Group Blog
 
All blogs
 

แอลคาร์นิทีน L-carnitine

แอล-คาร์นิทีน กับบทบาทเพื่อการลดน้ำหนัก


แอลคาร์นิทีน(L-Carnitine)



  • มีการสังเคราะห์จากกรดอะมิโน
    2 ชนิดคือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) พร้อมกับอาศัยตัวเร่งให้เกิดการสังเคราะห์ ได้แก่
    Niacin วิตามิน B6 C และธาตุเหล็ก

  • โดยปกติจะพบในสัตว์เนื้อแดงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนกล้ามเนื้อลายจะมากเป็นพิเศษ

  • หน้าที่หลักของ
    Carnitine จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ในเซลล์ต่างๆ ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง

  • แอล-คาร์นิทีนถูกสร้างขึ้นภายในตับและไต และนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย (skeletalmuscle) ตัวอย่าง ก็เช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา ของเรานั่นเอง นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม

  • สำหรับในอาหารก็จะพบแอล-คาร์นิทีนในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผลอะโวคาโด (Avocado)

    ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก (tempeh)



รูปแบบของคาร์นิทีนที่มีการนำมาใช้


คาร์นิทีนที่ถูกนำมาใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมจะมีอยู่หลายรูปแบบแต่ที่ใช้กันแพร่หลายมีอยู่ 3 รูปแบบ



  1. แอล-คาร์นิทีน (LC) เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและมีราคาถูกที่สุด

  2. แอล-อะซิทิลคาร์นิทีน [L-acetylcarnitine (LAC)] เป็นเพียงรูปแบบเดียวที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคแอลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองโรคอื่นๆ

  3. แอล-โพรพิโอนิลคาร์นิทีน [L-propionylcarnitine (LPC)] ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการเจ็บหน้าอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และใช้ได้ผลดีกับโรคเกี่ยวกับเส้นเลือดตามแขนขาอีกด้วย (peripheral vascular disease - PVD)



10 เหตุผลที่ควรรู้ก่อนเลือกกินคาร์นิทีน (Carnitine)



  1. คาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง แค่เหตุผลแรกก็ชวนให้เราหลงใหลใคร่อยากที่จะกินคาร์นิทีนกันแล้วสิ ที่คาร์นิทีนทำให้แก่ช้าลงได้ ก็เพราะเหตุผลที่ว่า เซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกายทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิดและคาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น

  2. คาร์นิทีนทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglycerides) อยู่ในระดับที่ต่ำ และช่วยเพิ่มระดับHDL-คลอเรสเตอรอล ในเลือด

  3. คาร์นิทีนยังช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยมีผลทำให้สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้นและช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวด้วย (ซึ่งเป็น 1/3 ของสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคหัวใจตาย)

  4. คาร์นิทีนช่วยทำให้น้ำหนักลดโดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกันวิธีการที่เราลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ

  5. คาร์นิทีนช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย เหมือนกันที่พบในสารสกัดจากพืชสกุล Ephedra (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ของกระทรวงอาหารและยาของอเมริกา ในเอกสารอ้างอิงครับ)

  6. ยังพบอีกว่าคาร์นิทีนช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ

  7. ทั้งคาร์นีทีน และ อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน (Acetyl-L-carnitine) ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

  8. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีนช่วยลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียด และอาจจะมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ด้วย แต่ได้ผลเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยทำให้อาการของโรคไม่เป็นไปมากกว่านี้

  9. อะซีทิล-แอล-คาร์นิทีน มีผลต่อสุขภาพจิตในทางบวก และลดภาวะความเครียดได้

  10. คาร์นิทีนช่วยในการทำงานของตับ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของเราด้วย





ข้อควรระวังในการใช้แอล-คาร์นิทีน



  • สำหรับคนที่คิดจะซื้อแอล-คาร์นิทีนมาใช้ควรต้องระวังเพราะอาจจะมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้ และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้งควรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า 

  • ข้อควรจำให้ขึ้นใจก็คือสสารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวเอง ขึ้นกับปริมาณและช่วงจังหวะเวลาของการใช้ ถึงแม้ว่าแอล-คาร์นิทีนจะไม่ปรากฏผลข้างเคียงใดๆที่เด่นชัดมากนัก แต่ก็มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน

    หรือมากกว่าอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ (ต้องอย่าลืมว่าเราได้แอล-คาร์นิทีนจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และนมอยู่แล้วด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทราบปริมาณที่แน่นอนได้)

  • ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆที่อาจจะพบได้บ้าง ก็เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดมีผื่นแดง

  • และในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันไปเป็นเวลานานๆ

  • สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด

  • รวมไปถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต

  • เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็นหรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์




 

Create Date : 14 กันยายน 2552    
Last Update : 14 กันยายน 2552 22:04:04 น.
Counter : 226 Pageviews.  

มะเร็งเต้านม

มารู้เรื่องมะเร็งเต้านมกันดีกว่าค่ะ เดี๋ยวนี้โรคร้ายมักเป็นได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย ถ้าพบตั้งแต่เริ่มแรกก็จะรักษาได้เร็วและหายสนิทได้นะคะ


ไปอ่านเจอในเว็บ
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/breastcancer.htm
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า
.............................................................................................
มะเร็งคืออะไร
ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก Tumor ซึ่งแบ่งเป็น Benign และ Malignant

Benign tumor

คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามตัดออกได้และไม่กลับเป็นซ้ำ ไม่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น fibroadenoma, cyst, fibrocystic disease

Malignant tumor

เซลล์จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis



โครงสร้างของเต้านม

เต้านมประกอบด้วยต่อมน้ำนมประมาณ 15-20 lobe ภายใน lobe ประกอบด้วย lobules และมีถุง bulbs ติดอยู่กับท่อน้ำนมซึ่งจะไปเปิดยังหัวนม nipple ภายในเต้านมยังมีหลอดเลือดและน้ำเหลือง [lymph] ซึ่งจะไปรวมกันยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้[axillary lymph node]

มะเร็งที่พบมากเกิดในท่อน้ำนมเรียก ductal carcinoma เมื่อมะเร็งแพร่กระจายมักไปตามต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ และอาจไปยังกระดูก ตับ ปอด โดยไปทางหลอดเลือด
..............................................................................................
หากคลำเต้านมตัวเองจะรู้สึกอย่างไร
ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าเต้านมจะประกอบด้วยต่อมน้ำนม 15-20 lobesดังนั้นเมื่อเราคลำก็จะได้ต่อมน้ำนม นอกจากนั้นลักษณะเต้านมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม อายุ ระหว่างรอบเดือน การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร การใช้ยาคุมกำเนิด วัยหมดประจำเดือน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลักษณะเต้านมมีการเปลี่ยนแปลง ท่านต้องคลำจนเกิดความคุ้นเคยว่าอะไรคือปกติ อะไรคือผิดปกติ

จะรูได้อย่างไรว่ามีก้อนที่เต้านม
หากท่านคลำเต้านมเป็นประจำ ท่านจะทราบได้ว่าเต้านมที่ท่านคลำได้ผิดปกติหรือไม่ เพราะหากก่อนหน้านี้ยังคลำไม่ได้แต่เพิ่งคลำก้อนได้แสดงว่ามีก้อนที่เต้านม

หากคลำได้ก้อนที่เต้านมควรปรึกษาแพทย์แผนกใด

ท่านอาจจะปรึกษาแพทย์ประจำตัวของท่านหรือแพทย์แผนกผ่าตัดหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับมะเร็งซึ่งจะต้องนำชิ้นเนื้อไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง

โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม (Risk Factors)
การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก
-การค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกเป็นวิธีที่ทำให้การรักษาได้ผลดี คุณสุภาพสตรีมีส่วนร่วมในการค้นหาดังนี้
1 ตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรจะตรวจอย่างน้อยเดือนละครั้งระยะเวลาเหมาะสมที่จะตรวจคือหลังหมดประจำเดือน
2 ตรวจเต้านมโดยแพทย์ ควรตรวจตั้งแต่อายู 20 -39 ปี ขึ้นไปโดยตรวจทุก 3 ปี ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีควรตรวจด้วยแพทย์ทุกปี
3 ตรวจเต้านมโดย Mammographyซึ่งสามารถตรวจพบก่อนเกิดก้อนได้ 2 ปี
การตรวจ mammography เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค้นพบมะเร็งในระยะเริ่มแรก แนะนำให้ตรวจทุก1-2 ปีสำหรับผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปี สำหรับคุณผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านี้หรือมีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ว่าจะตรวจบ่อยแค่ไหนผู้ที่ตรวจเต้านมด้วยตัวเองต้องคำนึงถึงเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงขนาด และความตึงตามสภาวะรอบเดือน การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน และการกินยาคุมกำเนิด แม้ว่าจะตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรที่จะได้รับการตรวจด้วยแพทย์หรือ mammography

อาการของมะเร็งเต้านม
มะเร็งในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด เมื่อก้อนโตขึ้นจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

-คลำพบก้อนที่เต้านมหรือใต้รักแร้
-มีการเปลี่ยนแปลงของขนาดเต้านม
-มีน้ำไหลออกจากหัวนม หรือเจ็บ หัวนมถูกดึงรั้งเข้าในเต้านม
-ผิวที่เต้านมจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม
หากพบอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แม้ว่าอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง

การวินิจฉัยก้อนที่เต้านม
การวินิจฉัยหาสาเหตุของก้อน แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับก้อน ประวัติครอบครัว ประวัติสุขภาพทั่วไปหลังจากนั้นแพทย์จะตรวจ
-Palpation แพทย์จะคลำขนาดของก้อน ลักษณะของก้อนแข็งหรือนิ่ม ผิวขรุขระหรือเลียบ ขยับเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โตหรือไม่
-Mammography เป็นข้อมูลเพื่อช่วยในการวินิจฉัย
-Ultrasonography เพื่อแยกว่าก้อนนั้นเป็นของแข็งหรือของเหลว
จากข้อมูลดังกล่าวแพทย์จะตัดสินใจว่าจะวางแผนการรักษา แพทย์บางท่านอาจจะทำการตรวจเพิ่มโดยการตรวจ
-Aspiration ใช้เข็มเจาะดูดเอาน้ำออกและส่งหาเซลล์มะเร็งในกรณีที่ก้อนนั้นเป็นของเหลว
-Needle biopsy การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อส่งพยาธิวิทยาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง
-Surgical biopsy เป็นการผ่าตัดเอาก้อนออก และส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
เมื่อแพทย์ตัดสินใจจะผ่าตัดชิ้นเนื้อออกคุณสุภาพสตรีควรจะถามแพทย์ดังนี้

-คาดว่าผลชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร
-ผ่าตัดนานแค่ไหน ใช้ยาสลบหรือไม่ เจ็บหรือไม่
-เมื่อไรจะทราบผลชิ้นเนื้อ
-ถ้าผลเป็นมะเร็งจะรักษากับใครดี
หากผลชิ้นเนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อร้าย
โรคที่เป็นสาเหตุของก้อนที่เต้านมชนิดที่ไม่ใช่มะเร็งที่พบบ่อยๆได้แก่
1 Fibrocystic change เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดไม่เป็นมะเร็ง ก้อนนี้เกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมนทำให้มีถุงน้ำ มักจะมีอาการปวดบริเวณก้อนก่อนมีประจำเดือน มักจะเป็นตอนอายุ 30-50 ปีมักจะเป็นสองข้างของเต้านม มีหลายขนาด ตำแหน่งที่พบคือบริเวณรักแร้ ก้อนนี้ขยับไปมาได้ เมื่อวัยทองก้อนนี้จะหายไป หากเป็นโรคนี้ไม่ต้องรักษา
2 Fibroadenomas มักจะเกิดในช่วงอายุ 20-40 ปีไม่ปวด ก้อนเคลื่อนไปมา การรักษาผ่าเอาออก
3 Traumatic fat necrosis เกิดจากการที่เต้านมได้รับการกระแทกและมีเลือดออกในเต้านม มักเกิดในคนที่มีเต้าโต บางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว ไขมันเกิดการอักเสบรวมกันเป็นก้อนซึ่งอาจจะปวดหรือไม่ก็ได้
ก้อนทั้งหมดจะไม่กลายเป็นมะเร็ง
จะทำอย่างไรเมื่อผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง
พยาธิแพทย์จะบอกผลชิ้นเนื้อว่ามะเร็งนั้นอยู่เฉพาะที่ยังไม่แพร่กระจาย [ non invasive ] หรือลุกลาม [ invasive] อาจมีการส่งตรวจพิเศษ โดยการทำ hormone receptor test เพื่อช่วยวางแผนการรักษา

หลังจากทราบผลชิ้นเนื้อว่าเป็นมะเร็งยังมีเวลาอีกหลายสัปดาห์ที่จะปรึกษาแพทย์ถึงแผนการรักษา ท่านควรถามบางคำถามกับแพทย์ของท่าน
-ผลชิ้นเนื้อเป็นชนิดไหน และเป็นระยะไหน
-จะให้พยาธิแพทย์อ่านซ้ำจะได้หรือไม่เพราะอะไร
-โอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายมีมากหรือไม่
-ได้ตรวจ progesterone receptor หรือไม่ผลเป็นอย่างไร
-จะต้องตรวจอย่างอื่นอีกหรือไม่
-จะใช้วิธีไหนรักษา
-ข้อดีของการรักษาแต่ละอย่าง
-ปัจจัยเสี่ยง และผลข้างเคียงของกางรักษาแต่ละอย่าง
-มีการรักษาหรือทดลองใหม่ๆที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหรือไม่
วิธีการรักษา

สมัยก่อนจะทำการรักษาโดยการตัดชิ้นเนื้อตรวจดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่หากเป็นมะเร็งก็ตัดเต้านมออกเพราะเชื่อว่าการรอเวลาจะทำให้มะเร็งแพร่กระจาย แต่จากการศึกษาพบว่าการรักษาที่เหมาะสมจะทำ 2 ขั้นตอนโดยการตัดชิ้นเนือออกไปตรวจเป็นบางส่วนหากผลออกมาเป็นมะเร็งจึงค่อยนัดมาผ่าตัดเต้านมออก

1. การผ่าตัด
ท่านควรดูแลตัวอย่างไรบ้างหากเกิด Lymphedema
-ยกของหรือกระเป๋าด้วยแขนอีกข้าง
-ระวังผิวไหม้จากแดดเผา
-เจาะเลือด วัดความดันโลหิต หรือให้เคมีบำบัด ที่แขนอีกข้าง
-ห้ามโกนขนรักแร้ ระวังเกิดแผล
-ถ้าเกิดบาดแผลให้รีบล้างและใส่ยาปฏิชีวนะแล้วรีบปรึกษาแพทย์
-ให้สวมถุงมือเวลาทำสวนหรือสัมผัสสารเคมีที่ระคายเคือง
-ห้ามใส่เครื่องประดับแขนข้างขั้น
ก่อนการผ่าตัดควรถามแพทย์ผู้รักษาดังต่อไปนี้
-จะผ่าตัดชนิดไหน
-จะเตรียมตัวผ่าตัดอย่างไร
-จะตัดเต้านมบางส่วนร่วมกับรังสีรักษาได้หรือไม่
-ต้องตัดต่อมน้ำเหลืองด้วยหรือไม่
-จะมีแผลเป็นหรือไม่ แผลน่าเกลียดหรือไม่
-ถ้าจะทำศัลยกรรมตกแต่งจะทำได้หรือไม่
-จะออกกำลังกายได้หรือไม่
2. Radiation therapy ใช้รังสีเพื่อฆ่าหรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยทั่วไปให้ 5 วันต่อสัปดาห์ติดต่อกัน 5-6 สัปดาห์ บางครั้งอาจให้รังสีรักษา เคมีบำบัด หรือให้ฮอร์โมนก่อนการผ่าตัดเพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง ง่ายต่อการผ่าตัด
ก่อนรับการรักษาด้วยรังสีรักษาคุณควรรู้อะไรบ้าง
-จำเป็นต้องให้รังสีรักษาหรือไม่
-ปัจจัยเสี่ยงหรือผลข้างเคียงของการรักษา
-จะเริ่มรักษา และสิ้นสุดเมื่อไร
-จะมีสภาพอย่างไรขณะรักษา
-จะดูแลตัวเองอย่างไรขณะรักษา
-สภาพเต้านมจะเป็นอย่างไร
-โอกาสจะเป็นมะเร็งอีกครั้งมีหรือไม่
3. Chemotherapy เคมีบำบัด ใช้ยาฆ่ามะเร็งอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน มักจะให้ระยะหนึ่งแล้วหยุดจุดประสงค์ของการให้คือ
-เพื่อป้องกันมะเร็งกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด
-ลดขนาดของก้อนมะเร็งก่อนผ่าตัด
-เพื่อควบคุมโรคในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่อวัยวะอื่น
4. Hormone therapy ให้ฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจะใช้ในรายที่ให้ผลบวกต่อ estrogen หรือ progesterone receptor


วิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
ก่อนการตรวจมะเร็งเต้านมท่านจะต้องทราบว่าขนาดและลักษณะเต้านมจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางคนขนาดจะโตขึ้นและแข็งขึ้นก่อนมีประจำเดือน เมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดขนาดเต้านมก็จะโตขึ้น หลังจากเข้าสู่วัยทองขนาดเต้านมจะเล็กลง แต่บางคนอาจจะแข็งตลอดเวลาที่มีประจำเดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจคือ 5-7 วันหลังประจำเดือนวันสุดท้าย เนื่องจากช่วงนี้เต้านมจะอ่อนนุ่ม ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนตรวจตามความสะดวก มีวิธีการตรวจได้ 3 วิธี


ให้ตรวจดูเต้านมของท่านอย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งในห้องนอนและขณะอาบน้ำ ควรจะใช้มือทำความสะอาดแทนการใช้ฟองน้ำ หากสังเกตหรือสงสัยว่าผิดปกติควรจะปรึกษาแพทย์

ตรวจหน้ากระจก ยืนปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย แล้วยกมือขึ้นประสานกันเหนือศีรษะเพื่อเปรียบเทียบ ขนาดของเต้านมสองข้าง มีการบิดเบี้ยวของหัวนมหรือไม่ ผิวเต้านมเรียบดีหรือไม่ถ้ามีรอยบุ๋มจะเป็นความผิดปกติ จากนั้นก้มลงเอามือจับบริเวณเข่าให้นมห้อย แล้ใช้มือบีบหัวนมว่ามีสิ่งผิดปกติไหลออกมาหรือไม่

ตรวจในท่านอนราบ นอนในท่าสบายยกแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะเพื่อทำให้เต้านมแบน ใช้นิ้วชี้ กลาง และนิ้วนางคลำ ไม่ใช่บีบ เริ่มจากรอบหัวนมและขยายวงจนทั่วเต้านม ถ้าเจอก้อนถือว่าผิดปกติ

การคลำก็สามารถคลำในขณะยืน คลำให้ทั้งเต้าทั้งสองข้างและคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแรด้วย


หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2551 2:15:14 น.
Counter : 211 Pageviews.  

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ



สาเหตุ

กระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้น เป็นการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ จากเชื้อ แบคทีเรีย
เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักเป็นเชื้อโรคที่อาศัยอยู่บริเวณ
ปลายของท่อปัสสาวะ และจะเป็นที่ใกล้กับทวารหนักด้วย...
โรคนี้จะพบได้บ่อยใน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และ
อยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของ
ผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย...
ผู้หญิงแทบทุกคนนั้น มีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้ ไม่ว่าเด็ก และผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ
จะพบได้บ่อยมากในผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะไว้นานๆ และดื่มน้ำน้อย
เพราะฉะนั้นทางที่ดี หากจะต้องเดินทางไกล ควรจะหาทางเข้าห้องน้ำห้องท่า
ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง หรือการทำงานบางอย่างเป็นระยะเวลานานๆ
ก็ควรจะหาโอกาสเข้าห้องน้ำซัก1-2 ครั้ง
ซึ่งปัจจุบันนี้ห้องน้ำหรือสุขาก็หาได้ไม่ยากนัก ตามถนนหรือเส้นทางที่มีรถผ่านประจำ
มักจะมีห้องน้ำของปั๊มน้ำมันไว้บริการ สะอาดน้อยบ้างมากบ้างแล้วแต่สถานที่
ผู้เขียนเองหลังจากเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบคราวนั้น ก็มักจะหาโอกาสเข้าห้องน้ำ
ให้ได้ ถ้าปวดท้องปัสสาวะมากๆ เพราะฉะนั้นเมื่อต้องเดินทางไกล ห้องน้ำของปั๊ม
น้ำมันต่างๆ ก็แทบจะได้สำรวจมาแล้วแทบทุกปั๊ม
--------------------------------------------------
อาการ
1. ปัสสาวะกะปริดกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง)
2. ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้
3. ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีมักจะใส แต่บางคนก็อาจจะปัสสาวะสีขุ่น
หรือมีเลือดปนได้ หลังจากที่อั้นปัสสาวะไว้นานๆ
4. ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
5. รู้สึกปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ
6. อาจมีไข้ได้ในบางราย
การวินิจฉัย

โดยการตรวจจากอาการดังกล่าว ร่วมกับการตรวจปัสสาวะ
จะพบเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง หรือเก็บปัสสาวะส่งตรวจการเพาะเชื้อ

อาการแทรกซ้อน

ส่วนมากมักจะไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรง แต่บางคนอาจะเป็นๆ หายๆ
เรื้อรัง ซึ่งถ้าไม่ได้รักการรักษา อาจจะลุกลามทำให้กลายเป็น กรวยไตอักเสบ
ซึ่งอาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฎิชีวนะทางเส้นเลือด

การรักษา

1. รับประทานยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์
การรับประทานยาปฏิชีวนะนั้นสำคัญที่สุด คือการรับประทานยาให้ครบจนหมด
ตามที่แพทย์สั่ง อย่าคิดว่าอาการหายแล้ว ไม่ต้องกินต่อก็ได้ ซึ่งนั่นจะเป็นสาเหตุ
ที่ทำให้เชื้อดื้อยา เมื่อเกิดอาการติดเชื้อขึ้นอีก อาจจะต้องเปลี่ยนยาที่แรง และ
แพงมากขึ้น
2. ถ้าปวดท้องมาก แพทย์อาจจะให้ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการ

ตัวอย่างรายการยารักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
-ให้ทานยา norfloxacin 400mg 1เม็ดวันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 5 วันค่ะ หากจะซื้อยาทานเองแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านและเล่ารายละเอียดให้ฟังมากกว่านี้
- Urispas ตัวยาคือ flavoxate เป็นยาเม็ดขนาด 100 และ 200 มิลลิกรัม
เป็นยา antispasmodics ช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ และช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะยาก ทำให้ลดความเจ็บปวดเวลาปัสสาวะและไม่ปัสสาวะกะปริบกะปรอย
ขนาดรับประทานในผู้ใหญ่: ยาเม็ดขนาด 100-200 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง ตามแพทย์สั่ง โดยอาจ
รับประทานพร้อมอาหารหรือพร้อมนมเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร


ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์
-http://www.thaitrip4u.com/Healthy/STH08.asp?QID=386
-http://drug.pharmacy.psu.ac.th/Question.asp?ID=9785&gid=7




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2551    
Last Update : 1 มิถุนายน 2551 22:14:52 น.
Counter : 12216 Pageviews.  


nupha45
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





Friends' blogs
[Add nupha45's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.