If you tremble with indignation at every injustice.Then you are a comrade of mine.
Group Blog
 
All Blogs
 
หนีห่าว ปักกิ่ง (Hello Beijing)


       เมื่อปลายปี 49  ผมได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้ไปทำงานที่ China Association Assistant  ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีนหรือสมาคมยานยนต์ของจีน   คล้าย ๆ กับ รยสท.บ้านเรา โดยได้รับมอบหมายให้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบ Contact Center ของทาง CAA ประเทศจีน  ซึ่งเป็นบริษัท Road Site Service คือช่วยเหลือรถเสียทั่วกรุงปักกิ่งที่ปฏิบัติการช่วยเหลือผ่าน GPRS ผ่านดาวเทียม เชื่อมต่อกับ Call Center ซึ่งเป็นระบบที่เป็นที่ยอมรับทั้งในยุโรปและเอเชีย  มีแว๊บหนึ่งที่มีเวลาพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่ปักกิ่ง   ซึ่งเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่ควรบันทึกไว้ในความทรงจำจึงขอนำเสนอในอีกมุมมองหนึ่ง

ผมเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิล่วงหน้าก่อน Check In ประมาณ 3 ชม.  ถึงผมจะไม่ได้เดินทางต่างประเทศบ่อยนัก   แต่ก็เรียกว่าพอมีประสบการณ์และวิธีหนึ่งที่ผมมักจะใช้คือผมมักจะมาล่วงหน้าและเผื่อเวลาไว้อย่างต่ำ 2-3 ชม. เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น เช่น การผ่านกระบวนการ ตม. หรือขั้นตอนการ Check In ตั้งแต่สุวรรณภูมิเปิด ผมใช้บริการประมาณ 3 ครั้งรวมครั้งนี้   ผมเห็นการพัฒนาเป็นลำดับ  สำหรับครั้งนี้ผมค่อนข้าง OK  ไม่ว่าจะเรื่องการขนย้ายกระเป๋า รวมถึงเรื่องห้องน้ำ(เว้นแต่เรื่องถ้ำมองในห้องน้ำหญิงผมไม่ทราบว่ามีการปรับปรุงตามที่ สหภาพการบินไทยร้องเรียนแล้วหรือยัง ผมพยายามเดินผ่าน ๆ ไปแต่ก็ไม่กล้าชะโงกไปมอง) แต่หากผมมีข้อติก็คงจะเป็นเรื่องเดียวคือ รปภ. ไม่ว่าจะเป็นลักษณะท่าทางหรือ Service Skill  ผมว่ายังสู้ รปภ.ของ BTS กับ MRT ไม่ได้  ซึ่งผมว่า รปภ.ระดับสนามบินนานาชาติควรจะเป็นมาตรฐานอย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นแบบ BTS หรือ MRT (ผมไม่ได้หมายถึง รปภ.ในส่วนที่เป็นของรัฐนะครับ เช่น ทหาร ตม.หรือ การท่า ส่วนนั้นผมว่า OK อยู่แล้ว) สักพักพี่อีกท่านที่ต้องไปด้วยกันก็มาถึงและเราทั้งคู่ก็ Check In ในเที่ยวบินที่ TG614 เวลา 10.25 น. ใชเวลาบินประมาณ 4 ชม.ก็ถึงปักกิ่งเนื่องจากเราบินการบินไทยจึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน  

พอลงจากสนามบินที่ปักกิ่ง Beijing Capital International Airport 
http://www.bcia.com.cn ซึ่งผมว่าดูเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิของเราต้องนั้น Terminal 3 ยังสร้างไม่เสร็จ    ผ่านขั้นตอนศุลกากร และ ต.ม.   ผมกับพี่อีกท่าน(เป็น CIO ของบริษัท) อาจจะมีคนใดคนนึงหน้าตาต้องสงสัย ต.ม.เค้าเลยเรียกเราทั้งคู่ผ่านเครื่อง X-Ray แต่เราก็ผ่านมาได้ด้วยดี   ทาง CAA ส่งคนขับรถมารับพวกเราเค้าก็ใช้มาตรฐานโลกคือชูป้ายบริษัทพอเราเห็นป้ายเราก็ส่งสัญญาณให้เค้า   ปัญหาแรกของปักกิ่งก็เกิดขึ้นทันทีคือการสื่อสาร   แต่สำหรับผมคงเป็นเรื่องธรรมดาเพราะภาษาอังกฤษผมก็ไม่เข้าขั้นดีมาก  ผมจึงมักใช้ภาษาที่สื่อสารได้ดีกับคนทั่วโลก คือ ท่าทางต่าง ๆ (พูดตรง ๆ ก็คือภาษาใบ้นั่นเอง เช่น ยิ้ม สัญญาณมือ มันก็ทำให้ผมกับพี่อีกท่านอยู่รอดกันได้)
 

อาหารเย็นมื้อแรกในปักกิ่ง  เนื่องจากอากาศหนาวมาก ๆ ประมาณ 3 องศาซี  แล้วลมก็แรงผมกับพี่อีกท่านจึงตัดสินใจง่าย ๆ ว่าทานกันหน้าโรงแรม Renaissance Beijing Hotel หรือ Marriott ปักกิ่งเราเข้าไปในร้านอาหารซึ่งพนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้   จริง ๆ แล้วผมมีคู่มือสนทนาซึ่งผมซื้อไปจากเมืองไทยแต่ผมไม่ได้หยิบติดมือลงไป  จึงต้องอาศัยเมนูภาษาอังกฤษซึ่งประเด็นคือเราไม่รู้ว่ามันคืออาหารอะไร พี่พี่อีกท่านจึงพยายามหาที่เราน่าจะทานได้ เช่น เห็นคำว่า Many Vegetable ก็น่าจะประมาณผัดผักรวม  Egg ก็น่าจะไข่  ซึ่งเป็นอาหารที่เราน่าจะทานได้ที่สำคัญคืออาหารไทยกับอาหารจีนนั้นคล้ายกันจนไม่มีปัญหา  หลายท่านคงรู้ว่าผมชอบทานแป๊บซี่  แต่ภาษาจีนมันยากผมจึงต้องเปลี่ยนเป็น Coke ซึ่งเค้าเรียกว่า เขอ โขว เข่อ เล่อ  จึงทำให้ผมสามารถดื่ม Coke ในประเทศจีนได้ 

เราสองคนอยากทานข้าวพี่พี่อีกท่านพยายามเดินทั่วร้านเพื่อหาข้าวแล้วชี้  แต่คืนนั้นไม่รู้เป็นไงไม่มีคนทานข้าวพี่พี่อีกท่านเลยทำมือเป็นตะเกียบแล้วคุ้ยข้าวเข้าปาก  พนักงานก็มี Service Mind จริง ๆ เธอเข้าใจ  และพูดออกมาว่า หมี่ฟ่าน แล้วเธอก็เดินไปเปิดหม้อข้าวเป็นอันว่าเราได้ทานข้าว   เมื่อทานเรียบร้อยเราก็ข้ามถนนกลับมาที่โรงแรม  ในความคิดของผมการจราจรในจีนไม่แออัดเท่าบ้านเรา  แต่ผมว่าคนจีนขับรถกันส่วนใหญ่ขาดวินัยมาก ๆ ใช้แตรกันเรียกว่าสะบั้นหั่นแหลก  และเราก็แยกย้ายกันพักผ่อนสภาพที่พักก็เป็นโรงแรม Renaissance Beijing Hotel ในเครือ Marriott Rating น่าจะประมาณ 4 ดาวครึ่ง 

ดังนั้นปัญหาเรื่องที่พักจึงไม่มี   Cable TV ก็มีให้ดู 29 ช่อง ซึ่งก็มีช่องหลัก ๆ เช่น CNN,CCTV,Asia News,Chanal V  ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร ในห้องมีเตารีด กระติกน้ำร้อน ตู้เย็นครบทำให้การดำเนินชีวิตไม่ลำบากนักหลับนอนสบาย และโรงแรมมีบริการพิเศษคือจะมีพนักงานเดินนำสภาพอากาศพรุ่งนี้มาแจ้งให้ทราบทุกเย็น

พวกเราพบกับผู้อำนวยการภูมิภาคซึ่งคุ้นเคยกับปักกิ่งเป็นอย่างดี   ถ้าเราเรียก เมือง ปักกิ่ง หรือ  เซี่ยงไฮ้ หรือ หยวนที่ประเทศจีนเค้าจะไม่เข้าใจ   ต้องเรียกว่า “เป่ยจิ่ง,ชางไฮ,และอาร์เอ็มบี(คือเงินหยวน) Beijing ,Shanghai และ RMB ครับ  สะดวกหน่อยที่โรงแรมที่เราพักมีทางเชื่อมต่อกับตึกของบริษัทCAA ซึ่งอยู่ในตึกของ China Airline ทำให้เราไม่ต้องเดินทาง  เราได้พบกับคุณ Kevin Fong   CEO-CAA ,คุณ Clement Wont  Operation General Manager,คุณ Gengr Jiang   General Manager Sale ซึ่งเธอเคยทำงานที่ภูเก็ต เมืองไทย และเธอประทับใจเมืองไทยมาก   เธอกล่าวสวัสดีเป็นภาษาไทยด้วย  และ คุณ Kelly Shen  -IT Manager  การจัดองค์กรของทาง CAA นั้น IT + HR จะอยู่ภายใต้  Operation  ซึ่งต่างกับบ้านเราซึ่งมักจะแบ่งองค์กรเป็น O กับ M คือ Operation กับMarketing ทำให้บุคคลากรภายใต้การดูแลของคุณ Clement Wont นั้นใหญ่มาก ๆ แทบจะทั้งบริษัท  (คงคล้าย ๆ กับตำแหน่ง GM)  เห็นชื่อฝรั่ง ๆ อย่านึกว่าเป็นฝรั่งนะครับเหมือนเฉินหลง ก็จะชื่อ Jacky Change เป็นต้น  

ผมถามพวกเค้า ๆ ว่าถ้าตั้งไม่เปลี่ยนชื่อทางฝรั่งจะไม่สามารถเรียกได้   คนจีนหรือ คนฮ่องกง สิงคโปร์จึงนิยมมีชื่อที่เรียกว่า Business Name เป็นฝรั่ง   ผมเห็นในประเทศไทยหลายท่านก็พยายามจะเปลี่ยนชื่อให้ง่ายต่อการดำเนินธุรกิจกับชาวต่างชาติ เช่น ดุจดาวก็เรียกดรีม,คุณเมธีก็เรียกแมทธิว แต่ผมไม่ชอบที่จะเปลี่ยนทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มีชื่อนักบุญ(Saint Name)อยู่แล้วเนื่องจากเป็นคาทอลิก

อาหารการกินที่ปักกิ่งก็ไม่แพงราคาประมาณบ้านเราบวกไปอีก 15-20% หรือเรียกว่าราคาประมาณแถวสีลม สาทร สุขุมวิท ย่านธุรกิจบ้านเรา

เราเลิกงานตอนเย็นก็จะหาอาหารทานและวางแผนว่าอยากไปไหนเราก็จะพูดภาษาอังกฤษกับพนักงานของ CAA แล้วให้เค้าเขียนภาษาจีนเพื่อขึ้น Taxi หรือรถเมล รถไฟฟ้าตามเรื่อง   ผมกับพี่พี่อีกท่านเดินทางกลับมาที่โรงแรมและเตรียมตัวที่จะทานอาหารที่ตลาดอะไรสักอย่างผมจำชื่อไม่ได้ประมาณว่าเหมือนประตูน้ำบ้านเราแบบว่าขายทุกอย่างที่ Copy มีหลายชั้น    ช่วงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่โรงแรมก็มีพนักงานบริการมาที่ห้องและยื่นใบพยากรณ์อากาศวันพรุ่งนี้(เป็นบริการของโรงแรมตามที่กล่าวไป)   ผมกล่าวคำว่า เซ่ เซ หนี่   ผมถึงขนาดตาค้างอากาศพรุ่งนี้จะอยู่ที่สูงสุด 3 องศาซี  ต่ำสุด –5   พรุ่งนี้ผมคงมีชีวิตลำบากกว่าวันนี้เป็นแน่  แต่ไม่เป็นไร The show must go on(การมีการกาศหนาวก็ไม่ดีอย่างคือ  สาว ๆ เมื่อจีนจะแต่งตัวกันมิดชิด  ไม่มีสายเดี่ยว เกาะอก) 

ผมกับพี่พี่อีกท่านใช้วิธีใหม่เรียก Taxi ไปทานอาหารเย็น  คือให้คุณ Kelly IT Manager เขียนภาษาจีนว่าจะไปไหน  แล้วพักที่ไหน    พอผมกับพี่พี่อีกท่านขึ้นรถผมก็ยื่น Shot Note ให้คนขับ Taxi เค้าก็รู้เรื่อง  คนที่นี่วินัยการขับรถไม่ค่อยมีครับเอาแต่ใจตัวเองสูง  แต่เค้าก็อยู่กันได้ผมว่าหากวินัยเช่นนี้ เช่น บีบแตรไล่ตลอดและไม่หยุดบีบ  รวมถึงการ Dif ไฟไล่  ผมว่าถ้าอยู่เมืองไทยต้องมีการวางมวยกันแน่ ๆ แต่ที่นี่ก็มีแบบเปิดกระจกด่ากันนิดหน่อยแล้วก็ Say Good Bye  แต่ผมกับพี่พี่อีกท่านคุยกันว่าเรายังนึกถึงภาพหนังมาเฟียที่เรานิยมดูในประเทศไทย   เราสองคนจึงอยู่กันแบบเจียมตัวไม่พยายามต่อล้อต่อเถียงกับใคร  ค่า Taxi ราคาพอ ๆ กับบ้านเราแต่ที่นี่มีใบเสร็จพิมพ์ออกมาจากเครื่องเลย  ไม่ต้องมานั่งเถียงกันและสามารถใช้เป็นใบกำกับภาษีได้ ผมไม่แน่ใจว่ารับบัตรเครดิตด้วยหรือไม่ประเทศไทยเราก็กำลังจะเป็นเช่นนั้น  แต่ที่เหมือนกันคือ Taxi ชอบฟังพวกรายการ จส.100,ร่วมด้วยช่วยกัน,สวพ.91 และลูกทุ่งเอฟเอ็ม  Taxiปักกิ่งก็เหมือนกัน 

ห้างที่เราไปทานอาหารเย็นก็คล้าย ๆ  ประตูน้ำบ้านเราที่มีเสื้อผ้า กระเป๋า ต่างๆ   ผมว่าถ้าใครที่ชอบประเภท Brand Name Copy เดินที่นี่คงจะได้เสียตังค์เยอะแน่   บังเอิญทั้งผมและพี่พี่อีกท่านนิสัยคล้าย ๆ กันคือเรา 2 คนไม่ค่อยชอบจึงไม่เสียตังค์   สังเกตุว่าประเทศจีนขายของ Brand Name Copy กันมากมายมากกว่าบ้านเรา   อาจจะเป็นที่รัฐบาลเอาหูไปนาเอาตาไปไล่เพราะ Brand Name Copy ส่วนใหญ่ที่ผมสังเกตุมาจากค่าย USA ล้วน ๆ   เราทานอาหารเย็นกันข้าว กับข้าว 2 อย่างราคา 40 บาท   ก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับบ้านเราครับ  ผมก็ไม่ลืม เขอ เข่อเลอะ(Coke) ตามระเบียบ   ขากลับผมกับพี่พี่อีกท่านใช้วิธีขามาคือยื่นนามบัตรโรงแรมให้ Taxi แล้วก็รอจ่ายตังค์   แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน  ผมพักชั้น 4 พี่พี่อีกท่านพักชั้น 6 

ก่อนนอนผมมักจะมองลงมาข้างล่างเห็นคนงานก่อสร้างซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนจากมณฑลต่างจังหวัดของจีนเอง อีกส่วนหนึ่งดูจากหน้าตาน่าจะเป็นชาวฟิลิปปินส์  ผมรู้สึกสงสารเค้าที่ต้องทำงานท่ามกลางอากาศหนาวที่ติดลบ  ขนาดเราลงไปเดินยังหนาวแทบจะขาดใจตายเลย   ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน นายลี สวน หลุง ว่า “โลกก็เป็นอย่างที่เป็น ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น”

ช่วงอาหารเช้าเรามักจะผูกท้องไว้กับโรงแรม อาหารโรงแรมก็เป็นอาหารอินเตอร์ทั่วไป  จึงไม่มีอะไรแปลกนอกจากจะกินเพื่อให้มีแรงทำงานในวันต่อไป  บางวันได้มีโอกาสไปดู Site งานของ CAA ซึ่งอยู่ชานเมืองปักกิ่งภายใต้การนำของคุณ Clement Wang พบว่า Site ในการบริการลูกค้าสำหรับรถเสียนั้นค่อนข้างใหญ่และมีพนักงานปฏิบัติงานหลายสิบคน  รวมถึงมีระบบเชื่อมต่อกับสำนักงานใหญ่  มีห้องพักสำหรับพนักงานกะกลางคืนที่ Stand By พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา  สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือรัฐบาลจีนมีการทำอะไรเป็นระบบ เช่น CAA  ได้รับสัมปทานการช่วยเหลือรถเสีย หรืออุบัติเหต บนท้องถนนรัฐบาลจะเข้ามาควบคุมมาตรฐานแม้กระทั่งสถานที่จอดรถรอการซ่อม  หรือเสื้อผ้าที่จะใส่ออกไปปฏิบัติงานตามท้องถนน  จนทำให้ผมเกิดคำถามที่ถามกับคุณ Genger Jiang/General Manager Of Sale ว่านี่ทหารหรือ รปภ.  เค้าตอบผมว่า รปภ. ผมรู้สึกได้ว่าทั้งชุดและลักษณะท่าทางรวมถึงการปฏิบัติตัวเค้าดูเข็มแข็งและมีระเบียบมากๆ   

กลับเข้าสู่เรื่อง CAA Site ครับคุณ Clement พาพวกเราเดินต่อไปยังห้องเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีระบบการควบคุมการเบิกจ่ายด้วยคอมพิวเตอร์  ลักษณะของมนุษย์ทั่วโลกคงเหมือนกันคุณ Clement บอกพวกเราว่าเมื่อก่อนไม่มีการควบคุมของก็หาย  เพราะไม่รู้ใครเป็นใคร และหยิบไปไหน   นี่ถ้าเป็นบ้านเราอาจจะต้องบวกรถซาเล้งเก็บของเก่าเพิ่มเข้าไปอีก   เสร็จจากการ Visit Site คุณ Clement พาเราแวะเดินที่ตลาด Lotus ซึ่งเป็นเมืองเก่าของปักกิ่ง  ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นจอมยุทธ์ ผมชอบคุณ Clement มากเค้าเล่าประวัติให้ผมฟังว่าเค้าเป็นชาวจีนฮ่องกงและได้สัญชาติ USA. รวมถึงเคยร่วมงานกับ Fed Ex ฮ่องกงก่อนที่จะมาร่วมงานกับ CAAที่ผมบอกว่าเค้าเป็นมืออาชีพคือ แม้แต่พาพวกเราเดินชม Lotus Market เค้ายังมี  Schedule เลย ว่าเราจะเดินไปถึงไหนเสร็จแล้วคนขับรถจะรอเราที่ไหน  

รวมถึงเราจะแวะทานกาแฟกันที่ไหน ใช้เวลาเท่าไหร่  ซึ่งหากเป็นคนไทยแวะทานกาแฟระหว่างการทำงานคงไม่มีการวางแผนหรือเรียกได้ว่า  ดื่มแบบชิว ๆ   บางเย็นทางปักกิ่งก็จะพาเราไปทานอาหารจีน  เป็ดปักกิ่ง(Beijing Duck) ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก  คนไทยกับอาหารจีนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็เป็นลาภปากไป  และแน่นอนมาทำงานที่จีนต้องไปกำแพงเมืองจีน เทียนอันเหมิน   ทาง CAA จีนโดยคุณ Kelly ได้พาเที่ยวกำแพงเมืองจีน และจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งอันหลังนี้ผม Request เองเนื่องจากผมมีความต้องการว่าถ้าครั้งหนึ่งที่ได้มาเยือนเมืองจีนผมต้องสัมผัสจตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square Massacre) ให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นเหมือน 2 สัญลักษณ์ในเวลาเดียวกัน   นอกจากจะเป็นที่สวนสนามประกาศชัยชนะของท่านประธานเหมา  ยังเป็นสถานที่เรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาจีน  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2532 ในสมัยประธานาธิบดี เติ้ง เสี่ยว ผิงซึ่งการปราบปรามของทหารทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 2,000 คน บาทเจ็บอีกราว 7,000- 10,000 คน 

อีกอย่างผมชอบความยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์วีรชนที่มีความสูงกว่า  40 เมตร และคำจารึกว่า“วีระบุรุษของประชาชนเป็นอมตะ”  และด้านหน้าเป็น พระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งผมชอบทางเข้าที่มีรูปประธานเหมาเจ๋อตงขนาดใหญ่  และมีตัวหนังสือจีนด้านซ้ายเขียนว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ ” และด้านขวา “เอกภาพของประชาคมโลกจงเจริญ” อ่านแล้วได้อารมณ์จริง ๆ

เริ่มด้วยกำแพงเมืองจีน วันที่ไปอากาศหนาวมากประมาณ -5 องศา(ลบห้านะครับ ไม่ใช่ห้า)และลมค่อนข้างแรง 

คนขับรถของ CAA( China Automobile Association) มารับผมที่โรงแรมและพามุ่งสู่กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China) กำแพงเมืองจีนที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปีนี้ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว เมื่อราว 700 ปีก่อนคริสตกาลเพื่อป้องกันศัตรูผู้รุกรานตามที่พวกเราดูภาพยนต์ คือ ป้องการการรุกรานจากมองโก  มีความยาว 2,400 กม. เป็นหนึ่งใน 7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลก  มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่งสร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ  ซึ่งยาวครอบคลุมอาณาบริเวณถึง 5 มณฑลของจีน และเป็นสิ่งก่อสร้างชนิดเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นได้จากดวงจันทร์ ถึงขนาดท่านประธานเหมาเจ๋อตงได้กล่าวเป็นบทกลอนว่า ‘มิเคยขึ้นกำแพงเมืองจีน หาใช่ลูกผู้ชายไม่”

จุดที่สามารถชมกำแพงเมืองจีนได้สะดวกในเขตกรุงปักกิ่ง อยู่ที่ด่านปาต๋าหลิ่ง ด่านมู่เถียนอี้ว์ ด่านซือหม่าไถ และจีว์ยงกวน แต่ด่านที่เป็นจุดชมกำแพงเมืองจีนที่สมบูรณ์ที่สุด คือที่ด่านปาต๋าหลิ่ง  ข้างบนผมรู้สึกหนาวมาก และวันที่เราไปลมแรงมาก  น้ำมูกไหลตลอดเวลาทั้ง ๆ ที่อยากใช้เวลาชื่นชมความอลังการ และความยิ่งใหญ่บนกำแพงให้นานที่สุดแต่ก็ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการต้านทางความหนาวของร่างกาย  จึงต้องขอลงมาและเดินทางกลับเพื่อเที่ยวจตุรัสเทียนอันเหมินต่อ  จัตุรัสเทียนอันเหมิน(Tiananmen Square Massacre) ความหมายประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์ คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู 

ผมชอบเทียนอันเหมิน  ด้วย 2 เหตุผลตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น จัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นจัตุรัสที่กว้างที่สุดในโลก และศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ซึ่งใช้เป็นที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์   และอนุสาวรีย์วีรชนที่มีความสูงกว่า  40 เมตร และคำจารึกว่า“วีระบุรุษของประชาชนเป็นอมตะ”  สำคัญที่สุดคือจัตุรัสเทียนอันเหมิน  บ่งบอกถึงการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงประเทศหรือมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงในสมัยนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย(อย่าลืมนะครับเมื่อก่อนจีนยังไม่เปิดประเทศเหมือนปัจจุบัน)เราคงได้ยินคำว่าหลังม่านเหล็ก(รัสเซีย) กับหลังม่านไม้ไผ่(จีน)  จริง ๆ คำว่าหลังม่านน่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยซูสีไทเฮา  การว่าราชการหลังม่านจักรพรรดิ คือ การที่บุคคลสั่งการต่าง ๆ อยู่ข้างหลังม่านเนื่องจากไม่มีอำนาจสั่งการนั้นเองโดยตรง โดยมีผู้แทนซึ่งมักเป็นผู้มีอำนาจสั่งการนั้นนั่งอยู่ข้างหน้าม่านเป็นหุ่น กล่าวคือ บุคคลที่สั่งการอยู่หลังม่านเป็นผู้มีอำนาจในการนั้นอย่างแท้จริง ส่วนผู้มีอำนาจที่นั่งอยู่หน้าม่านนั้นหากเรียกให้ทันสมัยก็ต้องเป็น “นอมินี”แสดงว่าไอ้ดอมินีนี่มันมีมาตั้งเป็น 100 ปีแล้วนะเพราะซูสีไทเฮาอยู่ในช่วง พ.ศ.2400 (รัชสมัย 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378—15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451)เป็นสตรีชาวแมนจูในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ชิง โดยเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตยในการบริหารราชการแผ่นดินจีนถึง 40 กว่าปี 

หากท่านใดเคยดูหนังจีนกำลังภายในที่ชอบมีคำพูดว่า “ล้มล้างชิง ฟื้นฟูหมิง” ก็เกิดในยุคนั้น  เดินมาถึงด้านหน้า พระราชวังกู้กง หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งผมชอบทางเข้าที่มีรูปประธานเหมาเจ๋อตงขนาดใหญ่  และมีตัวหนังสือจีนด้านซ้ายเขียนว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ ” และด้านขวา “เอกภาพของประชาคมโลกจงเจริญ”  เดินชมพระราชวังต้องห้ามแล้วทำให้นึกถึงสนธิสัญญานานกิง(The Treaty of Nanjing)  เนื่องจากราชสำนักสมัยซูสีไทเฮาทรงใช้เงินในการสร้างพระราชวังทำให้กองทัพเรืออ่อนแอ  เมื่อเกิดสงครามฝิ่นกับอังกฤษกองทัพจีนจึงไม่สามารถต้านทานอังกฤษได้เป็นผลให้จีนต้องเซ็นสนธิสัญญานานกิกับอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1842  ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2385 น่าจะประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3 เป็นผลให้จีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และยอมรับหลักการของการมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (The principle of Extraterritory) 

เมื่อท่องเที่ยวเสร็จพระราชวังต้องห้ามแล้ว  พี่อีกท่านหนึ่งต้องการแวะซื้อของฝากเด็ก ๆ ที่ Toy Market ซึงคล้าย ๆ กับสำเพ็งบ้านเรา(ส่วนใหญ่เป็นของเล่นเด็ก)แต่อยู่ในห้างสรรพสินค้า   หากท่านใดชอบของถูกไม่ผิดที่แล้วราคาถูกมาก  แต่คุณภาพคงต้องตาถึงนิดนึงแต่ผมว่าปัจจุบันสินค้าของจีนมีคุณภาพค่อนข้างสูง และที่ขาดไม่ได้คงเป็นต้องแวะทานเป็ดปักกิ่ง  ผมเคยอ่านเจอว่าครั้งนายนิกสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งเมืองหลวงของจีนนั้นได้เคยแสดงความรู้สึกเอาไว้ว่า “หากไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีนมิใช่ลูกผู้ชาย และหากไม่ทานเป็ดปักกิ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง”  คำกล่าวของอดีตประธานาธิบดีอเมริกาดังกล่าวนับเป็นคำพูดที่เป็นจริง 

แต่สำหรับคนไทยการทานเป็ดปักกิ่งในประเทศไทยก็หาไม่ยากนัก  โดยส่วนตัวผมประทับใจกับปักกิ่งมากโดยเฉพาะท่านสุภาพบุรุษท่านใดที่ชอบ  สาวสวย ๆ หน้าตาจิ่มลิ้ม ขาว ๆ หล่ะก็ไม่ผิดหวังแน่สำหรับปักกิ่ง  และต้องอำลากันด้วยคำว่า “หว่อ อ้าย หนี่ เบยจิ่ง”


แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่
http://www.oknation.net/blog/peopletribune
Email : peopletribune@hotmail.com



Free TextEditor

ปักกิ่ง(Beijing) หรือเป่ยจิ่ง เป่ยแปลว่าเหนือ จิ่งแปลว่าเมืองหลวง รวมกันก็คงเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ทางเหนือ(เหมือนเชียงใหม่บ้านเรา) ปักกิ่งตั้งอยู่ที่ราบหวาเป่ยทางเหนือของประเทศจีน



กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China) กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 332 - 339 รัชสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นกำแพงอิฐที่ยาวที่สุดในโลกซึ่งยาวประมาณ 2400 และเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งเดียวของโลกที่สามารถเห็นได้จากดวงจันทร์ อ้อ! ดูจากรูปที่ถ่าย Nasa ถ่ายมาหลัง ๆ เห็นทีจะไม่ใช่ซะแล้ว เพราะมีรถไฟสายทราน-ไซบีเรียอีกที่ ๆ สามารถมองเห็นได้จากดวงจันทร์ เอ..แต่ไม่เข้าใจความยิ่งใหญ่ต่าง ๆ ทำไมต้องเริ่มจากจีน



ช่วงนั้นปักกิ่งเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 2008 มองเห็นอูดหรือม้านั้นเป็นอูด ม้า จัดตั้งไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป ระบบการจัดการท่องเที่ยวของจีนแบบที่จัดตั้งไว้ เช่น นกกาน้ำที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่กุ้ยหลิน และเป็นสูตรสำเร็จที่เป็นองค์ความรู้กับการท่องเที่ยวของเวียดนาม(ใครเคยไปเวียดนามคงเคยเจอเช่นกัน)


กำแพงเมืองจีนยาวสุดลูกหูลูกตาจริง ๆ ครับ เดินไม่ไหว(สงสัยแก่แล้ว)
ท่านประธานเหมาเจ๋อตงได้กล่าวเป็นบทกลอนว่า ‘มิเคยขึ้นกำแพงเมืองจีน หาใช่ลูกผู้ชายไม่” ผมได้เป็นลูกผู้ชายแล้วเพราะขึ้นมาได้ แต่ดีว่าถ้าประธานเหมา ท่านกล่าวว่า "มิเคยเดินร้อยลี้บนกำแพงเมืองจีน หาใช่ลูกผู้ชายไม่" ผมคงต้องยอมเป็นสาวประเภทสองครับ เพราะเหนื่อยจริง ๆ หายใจลำบากเพราะสูงและอากาศหนาวแบบแห้ง หน้าตาแตกไปหมด สาว ๆ ไปปักกิ่งช่วงหนาวต้องระวังนะครับ หน้าอาจจะไม่สวยได้


สภาพการจราจรในปักกิ่งไม่ถึงขนาดติดขัดมากมาย รถสามารถเคลื่อนตัวได้เรื่อย ๆ ระบบขนส่งมวลชนค่อนข้างดี


ชาวปักกิ่งมักจะใช้บริการรถสาธารณะ เพราะระบบขนส่งมวลชนค่อนข้างดี หากซื้อบัตร"อี้ข่าทง" เหมือนบัตรโอโต้พุทของฮ่องกง มีบัตรนี้บัตรเดียวเที่ยวทั้งวัน ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟใต้ดิน ที่ลำบากสำหรับคนอ่านภาษาจีนไม่ออกคือป้ายรถเมล์ที่มักจะไม่มีภาษาจีน ต้องมีแผนที่กรุงปักกิ่งในมือด้วยครับ อ้อ แล้วอยากนึกว่าคนปักกิ่งจะพูดอังกฤษได้ทุกคนนะครับ พอ ๆ กับ กทม.แหละครับ


จักรยานในปักกิ่งมีให้เห็นพอสมควร แต่ไม่ค่อยพบเห็นมอเตอร์ไซด์ เนื่องจากรัฐบาลจีนเริ่มคุมกำเนิดการจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์ใหม่ เพื่อลดปริมาณมอเตอร์ไซด์หรือให้เฉพาะมอเตอร์ไซด์ประเภท 2 จังหวะ หรือรถใหญ่แบบ motor bike เท่านั้น


ตลาดดอกบัว(Lotus Market) เป็นย่านเมืองเก่าในปักกิ่ง อากาศหนาวจนน้ำเป็นน้ำแข็งคุณเคแมน หว่องที่พาไปเล่าให้ฟังว่าปลาจะถูกแช่แข็งในน้ำพอวันหนึ่งเมื่อน้ำแข็งละลายปลาก็กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม(เป็นความรู้ใหม่ ไม่เคยรู้มาก่อน) ซึ่งรัฐบาลอนุรักษ์ไว้และทุกวันนี้คนจากทั่วทุกมุมโลกต่างเดินทางมาปักกิ่ง ทั้งท่องเที่ยว หรือ เพื่อการศึกษา รวมไปถึงบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาทำธุรกิจ การก่อสร้างตึกใหญ่ ๆ จึงบดบังความเป็นเมืองเก่าไปบ้าง รัฐบาลจึงอนุรักษ์ไว้ เมื่อตอนโอลิมปิกก็มีการลื้อถอนแหล่งที่อยู่อาศัยดังเดิมไปเยอะเพื่อสร้างสนามกีฬารังนกและสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักกีฬาทั่วโลก


จัตุรัสเทียนอันเหมิน(Tiananmen Square Massacre) ความหมายประตูของสันติภาพอย่างสวรรค์ คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู เทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่กว้างที่สุดในโลก ยังเป็นสถานที่ ๆ มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของจีน เช่น การประกาศชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์และการเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา สมัยประธานาธิบดีเติ้งเสี่ยวผิงและศาลาประชาคมที่สามารถบรรจุคนได้นับหมื่นคน ซึ่งใช้เป็นที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์


ด้านข้างของพระราชวังต้องห้าม ซึ่งครั้งสมัยซูสีไทเฮาได้ใช้เงินมากมายในการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สมพระเกียรติทำให้แสนยานุภาพทางการทหารอ่อนแอเป็นที่มาของสนธิสัญญานานกิง(The Treaty of Nanjing) ที่ต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษปกครอง ในที่สุดจีนก็เปลี่ยนการปกครองจากระบบกษัตริย์เป็นระบบคอมมิวนิสต์


อนุสาวรีย์วีรชน(Monument to the people's heroes) ที่มีความสูงกว่า 40 เมตร และคำจารึกว่า“วีระบุรุษของประชาชนเป็นอมตะ” อนุสาวรีย์ถูกสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับทหารที่พลีชีพเพื่อการปฎิวัติจนสามารถก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งใช้เวลายาวนามและต้องใช้ชีวิตผู้คนมากมาย เนื่องจากประธานเหมาเชื่อว่า "อำนาจต้องได้มาจากปากกระบอกปืน"


ทหารเปลี่ยเวรจัตุรัสเทียนอันเหมิน เข็มแข็งทีเดียว ทหารในประเทศคอมมิวนิสต์ดูเข็มแข็งมากกว่าทหารในประเทศประชาธิปไตย ในความคิดของผม แต่ความจริงผม่ว่าอยู่ที่การฝึกและวินัยมากกว่า


ปักกิ่งยามเย็น คนเยอะจริง ๆ ครับ จำนวนประชากรจีนประมาณ 1,500 ล้านคน กรุงปักกิ่งมีประชากรราว 16 ล้านคน ส่วน กทม.เรามีประชากรประมาณ 10 ล้านถ้าจำไม่ผิดกว่าครึ่งเป็นประชากรแฝงคือเป็นคนจาก ตจว.เข้ามาทำมาหากิน ดูเวลาปีใหม่ สงกานต์ หรือวันหยุดยาว คน กทม.หายหมดเพราะกลับภูมิลำเนา

รูปท่านประธานาธิบดี เหมา เจ๋อตง ที่หน้าพระราชวังต้องห้าม หรือ เหมา เจ๋อตุง บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน (จีนตัวเต็ม: 毛澤東; จีนตัวย่อ: 毛泽东; พินอิน: Máo Zédōng; เวด-ไจลส์: Mao Tse-tung) (26 ธันวาคม พ.ศ. 2436 – 9 กันยายน พ.ศ. 2519) เป็นบุตรชายในตระกูลชาวนาเจ้าของที่ดิน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู ก่อนจะเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีน หลังจากถูกปราบปรามโดยนายพลเจียง ไคเชก ท่านเหมาฯ ได้ขึ้นมาเป็นประธานของคณะโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ภายใต้การปกครองของเหมา เจ๋อตง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้ชนะสงครามกลางเมืองจีน และปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เหมา เจ๋อตงได้ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน


Create Date : 19 ตุลาคม 2551
Last Update : 9 สิงหาคม 2552 21:03:12 น. 6 comments
Counter : 965 Pageviews.

 

อะ...พึ่งเข้าใจว่าหลังม่านของประเทศคอมมิวนิสต์เก่า เป็นอย่างนี้นี่เอง

ที่นี่ของเล่นจากจีน...ยังโดนแบนอยู่ ในเรื่องสีที่ใช้ก่อให้เกิดมะเร็ง...แต่ตอนนี้ที่น่ากลัวก็คงเรื่อง สารเมลานีน ที่คนส่งนมรู้เท่าไม่ถึงการณ์ผสมลงไปเนอะ


โดย: เด็กแมว (UStogetheR ) วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:6:12:35 น.  

 




เล่าเรื่องราวได้มุมมองที่น่าสนใจมากๆค่ะ

ถ้ามีรูปขอเพิ่มเติมด้วยคล้าๆๆๆ


โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:7:27:06 น.  

 
อ่านจบแล้ว เหมือนได้ไป เมืองจีนเลย


โดย: woaw-woaw วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:7:41:15 น.  

 
อยากไปปักกิ่งมั้งอ่า อยากลองไปเดินบนกำแพงเมืองจีนสักครั้ง อิอิ


โดย: ผู้ดูแลสุสานโบราณ วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:13:35:45 น.  

 
น่าเที่ยวนะครับ
เก็บเงินไปมั่งดีกว่าาาาา


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 19 ตุลาคม 2551 เวลา:20:49:47 น.  

 
ขอบคุณ-คุณเด็กแมว,คุณsweet-around-world,คุณwoaw-woaw ,คุณผู้ดูแลสุสานโบราณ และคุณมิสเตอร์ฮอง มาก ๆ นะครับ สำหรับ comment


โดย: Nutt (People_Trip ) วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:13:24:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

People_Trip
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 


If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine. "ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"






Free TextEditor
Friends' blogs
[Add People_Trip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.