เกลียดจริง ๆ คนไม่จริงใจ
 
2. สัญญาณข้อมูล

1. ชนิดของสัญญาณข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น



สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น





2. การส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม

การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้





รูปแสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น


การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)

จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป




ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)


ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

จากภาพแสดงการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส ผู้ส่งทำการส่งบิตติดต่อกันยาว ๆ ถ้าผู้ส่งต้องการแบ่งช่วงกลุ่มข้อมูลก็ส่งกลุ่มบิต 0 หรือ 1 เพื่อแสดงสถานะว่าง เมื่อแต่บิตมาถึงผู้รับ ผู้ัรับจะนับจำนวนบิตแล้วจับกลุ่มของบิตให้เป็นไบต์ที่มี 8 บิต
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์

ที่มา http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm



แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก


Create Date : 11 มิถุนายน 2552
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 10:20:29 น. 151 comments
Counter : Pageviews.

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354


โดย: นายพงษ์ระวี รีชัยวิจิตรกุล ม22 อังคารเช้า IP: 192.168.1.111, 124.157.230.25 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:14:05:35 น.  

 
[แก้] ความสัมพันธ์ของสัญญาณอะนาลอก ดิจิตอล และตัวแปลงสัญญาณ
สัญญาอะนาลอก (Analog) และสัญญาณดิจิตอล (Digital)ทั้งสองสัญญาณ เกี่ยวข้องกับตัวแปลงสัญญาณ (Transducer)การเชื่อมต่อระบบอนาลอกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จะต้องมีตัวกลางใน การแปลงเปลี่ยนจากAnalogให้เป็นสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า“ทรานส์ดิวเซอร์”(Transducer) การแปลงสัญญาณกลับไปกลับมาระหว่างสัญญาณ Analog และ Digital อาศัย "ตัวเปลี่ยนสัญญาณข้อมูล Converter"

การแปลงสัญญาณมี 2 วิธีคือ

การแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอล
การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาลอก

[แก้] การแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอล
Analog to Digital Converter (A/D)ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลที่มนุษย์รับรู้ สัมผัสได้ เป็นข้อมูลทางไฟฟ้า เพื่อป้อนเข้าสู่การประมวลผล จึงเป็นขบวนการหนึ่งของการรับข้อมูล (Input Unit)เป็นกระบวนการอีเลคโทรนิคส์ ที่สัญญาแปรผันต่อเนื่อง (analog) ได้รับการแปลงให้เป็นสัญญาณดิจิตอล โดยไม่มีการลบข้อมูลสำคัญผลลัพธ์ของ ADC มีลักษณะตรงข้าม คือ กำหนดระดับหรือสถานะ ตัวเลขของสถานะมักจะเป็นการยกกำลังของ 2 คือ 2, 4, 8, 16 เป็นต้น สัญญาณดิจิตอลพื้นฐานมี 2 สถานะและเรียกว่า binary ตัวเลขทั้งหมดสามารถแสดงในรูปของไบนารี ในฐานะข้อความของ หนึ่งและศูนย์

วงจรที่ใช้ในการแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอลมีมากมายหลายชนิด โดยทั่วไปแล้ววงจรแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอล (A/D converters) มีใช้งานอยู่ประมาณ 7 ชนิดคือ

Parallel Comparator, Simultaneous, หรือ Flash A/D converter
Single – Ramp หรือ Single – Slope A/D converter
Dual – Slope A/D converter
Charge balance A/D converter
A/D converters using Counters and D/A converters
Tracking A/D converters
Successive – Approximation A/D converters

[แก้] Counting Converter
เป็นการแปลงสัญญาณอนาล็อก เป็นสัญญาณดิจิตอล โดยใช้อัลกอริทึม การนับค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วนำผลที่ได้จากการนับไปเปรียบเทียบกับค่าที่ต้องการที่ตั้งไว้ การแปลงสัญญาณอนาล็อก เป็นสัญญาณดิจิตอล มีประโยชน์มากในการควบคุมอุปกรณ์สวิตชิ่ง ซึ่งมีลักษณะการแปลงสัญญาณได้หลายวิธี แต่ละวิธีจะมีอัลกอริทึม ความรวดเร็วในการทำงาน และการใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างกันด้วย





[แก้] ข้อบ่งเฉพาะของการแปลงสัญญาณ A/D (A/D SPECIFICATIONS)
ข้อบ่งเฉพาะจะบอกถึงขีดความสามารถของ converter โดยทั่วไปแล้วจะมีอยู่หลายคำ เช่น ความแม่นยำ,ความเที่ยงตรง และความเที่ยงตรงเป็นเส้นตรง ซึ่งค่าเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละวงจร แต่มีข้อบ่งเฉพาะอีกข้อหนึ่งที่ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะของวงจรคือ ค่าผิดพลาดระหว่างค่าจริงของสัญญาณอะนาลอก กับค่าของดิจิตอลที่ใช้แทนค่า (ค่าของ Output ของ A/D converter) ซึ่งเรียกว่า Quantizing error จะมีค่าอยู่ประมาณ +1/2 digit ต่ำสุด (LSB)ของการแปลงสัญญาณซึ่งก็เป็นการบ่งถึงความแม่นยำได้อีกทางหนึ่งด้วยค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญอีกตัวหนึ่งสำหรับ A/D converter คือ conversiontime หรือค่าเวลาสำหรับการแปลงสัญญาณ ซึ่งมีช่วงเวลาอยู่ประมาณ 10-9 วินาที ถึง 10-3 วินาที ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของconverterและจำนวน bit รังสิมันต์ ไชยชนะ [บอมบ์] rangsimon-bom@hotmail.com


[แก้] การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาลอก
Digital to Analog Converter (D/A) ทำหน้าที่แปลงข้อมูลผลลัพธ์จากการประมวลผลเป็นสัญญาณไฟฟ้า ให้เป็นสัญญาณที่มนุษย์รับรู้ได้ สัมผัสได้ เป็นการแสดงผลข้อมูล (Output Unit)digital-to-analog conversion เป็นกระบวนการซึ่งสัญญาณมีการกำหนดระดับ หรือสถานะจำนวนหนึ่ง ( ปกติ คือ 2 สถานะ) หรือสัญญาณดิจิตอล ให้เป็นสัญญาณที่ไม่จำกัดจำนวนของสถานะ หรือสัญญาณอนาลอก ตัวอย่าง กระบวนการของโมเด็มในการแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ เป็นความถี่เสียง ให้สามารถส่งผ่านสายโทรศัพท์ twisted pair ในวงจรที่ทำงานให้กับฟังก์ชันนี้ เรียกว่า digital-to-analog converter (DAC) โดยพื้นฐาน digital-to-analog conversion ตรงข้ามกับ analog-to-analog conversion ถ้า analog-to-analog converter (ADC) วางอยู่ในวงจรการสื่อสารต่อจาก DAC สัญญาณดิจิตอลส่งออก จะตรงกับสัญญาณดิจิตอลนำเข้า ในกรณีที่ DAC วางอยู่ในวงจรต่อจาก ADC สัญญาณอะนาล๊อกส่งออกจะเป็นตรงกับสัญญาณอะนาล๊อกนำเข้าสัญญาณดิจิตอล แบบ binary จะปรากฏเป็นข้อความขนาดยาว ของ 1 และ 0 ซึ่งจะไม่มีความหมายต่อการอ่าน แต่เมื่อ DAC ใช้ถอดรหัสสัญญาณดิจิตอลแบบ binary จึงปรากฏผลลัพธ์ที่มีความหมาย ซึ่งอาจจะเป็น เสียง ภาพ เสียงดนตรี และกลไกการเคลื่อน

วงจรแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาลอกมี 2 ลักษณะดังนี้

แบบรวมกระแส (weighted -resistor)
โครงข่ายแบบ R-2R (R-2R network)

[แก้] แบบรวมกระแส (weighted -resistor)
คุณลักษณะของ D/A แบบรวมกระแส

จะต้องมีตัวต้านทานทุกอินพุทของสัญญาณดิจิตอล
ตัวต้านทานนี้อินพุทของทุกบิทจะมีค่าเท่ากับเอาต์พุตของระดับดิจิตอลสูงสุด
แรงเคลื่อนที่เอาต์พุตเต็มสเกลจะมีค่าเท่ากับเอาต์พุตของระดับดิจิตอลสูงสุด
LSB จะมีน้ำหนักเป็น1/(2n-1) เมื่อ n เป็นจำนวนบิทที่อินพุท
เมื่อ LSB เปลี่ยนแปลงแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เอาต์พุตจะเปลี่ยนไป 1/(2n-1) เมื่อ V เป็นระดับสัญญาณ
ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki


โดย: นายพงษ์ระวี รีชัยวิจิตรกุล ม22 อังคารเช้า IP: 192.168.1.111, 124.157.230.25 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:14:11:40 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html






โดย: นางสาววิภาวี พลวี ( หมู่ 08 พฤ เช้า ) IP: 125.26.168.206 วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:20:36:17 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819


โดย: นางสาวเกศรินทร์ ไชยปัญญา หมู่( 08 พฤ เช้า) IP: 172.29.85.71, 58.137.131.62 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:18:26:45 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.08 พฤ. เช้า ) IP: 172.29.85.2, 58.137.131.62 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:27:32 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital


โดย: น.ส. วริศรา ทิมแดง (ม.08 พฤ. เช้า ) IP: 172.29.85.2, 58.137.131.62 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:34:26 น.  

 
2.1

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย

2.2

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


โดย: นางสาวเจนจิรา จุตตะโน หมู่ 8 พฤหัส(เช้า) รหัส 52040302126 IP: 1.1.1.236, 58.137.131.62 วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:19:31:33 น.  

 
ข้อ 1 การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม
การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ที่มา http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

ข้อ 2 1. สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง

ที่ทุก ๆ ค่าเปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมี

ความหมาย สัญญาณถูกรบกวนได้ง่าย ทำให้มีการ

แปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า สัญญาณ

อะนาล็อกส่วนมากใช้อยู่ในระบบทรศัพท์
2. สัญญาณดิจิตอล จะเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง

ประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือ

สัญญาณระดับสูงสุด และสัญญาณระดับต่ำสุด

เป็นแบบเลขไบนารี่ 1 และ 0 จะมีประสิทธิภาพ

และความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอะนาล็อก สัญญาณ

ดิจิตอลจะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการ

ทำงานและติดต่อสื่อสารกัน



ที่มา http://74.125.153.132/search?q=cache:HqPvueqYinsJ:images.kikkokjung.multiply.com/attachment/0/SKPnPQoKCmoAADGdUmc1/%E0%B8%AA%E0%cd=42&hl=th&ct=clnk&gl=th


โดย: นางสาว ปาริสา แคนหนอง 52040332140 หมู่ 15 ศุกร์ (เช้า) IP: 125.26.237.81 วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:48:03 น.  

 
ข้อ 1ขนาน ส่งพร้อมกันได้หลายบิตในเวลาเดียวกัน ใช้สายหลายเส้น 1 เส้นส่ง 1 bit
อนุกรม ส่งต่อเนื่องทีละบิต
ข้อดี การส่งแบบขนาน ส่งข้อมูลมาก, การส่งแบบอนุกรม เหมาะส่งไกลๆ โอกาส Error น้อยกว่า
ข้อเสีย แบบขนาน สายส่งราคาแพง ใช้สายมาก , แบบอนุกรม ส่งข้อมูลได้น้อย ส่งช้า


ที่มา http://74.125.153.132/search?q=cache:R-qksz3uatwJ:www.ronnagorn.com/dcm/4.ppt+%E0%BB8%A1&cd=15&hl=th&ct=clnk&gl=th

ข้อ 2 Analog เราจะหมายถึงสัญญาณทั่วๆไป ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้ามากกว่า 2 ระดับ
เช่น สัญญาณเสียงที่ออกมาทางช่อง Line Out ของ Sound Card
หรือ สัญญาณ Video ที่ออกมาทางช่อง Video Out ที่ต่อออกไปที่ TV

ส่วนสัญญาณ Digital จะหมายถึงสัญญาณ ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าเพียง 2 ระดับ
เราจะเรียกว่า สัญญาณ 0 กับ 1 หรือ Logic 0 กับ 1

ที่มา http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/tech/hardware/topic/HM1097636.html


โดย: นางสาว อนุสรา แคนหนอง 52040332139 หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า IP: 125.26.237.81 วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:56:42 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
= การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354





โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก หมู1(พิเศษ)พฤหัส (ค่ำ) IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:20:04 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
= สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal)
หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

2. การส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม

การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

แสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)

จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส ผู้ส่งทำการส่งบิตติดต่อกันยาว ๆ ถ้าผู้ส่งต้องการแบ่งช่วงกลุ่มข้อมูลก็ส่งกลุ่มบิต 0 หรือ 1 เพื่อแสดงสถานะว่าง เมื่อแต่บิตมาถึงผู้รับ ผู้ัรับจะนับจำนวนบิตแล้วจับกลุ่มของบิตให้เป็นไบต์ที่มี 8 บิต
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์

ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm




โดย: นางสาว อุไรวรรณ หาญศึก หมู1(พิเศษ)พฤหัส (ค่ำ) IP: 113.53.166.202 วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:25:49 น.  

 
สัญญาณที่ส่งผ่านทางช่องทางการสื่อการ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะ
เป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง



เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัสที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)
การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก
ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย


ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่

การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous data transmission) และ
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous data transmission)
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มักจะใช้กับเทอร์มินัลธรรมดา (dumb terminal) ไว้สำหรับรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์แม่และแสดงผลที่จอ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ การส่งข้อมูลแบบนี้มักจะมีอัตราในการรับส่งข้อมูลที่แน่นอนมีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที (bit per second) เมื่ออุปกรณ์อะซิงโครนัสจะส่งข้อมูล 1 ไบต์ ก็จะส่งบิตเริ่มต้น (start bit) ก่อน ซึ่งมักจะเป็น "0"
และตามด้วยข้อมูลทั้ง 8 บิตใน 1 ไบต์ แล้วจึงจะส่งบิตหยุด (stop bit) ซึ่งมักจะเป็น "1" บิตทั้งหมดนี้
จะรวมกันเป็น 10 บิต ในการส่งข้อมูลเรียงตามลำดับดังนี้ 1 บิตเริ่มต้น 7 บิตข้อมูล (data bit) 1 บิต
ภาวะเสมอมูล และ 1 บิตหยุด กระบวนการเหล่านี้จะห่างกัน 1 วินาที ที่จะส่งข้อมูลชุดต่อไป ซึ่งก็หมายถึงว่าเมื่อคอมพิวเตอร์แม่ได้รับบิตเริ่มต้น ก็คาดหวังว่าจะได้รับอีก 9 บิตภายในเวลา 1 วินาที


ในระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับเวลาว่าเมื่อไรบิตต่อไปจะมาถึง ถ้าไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ การส่งข้อมูลก็จะล้มเหลว ระบบนี้เหมาะในการส่งอักขระจากเทอร์มินัลมายังคอมพิวเตอร์แม่ทันที เคาะแป้นพิมพ์ของเทอร์มินัลก็จะรู้ทันทีว่าจะต้องส่งไบต์ใดโดยเติมบิตเริ่มต้นและบิตหยุดที่หัวและท้ายของข้อมูลไบต์นั้น ตามลำดับให้ครบ 10 บิตที่จะส่ง ในการส่งข้อมูลอัตราการส่งข้อมูลอาจจะเป็น 110, 300, 1,200, 2,400, 4,800, 9,600, 19,200 บิตต่อวินาที โดยที่ทางด้านส่งและด้านรับจะต้องมีการตั้งค่าความเร็วให้เท่ากัน
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส จะไม่ใช้บิตเริ่มต้นและบิตหยุด จะไม่มีการการหยุดชั่วขณะระหว่างอักขระ จะใช้วิธีให้จังหวะเวลาทั้งสองทางที่ติดต่อกัน มีอยู่สองวิธีที่ปฏิบัติคือ ใช้อักขระซิงก์ (sinc character)
หรือใช้สัญญาณนาฬิกา (clock singal) การใช้อักขระซิงก์ไว้หน้าบล็อก (block) ของอักขระที่ใหญ่ โดยการใส่อักขระซิงก์ไว้หน้าบล็อกของข้อมูลอักขระซิงก์นี้เป็นบิตจำนวนหนึ่งที่ทางอุปกรณ์เครื่องรับสามารถใช
้ในการกำหนดอัตราเร็วของข้อมูลให้ตรงกับทางอุปกรณ์เครื่องส่ง การใช้สัญญาณนาฬิกาของด้านส่ง และสัญญาณนาฬิกาของด้านรับจะใช้คนละสายหรือคนละช่องสัญญาณในการส่งข่าวสารเกี่ยวกับเวลาของ
ข้อมูลที่จะส่ง โดยทั่วไปการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสจะทำงานภายใต้การควบคุมของโปรโตคอลในระบบนั้น ๆ และนิยมใช้กับเทอร์มินัลฉลาดและเทอร์มินัลอัจฉริยะ
การส่งข้อมูลจะนำข้อมูล 1 ไบท์ มาส่งออกไปตามสายไฟฟ้าเรียงกันไปจนครบ 8 บิท ซึ่งเท่ากับ 1 ตัวอักษร
ข้อดี คือ สามารถส่งได้ระยะทางไกลมากกว่า Parallel Tranmission
ข้อเสีย คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลมีจำกัด ต้องคำนึงถึงรายละเอียดในการรับส่งข้อมูล

http://61.19.44.123/E-learning/communication/1/signal.html

ลักษณะของสัญญาณที่ใช้ในการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูล หรือข่าวสารต่าง ๆ สามารถทำได้ 2 ลักษณะดังนี้
การส่งสัญญาณแบบอนาลอก (Analog Transmission)
การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะไม่คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในสัญญาณเลย โดยสัญญาณจะแทนข้อมูล อนาลอก เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น ซึ่งสัญญาณอนาลอกที่ส่งออกไปนั้นเมื่อระยะห่างออกไปสัญญาณก็จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทำให้สัญญาณไม่ค่อยดี ดังนั้นเมื่อระยะห่างไกลออกไปสามารถแก้ไขได้โดยใช้เครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) แต่ก็มีผลทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ขึ้น ยิ่งระยะไกลมากขึ้นสัญญาณรบกวนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยใช้เครื่องกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกไป

การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Transmission)
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะใช้เมื่อต้องการข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสนใจรายละเอียดทุกอย่างที่บรรจุมากับสัญญาณ ในทำนองเดียวกันกับการส่งสัญญาณแบบอนาลอก กล่าวคือ เมื่อระยะทางในการส่งมากขึ้น สัญญาณดิจิตอลก็จะจางลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้อุปกรณ์ทำสัญญาณซ้ำ หรือรีพีตเตอร์ (Repeater) ปัจจุบันการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทสูงในการสื่อสารข้อมูล เนื่องจากให้ความถูกต้องชัดเจนของข้อมูลสูง และส่งได้ในระยะไกลด้วย สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้ง่ายด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณจากคอมพิวเตอร์อยู่ในรูปของดิจิตอลนั่นเองแต่เดิมนั้นถ้าหากระยะทางในการสื่อสารไกลมักจะใช้สัญญาณแบบอนาลอกเสียส่วนใหญ่ เช่น โทรศัพท์, โทรเลข เป็นต้น

http://www.geocities.com/comsci47_suandusit/Network/transmission.html


โดย: นางสาวอรนิดา วรินทรา ม. 15 ศ.เช้า IP: 192.168.1.103, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:10:59 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html




โดย: นางสาววิภายี กลางหล้า ม. 15 ศุกร์เช้า IP: 192.168.1.102, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:25:08 น.  

 
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html





โดย: นางสาว ธัญธิตา แก้วมีศรี ม. 15 ศุกร์เช้า 52041151239 IP: 192.168.1.104, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:40:33 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital





โดย: นส.บลสิการ ดอนโสภา หมู่15 ศุกร์เช้า รหัส 52041151217 IP: 192.168.1.115, 125.26.167.254 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:37:23 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

ตอบข้อ2.1
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html



โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01 (พเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.83.148 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:47:36 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบข้อ2.2
1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital





โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01 (พเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.83.148 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:48:40 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบข้อ2.1
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบข้อ 2.2
1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital







โดย: นางสาวสุทธิดา ยาโย หมู่ 01(พิเศษ) 52240210217 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:16:55:23 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html


โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์52240210209หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำสาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:31:24 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ตอบ 1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital







โดย: นายบดินทร์ แก้วมีศรี หมู่ 01 (พเศษ) 52240210214 สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.83.148 วันที่: 13 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:48:40 น.







2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบข้อ2.1
1. การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรมหรือเรียงลำดับ (Serial Transmission) การส่งข้อมูลแบบนี้จะถูกส่งออกไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป

2. การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งแบบขนานนี้จะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต ไปพร้อม ๆ กัน

ที่มา
http://www.geocities.com/supachai_bang/ex4.html


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบข้อ 2.2
1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital








โดย: โดยน.ส อังคณา สุทธิแพทย์52240210209หมู่01(พิเศษ)พฤ.ค่ำสาขา สาธารณสุขศาสตร์ IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 IP: 119.42.82.8 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:33:18 น.  

 
2.1 การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

http://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010715_

การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม
การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้





รูปแสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น


http://www.atom.rmutphysics.com/charud/scibook/computer/network/net_datacom3.htm


โดย: นางสาวอรธิรา บัวลา หมู่ 29 พุธเช้า คาบ 2-5 รหัส 52040501332 เมล์ manay_manay@hotmail.com IP: 172.24.15.47, 202.29.5.62 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:33:04 น.  

 
2. สัญญาณอานาลอก( Analog signal) มีลักษณะที่ต่อเนื่องที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสาทเช่นเสียงที่เราได้ยินที่ออกจากลำโพงวิทยุ หรือโทรทัศน์ ส่วนสัญญาณดิจิตอลนั้นเป็นสัญญาณที่มีเพียงสองสถานะคือ จริง หรือ เท็จ และรวมกันเข้าเป็นระหัสสำหรับติดต่อกันระหว่างเครื่องมืออเล็กทรอนิกส์เช่นระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือคอมพิวเตอร์ที่รับส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เนตก็ติดต่อกันในรูปสัญญาณดิจิตอล ส่วนเสียงที่เราได้ยินทางลำโพงคอมพิวเตอร์นั้นก็เกิดจากการแปลงระหัสจากสัญญาณดิจิตอลมาเป็นสัญญารอานาลอกก่อนแล้วจึงแปลงมาเป็นสัญญาณเสียงด้วยลำโพง

เครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กโทรนิกส์รุ่นเริ่มต้นของการสื่อสารทางไกลนั้นที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็น่าจะเป็นวิทยุ(Radio) การส่งสารจากผู้ส่งสารของเคริ่องวิทยุจะใช้คลื่นแม่หล็กไฟฟ้าเป็นตัวพาเสียงของผู้พูดไปยังผู้ฟังโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงความถี่ที่เรียกว่าคลื่นวิทยุ(Radio wave) ในคลื่นวิทยุยังแบ่งประเภทของวิทยุเองออกเป็นตามช่วงความยาวคลื่นที่เรื่องรับวิทยุนั้นใช้งานอยู่ได้แก่ เครื่องรับคลื่นสั้น(short wave radio) เครื่องรับคลื่นกลาง(medium wave radio) เครื่องรับคลื่นยาว (Long wave radio) แต่การเรียกตามลักษณะความยาวคลื่นนั้นไม่เป็นที่รู้จักของผู้ฟังทั่วไป และการแบ่งประเภทของเครื่องวิทยุตามวิธีการปรุงคลื่น( modulation)ระหว่างคลื่นเสียงกับคลื่นวิทยุโดยแบ่งเป็นเครื่องวิทยุเอเอม (Amplitude Modulation) และเครื่องวิทยุเอฟเอม ( Frequency Modulation) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายของผู้ฟังที่จะพบทั่วไปตามหน้าปัดเครื่องรับวิทยุจะแสดงตัวเลขความถี่ของสถานีที่มีให้เลือกว่าจะฟังสถานีส่งวิทยุระบบ เอเอม หรือ เอฟเอม โดยทั้งสองระบบนี้มีคุณลักษณะของการแพร่กระจายคลื่นที่แตกต่างกันหรือแม้กระทั้งการจัดรายการของนักจัดรายการก็ยังค่อนข้างจะแตกต่างกันอาจเป็นเพราะคุณภาพของเสียงที่ไปถึงผู้ฟังมีความแตกต่างกัน โดยวิทยุเอฟเอมจะมีความสมบูณร์ของคลื่นเสียงมากกว่าระบบเอเอมแต่วิทยุเอเอมจะส่งคลื่นไปถึงผู้ฟังที่อยู่ไกลกว่า ระบบการส่งคลื่นวิทยุ


http://www.thumhome.com/Radio.htm


การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล หรือ ที่เรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า ดีเอสพี (DSP - digital signal processing) เป็นการศึกษาการประมวลผลสัญญาณที่อยู่ในรูปดิจิทัล (digital)

โดยทั่วๆ ไป การประมวลผลสัญญาณ อาจแบ่งได้ตาม:

รูปแบบของตัวแทนสัญญาณ : การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (digital signal processing) และ การประมวลผลสัญญาณแอนะล็อก (analog signal processing)
คุณสมบัติของสัญญาณ : การประมวลผลสัญญาณไม่สุ่ม (deterministic signal processing) และ การประมวลผลสัญญาณสุ่ม (stochastic/statistical signal processing)
ลักษณะการประมวลสัญญาณ : เชิงเส้น (linear signal processing) และ ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear signal processing)
และ อื่นๆ ที่แบ่งตามคุณลักษณะเฉพาะของสัญญาณ หรือ ลักษณะเฉพาะของการประมวลผล เช่น adaptive signal processing, mutlirate/multiresolution signal processing, chaotic signal processing ฯลฯ
ดีเอสพีนี้อาจแบ่งออกได้เป็นในส่วนของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ หรือตามการประยุกต์เป็น การประมวลผลสัญญาณเสียง (audio signal processing) การประมวลผลภาพดิจิทัล (digital image processing) และ การประมวลผลคำพูด (speech processing)

ถึงแม้ว่าในดีเอสพีนั้น สัญญาณที่เราพิจารณากันจะเป็นดิจิทัล แต่โดยทั่วไปสัญญาณเหล่านี้จากแหล่งกำเนิด จะอยู่ในรูปเดิมที่เป็นแอนะล็อก การได้มาซึ่งสัญญาณดิจิทัลซึ่งเป็นตัวแทนสัญญาณแอนะล็อกที่เราสนใจนี้ จะต้องผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัล (Analog-to-Digital Conversion - ADC) หรือการดิจิไทซ์ (digitization) ซึ่งประกอบด้วยการสุ่มตัวอย่าง (sampling) (อย่าสับสนกับคำว่า สุ่ม ที่มาจาก random หรือ stochastic) และการควอนไทซ์ (quantization) ให้อยู่ในรูปดิจิทัลก่อนที่จะทำการประมวลผลต่อไป


http://th.wikipedia.org/wiki


โดย: นางสาวอรธิรา บัวลา หมู่ 29 พุธเช้า คาบ 2-5 รหัส 52040501332 เมล์ manay_manay@hotmail.com IP: 172.24.15.47, 202.29.5.62 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:47:32 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละหลายๆ บิตพร้อมกัน จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่างสองเครื่อง จึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางหลายๆ ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายนำสัญญาณหลายๆ เส้นโดยจำนวนสายส่งจะต้องเท่ากับจำนวนบิตที่ต้องการส่งแต่ละครั้ง ปกติความยาวของสายไม่ควรยาวมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย การส่งโดยวิธนี้จึงนิยมใช้กับการส่งข้อมูลในระยะทางใกล้ๆ

นอกจากการส่งข้อมูลหลักแล้วอาจมีการส่งข้อมูลอื่นๆ อีก เช่น บิตพาริตีที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณ ที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)

http://it.benchama.ac.th/ebook/files/pg7_5.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น
สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

http://it.benchama.ac.th/ebook/files/pg7_5.htm


โดย: นางสาวมาริษา ดวงกุลสา รหัส52040305128 หมู่ 8 เรียนเช้าวันพฤหัสบดี IP: 1.1.1.102, 58.137.131.62 วันที่: 22 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:49:35 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354





2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html

นายวีระวิทย์ นาคเสน เรียน วันจันทร์ บ่าย หมู่ 1





โดย: นายวีระวิทย์ นาคเสน เรียน วันจันทร์ บ่าย หมู่ 1 IP: 124.157.146.74 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:32:59 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

-การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

-การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: นายอดิศักดิ์ รักวิชา ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427132 IP: 117.47.10.111 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:6:57:07 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

-การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

-การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: นายนิรัช วิจิตรกุล ม.1(พิเศษ) พฤ.ค่ำ 52240427117 IP: 117.47.10.111 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:6:58:07 น.  

 
1.

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละ ๑ ไบต์ หรือ ๘ บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย ๘ ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน ๑๐๐ ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้ อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าในสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี้ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ ( Hand-Shake)




การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไปไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ ๘ ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

http://teacher.skw.ac.th/salunyar/40102/unit_02/p_202.htm

2.สัญญาณอานาลอก( Analog signal) มีลักษณะที่ต่อเนื่องที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสาทเช่นเสียงที่เราได้ยินที่ออกจากลำโพงวิทยุ หรือโทรทัศน์ ส่วนสัญญาณดิจิตอลนั้นเป็นสัญญาณที่มีเพียงสองสถานะคือ จริง หรือ เท็จ และรวมกันเข้าเป็นระหัสสำหรับติดต่อกันระหว่างเครื่องมืออเล็กทรอนิกส์เช่นระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือคอมพิวเตอร์ที่รับส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เนตก็ติดต่อกันในรูปสัญญาณดิจิตอล ส่วนเสียงที่เราได้ยินทางลำโพงคอมพิวเตอร์นั้นก็เกิดจากการแปลงระหัสจากสัญญาณดิจิตอลมาเป็นสัญญารอานาลอกก่อนแล้วจึงแปลงมาเป็นสัญญาณเสียงด้วยลำโพง

http://www.thumhome.com/Radio.htm


โดย: นางสาวปวีณา บรรยงค์ รหัร 50040302112 เรียนบ่าย-จันทร์ หมู่ 1 IP: 115.67.50.91 วันที่: 24 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:47:58 น.  

 
ตอบแบบทดสอบที่ 2 สัญญาณข้อมูล

ข้อที่ 1อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ
การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป


ข้อที่ 2 อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal) หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

ที่มาhttp:
//www.ds.ru.ac.th/Comp/W_Chai41101_41102/Communication.htm


โดย: นางสาวจิลวรรณ ปัดถาวะโร รหัส 52040281130 ม. 08 ( พฤ.เช้า ) IP: 124.157.148.182 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:18:14 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

ตอบ
1 การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม
ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

2 การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ
นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)
จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มา
http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson6/lesson6.2.html


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ตอบ

การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Transmission)
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะใช้เมื่อต้องการข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสนใจรายละเอียดทุกอย่างที่บรรจุมากับสัญญาณ ในทำนองเดียวกันกับการส่งสัญญาณแบบอนาลอก กล่าวคือ เมื่อระยะทางในการส่งมากขึ้น สัญญาณดิจิตอลก็จะจางลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้อุปกรณ์ทำสัญญาณซ้ำ หรือรีพีตเตอร์ (Repeater) ปัจจุบันการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทสูงในการสื่อสารข้อมูล เนื่องจากให้ความถูกต้องชัดเจนของข้อมูลสูง และส่งได้ในระยะไกลด้วย สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้ง่ายด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณจากคอมพิวเตอร์อยู่ในรูปของดิจิตอลนั่นเองแต่เดิมนั้นถ้าหากระยะทางในการสื่อสารไกลมักจะใช้สัญญาณแบบอนาลอกเสียส่วนใหญ่ เช่น โทรศัพท์, โทรเลข เป็นต้น

การส่งสัญญาณแบบอนาลอก (Analog Transmission)
การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะไม่คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในสัญญาณเลย โดยสัญญาณจะแทนข้อมูล อนาลอก เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น ซึ่งสัญญาณอนาลอกที่ส่งออกไปนั้นเมื่อระยะห่างออกไปสัญญาณก็จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทำให้สัญญาณไม่ค่อยดี ดังนั้นเมื่อระยะห่างไกลออกไปสามารถแก้ไขได้โดยใช้เครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) แต่ก็มีผลทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ขึ้น ยิ่งระยะไกลมากขึ้นสัญญาณรบกวนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยใช้เครื่องกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกไป


ที่มาhttp://www.geocities.com/comsci47_suandusit/Network/transmission.html


โดย: น.ส.ชฏาพร โสภาคำ ชีววิทยา(จุลชีววิทยา) ม.08พฤ(เช้า) 52040281117 IP: 124.157.148.182 วันที่: 25 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:29:26 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มา

http://www.micro4dev.com/www/index.php?option=com_content&task=view&id=75&Itemid=46


โดย: นางสาววิภาดา นาสิห์ขันธ์ (หฤ เช้า หมู่ 8) IP: 125.26.243.111 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:18:29 น.  

 
อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก



อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา

http://www.sc.ac.th/www/doc/electronic%20.ppt


โดย: นางสาววิภาดา นาสิห์ขันธ์ (หฤ เช้า หมู่ 8) IP: 125.26.243.111 วันที่: 26 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:23:06 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1.การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

2.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)
จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มา

http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ














โดย: นางสาวสุพัตรา ธรรมสาร(หมู่15ศ.เช้า)52040302208 IP: 222.123.57.186 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:12:34 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

คำตอบคือ...

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์


ที่มา..
http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm







2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

คำตอบคือ...

ในการส่งสัญญาณข้อมูลหรือข่าวสารใดๆ ก็ตาม เราสามารถส่งได้ใน2 ลักษณะคือ
1. ส่งสัญญาณแบบอนาล็อกเช่น การส่งสัญญาณข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์อนาล็อกซึ่งสัญญาณที่ส่งออกไปนั้นมีความต่อเนื่องกันตลอดเวลาเช่น สัญญาณเสียง
2. การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลคือการส่งสัญญาณข้อมูลที่มีแต่ON/OFF หรือแบบเลขไบนารี(Binary) การส่งสัญญาณแบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล(Analog and Digital Transmission)
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนาล็อก เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล็อก (เช่น สัญญาณเสียง) หรือข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีที่ส่งผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล็อก ที่ทำการส่งออกไปพลังงานจะอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น ดังนั้นในการส่งสัญญาณอนาล็อก ไประยะไกลๆจึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณหรือแอมปลิไฟเออร์(Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการสร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับข้อมูลสัญญาณด้วยยิ่งระยะทางไกลมากเท่าไรก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้นการส่ง

สัญญาณอนาล็อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ(Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกอีก การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรจุมาในสัญญาณเมื่อระยะทางเพิ่มมากขึ้นจะทำให้สัญญาณ ดิจิตอลจางหายไปได้จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือรีพีตเตอร์(Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบ ของสัญญาณที่มีลักษณะเป็น1 และ 0 เสียก่อนแล้วจึงส่งสัญญาณที่กู้มาใหม่ออกไปต่อไป เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณแบอนาล็อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้เครื่องทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอล จากสัญญาณอนาล็อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่แล้วลบสัญญาณอนาล็อกที่ส่งมาด้วยออกไปดังนั้นจะไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล็อกหลงเหลืออยู่เลย

คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล็อกหรือแบบดิจิตอลดีคำตอบก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือไกลถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล็อกอยู่เช่น ระบบโทรศัพท์หรือระบบโทรเลขดังนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล็อก


แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตระบบการสื่อสารในบ้านเราก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลเช่น ระบบเครือข่ายISDN
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการส่งสัญญาณข้อมูลต่างๆ ก็คงอยู่ในรูปของดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเสียงหรือภาพก็ตาม

ที่มา..http://kikkokjung.multiply.com/journal/item/7









โดย: นางสาวศศิวิมล ภาณุพงศ์ภูสิทธิ์ หมู่ 8(พฤหัสเช้า) IP: 1.1.1.162, 58.137.131.62 วันที่: 29 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:48:34 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ 1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital





โดย: นายนิติธรรม พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 1.1.1.4, 58.137.131.62 วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:24:03 น.  

 
สัญญาณที่ส่งผ่านทางช่องทางการสื่อการ

สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง



เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย

ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ
http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ชนิดของสัญญาณข้อมูล
1. สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)

เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัด

ความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที

2. สัญญาณดิจิทัล (digital signal)

Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล วิธีวัดความเร็วจะนับ

จำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที

http://bc.siamu.ac.th/sriprai/chap12.2.htm



โดย: นายนารายณ์ แก้วภักดี ม. 15 ศ.เช้า IP: 58.137.131.62 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:17:39:34 น.  

 

2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)


การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย


การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ


http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


โดย: น.ส ผกาพรรณ หงษ์ทอง หมู่ 1 จันทร์-บ่าย IP: 124.157.146.209 วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:16:31:07 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)
การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
- ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
- ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)
ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา:
www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html -

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ การทำงานของวงจรอิเล็กนิกส์จะเกี่ยวข้องกับสัญญาณที่เป็นพื้นฐาน 2 ชนิดคือ สัญญาณอนาลอก กับสัญญาณดิจิตอล
1. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ
2. สัญญาณดิจิตอล (digital signals) เป็นสัญญาณที่ใช้แทนระดับของแรงดันไฟฟ้า 2 ระดับ เช่น 0 โวลต์ กับ +5 โวลต์ โดยกำหนดให้ระดับแรงดัน +5 โวลต์ เป็นสถานะ 1 หรือลอจิก 1 และ 0 โวลต์ เป็นสถานะ 0 หรือลอจิก 0

ข้อดีและข้อเสียของระบบอนาลอกและดิจิตอล
การพัฒนาเทคโนโลยีของไอซี ทำให้มีการพัฒนาทางด้านดิจิตอล และนำมาใช้ในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากขึ้น อุปกรณ์ดิจิตอล มีข้อดีหลายประการดังต่อไปนี้
1. การแสดงผลทำให้เข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การแสดงผลของแรงดันไฟฟ้าเป็นตัวเลขจากเครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า ตามรูปที่ 1.3
2. การควบคุมทำได้ง่าย ตามตัวอย่างที่ 1.4 เป็นระบบควบคุมอุณหภูมิของเตาเผาที่มีระบบดิจิตอลเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานของระบบ มีตัวตรวจอุณหภูมิที่เปลี่ยนอุณหภูมิเป็นระดับแรงดันที่เป็นสัญญาณอนาลอก สัญญาณจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล ด้วยวงจรเปลี่ยนสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอล แล้วป้อนเข้าสู่ส่วนประมวลผล (Central Processing Unit : CPU) ซี พี ยู จะทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ถ้ามีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด จะส่งสัญญาณออกที่เอาท์พุต เพื่อควบคุมการปิดเปิดเชื้อเพลิงในเตาเผา การเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้กลับมาเป็นสัญญาณอนาลอกใช้วงจร D/A คอนเวอร์เตอร์ (Digital to Analog Converter) สัญญาณอนาลอกจะไปควบคุมการปิดเปิด การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงในเตาเผา เพื่อให้ได้อุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนอุณหภูมิสามารถปรับได้ โดยการเปลี่ยนค่าที่เก็บไว้ใน ซี พี ยู
3. ความเที่ยงตรง วงจรอนาลอก ทำให้มีความเที่ยงตรงสูงได้ยาก เพราะปะรกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่มีค่าผิดพลาด และมีความไวต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น จึงทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรอนาลอก เป็นเพราะแรงดันไฟฟ้า ส่วนอุปกรณ์ในวงจรดิจิตอลก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่วงจรสามารถควบคุมการทำงานได้ ถึงแม้ว่าสัญญาณจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ไม่มีผลต่อการทำงานของวงจรเพราะสภาวะ 1 กับ 0 กำหนดจากระดับแรงดัน
4. ผลกระทบต่อการส่งในระยะไกล เมื่อมีการส่งสัญญาณออกไปในระยะไกล ๆ ตามสายส่งหรือเป็นคลื่นวิทยุ จะมีการรบกวนเกิดขึ้นได้ง่าย เรียกว่า นอยส์ (noise) ตัวอย่างเช่น การส่งสัญญาณไปยัง ดาวเทียมจะมีการรบกวนเนื่องจากการแผ่รังสี จากฟ้าแลบ หรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ทำให้สัญญาณผิดเพี้ยนได้ง่าย ถ้าเป็นวงจรอนาลอก ความเชื่อถือได้ ขึ้นกับแรงดันที่ปลายทางว่าเบี่ยงเบนไปจากต้นทางมามากน้อยแค่ไหน เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความต่างศักย์ ถ้าส่งเป็นสัญญาณดิจิตอลจะไม่มีปัญหานี้ เพราะสัญญาณอาจผิดไปจากต้นทางได้บ้างแต่ยังคงสภาวะ 1 หรือ 0
5. ความเชื่อมั่น สัญญาณดิจิตอลมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณอนาลอก ทำให้วงจรที่ทำงานด้วยสัญญาณดิจิตอล มีความเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อใช้แทนปริมาณต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การบวกสัญญาณ ถ้าทำงานในลักษณะอนาลอก

ที่มา:
www.yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm




โดย: นางสาวสุภาพร รัตนา 50240210102 วท.บ.สาธารณสุขศาสตร์ (เรียน พฤ-ค่ำ เวลา 17.00-21.00 น. ) IP: 114.128.22.96 วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:13:05:03 น.  

 
1.ตอบ

การส่งผ่านข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transimission)รูปแบบการส่งผ่านข้อมูลในลักษณะนี้ทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลหนึ่งตัวอักษรจะถูกส่งผ่านไปตามสายส่งเรียงลำดับกันไปทีละบิตในสายส่งเพียงเส้นเดียว


การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก
ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย



2.ตอบ สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต (Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง (Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต (Digit) สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล (digital filter) ” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น
Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่า Demodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล
อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM) ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น

สัญญาณดิจิทัลทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณเอาต์พุตตามระดับสัญญาณ 0 และ 1 คอมพิวเตอร์นั้นจะรู้จักเฉพาะสัญญาณ ดิจิทัลหรือ 0 และ1 เท่านั้น ส่วนระบบโทรศัพท์จะรู้จักสัญญาณอะนาล็อกหรือเสียงเท่านั้น ดังนั้นโมเด็มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้สายโทรศัพท์ในการรับสัญญาณได้ โดยการแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์และที่ปลายทางก็แปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ปลายทางรับข้อมูลได้
ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล ระบบดิจิทัลจะนำเลขฐานสองแต่ละบิตมาต่อเรียงกัน ถ้าบิตมีค่าเป็น1 จะเรียกว่าลอจิก1 หรือHigh และถ้าบิตมีค่าเป็น0 เรียกว่า ลอจิกศูนย์ หรือ Low ค่าแรงดันที่แทนลอจิกศูนย์และหนึ่ง เรียกว่า Logic Level





http://www.thaiwbi.com/course/data_com/signal.html
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=2260.0


โดย: 52040281122 นางสาวณัฐติยา โกศิลา (หมู่08 วันพฤหัสเช้า) สาขาชีววิทยา (จุลชีววิทยา) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 6 สิงหาคม 2552 เวลา:11:51:08 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

2.1.การส่งผ่านข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transimission)

รูปแบบการส่งผ่านข้อมูลในลักษณะนี้ทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลหนึ่งตัวอักษรจะถูกส่งผ่านไปตามสายส่งเรียงลำดับกันไปทีละบิตในสายส่งเพียงเส้นเดียว ดังรูป

ต้นทาง ปลายทาง



รูปที่ 5 การส่งข้อมูลแบบอนุกรม

จากรูปตัวอักษรจะประกอบด้วย 8 บิต เรียงเป็นลำดับ ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างต้นทาง และปลายทาง และปลายทางจะรวบรวมบิตเหล่านี้ทีละบิตจนครบ 8 บิต เป็น 1 ตัวอักษร จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน แต่ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนาน ซึ่งเหมาะสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ
โดยทั่วไปแล้วการส่งข้อมูลนั้นจะประกอบไปด้วยกลุ่มของตัวอักษร ดังนั้นในการส่งข้อมูลแบบอนุกรมนี้จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า แล้วต้นทางและปลายทางจะทราบได้อย่างไรว่า จะแบ่งแต่ละตัวอักษรตรงบิตใด จึงเกิดวิธีการสื่อสารข้อมูลขึ้น 2 แบบคือ การสื่อสารแบบอะซิงโคนัส (Asynchronous Transmission) และการสื่อสารแบบซิงโคนัส (Synchronous Transmission

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

http://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network4.htm

2.2 สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต (Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง (Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต (Digit) สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล (digital filter) ” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น
Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่า Demodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล
อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM) ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น

วิธีการ Modulation
สัญญาณดิจิทัลทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณเอาต์พุตตามระดับสัญญาณ 0 และ 1 คอมพิวเตอร์นั้นจะรู้จักเฉพาะสัญญาณ ดิจิทัลหรือ 0 และ1 เท่านั้น ส่วนระบบโทรศัพท์จะรู้จักสัญญาณอะนาล็อกหรือเสียงเท่านั้น ดังนั้นโมเด็มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้สายโทรศัพท์ในการรับสัญญาณได้ โดยการแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์และที่ปลายทางก็แปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ปลายทางรับข้อมูลได้
ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล ระบบดิจิทัลจะนำเลขฐานสองแต่ละบิตมาต่อเรียงกัน ถ้าบิตมีค่าเป็น1 จะเรียกว่าลอจิก1 หรือHigh และถ้าบิตมีค่าเป็น0 เรียกว่า ลอจิกศูนย์ หรือ Low ค่าแรงดันที่แทนลอจิกศูนย์และหนึ่ง เรียกว่า Logic Level

ที่มา:http://www.nstlearning.com/~km/?p=3151

สัญญาณอะนาล็อก(Analog Signal) เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบอะนาล็อก คือ การส่งผ่านระบบโทรศัพท์

สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สัญญาณแบบนี้ เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี เป็นต้น

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81




โดย: สุจิตรา มหาฤทธิ์ 51040305111 สาขาภาษาอังกฤษธุรกิจ หมู่01 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 11 สิงหาคม 2552 เวลา:13:38:41 น.  

 
ตรวจแล้ว (ครั้งที่ 1)


โดย: อ.น้ำผึ้ง (neaup ) วันที่: 13 สิงหาคม 2552 เวลา:15:35:49 น.  

 
ข้อ 1
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า
โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)

1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html






โดย: นางสาวชลดา บุญรุ่ง (หมู่8 พฤหัส เช้า) IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:14:26:58 น.  

 
2.1 วิธีการถ่ายโอนข้อมูลเป็นการส่งสัญญาณออกจากเครื่องและรับสัญญาณเข้าไปในเครื่อง การถ่ายโอนข้อมูลสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ
1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ
นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)


2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม

ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1

ที่มาhttp://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/ftp/ftp.html
2.2
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น




สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น
ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=11-06-2009&group=10&gblog=15
โดยน.สอภิญญา อุ้ยปะโค 52041278104 ม.15 ศ.เช้า







โดย: อภิญญา อุ้ยปะโค IP: 117.47.128.146 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:15:23:49 น.  

 
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html




โดย: นางสาวประทุมพร ปากเจริญ พุธเช้า หมู่ที่29 รหัส 52040501339 บช.บ IP: 124.157.147.47 วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:16:14:30 น.  

 
ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819



โดย: นางสาวประทุมพร ปากเจริญ พุธเช้า หมู่ที่29 รหัส 52040501339 บช.บ IP: 124.157.147.47 วันที่: 16 สิงหาคม 2552 เวลา:16:15:54 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
การมอดูเลตสัญญาณอะนาล็อก
การมอดูเลตสัญญาณอะนาล็อกหรือการแปลงสัญญาณเป็นสัญญาณอะนาล็อก สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนสัญญาณอะนาล็อกเป็นสัญณาณอะนาล็อกอีก เพราะ
สื่อที่ใช้ส่งสัญญาณมีแบนด์วิธที่ไม่เท่ากัน
แหล่งกาเนิดสัญญาณอะนาล็อก อาจจะสร้างสัญญาณที่มีแอมพลิจูดหรือช่วงสัญญาณความถี่ที่เท่ากัน ดังนั้นถ้าเป็นการส่งสัญญาณโดยใช้สื่อร่วมกันแล้ว จะเกิดการรบกวนกันของสัญญาณได้ จะต้องมีการแปลงสัญญาณให้เหมาะสมต่อการส่งเสียก่อน
www.themegallery.
ตัวอย่าง ถ้าอัตราบิตของสัญญาณเท่ากับ 3,000 bps และการเปลี่ยนสัญญาณหนึ่งครั้งสามารถส่งได้ 6 บิตจงหาอัตราบอด
วิธีทา
อัตราบอด = อัตราบิต/ จานวนบิตที่ส่งได้ต่อการเปลี่ยนสัญญาณหนึ่งครั้ง
= 3,000/6
= 500baud/s
www.themegallery

http://teacher.snru.ac.th/thanongsak/admin/document/userfiles/Chepter%205%20Analog%20Tranmission.pdf


โดย: น.ส ผกาพรรณ หงษ์ทอง หมู่1 จันทร์-บ่าย IP: 124.157.151.177 วันที่: 25 สิงหาคม 2552 เวลา:19:25:44 น.  

 
2.1)
การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง


โดย: น.ส.วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 (พุธเช้า) รหัส 52040501303 IP: 124.157.148.11 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:23:12:10 น.  

 
2.2)
สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal)
หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น


โดย: น.ส.วิไลวรรณ พงค์พันธ์ ม.29 (พุธเช้า) รหัส 52040501303 IP: 124.157.148.11 วันที่: 26 สิงหาคม 2552 เวลา:23:20:08 น.  

 
ตอบ 1.การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ


ตอบข้อ 2.การส่งข้อมูลแบบอนาลอก (Analog Transmission)

เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล๊อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล๊อก ( เช่น สัญญาณเสียง ) หรือ ข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล๊อกที่ทำการส่งออกไป พลังงานจะอ่อนลง ไปเรื่อยๆ เมื่อระยะทาง ทางเพิ่มขึ้น ดั้งนั้น ในการส่งสัญญาณอนาล๊อกไประยะไกลๆ จึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณ หรือ แอมปลิไฟเออร์ ( Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับ พลังงาน ให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการ สร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับสัญญาณข้อมูลด้วย ยิ่งระยะทาง ไกล มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้น การส่งสัญญาณอนาล๊อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณ รบกวนออกอีก
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล

ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจุในสัญญาณ เพื่อระยะทางเพิ่มขึ้นมากขึ้น จะทำให้สัญญาณดิจิตอลจางหาย ไปได้ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือ รีพีตเตอร์ (Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบของสัญญาณที่มีลักษณะ เป็น " 1 " และ " 0 " เสียก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณใหม่ต่อไป
เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับกับการส่งสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณอนาล๊อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้ เครื่อง ทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอลจากสัญญาณอนาล๊อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่ แล้วลบสัยญาณอนาล๊อกที่ส่งมาด้วยออกไป ดั้งนั้นจะ ไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล๊อกหลงเหลืออยู่เลย
คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล๊อกหรือแบบดิจิตอลดี คำตอบก็ขึ้นอยู่กับระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือ ไกล ถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารนถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะ ทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล๊อกอยู่ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือระบบโทรเลข ดั้งนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูล เป็นแบบอนาล๊อก






โดย: นายวรวัฒน์ ศรีใจ 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 202.29.5.62 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:18:53:23 น.  

 
ตอบ 1.การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ


ตอบข้อ 2.การส่งข้อมูลแบบอนาลอก (Analog Transmission)

เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล๊อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล๊อก ( เช่น สัญญาณเสียง ) หรือ ข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล๊อกที่ทำการส่งออกไป พลังงานจะอ่อนลง ไปเรื่อยๆ เมื่อระยะทาง ทางเพิ่มขึ้น ดั้งนั้น ในการส่งสัญญาณอนาล๊อกไประยะไกลๆ จึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณ หรือ แอมปลิไฟเออร์ ( Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับ พลังงาน ให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการ สร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับสัญญาณข้อมูลด้วย ยิ่งระยะทาง ไกล มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้น การส่งสัญญาณอนาล๊อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณ รบกวนออกอีก
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล

ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจุในสัญญาณ เพื่อระยะทางเพิ่มขึ้นมากขึ้น จะทำให้สัญญาณดิจิตอลจางหาย ไปได้ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือ รีพีตเตอร์ (Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบของสัญญาณที่มีลักษณะ เป็น " 1 " และ " 0 " เสียก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณใหม่ต่อไป
เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับกับการส่งสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณอนาล๊อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้ เครื่อง ทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอลจากสัญญาณอนาล๊อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่ แล้วลบสัยญาณอนาล๊อกที่ส่งมาด้วยออกไป ดั้งนั้นจะ ไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล๊อกหลงเหลืออยู่เลย
คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล๊อกหรือแบบดิจิตอลดี คำตอบก็ขึ้นอยู่กับระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือ ไกล ถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารนถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะ ทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล๊อกอยู่ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือระบบโทรเลข ดั้งนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูล เป็นแบบอนาล๊อก






โดย: นายวรวัฒน์ ศรีใจ 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 202.29.5.62 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:18:54:37 น.  

 
ตอบ 1.การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ


ตอบข้อ 2.การส่งข้อมูลแบบอนาล็อก (Analog Transmission)

เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล๊อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล๊อก ( เช่น สัญญาณเสียง ) หรือ ข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล๊อกที่ทำการส่งออกไป พลังงานจะอ่อนลง ไปเรื่อยๆ เมื่อระยะทาง ทางเพิ่มขึ้น ดั้งนั้น ในการส่งสัญญาณอนาล๊อกไประยะไกลๆ จึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณ หรือ แอมปลิไฟเออร์ ( Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับ พลังงาน ให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการ สร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับสัญญาณข้อมูลด้วย ยิ่งระยะทาง ไกล มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้น การส่งสัญญาณอนาล๊อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณ รบกวนออกอีก
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล

ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจุในสัญญาณ เพื่อระยะทางเพิ่มขึ้นมากขึ้น จะทำให้สัญญาณดิจิตอลจางหาย ไปได้ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือ รีพีตเตอร์ (Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบของสัญญาณที่มีลักษณะ เป็น " 1 " และ " 0 " เสียก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณใหม่ต่อไป
เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับกับการส่งสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณอนาล๊อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้ เครื่อง ทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอลจากสัญญาณอนาล๊อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่ แล้วลบสัยญาณอนาล๊อกที่ส่งมาด้วยออกไป ดั้งนั้นจะ ไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล๊อกหลงเหลืออยู่เลย
คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล๊อกหรือแบบดิจิตอลดี คำตอบก็ขึ้นอยู่กับระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือ ไกล ถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารนถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะ ทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล๊อกอยู่ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือระบบโทรเลข ดั้งนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูล เป็นแบบอนาล๊อก






โดย: นายวรวัฒน์ ศรีใจ 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 202.29.5.62 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:18:55:55 น.  

 
ตอบ 1.การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูล


ตอบข้อ 2.การส่งข้อมูลแบบอนาล็อก (Analog Transmission)

เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล๊อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล๊อก ( เช่น สัญญาณเสียง ) หรือ ข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล๊อกที่ทำการส่งออกไป พลังงานจะอ่อนลง ไปเรื่อยๆ เมื่อระยะทาง ทางเพิ่มขึ้น ดั้งนั้น ในการส่งสัญญาณอนาล๊อกไประยะไกลๆ จึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณ หรือ แอมปลิไฟเออร์ ( Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับ พลังงาน ให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการ สร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับสัญญาณข้อมูลด้วย ยิ่งระยะทาง ไกล มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้น การส่งสัญญาณอนาล๊อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณ รบกวนออกอีก
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล

ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจุในสัญญาณ เพื่อระยะทางเพิ่มขึ้นมากขึ้น จะทำให้สัญญาณดิจิตอลจางหาย ไปได้ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือ รีพีตเตอร์ (Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบของสัญญาณที่มีลักษณะ เป็น " 1 " และ " 0 " เสียก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณใหม่ต่อไป
เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับกับการส่งสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณอนาล๊อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้ เครื่อง ทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอลจากสัญญาณอนาล๊อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่ แล้วลบสัยญาณอนาล๊อกที่ส่งมาด้วยออกไป ดั้งนั้นจะ ไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล๊อกหลงเหลืออยู่เลย
คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล๊อกหรือแบบดิจิตอลดี คำตอบก็ขึ้นอยู่กับระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือ ไกล ถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารนถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล ส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะ ทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล๊อกอยู่ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือระบบโทรเลข ดั้งนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูล เป็นแบบอนาล๊อก






โดย: นายวรวัฒน์ ศรีใจ 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 202.29.5.62 วันที่: 27 สิงหาคม 2552 เวลา:18:57:02 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354





โดย: นางสาววินภา พินิจมนตรี รหัส 51241151116 รูปแบบพิเศษหมู่ 5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:32:15 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



โดย: ส.ต.ต.หญิงพิพิทย์ชยานันต์ สีลาเวช 51241151133 หมู่ 5 รุปแบบพิเศษวันเสาร์ IP: 172.29.5.133, 58.147.7.66 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:33:11 น.  

 
1.

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละ ๑ ไบต์ หรือ ๘ บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย ๘ ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน ๑๐๐ ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้ อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าในสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี้ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ ( Hand-Shake)




การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไปไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ ๘ ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

http://teacher.skw.ac.th/salunyar/40102/unit_02/p_202.htm

2.สัญญาณอานาลอก( Analog signal) มีลักษณะที่ต่อเนื่องที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสาทเช่นเสียงที่เราได้ยินที่ออกจากลำโพงวิทยุ หรือโทรทัศน์ ส่วนสัญญาณดิจิตอลนั้นเป็นสัญญาณที่มีเพียงสองสถานะคือ จริง หรือ เท็จ และรวมกันเข้าเป็นระหัสสำหรับติดต่อกันระหว่างเครื่องมืออเล็กทรอนิกส์เช่นระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือคอมพิวเตอร์ที่รับส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เนตก็ติดต่อกันในรูปสัญญาณดิจิตอล ส่วนเสียงที่เราได้ยินทางลำโพงคอมพิวเตอร์นั้นก็เกิดจากการแปลงระหัสจากสัญญาณดิจิตอลมาเป็นสัญญารอานาลอกก่อนแล้วจึงแปลงมาเป็นสัญญาณเสียงด้วยลำโพง

http://www.thumhome.com/Radio.htm





โดย: นายอัศวิน บัวน้ำอ้อม 51241151118 รูปแบบพิเศษหมู่ 5 วันเสาร์บ่ายโมง IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 29 สิงหาคม 2552 เวลา:14:33:58 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html





โดย: นาย ปิยะ ศรีกุลวงศ์ เสาร์บ่าย 51241151204 IP: 222.123.59.23 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:14:04:13 น.  

 
ตอบ ข้อ 1.

การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
-ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
- ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพร2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)


การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
าะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น



ตอบข้อ 2.
Analog and Digital



สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง
เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะ ยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกใน หมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไร ที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัสที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็น ที่รู้จักกันดี

1. สัญญาณแบบ Analog จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่องที่ทุกๆ ค่าเปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบ Analog จะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจาก ค่าทุกค่าที่ถูกนำมาใช้งานั้นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาล็อกนี้จะเป็นสัญญาณที่สื่อกลาง ในการสื่อสาร ส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบ Digital จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและ ความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบ Analog เนื่องจากมีการใช้งานเพียง 2 ค่าเพื่อนำมาตีความหมายเป็น On/Off หรือ 1/0 เท่านั้นซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกันในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณ ทั้งสองแบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาล็อก เช่น สายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อก จะเรียกว่า โมดูเลชั่น (Modulation) เช่น การแปลงสัญญาณแบบ Amplitude modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณ แบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า ดีโมดูเลชั่น (Demodulation) ตัวอย่างของเครื่องมือการแปลง เช่น MODEM(MOdulation DEModulation) นั้นเอง



การส่งสัญญาณแบบอนาลอกและดิจิตอล

1. สัญญาณแบบอนาลอก (Analog) จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่ทุกๆค่าที่เปลี่ยนแปลงไป ของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจากค่าทุกค่าถูกนำมาใช้งานนั่นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาลอกนี้จะเป็นสัญญาณ ที่สื่อกลางในการสื่อสารส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบดิจิตอล (Digital) จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณ ระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอนาลอก เนื่องจากมีการใช้งานค่าเพียง 2 ค่า นำมาตีความหมายเป็น on/off หรือ 1/0 เท่านั้น ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
ในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครี่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้ง 2 แบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาลอก เช่นสายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณแบบดิจิตอลไปเป็นอนาลอกจะเรียกว่า Modulation เช่น การแปลงแบบ Amplitude Modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณแบบอนาลอกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า Demodulation ตัวอย่างของเครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้งสองก็คือ Modem (Modulation DEModulation) นั่นเอง



ลักษณะและความแตกต่างของ Analog & Digital

สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลา ทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์

ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่น อาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่ รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล ถือว่ามีความสำคัญมากในการที่จะเข้าใจการสื่อสารข้อมูล สัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง และมีค่าตลอดช่วงของสัญญาณ เช่น เสียงพูด, เสียงดนตรี, วีดีโอ บางครั้งเรียกว่าบอร์ดแบนด์ หรือสัญญาณมอดูเลท
สัญญาณดิจิตอลเป็นกลุ่มของสัญญาณที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง ภายในช่วงสัญญาณมีรูปแบบเป็นสัญญาณและเป็นเลขฐานสอง คือ มีค่า 2 ค่า เป็น 1 และ 0 สัญญาณดิจิตอลอาจจะเรียกว่าเบสแบนด์



ประเภทของวงจรดิจิตอล
ระบบดิจิตอล อาจแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ระบบดิจิตอลแบบคอมบิเนชัน (Combinational Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุตขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หรือคอมบิเนชัน (Combination) ของสถานะอินพุต ลำดับเหตุการณ์ในอดีตของอินพุต และเอาท์พุตไม่มีผลต่อการทำงานของวงจร วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรตรรกะ (Logic Gates) แบบต่าง ๆ และวงจรที่พัฒนามาจากวงจรตรรกะ

2. ระบบดิจิตอลแบบซีเควนเชียล (Sequental Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุดขึ้นอยู่กับสถานะปัจจุบัน และสถานะก่อนหน้านั้นของทั้ง อินพุตและเอาท์พุด ลำดับเหตุการณ์ในอดีตมีผลโดยตรงต่อสถานะของเอาท์พุต และเวลาเป็นตัวแปรตัวหนึ่ง ที่ควบคุมสถานะของเอาท์พุต วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรฟลิปฟลอป (Flip Flop) แบบต่าง ๆ และวงจร ที่พัฒนามาจากวงจรฟลิปฟลอบ

3. ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม (Program-Controlled Digital System)
เป็นระบบที่นำวงจรแบบคอมบิเนชันและแบบซีเควนเชียลมาทำงานร่วมกัน โดยเพิ่มหน่วยความจำ (Memory) ที่มีขนาดใหญ่พอเข้าไป สำหรับจดจำคำสั่งต่าง ๆ ที่จะสั่งงานให้ระบบทำงานตามลำดับ และ จดจำสถานะอินพุตเอาท์พุตก่อนหน้า คำสั่งทีเรียงลำดับไว้นี้เรียกว่า โปรแกรม (Program) ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ทำงานภายใต้การควบคุมของโปรแกรม ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซอฟต์แวร์ (Software) สิ่งที่ตรงกันข้ามกับซอฟต์แวร์คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งได้แก่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันเป็น ตัวเครื่องของระบบ ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม จึงเป็นระบบที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในขณะที่ระบบดิจิตอลอีกสอบแบบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีแต่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างของระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรมได้แก่ ระบบที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor -Based System)



ประเภทของสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล

เราคงเคยได้ยินคำว่า "อนาลอกและดิจิตอล" กันมาบ้างแล้ว ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต "0" กับสถานะของบิต "1" ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาใน

รูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บน พื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูล ในระยะไกลได้
แต่ในขณะเดียวกันทุกวันนี้ในองค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องมือ อีเลกทรอนิกส์ในองค์กรได้ เช่น ระหว่างห้องทำงาน ระหว่างชั้น ระหว่างตึก การเดินสายสัญญาณ สามารถเลือกใช้สายที่นำสัญญาณดิจิตอลได้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยโมเด็มช่วยแปลงสัญญาณอีก เช่น การสื่อสารในระบบ LAN



ข้อดีและข้อเสียของระบบอนาลอกและดิจิตอล



การพัฒนาเทคโนโลยีของไอซี ทำให้มีการพัฒนาทางด้านดิจิตอล และนำมาใช้ในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากขึ้น อุปกรณ์ดิจิตอล มีข้อดีหลายประการดังต่อไปนี้

1. การแสดงผลทำให้เข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การแสดงผลของแรงดันไฟฟ้าเป็นตัวเลขจาก เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า

2. การควบคุมทำได้ง่าย ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมอุณหภูมิของเตาเผาที่มีระบบดิจิตอลเข้ามา เกี่ยวข้อง การทำงานของระบบ มีตัวตรวจอุณหภูมิที่เปลี่ยนอุณหภูมิเป็นระดับแรงดันที่เป็นสัญญาณ อนาลอก สัญญาณจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล ด้วยวงจรเปลี่ยนสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอล แล้วป้อนเข้าสู่ส่วนประมวลผล (Central Processing Unit : CPU) ซี พี ยู จะทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ถ้ามีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด จะส่งสัญญาณออกที่เอาท์พุต เพื่อควบคุมการปิดเปิดเชื้อเพลิงใน เตาเผา การเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้กลับมาเป็นสัญญาณอนาลอกใช้วงจร D/A คอนเวอร์เตอร์ (Digital to Analog Converter) สัญญาณอนาลอกจะไปควบคุมการปิดเปิด การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงในเตาเผา เพื่อให้ได้อุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนอุณหภูมิสามารถปรับได้ โดยการเปลี่ยนค่าที่เก็บไว้ใน ซี พี ยู

3. ความเที่ยงตรง วงจรอนาลอก ทำให้มีความเที่ยงตรงสูงได้ยาก เพราะปะรกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่มีค่าผิดพลาด และมีความไวต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น จึงทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรอนาลอก เป็นเพราะแรงดันไฟฟ้า ส่วนอุปกรณ์ในวงจรดิจิตอลก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่วงจรสามารถควบคุมการทำงานได้ ถึงแม้ว่าสัญญาณจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ไม่มีผลต่อการทำงานของวงจรเพราะสภาวะ 1 กับ 0 กำหนดจากระดับแรงดัน

4. ผลกระทบต่อการส่งในระยะไกล เมื่อมีการส่งสัญญาณออกไปในระยะไกล ๆ ตามสายส่งหรือเป็นคลื่นวิทยุ จะมีการรบกวนเกิดขึ้นได้ง่าย เรียกว่า นอยส์ (noise) ตัวอย่างเช่น การส่งสัญญาณไปยัง ดาวเทียมจะมีการรบกวนเนื่องจากการแผ่รังสี จากฟ้าแลบ หรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ทำให้สัญญาณผิดเพี้ยนได้ง่าย ถ้าเป็นวงจรอนาลอก ความเชื่อถือได้ขึ้นกับแรงดันที่ปลายทางว่าเบี่ยงเบนไปจากต้นทางมามากน้อยแค่ไหน เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความต่างศักย์ ถ้าส่งเป็นสัญญาณดิจิตอลจะไม่มีปัญหานี้ เพราะสัญญาณอาจผิดไป จากต้นทางได้บ้างแต่ยังคงสภาวะ 1 หรือ 0

5. ความเชื่อมั่น สัญญาณดิจิตอลมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณอนาลอก ทำให้วงจรที่ทำงานด้วยสัญญาณดิจิตอล มีความเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อใช้แทนปริมาณต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การบวกสัญญาณ ถ้าทำงานในลักษณะอนาลอก



โดย: นาย วรวัฒน์ ศรีใจ รหัส 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:15:31:11 น.  

 
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html









โดย: นาย วรวัฒน์ ศรีใจ รหัส 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:15:39:04 น.  

 
ตอบข้อ 2


Analog and Digital



สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง
เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะ ยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกใน หมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไร ที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัสที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็น ที่รู้จักกันดี

1. สัญญาณแบบ Analog จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่องที่ทุกๆ ค่าเปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบ Analog จะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจาก ค่าทุกค่าที่ถูกนำมาใช้งานั้นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาล็อกนี้จะเป็นสัญญาณที่สื่อกลาง ในการสื่อสาร ส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบ Digital จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและ ความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบ Analog เนื่องจากมีการใช้งานเพียง 2 ค่าเพื่อนำมาตีความหมายเป็น On/Off หรือ 1/0 เท่านั้นซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกันในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณ ทั้งสองแบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาล็อก เช่น สายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อก จะเรียกว่า โมดูเลชั่น (Modulation) เช่น การแปลงสัญญาณแบบ Amplitude modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณ แบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า ดีโมดูเลชั่น (Demodulation) ตัวอย่างของเครื่องมือการแปลง เช่น MODEM(MOdulation DEModulation) นั้นเอง



การส่งสัญญาณแบบอนาลอกและดิจิตอล

1. สัญญาณแบบอนาลอก (Analog) จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่ทุกๆค่าที่เปลี่ยนแปลงไป ของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจากค่าทุกค่าถูกนำมาใช้งานนั่นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาลอกนี้จะเป็นสัญญาณ ที่สื่อกลางในการสื่อสารส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบดิจิตอล (Digital) จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณ ระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอนาลอก เนื่องจากมีการใช้งานค่าเพียง 2 ค่า นำมาตีความหมายเป็น on/off หรือ 1/0 เท่านั้น ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
ในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครี่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้ง 2 แบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาลอก เช่นสายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณแบบดิจิตอลไปเป็นอนาลอกจะเรียกว่า Modulation เช่น การแปลงแบบ Amplitude Modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณแบบอนาลอกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า Demodulation ตัวอย่างของเครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้งสองก็คือ Modem (Modulation DEModulation) นั่นเอง



ลักษณะและความแตกต่างของ Analog & Digital

สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลา ทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์

ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่น อาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่ รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล ถือว่ามีความสำคัญมากในการที่จะเข้าใจการสื่อสารข้อมูล สัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง และมีค่าตลอดช่วงของสัญญาณ เช่น เสียงพูด, เสียงดนตรี, วีดีโอ บางครั้งเรียกว่าบอร์ดแบนด์ หรือสัญญาณมอดูเลท
สัญญาณดิจิตอลเป็นกลุ่มของสัญญาณที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง ภายในช่วงสัญญาณมีรูปแบบเป็นสัญญาณและเป็นเลขฐานสอง คือ มีค่า 2 ค่า เป็น 1 และ 0 สัญญาณดิจิตอลอาจจะเรียกว่าเบสแบนด์



ประเภทของวงจรดิจิตอล
ระบบดิจิตอล อาจแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ระบบดิจิตอลแบบคอมบิเนชัน (Combinational Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุตขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หรือคอมบิเนชัน (Combination) ของสถานะอินพุต ลำดับเหตุการณ์ในอดีตของอินพุต และเอาท์พุตไม่มีผลต่อการทำงานของวงจร วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรตรรกะ (Logic Gates) แบบต่าง ๆ และวงจรที่พัฒนามาจากวงจรตรรกะ

2. ระบบดิจิตอลแบบซีเควนเชียล (Sequental Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุดขึ้นอยู่กับสถานะปัจจุบัน และสถานะก่อนหน้านั้นของทั้ง อินพุตและเอาท์พุด ลำดับเหตุการณ์ในอดีตมีผลโดยตรงต่อสถานะของเอาท์พุต และเวลาเป็นตัวแปรตัวหนึ่ง ที่ควบคุมสถานะของเอาท์พุต วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรฟลิปฟลอป (Flip Flop) แบบต่าง ๆ และวงจร ที่พัฒนามาจากวงจรฟลิปฟลอบ

3. ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม (Program-Controlled Digital System)
เป็นระบบที่นำวงจรแบบคอมบิเนชันและแบบซีเควนเชียลมาทำงานร่วมกัน โดยเพิ่มหน่วยความจำ (Memory) ที่มีขนาดใหญ่พอเข้าไป สำหรับจดจำคำสั่งต่าง ๆ ที่จะสั่งงานให้ระบบทำงานตามลำดับ และ จดจำสถานะอินพุตเอาท์พุตก่อนหน้า คำสั่งทีเรียงลำดับไว้นี้เรียกว่า โปรแกรม (Program) ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ทำงานภายใต้การควบคุมของโปรแกรม ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซอฟต์แวร์ (Software) สิ่งที่ตรงกันข้ามกับซอฟต์แวร์คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งได้แก่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันเป็น ตัวเครื่องของระบบ ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม จึงเป็นระบบที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในขณะที่ระบบดิจิตอลอีกสอบแบบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีแต่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างของระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรมได้แก่ ระบบที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor -Based System)



ประเภทของสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล

เราคงเคยได้ยินคำว่า "อนาลอกและดิจิตอล" กันมาบ้างแล้ว ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต "0" กับสถานะของบิต "1" ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาใน

รูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บน พื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูล ในระยะไกลได้
แต่ในขณะเดียวกันทุกวันนี้ในองค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องมือ อีเลกทรอนิกส์ในองค์กรได้ เช่น ระหว่างห้องทำงาน ระหว่างชั้น ระหว่างตึก การเดินสายสัญญาณ สามารถเลือกใช้สายที่นำสัญญาณดิจิตอลได้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยโมเด็มช่วยแปลงสัญญาณอีก เช่น การสื่อสารในระบบ LAN



ข้อดีและข้อเสียของระบบอนาลอกและดิจิตอล



การพัฒนาเทคโนโลยีของไอซี ทำให้มีการพัฒนาทางด้านดิจิตอล และนำมาใช้ในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากขึ้น อุปกรณ์ดิจิตอล มีข้อดีหลายประการดังต่อไปนี้

1. การแสดงผลทำให้เข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การแสดงผลของแรงดันไฟฟ้าเป็นตัวเลขจาก เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า

2. การควบคุมทำได้ง่าย ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมอุณหภูมิของเตาเผาที่มีระบบดิจิตอลเข้ามา เกี่ยวข้อง การทำงานของระบบ มีตัวตรวจอุณหภูมิที่เปลี่ยนอุณหภูมิเป็นระดับแรงดันที่เป็นสัญญาณ อนาลอก สัญญาณจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล ด้วยวงจรเปลี่ยนสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอล แล้วป้อนเข้าสู่ส่วนประมวลผล (Central Processing Unit : CPU) ซี พี ยู จะทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ถ้ามีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด จะส่งสัญญาณออกที่เอาท์พุต เพื่อควบคุมการปิดเปิดเชื้อเพลิงใน เตาเผา การเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้กลับมาเป็นสัญญาณอนาลอกใช้วงจร D/A คอนเวอร์เตอร์ (Digital to Analog Converter) สัญญาณอนาลอกจะไปควบคุมการปิดเปิด การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงในเตาเผา เพื่อให้ได้อุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนอุณหภูมิสามารถปรับได้ โดยการเปลี่ยนค่าที่เก็บไว้ใน ซี พี ยู

3. ความเที่ยงตรง วงจรอนาลอก ทำให้มีความเที่ยงตรงสูงได้ยาก เพราะปะรกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่มีค่าผิดพลาด และมีความไวต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น จึงทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรอนาลอก เป็นเพราะแรงดันไฟฟ้า ส่วนอุปกรณ์ในวงจรดิจิตอลก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่วงจรสามารถควบคุมการทำงานได้ ถึงแม้ว่าสัญญาณจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ไม่มีผลต่อการทำงานของวงจรเพราะสภาวะ 1 กับ 0 กำหนดจากระดับแรงดัน

4. ผลกระทบต่อการส่งในระยะไกล เมื่อมีการส่งสัญญาณออกไปในระยะไกล ๆ ตามสายส่งหรือเป็นคลื่นวิทยุ จะมีการรบกวนเกิดขึ้นได้ง่าย เรียกว่า นอยส์ (noise) ตัวอย่างเช่น การส่งสัญญาณไปยัง ดาวเทียมจะมีการรบกวนเนื่องจากการแผ่รังสี จากฟ้าแลบ หรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ทำให้สัญญาณผิดเพี้ยนได้ง่าย ถ้าเป็นวงจรอนาลอก ความเชื่อถือได้ขึ้นกับแรงดันที่ปลายทางว่าเบี่ยงเบนไปจากต้นทางมามากน้อยแค่ไหน เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความต่างศักย์ ถ้าส่งเป็นสัญญาณดิจิตอลจะไม่มีปัญหานี้ เพราะสัญญาณอาจผิดไป จากต้นทางได้บ้างแต่ยังคงสภาวะ 1 หรือ 0

5. ความเชื่อมั่น สัญญาณดิจิตอลมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณอนาลอก ทำให้วงจรที่ทำงานด้วยสัญญาณดิจิตอล มีความเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อใช้แทนปริมาณต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การบวกสัญญาณ ถ้าทำงานในลักษณะอนาลอก





ตอบข้อ 1.


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
-ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
- ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น


2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ





โดย: นาย วรวัฒน์ ศรีใจ รหัส 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:15:41:48 น.  

 
ตอบข้อ 2


Analog and Digital



สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง
เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะ ยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกใน หมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไร ที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัสที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็น ที่รู้จักกันดี

1. สัญญาณแบบ Analog จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่องที่ทุกๆ ค่าเปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบ Analog จะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจาก ค่าทุกค่าที่ถูกนำมาใช้งานั้นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาล็อกนี้จะเป็นสัญญาณที่สื่อกลาง ในการสื่อสาร ส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบ Digital จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและ ความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบ Analog เนื่องจากมีการใช้งานเพียง 2 ค่าเพื่อนำมาตีความหมายเป็น On/Off หรือ 1/0 เท่านั้นซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกันในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณ ทั้งสองแบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาล็อก เช่น สายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อก จะเรียกว่า โมดูเลชั่น (Modulation) เช่น การแปลงสัญญาณแบบ Amplitude modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณ แบบอนาล็อกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า ดีโมดูเลชั่น (Demodulation) ตัวอย่างของเครื่องมือการแปลง เช่น MODEM(MOdulation DEModulation) นั้นเอง



การส่งสัญญาณแบบอนาลอกและดิจิตอล

1. สัญญาณแบบอนาลอก (Analog) จะเป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่ทุกๆค่าที่เปลี่ยนแปลงไป ของระดับสัญญาณจะมีความหมาย การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า เนื่องจากค่าทุกค่าถูกนำมาใช้งานนั่นเอง ซึ่งสัญญาณแบบอนาลอกนี้จะเป็นสัญญาณ ที่สื่อกลางในการสื่อสารส่วนมากใช้อยู่ เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

2. สัญญาณแบบดิจิตอล (Digital) จะประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือสัญญาณ ระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ดังนั้นจะมีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอนาลอก เนื่องจากมีการใช้งานค่าเพียง 2 ค่า นำมาตีความหมายเป็น on/off หรือ 1/0 เท่านั้น ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้ จะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
ในทางปฏิบัติ จะสามารถใช้เครี่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้ง 2 แบบได้ เพื่อช่วยให้สามารถส่งสัญญาณดิจิตอลผ่านสัญญาณพาหะที่เป็นอนาลอก เช่นสายโทรศัพท์หรือคลื่นวิทยุ การแปลงสัญญาณแบบดิจิตอลไปเป็นอนาลอกจะเรียกว่า Modulation เช่น การแปลงแบบ Amplitude Modulation (AM) และ Frequency Modulation (FM) เป็นต้น ส่วนการแปลงสัญญาณแบบอนาลอกเป็นดิจิตอล จะเรียกว่า Demodulation ตัวอย่างของเครื่องมือในการแปลงระหว่างสัญญาณทั้งสองก็คือ Modem (Modulation DEModulation) นั่นเอง



ลักษณะและความแตกต่างของ Analog & Digital

สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลา ทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์

ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่น อาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่ รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล ถือว่ามีความสำคัญมากในการที่จะเข้าใจการสื่อสารข้อมูล สัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง และมีค่าตลอดช่วงของสัญญาณ เช่น เสียงพูด, เสียงดนตรี, วีดีโอ บางครั้งเรียกว่าบอร์ดแบนด์ หรือสัญญาณมอดูเลท
สัญญาณดิจิตอลเป็นกลุ่มของสัญญาณที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง ภายในช่วงสัญญาณมีรูปแบบเป็นสัญญาณและเป็นเลขฐานสอง คือ มีค่า 2 ค่า เป็น 1 และ 0 สัญญาณดิจิตอลอาจจะเรียกว่าเบสแบนด์



ประเภทของวงจรดิจิตอล
ระบบดิจิตอล อาจแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

1. ระบบดิจิตอลแบบคอมบิเนชัน (Combinational Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุตขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หรือคอมบิเนชัน (Combination) ของสถานะอินพุต ลำดับเหตุการณ์ในอดีตของอินพุต และเอาท์พุตไม่มีผลต่อการทำงานของวงจร วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรตรรกะ (Logic Gates) แบบต่าง ๆ และวงจรที่พัฒนามาจากวงจรตรรกะ

2. ระบบดิจิตอลแบบซีเควนเชียล (Sequental Digital System)
เป็นระบบที่สถานะของเอาท์พุดขึ้นอยู่กับสถานะปัจจุบัน และสถานะก่อนหน้านั้นของทั้ง อินพุตและเอาท์พุด ลำดับเหตุการณ์ในอดีตมีผลโดยตรงต่อสถานะของเอาท์พุต และเวลาเป็นตัวแปรตัวหนึ่ง ที่ควบคุมสถานะของเอาท์พุต วงจรในระบบนี้ได้แก่ วงจรฟลิปฟลอป (Flip Flop) แบบต่าง ๆ และวงจร ที่พัฒนามาจากวงจรฟลิปฟลอบ

3. ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม (Program-Controlled Digital System)
เป็นระบบที่นำวงจรแบบคอมบิเนชันและแบบซีเควนเชียลมาทำงานร่วมกัน โดยเพิ่มหน่วยความจำ (Memory) ที่มีขนาดใหญ่พอเข้าไป สำหรับจดจำคำสั่งต่าง ๆ ที่จะสั่งงานให้ระบบทำงานตามลำดับ และ จดจำสถานะอินพุตเอาท์พุตก่อนหน้า คำสั่งทีเรียงลำดับไว้นี้เรียกว่า โปรแกรม (Program) ระบบนี้จึงเป็นระบบที่ทำงานภายใต้การควบคุมของโปรแกรม ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซอฟต์แวร์ (Software) สิ่งที่ตรงกันข้ามกับซอฟต์แวร์คือ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งได้แก่ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันเป็น ตัวเครื่องของระบบ ระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรม จึงเป็นระบบที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในขณะที่ระบบดิจิตอลอีกสอบแบบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้มีแต่ฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ตัวอย่างของระบบดิจิตอลแบบควบคุมด้วยโปรแกรมได้แก่ ระบบที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor -Based System)



ประเภทของสัญญาณอนาลอกและดิจิตอล

เราคงเคยได้ยินคำว่า "อนาลอกและดิจิตอล" กันมาบ้างแล้ว ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต "0" กับสถานะของบิต "1" ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาใน

รูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บน พื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูล ในระยะไกลได้
แต่ในขณะเดียวกันทุกวันนี้ในองค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครื่องมือ อีเลกทรอนิกส์ในองค์กรได้ เช่น ระหว่างห้องทำงาน ระหว่างชั้น ระหว่างตึก การเดินสายสัญญาณ สามารถเลือกใช้สายที่นำสัญญาณดิจิตอลได้เลย ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยโมเด็มช่วยแปลงสัญญาณอีก เช่น การสื่อสารในระบบ LAN



ข้อดีและข้อเสียของระบบอนาลอกและดิจิตอล



การพัฒนาเทคโนโลยีของไอซี ทำให้มีการพัฒนาทางด้านดิจิตอล และนำมาใช้ในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ มากขึ้น อุปกรณ์ดิจิตอล มีข้อดีหลายประการดังต่อไปนี้

1. การแสดงผลทำให้เข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่น การแสดงผลของแรงดันไฟฟ้าเป็นตัวเลขจาก เครื่องวัดแรงดันไฟฟ้า

2. การควบคุมทำได้ง่าย ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมอุณหภูมิของเตาเผาที่มีระบบดิจิตอลเข้ามา เกี่ยวข้อง การทำงานของระบบ มีตัวตรวจอุณหภูมิที่เปลี่ยนอุณหภูมิเป็นระดับแรงดันที่เป็นสัญญาณ อนาลอก สัญญาณจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณดิจิตอล ด้วยวงจรเปลี่ยนสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอล แล้วป้อนเข้าสู่ส่วนประมวลผล (Central Processing Unit : CPU) ซี พี ยู จะทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ถ้ามีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด จะส่งสัญญาณออกที่เอาท์พุต เพื่อควบคุมการปิดเปิดเชื้อเพลิงใน เตาเผา การเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้กลับมาเป็นสัญญาณอนาลอกใช้วงจร D/A คอนเวอร์เตอร์ (Digital to Analog Converter) สัญญาณอนาลอกจะไปควบคุมการปิดเปิด การฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงในเตาเผา เพื่อให้ได้อุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนอุณหภูมิสามารถปรับได้ โดยการเปลี่ยนค่าที่เก็บไว้ใน ซี พี ยู

3. ความเที่ยงตรง วงจรอนาลอก ทำให้มีความเที่ยงตรงสูงได้ยาก เพราะปะรกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่มีค่าผิดพลาด และมีความไวต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น จึงทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ มีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรอนาลอก เป็นเพราะแรงดันไฟฟ้า ส่วนอุปกรณ์ในวงจรดิจิตอลก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่วงจรสามารถควบคุมการทำงานได้ ถึงแม้ว่าสัญญาณจะผิดเพี้ยนไปบ้าง ก็ไม่มีผลต่อการทำงานของวงจรเพราะสภาวะ 1 กับ 0 กำหนดจากระดับแรงดัน

4. ผลกระทบต่อการส่งในระยะไกล เมื่อมีการส่งสัญญาณออกไปในระยะไกล ๆ ตามสายส่งหรือเป็นคลื่นวิทยุ จะมีการรบกวนเกิดขึ้นได้ง่าย เรียกว่า นอยส์ (noise) ตัวอย่างเช่น การส่งสัญญาณไปยัง ดาวเทียมจะมีการรบกวนเนื่องจากการแผ่รังสี จากฟ้าแลบ หรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ทำให้สัญญาณผิดเพี้ยนได้ง่าย ถ้าเป็นวงจรอนาลอก ความเชื่อถือได้ขึ้นกับแรงดันที่ปลายทางว่าเบี่ยงเบนไปจากต้นทางมามากน้อยแค่ไหน เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความต่างศักย์ ถ้าส่งเป็นสัญญาณดิจิตอลจะไม่มีปัญหานี้ เพราะสัญญาณอาจผิดไป จากต้นทางได้บ้างแต่ยังคงสภาวะ 1 หรือ 0

5. ความเชื่อมั่น สัญญาณดิจิตอลมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่าสัญญาณอนาลอก ทำให้วงจรที่ทำงานด้วยสัญญาณดิจิตอล มีความเชื่อถือได้มากกว่า เมื่อใช้แทนปริมาณต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การบวกสัญญาณ ถ้าทำงานในลักษณะอนาลอก





ตอบข้อ 1.


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
-ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
- ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น


2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ





โดย: นาย วรวัฒน์ ศรีใจ รหัส 52040332110 พฤหัส เช้า หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:15:42:28 น.  

 
ดี


โดย: นารี IP: 125.26.111.85 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:12:26:18 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการ ส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้ รูปแสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)
จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)
2.การซิงโครนัส (Synchronous) เป็นลักษณะการส่งสัญญานที่มีจังหวะเวลาของสัญญานนาฬิกาควบคุมนั่นคือ จะต้องให้สัญญาณนาฬิกา (colck) ที่จุดปลายทั้งสองคือผู้ส่งและ ผู้รับ ที่จุดผู้ส่งสัญญานาฬิกาจะเป็นตัวคอยบอกผู้ส่งว่าให้ถ่ายเทข้อมูลเป็นบิทลงสายส่งด้วยความถี่เท่าไร ที่จุดผู้รับสัญญาณนาฬิกาจะเป็นตัวบอกว่าจะต้องมีข้อมูลที่เป็นบิทเข้ามาตามสายส่งด้วยความถี่เท่าไร วิธีนี้จะเหมาะกับระบบที่มีการส่งข้อมูลตลอดเวลา

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาลอก
ตอบ สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) หมาย ถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น
สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal) หมาย ถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น


โดย: นางฉวีวรรณ แสงเลิศ 51241151132 รูปแบบพิเศษ รปศ. เรียนเวลา บ่ายโมงวันเสาร์ IP: 117.47.14.74 วันที่: 1 กันยายน 2552 เวลา:19:42:44 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ
นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)
จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)

1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติการมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK) ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่าPhase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น
Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html




โดย: นาย สุระทิน ใจใส หมู่ 15 ศุกร์เช้า รหัส 52041151202 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 5 กันยายน 2552 เวลา:11:29:35 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: นางสาวเกษร อัครฮาด รหัสนักศึกษา 52040003135 หมู่ 29 เรียนพุธเช้า IP: 125.26.172.40 วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:19:53:53 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ 1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission) การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้นถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ) เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่าแบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะเนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสายเส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้นภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus) การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
-ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
-ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียวจนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมดรวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณพื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบอนุกรมโดยเฉพาะการสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol (PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรงและผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ที่มา : http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ -สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)
หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น
-สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)
หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

ที่มา : http://kikkokjung.multiply.com/journal/item/7


โดย: นางสาวกฤติยา เหล่าผักสาร รหัสนักศึกษา 52040263134 หมู่ 22 อังคารเช้า คณะเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 8 กันยายน 2552 เวลา:10:01:00 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
1 การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ

http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html



โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนวันเสาร์บ่ายโมง) IP: 10.0.100.37, 125.26.243.56 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:13:57:11 น.  

 
1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ





1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ

http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นางสาวสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 (เรียนวันเสาร์บ่ายโมง) IP: 10.0.100.37, 125.26.243.56 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:14:02:27 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ที่มา : http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
1.สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)
เฮิรตซ์ (hertz) คือ หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วิธีวัด
ความถี่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที
2.สัญญาณดิจิทัล (digital signal)
Bit rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล วิธีวัดความเร็วจะนับ
จำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที
ที่มา : http://bc.siamu.ac.th/sriprai/chap12.2.htm





โดย: นางสาวเบญจมาศ ปวงสุข หมู่ 1 เรียน จันทร์-บ่าย รหัสนักศึกษา 5040302108 IP: 110.49.70.53 วันที่: 13 กันยายน 2552 เวลา:21:45:50 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
........การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)
การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก
ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous data transmission) และ
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous data transmission)
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มักจะใช้กับเทอร์มินัลธรรมดา (dumb terminal) ไว้สำหรับรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์แม่และแสดงผลที่จอ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ การส่งข้อมูลแบบนี้มักจะมีอัตราในการรับส่งข้อมูลที่แน่นอนมีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที (bit per second) เมื่ออุปกรณ์อะซิงโครนัสจะส่งข้อมูล 1 ไบต์ ก็จะส่งบิตเริ่มต้น (start bit) ก่อน ซึ่งมักจะเป็น "0"
และตามด้วยข้อมูลทั้ง 8 บิตใน 1 ไบต์ แล้วจึงจะส่งบิตหยุด (stop bit) ซึ่งมักจะเป็น "1" บิตทั้งหมดนี้
จะรวมกันเป็น 10 บิต ในการส่งข้อมูลเรียงตามลำดับดังนี้ 1 บิตเริ่มต้น 7 บิตข้อมูล (data bit) 1 บิต
ภาวะเสมอมูล และ 1 บิตหยุด กระบวนการเหล่านี้จะห่างกัน 1 วินาที ที่จะส่งข้อมูลชุดต่อไป ซึ่งก็หมายถึงว่าเมื่อคอมพิวเตอร์แม่ได้รับบิตเริ่มต้น ก็คาดหวังว่าจะได้รับอีก 9 บิตภายในเวลา 1 วินาที
ที่มา : http://members.tripod.com/dek_asp/03.html
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Transmission)
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะใช้เมื่อต้องการข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสนใจรายละเอียดทุกอย่างที่บรรจุมากับสัญญาณ ในทำนองเดียวกันกับการส่งสัญญาณแบบอนาลอก กล่าวคือ เมื่อระยะทางในการส่งมากขึ้น สัญญาณดิจิตอลก็จะจางลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้อุปกรณ์ทำสัญญาณซ้ำ หรือรีพีตเตอร์ (Repeater) ปัจจุบันการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทสูงในการสื่อสารข้อมูล เนื่องจากให้ความถูกต้องชัดเจนของข้อมูลสูง และส่งได้ในระยะไกลด้วย สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้ง่ายด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณจากคอมพิวเตอร์อยู่ในรูปของดิจิตอลนั่นเองแต่เดิมนั้นถ้าหากระยะทางในการสื่อสารไกลมักจะใช้สัญญาณแบบอนาลอกเสียส่วนใหญ่ เช่น โทรศัพท์, โทรเลข เป็นต้น

การส่งสัญญาณแบบอนาลอก (Analog Transmission)
การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะไม่คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในสัญญาณเลย โดยสัญญาณจะแทนข้อมูล อนาลอก เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น ซึ่งสัญญาณอนาลอกที่ส่งออกไปนั้นเมื่อระยะห่างออกไปสัญญาณก็จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทำให้สัญญาณไม่ค่อยดี ดังนั้นเมื่อระยะห่างไกลออกไปสามารถแก้ไขได้โดยใช้เครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) แต่ก็มีผลทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ขึ้น ยิ่งระยะไกลมากขึ้นสัญญาณรบกวนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยใช้เครื่องกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกไป







โดย: นางสาวเบญจมาศ ปวงสุข หมู่ 1 เรียนจันทร์-บ่าย รหัส 5040302108 IP: 110.49.70.53 วันที่: 13 กันยายน 2552 เวลา:22:05:50 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้


โดย: นายจักรกริช โพธิวงษ์ หมู่ 15 ศุกรเช้า IP: 192.168.1.103, 119.42.83.235 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:20:45:20 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html







โดย: นาย ปิยะ ศรีกุลวงศ์ เสาร์บ่าย 51241151204 IP: 222.123.59.23 วันที่: 31 สิงหาคม 2552 เวลา:14:04:13 น.







การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html






โดย: น.สชไมพร ตะโคตร ม.29 พุธ(ช้า) 520404103 IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:11:53:32 น.  

 

1.

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละ ๑ ไบต์ หรือ ๘ บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย ๘ ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน ๑๐๐ ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้ อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าในสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี้ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ ( Hand-Shake)




การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไปไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ ๘ ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

http://teacher.skw.ac.th/salunyar/40102/unit_02/p_202.htm

2.สัญญาณอานาลอก( Analog signal) มีลักษณะที่ต่อเนื่องที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสาทเช่นเสียงที่เราได้ยินที่ออกจากลำโพงวิทยุ หรือโทรทัศน์ ส่วนสัญญาณดิจิตอลนั้นเป็นสัญญาณที่มีเพียงสองสถานะคือ จริง หรือ เท็จ และรวมกันเข้าเป็นระหัสสำหรับติดต่อกันระหว่างเครื่องมืออเล็กทรอนิกส์เช่นระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่อง หรือคอมพิวเตอร์ที่รับส่งข้อมูลในระบบอินเตอร์เนตก็ติดต่อกันในรูปสัญญาณดิจิตอล ส่วนเสียงที่เราได้ยินทางลำโพงคอมพิวเตอร์นั้นก็เกิดจากการแปลงระหัสจากสัญญาณดิจิตอลมาเป็นสัญญารอานาลอกก่อนแล้วจึงแปลงมาเป็นสัญญาณเสียงด้วยลำโพง

http://www.thumhome.com/Radio.htm





โดย: น.สชไมพร ตะโคตร ม.29 พุธ(ช้า) 520404103 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:11:56:18 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
........การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)
การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก
ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous data transmission) และ
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous data transmission)
การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มักจะใช้กับเทอร์มินัลธรรมดา (dumb terminal) ไว้สำหรับรับข้อมูลจากคอมพิวเตอร์แม่และแสดงผลที่จอ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ การส่งข้อมูลแบบนี้มักจะมีอัตราในการรับส่งข้อมูลที่แน่นอนมีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที (bit per second) เมื่ออุปกรณ์อะซิงโครนัสจะส่งข้อมูล 1 ไบต์ ก็จะส่งบิตเริ่มต้น (start bit) ก่อน ซึ่งมักจะเป็น "0"
และตามด้วยข้อมูลทั้ง 8 บิตใน 1 ไบต์ แล้วจึงจะส่งบิตหยุด (stop bit) ซึ่งมักจะเป็น "1" บิตทั้งหมดนี้
จะรวมกันเป็น 10 บิต ในการส่งข้อมูลเรียงตามลำดับดังนี้ 1 บิตเริ่มต้น 7 บิตข้อมูล (data bit) 1 บิต
ภาวะเสมอมูล และ 1 บิตหยุด กระบวนการเหล่านี้จะห่างกัน 1 วินาที ที่จะส่งข้อมูลชุดต่อไป ซึ่งก็หมายถึงว่าเมื่อคอมพิวเตอร์แม่ได้รับบิตเริ่มต้น ก็คาดหวังว่าจะได้รับอีก 9 บิตภายในเวลา 1 วินาที
ที่มา : http://members.tripod.com/dek_asp/03.html

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล (Digital Transmission)
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะใช้เมื่อต้องการข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสนใจรายละเอียดทุกอย่างที่บรรจุมากับสัญญาณ ในทำนองเดียวกันกับการส่งสัญญาณแบบอนาลอก กล่าวคือ เมื่อระยะทางในการส่งมากขึ้น สัญญาณดิจิตอลก็จะจางลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยใช้อุปกรณ์ทำสัญญาณซ้ำ หรือรีพีตเตอร์ (Repeater) ปัจจุบันการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะเข้ามามีบทบาทสูงในการสื่อสารข้อมูล เนื่องจากให้ความถูกต้องชัดเจนของข้อมูลสูง และส่งได้ในระยะไกลด้วย สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ได้ง่ายด้วย ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณจากคอมพิวเตอร์อยู่ในรูปของดิจิตอลนั่นเองแต่เดิมนั้นถ้าหากระยะทางในการสื่อสารไกลมักจะใช้สัญญาณแบบอนาลอกเสียส่วนใหญ่ เช่น โทรศัพท์, โทรเลข เป็นต้น

การส่งสัญญาณแบบอนาลอก (Analog Transmission)
การส่งสัญญาณแบบอนาลอกจะไม่คำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในสัญญาณเลย โดยสัญญาณจะแทนข้อมูล อนาลอก เช่น สัญญาณเสียง เป็นต้น ซึ่งสัญญาณอนาลอกที่ส่งออกไปนั้นเมื่อระยะห่างออกไปสัญญาณก็จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทำให้สัญญาณไม่ค่อยดี ดังนั้นเมื่อระยะห่างไกลออกไปสามารถแก้ไขได้โดยใช้เครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) แต่ก็มีผลทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ขึ้น ยิ่งระยะไกลมากขึ้นสัญญาณรบกวนก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถแก้ไขสัญญาณรบกวนนี้ได้โดยใช้เครื่องกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกไป
ที่มา : http://members.tripod.com/dek_asp/03.html






โดย: นางสาว ศิริพร คมกล้า51040901250 สาขา นิติศาสตร์ หมู่ 01 (จันทร์-บ่าย) IP: 222.123.14.135 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:12:14:48 น.  

 

2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

-การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

-การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: นาวสาวกาญจนา อุปวันดี (หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:22:16:44 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1.การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

2.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)
จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มา

http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ









โดย: นางสาวประสิทธิ์พร เพ็งสอน(หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:22:18:16 น.  

 
ข้อที่ 1อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ
การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป


ข้อที่ 2 อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal) หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal) หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

ที่มาhttp:
//www.ds.ru.ac.th/Comp/W_Chai41101_41102/Communication.htm





โดย: นางสาวปิยนุช แสงจันทร์(หมู่01 วันจันทร์บ่าย) IP: 113.53.164.173 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:22:19:48 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1.การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

2.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)
จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มา

http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ







โดย: นายสรพล อินทร์ธิราช IP: 125.26.172.63 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:07:16 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354


โดย: ส.ต.ต.หญิงพิพิทย์ชยานันต์ สีลาเวช 05 รูปแบบพิเศษ 51241151133 IP: 125.26.172.63 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:07:36 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354


โดย: นายสันทัด คูหานา 51241151129 หมู่ 05 รูปแบบพิเศษ IP: 125.26.172.63 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:08:06 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html







โดย: พ.อ.อ.ปิยะ หอมชื่น 51241151144 IP: 125.26.172.63 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:12:08:54 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819






โดย: น.ส.สุวรรณี ระวะใจ หมู่ที่ 22 อังคารเช้า IP: 125.26.176.80 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:19:21:36 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html




โดย: นายวิทวัฒน์ พากุล รหัสนักศึกษา 52042055102 หมู่ 29 ( พุธ เช้า ) IP: 192.168.1.103, 119.42.82.83 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:20:19:13 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: นางสาว สมร นาแพงหมื่น 51241151220 หมู่ 05 เสาร์บ่าย รปศ. IP: 114.128.22.203 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:12:00:08 น.  

 
คำตอบข้อที่ 1
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


คำตอบข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html




โดย: นางสาวจุรีพร โดคตชมภุ รหัส 52040332125 พฤหัส (เช้า) หมู่ 8 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:15:35:13 น.  

 

แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819



โดย: จ.ส.ต.หญิง พรรสุภา ชิตเกษร 51241151125 เสาร์บ่าย หมู่ 05 รปศ. IP: 222.123.230.32 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:15:48:50 น.  

 

ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html





โดย: จ.ส.อ. อาสา โสมประยูร 51241151211 เสาร์บ่าย หมู่ 05 รปศ. IP: 222.123.230.32 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:15:51:34 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

คำตอบคือ...

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์


ที่มา..
http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm







2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

คำตอบคือ...

ในการส่งสัญญาณข้อมูลหรือข่าวสารใดๆ ก็ตาม เราสามารถส่งได้ใน2 ลักษณะคือ
1. ส่งสัญญาณแบบอนาล็อกเช่น การส่งสัญญาณข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์อนาล็อกซึ่งสัญญาณที่ส่งออกไปนั้นมีความต่อเนื่องกันตลอดเวลาเช่น สัญญาณเสียง
2. การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลคือการส่งสัญญาณข้อมูลที่มีแต่ON/OFF หรือแบบเลขไบนารี(Binary) การส่งสัญญาณแบบอนาล็อกและแบบดิจิตอล(Analog and Digital Transmission)
การส่งสัญญาณข้อมูลแบบอนาล็อก เป็นการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกโดยไม่สนใจในสิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลอนาล็อก (เช่น สัญญาณเสียง) หรือข้อมูลดิจิตอล (เช่น ข้อมูลไบนารีที่ส่งผ่านโมเด็ม) สัญญาณอนาล็อก ที่ทำการส่งออกไปพลังงานจะอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น ดังนั้นในการส่งสัญญาณอนาล็อก ไประยะไกลๆจึงต้องอาศัยเครื่องขยายสัญญาณหรือแอมปลิไฟเออร์(Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับสัญญาณ แต่ในการใช้เครื่องขยายสัญญาณจะมีการสร้างสัญญาณรบกวนขึ้น (Noise) รวมกับข้อมูลสัญญาณด้วยยิ่งระยะทางไกลมากเท่าไรก็ยิ่งมีสัญญาณรบกวนมากขึ้นเท่านั้นการส่ง

สัญญาณอนาล็อกจึงต้องการวงจรกรองสัญญาณ(Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออกอีก การส่งสัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอล ส่วนในการส่งสัญญาณแบบดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรจุมาในสัญญาณเมื่อระยะทางเพิ่มมากขึ้นจะทำให้สัญญาณ ดิจิตอลจางหายไปได้จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทบทวนสัญญาณหรือรีพีตเตอร์(Repeater) เพื่อกู้ (Recover) รูปแบบ ของสัญญาณที่มีลักษณะเป็น1 และ 0 เสียก่อนแล้วจึงส่งสัญญาณที่กู้มาใหม่ออกไปต่อไป เราสามารถนำเอาอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณมาใช้กับการส่งสัญญาณแบอนาล็อกที่มีข้อมูลเป็นแบบดิจิตอลได้เครื่องทบทวนสัญญาณจะกู้ข้อมูลดิจิตอล จากสัญญาณอนาล็อกและสร้างสัญญาณขึ้นมาใหม่แล้วลบสัญญาณอนาล็อกที่ส่งมาด้วยออกไปดังนั้นจะไม่มีสัญญาณรบกวนที่ติดมากับสัญญาณอนาล็อกหลงเหลืออยู่เลย

คำถามคือว่าเราจะเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล็อกหรือแบบดิจิตอลดีคำตอบก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะทางในการส่งข้อมูลนั้นใกล้หรือไกลถ้าเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินสายสื่อสารดิจิตอลได้ก็ควรจะเลือกใช้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลส่วนการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆ การสื่อสารของไทยเรายังคงเป็นระบบอนาล็อกอยู่เช่น ระบบโทรศัพท์หรือระบบโทรเลขดังนั้นจึงควรเลือกใช้วิธีการส่งสัญญาณข้อมูลเป็นแบบอนาล็อก


แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตระบบการสื่อสารในบ้านเราก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลเช่น ระบบเครือข่ายISDN
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการส่งสัญญาณข้อมูลต่างๆ ก็คงอยู่ในรูปของดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเสียงหรือภาพก็ตาม

ที่มา..http://kikkokjung.multiply.com/journal/item/7





โดย: จ.ส.ต. เสกสิท วงศรีรักษา 51241151128 เสาร์บ่าย หมู่05 รปศ. IP: 222.123.230.32 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:15:53:32 น.  

 
การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ








รูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลแบบขนาน

เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ










รูปภาพที่ 5.6 การส่งข้อมูลแบบอนุกรม

การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

การเทียบจังหวะสัญญาณ
ข้อมูลที่กำลังได้รับการส่งผ่านสายสื่อสารนั้นไม่ว่าจะเป็นการส่งในรูปแบบใด ก็จะเป็นสัญญาณที่แทนความหมายบิท 0
หรือ บิท 1 นอกจากจะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลในลักษณะต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ
ประการหนึ่งคือ การที่ผู้รับข้อมูลจะต้องทราบว่าข้อมูลจะถูกส่งออกมาในจังหวะใด และมีการจัดกลุ่มอย่างไร ผู้รับจึงจะสามารถ
แปลสัญญาณที่รับเข้ามาได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ขั้นตอนนี้ เรียกว่า การเทียบจังหวะสัญญาณ (synchronization) ซึ่ง
ในที่นี้แบ่งวิธีการส่งสัญญาณออกเป็นสองประเภทคือ แบบซิงโครนัส และแบบอะซิงโครนัส
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส
การส่งสัญญาณแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) จะส่งข้อมูลออกมาทีละตัวอักษร โดยจะเพิ่มบิท
นำหน้า (start bit space) และบิทสิ้นสุด (stop bit or mark) เพื่อบอกขอบเขตของตัวอักษร ในกรณีที่มีการตรวจสอบ
ความถูกต้องของข้อมูลก็จะเพิ่มบิทพาริตี้ (parity bit) เข้ามาด้วย ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.7 เนื่องจากการส่งข้อมูลเป็นไปทีละ
ตัวอักษร (หรือไบท์) ซึ่งเป็นอิสระต่อกัน ดังนั้นช่วงต่อระหว่างตัวอักษรที่ส่งออกไป จึงไม่มีความสำคัญมากนัก นั่นคือตัวอักษร
จำนวนหลายตัวอาจถูกส่งติดต่อกันไปโดยไม่เว้นช่วงเลย หรืออาจมีการเว้นช่วงว่าง (idle) ระหว่างการส่งตัวอักษรแต่ละตัว
ก็ได้ และช่วงว่างแต่ละช่วงก็ไม่มีความจำเป็นจะต้อง เท่ากัน ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลจะส่ง แทนที่จะปล่อยให้ไม่มีสัญญาณเลย
ก็มักจะส่งบิทสิ้นสุด (คือบิท 1) ติดต่อกันไปตลอดเวลาจนกว่าจะมีข้อมูลพร้อมส่ง หรือยกเลิกการสื่อสารระหว่างกัน

Start

Bit Data


(One Char.) Parity

Bit Stop

Bit
Idle time
.............. Start

Bit Data

(One Char.) Parity

Bit Stop

Bit
Idle time
..............


รูปภาพที่ 5.7 การส่งสัญญาณแบบอะซิงโครนัส

การส่งสัญญาณแบบอะซิงโครนัสเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพต่ำ ดังรูปภาพที่ 5.5 สมมติว่าข้อมูลที่ต้องการส่งมีเพียง
ตัวอักษรเดียว หรือ 8 บิท แต่ข้อมูลที่ส่งออกไปจริงจะต้องเพิ่มบิทเริ่มต้นและบิทสิ้นสุด เข้าไปด้วย กลายเป็นข้อมูลขนาด 10
บิท ดังนั้นประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่ 80% เท่านั้น (8/10 = 0.8 or 80%) และถ้าเพิ่มบิทพาริตี้เข้าไปด้วยก็จะทำให้
ประสิทธิภาพลดลงไปเหลือ 73% เท่านั้น (8/11 = 0.73 or 73%) อย่างไร ก็ตาม วิธีการนี้เป็นวิธีการสื่อสารแบบที่ง่ายที่สุด
แบบหนึ่งซึ่งยังคงมีใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
โมเด็มส่วนใหญ่ที่ใช้กับเครื่องพีซี และเทอร์มินัลอย่างเช่น DEC VT-100 ทำงานแบบอะซิงโครนัสซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ในกลุ่มนี้มีขีดความสามารถค่อนข้างจำกัด หรือใช้โปรแกรมประยุกต์ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ช่องสื่อสารที่มี
ความกว้างมากนัก การทำงานแบบอะซิงโครนัสจึงยังคงสามารถใช้งานได้ดี

2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส
ข้อมูลกลุ่มหนึ่งประกอบกันเป็นบล็อก (block) ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.4 ประกอบด้วยข้อมูล 4 ส่วน คือ (1) เรียกว่า
ตัวอักษรซิงค์ (synchronous character : SYN) จำนวน 3 ตัว (2) ข้อมูลที่ต้องการส่งจำนวนหนึ่ง (3) ชุดข้อมูลควบคุม
(block control character) และ (4) ตัวอักษรสิ้นสุดบล็อก (end of block character) ถูกนำไปใช้ในการส่งข้อมูล
แบบซิงโครนัส (Synchronous Transmission) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัส ในที่นี้ตัวอักษรซิงค์มีหน้าที่
หลักในขณะส่งข้อมูลสองประการคือ เป็นตัวบอกจุดเริ่มต้นของบล็อกข้อมูล และ เป็นข้อมูลที่ทางฝั่งผู้รับ ใช้ในการปรับเทียบ
จังหวะการรับข้อมูลของตนเองให้สอดคล้องกับจังหวะการส่งข้อมูลของผู้ส่ง นอกจากนี้ ในขณะที่ไม่มีการส่งข้อมูล ผู้ส่งและ
ผู้รับจะแลกเปลี่ยนตัวอักษรซิงค์ระหว่างกันเพื่อประโยชน์คือ ทำให้ทั้งคู่ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งยังคงทำงานอยู่ตามปกติ และทั้งคู่
สามารถปรับเทียบจังหวะ การทำงานให้ตรงกันเพื่อให้มีความพร้อมในการส่งข้อมูลอยู่ตลอดเวลา


SYN

http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นายอภิเชษฐ์ หาคำ ม.8 พฤหัส (เช้า) IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:29:10 น.  

 
การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)

http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นายอภิเชษฐ์ หาคำ ม.8 พฤหัส (เช้า) IP: 172.29.5.133, 202.29.5.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:30:42 น.  

 
การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)

http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นายอภิเชษฐ์ หาคำ ม.8 พฤหัส (เช้า) IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:31:25 น.  

 
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น





โดย: นายอภิเชษฐ์ หาคำ ม.8 พฤหัส (เช้า) IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:16:38:35 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

2.1 ตอบ การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354


2.2 ตอบ สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal)
หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

การส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม

การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

แสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)

จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส ผู้ส่งทำการส่งบิตติดต่อกันยาว ๆ ถ้าผู้ส่งต้องการแบ่งช่วงกลุ่มข้อมูลก็ส่งกลุ่มบิต 0 หรือ 1 เพื่อแสดงสถานะว่าง เมื่อแต่บิตมาถึงผู้รับ ผู้ัรับจะนับจำนวนบิตแล้วจับกลุ่มของบิตให้เป็นไบต์ที่มี 8 บิต
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์

ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm












โดย: น.ส.จิตราภรณ์ ภุเกตุ หมู่ 8 พฤหัสเช้า IP: 58.137.131.62 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:17:10:17 น.  

 
1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ


http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html



โดย: น.สสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 หมู05 รูปแบบพิเศษ IP: 118.173.244.173 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:18:11:42 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน


2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว


http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: น.สสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 หมู05 รูปแบบพิเศษ IP: 118.173.244.173 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:18:15:14 น.  

 
อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น




สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=11-06-2009&group=10&gblog=15



โดย: น.สสุกัญญา แก้วคูณเมือง รหัส 51241151122 หมู05 รูปแบบพิเศษ IP: 118.173.244.173 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:18:26:07 น.  

 
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html







โดย: ศุภชัย จันทาพูน IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:13:52:49 น.  

 
2.แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ








รูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลแบบขนาน

เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ


การส่งสัญญาณแบบอะนาล็อก
การส่งสัญญาณแบบอะนาล็อก จะไม่สนใจสิ่งที่
บรรจุอยู่ในสัญญาณเลย สัญญาณจะแทนข้อมูลที่เป็น
อะนาล็อก (เสียง) หรือข้อมูลดิจิตอล สัญญาณ
อะนาล็อกที่ส่งออกไปพลังงานจะอ่อนลงเรื่อย ๆ จึง
ต้องมีเครื่องขยายสัญญาณหรือแอมปลิไฟเออร์
(Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้สัญญาณ
การส่งสัญญาณแบบดิจิตอล

การส่งสัญญาณดิจิตอลจะสนใจทุกสิ่งที่บรรจุใน
สัญญาณ เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น สัญญาณดิจิตอลจะลด
ทอนลงหรือจางหาย ต้องใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณหรือ
รีพีตเตอร์ (Repeater) เพื่อกู้คืน (Recover) รูปแบบของ
สัญญาณที่เป็น 0 และ 1 ก่อน แล้วจึงส่งออกไป




โดย: นางสาวนฤมล ภูหนองโอง รหัสนักศึกษา 52040264108 หมู่ 29 (พุธ-เช้า) IP: 125.26.177.195 วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:16:04:51 น.  

 
1.ตอบ

การส่งผ่านข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transimission)รูปแบบการส่งผ่านข้อมูลในลักษณะนี้ทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลหนึ่งตัวอักษรจะถูกส่งผ่านไปตามสายส่งเรียงลำดับกันไปทีละบิตในสายส่งเพียงเส้นเดียว


การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก
ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัดของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย



2.ตอบ สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต (Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง (Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต (Digit) สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล (digital filter) ” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น
Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่า Demodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล
อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM) ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น

สัญญาณดิจิทัลทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณเอาต์พุตตามระดับสัญญาณ 0 และ 1 คอมพิวเตอร์นั้นจะรู้จักเฉพาะสัญญาณ ดิจิทัลหรือ 0 และ1 เท่านั้น ส่วนระบบโทรศัพท์จะรู้จักสัญญาณอะนาล็อกหรือเสียงเท่านั้น ดังนั้นโมเด็มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้สายโทรศัพท์ในการรับสัญญาณได้ โดยการแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์และที่ปลายทางก็แปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ปลายทางรับข้อมูลได้
ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล ระบบดิจิทัลจะนำเลขฐานสองแต่ละบิตมาต่อเรียงกัน ถ้าบิตมีค่าเป็น1 จะเรียกว่าลอจิก1 หรือHigh และถ้าบิตมีค่าเป็น0 เรียกว่า ลอจิกศูนย์ หรือ Low ค่าแรงดันที่แทนลอจิกศูนย์และหนึ่ง เรียกว่า Logic Level





http://www.thaiwbi.com/course/data_com/signal.html
http://www.sci.nu.ac.th/information-it/index.php?topic=22

นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115


โดย: นาย พิษณุ มีที คบ.ทัศนศิลป์ หมู่ 11 1/52 จันทร์/บ่าย 51100103115 IP: 192.168.1.124, 124.157.149.201 วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:12:26:42 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนานโดยเฉพาะ

เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบอนุกรมโดยเฉพาะ



ที่มา : http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 113.53.169.216 วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:16:18:51 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่าแบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนานโดยเฉพาะ

เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบอนุกรมโดยเฉพาะ



ที่มา : http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 113.53.169.216 วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:16:25:27 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็น การส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง




ที่มา : http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 113.53.169.216 วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:16:37:16 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก


สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด  Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
      สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์


สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
     สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M


ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf


โดย: น.ส. นาริณี อินทร์ดี IP: 113.53.169.216 วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:16:59:39 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ 1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital



โดย: นางสาวหนึ่งฤทัย มังคละแสน คณะมนุษศษสตร์และสังคมศาสตร์ สาขานิติศาสตร์หมู่01 จ.บ่าย IP: 124.157.147.100 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:20:05:57 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354





โดย: ส.อ.ชาคร ทานินนท์ หมู่ 05 5124151208 IP: 125.26.164.16 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:11:35:04 น.  

 
ข้อ 1
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า
โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)

1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html

นายตง ประดิชญากาญจน์ หมู่ 22 อังคารเช้า


โดย: นายตง ประดิชญากาญจน์ IP: 202.29.5.62 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:13:43:38 น.  

 
การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ

http://ecurriculum.mv.ac.th


โดย: นายชัยวัฒน์ ศรีอุต หมู่ 22 อังคาร (เช้า) IP: 192.168.1.108, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:15:48:01 น.  

 
การแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอล (A/D)


อุปกรณ์ที่ทำงานตรงกันข้ามกับโมเด็มคือ โคเดก (CODEC หรือ Coder/DECoder)
เทคนิคในการเปลี่ยนแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ
1. การมอดูเลตทางแอมปลิจูดของพัลส์ หรือ PAM (Pulse Amplitude Modulation)
2. การมอดูเลตแบบรหัสพัลส์ หรือ PCM (Pulse Code Modulation)
- Pulse Duration Modulation (PDM)
- Pulse Position Modulation (PPM)


1. การมอดูเลตทางแอมปลิจูดของพัลส์ หรือ PAM (Pulse Amplitude Modulation)
โดยอาศัยหลักการแซมปิงหรือการชักตัวอย่าง (Sampling) ของสัญญาณ ที่เป็นอนาล็อก(ต่อเนื่อง)ตามช่วงเวลาให้สัญญาณนั้นขาดจากกันเป็นพัลส์ๆ โดยขนาดของแต่ละพัลส์จะเท่ากับขนาดของ สัญญาณเดิมในช่วงเวลานั้นๆ ทางทฤษฎีการ แซมปิงจะทำด้วยอัตราสองเท่าของแบนด์วิดท์ของสัญญาณอนาล็อกเป็นจำนวนครั้งต่อวินาที (อัตราแซมปิง= 2 BW เฮิรตซ์) ยิ่งถ้าแซมปิงสัญญาณด้วยอัตราน้อยเท่าไรเราก็จะได้สัญญาณพัลส์ที่ใกล้เคียงกับสัญญาณ เดิมมากที่สุดแต่ถ้าอัตราน้อยเกินไปสัญญาณก็จะกลับไปเป็นสัญญาณอนาล็อกเหมือนเดิม

2. การมอดูเลตแบบรหัสพัลส์ หรือ PCM (Pulse Code Modulation)
เนื่องจากขนาดของพัลส์ในแบบ PAM ยังคงเป็นแบบต่อเนื่องการส่งสัญญาณแบบ PAM จึงไม่ได้ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณอนาล็อกเลย ดังนั้น PCM จึงมีขั้นตอนการทำให้ขนาดของสัญญาณข้อมูลเป็นแบบไม่ต่อเนื่องก่อนด้วยวิธีการที่เรียกว่า การควอนไทซ์ (Quantize) ขั้นตอนการแปลงสัญญาณอนาล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอลโดยวิธี PCM

ขั้นตอนการมอดูเลตแบบ PCM มีดังนี้

1. ทำการควอนไทซ์สัญญาณอนาล็อกโดยทำให้ค่าขนาดของสัญญาณเป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่องเสียก่อน ( สมมติว่าต้องการแปลงสัญญาณเป็นดิจิตอลขนาด3 บิต ดังนั้น23 = 8 ระดับ


2. จากนั้นทำการแซมปิง สัญญาณด้วยอัตราที่เหมาะสม ( 2 BW เฮิรตซ์ ) เราก็จะได้สัญญาณPAM ซึ่งในแต่ละพัลส์นั้นสามารถจะ กำหนดรหัสแทนพัลส์ได้ด้วยรหัสของเลขฐานสอง
3.รหัสของแต่ละพัลส์ก็จะถูกส่งออกไปในรูปแบบของเลขฐานสอง รูป 3 ค การกำหนดรหัส( Code ) ให้แต่ละพัสส์สัญญาณ เมื่อสัญญาณ PCM ถูกส่งไปถึงปลายทางก็จะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นสัญญาณ PAM แล้วจึงแปลงกลับมาเป็นสัญญาณอนาล็อกอย่างเดิมอีกที การทำ ควอนไทซ์จะทำให้สัญญาณที่ปลายทาง ไม่เหมือนทางต้นทางทีเดียวอีกทั้งในช่วงระหว่างการแซมปิง แต่ละครั้งสัญญาณรบกวนจากแหล่งอื่นสามารถแทรกเข้ามาได้แต่อย่างไรก็ตามการมอดูเลตแบบPCM ก็ให้ประสิทธิภาพดีกว่าแบบ PAM และได้สัญญาณข้อมูลเป็นดิจิตอลจริงๆ อัตราการส่งสัญญาณดิจิตอลโดยการมอดูเลต แบบPCM ของสัญญาณอนาล็อกแต่ละชนิดที่ใช้กันในปัจจุบัน

http://www.geocities.com/manana20032003/AD.html



โดย: นายชัยวัฒน์ ศรีอุต หมู่ 22 อังคาร (เช้า) IP: 192.168.1.108, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:15:55:14 น.  

 
การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ

การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม

ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/ftp/ftp.html


โดย: นายชัยวัฒน์ ศรีอุต หมู่ 22 อังคาร (เช้า) IP: 192.168.1.108, 124.157.139.216 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:21:02 น.  

 
ข้อ 1
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า
โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)

1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html




นายศราวุฒิ ทดกลาง หมู่22(อ.เช้า)


โดย: นายศราวุฒิ ทดกลาง IP: 202.29.5.62 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:28:38 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



โดย: นายอายุวัฒฯ นามมาลา หมู่.29 พุธเช้า IP: 172.23.8.231, 58.137.131.62 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:16:41:05 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
=การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ที่มา:http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่ 01 จันทร์บ่าย IP: 114.128.22.247 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:9:54:45 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
=การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลานเส้น
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ที่มา:http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่ 01 จันทร์บ่าย IP: 114.128.22.247 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:10:00:39 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819



โดย: น.ส.นงนุช นาเจริญ 52040258129 หมู่ที่ 22 เรียนอังคารเช้า IP: 1.1.1.4, 58.147.7.66 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:13:31:44 น.  

 
2.1

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย

2.2

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


โดย: น.ส.นฤมล หมู่หาญ 52040263122 หมู่ 22 อังคารเช้า IP: 1.1.1.31, 58.137.131.62 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:10:54:23 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ
นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)
จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)

1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติการมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK) ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่าPhase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น
Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html








โดย: นายวัชฤทธิ์ มวลพิทักษ์ หมู่ 22 อ.เช้า IP: 125.26.175.79 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:13:55:09 น.  

 
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะการสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ข้อ2

2.7 ระบบอนาลอกและระบบดิจิตอล
2.7.1 วิวัฒนาการของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เราอาจแบ่งยุคของวิวัฒนาการอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันออกเป็น 4 ยุค ดังนี้
ยุคที่ 1 ยุคหลอดสุญญากาศ (1920 - 1950) อิเล็กทรอนิกส์ในยุคนี้เริ่มมีบทบาททางด้านวิทยุโทรคมนาคมก่อน จากนั้นจึงขยายขอบเขตไปสู่การใช้งานด้านอื่น ๆ ตอนปลาย ๆ ยุคเริ่มมีการประยุกต์ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์
ยุคที่ 2 ยุคทรานซิสเตอร์ (1950 - 1980) ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประเภทพกพาได้ (Portable) เป็นแรงผลักดันให้อิเล็กทรอนิกส์ยุคทรานซิสเตอร์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงด้านคุณภาพพร้อม ๆ กับการลดขนาดของอุปกรณ์เป็นจุดเด่นของยุคนี้
ยุคที่ 3 ยุคไอซี (1970 - 1980) เทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิลิคอน) ทำให้เกิดเทคโนโลยีแนวใหม่ ซึ่งทำให้สามารถผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาถูกแต่มีคุณภาพสูง
ยุคที่ 4 ยุควีแอลเอสไอ (ตั้งแต่ 1980 เป็นต้นมา) เป็นการผลักดันเทคโนโลยีไอซีต่อไปอีกขั้นหนึ่ง จุดเด่นคือ การเพิ่มขีดความสามารถของอุปกรณ์
ปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคที่ 4 ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบววีแอลเอสไอ ซึ่งเรารู้จักดีได้แก่ ไมโครโพรเซสเซอร์ และส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบดิจิตอล แนวโน้มในขณะนี้คือ จะมีการใช้วีแอล- เอสไอมากขึ้น และการใช้ชิ้นส่วนเอกเทศ (Discrete Components) น้อยลง


2.7.2 สัญญาณอนาลอกกับสัญญาดิจิตอล
การทำงานของวงจรอิเล็กนิกส์จะเกี่ยวข้องกับสัญญาณที่เป็นพื้นฐาน 2 ชนิดคือ สัญญาณอนาลอก กับสัญญาณดิจิตอล
1. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ
2. สัญญาณดิจิตอล (digital signals) เป็นสัญญาณที่ใช้แทนระดับของแรงดันไฟฟ้า 2 ระดับ เช่น 0 โวลต์ กับ +5 โวลต์ โดยกำหนดให้ระดับแรงดัน +5 โวลต์ เป็นสถานะ 1 หรือลอจิก 1 และ 0 โวลต์ เป็นสถานะ 0 หรือลอจิก 0 ตามรูป (a)
หลักการของระบบดิจิตอล
2.8.1 ลักษณะของสัญญาณดิติอล
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์




โดย: นางสาวลำไพ พูลเกษ ม.15 (ศุกร์เช้า) IP: 1.1.1.47, 58.137.131.62 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:14:56:25 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ที่มาhttp://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819






โดย: นายอโนเชาว์ แสงประสิทธิ์ ม.22 อังคารเช้า IP: 114.128.134.193 วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:18:35:37 น.  

 
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819



โดย: เบญจมาศ โคตรเพชร หมู่ 08 IP: 172.29.5.133, 58.137.131.62 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:11:56:57 น.  

 
ข้อที่ 1
สัญญาณ
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี

ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล

การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม

การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


ข้อที่ 2

การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html





โดย: ปรีชา กลมเกลียว หมู่8 พฤหัสบดีเช้า รหัส 52040901222 IP: 124.157.139.201 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:16:48:24 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง




2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก


ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้





โดย: นาย เกรียงไกร สลับศรี หมู่1 จ.บ่าย IP: 192.168.10.107, 117.47.135.97 วันที่: 27 กันยายน 2552 เวลา:21:28:28 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1.การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร

2.การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)
จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มา

http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ




นายเจริญชัย ผ่ามดิน หมู่ 22 (อ.เช้า)


โดย: นายเจริญชัย ผ่ามดิน IP: 58.147.7.66 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:11:47:35 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
=การส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้
ที่มา:http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่1 จันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:15:18:21 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
=ส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม
โดยทั่วๆ ไปหลักใหญ่ของการส่งข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีลักษณะการส่ง
ข้อมูลอยู่ 2 แบบ คือ
- แบบขนาน (Parallel)
- แบบอนุกรม (Serial)
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ใน การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น

2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ

การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้

ที่มา:http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html


โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่1 จันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:28:30 น.  

 
อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

=การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

=การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html



โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่1 จันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:30:24 น.  

 
อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
=ลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสัญญาณอนาล็อกเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะเป็นชิ้น ๆ หรือเป็นท่อน ๆ ซึ่งเรามีศัพท์เรียกลักษณะดังกล่าวว่า ดิสครีต (Discrete) และสัญญาณจะมีค่าได้เฉพาะค่าที่กำหนด ไว้ตายตัวเท่านั้น เช่น ในระบบดิจิตอลที่ใช้กันทั่วไปนั้นใช้สัญญาณระบบเลขฐานสอง (Binary) ซึ่งมีค่าเพียงสองระดับเท่านั้น จากรูป แสดงลักษณะของสัญญาณดิจิตอล ในกรณีนี้สัญญาณสามารถมีค่าที่กำหนดไว้สองระดับคือ 0 กับ 5 โวลต์ ตามรูปนี้สัญญาณมีค่า 5 โวลต์ ในช่วงเวลาระหว่า t = 1 ถึง 2 กับในช่วงเวลาระหว่าง t = 3 ถึง 4 นอกจากช่วงเวลาทั้งสองดังกล่าวสัญญาณมีค่า 0 โวลต์
ถ้าส่งสัญญาณนี้ไปตามสายหรือไปกับคลื่นวิทยุ เมื่อไปถึงปลายทางขนาดและรูปร่างของคลื่นอาจผิดเพี้ยงไปบ้าง ในทางปฏิบัติเรากำหนดค่าขั้นต่ำของสัญญาณระดับสูง (VH min) และค่าขั้นสูงของสัญญาณระดับต่ำ (VL max) ไว้ เพื่อให้สามารถแยกระดับแรงดันไฟฟ้า ทั้งสองจากสัญญาณดิจิตอลที่ผิดเพี้ยนไปได้ โดยวิธีนี้ระบบที่รับสัญญาณดิจิตอลก็ยังสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าสัญญาณที่รับเข้ามาจะมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นจุดเด่นของระบบดิจิตอลที่เหนือกว่าระบบอนาลอก

2. สัญญาณอนาลอก (analog signals) คำว่า อนาลอก (analog) มาจากคำว่า อนาโลกัส (analogus) หมายถึงปริมาณใด ๆ ที่แสดงค่าการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากค่าต่ำสุดจนถึงค่าอนันต์ จากรูป (a) เป็นวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ประกอบด้วย หลอดไฟฟ้า และตัวต้านทานปรับค่าได้ (VR) ต่อเป็นแบบอันดับกับแหล่งจ่ายไฟตรง เมื่อมีการปรับค่าความต้านทานจะทำให้มีกระแสไหล ในวงจรเปลี่ยนไป ทำให้ความเข้มของแสงที่หลอดไฟฟ้าเปลี่ยนไปด้วย เมื่อเขียนแทนความเข้มของแสงด้วยสัญญาณจะได้ตามรูปที่ (b) โดยให้แกนในแนวนอนแทนเวลา ส่วนแกนในแนวตั้งแทนความเข้มของแสงที่เกิดจากความสว่างของหลอดไฟฟ้า สัญญาณอนาลอก นำไปใช้แทนปริมาณต่าง ๆ เช่น เสียง ความเร็ว ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ ระยะทาง แรงดัน และความเข้มของแสง เป็นต้น สัญญาณอนาลอกที่ได้จากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ตรวจสอบการทำงาน หรือใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยใช้แทนปริมาณของแรงดันไฟฟ้า หรือกระแสไฟฟ้า ในวงจรต่าง ๆ

ที่มา

http://yalor.yru.ac.th/~nipon/Digital/chapter1/index.htm#digital


โดย: นางสาวนงลักษณ์ ทุมลา หมู่1 จันทร์บ่าย IP: 119.42.110.112 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:32:33 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transimission)

การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Tranmission)

ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญารจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.chakkham.ac.th/technology/network/transdata.html


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819



โดย: น.ส.ศิราณี ผิววงษ์ 52040258102 เรียนอังคารเช้า หมู่ 22 IP: 1.1.1.244, 202.29.5.62 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:18:31:18 น.  

 
2.1.การส่งผ่านข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transimission)

รูปแบบการส่งผ่านข้อมูลในลักษณะนี้ทุกบิตที่เข้ารหัสแทนข้อมูลหนึ่งตัวอักษรจะถูกส่งผ่านไปตามสายส่งเรียงลำดับกันไปทีละบิตในสายส่งเพียงเส้นเดียว ดังรูป

ต้นทาง ปลายทาง



รูปที่ 5 การส่งข้อมูลแบบอนุกรม

จากรูปตัวอักษรจะประกอบด้วย 8 บิต เรียงเป็นลำดับ ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างต้นทาง และปลายทาง และปลายทางจะรวบรวมบิตเหล่านี้ทีละบิตจนครบ 8 บิต เป็น 1 ตัวอักษร จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน แต่ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนาน ซึ่งเหมาะสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ
โดยทั่วไปแล้วการส่งข้อมูลนั้นจะประกอบไปด้วยกลุ่มของตัวอักษร ดังนั้นในการส่งข้อมูลแบบอนุกรมนี้จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า แล้วต้นทางและปลายทางจะทราบได้อย่างไรว่า จะแบ่งแต่ละตัวอักษรตรงบิตใด จึงเกิดวิธีการสื่อสารข้อมูลขึ้น 2 แบบคือ การสื่อสารแบบอะซิงโคนัส (Asynchronous Transmission) และการสื่อสารแบบซิงโคนัส (Synchronous Transmission

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์

http://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99
http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Knowledge/Networks%20Technology/network4.htm

2.2 สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต (Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง (Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต (Digit) สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล (digital filter) ” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น
Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่า Demodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล
อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM) ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น

วิธีการ Modulation
สัญญาณดิจิทัลทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณเอาต์พุตตามระดับสัญญาณ 0 และ 1 คอมพิวเตอร์นั้นจะรู้จักเฉพาะสัญญาณ ดิจิทัลหรือ 0 และ1 เท่านั้น ส่วนระบบโทรศัพท์จะรู้จักสัญญาณอะนาล็อกหรือเสียงเท่านั้น ดังนั้นโมเด็มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถใช้สายโทรศัพท์ในการรับสัญญาณได้ โดยการแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์และที่ปลายทางก็แปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ปลายทางรับข้อมูลได้
ลักษณะของสัญญาณดิจิทัล ระบบดิจิทัลจะนำเลขฐานสองแต่ละบิตมาต่อเรียงกัน ถ้าบิตมีค่าเป็น1 จะเรียกว่าลอจิก1 หรือHigh และถ้าบิตมีค่าเป็น0 เรียกว่า ลอจิกศูนย์ หรือ Low ค่าแรงดันที่แทนลอจิกศูนย์และหนึ่ง เรียกว่า Logic Level

ที่มา:http://www.nstlearning.com/~km/?p=3151

สัญญาณอะนาล็อก(Analog Signal) เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบอะนาล็อก คือ การส่งผ่านระบบโทรศัพท์

สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สัญญาณแบบนี้ เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี เป็นต้น

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81



โดย: นางสาวสุจิตรา อินทสร้อย 52040258139 เรียนอังคารเช้า หมู่ 22 IP: 124.157.151.227 วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:20:17:03 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
-1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณเป็นจำนวนมากในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์เพียงคู่เดียว การส่งข้อมูล วิธีการนี้จึงไม่ได้รับ
ความนิยมนำไปใช้งานมากนัก ยกเว้นสำหรับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น เครื่องพิมพ์ ซึ่งการใช้สายหลายเส้น (ปกติจะมัดรวมเป็นสาย
เส้นใหญ่และมีฉนวนหุ้มภายนอก) ไม่เป็นปัญหามากนักและมีราคาไม่แพง จนเกินไป ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ
อัตราการเกิดข้อผิดพลาดของข้อมูลจะสูงกว่าแบบอนุกรมมากจึง ทำให้สายชนิดนี้มักจะใช้ในระยะทางสั้น ๆ เท่านั้น
ภายในเครื่องพีซี มีการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาผ่านสายสื่อสารภายในเรียกว่า บัส (Bus)
การส่งข้อมูลนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดจึงต้องใช้วิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน ถ้าหากต้องรีบหรือส่งข้อมูลออกทาง
โมเด็ม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูลไปเป็นแบบอนุกรม โดยใช้ วงจรรวม (IC) เรียกว่า "Universal
Asynchronous Receiver Transmitter (UART)"
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิท
ข้อเสีย คือ ถ้าส่งในระยะทางไกล ๆ จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก เพราะต้องใช้สายส่งสัญญาณหลายเส้น
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
การสื่อสารบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแบบอนุกรม โดยใช้โปรโตคอลควบคุมการทำงานแบบ TCP/IP โปรโตคอลส่วนที่
ทำหน้าที่ส่งสัญญาณมีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า "Serial Line Internet Protocol (SLIP)" เป็นโปรโตคอลรุ่นเก่าที่
ออกแบบไว้สำหรับทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ UNIX โปรโตคอลนี้ทำงานโดยส่ง ตัวอักษรควบคุมสองตัวคือ "END"
และ "ESC" เพื่อใช้บอกขอบเขตของข้อมูลที่ส่งออกมา ปัญหาที่สำคัญคือ โปรโตคอลนี้ไม่มีการรับรองมาตรฐานเครื่อง
คอมพิวเตอร์ที่จะสื่อสารถึงกันจึงต้องใช้ข้อกำหนดร่วมกัน โปรโตคอลแบบใหม่กว่าเรียกว่า "Point-to-Point Protocol
(PPP)" ซึ่งได้รับการับรองมาตรฐานจึงสามารถใช้ สื่อสารได้ทั้งแบบซิงโครนัส และอะซิงโครนัสผ่านสายสื่อสารทั้งทางตรง
และผ่านโมเด็ม นอกจากนี้ยังสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้
ecurriculum.mv.ac.th/


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่ 1 เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.3 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:14:43:01 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
-1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ecurriculum.mv.ac.th


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่1 เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.3 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:14:50:21 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
-1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ
นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)
2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม

ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 ดังแสดงในรูป
web.ku.ac.th


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่1 เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.3 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:14:53:44 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
-ข้อมูลต่างๆที่เดินทางผ่านช่องสัญญาณในระบบโทรคมนาคมมีอยู่สองแบบ คือ สัญญาณอนาลอกกับสัญญาณดิจิตอล ลักษณะของสัญญาณอนาลอก (Analog Signal) อยู่ในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกส่งผ่านสื่อนำสัญญาณไปยังจุดหมายที่ต้องการ เหมาะสำหรับการส่งสัญญาณเสียงสนทนา (Voice) ส่วนสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal) มีลักษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง ออกเป็นสองระดับเพื่อแทนสถานะสองสถานะ คือ สถานะของบิต “0” กับสถานะของบิต “1” ซึ่งเปรียบได้กับการปิดเปิดสวิทซ์ไฟฟ้า (0 หมายถึง ปิด 1 หมายถึง เปิด) เครื่องมืออีเลกทรอนิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผลิตสัญญาณออกมาในรูปแบบสัญญาณดิจิตอลเกือบทั้งสิ้น แต่การส่งสัญญาณผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน ยังอยู่บนพื้นฐานของสายโทรศัพท์ธรรมดาซึ่งเป็นสัญญาณอนาลอกอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการแปลงสัญญาณผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (MOdulation/DEMoldulation device ; MODEM) จึงจะสามารถสื่อสารข้อมูลในระยะไกลได้
ที่มา
http://learners.in.th/blog/tasana/259819


โดย: นางสาววันวิสาข์ ศรีทอง หมู่ 1 เรียนจันทร์บ่าย IP: 119.42.110.3 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:15:06:14 น.  

 
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

การสื่อสารข้อมูลแบบขนาน
การส่งข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละไบต์ คือ 8 บิต จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่าง 2 เครื่องจะต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายขนานให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมากกว่าจะเป็นตัวกลางชนิดอื่น เนื่องจากมีสัญญาณ สูญหายไปกับความต้านทานของสาย ระยะทางระหว่าง 2 เครื่อง ไม่ควรจะเกิน 100 ฟุต ปัญหาที่ เกิดขึ้นหากระยะทางของสายมากกว่านี้ก็คือระดับของกราวนด์ในทางไฟฟ้าที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณลอจิกทางฝ่ายรับ

นอกจากสายที่เป็นทางเดินของข้อมูลแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีกเป็นต้นว่า บิตที่บอกแพริตี้ของสัญญาณ เพื่อเป็นการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ(Hand-shake)

จะเห็นว่าการส่งแบบขนานส่วนมากจะทำในระยะใกล้ๆ เนื่องจากจะต้องมีช่องทางเดินของสัญญาณมากกว่า 8 สาย และอุปกรณ์ที่ติดต่อแบบขนานกับคอมพิวเตอร์ก็เห็นจะได้แก่ เครื่องพิมพ์
ที่มาhttp://cp101km.swu.ac.th/index.php/51102010354


โดย: น.ส.คนึงนิจ ผิวบาง ม.22 เรียนเช้าวันอังคาร IP: 124.157.148.92 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:18:23:21 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
การสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission)
เป็นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้กับสื่อนำข้อมูลที่มีเพียง 1 ช่องสัญญาณได้ สื่อนำข้อมูลที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้จะมีราคาถูกกว่าสื่อนำข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ และเนื่องจากการสื่อสารแบบอนุกรมมีการส่งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่งข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิตระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสารแบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ8ช่องเพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน การส่งข้อมูลแบบอนุกรมข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรมทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html


โดย: น.ส.สุกัญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:41:58 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ
นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)

2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม
ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี

http://www.vcharkarn.com/vblog/46930
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน

สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์






สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น

สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M

http://74.125.153.132/search?q=cache:IPbOXa9yVMcJ:www.sc.ac.th/www/doc/electronic%2520.ppt+%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8A%E0%B8%AD%E0%B8%81&cd=3&hl=th&ct=clnk



โดย: น.ส.จิราภรณ์ ศุกรักษ์(หมู่15 ศุกร์ เช้า) IP: 222.123.58.158 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:48:49 น.  

 
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก



สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์


สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M


ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf


โดย: น.ส.สุกัญญา พรมสวัสดิ์ (หมู่ที่ 15 ศุกร์ เช้า ) IP: 61.19.119.253 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:48:50 น.  

 
ข้อ 1ขนาน ส่งพร้อมกันได้หลายบิตในเวลาเดียวกัน ใช้สายหลายเส้น 1 เส้นส่ง 1 bit
อนุกรม ส่งต่อเนื่องทีละบิต
ข้อดี การส่งแบบขนาน ส่งข้อมูลมาก, การส่งแบบอนุกรม เหมาะส่งไกลๆ โอกาส Error น้อยกว่า
ข้อเสีย แบบขนาน สายส่งราคาแพง ใช้สายมาก , แบบอนุกรม ส่งข้อมูลได้น้อย ส่งช้า


ที่มา http://74.125.153.132/search?q=cache:R-qksz3uatwJ:www.ronnagorn.com/dcm/4.ppt+%E0%BB8%A1&cd=15&hl=th&ct=clnk&gl=th

ข้อ 2 Analog เราจะหมายถึงสัญญาณทั่วๆไป ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้ามากกว่า 2 ระดับ
เช่น สัญญาณเสียงที่ออกมาทางช่อง Line Out ของ Sound Card
หรือ สัญญาณ Video ที่ออกมาทางช่อง Video Out ที่ต่อออกไปที่ TV

ส่วนสัญญาณ Digital จะหมายถึงสัญญาณ ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าเพียง 2 ระดับ
เราจะเรียกว่า สัญญาณ 0 กับ 1 หรือ Logic 0 กับ 1

ที่มา http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/tech/hardware/topic/HM1097636.html



โดย: นางสาว อนุสรา แคนหนอง 52040332139 หมู่เรียน 15 ศุกร์ เช้า IP: 125.26.237.81 วันที่: 6 กรกฎาคม 2552 เวลา:22:56:42 น.


โดย: นาย ณัฐพงศ์ มันทะลา IP: 124.157.129.36 วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:18:51:39 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็น การส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

ที่มา : http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์

สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M

ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf



โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่22 IP: 118.174.28.70 วันที่: 4 ตุลาคม 2552 เวลา:2:24:53 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็น การส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

ที่มา : http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์

สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M

ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf



โดย: นางสาวกฤตยา อินทร์กอ หมู่22 IP: 118.174.28.70 วันที่: 4 ตุลาคม 2552 เวลา:2:25:40 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
1. การส่งข้อมูลแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งข้อมูลแบบขนาน (parallel transmission) จัดการส่งข้อมูลออกไปครั้งละหนึ่งตัวอักษรหรือ หนึ่งไบท์ ดังนั้น
ถ้าหนึ่งไบท์มี 8 บิทก็จะต้องใช้สายสัญญาณจำนวน 8 เส้น (ไม่รวมสายสัญญาณสำหรับข้อมูลสำหรับการควบคุมอื่น ๆ)
เพื่อส่งข้อมูลทั้ง 8 บิทออกไปในคราวเดียวกัน ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.5 การส่งข้อมูลด้วยวิธีการนี้จึงมีความรวดเร็วกว่า
แบบอนุกรมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้วิธีการนี้ได้แก่ เครื่องพิมพ์ ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายขนาน
(parallel cable) เข้าทางพอร์ตขนาน (parallel port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบขนาน
โดยเฉพาะ
2. การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (Serial Transmission)
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) มองเห็นข้อมูลในลักษณะของกระแสบิท (bit stream) คือ
ไม่มีการแบ่งข้อมูลเป็นไบท์หรือหน่วยอื่นใด การส่งข้อมูลจึงเกิดขึ้นทีละบิทต่อเนื่องกันไปผ่านทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
จนกว่าจะหมด ดังแสดงในรูปภาพที่ 5.6 ทางฝั่งผู้ส่งจะต้องทำให้ข้อมูลที่จะส่งรวมทั้งข้อมูลสำหรับการควบคุมทั้งหมด
รวมเป็นกระแสบิทชุดเดียวกันแล้วส่งออกมาทีละบิทจนครบทุกบิท ทางฝั่งผู้รับก็จะรับข้อมูลเข้ามาทีละบิท ซึ่งจะต้องม
ีโปรแกรม หรืออุปกรณ์ส่วนอื่นนำข้อมูลที่รับเข้ามา ไปรวมเป็นไบท์เพื่อแปลความหมายอีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้เป็นการส่งสัญญาณ
พื้นฐานที่สำคัญแบบหนึ่ง ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ส่งข้อมูลแบบอนุกรม ได้แก่ โมเด็ม ซึ่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านสายอนุกรม
(serial cable) เข้าทางพอร์ตอนุกรม (serial port) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบ RS-232 ที่ได้รับการออกแบบมาให้ส่งข้อมูลแบบ
อนุกรมโดยเฉพาะ
ที่มา:http://ecurriculum.mv.ac.th/techno/library/computer/it/it/HTM/05Lesson4.html

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ MOdulator-DEModulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญานไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญานที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการดมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็ความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

ที่มา http://www.geocities.com/manana20032003/DA.html



โดย นางสาว สุดารัตน์ นรินทร์ เรียนวันพฤหัส ตอนเช้า เวลา 08.00-12.00น. หมู่08



โดย: นางสาว สุดารัตน์ นรินทร์ IP: 125.26.164.252 วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:10:02:07 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็น การส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

ที่มา : http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์

สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M

ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf


โดย: นายอรรคพล วิทิยา หมู่ 22 IP: 118.174.41.246 วันที่: 8 ตุลาคม 2552 เวลา:13:22:24 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ


การส่งแบบขนาน (parallel transmission) คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission) จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็น การส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดย การเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีก หนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

ที่มา : http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณดิจิตอล (Digital ชนิด Signal) หมายถึง สัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง(Discrete Data) ที่มีขนาดแน่นอนซึ่งขนาดดังกล่าวอาจกระโดดไปมาระหว่างค่าสองค่า คือ สัญญาณระดับสูงสุดและสัญญาณระดับต่ำสุด ซึ่งสัญญาณดิจิตอลนี้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการทำงานและติดต่อสื่อสารกัน
สัญญาณดิจิตอลมีลักษณะคล้ายขั้นบันได ถูกรบกวนได้น้อย มีความคมชัดกว่าอนาลอก นิยมใช้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์

สัญญาณอนาลอก ( Analog Signal ) หมายถึงสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลแบบต่อเนื่อง(Continuous Data) ที่มีขนาดไม่คงที่ มีลักษณะเป็นเส้นโค้งต่อเนื่องกันไป โดยการส่งสัญญาณแบบอนาล็อกจะถูกรบกวนให้มีการแปลความหมายผิดพลาดได้ง่าย เช่น สัญญาณเสียงในสายโทรศัพท์ เป็นต้น
สัญญานอนาลอก มีลักษณะต่อเนื่องคล้ายเส้นเชือก ถูกรบกวนง่าย เหมาะกับการใช้ในวิทยุสื่อสารระยะใกล้ วิทยุ A.M และ F.M

ที่มา : http://www.lib.ru.ac.th/knowledge/pcweb/slidepdf/it105_6_01.pdf


โดย: นายอรรคพล วิทิยา หมู่ 22 IP: 118.174.41.246 วันที่: 8 ตุลาคม 2552 เวลา:13:22:55 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
ตอบ
การส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การส่งแบบขนาน และการส่งแบบอนุกรม

การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้

การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)

จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง

ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)


ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
ตอบ
ชนิดของสัญญาณข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น

สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น



โดย: นายธีรยุทธ วันทอง คบ.ภาษาอังกฤษ รหัส 52100102145 หมู่ 08 พฤหัสเช้า IP: 61.19.118.250 วันที่: 27 ธันวาคม 2552 เวลา:17:09:26 น.  

 
แบบฝึกหัด
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

1. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกทีละ 1 ไบต์ หรือ 8 บิตจากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ อุปกรณ์ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางอย่างน้อย 8 ช่องทาง เพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านโดยมากจะเป็นสายสัญญาณแบบขนาน ระยะทางของสายสัญญาณแบบขนานระหว่างสองเครื่องไม่ควรยาวเกิน 100 ฟุต เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย นอกจากนี้อาจมีปัญหาที่เกิดจากระดับไฟฟ้าสายดินที่จุดรับผิดไปจากจุดส่ง ทำให้เกิดการผิดพลาดในการรับสัญญาณทางฝ่ายรับ
นอกจากแกนหลักแล้วอาจจะมีทางเดินของสัญญาณควบคุมอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตี ที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)


2. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม

ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วคอยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 ดังแสดงในรูป



2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

1. สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง
ที่ทุก ๆ ค่าเปลี่ยนแปลงไปของระดับสัญญาณจะมี
ความหมาย สัญญาณถูกรบกวนได้ง่าย ทำให้มีการ
แปลความหมายผิดพลาดได้ง่ายกว่า สัญญาณ
อะนาล็อกส่วนมากใช้อยู่ในระบบทรศัพท์
สัญญาณดิจิตอล จะเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง
ประกอบขึ้นจากระดับสัญญาณเพียง 2 ค่า คือ
สัญญาณระดับสูงสุด และสัญญาณระดับต่ำสุด
เป็นแบบเลขไบนารี่ 1 และ 0 จะมีประสิทธิภาพ
และความน่าเชื่อถือสูงกว่าแบบอะนาล็อก สัญญาณ
ดิจิตอลจะเป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการ
ทำงานและติดต่อสื่อสารกัน




โดย: **** นายสุรศักดิ์ พฤคณา 52100102101 คบ.ภาษาอังกฤษ หมู่ 8 พฤหัสบดี เช้า IP: 172.29.5.133, 61.19.118.250 วันที่: 30 ธันวาคม 2552 เวลา:15:26:38 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

ตอบ

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละหลายๆ บิตพร้อมกัน จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่างสองเครื่อง จึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางหลายๆ ช่องทาง โดยมากจะเป็นสายนำสัญญาณหลายๆ เส้นโดยจำนวนสายส่งจะต้องเท่ากับจำนวนบิตที่ต้องการส่งแต่ละครั้ง ปกติความยาวของสายไม่ควรยาวมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย การส่งโดยวิธนี้จึงนิยมใช้กับการส่งข้อมูลในระยะทางใกล้ๆ

นอกจากการส่งข้อมูลหลักแล้วอาจมีการส่งข้อมูลอื่นๆ อีก เช่น บิตพาริตีที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณ ที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)


2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ตอบ

2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก
สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น
สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น


โดย: นาย นุกูลกิจ ลีทุม 52100102146 คบ.อังกฤษ หมู่ 8 พฤหัส(เช้า) IP: 61.19.118.250 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:14:44:53 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ
2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ข้อที่ 1
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล สัญญาณอะนาลอกเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเป็นค่าต่อเนื่องส่วนสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณ ที่มีขนาดเปลี่ยนแปลง เป็นค่าของเลขลงตัว โดยปกติมักแทนด้วย ระดับแรงดันที่แสดงสถานะเป็น "0" และ "1" หรืออาจจะมีหลายสถานะ ซึ่งจะกล่าวถึงในเรื่องระบบสื่อสารดิจิตอล มีค่าที่ตั้งไว้ (threshold) เป็นค่าบอกสถานะ ถ้าสูงเกินค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "1" ถ้าต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ สถานะเป็น "0" ซึ่งมีข้อดีในการทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

เนื่องจากสัญญาณรบกวนต้องมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้สถานะจึงจะเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ในระบบดิจิตอล สถานะของข้อมูลเป็น "0" สัญญาณรบกวนมีค่า 0.2 โวลต์ แต่ค่าที่ตั้งไว้เท่ากับ 0.5 โวลต์ สถานะยังคงเดิมคือเป็น "0" ในขณะที่ระบบอะนาลอก สัญญาณรบกวนจะเติมเข้าไปใน สัญญาณจริงโดยตรง กล่าวคือสัญญาณจริงบวกสัญญาณรบกวนเป็นสัญญาณขณะนั้นทำให้สัญญาณรบกวนมีผลต่อสัญญาณ จริงและมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อกล่าวถึงสัญญาณในเชิงประยุกต์ก็ อาจจะจำแนกในหมวดหมู่นี้ได้ การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงในวงจรอย่างสม่ำเสมอไม่สามารถส่งข่าวสารได้ แต่เมื่อไรที่ทำการควบคุมกระแสให้เป็นพัลส์โดยการเปิดสวิตซ์ กระแสจะลดลงสู่ศูนย์และปิดสวิตซ์ กระแสก็จะมีค่าค่าหนึ่ง พัลส์ของกระแสถูกผลิตตามรหัส ที่ใช้แทนแต่ละตัวอักษรหรือตัวเลย โดยการรวมของพัลส์ การทำงานของสวิตซ์สามารถส่งข้อความใด ๆ ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้เสมอได้แก่ รหัสมอร์ส เป็นต้น ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับในรูปของคลื่นอยู่ในจำพวกคลื่นวิทยุมีการใช้งานอย่าง กว้างขวางเป็นที่รู้จักกันดี



ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม
การสื่อสารแบบขนาน (Parallel Transmission)
การส่งแบบขนานนั้นจะทำการส่งข้อมูลทีละหลาย ๆ บิต เช่น ส่ง 10011110 ทั้ง 8 บิต ออกไปพร้อมกันโดยผ่านสายส่งข้อมูลที่มี 8 เส้น ส่วนการส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออก ไปทีละบิตต่อเนื่องกันไป เช่นถ้าข้อมูลคือ 10011110 เลข 0 ทางขวามือสุดเป็นบิตที่ 1 เรียงลำดับไปจนครบ 8 บิต โดยการส่งนั้นจะใช้สายส่งเส้นเดียวเท่านั้น ดังภาพ แสดงการส่งข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม ตัวอย่างการใช้งานที่เห็นชัด ของการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การต่อเครื่องพิมพ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งปกติจะใช้สายยาว 5 เมตร ถึง 10 เมตรเท่านั้นและตัวอย่างการส่งข้อมูล
แบบอนุกรม เช่นการต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์แม่ที่อยู่ห่างกันสัก 100 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดสาย
ข้อดี คือ สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็ว เพราะส่งครั้งละ 8 บิต
ข้อเสีย คือ ใช่ส่งแต่เฉพาะใกล้ ๆ เท่านั้น ราคาแพง

การสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Transmission)
ในการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ จะเห็นว่าการส่งข้อมูลแบบนี้ช้ากว่าแบบขนาน ตัวกลางการสื่อสาร แบบอนุกรมต้องการเพียงช่องเดียวหรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายในสื่อกลางถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสาร ทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้วย่อมจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานอย่างแน่นอน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นอนุกรมเสียก่อนแล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ ณ ที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการ เปลี่ยนข้อมูลที่ส่งมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานที่ลงตัวพอดี นั่นคือ บิต 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1 พอดี การที่จะทำให้ การแปลงสัญญาณจากอนุกรม ทีละบิตให้ลงตัวพอดีนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการรับ







ข้อที่ 2
การแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก (D/A)
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกย่านความถี่เสียง เราเรียกว่า

โมเด็ม(MODEM หรือ Modulator Demodulator)
เทคนิคการแปลงสัญญาณข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift Keying หรือ ASK)
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
- Quadrature Amplitude Modulation (QAM)
- Trellis Coded Modulation (TCM)


1. การมอดูเลตเชิงเลขทางแอมปลิจูด (Amplitude-Shift keying หรือ ASK)
ความถี่ของคลื่นพาห์ (Carrier Wave) ซึ่งทำหน้าที่นำสัญญาณอนาล็อกผ่านตัวกลางสื่อสารนั้น จะคงที่ ลักษณะของสัญญาณมอดูเลต เมื่อค่าของบิตของสัญญาณข้อมูลดิจิตอลมีค่าเป็น “1” ขนาดของคลื่นพาห์จะสูงขึ้นกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ขนาดของคลื่นพาห์จะตกลงกว่าปกติ
การมอดูเลต ASK มักไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะจะถูกรบกวนจากสัญญาณอื่นได้ง่าย
2. การมอดูเลตเชิงเลขทางความถี่ (Frequency-Shift Keying หรือ FSK)
ในการมอดูเลตแบบ FSK ขนาดของคลื่นพาห์จะไม่เปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนแปลงคือความถี่ของคลื่นพาห์ นั่นคือเมื่อบิตมีค่าเป็น “1” ความถี่ของคลื่นพาห์จะสูงกว่าปกติ และเมื่อบิตมีค่าเป็น “0” ความถี่ของคลื่นพาห์ก็จะต่ำกว่าปกติ

3. การมอดูเลตเชิงเลขทางเฟส (Phase-Shift Keying หรือ PSK)
หลักการของ PSK คือค่าของขนาดและความถี่ของคลื่นพาห์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จะเปลี่ยนคือเฟสของสัญญาณ กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะของบิตจาก “1” ไปเป็น “0” หรือเปลี่ยนจาก “0” ไปเป็น “1” เฟสของคลื่นจะเปลี่ยน (Shift) ไป 180 องศาด้วย
วิธีการแบบ PSK จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้นน้อยที่สุด ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุด แต่วงจรการทำงานจะยุ่งยากกว่าและราคาสูงกว่า
Phase-Shift Keying (PSK) or Differential Phase Shift Keying(DPSK)
โดยมีลักษณะการทำงานคือจะมีการเปลี่ยนค่า sin ของลูกคลื่นตามลักษณะของข้อมูลซึ่งการส่งไป 2 ลูกคลื่น แทน 1 bit โดยการเปลี่ยนจาก 0 ไป 1 หรือ 1 ไป 0 อาจแทนการเปลี่ยนค่า sin = 180 องศา เป็นต้น

Phase Shift Keying(PSK)
ในลักษณะการส่งสัญญาณที่ใช้เทคนิค Phase Shift Keying (PSK) คือเมื่อต้องการเปลี่ยนคลื่นนำ 0 ไปหา 1 หรือ 1 ไปหา 0 จะเลื่อนเฟสสัญญาณไปที่ละ 180 องศา
Differential Shift Keying (DPSK)
ในลักษณะการส่งสัญญาณที่ใช้เทคนิค Differential Shift Keying (DPSK) จะมีการเปลี่ยนคลื่นนำ ไปทีละ 180 องศา ทุกครั้งที่ข้อมูลมีค่าเป็น 1 เท่านั้นค่าอื่นไม่เปลี่ยน
การมอดูเลตสัญญาณดิจิตอลวิธีนี้ เป็นการประสมประสานการมอดูเลตเชิงเลขทางขนาด (AM) และทางเฟส (PM) เข้าด้วยกันโดยกำหนดให้ขนาดของสัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ สูงและต่ำ (H และ ) และกำหนดการแบ่งเฟส () ออกเป็น 4 เฟส (0, 90, 180, 270 องศา ) และ 8เฟส (0,45, 90, 135, 180, 225, 270, 315, องศา ) เช่นเดียวกับการโมอดูเลตแบบ PM เมื่อใช้เทคนิค QAM แบบ 4 เฟส ทำให้มีการนำเทคนิคการมอดูเลตแบบ QAM มาใช้กับโมเด็มความเร็วสูง (ตั้งแต่ 9,600 bps -7ขึ้นไป)
เป็นเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลของแบบ QAM ให้เร็วและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องให้มากขึ้นโดยเพิ่ม Redundant Bit เข้าไปอีก 1 Bit เพื่อเป็นบิตสำหรับการตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของข้อมูลและใช้การบีบอัดข้อมูลให้เล็ก

นส.เพ็ญนภา เจริญทรง
49240428132 ม.5
ส. 13.00 – 16.00



โดย: นส.เพ็ญนภา เจริญทรง IP: 192.168.0.102, 180.183.64.78 วันที่: 31 มกราคม 2553 เวลา:18:23:59 น.  

 
2.1. อธิบายวิธีการส่งข้อมูลแบบขนาน และแบบอนุกรม มาพอเข้าใจ

ตอบ การส่งแบบขนาน (parallel transmission)
คือการส่งข้อมูลพร้อมกันทีละหลาย ๆ บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา โดยการส่งจะรวมบิต 0 และ 1 หลาย ๆ บิตเข้าเป็นกลุ่มจำนวน n บิต ผู้ส่งส่งครั้งละ n บิต ผู้รับจะรับครั้งละ n บิตเช่นกัน ซึ่งจะคล้ายกับเวลาที่เราพูดคุยเราจะพูดเป็นคำ ๆ ไม่พูดทีละตัวอักษร
กลไกการส่งข้อมูลแบบขนานใช้หลักการง่าย ๆ เมื่อส่งครั้งละ n บิต ต้องใ้ช้สาย n เส้น แต่ละบิตมีสายของตนเอง ในการส่งแต่ละครั้งทุกเส้นต้องใช้สัญญาณนาฬิกาอันเดียวกัน ทำให้สามารถส่งออกไปยังอุปกรณ์อื่นพร้อมกันได้







รูปแสดงการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยให้ n=8 โดยทั่วไปแล้วปลายของสายทั้ง 2 ข้างจะถูกต่อด้วยคอนเน็กเตอร์ด้านละ 1 ตัว ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบขนานคือ ความเร็ว เพราะส่งข้อมูลได้ครั้งละ n บิต ดังนั้น ความเร็วจึงเป็น n เท่าของการส่งแบบอนุกรม แต่ข้อเสียที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เพราะต้องใช้สายจำนวน n เส้น
ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบขนาน เช่น การส่งข้อมูลภายในระบบบัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์ (printer) เป็นต้น



การส่งข้อมูลแบบอนุกรม (serial transmission)

จะใช้วิธีการส่งทีละ 1 บิตในหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ทำให้ดูเหมือนว่าบิตต่าง ๆ เรียงต่อเนื่องกันไป จากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง ดังรูป






ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม คือการใช้ช่องทางการสื่อสารเพียง 1 ช่อง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง แต่ข้อเสียคือ ความเร็วของการส่งที่ต่ำ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลแบบอนุกรม เช่น โมเด็มจะใช้การส่งแบบอนุกรมเนื่องจากในสัญญาณโทรศัพท์มีสายสัญญาณเส้นเดียว และอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน
การส่งข้อมูลแบบอนุกรม แบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. การส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส (asynchronous transmission) เป็นการส่งข้อมูลที่ผู้รับและผู้ส่งไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกัน แต่ข้อมูลที่รับต้องถูกแปลตามรูปแบบที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน เนื่องจากไม่ต้องใช้สัญญาณนาฬิกาเดียวกันทำให้ผู้รับไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อใดจะมีข้อมูลส่งมาให้ ดังนั้นผู้ส่งจึงจำเป็นต้องแจ้งผู้รับให้ทราบว่าจะมีการส่งข้อมูลมาให้โดยการเพิ่มบิตพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งบิต เอาไว้ก่อนหน้าบิตข้อมูล เรียกว่า บิตเริ่ม (start bit) โดยทั่วไปมักใช้บิต 0 และเพื่อให้ผู้รับทราบจุดสิ้นสุดของข้อมูลจึงต้องมีการเพิ่มบิตพิเศษอีกหนึ่งบิตเรียกว่าบิตจบ (stop bit) มักใช้บิต 1 นอกจากนี้แล้วการส่งข้อมูลแต่ละกลุ่มต้องมีช่องว่างระหว่างกลุ่ม โดยช่องว่างระหว่างไบต์อาจใช้วิธีปล่อยให้ช่องสัญญาณว่าง หรืออาจใช้กลุ่มของบิตพิเศษที่มีบิตจบก็ได้ รูปต่อไปนี้แสดงการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส ให้บิตเริ่มเป็นบิต 0 บิตจบเป็นบิต 1 และให้ช่องว่างแทนไม่มีการส่งข้อมูล (สายว่าง)


ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบอะซิงโครนัส มี 2 ประการ คือ ค่าใช้จ่ายถูกและมีประสิทธิภาพ การส่งข้อมูลแบบนี้จะนำไปใช้ในการสื่อสารที่ต้องการใช้ความเร็วไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่น การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องปลายทาง (terminal) ที่โดยธรรมชาติแล้วเป็นการสื่อสารแบบอะซิงโครนัส เพราะผู้ใช้จะพิมพ์ทีละ 1 ตัวอักษรจากเครื่องปลายทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์จึงไม่ต้องใช้ความเร็วสูงในการติดต่อสื่อสาร
2. การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส (synchronous transmission) เป็นการส่งบิต 0 และ 1 ที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยก ผู้รับต้องแยกบิตเหล่านี้ออกมาเป็นไบต์ หรือเป็นตัวอักษรเอง

จากภาพแสดงการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส ผู้ส่งทำการส่งบิตติดต่อกันยาว ๆ ถ้าผู้ส่งต้องการแบ่งช่วงกลุ่มข้อมูลก็ส่งกลุ่มบิต 0 หรือ 1 เพื่อแสดงสถานะว่าง เมื่อแต่บิตมาถึงผู้รับ ผู้ัรับจะนับจำนวนบิตแล้วจับกลุ่มของบิตให้เป็นไบต์ที่มี 8 บิต
การส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสมีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอะซิงโครนัสมาก และทำให้มีการใช้ความสามารถของสายสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัส คือความเร็วในการส่งข้อมูล ทั้งนี้เพราะไม่มีบิตพิเศษหรือช่องว่างที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เมื่อถึงผู้รับ จึงทำให้ความเร็วของการส่งข้อมูลแบบซิงโครนัสเร็วกว่าแบบอะซิงโครนัส ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำไปใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น การส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์

ที่มา http://www3.ipst.ac.th/research/assets/web/mahidol/computer(10)/network/net_datacom3.htm





2.2. อธิบายลักษณะของสัญญาญดิจิทัลและอนาล๊อก

ตอบ สัญญาณอนาลอก (Analog Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuouse Data) มีขนาดของสัญญาณไม่คงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณแบบค่อยเป็นค่อยไป กล่าวคือต้องแปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ เช่น แรงดันของน้ำ ค่าของอุณหภูมิ หรือความเร็วของรถยนต์ เป็นต้น




สัญญาณดิจิตัล (Digital Signal)

หมายถึงสัญญาณข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) มีขนาดของสัญญาณคงที่ การเปลี่ยนแปลงขนาดของสัญญาณเป็นแบบทันที ทันใด กล่าวคือ ไม่แปรผันตามเวลา โดยทั่วไปคือสัญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ เช่น สัญญาณไฟฟ้า เป็นต้น

ที่มา: http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=numpuang&date=11-06-2009&group=10&gblog=15



โดย: นางสาว ชนิกานต์ นรสาร 50040423104 การเงิน ปี3/6 หมู่ 31 เรียนวันพฤหัสบดี (บ่าย) IP: 111.84.125.117 วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:15:15 น.  

 
ให้ข้อความละเอียลมากคับบบบบ


โดย: -------- IP: 118.172.225.105 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:00:50 น.  

 
กดห่
ททาท


โดย: แสบ IP: 10.1.209.178, 203.114.114.82 วันที่: 13 มิถุนายน 2554 เวลา:14:58:18 น.  

 

ดีมากค่ะ สุโค้ยยยยย


โดย: 1375 IP: 101.109.38.157 วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:9:41:01 น.  

 
ยาวมากค่ะเนื้อหาสนุกมากเลย


โดย: นางสาว ชนิกานต์ นรสาร IP: 101.109.38.157 วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:9:52:35 น.  

 
ดีมากข้อมูล


โดย: แพรว(สวย) IP: 118.174.21.94 วันที่: 20 มิถุนายน 2554 เวลา:12:56:14 น.  

 
อ่านยังไงก้อไม่หมดดดดดด


โดย: กดเระเด IP: 203.172.164.150 วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:14:25:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 
 
neaup
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มาเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้กันนะคะ
[Add neaup's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com