวบ้านพูดกันไม่ได้ครับ แต่พวกมอเตอร์ไซด์คงเรียกมอเตอร์ไซด์วินบ้านเราก็คงไม่ผิดครับ ก็พยายามจะถามเราว่าจะไปกับเค้าไม๊ พวกเราตอบได้ทันทีครับว่าไม่จากเหตุการณ์ที่ที่เรานั่งรถสาย 17 ผ่านมาเราพอรู้แล้วว่า ชาวเวียดนามขับรถกันอย่างไร เค้าขับรถกันแบบวัดใจครับและบีบแตรตลอดเวลา เอาเป็นว่าคนนึงแน่ ๆ ที่ไม่สามารถมาขับรถที่นี่ได้คือคุณเต๋าสมชายครับ ผมว่าผมก็เหมือนกัน คงได้ต้องมีเรื่องมีราวกันแน่เพราะคนที่นี่เค้าเป็นประเทศคอมมิวนิสต์มีสิทธิส่วนบุคคลสูงมาก ๆ ครับคือตูจะขับตรงไหนก็ได้เพราะถนนเป็นของบิดาตู อะไรประมาณนั้นครับ แต่ที่ผมเห็นก็ยังไม่มีการประทะกันนะครับ ก็มีแต่บีบแตรไล่กันตลอดรวมถึงเลวร้ายสุดก็แค่ด่ามารดากัน เราจึงตัดสินใจรอรถเมลสายเดิมแต่คราวนี้ทำให้เรารอบคอบขึ้น พอได้ขึ้นรถเมลผมจึงตัดสินใจใช้วิธีที่ถูกแน่ ๆ คือถามและบอกให้เค้าเรียกเมื่อถึง กระเป๋าก็สุดใจดีจริง ๆ ผมถามเค้าเป็นภาษาอังกฤษเค้าก็ตอบกลับมาเป็นภาษาเวียดนามว่ารถเค้าถึงตรงที่เราจะไป ในเมื่อเราไม่เข้าใจกันด้วยภาษา สิ่งหนึ่งที่คนทั่วโลกเข้าใจตรงกันคือภาษากาย กับภาษาใจ ซึ่งผมใช้บ่อย ดังนั้นครั้งนี้ก็เช่นกัน คือพวกเราอาศัยเหลืบไปมองกระเป๋าเรื่อย ๆ พอมองบ่อย ๆ เข้าผมก็เห็นกระเป๋าเค้าไปคุยกับผู้โดยสารแล้วก็หัวเราะกัน แม้แต่น้องผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ผมก็ยังหัวเราะ(ผมเลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเค้าคุยกันตลก หรือเค้ากำลังหัวเราะพวกเราอยู่ เอาเป็นว่าเราฟังไม่ออกก็แล้วกัน) ในที่สุดเราก็ข้ามแม่น้ำแดง(Red River)แล้วเลี้ยวขวามาถึงฮานอย แต่เราจะไปโรงแรมได้อย่างไรซึ่งเต็มจองโรงแรม Sunsine3 ไว้ วิธีง่ายสุดก็คือเรียก Taxi นั่นเป็นครั้งแรกที่เราเริ่มรู้จักว่าเราจะสามารถเอาชีวิตรอดได้อย่างไรก็คือการต่อราคาถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 250,000 ดอง เราพักที่โรงแรม Sunshine3 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 73 ถนนมาเม(Ma May Str.)อย่าถามนะครับว่า Ma May Street อยู่ส่วนไหนของฮานอย ผมตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะว่ามาครั้งแรกเอาง่าย ๆ ท่านที่เคยไปหาดใหญ่ลองนึกภาพดูครับว่าจะมีถนนเส้นหลัก ๆ อยู่ 3 เส้นแล้วก็มีแยกต่าง ๆ เข้าไปแต่ถ้าเป็นฮานอย ผมว่าซัก 20 เส้นน่าจะได้เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ใช้เวลาศึกษาแผนที่และเดินกันจริง ๆ จัง ๆ (ซึ่งจริง ๆ พวกเราก็เดินกันทุกคืน) แต่ก็ยังรู้สึกว่ายังจับหลักไม่ค่อยได้เพราะว่าสภาพบ้านเมืองกลางวันกับ กลางคืนก็คนละเรื่อง หากท่านใดนึกภาพเป็นตรอกเข้าสารก็น่าจะเห็นภาพ คือกลางวันก็จะเป็นธุรกิจ ส่วนกลางคืนก็จะเป็นพวกผับบาร์เช่นนั้น เมื่อเก็บกระเป๋าเสร็จก็มาซื้อทัวร์เพื่อที่จะท่องเที่ยวอีก 2 วันด้วยเวลาจำกัดเราจำเป็นต้องเลือกที่เที่ยวได้เพียงแค่ 2 ที่ โดยซื้อผ่าน Agent ชื่อ Vega Travel และแน่นอนว่าที่หนึ่งที่ต้องเลือกไปก็คือฮาลอง เบย์(Ha long Bay) ซึ่งหากไม่มาคงเรียกว่าไม่ถึงฮานอยดังนั้น 1 ทริปที่ต้องถูก Block ไว้ก็คงต้องหนีไม่พ้น ราคาทริปประมาณ 20 US ประมาณ 700 บาท(300,000 กว่าดอง) และอีกวันหนึ่งพวกเราเลือกไปที่แทมคอก(Tem Coc) คือสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านและพายเรือชมเทือกเขา รอดถ้ำ เมื่อซื้อ Tour Day Trip เรียบร้อยแล้ว สิ่งหนึ่งที่ถ้ามาฮานอยแล้วไม่ไปคงไม่ได้ก็คงจะเป็นสุสานท่านโฮจิมิน อาคารสร้างด้วยหินอ่อนและหินแกรนิต และสิ่งมีค่าที่ประชาชนที่ศรัทธาส่งมาจากทั่วประเทศ ภายในเห็นจากที่เต็มได้ศึกษามาเค้าว่าบรรจุศพอาบน้ำยาของโฮจิมินห์ นอนสงบอยู่ในโลงแก้วในห้องปรับอากาศ แต่เพื่อนร่วมเดินทางที่ผมรู้จักภายหลังซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ฮานอยบอกว่าให้เข้าไปชมหลาย ๆ ครั้ง บางครั้งท่านโฮ ผอมบางครั้งท่านอ้วน ผมเลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นศพจริงหรือเปล่า ใครรู้ช่วยบอกทีก็แล้วกัน ( ช่วงตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม – 5 ธันวาคม ของทุกปี ไม่สามารถเข้าชมภายในสุสานได้ ) แต่ช่วงที่เราไปนั้นเย็นมากแล้วและอยู่ระหว่างซ่อมแซม ด้านหลังสุสานเป็นสวนสาธารณะอันสงบและร่มรื่น มีสระน้ำ จากนั้นชม ตึกทำเนียบประธานาธิบดี เป็นตึกสไตล์โคโลเนียล ทาด้วยสีเหลืองทั้งหลัง ท่านใดที่เคยอ่านประวัติท่านโฮฯ หรือที่ใครหลาย ๆ คนเรียกลุงโฮ นั้นเป็นตัวแทนของนักต่อสู้ และนักปกครองที่ยืนเคียงข้างประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ท่านโฮจิมินมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและถือสมถะ แต่ในทางกลับกันในการต่อสู้ก็สามารถต่อสู้เพื่อนำพาประเทศเวียดนามกลับเข้าสู่ความเป็นเสรี หากใครที่ชอบความขลังของการต่อสู้ในการปลดปล่อยไม่ว่าการปลดปล่อยประเทศจากการยึดครอง หรือการปลดปล่อยประชาชนจากอำนาจของผู้ปกครองเช่นผม จะตื่นตาตื่นใจเสมอเมื่อได้ไปเยือนประเทศคอมมิวนิส และท่านโฮจิมินจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวเวียดนามเปรีบได้กับนายหลวงของเรา ดังนั้นหากเราอยู่ในเวียดนามเราควรต้องตระหนักในการแสดงกริยาและการกระทำต่าง ๆ ณ สถานที่ดังกล่าวด้วยความเคารพ และสิ่งที่ผมเห็นก็คือห้ามยืนพ้นเส้นเหลือง ท่านใดที่เคยขึ้นรถไฟฟ้า BTS คงทราบดีว่าการที่ก้าวพ้นเส้นเหลืองนั้นเป็นเช่นไร ก็คล้ายกันทุกอย่างแต่ต่างกันตรงที่บนรถไฟฟ้านั้นควบคุมโดย รปภ.ซึ่งอย่างมากก็แค่เป่านกหวีด แต่ที่เวียดนามนั้นเป็นทหารและสำคัญเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม แต่ที่น่าเสียดายคือช่วงที่พวกเราไปนั้นสุสานท่านปิด แต่เราก็ใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้นานพอสมควรด้านหน้าสุดสานท่านโฮฯ เป็นสภาประชาชน และสู่จัตุรัสบาดิงห์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่านโฮจิมินห์ได้อ่านคำประกาศอิสรภาพของเวียดนามพ้นจากฝรั่งเศส ในปี 1945 คล้าย ๆ กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในปักกิ่ง(ผมว่าก็คง Copy กันมาแน่ ๆ เพราะจีนมีอิทธิพลมาก ๆ ในระบบการปกครองสังคมนิยม) หลังจากที่เก็บภาพถ่ายรูปเสร็จพวกเราก็เดินชมสภาพบ้านเมืองความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของผู้คน และที่ผมชอบมากคืออนุสาวรีย์การต่อสู้ของประชาชน เย็นนี้เรารัปทานอาหารเย็นสูตรชาวเวียดนามคือนั่งข้างถนน เป็นประเภทร้านข้าวต้ม(ขอให้นึกภาพร้านข้าวต้มรอบดึกของบ้านเรา) คือมีกับข้าวหลาย ๆ อย่าง ผมจำได้ว่าพวกเราสั่งอาหารมาประมาณ 4 อย่างข้าวปล่าว 1 โถ และอีกอย่างที่ ขาดไม่ได้คือ ฮานอยเบียร์ 2 ขวด และที่ผมขาดไม่ได้คือ Coke 2 ขวด ให้ทายครับว่าอาหารมื้อนี้จะต้องจ่ายในราคาเท่าไหร่ 58,000 ดอง ครับ อย่าตกใจนะครับ 131 บาทครับ ชีวิตกลางคืนฮานอยยังไม่จบครับจนกว่าจะ 5 ทุ่ม เพราะที่นี่ดีหน่อยครับ คือไม่ว่าคุณจะข้าวต้มรอบดึก ผับ บาร์นั้นคุณต้องปิด 5 ทุ่ม คือเท่าที่ผมดูถ้าเป็นผับบาร์ใหญ่ ๆ นั้นต้องปิดจริง ๆ แต่หากเป็นวิถีร้านค้าชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า SME นั้นยังพอที่จะเปิดได้ ผมว่าจุดนี้หล่ะครับที่เป็นข้อดีของประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ คือ เค้าจะไม่ให้ประชากรเสพความบันเทิงกันจนเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนบ้านเรา เริ่มสงสัยหรือยังครับว่าทำไมเค้าว่ากันว่าอีก 10 ปีเวียดนามจะแซงเรา หลังจากทานอาหารแล้วเราพวกเรามานั่งดืนกันต่อผมจำชื่อร้านไม่ได้ แต่ทราบว่าน่าจะเป็นจุดที่สวยที่สุดของฮานอย คือได้ชมวิถีชีวิตชาวเมืองฮานอยไปดื่มเบียร์ไป และแล้ววรยุทธของพวกเราก็มาสำเร็จปรินิพพานกันที่นี่ ๆ เอง เมื่อมีคุณยายแก่ ๆ คนนึงสามารถข้ามถนนได้ คือผมว่าหากท่านจะข้ามถนนที่เวียดนามสำคัญคือท่านต้องคิดว่าท่านไม่มีชีวิต จะทำให้ท่านสามารถข้ามผ่านมันไปได้ แต่หากท่านยังมีความ รัก โลภ โกรธ หลง ท่านจะไม่สามารถข้ามถนนที่ประเทศเวียดนามได้ รัก คือ รักชีวิต โลภ คือ กลัวจะเสียทรัพย์สินที่ติดตัว โกรธหากมีคนบีบแตรใส่และไล่ท่าน หลงคือหลงในความเป็นตัวตนว่าเค้าจะหยุดให้ข้าม ถ้าเป็นอย่างนี้รอไปเถอะครับ จนเช้าท่านก็จะข้ามไม่ได้ คือนี้พวกเราจบและราตรีสวัสฮานอยด้วยการสำเร็จวิทยายุทธ์การข้ามถนน..
9 พ.ย. พวกเราตื่นกันประมาณ 6.30 น. และลงมารัปทานอาหารเช้า ผมเลยรู้ถึงกระบวนการผลิตอาหารเช้าของโรงแรมในฮานอย คือไม่ว่าท่านจะสั่งอะไรกระบวนการผลิตคือเค้าจะไปเดินข้ามถนนไปแล้วสั่งชาวบ้านที่วางขายริมถนนทำและนำมาขายเราในราคา 3 เท่า ผมจึงรู้แล้วมีแขกสั่งเฝอทางโรงแรมก็เดินข้ามไปสั่งเฝอหาบเล่ข้างทางแล้วก็นำมาเสริฟให้แขกรัปทานแต่คิดราคา 3 เท่า คือ 2.5 USD หากมีแขกส่งเสื้อผ้าซักโรงแรมก็จะนำเสื้อผ้าส่งชาวบ้านซัก หากท่านต้องการทานผลไม้โรงแรมก็จะไปซื้อจากชาวบ้านที่หาบขาย เริ่มหายสงสัยหรือยังครับว่าทำไมเวียดนามชนะสงครามอเมริกา ก็คืออยู่อุโมงค์ใต้ดินแล้วก็โผ่ขึ้นมาฆ่าพวกอเมริกาที่ละคน ๆ คือสู้กันไปอย่าเนี๊ย แล้ววันนี้เวียดนามก็ใช้วิธีการเดิมแต่เปลี่ยนไปแต่วันนี้เวียดนามไม่ได้เชือดสหรัฐเพียงประเทศเดียวแล้ว แต่กำลังจะเชือดคนทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทย คนไทยเดินทางเข้าเวียดนามอาทิตยละ 5,000 คน การจับจ่ายต่อคนประมาณ 12,000 บาท(เป็นเงินไทยที่ไหลออกไปที่ประเทศเวียดนามสัปดาห์ละ 60 ล้านบาท(ผมคูณไม่ผิดหรอกครับ 60 ล้านบาท)
หลังจากอิ่มใจกับอาหารเช้าของโรงแรมแล้ว เราก็มารอไก๊ด์และรถที่จะนำพาเราไปฮาลองเบย์ซึ่งก็ใช้เวลารอไม่นาน ไก๊ด์ที่มาแนะนำตัวเองว่าชื่อเคือง(Cuang) แต่ชื่อเต็ม ๆ คือ Cuang Sayaka ซึ่งผมว่าอีกไม่นานเวียดนามคงต้องมีชื่อ Business Name แบบจีน ฮ่องกง ค่อนข้างแน่นอน เคืองภาษาอังกฤษพอใช้ได้และสามารถที่จะแนะนำเรา อ่าวฮาลอง (Halong Bay) โดยมีระยะทางห่างจากเมืองฮานอย ประมาณ 170 กม. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3.50 ชม. ซึ่งกล่าวกันว่า ถ้าการไปท่องเที่ยวประเทศเวียดนามเหนือจะไม่สมบูรณ์แบบหากไม่ได้ไปจังหวัดกว่าง นิงห์ (Quang Ninh) ซึ่งจังหวัดนี้มีพรมแดนร่วมกับจีนทางทิศเหนือและมีสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก ซึ่งมีทัศนียภาพที่อาจน่าตื่นตามากที่สุดในเวียดนาม นั่นคืออ่าวฮาลอง (Vinh Halong) ความงามแบบสันโดษของอ่าวนี้กินเนื้อที่ 4,000 ตารางกิโลเมตร มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่กว่า 1,000 เกาะ ส่วนใหญ่ไม่มีชื่อเรียก ก้อนหินรูปร่างประหลาดเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาจากทะเล ถ้ำที่มีอยู่มากมายก่อให้เกิดโลกที่สวยสดงดงามและปราศจากกาลเวลา เรือสำเภาและสำปั้นที่ล่องไปช้า ๆ บนท้องน้ำในอ่าวแห่งนี้ช่วงเพิ่มความงดงามให้ฉากธรรมชาตินี้มากขึ้น อ่าวฮาลองโด่งดังขึ้นมาจากหมู่ชาวตะวันตกจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งเรื่อง Indochine เดินทางถึงเมืองฮาลอง จาก กทม.ก็น่าจะประจวบฯ การเดินทางก็ผ่านถนนหนทางและวิถีชาวบ้านทั่วไป แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือต้องมีจุดแวะเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อของที่ระลึก(และก็เหมือนเดิม ก็จะเจอเวียดนามดำดินมาเยือนท่านแน่นอน) เมื่อแวะชมสินค้าพื้นบ้าน จับจ่ายใช้สอยเรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อ สู่ฮาลองเบย์ ในรถคนที่เราไปมีหลายชีวิตและหลายเชื้อชาติ ทำให้เรารู้สึกว่าได้สัมผัสกับคนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น แมกซิโก อิตาลี ฯลฯ ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเราสามารถแลกเปลี่ยนทั้งความคิด และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ฮาลองเบย์เป็นอ่าวที่คล้าย ๆ อ่าวไทยแต่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นอ่าวตังเกี๋ยที่เป็นอ่าวของเวียดนามในการออกไปสู่ทะเลจีนใต้มากกว่า ถ้าใครวาดฝันไว้ว่าฮาลองเบย์จะสวยเหมือนที่ดูที่Internet และตามคำโฆษณา Lunch on the Boat นั้น คงต้องผิดหวังครับ เพราะอาหารท่านจะต้องนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนร่วม Trip ประมาณ 5-6 ท่าน และมีอาหารจำกัด ไม่มีการเสริฟน้ำ แต่ก็ต้องยอมรับระบบการจัดการด้านการล่องเรือ หรือกระบวนการการท่องเที่ยวของรัฐบาลนะครับ เมื่อถึงเกาะที่มีชื่อว่ากัตป้าซึ่งจริง ๆ ตามที่ผมอ่านจะประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 1,900 เกาะ ได้ แต่เกาะนี้น่าจะเป็นที่นิยมที่สุด และที่สำคัญผมเห็นป้ายยูเนสโก แสดงว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกแน่นอน คล้ายกับเมืองเก่าอยุธยา และป่าทุ่งใหญ่- ห้วยขาแข้งบ้านเราแหละ ครับ การท่องเที่ยวบนเกาะจะมีถ้ำ ซึ่งเท่าที่ผมดูจะเป็นนักท่องเที่ยวเอเชีย และชาวจีนซะมากที่จะตื่นตา ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเค้าสนใจในส่วนของตำนานมากกว่า การท่องเที่ยวของยุโรปกับชาวเอเชียนั้นต่างกันมากอย่างสิ้นเชิงครับ ชาวยุโรปตั้งแต่วัยรุ่นจนผู้สูงอายุ เค้าจะศึกษาและเข้าถึงวิถีชีวิตรวมถึงประวัติศาสตร์ ส่วนทางเอเชียจะเน้นเรื่องการถ่ายรูปกับกิน นี่คือความต่างกันของการท่องเที่ยว พวกเราเดินเที่ยวในถ้ำตามสมควรและกลับมาขึ้นเรือเพื่อเดินทางกลับระหว่างทางเรือลำที่เรานั่งแวะส่งนักท่องเที่ยวที่เกาะ ๆ หนึ่ง(ผมจำชื่อไม่ได้) ผมไม่รู้ว่าจะเกิดจากสาเหตุหรือจอดผิดที่เรือลำที่เรานั่งก็ถูกเจ้าหน้าที่เรียก และก็เช่นเคยเมื่อมีการเรียกก็ต้องมีการติดสินบน(ซึ่งก็ไม่ต่างกับบ้านเราซักเท่าไหร่ นี่คือเรื่องที่ฝรั่งงง แต่คนไทยไม่งง) เรากลับเข้าฝั่งและเดินทางกลับสู่ฮานอย และหาอาหารรัปทานซึ่งเป็นแบบสุกี้ หรือจิ้มจุม อาจจะด้วยการที่เวียดนามผ่านการยึดครองจากฝรั่งเศสทำให้ผมรู้สึกว่าชาวเวียดนามมีความสุนทรีมาก ๆ คือ ดื่มวอสก้า ฟังดนตรีแจส รวมถึงการเขียนภาษาก็คล้ายกับฝรั่งเศสมาก เราจึงไม่พลาดที่จะต้องสั่งวอสก้ามาดื่ม ราคาฮานอยวอสก้านั้นประมาณ 28,000 ดอง(ประมาณ 60 กว่าบาท) แต่ควรระวังหากวอสก้านี้ไปอยู่ในโรงแรมหรือร้านอาหาร ต้องเช็คสอบราคาก่อนให้ดีก่อนสั่งมาดื่ม ให้คิดถึงเวียดนามในหลุมกับ US ไว้ ว่าท่านสามารถถูกเชือดได้ตลอดเวลา เพราะพวกเราโดนมาแล้วขวดเท่าเดิมดื่นคนละที่ราคาเปลี่ยนไป 3 เท่า เราราตรีสวัสฮานอยคืนที่สองด้วยวอสก้า พร้อมกับนั่งชมเด็กแว้นของเวียดนามเค้าแข่งรถกัน ซึ่งต่างกับบ้านเรา บ้านเราเด็กแว้นเค้าจะแข่งกันที่ความแรง แต่รถของเด็กเวียดนามไม่มีการแต่งเครื่องแต่ใช้ขับแข่งกันในเมืองซึ่งมีโค้ง และมีรถวิสวนทางรวมถึงระบบการขับรถแบบไร้ระเบียบ ดังนั้นชีวิตจึงฝากไว้กับฝีมือซึ่งเท่าที่พวกเรานั่งชมเชื่อได้ว่า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เวียดนามชนะสงครามฯ เพราะเด้กแว้นเวียดนามไม่กลัวตาย ซึ่งทำให้ผมไม่สามารถตัดสินได้ว่าระหว่างเด็กแว้นไทยกับเวียดนามถ้าจับมาแข่งกันแบบเหย้า เยือนนั้นใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายชนะ ผมว่าผู้ใหญ่เวียดนามก็คงกลุ้มใจไม่แพ้ผู้ใหญ่ของไทย ครับ

10 พ.ย. วันนี้พวกเราตื่นและมีวิถีอาหารเช้าปกติ อาหารเช้าก็มีขนมปังฝรั่งเศสกับไข่ประมาณว่า 3 คนทอด 2 ฟองแล้วตัดแบ่งแต่ก็ถือว่า OK น่าเพราะราคาโรงแรมรวมอาหารเช้าพัก 3 ท่านตกวันละพันกว่าบาทไทยขนาดนี้ผมว่าก็ OK แล้วนะครับ วันนี้ไก๊ด์ที่มารับเราเธอเป็นผู้หญิงครับชื่อว่า ชาง(Trang) แต่มีชื่อเต็มตามที่เธอบอกผมถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ คือ เงืองเย็นฮูมินชาง เป็นที่ทราบกันว่าคณะเดินทางของเราประกอบด้วย Nutty,Temy และ Jacky เมื่อไก๊ด์เป็นหญิงสาวจะสวยหรือไม่สวยก็ช่างพี่ แซ็กของเราก็เลยนำ Jacky + Chrang เป็น JackyCharng เฉินหลงไปเลยเป็นที่สนุกสนานในกับกลุ่มในวันนั้น วันนี้เราพบคนไทยด้วย 3 ท่าน คนนึงคือคุณเอกซึ่งเป็นสัตวแพทย์อยู่ที่เกาะสมุย(เท่าที่ได้คุยนั้นคุณเอกมีความสามารถมากและเดินทางไปหลายประเทศ และชอบเดินทางแบบ Bag Packer ทำให้พวกเราได้ความรู้จากหมอเอกค่อนข้างมาก) จากประสบการณ์อันเอกอุของพวกเรา ๆ ทราบได้ทันทีว่าคุณหมอเอกหน่ะตัวเป็นชายแต่จิตใจหน่ะอาจจะไม่ใช่และอีก 2 ท่านคือคุณทิพย์(ผู้ชายนะครับ) ซึ่งมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวืทยาลัยของออสเตรเลียในประเทศเวียดนามในสาขาการเงิน ซึ่งมากับแฟนคือคุณบุ๋ม ทั้งคู่เป็นคู่ที่น่ารักมากครับ ลองติดตามกันมาต่อว่าจะน่ารักอย่างไรรถก็ได้มุ่งหน้าสู่เมือง Nin Binh อดีตเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของเวียดนาม ตัวเมืองไม่ใหญ่ เมืองนี้เป็นทางผ่านไปสู่เวียดนามกลาง - เวียดนามใต้ ก่อนถึง Tam Coc จะแวะชมวัดกันระหว่างทางครับ Tam Coc จะอยู่เลยตัวเมืองไปไม่ไกล ส่วนในรูปที่เต็ม+แซ็กถ่ายมาจะเป็นท่าเรือที่นักท่องเที่ยวจะมาลงเรือกันที่นี่ แต่ก่อนลงเรือพวกเราได้แวะทานอาหาร ที่ภัตคาร(ไก๊ด์คุณชางเค้าเรียกนะ)ไกด์เรียกภัตตาคาร แต่ความรู้สึกของผมเหมือนเป็นร้านอาหาร และที่แน่ ๆ มาที่นี่ก็เหมือนที่ฮาลองเบย์ เค้าเสริฟ์แต่อาหารไม่รวม Soft Drink ดังนั้นเมนูที่ให้มาคือ ให้เราสั่งน้ำกินเองแล้วก็จ่ายเงินเองด้วย แปลกมากที่เวียดนามไม่มีน้ำกินฟรีแม้แต่ในห้องโรงแรมที่พักน้ำเปล่าสักขวดก็ยังไม่ฟรี (ก็เลยคิดว่าที่นี่น้ำเปล่าเค้าคงทำยากก็เลยแพง) ผมสังเกตด้วย 2 เรื่องคือ จำได้ไม๊ครับเรื่องที่เค้าติดสินบนเจ้าหน้าที่ที่ Ha Long Bay และอีกเรื่องคือพวกเรามีน้ำขวดใหญ่ 1 ขวดเหลือมาจากโรงแรมตอนก่อนขึ้นเครื่อง ผมยกให้ Taxi ไปเนื่องจากด้วยเหตุผลทางความปลอดภัยอากาศยานเราไม่สามารถนำน้ำขึ้นเครื่องได้ ดู Taxi เค้าดีใจมาก ๆ ผมก็เลยรู้สึกว่าน้ำคงมีค่าในเวียดนาม แต่จริง ๆ บ้านเราก็คงเหมือนกันเพราะน้ำก็แพงกว่าน้ำมันเช่นกัน(เอ หรือว่าปัจจุบันไม่แน่ซะแล้ว) อาหารที่นี่ต้องบอกว่าดีกว่าที่ฮาลองแถมมีแพะอีกด้วย หลายท่านที่เคยทานแพะในประเทศไทยคงพอทราบว่าแพะนี่อาหารระดับภัตคารบ้านเราก็ว่าได้ แต่ที่นี่เห็นกระบวนการเลี้ยงกันเลย ส่วนท่านที่กลัวว่าเป็นเนื้ออย่างอื่นก็คงสบายใจได้เพราะผมถามกับบุ๋ม ๆ บอกว่าหากเป็นสุนัขที่นี่กลับราคาแพงและเผลอ ๆ ต้องนำเข้าจากประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ เสร็จจากรัปทานอาหารเราก็มาลงเรือพายที่ท่าเรือ ซึ่งหนึ่งลำนั่งได้ 2 คน เต็มกับแซ็กไปลำเดียวกัน บุ๋มก็ไปกับทิพย์ ดังนั้นแน่นอนผมคงต้องกับหมอเอกแน่ ๆ เรือพายไปไม่ไกลจะเจอพวก ช่างกล้องมารอถ่ายรูปนั่งท่องเที่ยว เพื่อไปอัดรูปเวลาเรากลับมาจะเอารูปที่ถ่ายเรามายัดเยียดขายให้เราในราคารูปละ $1 (ถ้าไม่ซื้อก็จะมีการต่อว่า) พอเรือเราผ่านไปเค้าเรียก เฮ้ย, Hello,... สารพัดจะเรียก ให้ผมหันหน้าไปหาจะได้ถ่ายรูป แต่ไม่ได้กินผมหรอก ผมก็เลยบอกหมอเอกให้ถ่ายรูปเค้าซะ ขอบอกว่านั่งเรือไปจะมีตลอดทาง (ถ้าไม่อยากเสียเงินให้ระวังด้วย) ดีที่ว่าคณะของเรามากับทิพย์และบุ๋มซึ่งเค้าคุ้นเคยกับวิถีของชาวเวียดนามเป็นอย่างดีเค้าจึงได้บอกเราเมื่อตอนมื้อเที่ยงก่อนลงเรือแล้ว บังเอิญผมชอบดูรายการประเภทพาเที่ยวต่างประเทศและที่ผมชอบดูมาก ๆ มีอยู่ 2 รายการ คือ ของคุณนิติภูมิ นวรัตน์ เปิดเลนส์ส่องโลกทางช่อง 3 คืนวันศุกร์ กับวิญญาณไทยใจสากล ทางช่อง 9 บ่ายวันอาทิตย์และของคุณนวัตร อิสระไกรศรี Asia Destination ทุกวันหยุดนัขัตฤกษ์ ผมเคยจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่คุณนิติภูมิพาไปเที่ยวเซี๊ยเหมิน แล้วรู้กระบวนการจัดฉากนักท่องเที่ยว ว่าจะมีข้าราชการจีนเช้าก็มานั่งพายเรือตกปลา มีนกกินปลามาเกาะเรือ ผ่านหมู่บ้านชาวประมง(ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่แต่เป็นการจัดฉากทั้งสิ้น) ถ้าใครได้ดูทริปนั้นก็คงบอกได้เลยครับว่า Copy จีนมาแหงม ๆ และด้วยการที่ผมทำงานสาย Customer Service ผมจึงรู้สึกได้ว่า คนที่พายเรือมี KPI กำกับอยู่ว่าถึงตรงไหนจะต้องทำอะไร เพราะผมสังเกตกลางเรือเค้าจะมีกล่อง ๆ หนึ่งตอนแรกผมนึกว่าเค้าจะใช้ใส่น้ำแข็งแต่จริง ๆ แล้วเป็นที่เก็บสินค้าที่เค้าจะขายนักท่องเที่ยวขาพายกลับนั่งเอง พายไปประมาณ 20 นาที ก็จะเริ่มเข้าสู่ "ฮาลองบก" หรือ "Tam Coc" มองออกไปข้างหน้าของเรือ จะเห็นว่า 3 ข้างทางเป็นทุ่งหญ้า และทุ่งบัว โอบล้อมด้วยภูเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Tam Coc แต่ตอนที่พวกเรามาอาจเป็นฤดูที่ทุ่งหญ้าเริ่มลดน้อยลงทำให้ 2 ข้างทางดูสดชื่นน้อยลงกว่าภาพที่เห็นที่หน้าสำนักงานทัวร์ และสำคัญผมรู้สึกอคติกับกระบวนการต้อนรับของที่นี่ซะแล้ว และผมรู้สึกว่านักท่องเที่ยวคือเหยื่ออันโอชะที่ พวกทหารเวียดกงต้องมุดอยู่ใต้ดินแล้วโผล่ขึ้นมาเชือดทีละคน ๆ โดยที่คุณไม่มีสิทธิ์หนี้ ผมเข้าใจทหารอเมริกา ณ วันที่เค้าเข้ามาทำสงครามแล้วว่าเค้าตกอยู่ในภาวะเช่นใด เพียงแต่นี่ไม่ใช่สงครามทางอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นสงครามทางเศรษฐกิจซึ่งแต่ละประเทศก็มีวิธีการรบที่ต่างกันไป อเมริกาก็ยังใช้วิธีเดิม เวียดนามก็ยังใช้วิธีเดิม ฝีมือของคนพายเรือที่นี่คือมีความสามารถใช้มือฝรั่งพายด้วย(พูดง่าย ๆ คือใช้ขาพายแทนมือ) ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และฝีมือเช่นเดียวกับการขับมอเตอร์ในเวียดนามนั่นแหละครับ และสิ่งที่สวยงามก็จะเปลี่ยนไปเมื่อพายมาถึงจุดกลับเรือท่านจะต้องถูก KPI คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ท่านต้องซื้อสินค้าซึ่งมีชาวบ้านพายเรือมาขาย แต่เค้าจะตื้อน่าดูทีเดียว ถ้าใครมองเผิน ๆ คือชาวบ้าน แต่สำหรับผมมันคือการจัดฉาก เหมือนตลาดน้ำดำเนินบ้านผมแหละครับ วิถีชีวิตที่จะให้คนมาพายเรือแล้วนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันหน่ะหมดไป 60 ปี แล้วที่เหลือเป็นการจัดฉากทั้งนั้น ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรเพียงแต่พอเราไม่ซื้อคนพายและคนขายก็จะไม่พอใจ (ผมว่าเค้าคงได้เปอร์เซ็นกันแน่ ๆ) ผมกับคุณหมอไม่ได้ซื้ออะไร ผมสัมผัสได้ทันทีว่าขากลับเค้าพายไม่ค่อยดีและพายแบบเรือโยกไป โยกมา ยิ่งพอผมกับหมอเอกไม่อุดหนุนสินค้าที่เค้าพยายามขายด้วยแล้วคนพายลำผมมี 2 คน ขนาดคนนึงขอย้ายเรือเพื่อไปพายลำอื่นเลย พอใกล้จะถึงท่าชาวบ้านที่พายเรือร้องของค่าตอบแทนพิเศษ(Tip) ที่ผมรู้สึกชื่นชมมากคือ ถ้าเป็นฝรั่งเค้าจะพูดทริป แต่ถ้ากับคนไทยเค้าจะพูดว่าติ๊บ ตรงนี้แหละครับเป็นอีก KPI นึงที่เยี่ยมยอดจริง ๆ ผสมผสานกับ CEM อย่างดียิ่ง แต่ในกระเป๋าของทั้งผมและหมอมีแต่แบ๊งค์ใบหละ 50,000 ดอง จะรอเงินจากทางเต็มกับแซ็กก็ยังมาไม่ถึง ดังนั้นหมดจึงติ๊บไปถ้าที่ผมเห็นน่าจะประมาณ 3-4 พันดอง ซึ่งคงจะน้อยไปเค้าบอกเค้าต้องการหมื่นดอง ซึ่งตรงนี้หากเล่นกับพี่ไทยก็ยาวซิพี่แล้วยิ่งมากับผมด้วยนี่ก็สนุกเลย เอ็งชนะสงครามมา ประเทศข้าก็ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครเหมือนกันโว้ยขนาดสมัยที่ฝรั่งเศสยึดรอบบ้านหมดข้ายังผ่านมาได้ แล้วระหว่างทางผมปลุกใจหมดให้ใช้ความรู้ความสามารถตอบแทนประเทศชาติประชาชนมามาก หมอจึงบอกกลับไปว่าเงิน Tip คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเรียกร้องว่าจะเอาเท่าไหร่ มันคือเงินที่ให้จากความเต็มใจของผม ผมอยากจะกระโดดกอดหมอแต่นึกขึ้นได้ว่าพี่แกไม่น่าจะชายจริงโดดกอดไปคงมีเรื่องยุ่ง ๆ ตามมาแน่ ดีว่าไก๊ด์ชางเข้ามาคนพายเรือก็จึงจากไป โดยสรุปผมรู้สึกเสียความรู้สึกกับ Tem Coc มาก ๆ แต่ในความเสียความรู้สึกนั้นผมชื่นชอบการสร้างงานที่รัฐบาลเวียดนาม(ซึ่งผมว่าน่าจะ Copy มาจากคอมมิวนิสต์ผู้พี่ก็คือ พี่ใหญ่จีน)สร้างงานให้ประชาชนของเค้า และเก็บธุรกิจหลัก ๆ ให้กับประชาชนของเค้าทำ เช่นเดียวกับในฮานอยคุณจะไม่เห็นโรงแรมใหญ่ ๆ ในเมือง คุณจะเห็นแต่โรงแรมซึ่งปรับปรุงมาจากห้องแถวและ Upgrade เป็นโรงแรม เศรษฐกิจทั้งหมดอยู่ในมือประชาชน และรัฐบาลเวียดนาม แทบจะไม่มีธุรกิจต่างชาติเลยก็ว่าได้หากคุณเป็นโรงแรมใหญ่ ๆ คุณต้องไปเปิดนอกเมือง หรือรอบ ๆ เมือง ซึ่งผมว่าหลายประเทศก็เป็นอย่างนี้นะครับ เช่น ที่ UAE หากคุณจะทำธุรกิจที่ UAE คุณต้องมีชาว UAE ถือหุ้นด้วยอย่างน้อย 50% บางครั้งเป็นหุ้นลมเสียด้วยซ้ำ นี่แหละครับเวียดนามที่ทุกคนนักวิชาการบ้านเรากลัวนักกลัวหนา ผมถึงบางอ้อที่ Tem Coc นี่แหละครับ เมื่อเที่ยวชมวิถีชีวิตและธรรมชาติเรียบร้อยแล้วพวกเราก็เดินทางกลับสู่ฮานอย วันนี้ดีหน่อยที่เดินทางกลับไม่ค่อยดึกนักจึงมีเวลาที่ได้จองหุ่นกระบอกน้ำ และ Shopping กันตามอัธยาศัยครับ เราเลือกดูรอบ 21.45 น. ซึ่ง พอคนออกหมดเค้าก็ให้คนรอบต่อไปเข้าไปชม ถ้าเอากล้องเข้าไปจะต้องจ่ายเพิ่มอีก 5000 ดอง ครับ แต่เค้าห้ามกล้องที่เป็นกล้องมืออาชีพนะครับ(คงจะไม่อยากให้ใครเข้าไปทำมาหากิน) เข้าโรงละครเค้ามีพัดแจกฟรีด้วยนะครับ นักดนตรีผู้หญิง ไม่รู้เล่นเครื่องดนตรีชื่ออะไร เป็นสายเสียงเพราะมาก ๆ (ลักษณะเหมือนใช้มือซ้ายเล่นซอด้วง ผสมมือขวาเล่นจะเข้) ส่วนนักร้องเค้าจะมีอุปกรณ์เหมือนกรับเล่นประกอบระหว่างการร้องของเค้าด้วยเนื้อหาของละครหุ่นที่เล่นเริ่มต้นก็จะแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนาม เช่น มีการเพาะปลูก จับปลา ทำสวน ทำไร่ ปลูกข้าว ฯลฯ หุ่นที่นำมาแสดงมีหลายแบบมาก ทั้งคน พืช สัตว์ สิ่งของ ตลอดการบรรยายเริ่มแรกเป็นภาษาอังกฤษ แต่เวลาตัวละครสนทนากันจะเป็นภาษาเวียดนามซึ่งผมก็ฟังไม่ออก แต่ประมาณ ๆ ว่าคงเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านครับ มีมังกรพ่นไฟ ก็ดูแล้วสนุกสนานดี จากนั้นก็จะเล่าถึงประวัติเกี่ยวกับ "ทะเลคืนดาบ" (Ho Hoan Kiem)มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ ไม่ใช่ผมเก่งนะครับจำเค้ามาหรือหาอ่านบน Internet นั่นแหละครับ เมื่อออกจากโรงละคร ก็เดินเล่นกันรอบสวนสาธารณะ และคืนนี้จบลงด้วยวอสก้าขวดใหญ่และบาบีคิวเวียดนาม ที่ทำให้เรานอนหลับฝันดี....

11 พ.ย. เราตื่นกันสายหน่อยวันนี้เพราะเมื่อคืนซัดกันไปหลายจอกอยู่ ก็รัปทานอาหารเช้าปกติตลาดดงซวน (Dong Xuan) ง่าย ๆ ก็เหมือนใบหยกบ้านเราที่มีพวกเสื้อผ้าขายส่งเยอะมาก ๆ ด้วยความที่ราคาของที่เค้าขายให้เรานั้นถูกบอกผ่านเยอะ พอเราต่อได้เราเลยคิดว่ามันถูกจึงเสียเวลาอยู่นานกว่าที่จะกลับมา Check Out ที่โรงแรม ผนวกกับการถกเถียงเรื่อง Mini Bar พี่ไทยว่าเซียนแล้ว งานนี้พี่เวียดเชื่อดเราแบบมุดอุโมงค์มาเชือดอีกแล้ว เพราะพวกเราเถียงเค้าว่าไม่ได้ดื่มน้ำในตู้เย็น คือจริง ๆ เราซื้อมาเอง พี่เวียดก็แสนดีบอกว่า “คุณตามผมมาซิ” แล้วก็นับน้ำในตู้เย็นต่อหน้าผม ผมก็ถามเค้าว่าก็ครบไง สิ่งที่พี่เวียดตอบกลับมาทำให้ผมต้องยอมแพ้สงคราม คือ น้ำในตู้เย็นผมยี่ห้อ V แต่น้ำของคุณหน่ะ ยี่ห้อ C ผมรู้และผมจำได้ OK จบเห่ ผมเดินลงมาและบอกคุณเต็มชำระเงินแต่โดยดี พร้อมกับถือน้ำมาแบบคนแพ้สงคราม ก็ไอ้น้ำขวดนี้แหละครับที่เราไม่ได้กินและให้ Taxi ไป เพราะอะไรหน่ะเหรอครับเครื่องออก 12.45 น. เคาน์เตอร์เช็คอินปิดตอน 12.00 น. แต่ 12.00 น.พวกเรายังอยู่บน Taxi อยู่เลยครับ คำตอบง่าย ๆ สั้น ๆ บรรลัยครับ พวกเราจึงต้องแยกหน้าที่กันทำงานแล้วครับ เต็มทำหน้าที่ไปเช็คอินโดยนำ Passport เข้าไปวางที่เคาน์เตอร์ ผมกับแซ็กชำระค่า Taxi และรีบวิ่งตามมา ปรากฏว่าเมื่อถึงเคาน์เตอร์เช็คอินทางเจ้าหน้าที่นำป้าย No Entry มากั้นแล้ว แซ็กเองอาจจะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็เลยงง ผมเองก็ไม่เคยเจอแต่ผมดูหนังสงครามบ่อยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทางเดียวคือต้องนำตัวเองเข้าไปในอนาเขตของถิ่นที่เราจะไปให้ได้ ผมจึงไม่สนใจใครทั้งนั้นตัดสินใจวิ่งเข้าไปพร้อมกับตะโกนว่า Sorry Sorry ไปตลอด เจ้าหน้าที่เวียดนามก็คงงงว่าเองเข้ามาได้ยังไงวะเค้าปิดแล้ว และสิ่งที่ผมคิดต่อไปคือว่าเดี๋ยวมันต้องมีปัญหาว่าคนขึ้นได้แต่กระเป๋าขึ้นไม่ได้ หรือต้องโยนของบางอย่างทิ้งแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจว่ายังไง ๆ ตูต้องจองพื้นที่ Load กระเป๋าไว้ก่อน ผมจึงต้องใช้คำพี่ไทยว่าไม่สนตุ้ยผมยกกระเป๋าขึ้นวางเพื่อ Load ขึ้นเครือง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่ได้ต้องรอให้ทาง Check In ที่ทางเต็มติดต่ออยู่อนุญาตก่อน แต่เจ้าหน้าที่ก็อิออดพอสมควรแต่โชคดีที่ทางเจ้าหน้าที่อนุญาต อาจจะเพราะเรากันเองเป็นประเทศอาเซียนด้วยกันและเวียดนามก็ค่อนข้างเปิดรับนักท่องเที่ยวไทยอยู่แล้วคงไม่อยากที่จะไม่อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวตรงนี้ผมให้เครดิตการ Judgment ของเจ้าหน้าที่เลยครับว่า นี่ถ้าเป็นสนามบินเขี้ยว ๆ ทางยุโรปหรือตะวันออกกลางพวกเราคงได้นอนกันต่ออีกวันหนึ่งแน่ ๆ เป็นอันว่าเราสามารถ Load กระเป๋าขึ้นเครืองไทย หรือไม่ก็คงมีการวางมวยกันตรงนั้นแน่ ๆ คงจะได้เห็นแน่ว่ามวยไทย กับมวยเวียดใครจะเจ๋งกว่ากัน แต่ยังครับ ยัง เหตุการณ์ยังไม่จบง่าย ๆ ขนาดนั้น ค.ศ. 1957-1975 นั้นประมาณ 25 ปี การเดินทางออกจะง่าย ๆ นั้นคงไม่สนุกนัก ผมวิ่งไปเลยเงินดองเป็นเงินบาท แต่เจ้ากรรม Exchange Booth อยู่คนละชั้น ก็ใส่เกียร์สุนัขซิครับท่านวิ่งลงไปแลกเงินด้วยความเหนื่อย ผมแถมต้องต่ออีก 2 คิวผมจึงขอแซงและบอกว่าเครื่องจะออกแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยวก็ใจดีให้แซง พนักงานธนาคารก็ใจดีนับให้อย่างรวดเร็ว แต่ดูเจ้าหน้าที่ก็งง ๆ กับค่าเงินบาทไทยครับ เจ้าหน้าที่ก็นับแบงค์พันให้ผมเห็นแบงค์พันหลายใบก็ OK หล่ะอุ่นใจ เจ้าหน้าที่ยังกำชับผมให้ตรวจสอบเงินให้ดี ๆ นะครับ นึกเหรอว่าผมจะตรวจผมกำเงินใส่กระเป๋าแล้ววิ่งทันที มานับอีกทีตอนรอ Immigration รู้สึกว่าเราแลกเงินผิดไป 2 ล้านดอง แล้วคิดว่าจะวิ่งกลับไปเอาเรอะ ใบเสร็จก็ไม่มี อีกอย่างเครื่องก็กำลังจะออก ทางเดียวที่น่าจะดีที่สุดคือ ทำใจชนิดเม็ดแก้ปวด คือ ชมม.(ช่างมารดามัน) โชคดีที่มานั่งนับเงินกองกลางที่ผมรับมามันแค่ล้านกว่า ๆ ทำให้ผมเข้าเนื้อแค่ประมาณ 9 แสนกว่าดอง ซึ่งเป็นเงินได้ก็ประมาณ 2 พักกว่าบาท(กรรม) แต่ก็อย่างที่ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดแต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องบอกว่า ยังดีกว่าไม่ได้กลับบ้าน

โดยรวม ๆ ทริปนี้ก็ได้ทุกรสชาติครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้คือคำถามที่อยู่ในใจผมว่า จริงเหรอที่อีก 10 ข้างหน้าเวียดนามจะแซงไทย ผมไม่เคยเชื่อ ณ วันที่ผมก้าวออกจากสนามบินผมก็ยังมีความชาตินิยมว่าผมไม่เชื่อ
ว่ามันจะเป็นไปได้ แต่เท่าที่ผมทราบมาช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีต่างชาติย้ายฐานการผลิตมาที่เวียดนามอยางมาก รวมถึงการเข้ามาลงทุนของญี่ปุ่น จีน และหลายประเทศทางยุโรป รวมถึงด้วยข้อมูลประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ เช่น อีก 4 ปี มาเลเซียจะมียานอวกาศไปดวงจันทร์ ซึ่งทุกวันนี้นักบินอวกาศมาเลเซียคนแรกนั้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว แต่ ณ วันนี้ประเทศไทยเรายังมีน้าชาติเข้าฝันเรียกประชุม และมีจตุคามรามเทพฯ รุ่น โครตรวยอย่างไม่มีเหตุผล รวมแบบถล่มทลาย รวมถึงนักการเมืองและประชาชนที่แบ่งกลุ่มพร้อมจะเปิดศึกเลือดสาดใส่เข้าหากันอย่างแตกหัก คำตอบว่าอีก 10 ปีเวียดนามจะแซงไทยไม๊คงอยู่ที่ทุกท่านจะเป็นผู้ตอบครับ...

แต่โดยสรุปผมไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไม เมื่อก่อนถ้าท่านใดเคยดูละคร “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” ที่พระเอกแทน(แดน-วรเดช) หนีการแต่งงานไปอยู่ที่ฮอยอันและถูกวัยรุ่นเวียดนามทำร้าย แล้วมีเฮืองมาย(เจนนี่เทียน) คอยให้การช่วยเหลือไว้ จนเป็นละครยอดฮิตของไทยในอดีต ถึงผมจะไม่ได้สัมผัสกับฮอยอัน แต่ได้สัมผัสกับฮานอย แม้จะไม่ได้มีเหตุการณ์ขนาดในละคร แต่ก็อยากบอกเช่นเดียวกับละครว่า “ฮานอย ฉันรักเธอ” สงครามเวียดนาม และการต่อสู้กันคงไม่เกิด ถ้าชาวโลกประหัตประหารกันด้วยความรัก จุ๊บ หงู งอน (Chuc Ngu Ngon) : ราตรีสวัสดิ์ ครับ!



แผนที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) มีพรมแดนด้านเหนือติดกับประเทศจีน ทางทิศตะวันตกติดกับลาว เขมร และทางทิศตะวันออกเป็นอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้


รถเมลเวียดนามให้บริการเหมือน ขสมก.บ้านเราราคา 5,000 ดอง ประมาณ 11 บาท หากลงจากสนามบินนานาชาติฮานอยสามารถนั่งรถเมล์สาย 17 เข้าตัวเมืองฮานอยได้ ข้ามแม่น้ำแดงแล้วลง สังเกตไม่ยากตัวเมืองฮานอยคนเยอะมาก


จตุรัสบาดิงห์ (Ba Dinh Square) เป็นสถานที่ที่ท่านโฮจิมินห์ใช้อ่านคำประกาศอิสรภาพจากฝรั่งเศษ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1945 เพื่อประกาศถึงชัยชนะของชาวเวียดนามเหนือกองทัพฝรั่งเศส ประกาศถึงอิสรภาพ และความเป็นชาติของชาวเวียดนาม


สุสานโฮจิมินห์ (Hochi Minh Mausoleum) ข้างในบรรจุศพประธานโฮจิมินห์ ผู้นำที่เคารพรักของชาวเวียดนามและเป็นผู้นำเวียดนามประกาศอิสระภาพจากฝรั่งเศส


ฮาลองเบย์(Halong bay) เป็นอ่าวที่สวยงามประกอบด้วยหมู่เกาะมากกว่า 3,000 เกาะ แต่สู้พีพีหรือหมู่เกาะสุรินทร์บ้านเราไม่ได้เลยครับ


เรือรับนักท่องเที่ยวเพื่อชมอ่าวฮาลอง เต็มไปหมดมองในแง่ดีก็สวยงาม มองอีกแง่หนึ่งก็เป็น Vision Pollution



อ่าวฮาลองเป็นมรดกโลกในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 ประกาศโดยยูเนสโกที่ประเทศไทยของเรานี่เองครับ อ่าวฮาลองเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยติดกับประเทศจีน



อย่ายินดี ยินร้ายกับอาหารทะเลบนเรือที่เสริฟให้ครับ รัปทานพอเอาชีวิตรอดหรือแก้หิวครับ (เพราะไม่อร่อยเลย) แต่เอาอะไรมากค่าล่องเรือคนละไม่กี่ตังค์


ถ้ำเสาไม้ (Hang Đầu Gỗ) ชื่อภาษาอังกฤษคือ Grotte des Merveilles อ่านตามประวัติตั้งชื่อโดยนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่มาเยี่ยมชมอ่าวฮาลองเมื่อปลาย ค.ศ. 1920 ภายในถ้ำก็มีหินงอกหินย้อย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องประดับไฟสีเขียว แดง เหลือ ให้มันดูไม่เป็นธรรมชาติ


ตำนานพื้นบ้านเวียดนามเล่าว่า ในอดีตนานมาแล้ว ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออก อัญมณีเหล่านี้กลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าว เป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินของพวกเขาได้สำเร็จและก่อตั้งประเทศซึ่งต่อมาก็คือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานสมัยใหม่ก็กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันยังมีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque อยู่ที่ก้นอ่าว


ขึ้นฝั่งและเดินทางจาก จังหวัดกว่าง นิงห์ กลับฮานอย


นั่งเรือพายที่หมู่บ้านแทมค๊อก แล้วชื่อชมการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของรัฐบาลเวียดนามในการทำหมู่บ้านเล็ก ๆ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ไม่ค่อยประทับใจความอยากได้เงินจากนั่กท่องเที่ยวจนลืมหน้าตาของประเทศของชาวบ้านที่มารับจ้างพายเรือ(อ่านเรื่องราวจากเนื้อเรื่อง)


ได่เจอคนไทยด้วยกันที่ร่วมคณะไป 3 คนครับ นายสัตวแพทย์เอกจากเกาะสมุย และทิพย์กับปุ๋ม ซึ่งเป็นคนไทยที่ไปทำงานที่ฮานอยครับคู่นี้น่ารักดี


มาฮานอยไม่ได้ดูการแสดงหุ่นกระบอกน้ำถือว่ามาไม่ถึง เป็นการแสดงหุ่นกระบอกของเวียดนาม เมื่อก่อนมีแสดงเฉพาะที่ฮานอย ในโรงละครหุ่นกระบอกน้ำริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ถนนดิงห์เตียมฮว่าง เคยมาแสดงที่พัทยาด้วย แต่ปัจจุบันผมไปที่เว้ริมแม่น้ำ น้ำหอม(Perfume River) ก็พบว่ามีโรงละครหุ่นกระบอกน้ำแต่เล็กกว่าฮานอยเยอะ


เรื่องราวของหุ่นกระบอกน้ำมุ่งเน้นวัฒนธรรมของเวียดนาม และตำนานทะเลสาบคืนดาบ สุดยอดฝีมือครับต้องใช้ทั้งจังหวะและการฝึกฝนอยากมาก เป็นศิลปวัฒนธรรมที่ควรแค่แก่การอนุรักษ์ไว้อย่างยิ่ง ผมประทับใจจริง ๆ



อำลาไปด้วยอาหารเวียดนาม พร้อมกับเพื่อนร่วมทริปนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเพื่อนบ้านที่น่ารักถึงแม้จะผ่านความเจ็บปวดมาเยอะ แต่วันนี้เวียดนามยืนได้บนลำแข้งของตนเองจากรายได้จากการท่องเที่ยวและการเปิดประเทศทั้งทางด้านอุตสาหกรรม และภาคบริการ กำเอิ่ง....(ขอบคุณ)


Create Date : 20 ตุลาคม 2551
Last Update : 2 กันยายน 2552 0:36:16 น. 4 comments
Counter : 1288 Pageviews.

 
ชอบครับ

อ่านแล้วได้ความรู้และประสบการณ์มากมาย


โดย: JIM IP: 192.168.182.63, 118.172.53.185 วันที่: 14 ตุลาคม 2552 เวลา:11:53:34 น.  

 
ขอบคุณครับคุณ Jim


โดย: Nutt (People_Trip ) วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:13:19:59 น.  

 
ขออนุญาตนำภาพไปประกอบรีวิวหุ่นกระบอกน้ำนะคะ ถ่ายภาพได้ชัดเจน
นำเที่ยวเก่งมากค่ะได้ความรู้มากเลยค่ะ


โดย: หมุยจุ๋ย วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:13:57:02 น.  

 
ด้วยความยินดี ครับ หมุยจุ๋ย


โดย: ์Nutt (People_Trip ) วันที่: 14 มีนาคม 2559 เวลา:0:28:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

People_Trip
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 


If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine. "ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"






Free TextEditor
Friends' blogs
[Add People_Trip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.