All Blog
ประชามติสีขาว ที่หวัง
โค้งสุดท้ายเหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะมีการลงประชามติเพื่อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 50 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550

การลงประชามติ เป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยที่น่ายกย่องน่าสรรเสริญ นานาอารยะประเทศชื่นชมแต่ทว่าการให้ประชาชนไปลงประชามตินั้น ต้องให้เป็นกระบวนการที่บริสุทธิ ประชาชนได้รับฟังความคิดเห็นสองด้านอย่างเท่าเทียมกัน หรือได้ข้อมูลว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบอย่างเท่าเทียมกัน

คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ประชาชนอ่านรัฐธรรมนูญแล้วเข้าอกเข้าใจ และตัดสินใจจากการอ่านเพียงอย่างเดียว

ต้องมีกระบวนการที่ให้ประชาชนได้รับรู้ได้ฟังฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ ที่แสดงเหตุผลกันอย่างหลากหลาย หลายแง่หลายมุม และต้องมีกระบวนการเผยแพร่ความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

ต้องมีการใช้สื่อโดยเฉพาะสื่อที่เข้าถึงประชาชนอย่าง ทีวี และควรเป็นเวลาที่ประชาชนอยู่ดูอย่างพร้อมเพียงกัน เช่น เวลาช่วงหัวค่ำที่เรียกว่า ไพรม์ไทม์ ให้ผู้รู้เชี่ยวชาญมาพูดเสนอความคิดเห็น ทั้งด้านเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ที่เป็นอยู่เวลานี้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย มีแต่กระบวนของภาครัฐ ทั้งทีวีและวิทยุ ทีไม่ได้ให้ความรู้อะไรกับประชาชน เพียงแต่รณรงค์เพื่อให้ไปใช้สิทธิ ให้ไปใช้สิทธิให้มากๆ

มิหนำซ้ำยังมีท่าทีของภาครัฐ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำที่พูดในทำนองให้รับ เช่นบอกว่า ของที่เห็นอยู่ข้างหน้าไม่เอา จะไปเอาของที่ซ่อนไว้ข้างหลังหรือ หรือถ้ารับรัฐธรรมนูญ จะได้นำไปสู่การเลือกตั้ง

ตลอดจนภาคข้าราชการก็ถูกชี้นำ ชี้ชวนให้รณรงค์ให้รับ โดยเหตุผลเพียงเพื่อจะได้มีการเลือกตั้ง นี่ไม่รวมถึง คมช. และ สสร. ที่เป็นต้นตำหรับ ของการสั่งให้ร่าง และผู้รับสนองการร่าง ก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมือในหน่วยที่รับผิดชอบ รณรงค์ ไม่ใช่รณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์อย่างเดียวแต่รณรงค์ให้ไปรับร่างรัฐธรรมนูญ

ในขณะเดียวกันผู้คนฝ่ายที่ไม่เห็นชอบ ทั้งนักวิชาการ ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาชาชน ไม่มีโอกาสที่จะได้นำเสนอความคิด ด้านของฝ่ายตัวเองสู้สาธารณะชนทาง ทีวีและสื่อสาธารณะ

นอกจากนั้น ยังมีการพยายามริดรอนสิทธิของผู้ที่รณรงค์เพื่อบอกกล่าวไม่เห็นชอบโดยส่วนตัวเช่น การแจกเสื้อเพื่อแสดงการเชิญชวนไม่ให้รับ ก็ถูกจับกุม ถูกยึด กล่าวหาว่าจะใช้เงินเพื่อไม่ให้รับ

แจกเอกสารแสดงความไม่เห็นด้วย ก็ถูกจับ ถูกขัดขวาง แท็กซี่ติดป้าย ไม่รับ ก็ถูกปรับ ถูกจับโดยข้อกล่าวหาที่น่าสังเวช ว่าติดป้าย อะไรที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมขนส่งทางบก

ทั้งๆที่มี สสร. คือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนหนึ่งติดป้ายประกาศขนาดใหญ่ขึ้นเป็นป้ายสูงตระหง่านขึ้นเป็น คัดเอาท์ ให้รับร่างรัฐธรามนูญ กลับทำได้

กฏอัยการศึกอีก 35 จังหวัด เพื่อริดรอนสิทธิของคนที่จะรณรงค์เพื่อแสดงเหตุผลที่ไม่ควรเห็นชอบ ก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งสำหรับ ทหารจะใช้เพื่อจับกุม คนที่ไปรณรงค์ให้ความรู้เหตุที่ไม่สมควรรับ

ไม่มีเหตุผลที่จะคงกฎอัยการศึกไว้กับจังหวัดอื่นๆ ยกเว้น จังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหา กฎอัยการศึกยังเป็นข้ออ้างเพื่อความมั่นคง ซึ่งไม่ใช่ของชาติแต่เป็นความมั่นคงของ คมช. และรัฐบาล

บรรยากาศของการลงประชามติซึ่งถือว่า เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่สวยงาม และเป็นครั้งแรกของเมืองไทย

แต่น่าเสียดายที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิการลงคะแนนประชามติครั้งแรก แต่กระบวนการสร้างความรู้ให้ประชาชนได้มีโอกาสการพิจารณา กลับถูกปิดกั้น

แล้วประชามติที่ออกมา จะเป็นประชามติที่บริสุทธิ์ เป็นสีขาว สวยงามสมกับเป็นประชามติครั้งแรกได้อย่างไร



Create Date : 16 สิงหาคม 2550
Last Update : 16 สิงหาคม 2550 18:51:27 น.
Counter : 145 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

50youngnum
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]