If you tremble with indignation at every injustice.Then you are a comrade of mine.
Group Blog
 
All Blogs
 
มาบูไฮ ฟิลิปปินส์ กับเทศกาลแห่พระเยซูดำ 2009(ตอน1)


มาบูไฮ.......การเดินทางครั้งนี้ต้องบอกเลยว่าเกิดจากแรงศรัทธาในพระเยซู  พระผู้ไถ่ของโลกแต่อย่างเดียวที่ผมต้องการพาตนเองและครอบครัวเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ของชาวเกียโป กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์   ถึงแม้จะทราบจากข่าวผ่านดาวเทียมว่ามีการเหยียบกันตาย และบาดเจ็บปีละหลายคน   ยิ่งได้สนทนากับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ยิ่งทราบว่างานนี้อันตรายเพราะผู้คนออกมากันล้นหลาม มืดฟ้ามั่วดิน  ที่ไหนที่มีคนมากและมุ่งเป้าไปที่เดียวกันย่อมง่ายที่จะเกิดการเบียดเสียด   ยังไม่รวมถึงปัญหาด้านการก่อการร้ายที่คนเยอะ ๆ อาจจะแสดงผลงานให้เข้าตาชาวโลกก็ว่าได้แบบที่ระเบิดโรงแรมมารีออทที่มุมไบเป็นต้น    เพราะตามที่ทราบฟิลิปปินส์ก็มีกบฏแบ่งแยกดินแดนอยู่ที่ถึงแม้ว่าระยะหลังจะดูสงบลงมากก็ตามที  เช่น กบฏบินดาเนา  บอกกบฏบินดาเนาแล้วหลายท่านอาจจะงง ๆ แต่ถ้าบอกว่า “อาบู ซายัฟ” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ดาบแห่งพระเจ้า” หลายท่านคงร้องอ๋อ ฟิลิปปินส์  ภายหลังการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ในกลางทศวรรษที่ 1980 อำนาจก็เปลี่ยนมือมาเป็นประธานาธิบดีคอราซอน อะคีโน ซึ่งได้ใช้นโยบายทางการเมืองที่ไม่เอาผิดกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่กลับใจเข้าร่วมพัฒนาชาติ  เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23 ที่ประเทศไทยเคยใช้ในรัฐบาล พล.อ.เปรมเมื่อยุค 19 ต.ค. ที่นักศึกษาหนีเข้าป่าแล้วจับอาวุธขึ้นสู้รบกับรัฐบาล  ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีคอราซอน อะคีโน ก็ใช้การปฎิบัติการทางการทหารอย่างเฉียบขาด   ก่อให้เกิดขบวนการคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ "กองทัพประชาชนใหม่" (NPA หรือ New People’s Army) ต้องมีอันจบลง  และนโยบายดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับขบวนการ "แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร" (MILF หรือ Moro Islamic Liberation Front) เช่นกันและก็ได้ผลเสียด้วย   พวกผู้ก่อการร้ายจึงเกิดการก่อตั้งกลุ่มใหม่ที่ใช้ชื่อว่า "อาบู ไซยัฟ"(Abu Sayyaf) ขึ้นที่เกาะมินดาเนา ทางใต้ของประเทศฟิลิปปินส์  แต่ความศรัทธาและความเชื่อนั้นอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางครั้งนี้เพราะผมเชื่อว่าพระเยซูดำจะทรงอวยพร ประทานพรให้ผม ครอบครัว และคนที่ผมรัก  รวมถึงทรงบันดารให้ผมเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศชาติ   ชีวิตนี้แม้จะต้องเสียไปก็คงเป็นการจากไปอย่างมีความสุข  


เจตนามุ่งที่จะร่วมงานในวันที่ 9 มกราคม 2552  เทศการร่วมขบวนแห่พระเยซูดำ(Black Nazarene Procession)  เป็นเทศกาลที่เก่าแก่และเป็นข่าวโด่งดังทั่วโลกทุกปี คำว่านาซารีน(Nazarene)น่าจะมาจากนิกายนาซารีน ซึ่งถ้าผมไม่ผิดนิกายนาซารีนก็น่าจะมาจากพระเยซูชาวนาซาแล็ต(Jesus of Nazareth)ซึ่งมาจากทางอเมริกาซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายโปรแตสแตนท์  รูปแกะสลักพระเยซูดำแบกกางเขนถูกนำเข้ามาในประเทศฟิลิปปินส์ในครั้งแรกโดยคณะนักบวชออกัสตินหรือที่คนไทยนิยมเรียกนักบุญเอากุสติโน (ซึ่งเป็นนักบุญองค์อุปถัมป์ของบิดาผมเอง) คณะนักบวชออกัสตินได้นำรูปแกะสลักพระเยซูดำซึ่งทำด้วยไม้สีดำโดยการขนส่งทางเรือจากประเทศแม็กซิโกและมาถึงประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1606 ตรงกับ พ.ศ.2149 ถ้าเทียบกับประเทศไทยเราก็น่าจะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาสูญเสียเอกราชแก่พม่า 2 ครั้ง ครั้งแรกใน พ.ศ. 2112 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกู้เอกราชคืนมาได้ใน พ.ศ. 2127 และเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 ต่อจากนั้น 7 เดือนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงพระเยซูดำได้ย้ายที่ประดิษฐานมาเรื่อยตามยุคสมัยจนสถานที่ปัจจุบันคือที่โบสถ์คาทอลิกชื่อเกียโป(Quiapo Church) ในเมืองเกียโป(Quiapo) ซึ่งเป็นเมืองเก่าของกรุงมะนิลาที่มีสภาพเศรษฐกิจไม่ดีนักและชาวบ้านยังดำรงชีพด้วยการทำหัตกรรมพื้นบ้าน ประเทศฟิลิปปินส์ตามที่ผมได้คุยกับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่มาประชุมที่กรุงเทพฯ  เค้าก็บอกว่าคล้าย ๆ บ้านเรา คือ รวยกระจุก จนกระจาย  ทุก ๆ วันค่ำวันศุกร์ชาวคาทอลิกนับพันจะมาจุดเทียนในการสวดภาวนาวิวอนหน้ารูปแกะสลักพระเยซูดำ  แต่นั่นยังไม่เท่ากับเทศกาลที่น่าทึ่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาของชาวคาทอลิกทั้งฟิลิปปินส์และทั่วโลกหลั่งไหลมาในเทศการแห่พระเยซูดำเพื่อที่จะนำผ้าเข้าไปสัมผัสพระรูป  ขบวนแห่ที่มีคนร่วมเป็นแสนดยแต่ละคนมุ่งที่จะเข้าไปหาพระรูป  จึงมีข่าวว่ามีคนเหยียบกันเสียชีวิต และบาดเจ็บทุกปี ก็คงเหมือนกับพิธีของศาสนาอิสราม คือพิธีฮัจญ์ ที่นครมักกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย 



ก่อนเดินทางเรามารู้จักประเทศฟิลิปปินส์กันหน่อย


 


ฟิลิปปินส์ (The Philippines) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 100 กม.และมีลักษณะพิเศษคือเป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่สุดในโลก นิวสเปน (พ.ศ. 2064-2441) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2441-2489) ได้ครองฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมเป็นเวลา 4 ศตวรรษ และเป็นสองอิทธิพลใหญ่ที่สุดต่อวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์


 


ประวัติศาสตร์


หลักฐานทางโบราณคดีและโบราณชีววิทยาบ่งบอกว่ามีมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ เคยอาศัยอยู่ในเกาะปาลาวันตั้งแต่ประมาณ 50,000 ปีก่อน ชนเผ่าที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียได้เข้ามาตั้งรกรากในฟิลิปปินส์ และจัดตั้งเส้นทางเครือข่ายการค้ากับเอเชียอาคเนย์ส่วนที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล
 


เฟอร์ดินันด์ มาเจลลันมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 1521 (พ.ศ. 2064) มีเกล โลเปซ เด เลกัสปี มาถึงฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) และตั้งชุมชนชาวสเปนขึ้น ซึ่งนำไปสู่การตั้งอาณานิคมในเวลาต่อมา หลังจากนั้น นักบวชศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้แปรศาสนาของชาวเกาะทั้งหมดให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ในช่วง 300 ปีนับจากนั้น กองทัพสเปนได้ต่อสู้กับเหตุการณ์กบฎต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากชนพื้นเมืองและจากชาติอื่นที่พยายามเข้ามาครอบครองอาณานิคม ซึ่งได้แก่ อังกฤษ จีน ฮอลันดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และโปรตุเกส สเปนสูญเสียไปมากที่สุดในช่วงที่อังกฤษเข้าครอบครองเมืองหลวงเป็นการชั่วคราวในช่วงสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) หมู่เกาะฟิลิปปินส์อยู่ใต้การปกครองของสเปนในฐานะอาณานิคมของสเปนใหม่ (New Spain) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) ถึงปี ค.ศ. 1821 (พ.ศ. 2364) และนับจากนั้นฟิลิปปินส์ก็อยู่ใต้การปกครองของสเปนโดยตรง การเดินเรือมะนิลาแกลเลียน (Manila Galleon) จากฟิลิปปินส์ไปเม็กซิโก เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และหมู่เกาะฟิลิปปินส์เปิดตัวเองเข้าสู่การค้าโลกในปี ค.ศ. 1834


 


การเมืองการปกครอง
 


ฟิลิปปินส์เคยตกเป็นอาณานิคมของสเปนและสหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับเอกราชในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 จึงจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามแบบสหรัฐอเมริกา โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารประเทศ
 


Republika ng Pilipinas สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เรปูบลิกา นัง ปิลิปินัส
ธงชาติ
 


คำขวัญประเทศ:                 Maka-Diyos, Makatao, Makakalikasan, at Makabansa
(เพื่อพระเจ้า ประชาชน ธรรมชาติ และบ้านเมือง)
 


เมืองหลวง                           มะนิลา
 


เพลงชาติ                              Lupang Hinirang "ดินแดนที่ถูกเลือกสรร"
เมืองใหญ่สุด             เกซอนซิตี
 


ภาษาราชการ                        ภาษาตากาล็อก และภาษาอังกฤษ
 


รัฐบาล                                  สาธารณรัฐเดี่ยวระบบประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี              กลอเรีย มากาลปาคาล อาโรโย
 


ได้รับเอกราช                        จาก สเปน และ สหรัฐอเมริกา
ประกาศ                                 12 มิถุนายน พ.ศ. 2441
เป็นที่ยอมรับ                        4 กรกฎาคม พ.ศ. 2489
รธน. ปัจจุบัน                    25 มีนาคม พ.ศ. 2529
เนื้อที่                                      300,000 กม.² (อันดับที่ 72 ของโลก)  เป็นพี้นน้ำ0.6%
 


ประชากร                               83,054,000 (อันดับที่ 13 ของโลก)
 


สกุลเงิน                                                เปโซฟิลิปปินส์ (PHP)  /1 เปโซ ประมาณ .80 สตางค์
 


เขตเวลา                                        GMP+8 เร็วกว่าไทย 1 ชม.
 


รหัสโทรศัพท์                       +63
 


หาข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
 


เวบการท่องเที่ยวของรัฐบาลฟิลิปปินส์(ททท.ฟิลลิปปินส์)        www.tourism.gov.ph
 


น่าจะเป็นเวบท่องเที่ยวของเอกชน                                 www.philsite.net
 


Asia Travel                                                                      www.asiatravel.com/philinfo.html
 


อันนี้รู้จักกันดีอยู่แล้วผมชอบชื่อมากโลกเดียวดาย                        www.lonelyplanet.com/philippines
 


เวบนี้เป็นของ Bloger ที่เค้าชอบเที่ยวฟิลิปปินส์                www.pinoytravelblog.com
 


เว็บไซด์ชาวฟิลิปปินส์ในไทย(ได้เพื่อนอีกต่างหาก)             www.siampinoy.com
 


โชคดีที่มีพี่วุฒิ+พี่แคท เป็นหนูทดลองยาให้ก่อน               www.wutkate.com
 


ตั๋วเครื่องบินหล่ะ
 


อย่าลืมนะครับมะนิลามีสนามบิน 2 แห่ง คือ นินอย(Ninoy_Aquino_International_Airport) หรือ MNL) ซึ่งอยู่ที่มะนิลา   ส่วนสนามบินเมืองคล๊าก(Diosdado Macapagal International Airport) ซึ่งห่างจากตัวเมืองมะนิลาร้อยกว่ากิโลเมตร  ดังนั้นก่อนจองตั๋วเช็คดี ๆ ก่อนนะครับว่าลงที่คล๊ากหรือนินอย  เพราะจะเสียเวลาเดินทางและค่าเดินทางอีกพอสมควรครับประมาณราชบุรี กทม. ครับ   ส่วนใหญ่สายการบินต้นทุนต่ำ(Low Cost Airline) จะลงที่เมืองคล๊ากเจ้าหนึ่งที่เรียกว่าAir Asia ต้องลงที่กัวลาลัมเปอร์และต่อไปคล๊าก  อีกเจ้าหนึ่งคือ Cebu Pacific นั้นอ่านข่าวว่าถ้าบินแล้วขาดทุนชอบยกเลิกเที่ยวบิน(อันนี้น่ากลัว) แต่ผมถึงบางอ้อเมื่อถึงมะนิลาว่าแท้จริงแล้ว Cebu Pacific นั้นลงที่นินอยแล้ว  ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบินสามารถเช็คได้จากบริษัท Air Booking ทั่วไป   ผมเช็คมาหลายที่ได้ราคาถูกที่สุดคือฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ 2 ที่ 18.600 บาทตกคนละ 9,300 บาท (ข้อมูลการเดินทางก่อนไปปัจจุบัน Cebu Pacific ลงที่นินอยแล้ว)
 


โรงแรม
 


จองผ่าน acoda.com   เลือก Hostel 1632 ครับราคาไม่แพงจนเกินไปนัก 3 คืน 4,169 บาทตกคืนละประมาณ 1,390 บาท(รวมภาษีแล้ว) เห็นเค้าติดไว้ 1,800 PHP หรือประมาณ 1,620 บาทก็ยังถูกอยู่ดี แถมได้คะแนนสะสมอีกต่างหาก ดูรายละเอียดโรงแรมได้ที่ www.hostel1632.com  น่าพักครับราคาไม่แพง ความสะอาดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไปไหนมาไหนสะดวก  ทุกอย่างโอเคแต่ห้องแคบไปหน่อยพอ ๆ กับโรงแรมย่านถนนนาธานในฮ่องกงเลย
 


การเดินทาง
 


ในมะนิลาสามารถเดินทางโดยรถแท็กซี่ได้สะดวกมากราคาเริ่มต้นที่ 30 เปโซ  ส่วนรถจิ๊บนี่ก็สามารถใช้เดินทางภายในมะนิลาได้ราคาเริ่มต้นที่ 7.5 เปโซ  ส่วน LRT ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าของมะนิลาเป็นอีกพาหนะนะหนึ่งที่เดินทางสะดวกภายในเมืองและแหล่งสำคัญ ๆ  สำหรับผมขอแนะนำให้ระวังแท็กซี่ในกรุงมะนิลาให้ดี  เพราะจ้องแต่จะเอาเปรียบนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา เช่น ใช้มุขไม่กดมิเตอร์บ้างหล่ะ มิเตอร์เสียบ้างหละแล้วก็วัดใจว่าแล้วแต่จะให้(ถ้าให้น้อยก็ไม่พอใจ) หรือแม้กระทั่งเรียกค่าแท็กซี่ที่กดมิเตอร์มาแล้วขอบวกอีก 50 เปโซอ้างว่ารถติด(เอ หรือว่าจะเหมือนบ้านเรา)
 


7 ม.ค. 2552 เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 23.20 ถึงสนามบิน Ninoy Aquino International Airport เวลาประมาณตี 3 ครึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม. ครึ่ง พอ ๆ กับไปปักกิ่งเลยบินด้วยสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ลงที่เทอร์มินอล 2   หลังจากลงจอดรอกระเป๋าเรียบร้อยสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้พบได้เห็นกับสนามบินระดับนานาชาติก็เกิดขึ้น   โอ้แม่เจ้าประตูทางออกสนามบินล็อกกุญแจ  ผู้โดยสารหลายคนมองหน้ากันแล้วหงุดหงิด บางคนสบถออกมาเป็นทั้งภาษาต่าง ๆ ตามแต่ตนถนัด   ส่วนผมคิดในใจว่าถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาช่วงนี้คงได้ขึ้นหน้าหนึ่ง Manila Bulletin แน่นอน  สักพักก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินเดินมาเปิดกุญแจประตูให้  เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเลยเป็นจำเลยสังคมไปโดยปริยาย ออกจากสนามบินผมก็หาแท็กซี่หากต้องการนั่งแท็กซี่ที่ไม่ใช่ของสนามบินก็เลี้ยวขวา แต่หากต้องการใช้บริการแท็กซี่ลิมมูซีนก็เลี้ยวซ้าย  ย่านที่ผมพักจะอยู่ที่มาลาแต ซึ่งใกล้กับห้างโรบินสันและมะนิลาเบย์(นี่คือสาเหตุที่เลือกโรงแรมย่านนี้ เพราะสามารถเดินไปเที่ยวมะนิลาเบย์ได้)  การเดินทางถึงที่หมายเวลาประมาณตี 2 ถึงตี 3 เป็นอะไรที่น่าทรมานที่สุดเพราะจะออกเที่ยวเลยก็เช้าเกินไป  จะนอนก็นอนไม่หลับ  ไอ้ครั้นจะไม่นอนก็กลัววันรุ่งขึ้นเพลียท่านใดจะเลือกอย่างไรก็ตามอัธยาศัย   สำหรับผมเลือก นอน...เพราะนั่งเครืองมา 3 ชม.กว่าขอพักซักงีบแล้วค่อยลุยกันต่อวันรุ่งขึ้น
 


8 ม.ค. 2552 เริ่มด้วยการเดินสำรวจมะนิลาเบย์ซึ่งระยะทางไม่ห่างจากโรงแรม Hostel 1632 เท่าไรนักสามารถเดินไปได้สะดวก เที่ยวมะนิลาเบย์สามารถเดินตามทางได้เลยไม่ยาก  ผ่านชมรมเรือยอร์ก  กองทัพเรือของฟิลิปินส์ และศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ  ด้านหลังศูนย์วัฒนธรรมมีร้านอาหารหลายร้านที่น่ารัปทานเป็นประเภท Fast-food  ราคาไม่แพง  ผมเลือกนั่งแท็กซี่ไปเที่ยวต่อที่ริซัลพาร์ค เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเดินทางด้วยรถจิ๊บนี่อย่างไร  ใครมามะนิลาแล้วไม่ได้มาเยือนริซัลพาร์คถือว่ามาไม่ถึงมะนิลา .....................
 


เดินผ่านทะลุริซัลพาร์คมาออกด้านหลัง(ด้านมะนิลาซิตี้ฮอล) เพื่อนั่งรถจิ๊บนี่ไปโบสถ์เกียโป ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระเยซูดำ(Black Nazarene) ซึ่งตั้งใจอยู่แล้วที่จะไปพิธีนพวาร(พิธีมิซาก่อนวันฉลอง)  เมื่อไปถึงโบสถ์จะสัมผัสได้ถึงความศรัทธาของชาวฟิลิปปินส์  ของที่ระลึกต่าง ๆ เกี่ยวกับพระเยซูดำและศาสนามีวางจำหน่ายอย่างมากมาย  สำหรับชาวคาทอลิกเราสามารถซื้อหาพระรูปต่าง ๆ ของทั้งพระเยซูและพระแม่มารีย์ได้อย่างเสรี  พิธีเฝ้าพระเยซูดำเริ่มตั้งแต่กี่โมงไม่รู้  แต่เมื่อเราไปถึงพิธีกรรมมีอยู่แล้ว  แต่ไม่ยักกะมีสวดลูกประคำเหมือนการเฝ้าศีลบ้านเรา  เลือกร่วมพิธีกรรมอยู่ราว ๆ 1-2 ชม.  แอบเข้าไปถ่ายรูปก็โดนพวกสภาวัด(เจ้าหน้าที่ทางศาสนา) ไล่ว่าไม่ให้ถ่ายรูปภายในโบสถ์  แต่ก็เป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้บันทึกพระรูปพระเยซูดำไว้หลายรูปพอสมควร ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง  อย่างสัมผัสพระองค์อย่างใกล้ชิด  แต่ข้าผู้ต่ำตอนมิกล้าเดินขึ้นพระแท่นที่พระองค์ประดิษฐานอยู่  ได้แต่เพียงชื่นชมพระบารมีอยู่เบื้องล่าง  หลังจากสัมผัสพระพรจากพระเยซูดำแล้วก็เดินออกมาเพื่อช้อปปิ้งพระรูปต่าง ๆ ของพระเยซูดำกลับประเทศ  ขากลับก็สามารถใช้รถจิ๊บนี่ได้ที่ด้านหน้าโบสถ์  การดูรถจิ๊บนี่ว่าจะไปไหนก็ดูตามป้ายที่ติดไว้ข้างหน้ารถ  หรือง่ายที่สุดก็คือถามคนขับว่าไปที่ ๆ เราจะไปหรือไม่   เรานั่งจิ๊บนี่มาจากเกียโปสู่มาลาแต  ลงตรงน้ำพุหน้าโบสถ์เก่ามาลาแต(เลยถือโอกาสเที่ยวโบสถ์เก่าแห่งเมืองมาลาแตซะเลย)  กำไรสองต่อจริง ๆ  ส่วนคืนนี้คงไปไหนไม่ไหวแล้วเพราะเหนื่อยมากจริง ๆ  อีกอย่างพรุ่งนี้เราต้องตื่นกันเช้ามาก ๆ เพื่อร่วมพิธีอันยิ่งใหญ่  เทศกาลแห่พระเยซูดำประจำปี 2009(Black Nazarene Procession 2009)  ซึ่งเป็นปีที่ 403
 


9 ม.ค. 2552 และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึงตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อจะเตรียมออกไปฉลองขบวนแห่พระเยซูดำ  เข้าใจว่าทำการบ้านมาดีแล้วแต่คิดว่าขบวนแห่เริ่มที่เกียโป  แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียกแท็กซี่ไปเกียโป  แท็กซี่เห็นใส่เสื้อสีแดงมีพระรูปพระเยซูดำ  แท็กซี่เปิดวิทยุฟังรายงานสดขบวนแห่  แท็กซี่จึงบอกเราว่าขณะนี้ขบวนแห่อยู่เริ่มที่สนามกีฬาตรงข้ามริซัลพาร์ค เราจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าสู่สนามกีฬาดังกล่าว  เมื่อไปถึงไม่น่าเชื่อว่าคนจะมืดฟ้ามัวดินขนาดนี้  ตามที่ผมคิดได้ ณ ขณะนั้นคือ มีอยู่ไม่กี่สิ่งในโลกที่จะทำให้ผู้คนออกมามือฟ้ามัวดินขนาดนี้  การเมืองหนึ่ง  ศาสนาอีกหนึ่ง ซุปเปอร์สตาร์อีกหนึ่ง  แต่ที่แน่ ๆ ประเทศไทยประเทศเดียวที่จะมีคนเรือนแสนออกมาสู่ท้องถนนตากแดดตากฝนเพื่อชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ขอพระองค์ทรงพระเจริญก่อนเริ่มขบวนแห่จะมีพิธีมิซาซึ่งประธานคือบิชอฟแห่งกรุงมะนิลา  ผู้คนที่มาร่วมในพิธีส่วนใหญ่จะใส่เสื้อสีแดงและมีพระรูปพระเยซูดำอยู่ที่หน้าอก  ส่วนด้านหลังมักจะเป็นถิ่นที่มาจากย่านต่าง  ๆ หรือชุมชนต่าง ๆ หรือสปอนเซอร์ที่สนับสนุนเสื้อดังกล่าว  ทีวีแทบทุกช่อง หนังสือพิมพ์ ช่างภาพทั้งอาชีพ และสมัครเล่นกดชัดเตอร์กันไม่ยั้งเพราะพิธีเช่นนี้หนึ่งปีมีครั้งเดียว  และเป็นพิธีกรรมที่ดังไปทั่วโลก  ขบวนแห่น่ากลัวสำหรับเด็ก สตรีและคนชรา  ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงของชายหนุ่มและวัยรุ่นชายมากกว่า  เพราะทุกคนมุ่งที่จะตรงไปสัมผัสพระเยซูดำเพื่อจะนำผ้าที่เตรียมมาไปเช็ดที่พระรูปเพราะเชื่อกันว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต(คล้าย ๆ กับพิธีเสกน้ำ เสกฟืนบ้านเรา) นอกจากนั้นยังมีการลากเชือกขนาดใหญ่  เมื่อคนจำนวนมากเบียดเสียดยัดเหยียด ยื้อแย่ง แน่นอนย่อมต้องมีความเจ็บปวดและความสูญเสีย  เรื่องบาดเจ็บนั้นไม่ต้องห่วงมีทุกปี  ส่วนล้มตายก็ขึ้นอยู่กับว่าปีไหนมากน้อยแต่เท่าที่ฟังข่าวมีผู้เสียชีวิตทุกปี  แต่ความเชื่อความศรัทธาว่ากันไม่ได้  เสียดายที่ไม่มีแรงร่วมขบวนแห่จนไปถึงเกียโป  ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาช่วงเวลาที่เหลือแวะไปเที่ยวรีซัลพาร์คต่อเพราะเมื่อวานนี้ฝนตก  ทำให้ภาพที่ถ่ายไว้บางมุมไม่สวยงาม  จึงข้ามถนนไปรีซัลพาร์คเพื่อแก้ตัวเมื่อวานนี้ 
 


ช่วงบ่ายแวะเที่ยวอินทรามูรอส  ซึ่งเป็นย่านการปกครองของสเปน สถาปัตยกรรมสเปนยังมีให้เห็นภายในอินทรามูรอส  ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเก่านั้น  ตามความรู้สึกผมรู้สึกว่าไม่ว่าผู้คน หรือ ตึกรามบ้านช่องแตกต่างจากย่านด้านนอกกำแพงอย่างมาก  อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลอนุรักษ์ให้เป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของสเปนอยู่หรือไม่ไม่ทราบ  ไม่มีตึกสูงระฟ้า  แม้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยยังแต่งตัวเหมือนทหารสเปนสมัยก่อน  ก็ทำให้ดูได้อารมณ์ไปอีกแบบ  ได้รัปทานขนมที่เรียกว่า Bibingka เป็นขนมคล้าย ๆ ขนมแพนเค้กโรยหน้าด้วยมะพร้าว  ว่ากันว่าเป็นขนมยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์เลยทีเดียว
 


ส่วนช่วงเย็นก็ไปเดินห้างโรบินสัน(ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ของมาลาแต  แต่ภายหลังเมื่อ SM Asia ขึ้นความยิ่งใหญ่ของโรบินสันก็ต้องมีอันจางหายไป  เพราะห้าง SM Asia ใหญ่มากจริง ๆ)เมื่อนำคุณแม่มาเก็บที่โรงแรมและหาข้าวปลาอาหารให้รัปทานเรียบร้อยแล้ว  ช่วงเย็นมีนัดทานอาหารกับเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่เคยพบกันสมัยที่เค้ามาประชุมที่ กทม. ซึ่งทำงานอยู่ที่ย่านมากาติ  ๆ ก็คือย่านธุรกิจเช่นเดียวกับสีลมบ้านเรา  เป็นย่านที่มีความเจริญสูงประกอบไปด้วยบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ  นั่งรถแท็กซี่จากมาลาแตไปมากาติประมาณ 100 เปโซ  เป็นอาหารเย็นที่ผมมีความสุขมาก ๆ เพราะห้อมล้อมไปด้วยสาว ๆ ฟิลิปปินส์  เพื่อนแนะนำให้ทานอาหารฟิลิปปินส์หลายอย่างแต่จำชื่อไม่ได้  อาหารฟิลิปินส์มีความคล้ายกับอาหารไทยมากแต่ไม่เผ็ดเท่า  และหากพูดถึงอาหารที่ชาวต่างชาติมักจะรู้จักดีก็คือ ต้มยำกุ้ง และผัดไทย(Thai Noodle) และขนมหวานฟิลิปปินส์ที่เพื่อนสั่งให้ทานแล้วรู้สึกอร่อยคือ ฮาโร ฮาโร(คล้าย ๆ หวานเย็นบ้านเรา) เพื่อนชาวฟิลิปปินส์อธิบายเป็นภาษาอังกฤษให้ฟังว่า ฮาโร = Mix  ฮาโร ๆ = Mix Mix  หรือผสมแล้วผสมอีกนั้นเอง   เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดมื้อหนึ่งในชีวิต อร่อยจากมิตรภาพของเพื่อนที่ต่างชาติต่างภาษา แต่มีน้ำใจ  ทำให้คืนนั้นผมหลับและฝันดี  และรู้สึกประทับใจกับไมตรีจิตของเพื่อนทั้ง 2 บวกกับเพื่อนของเพื่อนที่มาด้วยอีก 3
 


10 ม.ค. 2552 คราแรกกะจะไปเที่ยวภูเขาไฟที่เล็กที่สุดในโลกที่เมืองตาไกไต(Tagaytay)แต่ด้วยเวลาที่จำกัดจึงเลือกเที่ยวหลายที่ในเมืองมะนิลาจะดีกว่า  โดยเลือกไปที่โคโคนัทพลาเลซ(Coconut Palace)หรือวังมะพร้าวซึ่งครั้งหนึ่งสมัยที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งในช่วง ค.ศ.1965-1986 ช่วงรัฐบาลครองอำนาจถึง 31 ปีต้นพ้นจากตำแหน่งด้วยการขับไล่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของฟิลิปินส์(จริง ๆ แล้วประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่) ในปี ค.ศ. 1989 ตรงกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณในยุคเรืองอำนาจเงินทองมากมายมหาศาล(ได้มาจากไหนไม่รู้) นางอิเมลด้า มาร์กอส(Former First Lady) ก็สั่งให้สร้างขึ้นเพื่อต้อนรับการมาเยือนของสมเด็จพระสันตปาปา จอนห์ปอลที่ 2 (องค์ก่อน ซึ่งสิ้นพระชมน์แล้ว)เมื่อ ปี ค.ศ. 1981 วังสร้างด้วยไม้มะพร้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ภายในอลังการมาก ๆ เฟอร์นิเจอร์บางอย่างต้องใช้เด็กทำเพราะนิ้วเล็กสามารถประดิษฐ์ประดอยรายละเอียดเล็ก ๆ ได้  ยิ่งได้ชมรูปภาพเจ้าหญิงภายในวังมะพร้าวที่พยายามวาดให้เหมือนท่าน First Lady ยิ่งถึงบางอ้อ ว่ามนุษย์เป็นเช่นนี้เองเพราะประเทศไทยก็เคยมีคนทำ...กรรมจริง ๆ วังมะพร้าวนี้ใช้เงินสร้างไม่มากไม่มายแค่ 10 ล้าน USD ไม่ใช่เปโซนะคร๊าฟ .... แต่ในที่สุดพระสันตปาปาทรงปฏิเสธไม่พักที่นี่โดยให้เหตุผลว่าฟุ่มเฟือยเกินไป(หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ) นี่แหละประมุขของพระศาสนจักรโดยแท้  ภายหลังสิ้นอำนาจวาสนารัฐบาลเปิดเป็นที่ท่องเที่ยว ค่าเข้าชม 100 เปโซ คุ้มค่าการเข้าชมมากมีไกด์พาชมแต่ละห้อง ผมว่ามนุษย์นี่ก็แปลกพอได้อำนาจทางการเมือง+เงิน ก็อยากเป็นเจ้า พยายามสร้างบ้านเป็นวัง  
 


จากวังมะพร้าวเลือกเดินทางไปเที่ยวต่อที่สุสานทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2  Manila American Cemetery:(Taguig Citiy) การเดินทางจากวังมะพร้าวก็ไม่ยาก  เพื่อประหยัดเวลาและสะดวกที่สุดคือนั่ง Taxi ไปไม่เกิน 200 เปโซ สุสานทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 615,000 ตรม.ใกล้ ๆ กับกองบัญชาการกองทัพบกของฟิลิปปินส์  ภายในมีกำแพงซึ่งสลักชื่อทหารผู้เสียชีวิตจากสงคราม 36,285 รายชื่อ เป็นสุสาน คล้าย ๆ กับที่กาญจนบุรีบ้านเราครับแต่ใหญ่กว่า ชอบที่เงียบสงบและอลังการ มีระฆังตีเพื่อรำลึกถึงทหารที่เสียชีวิตน่าจะทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง
 


ปิดท้ายวันนี้ด้วยการหาของฝากคนที่เมืองไทยกันหน่อยที่ห้าง SM Mall Of Asia ห้างขนาดใหญ่กลางกรุงมะนิลา ที่เป็นแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังของ Hiso ฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์นี่เหมือนสองเมืองครับ คือ คนรวยก็รวยจริง ๆ คนจนก็จนจริ๊ง ๆ คล้าย ๆ บ้านเราครับ "รวยกระจุก จนกระจาย" ยังมีนักการเมืองทุจริตจนร่ำรวยเป็นแสนล้านและถูกประชาชนขับไล่ออกนอกประเทศคล้าย ๆ กัน
 


 


11 ม.ค. 2552 ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วครับหลังจาก Check Out ที่โรงแรมเสร็จก็มุ่งหน้าสู่ สนามบินนินอย(Ninoy Aquino International Airport) ส่วนชื่อหลังนั้นตั้งให้เป็นชื่ออดีตประธานีธิบดีหญิงของฟิลิปินส์ นางCorazon Aquino ถึงไม่ใหญ่นักแต่ไม่ได้ด้อยไปกว่าสนามบินใด ๆ ในโลก ระบบรักษาความปลอดภัยเกือบเทียบเท่าอเมริกา แต่ยังไม่เท่าอิสราเอล(แฮะ ๆ) และที่สำคัญต้องจำไว้คือเรื่องของ Terminal มีดังนี้ครับ
Teminal 1 สำหรับ สายการบินต่างชาติ
Teminal 2 สายการบินฟิลิปินส์แอร์ไลน์
Teminal 3 สายการบิน Cebu Pacific


อย่าพลาดนะครับ ผมโดนมาแล้วดีที่ว่าเผื่อเวลาไว้ไม่งั้นตกเครื่องแน่ อยู่ดี ๆ ไม่ว่าดีไม่ดูตั๋วให้ดีว่าขึ้น Terminal ไหน Taxi ก็ส่งที่สายการบินนานาชาติไว้ก่อน คือ Teminal 1 คราวนี้ 1 กะ 2 นี่เดินไม่ไหวต้องต่อ Taxi พี่แกก็สบโอกาสจะเล่นผม 200 เปโซไม่ได้กดมิเตอร์ไม่ยอมกด เราก็รีบเลยต้องไป สุดท้ายผมต่อจาก 200 และหักคอให้ไป 100 เปโซ ซึ่งจริง ๆ น่าจะประมาณ 30 เปโซ เพราะมิเตอร์ยังไม่หมุนเลยด้วยซ้ำ(ถ้าเค้ากดมิเตอร์)...อำลาผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย แต่ก็ขอกล่าวคำว่า ...ซาลามัท ฟิลิปปินส์




เสียค่าโง่ตั้งแต่แรกครับ เนื่องจากรู้มากว่า Cebu Pacific ไม่ลงที่นินอย(มะนิลา) เลยจองฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ได้ 9,300 บาท กระเหี้ยน กระหือรือนึกว่าถูก มาถึงแล้วได้คุยกับเพื่อนที่ฟิลิปปินส์แล้วจึงรู้ว่า Cebu ลงที่นินอยแล้ว เรื่องข้อมูลสนามบิน Terminal 1-3 เป็นอย่างไรโปรดติดตามจากเนื้อเรื่องด้านบนครับ

พักที่ Hostel1632 มาลาแต พอนอนได้ครับทุกอย่าง OK (ความสะอาด TV ตู้เย็น บริการ)ยกเว้นอย่างเดียว ห้องแคบมากใครเคยนอนโรงแรมแคบ ๆ ที่ HK ที่นี่พอกันจองผ่าน Agoda คืนละ 1,390 บาท เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมาก ใกล้ห้างโรบินสัน สามารถเดินไปมะนิลาเบย์ได้

มาฟิลิปปินส์ไม่ได้นั่งจิ๊บนี่ถือว่ามาไม่ถึงครับ ประวัติของจิ๊บนี่ คือ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอเมริกาขายหรือยกรถ Jeeps ให้กับชาวฟิลิปปินส์ ๆ ดัดแปลงติดหลังคาจนกลายเป็นจิ๊บนี่ ต่อมารัฐบาลเค้าส่งเสริมให้เป็นสัญลักาษณ์ ของประเทศ เช่นเดียวกับตุ๊ก ๆ บ้านเรา มีการเข้าไปควบคุมทั้งใบขับขี่ และการเก็บค่าโดยสาร ที่ชอบมากคือผัวขับ เมียเก็บเงิน เป็นธุรกิจในครัวเรือน

นี่แหละครับฮีโร่ของชาวฟิลิปปินส์ น.พ.โฮเซ โปรตาซีโอ รีซัล เมร์กาโด อี อาลอนโซ เรอาลอนดา (José Protacio Rizal Mercado y Alonzo Realonda) ที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้ชาวฟิลิปปินส์ลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากสเปนจนประสบความสำเร็จ แต่ตัวท่านก็ถูกประหารชีวิตในปี คศ.1896

อ่าวมะนิลาขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ในอดีตอ่าวแห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิรบทางทะเล ในปี 2441 และเคยถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครองเกาะ Corregidorอ่าวมะนิลาเบย์อ่าวมะนิลาสิ้นสุดที่ปากแม่น้ำพาซิก ที่ตั้งของ Intramuros

กองทัพเรือฟิลิปปินส์มีประวัติอันยาวนาน และได้รับการสนับสนุนทางการทหารจากสหรัฐอเมริกามาเป็นระยะเวลายาวนาน อยากรู้ประวัติก็ไปที่นี่เลย
http://www.navy.mil.ph/history.htm


ราคาอาหารและค่าครองชีพพอ ๆ กับบ้านเราครับ อาหารการกินไม่ต่างจากบ้านเรามากนัก อาหารฟิลิปปินส์ค่อนข้างถูกปากด้วยซ้ำ

Rizal Park หรือมีอีกชื่อว่า ลูเนตา (Luneta) ซึ่งตั้งชื่อตาม Dr. Jose Rizal ผู้ต่อต้านการล่าอาณานิคม และเป็นคนปลุกจิตวิญญาณชาวฟิลิปปินส์ให้ต่อสู้กับการปกครองของสเปน เป็นสวนขนาดใหญ่กลางเมืองมะนิลา และเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ ดร.โฮเซ่ ริซัล (Jose Rizal) ซึ่งเป็นผู้นำในการปลดแอกฟิลิปปินส์จากการปกครองของสเปนในช่วง ค.ศ.1896-1898 และในบริเวณเดียวกันก็เป็นจุดที่ฟิลิปปินส์ประกาศอิสรภาพเหนือสหรัฐอเมริกาในเดือน มิ.ย. ค.ศ. 1946 และสวนแห่งนี้ได้เคยรับเสด็จองค์สัตปาปาจอนห์ปอล์ดที่ 2 และทรงประกอบพิธีมิสซาที่แห่งนี้ อนุสาวรีย์จะมีทหารเฝ้าอยู่ตลอดเวลายกเว้นฝนตก ทหารจะหลบเข้าป้อม

อนุสาวรีย์ลาปู ลาปู ชาวพื้นเมืองผู้ที่ต่อสู้กับเฟอร์ดินัน แมคเจแลนด์ ผู้ค้นพบเกาะฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับคริตโซเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบอเมริกา ในปี ค.ศ. 1521 (พ.ศ. 2064) มีเกล โลเปซ เด เลกัสปี มาถึงฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 1565 (พ.ศ. 2108) และตั้งชุมชนชาวสเปนขึ้น

ททท.ฟิลิปปินส์ อาคาร สถาปัตยกรรมยุโรป หลายที่ในฟิลิปปินส์เดินแล้วคล้าย ๆ อยู่ในยุโรป ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเคยเป็นอาณานิคมของสเปนยาวนาน

ชาวคาทอลิกหลายพันคนร่วมพิธีกรรมมิซาที่โบสถ์เกียโป ก่อนวันฉลองขบวนแห่พระเยซูดำ บ้านเราเรียกนพวารไม่รู้ฟิลิปปินส์เรียกว่าอะไร

ด้านหน้าโบสถ์เกียโปซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์พระรูปพระเยซูดำซึ่งมีอายุกว่า 400 ปี สามารถอ่านประวัติพระเยซูดำได้จากบทความด้านบน

โบสถ์เก่าแห่งเมืองมาลาแต อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ด้านหน้าเป็นอ่าวมะนิลา

เงินเปโซใช้ต้องระวัง เพราะสีจะตรงข้ามกับเมืองไทย โดยเฉพาะคนที่พกแบงค์ร้อยไทยติดตัวในกระเป๋าอาจจะเผลอหยิบใช้เป็นแบงค์ยี่สิบได้ เงินไทยสามารถแลกที่สนามบินได้แต่เฉพาะบางธนาคารเท่านั้น

การที่จะให้คนเป็นแสนคนออกมาทำกิจกรรมอะไรร่วมกันบางอย่างนั้นหากไม่ใช่กิจกรรมทางศาสนา การเมือง ก็มีเพียงในหลวงของชาวไทยเท่านั้นที่เป็นศูนย์ร่วมของคนไทยทั้งชาติ และประชากรเรือนแสนออกมาเพื่อชื่นชมพระบารมี

ทุกคนที่ร่วมขบวนแห่นำพระรูปพระเยซูของตนเพื่อเข้าร่วมด้วยความศรัทธา บ้างก็เป็นพระรูปขนาดเล็ก บ้างก็เป็นพระรูปขนาดใหญ่ตั้งมาบนรถกระบะ หรือรถสามล้อ ตามแต่ที่จะมีกำลัง คำว่า INRI บนไม้กางเขนเป็นอักษรย่อภาษาละตินแปลว่า"Jesus Nazarene, King of the Jews"

ชาวคาทอลิกต่างร่วมขบวนแห่พระเยซูดำ และส่วนใหญ่จัดสร้างพระรูปองค์เหมือนเพื่อร่วมขบวนแห่

ชาวบ้านย่านต่าง ๆ ได้ตกแต่งและจัดทำรูปพระเยซูดำของแต่ละเขตมาเพื่อร่วมขบวนแห่พระเยซูดำโดยแบ่งเป็นย่าน ๆ ดูได้จากเสื้อที่จัดทำมาและสกีนด้านหลังถึงถิ่นที่มา ทุกคนจะใส่เสื้อสีเดียวกับเสื้อคลุมของพระเยซูที่ถูกกลุ่มทหารโรมันถอดเพื่อนำพระเยซูไปตรึงกางเขน

ผู้คนจากทั่วสารทิศเตรียมที่จะเข้าไปเพื่อนำผ้าสีขาวที่สกีนรูปพระเยซูไปเช็ดที่พระรูป และสัมผัสพระรูปพระเยซูดำ และดึงเชือกโดยเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต บางครั้งก็เกิดปาฎิหาริย์เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้เข้าไปสัมผัส ดังนั้นจึงเห็นคนพิการหลายคนถูกอุ้มไปสัมผัสพระรูปพระเยซูดำ

คนเรือนแสนจะออกมาสู่ท้องถนนเพื่อร่วมขบวนแห่ทุกวันที่ 9 ม.ค. ของทุกปีภายใต้ความเชื่อ และความศรัทธา นักการเมืองเวลาหาเสียงมักอิงศาสนาซึ่งงานแห่พระเยซูดำก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักการเมือง(นักการเมืองฟิลิปปินส์ก็เหมือนนักการเมืองไทยที่ชอบหาเสียงตามงานศพ งานแต่งเพราะคนเยอะ)

แวะชมกำแพง อินทรามูรอส(Intramuros) ริมแม่น้ำฟาร์ซิค ไม่ไกลจาก ไรซัล (RizalPark) มีลักษณะเป็นป้อมปราการและกำแพงคูเมือง เป็นศูนย์กลางใน การปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และการค้าในช่วงศตวรรษที่ 16 ถูกสร้างเพื่อให้มีลักษณะเหมือนเมืองในสมัยยุโรปยุคกลางที่มีกำแพงล้อมรอบ มีคูค่ายป้อมยามกั้นมิดชิด และความเจริญทุกอย่างก็กระจุกตัวกันอยู่ภายใน เข้าไปเดินแล้วรู้สึกเหมือไม่ได้อยู่ฟิลิปปินส์

โบสถ์ Saint Agustine ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าย่านอิรามูรอส เซนต์เอากุสตินหรือที่คนไทยรู้จักในนามเอากุสติโน ท่านมีชีวิตในช่วง ค.ศ.354-430 ซึ่งถือว่าเป็นทั้งปรัชญาเมธีและนักเทววิทยาคนสำคัญของคาทอลิก และของโลก

โบสถ์แห่งมะนิลา(Manila Custodian Church) ที่สร้างเมื่อปี 1571 ผ่านการบูรณะปฎิสังขรณ์ถึง 6 ครั้งจากเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย อยู่ย่านอินทรามูรอส (Intramuros) กลางกรุงมะนิลา สร้างตั้งแต่สมัยที่ฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมของสเปนเมื่อปี ค.ศ. 1579 โดยพระประสงค์ของ พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 13 ในการสร้างครั้งแรกใช้ไม้ ไม้ไผ่และจากเป็นวัสดุ คล้าย ๆ กับการสร้างวัดแพร่หนามแดงในบ้านเรายุคแรก ๆ โบสถ์แห่งเมืองมะนิลานี้มีอายุเก่าแก่กว่า 400

ตามชื่อเลยครับ Memorare Manila 1945 สร้างอุทิศแด่ดวงวิญญาณของประชาชนกว่าแสนคน ที่ชาวโลกรู้จักในสงครามมะนิลา(The Battle of Manila)ซึ่งกองทัพฟิลิปินส์กับสหรัฐฯ ร่วมต่อสู้กับญี่ปุ่นจาก 3 ก.พ.ถึง 3 มี.ค. ค.ศ.1945 เดือนเดียวมีผู้เสียชีวิตขนาดนี้ ถ้ารบกันนานกว่านี้หมดประเทศ สงครามครั้งนี้เองที่ทหารญี่ปุ่นนำวิธีกามิกาเซ่มาใช้ นั่นคือการโจมตีทางเครื่องบินแบบพลีชีพ

คนฟิลิปปินส์นี่เป็นอะไรก็ไม่รู้ ชอบแต่งงาน จริง ๆ แล้วโดยกฎของศาสนาคาทอลิกแต่งงานได้ครั้งเดียว(ที่ศาสนายอมรับ) แต่ไปที่โบสถ์ไหนก็เห็นแต่งานแต่งทั้งที่ไม่ใช่วันเสาร์-อาทิตย์ คนไทยมักจองโบสถ์แต่งงานเสาร์-อาทิตย์ เพราะสะดวกต่อแขกที่มาร่วมงาน แต่ชาวฟิลิปปินส์แต่งทุกวัน

ด้านหน้าโบสถ์แห่งมะนิลา ถ้าเห็นแต่รูปแล้วไม่บอกว่ามะนิลา ก็คงคิดว่าต้องเป็นยุโรปบางประเทศเป็นแน่ การเข้ามาของสเปนยิ่งย่านอินทรามูรอสดูสภาพบ้านเมืองเป็นอีกแบบหนึ่งเลยอาจจะเหมือน แถบมาเก๊า ฮ่องกง ปีนัง หรือมะละกา

ด้านหน้าโบสถ์แห่งเมืองมะนิลา ถ้าเป็นเมืองไทยต้องเรียกว่าอัศจรรย์จริงๆหรือของเค้าแน่จริง ๆ ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายทั้ง ไต่ฝุ่น+ไฟไหม้,แผ่นดินไหว,สงคราม,การทิ้งระเบิด แต่ยังสามารถตั้งตระหง่านอยู่ได้

สถาพอาคารบ้านเรือนเหมือยุโรป รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยหรือทำงานย่านดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่ามะนิลานี้มี 2 เมืองจริง ๆ ข้างนอกประชาชนปากกัดเท้าถีบ ส่วนด้านในกำแพงเป็นพวกไฮโซหรือคนมีกะตังค์

รถม้าไว้คอยรับนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกับลำปางบ้านเรา แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบนั่งอยู่แล้วจึงไม่ได้ใช้บริการ แต่ชื่นชมรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่สร้างอินทรามูรอสให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทำให้สร้างงานให้กับประชาชนอยากมาก แต่ก็มีประชาชนบางกลุ่มชอบหากินมากมายกับนักท่องเที่ยวทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง

บิบิงก้า(Bebingka) ขนมหวานยอดฮิตของฟิลิปปินส์ คล้าย ๆ กับแพนเค็กโรยหน้าด้วยมะพร้าวก็อร่อยดี ส่วนเพื่อนผมที่เป็นฟิลิปปินส์แนะนำให้อีกอย่างหนึ่งเป็นของหวานเรียกว่า ฮาโร ๆ ถามว่า ฮาโร ๆ แปลว่าอะไร ฮาโร แปลว่า Mix ฮาโร ๆ ก็ Mix Mix คล้าย ๆ กับหวานเย็นบ้านเรา

Taxi ของฟิลิปปินส์เริ่มต้นที่ 30 เปโซส่วนราคาก็ไม่แพงไปกว่าบ้านเราดังนั้นหากรีบหรือมีเวลาน้อย หรือไม่ต้องการใช้รถสาธารณะเช่น จิ๊บนี่ ก็สามารถใช้บริการ Taxi ได้ ก่อนขึ้นอย่าลืมดูมิเตอร์ ก่อนลงอย่าลืมดูตังค์ทอน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

พลังไทย เพื่อฟิลิปปินส์ ปตท.ภาษีของประชาชนไทย ก้าวไกลสู่ฟิลิปปินส์ ทำให้คนไทยสมควรภูมิใจว่าอย่างน้อยก็มีธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยขยายกิจการสู่อาเซียน แต่จะให้ดี ปตท.น่าจะใช้นโยบายเหมือนปิโตนาสของมาเลเซีย ที่เป็นตัวกำหนดราคาตลาดและเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการกำหนดกลไกราคาน้ำมันภายในประเทศ ไม่ใช่เป็นผู้นำการขึ้นราคาน้ำมัน


Create Date : 08 มีนาคม 2552
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2555 2:01:10 น. 8 comments
Counter : 5139 Pageviews.

 
ต้องการรู้จักเพื่อนที่มะนิลาค่ะขอที่อยู่ เบอร์โทรจะไปทำธุรกิจที่นั่นค่ะ


โดย: sirinthorn meethum IP: 125.26.133.86 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:23:28:14 น.  

 
เรียน คุณศิรินธร มีธรรม

ขออนุญาติ สอบถามรายละเอียดทาง e-mail จริง ๆ โดยความสามารถของผม สามารถค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของท่านได้ 0455114xx แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับอนุญาติจากท่านให้ติดต่อทางโทรศัพท์ จึงขอให้ท่านแจ้ง e-mail เพื่อการติดต่อสื่อสาร หรือ หากท่านต้องการรู้จักเพื่อนชาวฟิลิปปินส์ ท่านสามารถเข้าไปที่เวบไซด์
เว็บไซด์ชาวฟิลิปปินส์ในไทยที่ http://www.siampinoy.com


โดย: Nut (People_Trip ) วันที่: 22 มีนาคม 2552 เวลา:20:05:33 น.  

 
ภาพสวยจัง


โดย: karn IP: 125.24.6.162 วันที่: 7 มิถุนายน 2552 เวลา:10:05:50 น.  

 
พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เอเมน


โดย: จักรกฤษณ์ IP: 192.168.1.18, 110.164.229.97 วันที่: 3 มกราคม 2553 เวลา:16:22:53 น.  

 
เธˆเธฐเน€เธ”เธดเธ™เธ—เธฒเธ‡เน„เธ›เธชเธดเน‰เธ™เธ›เธตเธ™เธตเน‰เธญเนˆเธฐเธ„เธฃเธฑเธš เน€เธ‚เน‰เธฒเธกเธฒเน€เธเน‡เธšเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธเนˆเธญเธ™เน€เธ”เธดเธ™เธ—เธฒเธ‡เธŠเนˆเธงเธขเน„เธ”เน‰เน€เธขเธญเธฐเธ—เธตเน€เธ”เธตเธขเธงเธ„เธฃเธฑเธšเธ‚เธญเธšเธ„เธธเธ“เธ„เธฃเธฑเธšเธœเธก^^


โดย: pongphu IP: 119.31.104.224 วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:18:55:20 น.  

 
สวัสดีค่ะ
ข้อมูลเยี่ยมมากเลยค่ะ

ขออนุญาติ มาก็อบไปดูเพื่อศึกษาด้วยนะค่ะ
เดินทางไป 3 รอบแล้ว ยังไม่รู้แจ้งเท่าคุณเลย
(ไปกับบริษัทที่ทำงานนะค่ะ)

รอบนี้ จะไปเอง เดือนก.ย.
จะต้องเอาข้อมูลนี้ไปใช้ละค่ะ




โดย: พีพี IP: 124.120.146.180 วันที่: 20 กรกฎาคม 2553 เวลา:16:31:50 น.  

 
welcome to the Philippines


โดย: Philippine Travel Guide IP: 124.104.172.10 วันที่: 10 สิงหาคม 2553 เวลา:9:05:28 น.  

 
ขอบคุณ คุณKarn,คุณจักรกฤษณ์,คุณpongphu และ
คุณPP ครับ...

Thank you so much for Philipine Travel Guide for visit my blog


โดย: Nutt (People_Trip ) วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:13:16:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

People_Trip
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 


If you tremble with indignation at every injustice, then you are a comrade of mine. "ถ้าคุณตัวสั่นเทาด้วยความเดือดดาลทุกครั้งที่เห็นความอยุติธรรม ถ้าเช่นนั้นคุณคือสหายของเรา"






Free TextEditor
Friends' blogs
[Add People_Trip's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.