Group Blog
 
All Blogs
 

ให้ "เพื่อน" ได้แค่ไหนกัน?

ร้อนนนน เจงๆๆๆ เฮ้อ เหงื่อตกไป ทำงานไป

อาทิตย์ที่แล้วมีเรื่องต้องเคลียร์กับเพื่อนคนนึง
จะว่าสนิทไหมก็ไม่เชิงนะ

ถ้าจะนิยามของคำว่า เพื่อนสนิท เนี่ย หลายๆ คนๆ มัก
จะบอกว่ามีแค่ 1 คน ที่เขาไว้ใจ วางใจ ฝากใจ ไว้กับ
เพื่อนคนนี้ได้

แต่ของเราสำหรับเราไม่ได้หวังอะไรกับเพื่อนสนิทมาก
มาย แค่คนที่คุยกันแล้วเข้าใจกัน ไม่ว่าจะแง่มุมไหน
อาจจะไม่ทุกเรื่อง แต่เขาเข้าใจในสิ่งที่เราบอก ไม่ได้
เจอกันหลายเดือน มาคุยกันอีก ก็ไม่ต้องมารื้อฟื้นอะไร
มากมาย คุยกันด้วยใจกันซะมากกว่า

เราเลยนับ (เอาเองว่า) คนนั้นคนนี้เป็นเพื่อนสนิท

ที่นับๆ ไว้ก็ประมาณ 7-8 คนนะ คนฟังอาจจะแบบ เฮ้ย สนิท
จริงเหรอ แน่ใจนะว่าสนิทจริง ก็บอกแล้วเราไม่ได้คาดหวัง
อะไรกับเพื่อนสนิทเยอะแยะ มันอาจจะหายหัวไปเมือง
นอกเป็นปีๆ แต่กลับมาก็คุยกันได้เหมือนเดิมโดยไม่
ต้องรอต่อโมเด็ม บางคนอาจจะเป็นนางบงนางแบบ หรือ
ไปทำงานองค์กร UN ระดับโลก แต่กลับมาคุยกันแล้ว
มันยัง "ใช่" มันก็ยังเป็นเพื่อนสนิทของเราเหมือนเดิม
ที่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น และเราก็เข้าใจในสิ่งที่มันเป็น
โดยที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ

ไอ้ทีนี้เพื่อนคนที่พูดถึงนี้ ได้รู้จักกันโดยเป็นเพื่อน
มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่กลุ่มประจำ) ซึ่งก็สนิท
กัน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง พอจบไปต่างคนต่างใช้ชีวิตก็ไม่ได้
ติดต่อกัน จนกระทั่งมันแต่งงาน มันก็ไม่ค่อยแฮปปี้
กับชีวิตสมรสนัก มันก็โทรมาคุยกับเรา เราก็โอเคกับ
มันเลยนะ ก็คุยกันได้ทุกเรื่อง ทุกอย่าง เราว่ามันก็เป็น
คนจิตใจดีคนหนึ่ง เพียงแต่โชคร้ายเจอสามีไม่ดี

ทีนี้ไอ้ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ ด้วยความที่เรา
treat เพื่อนสนิททุกคนอย่างที่บอกมา อาจจะต่ำกว่าความ
คาดหวังของมัน เพราะบางครั้งเราไม่ว่าง เราก้อออกไป
เที่ยว หรือ ไปคุยกับมันไม่ได้ทันท่วงที หรือ เราก็มี
เบี้ยวนัดไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หายหัวไปเฉยๆ ก็จะบอกก่อน

และเราก็จะเป็นคนพูดตรง ถ้าอะไรที่คบกันแล้วมัน
ไม่เวิร์คเราก็จะบอกเลย

บางครั้งเราเริ่มรู้สึกว่า มันเรียกร้องมากไปเกินกว่า ที่
เราจะทำให้ได้ เราก็เลยพูดไปตรงๆ เอาเป็นว่า
ขอเคลียร์แล้วกันว่า ถ้ามีปัญหา กลุ้มใจอะไร จะกี่โมง
กี่ยาม ก็โทรมาได้เสมอ ถ้าอยากมานอนด้วยก็มาเลย
ถ้าไปเที่ยวเป็นเพื่อนได้ก็จะไป แต่บางครั้งมันก็อาจจะ
ไปไม่ได้

ก็เคลียร์กันได้ คิดว่ามันคงเข้าใจเรามากขึ้น จบการเคลียร์
รู้สึก เหนื่อยใจ ไม่ชอบทำให้เพื่อนเสียความรู้สึก
เหมือนกัน แต่เราเป็นคนที่ ถ้าให้ฝืนทำไป หรือ ให้หลบ
หลีกปัญหา ไม่รับสาย หายหน้า ไปจากเพื่อนที่เรารู้สึก
ดีๆ กับมันด้วย มันยิ่งทำยากยิ่งกว่า

กลับมานั่งคิดไปมาว่าพูดแรงไปหรือเปล่า (สำหรับเพื่นอคนนี้) แต่ก็ได้ข้อสรุปมาว่า

"ถ้ามันรับเราได้ก็ดี ถ้ารับไม่
ได้ก็ต้องทำใจ ปลง เพราะทำให้มันได้แค่นี้จริงๆ"





คิดตึ้งเพื่อนๆ จัง




 

Create Date : 24 เมษายน 2550    
Last Update : 24 เมษายน 2550 18:36:33 น.
Counter : 121 Pageviews.  

ซิง..ไม่ซิง แล้วหนักหัวใคร

ถ้าจั่วหัวแบบนี้ สงสัยคงมีคนเคร่งศีลมาด่า

แต่ประเด็นที่คิดไม่ได้ รุนแรง ขวานผ่าซากขนาดนั้นหรอก

เรื่องของเรื่องคือ วันนี้ได้ขำแต่เช้า ไปอ่านกระทู้หนึ่งใน
สวนลุมมาเกี่ยวกับการดูยังไงว่าผู้หญิงคนไหนดีไม่ดี เอ้ย ไม่ใช่สิซิง ไม่ซิง

ก็แหม วัฒนธรรมไทยหยั่งรากลึกในทุกคนอยู่แล้ว มัน
ถ่ายทอดกันมาแต่เด็กอ่ะว่า หญิงไทยที่ดี คือ หญิงที่ซิง
ก่อนแต่งงาน



เอาเรื่อง กระทู้นั้นก่อน คือขำจริงๆ นะ วิธีการดู แบบดูสะโพก
ดูก้นย้อยๆ ดูการเดิน คือ มันเป็นการบอกเล่าอ่ะ
แต่จะบอกว่าทางการแพทย์ดูแค่นั้นมันบอกไม่ได้หรอก
ไม่มีทางเลย ไอ้ที่ย้อยๆ สะโพกบานๆ อ่ะ มันสมัยไหน
แล้ววว ที่เขาใช้ดูกัน ก็สมัยก่อนอ่ะ ฟิตเนสยังไม่มี
ครีมบำรุงเฟริม์เจลไม่มี คนก็ยังไม่มีความรู้เรื่องดูแลตัวเอง
ผู้ที่มีอะไรกับสามีมานาน รวมทั้งมีลูก อะไรๆ มันก็เผละ
เป็นธรรมดาดิ

แต่สมัยนี้นะหรอ สาวๆ เขาดูแลตัวเอง จะผ่านศึกกันมา
เท่าไหร่ หุ่นก็นิ๊งๆๆๆ ขนาดมีลูกกันแล้ว
ยังสวยปิ๊งไปเธคมีคนมาขอเบอร์อยู่เลย ไม่ต้องแค่ซิง
ไม่ซิงหรอก เพราะงั้นไอ้การดูจากก้น จากหน้าอกอ่ะ
เหอๆๆ ไม่มีทางหรอก

มาว่ากันเรื่อง ดีไม่ดี ในสวนลุมนี่ถ้าใครเปิดประเด็นมา
เป็นอันได้อ่านกันหูตาลาย

หลังจากอ่านๆมานาน ก็เห็นว่าคนตอบมีหลายๆ แบบ
หลายมุมมอง (เอาที่เป็นผู้ชายนะ)

1. ควรรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทยไว้ มีความเชื่อ
ว่าผู้หญิงควรรักษาความ virgin ก่อนแต่ง คิดว่าเป็นเรื่อง
ที่ดีสำหรับผู้หญิง คิดว่าสื่อถึงความเป็นแม่ที่ดีได้

- ส่วนใหญ่คนตอบแนวนี้จะสุภาพนะ แต่เราว่าเป็นแบบ
conservative เต็มตัวอ่ะ ก็มีจำนวนปานกลางนะ

2. Free อิสระทางความคิดสุดริด ยอมรับได้ และคิดว่า
ควรให้เสรีภาพของผู้หญิงในทางนี้ มองว่า virgin เป็น
เรื่องเล็กน้อยของชีวิตคู่

- ผู้ชายแนวจะคิดแบบฝรั่งมากๆ คือ ไม่ได้มอง virgin
เป็นเรื่องสำคัญ ค่อนข้าง free-minded มาก ไม่ยึดติด
เราว่าส่วนใหญ่ผู้ชายแนวนี้จะตอบแบบเปรี้ยวๆ นะ
เช่น ผมไม่แคร์, เอาอะไรกับเยื่อบาง แต่เราว่ายังน้อยอยู่


3. แบบแบ่งรับแบ่งสู้ คือ กลางๆ ค่อนข้างจะออกตัว
ปกป้อง เพศแม่ แต่ถ้าให้เลือกได้เมีย virgin ก็ดี แต่ก็
ยอมรับตามความเป็นจริงว่า สมัยนี้หาซิงย๊าก ยาก

- อันนี้เรามีกันเยอะขึ้นๆ เรื่อยๆ นะ สงสัยหนุ่มไทยเริ่ม
ปลง
ส่วนใหญ่ก็จะตอบแบบกลางๆ นะ ก็ชื่นชมระดับหนึ่งนะ
เพราะถึงตัวเองจะมีความเชื่อเก่าๆ อยู่ แต่ก็พยายามรับ
ความจริงให้ได้อ่ะ เหอๆ

4. พวกส่อเสียด อันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่ามีมุมมองยังไง
แต่ขอให้ได้มาแขวะ มากัด คนที่มาตอบเป็นใช้ได้
ส่วนใหญ่จะมากัดว่า สิทธิสตรีเยอะในสวนลุม, ในสวนลุม
พูดเรื่องจิ้นไม่จิ้นไม่ได้นะค้าบ, ผู้หญิงที่มาต่อต้านเนี่ย
ร้อนตัวละสิ

- เป็นกลุ่มที่เราเกลียดขี้หน้ามากที่สุด คือ ไม่ได้ดูคำตอบ
เลย เอาแต่กัด กับแขวะ เราเชื่อนะ เราเชื่อว่า ผู้หญิงที่
มาออกโรงโต้นะ อาจจะมีบ้างที่ร้อนตัว แต่เราคิดว่าคนที่
ยังจิ้นอยู่ แต่ไม่ชอบแนวคิดที่โยนแต่ความผิดให้ผู้หญิง
นะก็มีอ่ะ มีแน่นอน

แล้วในสวนลุมนะ เห็นกลุ่มแขวะ ชอบแขวะนักเรื่องสิทธิ
สตรี เราก็อยากให้มันมีมากๆ เหมือนที่เขากัดเหมือนกัน
แหละ อยากให้สังคมจริงๆ นะ มันมี feminist เยอะๆ
เหมือนในสวนลุม และถ้า feminist ในสวนลุมเยอะจริงๆ ทำไม
เวลามีคนออกประเด็นให้ไม่มี นางสาว กับ นาง ผู้ชาย
ถึงออกมาต่อต้านจังหล่ะ หรือว่า กลัวว่าอำนาจแบบ
ผู้ชายครองโลกจะสึกกร่อน

5. เกรียนกู่ไม่กลับ มันจะ focus ไปที่เรื่องจิ้นเป็นชีวิต
จิตใจ โดยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆ รอบด้านเลย
ช่วงใหญ่จะตั้งกระทู้ตามตัวอย่างข้างต้น หรือ ไม่ก็มา
แบบผิดหวังในชีวิตว่า ทำไมไม่มีผู้หญิงจิ้นเหลืออยู่เลย
ในโลกใบนี้, ผิดหวังกับแฟนมาก คือได้กันแล้ว แต่มารู้ว่า
แฟนไม่จิ้น จะคบต่อดีไหม, ทำไมผู้หญิงเด๋วนี้เสียตัวกัน
เยอะจัง, รับไม่ได้ถ้าจะต้องแต่งกับคนไม่จิ้น

555555555555

อันนี้เกรียนเรื่องจิ้นขั้นเทพ อ่านแล้ว
ไม่โกรธนะ แต่ขำมากๆ แบบว่า สงสัยตอนเข้าหอคืนแรก
พี่แกคงจะพกไฟฉายไปส่องรูเป็นการ QC ก่อนการใช้
product ครั้งแรก

คือไม่ได้มองผู้หญิงในแง่ความเป็นคนที่มีอารมณ์ ความรู้สึก
เลย คอยแต่ส่องว่าคนไหนโดนหรือยัง

ส่วนตัวเรามองว่า มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมีสิทธิที่พึงจะรักษาไว้
หรือไม่รักษาไว้ก็ได้ คงที่พึงรักษาไว้ด้วยขนบธรรมเนียม
เป็นเรื่องที่ดีมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องโรค เรื่องท้อง สร้างบาป
สร้างทุกข์ให้พ่อแม่เสียใจ ส่วนคนที่ไม่อยากจะพึงรักษา
ไว้ อันนี้ก็ต้องมาดูว่า มีวุฒิภาวะพอหรือยัง ความคิด
ความอ่านมั่นคงพอที่จะรู้ว่าตนเองต้องการอะไร

และที่สำคัญไม่สร้างความเดือดร้อน และผิดศีลธรรม กับ
ลูกเขา ผัวเขา หรือแม้แต่แฟนเขา

ส่วนไอ้เรื่องซิงไม่ซิง จะเกี่ยวข้องกับเป็นผู้หญิงดีไม่ดี
หรือไม่ ขอฟันธงฉับๆๆๆ ว่า เป็นความคิดที่ค่อนข้าง
อีเดียทพอสมควร ซึ่งจะเหมือนกับพวกเกรียนจิ้นทั้งหลาย
คือ ไม่ได้มองเลยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนๆ หนึ่ง มีหลาย
แง่ หลายมุม และมีปัจจัยแวดล้อมยังไง แต่ก็ตัดสิน
ความเลว ความดีที่ตรงนั้นเพียงอย่างเดียว

ชาย หรือ หญิง อะนะ เวลาอยู่ใกล้ชิดกัน ไฟราคะและ
ความรู้สึกเบื้องต่ำนะมันก็ไม่ต่างกันหรอก เพียงแต่ว่า
กรอบที่คนเราพยายามสร้างกันขึ้นมาพยายามกดไม่ให้
ผู้หญิงมีสิทธิที่จะหื่นกามเท่าผู้ชายเท่านั้นเอง





 

Create Date : 12 ธันวาคม 2549    
Last Update : 12 ธันวาคม 2549 12:50:12 น.
Counter : 244 Pageviews.  

Diet is Hell 2!!

เขียนต่อ

พอผอมลงก็ดีใจมาก กางเกงเก่าเริ่มสวมได้ แต่ความดีใจ
มาพร้อมกับความระแวง ประสาท โรคจิต ย้ำคิดย้ำทำ
หลายชนิดรวมกัน

นั่นคือ เราจะเป็นพวก กลัวอ้วนทันที เผลอกินอะไรนิดนึง
เราจะเอาแล้ว วิ่งไปออกกำลังกาย แล้วเวลาใส่กางเกง
ก็จะพยายามหมุนๆ ให้รู้สึกว่ามันหลวม แล้วเราจะติดท่า
นึง คือ เราจะเอาหลังแขนไปแตะที่สะโพกว่ากระดูกมัน
โผล่หรือยัง ถ้าโดนกระดูกเป็นอันโอเค

เพราะตอนอ้วน เนื้อตรงสะโพกมันจะเผละมาก แล้วเราจะ
เกลียดมันมาก พอหายไป ก็จะกลัวมันกลับมา

อีกอาการคือ จิตหลอน มีอยู่ครั้งเราอยากกินขนมมาก
(ไม่ได้สัมผัสน้ำตาล ไขมัน และโปรตีน มาหนึ่งเดือนเต็ม)
แล้วรู้สึกเหมือนสมองมันสั่งให้เปิดตู้เย็น แล้วหยิบคุ้กกี้
ออกมา เรากัดไปคำนึง แล้วก็รู้สึกตัวรีบคายออก
รู้สึกว่ามันอร่อยมากๆๆ เลยอ่ะ แต่แบบไม่ ชั้นจะไม่อ้วน
ฮือๆๆ คิดถึงตอนนั้นแล้วทรมากมากมาย

เดือนที่สองก็ยังตั้งหน้าตั้งตาลด เพื่อนกินขนมยั่วแค่ไหน
เราก็ไม่กินเด็ดขาด จนทุกคนยอมรับอ่ะ ว่าเรานะ เจ๋งจิง
เพราะแม้แต่พวกลูกอมเรายังไม่แตะเลย นังเป้ที่เริ่ม
ปรามาสเรา ก็เริ่มสงบปากสงบคำลง พร้อมๆ กับมีชมเรา
ว่า ผอมลง เหอๆๆ สะใจมาก

เดือนที่สองผ่านไป หายแว้บไปอีกสองโลครึ่ง คราวนี้เรียก
ได้ว่าเราไม่ใช่คนอ้วนอีกแล้ว รูปทรงเริ่มเข้ารูป ดูเป็นคน
เพรียวๆ แล้ว หน้าเล็กตอบลง เพื่อนสนิทและไม่สนิทต่าง
ก็มาถามใหญ่ว่าทำยังไง

พอเข้าเดือนที่สาม น้ำหนักค่อยลดลงทีละนิดจนเหลือ 48
ซึ่งกำลังดีทีเดียว วันนึงเราใส่เสื้อดำ กางเกงดำ ไปมหลัย
ทุกคนชมเลยว่าผอมแล้ว แต่มีนังเป้เนี่ยชม แต่ปาก dog
ว่า เออ ดูผอมแล้ว แต่ก้นยังใหญ่ๆ อยู่ เราแบบอยาก
จะ spider kick ปากมันสักที ยุ่งอะไรกับกรูจริ๊ง

พอผอมสักพักเราเริ่มกลับมากินข้าว ทีนี้เราเพิ่งรู้ว่า
เวลาอดอาหารเยอะๆ แล้วกลับมากินมันจะเป็น PingPong Effect
พอกินได้ เราก็กินใหญ่ อาหารทุกชนิด ไม่เคยอิ่ม ไม่เคยพอ
เราจำได้ว่า ตอนกลางวันเราพยายามสร้างภาพว่าเรา ยังไดเอ็ทอยู่
ทำเป็นกินน้อย พอกลางคืนเราจะแอบย่องลงมาคุ้ยหาข้าวสวย กับ กับข้าว
เหลือๆ กิน รันทดอ่ะ พวกขนมเราก็กลับมากินเยอะกว่าเดิม
ทั้งที่ตอนก่อนอ้วน บางอย่างเราไม่กินเลย แต่พอเลิกไดเอ็ทมันเหมือน
อัดอั้น ก็เลยกินได้ทุกชนิด และไม่บันยะบั้นยั้งด้วย (เรากินได้ทั้งวัน)

เรามีอาการทางประสาทเรื่องอาหารการกินจนจบมหาลัย ที่น่าเศร้าคือ
น้ำหนักเราเด้งทันทีหลังเลิกไดเอ็ท จาก 48 ที่กำลังดี มาเป็น 50 บางที
แอบกินเยอะ ก็จะเป็น 51-52 ก็คือ อวบนิดๆ ซึ่ง หน้าบวม และเราเป็นคน
โครงแบน อาจจะไม่ได้อ้วนมากมาย แต่มันดูตัวใหญ่ สะโพกใหญ่
ใสเสื้อผ้าไม่สวย ทำให้เราเป็นปมด้อยมาก (รู้สึกไปเอง)

น้ำหนักเราขึ้นๆ ลงๆ อวบๆ ผอมๆ แล้วแต่ภาวะนั้นๆ เช่นงานหนักก็น้ำหนักลง
แต่พอ กินน้ำหนักก็เด้งขึ้นมาเร็วมาก เป็นอยู่ประมาณ 3-4 ปี จนอาการ
ประสาทเรื่องอาหารน้อยลงๆ ไปเองเพราะมีเรื่องอื่นเข้ามาแทนที่ เช่น เรื่องงาน
เรื่องสอบ เรื่องเรียนโท ในที่สุด เราก็สามารถกลับมากินตามปรกติ
โดยไม่ห่วงเรื่องอ้วน ผอมอีกต่อไป ถ้าว่างก็ไปฟิตเนสบ้างแต่ไม่บ้าเหมือน
เมื่อก่อน

พอไม่ได้กังวล สมองก็ทำงานตามปรกติ ร่างกายก็ไม่หิวทั้งวัน หรือ อยากกิน
อะไรเว่อรๆ อีก ถ้าหิวก็กิน ถ้าอิ่มก็จะไม่กินต่อ จนเราทำงานที่หนึ่ง ซึ่ง
งานหนักมาก และมีเรื่องกลุ้มๆ เรื่องความรัก น้ำหนักเราลดลงๆๆ ทั้งที่กิน
ตามปรกติ สุดท้ายเรากลับกลายมาเป็นคนผอมเหมือนเดิมน้ำหนักคงที่แค่
46-47 โดยไม่ทำอะไรเลย

เราไม่เคยไดเอ็ทอีกเลย เพราะมันมีเรื่องอื่นให้คิด ไม่ได้คิดแต่เรื่องกิน
เหมือนสมัยเรียนอีก ไปๆมาๆ ตอนนั้นพยายามแทบแย่ กลับไม่ลด
แต่ตอนนี้นั่งๆ นอนๆ กินมั่งไม่กินมั่ง กลับลดลงไปเฉยๆ




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2549    
Last Update : 4 ธันวาคม 2549 15:44:31 น.
Counter : 109 Pageviews.  

Diet is Hell !!!

เป็นคนผอมโดยกำเนิด แต่ไม่น่าเชื่อว่าช่วงหนึ่งในชีวิต
ต้องมาสะกดคำนี้กับเขาด้วย Diet !! T_T

ตอนเด็กๆ ผ๊อม ผอม มาก ผอมแต่อนุบาลจนมหาลัย
เพื่อนเราแซวว่า เฮ้ย สงสัยลูกแกออกมาเท่านี้แน่ แล้ว
มันก็หยิบปากกาขึ้นมา อีบร้า

อยากอ้วนมาตลอด เห็นใครอวบๆ แล้วอิจฉา ไม่เข้าใจ
อย่างมาก ว่าเพื่อนเราไดเอ็ทกันทำไม ทั้งๆ ที่แต่ละคน
ก็หุ่นดีกันอยู่แล้ว กุ้มกับความผอมของตัวเองมาเกือบ
ยี่สิบปี ปีที่ยี่สิบพอดี ก็ได้อ้วนสมใจ ทีนี่หล่ะ อยากอ้วนนัก
เป็นงัยละยะ

เพราะด้วยความแฮปปี้ในอาหารการกิน ตอนไปซัมเมอร์
ที่อังกิด ดิชั้นก็กินไม่ยั้ง เช้าก็ซีเรียล หนมปังทาเนยหนา
โคดๆ ตอนกลางวันก็ลาซานย่า นึกภาพนะคะ ลาซานย่า
แบบที่สั่งที่ร้านพิซซ่าฮัท ปรกติจะแบ่งๆ กัน แต่อิชั้น
ซัดเรียบคนเดียว แถมไปแย่งเพื่อนกินอีก พอตอนบ่าย
ก็คุ้กกี้ช๊อคโกแลต จะบอกว่า คุ๊กกี้ร้านป้าที่ รร อร่อย
โคดๆๆๆๆๆ ข้างนอกกรอบ ข้างในนุ่มหนึบ ช๊อกโกแลต
ที่เป็นไส้ด้านในก็ย้อยออกมาร้อนๆ อึ๋ย

บางทีก็แว้บวิ่งไปร้านขนมกับเพื่อน แล้วเค้กเมืองนอกอ่ะ
ไม่บันยะบันยั้งส่วนผสม นม เนย ไข่ เต็มที่ ดิชั้นก็ยัดๆๆ
เข้าไป เพื่อนๆ ที่ซัมเมอร์ ต่างก็เริ่มทักบ้างๆ จากตอนแรก
ที่เป็นสาวหุ่นดีของกลุ่ม เริ่มเข้าสู่ระยะอวบปานกลางจน
ถึงมากที่สุดก็ยังไม่รู้ตัว ยังนึกว่าตัวเองเป็นคนผอม
ยังภูมิใจว่า ชั้นนะกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน อย่ามาหลอกช้าน
เออ เอาเข้าไปเรา

พอกลับมาเมืองไทยเท่านั้นแหละ ก็ได้พบกับความจริง
เพื่อนในกลุ่มตกตะลึงตึงๆๆ อึ้งๆ กันไปหมด จากตอนแรก
มั่นใจเต็มร้อยมากว่า เราอวบขึ้นแล้วจะสวย หล่นวูบมา
ติดลบทันที เพื่อนต่างด่า ประนามกันอื้ออึง พร้อมกับ
กดดันให้ลดความอ้วนโดยด่วน
โอ้วว กรูไปฆ่าใครหรือเนี่ย

ความเป็นจริงเริ่มปรากฏตรงหน้า กางเกงใส่ไม่ได้เลยสัก
ตัว กระโปรงนักศึกษาแถบปริด้วยไขมันอุดตันที่แก้มกัน
หน้านี่บวม บาน เหมือนอมอะไรอยู่ ขาที่เคยเป็นตะเกียบ
ก็เป็นคากิในบัดดล

ฮือๆๆๆ ความกดดันเพิ่มๆ ในที่สุดตัดสินใจ กรูจะผอม!!
บางทีนอนร้องไห้น้อยใจ ผอมก็น่าเกลียด อ้วนก็น่าเกลียด
ทำไมชีวิตกรูมันเศร้ายังงี้หว่ะ

มันจะมีเพื่อนคนนึงสมมุติชื่อ นังเป้ แบบว่า ชอบกดดันเรา
ไม่รู้มันจะยุ่งกับหุ่นอะไรนักหนา ว่าเราอยู่นั่นแหละ อ้วนๆๆ
ขาใหญ่ ก้นใหญ่ แล้วก็ชอบอวยตัวเองว่า ตัวเล็กน่ารัก

คนเรามันจะน่ารักนี่ไม่เห็นต้องอวยตัวเองเลยเนอะ

ก็เลยเซ็งๆ มัน กลายเป็นความฮึดว่าจะผอมให้ได้ๆๆ

เมนูไดเอ็ท ก็เลยเริ่มขึ้น แอ๊น แอ่น แอน




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2549    
Last Update : 2 ธันวาคม 2549 18:44:58 น.
Counter : 123 Pageviews.  

แฟนเราทำได้ด้ายยย....เย้

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ จากที่บ่นๆ ไป

แฟนเราสามารถออกจากวงเหล้าได้ตอน 3 ทุ่ม เย้


ปลื้มใจจิงๆ

มหัศจรรย์




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 12:06:02 น.
Counter : 90 Pageviews.  

1  2  3  4  

นู๋ปิ๋มมี่
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นู๋ปิ๋มมี่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.